‘ภูมิธรรม-เพื่อไทย’ ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

'ภูมิธรรม-เพื่อไทย' ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

‘ภูมิธรรม-เพื่อไทย’ ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.30 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวานนี้ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน คือศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้นำทีม สส.เขต  ที่ได้รับการเลือกตั้งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เข้าไปรายงานตัว ต่อสภาผู้แทนราษฎร

เป็นสัญญาณของความพร้อม ในการทำหน้าที่แทนประชาชน อย่างเต็มความสามารถของพวกเราพรรคเพื่อไทย

ผมคิดว่า​การเมืองในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของ “วัย” ไม่ใช่เรื่อง​ของ​ “เก่า” หรือ​ “ใหม่” แต่คือเรื่องของ “วิธีคิด”  และ “ความสามารถในการทำงานร่วมกัน”

พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า  ประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ คือทุนทางปัญญาที่ผ่านบททดสอบของเวลา ขณะเดียวกัน พลังและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือแรงขับเคลื่อนที่เท่าทันโลก เท่าทันเทคโนโลยี และเข้าใจความเปลี่ยนแปลง ของสังคมยุคดิจิทัล เมื่อสองพลังนี้ทำงานร่วมกัน การตัดสินใจจะรอบคอบ แต่ไม่ล้าสมัยการขับเคลื่อนนโยบายจะมั่นคง แต่ไม่หยุดนิ่ง

พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม ทั้งในด้านการทำงานนิติบัญญัติ ในสภาพร้อมเสนอ แก้ไข และผลักดันกฎหมายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ปากท้อง และความเป็นธรรมของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเรามีทีมผู้บริหาร บุคลากร และนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทำงานเชิงบริหารอย่าง มืออาชีพ เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐเกิดผลเป็นรูปธรรม

ประเทศต้องการทั้ง “ความมั่นคง ของประสบการณ์” และ “ความกล้าคิดของคนรุ่นใหม่”

พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่เชื่อมสองพลังนี้เข้าด้วยกัน เพื่อพาประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่างมั่นคง ทันสมัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างถอยหลัง

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างถอยหลัง

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างถอยหลัง

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.00 น.

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างกลับถอยหลัง

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี กกต. แจ้งความพลเมือง 6 คน (ผมใช้คำว่าพลเมือง ในขณะที่สื่อใช้คำว่าประชาชน)

เป็นพลเมืองที่พยายามค้นคว้าหาความจริง ว่า การลงคะแนนเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา ถือเป็นความลับ ตามรธน.มาตรา 85 หรือไม่

ความจริงพลเมืองทั้ง 6 คน ถือเป็นรุ่นน้องผม เพราะผมถูกกกต.แจ้งความมา ตั้งแต่ปี 2562 กรณีวิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของกกต.

มีน้องๆ ทั้งอัยการ,ผู้พิพากษา,ทนายความ,ตำรวจ โทรมาให้กำลังใจและแนะนำให้ผมสู้คดีกับกกต.

ผมรับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ใจผม ไม่คิดสู้แล้ว

หากไปศาล ผมจะรับสารภาพ และขอให้ศาลพิพากษาไปได้เลย จะจำคุกกี่วัน กี่เดือน ก็ว่าไป

ผมไม่อยากผิดคำพูดกับครอบครัว 13 คดีในการไปศาลในฐานะจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาท ผมชนะคดีหมด

แต่คดีที่ 14 นี้ ใจผมไม่คิดสู้ขึ้นมาเฉยๆ เพราะการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสุจริต ทุกอย่างกลับมาที่เดิมหมด และ กำลังถอยหลังเสียด้วยซ้ำ

ผมจะรับสารภาพว่า ไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีการเก็บบัตร/ถ่ายบัตรประชาชน

กกต.ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นผมสำคัญผิดไปเอง บัดนี้ ผมสำนึกผิดในการกระทำแล้ว

การเลือกตั้งในประเทศนี้ สุจริตและเที่ยงธรรม ประชาชนเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ ไม่มีการซื้อสิทธิ-ขายเสียง

ขอโอกาสให้ผมกลับตัวเป็นพลเมืองดีเถอะ/ “

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารือกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารnอกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารnอกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารnอกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทางโทรศัพท์กับนางสาวมาเรีย เทเรซ่า พี ลาซาโร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน 

โดยนายสีหศักดิ์ แจ้งผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีฯ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของไทยในการส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป (calibrated re-engagement) ระหว่างอาเซียนกับเมียนมา และบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพและการปรองดองภายในเมียนมาให้มีความคืบหน้าต่อไป ซึ่งไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับเมียนมา 

นายสีหศักดิ์ ได้ใช้โอกาสนี้ให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมย้ำว่า ไทยยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัดและขอบคุณบทบาทนำของฟิลิปปินส์ในคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เข้มแข็งระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ และจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดทั้งในประเด็นทวิภาคีและภูมิภาคต่อไป

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวสภาฯ อนุชา ลุ้น อนุทิน ดันนั่งรมว. หลังนำทีมยึดนครปฐม

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวสภาฯ อนุชา ลุ้น อนุทิน ดันนั่งรมว. หลังนำทีมยึดนครปฐม

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวสภาฯ อนุชา ลุ้น อนุทิน ดันนั่งรมว. หลังนำทีมยึดนครปฐม

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.06 น.

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวรูดซิปปากเงียบไม่พูดอะไร ขอรอเปิดสภาฯก่อน ด้าน อนุชา แจงนั่งรัฐมนตรีโควตาบ้านใหญ่ สะสมทรัพย์ ให้ อนุทิน เคาะพิจารณา หลังคว้าเก้าอี้ได้ 4 ที่นั่ง 

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ที่อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดให้สส.เข้ารายงานตัว บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงาตั้งแต่เวลา 08.30 น.จากนั้นในเวลา 10.30 น.เริ่มมี สส.พรรคภูมิใจไทยเข้ารายงานตัว 4 คน ประกอบด้วย นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สส.จังหวัดสุรินทร์ เขต 6 , นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 9 , นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน สสจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 7 , นายอนุชาสะสมทรัพย์ สส.จังหวัดนครปฐม เขต 5  

โดยนายอนุชา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า กลุ่มของตนได้ที่นั่งสส.4 เขต ดังนั้นจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ ที่จากเดิม เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วจะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะพิจารณา

ขณะที่นายพรชัย กล่าวเพียงสั้นๆว่าวันนี้ยังไม่ขอพูดอะไร ขอรอเปิดสภาแล้วค่อยพูด แต่วันที่ 7-8 กุมภาพันธ์มีการอบรมสสของพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์

พรรครักชาติ ซัด ฮุน มาเนต เลิกโกหก รับเงิน เฉินจื้อ ไม่รู้ที่มาจริงเหรอ

พรรครักชาติ ซัด ฮุน มาเนต เลิกโกหก รับเงิน เฉินจื้อ ไม่รู้ที่มาจริงเหรอ

พรรครักชาติ ซัด ฮุน มาเนต เลิกโกหก รับเงิน เฉินจื้อ ไม่รู้ที่มาจริงเหรอ

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.13 น.

เมื่อเวลา 08.00 น. นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาบอกว่า ไม่รู้ “เฉินจื้อ” คือ สแกมเมอร์ระดับโลก พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของทางการกัมพูชาอย่างดุเดือดว่า การให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน มาเนต ที่ไม่รู้ว่า “เฉินจื้อ” เป็นสแกมเมอร์ระดับสูงของประเทศ ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้เลย เพราะนายเฉินจื้อนั้นเคยบริจาคเงินกว่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ให้กัมพูชา ดังนั้นจะเป็นไปได้เหรอ ที่การบริจาคเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ทางการกัมพูชาจะไม่หาที่มาที่ไปของเงิน ก่อนที่จะรับเงินจากนายเฉินจื้อ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ทางการกัมพูชาจะไม่รู้

นายฐิติพันธุ์  ยังเรียกร้องให้กัมพูชา ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อให้เกิดการเจรจาอย่างสันติภาพและยั่งยืนระหว่างประเทศชาติไทยและกัมพูชา

พรรครักชาติ
พรรครักชาติ
พรรครักชาติ

สมชัย ท้า กกต.เปิด 6 ชื่อ ปมถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157

สมชัย ท้า กกต.เปิด 6 ชื่อ ปมถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157

สมชัย ท้า กกต.เปิด 6 ชื่อ ปมถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.12 น.

สมชัย ท้า กกต.เปิดชื่อ 6 บุคคล ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157 หยันอย่าดีแต่ปล่อยข่าวปั่นกระแสโซเซียลข่มขู่เอาผิดอาญาปชช. หวังลดทอนการตรวจสอบพฤติกรรมมิชอบของ กกต.

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์ข้อความบนโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “กกต. แจ้งความประชาชน แบบปั่นกระแส หวังข่มขู่ประชาชนที่ออกมาเปิดโปงสิ่งที่ กกต. ประพฤติมิชอบ หรือไม่

ตามที่ สำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ข่าว 196/2569 วันที่เผยแพร่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 3 หน้าเพื่ออธิบายที่ กกต. ไปแจ้งความกองปราบว่า ไม่ใช่การฟ้องประชาชนหรือคุกคามสื่อ แต่เป็นการแจ้งความคณะบุคคลที่ร่วมและแบ่งกันทำงานและขบวนการ โดยระบุเหตุผล 6 ข้อดังนี้

1. ขัดขวางการทำงานของ กกต.
2. กระทำการอ่านบาร์โคดเพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใคร
3. กกต. ไม่เคยดำเนินคดีกับประชาชน ยกเว้นคนที่มีเจตนาไม่สุจริต
4. กลุ่มคนที่โดนแจ้ง เป็นกลุ่มคนที่ไปปรากฏตัว มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน
5. คนที่ไม่ไปปรากฏ มีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการจะเปิดเผยสิ่งที่ทำในเวทีสาธารณะ
6. มีการปั่นกระแสในโซเซียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคง

เอกสารทั้งหมด ไม่มีการระบุชื่อบุคคลทั้ง 6 คน มีแต่ข่าวปล่อยที่หวังปั่นกระแสในโซเซียล เพื่อข่มขู่ คุกคามประชาชน ด้วยข้อกล่าวหาอาญาแผ่นดินที่ร้ายแรง โดยหวังลดทอนการตรวจสอบการประพฤติมิชอบของ กกต.เอง ซึ่งนับวันจะมีคนออกมาเปิดโปงมากขึ้นเรื่อย ๆ

การสงวนชื่อผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ไม่แตกต่างอะไรกับพฤติกรรมของคนขลาด ที่ลอบกัด ลับ ๆ ล่อ ๆ ที่กลัวการฟ้องกลับ ม. 157 เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ทราบข้อมูลการฟ้องที่เป็นทางการ

เปิดเผยชื่อสิครับ อย่าขลาดกลัวเกินเหตุ หากมั่นใจว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง แต่หากเป็นการแจ้งความเท็จเมื่อไหร่ การแจ้งความกลับเกิดขึ้นทันที อย่างน้อย 9 คน ทั้งอาญาและแพ่งที่แพงมาก”

เทพไท หนุนเสรีพิศุทธ์ ยื่นศาล รธน.สอบอนุทิน ตั้งธรรมนัสเป็นรมต. ชี้ต้องสร้างบรรทัดฐาน

เทพไท หนุนเสรีพิศุทธ์ ยื่นศาล รธน.สอบอนุทิน ตั้งธรรมนัสเป็นรมต. ชี้ต้องสร้างบรรทัดฐาน

เทพไท หนุนเสรีพิศุทธ์ ยื่นศาล รธน.สอบอนุทิน ตั้งธรรมนัสเป็นรมต. ชี้ต้องสร้างบรรทัดฐาน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.10 น.

เทพไท หนุนเสรีพิศุทธ์ ยื่นศาล รธน.สอบอนุทิน ตั้งธรรมนัสเป็นรมต. ชี้ต้องสร้างบรรทัดฐาน

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า “สร้างบรรทัดฐาน: หนุน เสรีพิศุทธ์ ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน

สืบเนื่องจากกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลที่ผ่านมา โดยขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4)และ(5) ซึ่งอาจทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 170 (4) แม้ว่าในขณะนี้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยุบสภาไปแล้ว แต่ยังคงสถานะความเป็นรัฐบาลรักษากันอยู่

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมแปลกใจมากว่า จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หลังจากนั้นเป็นต้นมา ยังไม่มีบุคคลใด หน่วยงานใด องค์กรใด หรือพรรคการเมืองใด ที่มีความสงสัยในเรื่องนี้ และยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเลย ทั้งที่เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอดว่า เพราะเหตุใดนายอนุทิน จึงกล้าแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่กล้าแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี เพราะเกรงว่าอาจจะถูกยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่พอมายุคของนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี จึงกล้าแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส

จึงมีคำถามว่า เพราะนายอนุทินต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม ของร.อ.ธรรมนัส จึงกล้าออฟเฟอร์ ยื่นข้อเสนอ หรือกล้าให้คำสัญญาไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน จึงเกิดภาพการพลิกขั้วจากรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มาเป็นรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่หลังจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีการฟอร์มรัฐบาลเกิดขึ้น โดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และมีกระแสข่าวมาตลอดว่า เหตุผลหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล เพราะเกรงว่าอาจจะมีความจำเป็นต้องแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เกรงว่าจะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(4)(5) ว่าด้วยการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คำถามจึงมีอยู่ว่า ทำไมในรัฐบาลอนุทิน1 จึงไม่กลัวเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่กลับกลัวเรื่องนี้ในรัฐบาลอนุทิน2 จึงทำให้หลายคนสงสัยในประเด็นนี้ แม้ว่าเรื่องนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นว่า การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กรณีนายอนุทินแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส ว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องของการแก้เกี้ยว หรือตีความเข้าข้างรัฐบาล หรือปกป้องนายอนุทินมากกว่า แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ตาม แต่ถือว่าอายุรัฐบาลของนายอนุทินยังไม่สิ้นสุดลง

กรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องนี้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็เป็นเรื่องที่ดี จะได้มีความชัดเจน และเป็นบรรทัดฐานในการแต่งตั้งรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป เชื่อว่าสังคมสนับสนุนการยื่นตีความของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทั้งที่รอคอยบุคคลที่มีความกล้าหาญที่จะยื่นเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีใครกล้ายื่น ด้วยเหตุผลอะไรไม่มีใครทราบได้

แต่เมื่อพล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ได้ใช้ความกล้าหาญ ยื่นเรื่องนี้ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการดี และสังคมควรจะสนับสนุนภารกิจนี้อย่างเต็มที่”

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.45 น.

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 พรรคประชาชน ได้่โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชน โดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชน โดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วนและเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก

การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า, การพบใบขีดนับคะแนนเลือกตั้ง (สส. 5/11) ในพื้นที่ลักษณะคล้ายกองขยะ, ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันในบางหน่วยระหว่างใบขีดนับคะแนน (สส. 5/11) กับรายงานผลการนับคะแนน (สส. 5/18), การรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ก่อนที่จะมีการประกาศคะแนน 100% หรือการเปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง, การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยที่นำไปสู่คะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ, รวมไปถึงการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรและทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นบัตรที่ลงคะแนนโดยใคร

แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่ กกต. จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอและในรูปแบบที่เปิดให้มีการถาม-ตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต. กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้ โดยล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (27 ก.พ.) ทาง กกต. ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าว ว่า กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร โดยรายชื่อที่ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี คาดว่าประกอบไปด้วย นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และ พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu โฆษกพรรคประชาชน

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนและสื่อมวลชน ทางพรรคประชาชนขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต.

– หากประชาชนมีการตั้งคำถามและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต หน่วยงานรัฐควรชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน ทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการตรวจสอบ

– แต่ทาง กกต. กลับเลือกใช้วิธีการดำเนินคดีด้วยข้อกล่าวหาที่ดูจะขัดแย้งและไม่ได้สัดส่วนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการพิสูจน์ว่าได้เกิดการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่มีเจตนาหลักในการเพิ่มภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข่มขู่หรือสร้างสภาพแวดล้อมของความหวาดกลัว เพื่อหวังจะปิดกั้นและหยุดยั้งการตรวจสอบ

– เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญต่อการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย โดยหน่วยงานรัฐเสียเอง

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ทางพริษฐ์ ได้เดินทางไปที่ศูนย์รับแจ้งความ ตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวาน (27 ก.พ.) เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และได้เรียกร้องให้ กกต. สื่อสารให้ชัดเจนว่าได้แจ้งความตนด้วยข้อกล่าวหาอะไรและข้อเท็จจริงประการใด โดยทางพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

– ในส่วนของข้อเท็จจริง พริษฐ์ให้ข้อมูลว่าตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อหน้าสาธารณะโดยโปร่งใสอยู่แล้ว โดยตนยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของ กกต. และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่เข้ามาตักเตือนหรือแสดงความเห็นในทางที่สื่อว่าตนกำลังกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

– ทั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ยืนยันว่าหากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. มีการแจ้งความอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เป็นการต่อไป

ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทางพรรคประชาชนเห็นว่า หาก กกต. ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สิ่งที่ กกต. ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัย”

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.02 น.

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงกรณี กกต.แจ้งความเอาผิด 6 บุคคลที่ถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า “กกต. ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชน ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีอาญากับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนภาคประชาชนทั้ง 6 ท่าน ที่ทั้งหมดทำหน้าที่ปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งในความเป็นจริงรัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิของผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต ดังนั้น การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แจ้งเบาะแสดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่นอกจากฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็น สัญญาณอันตราย ที่สะท้อนว่าองค์กรอิสระกำลังหลงลืมว่า “ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

ในฐานะพรรคการเมืองและประชาชน ผมขอแถลงจุดยืนและข้อเท็จจริงทางรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรม ดังนี้

1. การตรวจสอบคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ “อาชญากรรม” : ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 50 ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นอิสระ ภายใต้ความลับ โดย กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ดังนั้น ประชาชนย่อมมีความชอบธรรมทุกประการ ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

2. กฎหมายต้องคุ้มครองผู้ “เปิดโปง” ไม่ใช่ใช้เป็นอาวุธ : รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 63 กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนประชาชนในการป้องกันการทุจริต การที่บุคคลทั้ง 6 ท่านออกมาให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกต คือ การทำหน้าที่พลเมืองดี ซึ่ง กกต. ควรขอบคุณประชาชนที่ช่วยอุดช่องโหว่ ไม่ใช่ฉวยโอกาสใช้กฎหมายอาญามาเป็นอาวุธ เพื่อปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

3. “เสรีภาพในการแสดงออก” คือ เกราะป้องกันอำนาจเบ็ดเสร็จ : ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 และ 41 ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร้องทุกข์ และวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งนี้ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น กกต. จึงต้องตระหนักว่า… ยิ่งท่านใช้อำนาจฟ้องปิดปากประชาชนมากเท่าไหร่ ความสง่างามและความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้งก็จะยิ่งพังทลายลงเท่านั้น

พฤติกรรมการฟ้องคดีอาญาต่อประชาชนในลักษณะนี้ เข้าข่าย “การฟ้องคดีปิดปาก” (SLAPP – Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตรวจสอบรัฐ และขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อบทที่ 19 ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีอย่างชัดเจน

ผมจึงขอส่งกำลังใจและความเคารพไปยังบุคคลทั้ง 6 ท่าน ในฐานะนักต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความถูกต้อง ขอให้ กกต. หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวแล้วหันมา “เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” ชี้แจงข้อสงสัยทางเทคโนโลยีให้สิ้นสงสัย ทำความจริงให้ปรากฏด้วยความยุติธรรม เพื่อให้หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนมีคุณค่า ศักดิ์ศรีเท่าเทียม และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง”

รุมถล่ม กกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี

รุมถล่ม กกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี

รุมถล่ม กกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมถล่มกกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี แค่พิสูจน์เลือกตั้งให้โปร่งใส พระปกเกล้าให้กกต.สอบตก

รุมสวด กกต.ตั้งข้อหา 6 คน ที่ไปก่อเรื่องข้างคูหาเลือกตั้งแรงเกินไป สมาคมนักข่าวฯออกแถลงการให้ทวนฟ้องสื่อ ปชป.ผสมโรง โวยฟ้องปิดปาก ด้าน”ไอติม”บุกกองปราบขอลงบันทึกประจำวันไม่ได้กระทำผิด ขณะที่”สมชัย”งงไม่ได้ไปจุดเกิดเหตุ ยังโดนด้ว แต่พร้อมสู้คดี ดานโพลพระปกเกล้าให้กกต.สอบตก

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมทนาย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กกต. ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

นายพริษฐ์ กล่าวว่าตน มาลงบันทึกประจำวันแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต. ได้เข้าแจ้งความ แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหาขั้นตอนนี้เจ้านั้นจะไม่สามารถเผยแพร่ได้ในเวลานี้

สารภาพไปป้วนเบี้ยนคูหาเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าหนึ่งในข้อหาที่ถูกแจ้งคืออั้งยี่นั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้มาลงบันทึกประจำวัน หลังเห็นว่ามีรายงานข่าว วันนี้มายืนยันความบริสุทธิ์ใจและมั่นใจว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาวตนเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหลังจากที่มีการปิดหีบ เวลา 17.00 น. ซึ่งอยู่ในช่วงของการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการนับคะแนนกกต. จะต้องทำในพื้นที่ที่โปร่งใสต่อหน้าพี่น้องประชาชน ซึ่งกกต. มีการสื่อสารเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน และการที่ตัวเองไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่นับว่าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขากกต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไร และเจ้าหน้าที่คนใดถือให้เห็นหรือพยายามจะตักเตือนชี้แนะสิ่งที่ทำอยู่ว่าเป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ และขอยืนยันว่า ไม่มีอะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายความจริงเป็นความจริง และเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ตนขอยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ

ร้องขอ”หมอวาโย”ช่วยเอาคืน

เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความกลับหรือไม่ นายพริษฐ์ ในหลักการการแจ้งความกลับด้วยข้อมูลที่ตนรู้ว่าเป็นเท็จเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ต้องรอดูว่ากกต. แจ้งความด้วยข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏหรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะดำเนินการกับทันที

เมื่อถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ตนไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนบุคคลอื่นได้ ซึ่งในวันนั้นไม่เห็นบางคนใน 6 รายชื่ออยู่ในเหตุการณ์ แต่ กลับถูกแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าตัวมายืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า ส่วนจะเป็นการปิดปากหรือไม่ ขอตอบคำถามนี้ใน 2 สถานะ ในฐานะที่ทำงานการเมืองไม่ว่าเจตนาในการฟ้องตนเองคืออะไร ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ย้ำถ้าตนอาสามาเป็นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คือการเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบหน้าที่ของกกต. ไม่มีเหตุผลใดที่จะยุติการเดินหน้า

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เริ่มต้นแจ้งข้อกล่าวหาก็เมาหมัด คุณ กกต. แจ้งข้อกล่าวหาผมว่า ไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ที่ คันนายาว ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ใครตามเฟซผม ก็จะรู้ว่าวันอาทิตย์นั้น ผมและเพื่อน ๆ กว่า 10 คน ไปขี่จักรยานท่องเที่ยวกันที่เกาะเกร็ด จ. นนทบุรี ตั้งแต่เช้า ถึง เย็น แถมยังบ่นว่า แดดมันร้อน

ไหนๆฟ้องแล้ว ช่วยระบุเวลาหน่อยว่า ตอนไหน กี่โมง ที่เห็นผมไปปรากฏตัวที่ หน่วยเลือกตั้งดังกล่าว ทั้งรองเลขา ทั้ง ผอ.กกต. กทม. ผมก็เห็นตัวท่านอยู่ที่นั่นในข่าวทีวี ถ้าผมไปจริงแล้ว ไม่ไหว้ ไม่ทักทายเลย ดูขาดมารยาทต่ออดีตผู้บังคับบัญชานะครับ ท่านรู้ใช่ไหมว่า แจ้งความเท็จนั้นผิดกฎหมาย ต้องรับโทษทางอาญา ตาม ม. 137 และยังผิด ม.157 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประพฤติมิชอบด้วย

ส.นักข่าวจี้ทบทวนฟ้องสื่อ

วันเดียวกัน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

โอดครวญข้อหาร้ายแรง

สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ

สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ปชป.ออกแถลงการ

ในประเด็นดังกล่าว9 พรรคประชาธิปัตย์ ออก แถลงการณ์ด้วย เรื่อง ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทบทวนท่าที และการดำเนินการต่อการตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้ง

ทั้งเห็นว่า ข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฎต่อสาธารณะที่เห็นว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด

พรรค ฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป

ชี้กกต.มีโอกาสเสี่ยงคุก

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยังกล่าวถึงกรณี กกต.แจ้งความประชาชนและสื่อมวลชน ว่า กกต.ใช้ไม่ได้ อยู่ดี ๆ 17 วัน รีบประกาศทำไมเขาให้เวลาตั้ง 60 วันควรจัดการให้ชัด ๆ ให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ดังนั้น ตนเองก็มีสิทธิคิดว่าการกระทำของกกต.เอื้อนายอนุทินให้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้น การเลือกตั้งก็ควรจะสุจริตและเที่ยงธรรม แต่นี่การเลือกตั้งกลิ่นคาวฉาวโฉ่ทุกบัตร ซึ่งการที่ประชาชนบอกให้นับใหม่มันผิดตรงไหนเพื่อให้มันชัวร์ สื่อมวลชนก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองแต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นการไปฟ้องแบบนี้กระทำไปเพื่ออะไร

ทั้งนี้ หากมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อมาเมื่อไรแล้วยังไม่เคลียร์ ตนเองก็จะดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่วน เขต 33 บางกอกน้อย ที่พรรคประชาชนเปลี่ยนตัวส่งนายเท่าพิภพ ลงชิงแทนผู้สมัครเดิมที่ถูกตำรวจจับนั้น ตนเองขอตั้งคำถามว่าเปลี่ยนได้หรือไม่ หรือพรรคประชาชนฮั้วกับกกต.หรือไม่ จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กตต.หรือไม่ เพราะตนเองดูแล้วยังไงก็เปลี่ยนตัวไม่ได้ และตอนนี้มีการรับรอง สส.กทม.เขต 33 มาแล้ว ตนเองก็จะเตรียมยื่นฟ้องต่อ กกต.เรื่องนี้ด้วย

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ย้ำทิ้งท้ายด้วยว่ากกต. ชุดนี้ไม่มีอนาคต ยังไงก็ต้องจำคุกแน่

นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวเตือนกกต.กรณีรับรองผลเลือกตั้งสส.ไปก่อนแล้ว ค่อยสอยทีหลังว่า ระวังจะผิดมาตรา 177

คปท.ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นำทีมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยขอให้พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีการจัดเลือกตั้ง ไม่ลับ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า หากฝืนความรู้สึกของประชาชนมาก ๆ ทางกลุ่มมีแนวคิดถึงขั้นจะลงถนนหรือไม่ นายนิติธร กล่าวว่ายังไม่มีประเด็นเพียงพอที่จะลงถนน ขณะนี้สังคมต้องคิดเรื่องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ประพฤติผิดมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรง เราให้กระบวนการตรวจสอบทำหน้าที่ไป แต่คนจะมาทำหน้าที่คณะรัฐมนตรี หากเป็นบุคคลที่มีประวัติกระดำกระด่าง ถึงแม้จะไม่มีคดีและข้อบ่งชี้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ตนเองถึงจะเคลื่อนไหว

เปิดผลโพลกกต.สอบตก

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง 69เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ระหว่างวันที่ 13 – 16 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปกระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง

ผลการสำรวจทาง Line Today 1ในคำถาม “ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 87.7 ระบุว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ขณะที่ร้อยละ 12.3 ระบุว่า “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 67.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ32.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

มีแต่พอใช้กับแย่

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยภาพรวมเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 57.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ42.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 54.7 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ 45.3 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการควบคุมการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 54.3 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ 45.7ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการนับคะแนนที่โปร่งใสและประชาชนตรวจสอบได้เป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 50.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ49.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฏหมายและระเบียบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 56.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”ขณะที่อีกร้อยละ 43.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่”

บริการชาวบ้านได้ดี

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 59.9 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี” ขณะที่อีกร้อยละ 40.1 ประเมินว่า“พอใช้–แย่”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์และป้ายประกาศต่าง ๆ ในวันเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 61.9 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”ขณะที่อีกร้อยละ 38.1 ประเมินว่า “พอใช้–แย่”