พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

“พร้อมพงศ์” อดีตโฆษกเพื่อไทย กระทุ้งรัฐบาล ไม่เข้าใจราคาน้ำมันไทยไม่ลดตามตลาดโลก เสนอ 3 วาระเร่งด่วน จี้รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ย้ำกมธ.งบฯ 70 ตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐอย่าอิงแค่เอกสารต้องพุ่งเป้าตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำค่าครองชีพปชช.ลดลง โฆษก ปชป.โร่เคลียร์แทน “อภิสิทธิ์” ย้ำชูปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อความยั่งยืน ปัดตัดบำนาญข้าราชการ หลังถูกนำไปบิดเบือน ขณะที่ “เอกนิติ”ไม่ทราบกระแสนายกสำรอง “ศ” รอเสียบ หากเกิดอุบัติเหตุการเมือง กล่าวติดตลก “เศกนิติ”

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก มีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ประชาชนยังตั้งคำถามว่า เหตุใดค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่ลดลงประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่ครบถ้วน ถึงเวลาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ

“ขอเสนอ 3 วาระเร่งด่วน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน 1.การรื้อสูตรราคาพลังงานทั้งระบบ วางมาตรการเชิงรุกเพื่อให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลง คนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง 2.การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลราคาพลังงานที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส”นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

ทบทวนจัดงบพุ่งเป้าลดต้นทุนชีวิต

3.การผูกงบประมาณเข้ากับปากท้อง ในจังหวะที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 ผ่านความเห็นชอบวาระแรกและกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทบทวนนโยบายจัดสรรงบประมาณให้พุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร

กระทุ้งงบลดค่าครองชีพปชช.

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า การเมืองที่ดี ไม่ใช่การเมืองที่แข่งกันพูด แต่คือการเมืองที่แข่งกันลดต้นทุนชีวิตของประชาชน งบประมาณที่ดีที่สุด ไม่ใช่งบที่ใช้หมด แต่คือ งบที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

“ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงที่ยาวขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลกับฝ่ายค้านเอาชนะกัน แต่คาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันเอาชนะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่เวทีอภิปราย หรือวาทกรรมทางการเมือง แต่คือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ปชป.ยัน’มาร์ค’ชงปฏิรูประบบงบฯ

ขณะที่ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ชี้แจงถึงกรณีที่มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือนกับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570จากการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาผู้แทนฯเป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดีโดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมแต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาวจึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าควรคิดค้น“ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต”ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อๆมา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย”นายพงศกร ย้ำ

ห่วงใยการใช้กู้เงิน4แสนล้าน

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังได้สะท้อนมุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่าการลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน(PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า1ล้านล้านบาทก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จี้รัฐลงทุนป้องกันภัยพิบัติเร่งด่วน

ขณะที่ในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นายพงศกร แสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่าในฐานะที่เคยลงพื้นที่ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทยและพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาลต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง.

‘เอกนิติ’ไม่ทราบ‘นายกฯสำรอง’

ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ารัฐบาลมีนายกฯสำรองอักษรย่อ “ศ”รอเสียบ หากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดว่า”การเมือง ผมไม่ทราบจริงๆ”ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าอาจจะเป็น อักษรย่อ“อ”ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมติดตลกว่า “เศกนิติ”

ภท.ซัด‘ไอติม’เลิกกล่าวหารมต.

ด้าน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้สดในสภาว่าพรรคฝ่ายค้านควรหยุดการนำประเด็นดังกล่าวมาเล่นเกมการเมือง เพราะที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ของสภาอย่างต่อเนื่อง และรัฐมนตรีหลายคนก็เข้าชี้แจงเป็นประจำ อีกทั้งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับ ครม. มาโดยตลอดให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น การกล่าวหาว่ารัฐมนตรีหนีกระทู้ จึงไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีกระทู้ถามสด ซึ่งรัฐมนตรีได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงในช่วงเช้าของวันประชุม ทำให้บางครั้งอาจติดภารกิจราชการสำคัญที่ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้

นายอัครเดช กล่าวว่าคดีฮั้วเลือกสว.นั้น รัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ ชี้แจงต่อสาธารณะ รวมถึงตอบกระทู้ในสภาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งคดียังอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนจึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของกระบวนการยุติธรรม และที่ผ่านมา รมว.ยุติธรรมก็มาตอบกระทู้ในสภาเป็นประจำ การติดภารกิจในบางครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ เพราะกระทู้ถามสดแตกต่างจากกระทู้ทั่วไปที่มีการกำหนดวาระล่วงหน้า

“ฝ่ายค้านควรเลิกนำประเด็นรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้สดไปดิสเครดิตรัฐมนตรีหรือรัฐบาล เพราะเป็นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ นายพริษฐ์ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ ควรทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ารัฐมนตรีจงใจหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือกระทู้ถามสดมีข้อจำกัดด้านเวลา” นายอัครเดช กล่าว

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

'เอกนิติ'สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

“เอกนิติ”ขอทบทวนสิทธิ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใหม่ หลังพบข้อมูลเก่า 5 ปี มีผู้มีรายได้เพิ่ม-ผู้เสียชีวิตเพียบ ก่อนเสนอเข้าครม.ไม่สนตัวเลขยอดผู้มีสิทธิ์เพราะต้องการอุ้มเฉพาะคนเดือดร้อน ย้ำประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบอก 2 เดือนไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 5 แสนล้าน เหตุราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ชี้หากศาลไม่สั่งระงับการใช้เงินกู้ พร้อมเดินหน้าใช้ในการลงทุน 3 ด้านทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขนส่ง และเตรียมความพร้อมบุคลากร เพิ่มขีดแข่งขันคนไทย

วันที่ 4 กรกฎาคม ที่รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังว่า ขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพีซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตค่าครองชีพในอนาคต

เร่งเดินหน้า3งานหลัก

นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering)ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้

2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)

3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่นโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ นอกจากนี้จะมีการใช้เม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยเสริมในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด

ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเยียวยาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป

ทบทวนบัตรคนจน

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวนกลุ่มคนใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจ ประมาณ 5 ล้านกว่าคน แต่ไม่ได้สำรวจสิทธิคนที่จน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรรองรับ

ส่วนกลุ่มคนที่มีสิทธิเดิม ที่สำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประมาณ 13.2 ล้านราย พบทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงให้มีการทบทวนกลั่นกรองตามเกณฑ์ พร้อมรับข้อสังเกตหน่วยงานต่างๆ มาพิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

ขณะที่กลุ่มของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน ประมาณ1 ล้านราย ให้เอากลุ่มนี้มาพิจารณาด้วย เพราะคือกลุ่มที่ตกหล่น จากฐานข้อมูลรัฐอื่นๆ และขอให้นำตัวเลขทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 19 ล้านราย ไปทบทวนข้อมูล และกลั่นกรองใหม่เพื่อหาคนที่เดือดร้อนจริง

ส่วนจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่นั้น ขอรันข้อมูลก่อน เบื้องต้นในที่ประชุม ไม่ได้มองว่าตัวเลขสิทธิ์จะเกิน หรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ แต่ต้องการดูแลคนที่เดือดร้อนจริง เพราะเวลาลงพื้นที่ ก็เห็นใจคนที่เดือดร้อนผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่มีอะไรเลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการรายได้ แต่ทุกคนมีโอกาส และเราต้องดูแลไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่

นายเอกนิติ ตอบถึงกระแสข่าวว่ามีนายกสำรองอักษรย่อ “ศ” รอเสียบ หากเกิดเหตุอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนไม่ทราบจริงๆ ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ โดยผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าอาจจะเป็นอักษรย่อ “อ” ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมกับกล่าวต่อว่า “เศกนิติ”

รถไฟฟ้าได้อานิสงส์60/40

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ม.) และบริษัทผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร ทั้ง 4 สาย ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม(MRT สายสีม่วง) บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ (MRT สายสีเหลือง) และบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรลจำกัด (NBM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารในรอบเดือนมิถุนายน 2569 ของรถไฟฟ้า MRTทั้ง 4 สาย เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าดำเนินโครงการในรอบเดือนพฤษภาคม 2569 ดังนี้

รถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ยเพิ่มในสัดส่วนสูงสุด จากเดิม 61,257 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 69,299 คนต่อวัน คิดเป็น +13.13%

รองลงมาคือ รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ยจากเดิม 58,456 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 64,150 คนต่อวัน คิดเป็น +9.74% รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ย จากเดิม 43,014 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 46,810 คนต่อวัน คิดเป็น +8.82%

และรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ย จากเดิม 384,764 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 411,105 คนต่อวัน คิดเป็น +6.85% (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569) โดยเมื่อตรวจสอบรายงานการชำระเงินค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ตามโครงการได้รับเงินสนับสนุนค่าโดยสารจากรัฐแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ 35 ล้านบาท อันสะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตามนโยบายรัฐบาลที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนได้จริง ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางมาใช้ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ตอบสนองทั้งด้านความสะดวก ปลอดภัย และประหยัดให้แก่ผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

เช็ครายละเอียดจากMRT

สำหรับประชาชนที่ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว(Single Journey Ticket) ประเภทบุคคลทั่วไป และผู้สูงอายุ เพื่อเดินทางภายในระบบรถไฟฟ้า MRT ต่อเนื่องได้จนถึงสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยแจ้งขอใช้สิทธิที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย และชำระค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% และประชาชนชำระเอง 40% โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โทร. 02-1111122(กด 2 สำหรับประชาชน และกด 3 สำหรับร้านค้า) ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โทร.085-8427102-9 ในวันและเวลาราชการ

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.ไม่พูดหรือให้สัมภาษณ์ก่อนมีข้อเท็จจริงครบถ้วน

2.ไม่รับรองความบริสุทธิ์ของผู้ใดก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

3.ไม่ปล่อยให้ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

4.ไม่ตัดสินใจหรือประกาศแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรทำ

1.ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากหน้าที่ชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยอิสระ

2.ตรวจสอบกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านและผู้ขึ้นบัญชีทุกคน เทียบกับคะแนนที่ประกาศ

3.ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

4.หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่มีข้อยกเว้น

5.ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้บงการตามพยานหลักฐาน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หลักสำคัญ

ประชาชนไม่ได้ต้องการคำรับรองความบริสุทธิ์ แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ รวดเร็ว และยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยอีกครั้ง

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.ไม่พูดหรือให้สัมภาษณ์ก่อนมีข้อเท็จจริงครบถ้วน

2.ไม่รับรองความบริสุทธิ์ของผู้ใดก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

3.ไม่ปล่อยให้ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

4.ไม่ตัดสินใจหรือประกาศแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรทำ

1.ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากหน้าที่ชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยอิสระ

2.ตรวจสอบกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านและผู้ขึ้นบัญชีทุกคน เทียบกับคะแนนที่ประกาศ

3.ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

4.หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่มีข้อยกเว้น

5.ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้บงการตามพยานหลักฐาน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หลักสำคัญ

ประชาชนไม่ได้ต้องการคำรับรองความบริสุทธิ์ แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ รวดเร็ว และยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยอีกครั้ง

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

’ศุภชัย‘ ออกโรงยันจุดยืนภูมิใจไทย! ‘กัญชาทางการแพทย์’ ไม่ใช่ ‘เสรี-นันทนาการ’ จี้สภาฯเร่งคลอดพ.ร.บ. ส.ค.นี้

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569  นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า  กัญชาทางการแพทย์: ความจริงที่สังคมควรรู้ และจุดยืนที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเปลี่ยน”

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นกัญชาได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชน หลายครั้งมีการสื่อสารจนทำให้ประชาชนเข้าใจว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ผลักดัน “กัญชาเสรี” และเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อเท็จจริงควรถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ สนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์และสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อการนันทนาการและการใช้กัญชาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ชัดเจน มีระบบกำกับดูแล และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

การผลักดันให้กัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงทางเลือกในการรักษา สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้เกิดการใช้โดยไร้กติกา ตรงกันข้าม พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดกรอบการใช้กัญชาอย่างรัดกุม ครอบคลุมการปลูก การผลิต การจำหน่าย การโฆษณา การสั่งจ่าย และการใช้ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่กฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอก็ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 เพราะเหตุทางการเมือง ซึ่งกว่าสองปีที่กัญชากลายเป็นปัญหาจากร้านค้ากัญชาผิดกฎหมาย การใช้นันทนาการอย่างกลาดเกลื่อนและการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เมื่อกฎหมายเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ ประเทศย่อมเผชิญกับช่องว่างในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ไข มากกว่าจะใช้เป็นประเด็นกล่าวโทษกันทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า การแก้ปัญหาที่ถูกต้องไม่ใช่การย้อนกลับไปปิดโอกาสของผู้ป่วย หรือปฏิเสธประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ แต่คือการเร่งสร้างระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ปิดช่องว่างทางกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

เราสนับสนุนมาตรการที่ชัดเจน เช่น การจำกัดการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ การควบคุมการสั่งจ่ายโดยบุคลากรทางการแพทย์ การห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชน การห้ามโฆษณาที่ชักจูงให้เกิดการใช้ในทางที่ผิด และการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม

พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีต้องตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ ไม่ใช่อารมณ์หรือความหวาดกลัว การตัดสินใจด้านนโยบายควรรับฟังทั้งข้อมูลทางการแพทย์ ข้อกังวลของสังคม และบทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา

ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านกัญชาทางการแพทย์ของภูมิภาคได้ หากมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส เข้มแข็ง และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ทั้งในด้านการวิจัย การผลิตยา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตร

พรรคภูมิใจไทยจึงขอยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่สนับสนุนกัญชาเพื่อการนันทนาการ แต่เราจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษา สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และผลักดันกฎหมายที่รัดกุมเพื่อคุ้มครองสังคม

นี่คือจุดยืนที่ยึดถือมาตั้งแต่ต้น และจะยังคงยึดมั่นต่อไป เพราะเป้าหมายของเราคือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทุกคน

พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติกัญชาทางการแพทย์ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเปิดสมัยประชุมในเดือนสิงหาคม ร่างพระราชบัญญัตินี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างเร่งด่วน และพรรคภูมิใจไทยขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้ร่วมกันผ่านกฎหมายนี้

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า นโยบายที่ดีต้องไม่เลือกข้างระหว่างผู้ป่วยกับสังคม แต่ต้องปกป้องทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ผู้ป่วยต้องไม่ถูกตัดโอกาสในการรักษา ขณะที่เด็กและเยาวชนต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง นี่คือความรับผิดชอบที่พรรคภูมิใจไทยยึดมั่น และจะเดินหน้าผลักดันต่อไป

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’  จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ ทิ้งทวนก่อนปิดสมัยประชุมฯ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8ก.ค.นี้ มีวาระการประชุมสำคัญคือ การพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ย้อนหลัง 20ปี ที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯในวันที่ 11ก.ค. โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว วุฒิสภามีมติแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 30มิ.ย. และส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาจะเห็นชอบกับเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไขมาหรือไม่

หากสภาฯไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไข จะทำให้การประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องเลื่อนออกไป แต่หากสภาฯเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา จะนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป โดยหนึ่ในเนื้อหาสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนคือ การไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18ปี หากมีการ กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมที่ร่างของสภาฯไม่มีเงื่อนไขเรื่องดังกล่าว

นายกฯ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

นายกฯ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

นายกฯ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.08 น.

“นายกฯ“ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี แสดงความเสียใจญาติ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะ เดินทางมาร่วมรดน้ำศพพระธุดงค์ 7 รูป ที่ศาลาการเปรียญ วัดบ้านน้ำขุ่น ต.ตาเกา อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความเศร้าโศก และมีฝนตกโปรยปรายอยู่ตลอด

โดยพระภิกษุ 7 รูป ประกอบด้วย พระภิกษุโยธิน วรรณศรี, พระภิกษุรชต ทองบุราณ, พระภิกษุนิคม อังกาบ, พระภิกษุศักดา สีลา, พระภิกษุสำรวย ระวัง, พระภิกษุชัยสอน นันทะสิงห์ และพระภิกษุยุทธ พงศ์วิเศษ ที่มรณภาพขณะเดินธุดงค์และถูกรถกระบะเฉี่ยวชน เหตุเกิดบริเวณบ้านนาสีนวล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อแสดงความอาลัย พร้อมมอบพวงหรีด รวมถึงมีการพูดคุยแสดงความห่วงใยกับญาติและมอบเงินช่วยเหลือ โดยนายกฯยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และติดตามการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรอบด้าน

ภายหลัง นายอนุทิน ร่วมพิธีภายในศาลาการเปรียญเสร็จ ได้ออกมาพบปะพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานอยู่ในเต็นท์ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ใน อ.น้ำขุ่น อ.น้ำยืน ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างบอกให้นายกรัฐมนตรีอย่าเปิดด่านชายแดนเด็ดขาด ราคามันสำปะหลังกำลังได้ราคา และถ้ามีเวลาอยากให้นายกรัฐมนตรีไปที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน ด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ตอบรับก่อนเดินทางกลับ

ประธานรัฐสภา ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom – มหัศจรรย์ 1,000 วัน’

ประธานรัฐสภา ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom - มหัศจรรย์ 1,000 วัน’

ประธานรัฐสภา ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom – มหัศจรรย์ 1,000 วัน’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

’ประธานรัฐสภา‘ ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom – มหัศจรรย์ 1,000 วัน’ สร้างต้นแบบดูแลแม่และเด็ก นำร่อง 6 อำเภอ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมหารือกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนโครงการ “บ้านเมืองน่าอยู่” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ ประเพณีดี ผลิตภัณฑ์ดี การศึกษาดี สุขภาพดี และปลอดยาเสพติด เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

นายโสภณ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้าน “สุขภาพดี” โดยผลักดันโครงการ Smart Mom ควบคู่กับโครงการ “มหัศจรรย์ 1,000 วัน” เพื่อยกระดับระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์และเด็กปฐมวัยอย่างครบวงจร เชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ นายศักดิ์ ซารัมย์ สส.พรรคภูมิใจไทย ผู้แทนกรมอนามัย สมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลคูเมือง โรงพยาบาลลำปลายมาศ เทศบาลตำบลลำปลายมาศ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกตำบลในพื้นที่ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและวางกลไกความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายโสภณ กล่าวต่อว่า โครงการ Smart Mom มีเป้าหมายยกระดับการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในทุกมิติ ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังความเสี่ยง การเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด พร้อมเน้นย้ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการทรัพยากร งบประมาณ และการดำเนินงานกับโครงการมหัศจรรย์ 1,000 วัน เพื่อสร้างระบบดูแลแม่และเด็กที่ครอบคลุม ตั้งแต่ก่อนคลอด ระหว่างตั้งครรภ์ จนถึงวัยเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สำหรับระยะแรก จะกำหนดพื้นที่นำร่อง 6 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต

ประธานรัญสภา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กำหนดจัดกิจกรรม Kick Off โครงการ Smart Mom บูรณาการมหัศจรรย์ 1,000 วัน ในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลทั้ง 6 อำเภอ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ภายใต้การสนับสนุนของ มูลนิธิอาณัตพล ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพแม่และเด็กให้มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้าง “คนคุณภาพ” และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ฝ่ายกฎหมาย ”ชัชชาติ“ โต้ ”มัลลิกา“ พาดพิงสื่อโฆษณาหาเสียงมีป้ายเกินขนาด-ผิดกฎหมาย แจงยิบปฏิบัติตามกฎหมายการหาเสียง และแจ้งต่อ กกต. ทุกกระบวนการ ชี้ สื่อโฆษณาติดรถสาธารณะ/ประตูรถไฟฟ้า/จอLED ไม่ใช่ป้ายหาเสียง ไม่มีข้อห้าม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทีมชัชชาติ ได้ชี้แจงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหาพาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมาย ว่า

ตามที่ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14  ได้กล่าวหาในการบรรยายของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่ามีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมายนั้น  ฝ่ายกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขอชี้แจงว่า

การหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทุกประการ และได้มีการหารือ สอบถาม และแจ้งต่อ กกต. ในทุกกระบวนการก่อนดำเนินการแล้ว 

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. สื่อโฆษณาที่ติดบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ “แผ่นป้ายหาเสียง” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน        

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 นั้น ได้กำหนดนิยาม “แผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” ว่า แผ่นป้ายของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษ กระดาน หรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีความแข็งแรงที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกยึดไว้บนโครงไม้ โครงโลหะ หรือยึดไว้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือสิ่งที่ยึดอยู่บนพื้นที่ 

ในส่วนของ “ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง” ดังกล่าว ได้นิยามไว้ว่า “ประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า ประกาศของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ประกาศหาเสียงเลือกตั้งจึงต้องพิมพ์ลงในวัสดุที่เป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกระดาษ และใช้สำหรับการติดตั้งบนอาคาร แผ่นกระดาน หรือสิ่งที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ก็ไม่ได้ออกข้อห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการอื่น ดังจะเห็นได้จากการระบุให้ “เอกสาร” หรือ “วิดีทัศน์” ที่ใช้ในการหาเสียงต้องระบุชื่อผู้ผลิต ผู้จัดทำ และรายละเอียดอื่นๆ (ข้อ 23 ) 

เมื่อตีความระเบียบของกกต. ประกอบกับประกาศของ กกต. กรณีนี้จึงเห็นได้ว่า กฎหมายเลือกตั้งอนุญาตให้มีการหาเสียงโดยวิธีการอื่นนอกเหนือไปจากการผลิตป้ายและประกาศอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการทำในรูปแบบของ “ประกาศ” หรือ “แผ่นป้าย” เท่านั้น

จากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาที่ข้าพเจ้าติดตั้งบนรถโดยสารสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้น ซึ่งทำจากสติกเกอร์  ไม่ใช่กระดาษหรือแผ่นป้ายที่ยึดติดกับอาคาร หรือสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการปิดสื่อโฆษณาเข้ากับพาหนะซึ่งเคลื่อนที่ได้ ซึ่งไม่เข้าลักษณะของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ด้วยเหตุนี้ สื่อโฆษณาที่ทีมงานนายชัชชาติ ติดบนรถสาธารณะและประตูรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงบนจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายหาเสียง หรือ ประกาศหาเสียงตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน และไม่มีประกาศหรือระเบียบใดๆบัญญัติถึงข้อห้ามหรือข้อกำหนดขนาดและจำนวนแต่อย่างใด 

2. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 อนุญาตให้มีการหาเสียงในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อไปว่า นอกจากการติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะจะไม่เข้านิยามของ “แผ่นป้ายหาเสียง” และ “ประกาศหาเสียง” ตามระเบียบ กกต. ที่อ้างแล้วนั้น ยังมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งรวมถึง “…(4) ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ได้แก่ ค่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าผลิตสื่อเพื่อการออกอากาศ รวมถึงค่าโฆษณาอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง (5) ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการโฆษณาหาเสียง…” 

กรณีจึงหมายความได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อนุญาตให้มีการโฆษณาการหาเสียงเลือกตั้งในรูปแบบสื่ออื่นๆ นอกจากประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เคยทำหนังสือแจ้งรายละเอียดถึงการโฆษณาดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง แจ้งการโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการปิดสติกเกอร์บนรถโดยสารประจำทาง ฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เคยมีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับการโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะว่า

“8. ข้อหารือที่ 7 ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาบนยานพาหนะสาธารณะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย โดยต้องไม่เกินจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศกำหนดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

9. ข้อหารือที่ 8 และ 9 การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะจะทำให้รถคันนั้นเข้าลักษณะเป็น “พาหนะที่ใช้ในการหาเสียง” ตามข้อ 23 (3) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ด้วยหรือไม่ และหากพิจารณาแล้วว่า รถโดยสารสาธารณะทั่วไปที่มีการปล่อยเช่าพื้นที่บนรถโดยสารเพื่อหาเสียงเลือกตั้งถือเป็น “พาหนะในการหาเสียง” ตามระเบียบดังกล่าว ในกรณีนี้ เจ้าของพาหนะ/ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งสาธารณะซึ่งยังคงต้องประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไป (เพียงแต่รับติดป้ายโฆษณาหาเสียง) จะสามารถนำพาหนะคันดังกล่าวออกประกอบอาชีพรับจ้างตามปกติได้หรือไม่ เห็นว่า การเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบนยานพาหนะสาธารณะ อาจไม่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงการเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะจ้างให้เป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเจ้าของรถโดยสารสาธารณะด้วย เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น” 

ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดให้มีการอบรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์แก่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้สมัครทุกรายหาเสียงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับการหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้ และไม่ถือเป็นประกาศหรือแผ่นป้ายหาเสียงที่จำกัดขนาด เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วยเท่านั้น

จึงขอให้ทางผู้รับฟังบรรยายของคุณมัลลิกา ที่สถาบันพระปกเกล้า และสาธารณชนทั่วไป รับทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน ว่าการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ยึดมั่นและเป็นไปกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างถูกต้องทุกประการทั้งสิ้น และขอให้ผู้พาดพิง ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นใดๆ ออกสู่สาธารณะ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ปชป.’ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ’ปฏิรูประบบงบฯ‘ เพื่อยั่งยืน ไม่ใช่ล้มล้างสิทธิ์ขรก. ชี้ถูกบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่ มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือน กับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาฯ นั้น เป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น “ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต” ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวต่อว่า มุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่า การลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพงศกร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน โดยแสดงความห่วงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่า ตนในฐานะที่ได้เคยลงพื้นที่ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทย และพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว 

“ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้ จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาล ต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง”นายพงศกร กล่าว

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“เอกนิติ”เผยรัฐบาลดันนโยบายปีแห่งการลงทุนต่อเนื่องแม้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณลดลง เร่งดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมชู “Thailand Fast Pass” เร่งลงทุนได้จริง ดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่าในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ “Thailand Fast Pass”  ให้ได้ประมาณ  9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้  นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่าสำหรับข้อจำกัดของงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป