ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง ยศชนัน ส่งมอบ รถไฟไทยทำ ขบวนแรกให้ รฟท.

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง ยศชนัน ส่งมอบ รถไฟไทยทำ ขบวนแรกให้ รฟท.

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง ยศชนัน ส่งมอบ รถไฟไทยทำ ขบวนแรกให้ รฟท.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง! “รองนายกฯ เชน” ส่งมอบ “รถไฟไทยทำ” ขบวนแรกให้ รฟท. ผลลัพธ์จากทุนวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยนักวิจัยและเอกชนไทยกว่า 30 แห่ง ออกแบบ-ผลิตเอง 100% พร้อมดัน Local Content ลดพึ่งพานำเข้า มุ่งเป้าสร้างเศรษฐกิจ Rail Economy

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบ “รถไฟไทยทำ” ซึ่งเป็นรถไฟโดยสารต้นแบบที่ต่อยอดจากผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยมี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ “รถไฟไทยทำ” ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่ได้ลงมาวิ่งบนรางจริง ๆ แล้ว ซึ่งตอบโจทย์นโยบายสำคัญของรัฐบาลในการผลักดันงานวิจัยไทยให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยรถไฟขบวนนี้คือระบบ EV ระดับ Luxury Class ต้นแบบที่ออกแบบและผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือนักวิจัยและวิศวกรไทยทั้งหมด เป็นการผนึกกำลังด้านองค์ความรู้ระหว่างสถาบันวิจัยและภาคเอกชนกว่า 30 บริษัท ที่สำคัญคือมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าถึง 30% ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าของไทยทำไม่ได้แค่ทำได้ แต่เราแข่งขันได้จริง

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตว่า จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของรัฐ ในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีความต้องการตู้รถไฟโดยสารอีกกว่า 2,000 ตู้ การสร้าง “Rail Economy” หรือระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรางของเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดการพึ่งพิงการนำเข้า ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมการผลิต การสร้างงาน สร้างอาชีพ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และท้ายที่สุดเงินทุกบาทจะหมุนเวียนกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ด้าน ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ ได้กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จนี้สะท้อนศักยภาพของคนไทยในการสร้างองค์ความรู้เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบราง สอดคล้องกับ นายอนันต์ ที่ระบุว่า รฟท. ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับมอบรถไฟที่ใช้วัสดุในประเทศในสัดส่วนสูง ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณชาติได้มาก โดยหลังจากนี้จะร่วมกันทดสอบความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ก่อนนำไปให้บริการจริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200–500 กิโลเมตรต่อไป

สำหรับ “รถไฟไทยทำ” ขบวนนี้ เป็นความร่วมมือกับ บริษัท กิจการร่วมค้า ไซโนเจน ปิ่นเพชร จำกัด จนสำเร็จเป็นตู้โดยสารต้นแบบขนาด 25 ที่นั่ง ที่มีน้ำหนักโครงสร้างเบาลงร้อยละ 22 รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และผ่านการทดสอบเดินรถจริงมาแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร ตัวรถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศสูงถึงร้อยละ 44.1 และสร้างผลงานทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มอีก 7 ผลงาน โดยภายหลังพิธีส่งมอบ คณะผู้บริหารและสื่อมวลชนได้ร่วมโดยสารรถไฟเที่ยวพิเศษไปยังที่หยุดรถพระจอมเกล้า นับเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทยสู่การพึ่งพาตนเองด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคนไทยอย่างแท้จริง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ปิดช่องโหว่ทางอากาศ รัฐบาล ประกาศ ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม

ปิดช่องโหว่ทางอากาศ รัฐบาล ประกาศ ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม

ปิดช่องโหว่ทางอากาศ รัฐบาล ประกาศ ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

ยกระดับความปลอดภัยสนามบินไทย ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม ปิดช่องขบวนการลักลอบขนยาเสพติด

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีพนักงานต้อนรับสายการบินของไทยถูกควบคุมตัวที่ประเทศออสเตรเลีย ในคดีเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวต้องไม่ถูกมองเป็นเพียงกรณีเฉพาะบุคคล แต่ต้องใช้เป็นจุดทบทวนมาตรการคัดกรองความปลอดภัยในระบบการเดินทางทางอากาศทั้งหมด

รัชดา ธนาดิเรก

ทั้งนี้ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีถึงมาตรการที่หน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคงของไทยเตรียมเพิ่มความเข้มงวด หลังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยศุลกากร ป.ป.ส. ทอท. และบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันทั้งระยะเร่งด่วนและระยะต่อไป

มาตรการหลักสำคัญที่จะนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อไปคือ

1) ใช้หลัก Zero Trust โดยลูกเรือ กัปตัน พนักงานสายการบิน และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องถูกตรวจค้นภายใต้มาตรฐานเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้น 

2) เพิ่มความถี่การใช้สุนัข K9 ตรวจค้นทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยเฉพาะเส้นทางหรือช่วงเวลาที่มีความเสี่ยง

3) สำหรับกรณีประเทศปลายทางหรือเส้นทางที่ต้องใช้มาตรการเข้มงวดเป็นพิเศษ จะมีการตรวจคัดกรองซ้ำบริเวณประตูขึ้นเครื่อง หรือ Gate Screening ก่อนขึ้นเครื่องอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าไม่มีสิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดไปกับผู้โดยสาร ลูกเรือ หรือสัมภาระ

4) เข้มงวดการตรวจประวัติอาชญากรรมและสารเสพติดของพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารผู้โดยสาร อาคารสินค้า คลังสินค้า และพื้นที่ควบคุม 

5) เพิ่มการประสานงานด้านการข่าวระหว่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม ตำรวจ ศุลกากร ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคงอื่น ๆ เพื่อให้การคัดกรองไม่ได้อาศัยเพียงด่านตรวจ แต่ใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกัน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพัฒนาระบบตรวจค้นและติดตามให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้า ระบบ Biometrics การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้มีความตระหนักต่อรูปแบบการลักลอบที่เปลี่ยนไปการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายปฏิบัติเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการตรวจพบ ป้องปรามได้ทันที 

นางสาวรัชดา กล่าวว่าด้วยว่า สำหรับการดำเนินการปราบปรามยาเสพติด รัฐบาลปฏิบัติการเต็มกำลัง ทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตัดวงจรเครือข่าย และการปิดช่องโหว่ในระบบคมนาคม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสนามบินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนานาประเทศ

ทั้งนี้ ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ครั้งที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส. และกระทรวงยุติธรรม เพื่อติดตามความคืบหน้าการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ทุกหน่วยงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 10 มิ.ย. 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้รวม 59,609 คดี ผู้ต้องหา 61,685 คน ยึดของกลางยาบ้า 272.79 ล้านเม็ด ไอซ์ 17,729.83 กิโลกรัม เฮโรอีน 276.77 กิโลกรัม และคีตามีน 2,639.32 กิโลกรัม สะท้อนว่ารัฐบาลเดินหน้าปราบปรามเต็มกำลัง ทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตัดวงจรเครือข่าย และการปิดช่องโหว่ในระบบคมนาคม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของยาเสพติด

เดดไลน์ 15 ก.ค. นี้ รัฐบาล ย้ำ 11 ล้านผู้ประกันตน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส.

เดดไลน์ 15 ก.ค. นี้ รัฐบาล ย้ำ 11 ล้านผู้ประกันตน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส.

เดดไลน์ 15 ก.ค. นี้ รัฐบาล ย้ำ 11 ล้านผู้ประกันตน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

รัฐบาลย้ำเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมชวนผู้ประกันตน 11 ล้านเสียง รีบลงทะเบียนเลือกตั้ง ภายใน 15 ก.ค.นี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์คนทำงาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนในปีนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมนี้  โดยบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจะได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบาย วางรากฐานการบริหารจัดการ และตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่วางเอาไว้ 

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับการรับสมัครบุคคลเข้ารับการเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะมีผู้ยื่นใบสมัครคึกคักขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยฝ่ายผู้ประกันตนอาจมีผู้สมัครเกินกว่า 400 คน ส่วนฝ่ายนายจ้างอาจจะเกิน 130 คน ซึ่งผู้สมัครทุกคนจะต้องมีสถานะเป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนในขณะที่ยื่นใบสมัคร และต้องเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบติดต่อกันไม่น้อยกว่า 36 เดือน (ตั้งแต่ ก.ค. 2566 – มิ.ย. 2569) 

นอกจากนี้ยังกำหนดคุณสมบัติที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสสูงสุด โดยล็อกสเปกห้ามบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้  โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเงินทุกบาทของผู้ประกันตน มุ่งหวังให้การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นอย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส และเปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ได้บอร์ดชุดใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายสิทธิประโยชน์ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญชราภาพ และการบริหารกองทุนให้งอกเงยอย่างมั่นคง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องลงทะเบียนเลือกตั้งให้เรียบร้อย มิเช่นนั้น จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ ซึ่งตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตน มีมากถึง11 ล้านคน แต่ล่าสุดพบว่า ผู้ประกันตนมาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 600,000 กว่าคนเท่านั้น ขณะที่ฝั่งนายจ้างที่มีสิทธิกว่า 400,000 ราย ก็เพิ่งลงทะเบียนไปเพียง 4,000 กว่ารายเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้นายจ้างและผู้ประกันตนทุกคน รีบลงทะเบียนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผ่าน 3 ช่องทาง คือ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม , แอปพลิเคชัน SSO plus หรือ ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อจะได้มีโอกาสกำหนดอนาคตสวัสดิการของตัวเองได้

แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

‘กมธ.การศาสนาฯ’ รุดติดตามเหตุ ‘พระธุดงค์’ ถูกรถชนที่ ‘มุกดาหาร’ เยี่ยมให้กำลังใจ ‘ผู้บาดเจ็บ-ถวายความอาลัยมรณภาพ

2 ก.ค.2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทยในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้ติดตามเหตุการณ์กรณีพระสงฆ์ที่กำลังเดินธุดงค์ริมถนนในจังหวัดมุกดาหาร ประสบอุบัติเหตุถูกรถกระบะพุ่งชน ส่งผลให้มีพระสงฆ์มรณภาพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายรูป ตนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้มอบหมายให้นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง ในฐานะรองประธานกมธ. เดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อถวายความอาลัยต่อพระสงฆ์ที่มรณภาพ เยี่ยมให้กำลังใจพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บ และรับฟังข้อมูลจากคณะแพทย์เกี่ยวกับการรักษาและการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์คดีฉ้อโกง ‘แตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิท’ เพิ่มอีก 8.1 พันล้าน

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์คดีฉ้อโกง 'แตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิท' เพิ่มอีก 8.1 พันล้าน

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์คดีฉ้อโกง ‘แตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิท’ เพิ่มอีก 8.1 พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน 8,165 ล้านบาท (เพิ่มเติม) รายคดี น.ส.แตงไทยฯ กรณี”ยิม เลียก” และ”เบน สมิท” กับพวก รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ดำเนินการทั้งหมดกว่า 2 หมื่นล้านบาท

2 กรกฎาคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง.) แถลงว่า ตามที่ศาลแพ่งรับคดีรายนางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิม เลียก) MR.SMITH BEN(เบน สมืท) กับพวกเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีทรัพย์สิน  ที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาทนั้น

คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งทรัพย์สินรายคดีดังกล่าว ให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน(เพิ่มเติม) มูลค่าประมาณ 8,165 ล้านบาท โดยศาลแพ่งได้รับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 122/2569 และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน(เพิ่มเติม) ไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยน แปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สินจำนวน 35 รายการ (เช่น รถยนต์ เรือ สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้ยืมเงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์) รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในรายคดีนี้ที่ถูกยึดและอายัดไว้ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มูลค่าประมาณ 20,288 ล้านบาท

อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าวข้างต้น เป็นความผิดมูลฐานที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน

โดยสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ยื่นคำร้อง
พร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหาย ประกอบการพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป 

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่ข่าว โดยมีเนื้อหา ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2569) ผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองจำนวน 6 คน ได้แก่ วชิระ (สงวนนามสกุล), “ปณิธาน” (นามสมมติ), “ตรัณ” (นามสมมติ), เวหา แสนชนชนะศึก, “ลีฟ” วีรวัฒน์ และ เมธี อมรวุฒิกุล ทยอยได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม หลังเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ที่ออกมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569

ปล่อยตัว 4 ผู้ต้องขังทางการเมืองจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

สำหรับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีผู้ต้องขัง 4 รายที่ได้รับการปล่อยตัวในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2569) ได้แก่ วชิระ, ปณิธาน, ตรัณ และ เวหา 

วชิระ ประชาชนชาวอุบลราชธานี วัย 37 ปี ผู้ต้องขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าแฮ็กเข้าไปดัดแปลงหน้าเว็บศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์เป็น ‘Kangaroo Court’ เมื่อปี 2564 หลังจากศาลมีคำวินิจฉัยในคดีล้มล้างการปกครองฯ ของแกนนำกลุ่มราษฎร 

วชิระรับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน มาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2568 หลังศาลฎีกาไม่รับฎีกาคดี รวมระยะเวลาถูกคุมขังมา 9 เดือน เศษ

ปณิธาน พ่อลูกอ่อนจากจังหวัดสระแก้ว วัย 29 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าได้คอมเมนต์ใต้โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน หลังถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2568 เป็นเวลา 1 ปี 1 เดือนเศษ จากโทษของศาลฎีกาที่ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

ตรัณ อดีตไรเดอร์ส่งอาหาร วัย 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 กรณีคอมเมนต์ใต้ไลฟ์สดในเพจศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้รับการปล่อยตัว หลังถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2568 เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือนเศษ จากโทษของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

อีกรายหนึ่ง ได้แก่ เวหา แสนชนชนะศึก ประชาชนจากพิษณุโลก วัย 42 ปี และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกลงโทษใน 3 คดี รวมโทษจำคุก 6 ปี 36 เดือน (ประมาณ 9 ปี) เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. 2566 รวมเวลา 3 ปี 1 เดือนเศษ โดยเขาทยอยได้รับการลดหย่อนโทษลงจากอภัยโทษครั้งก่อนหน้านี้

ด้านเรือนจำกลางคลองเปรม ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมืองอีก 2 ราย

สำหรับเรือนจำกลางคลองเปรม มีผู้ต้องขัง 2 รายที่ได้รับการปล่อยตัวในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2569) เช่นเดียวกัน ได้แก่ วีรวัฒน์ และเมธี อมรวุฒิกุล

วีรวัฒน์ อดีตไรเดอร์ส่งอาหารในจังหวัดนนทบุรี วัย 23 ปี ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิด ในช่วงการชุมนุม #ม็อบ19กันยา64 ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกรวม 2 ปี 12 เดือน เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 29 ก.พ. 2567 เป็นระยะเวลา 2 ปี 4 เดือนเศษ และได้รับการปล่อยตัวในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนเมธี เป็นอดีตแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วัย 55 ปี ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ในช่วงการชุมนุมคนของเสื้อแดงเมื่อปี 2553 จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน หลังถูกคุมขังมาเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 

สำหรับการอภัยโทษดังกล่าว เป็นการอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในโอกาสสำคัญในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ก็จะได้รับการปล่อยตัว หรือได้รับการลดหย่อนโทษ  โดยไม่ได้เป็นการขออภัยโทษเป็นการเฉพาะราย ซึ่งต้องยื่นขอพเป็นรายบุคคลแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจะผ่านการอบรมโครงการโคกหนองนาของทางเรือนจำอีกด้วย  โดยยังต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วรายอื่นเข้าเกณฑ์การอภัยโทษอีกหรือไม่ โดย พ.ร.ฎ.อภัยโทษ กำหนดให้เรือนจำจัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษในกำหนดภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. ใช้บังคับ 

ผลการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้ยอดผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองเท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลลดลงเล็กน้อย อยู่ที่จำนวนอย่างน้อย 55 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)  แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 29 คน และเยาวชนที่ถูกคุมขังในสถานพินิจอีก 1 คน

‘ประธานโสภณ’ ย้ำสภาไร้อำนาจบังคับ รมต.ตอบกระทู้ ชี้เป็นสิทธิ-โยนฝ่ายค้านยื่นใหม่ 3 เรื่องสัปดาห์หน้า

'ประธานโสภณ' ย้ำสภาไร้อำนาจบังคับ รมต.ตอบกระทู้ ชี้เป็นสิทธิ-โยนฝ่ายค้านยื่นใหม่ 3 เรื่องสัปดาห์หน้า

‘ประธานโสภณ’ ย้ำสภาไร้อำนาจบังคับ รมต.ตอบกระทู้ ชี้เป็นสิทธิ-โยนฝ่ายค้านยื่นใหม่ 3 เรื่องสัปดาห์หน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  สส.บัญชีรายชื่อ และ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีเลื่อนตอบกระทู้ถามว่ารัฐบาลกำลังหนีสภาในการตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว. และประธานสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไรว่า การตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีส่วนนี้รัฐมนตรีมีสิทธิ์เลื่อนได้ และเพื่อประโยชน์ของสภาในสัปดาห์ถัดไปให้สมาชิกตั้งกระทู้ถามกลับเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วใน 1 สัปดาห์จะมีกระทู้ถามสดเพียง 3 กระทู้ ซึ่งหากจะยกกระทู้ของนายพริษฐ์ กลับมาถามอีกครั้งส่วนนี้ต้องนำมาพูดคุยกับวิป 2 ฝ่าย 
   
ส่วนการตั้งคำถามว่าสภาจะสามารถตรวจสอบการถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ดีกว่านี้หรือไม่นั้น นายโสภณ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าตามข้อบังคับการประชุมเขียนไว้ว่าสามารถเลื่อนตอบกระทู้ได้ ส่วนจะให้ประธานสภาฯไปบังคับฝ่ายบริหารมาตอบกระทู้ไม่สามารถทำได้ จึงเสนอทางออกให้สมาชิกตั้งกระทู้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ต่อไปอาจจำเป็นต้องแก้ไขข้อบังคับการประชุม ส่วนสาเหตุที่รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าตอบกระทู้ก็ไม่สามารถที่จะก้าวล่วงได้ว่ามีเหตุความจำเป็นอย่างไร เพราะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละฝ่าย

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมี 3 เสาหลักก็เพื่อถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งแต่ละสถาบันได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นการจะให้ตนส่งหนังสือสอบถามรัฐมนตรีว่ามีภารกิจหรือวาระการทำงานอย่างไรนั้น ส่วนนี้รัฐสภาไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมวิปสองฝ่าย
 
ประธานสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวย้ำว่า ภาระหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้แบ่งอำนาจกันชัดเจนหากส่วนนี้สมาชิกมองว่ารัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ สามารถยื่นสอบจริยธรรม หรือนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ดังนั้นการมาคาดคั้นแล้วบอกให้ตนทำประโยชน์ให้สภานั้นต้องยืนยันว่าการทำงานต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมกระทู้ถามสดมีเพียง 3 กระทู้ ดังนั้นรัฐบาลต้องลดกระทู้ลง 1 กระทู้ และให้เป็นกระทู้ของฝ่ายค้านทั้งหมด ตามข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาล

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.งบฯ ปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.งบฯ ปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.งบฯ ปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.วิสามัญ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ ขณะที่ วันนอร์-ชาดา-วีระ นั่งที่ปรึกษาฯ ประชุม เต็มสตีม จันทร์ – ศุกร์  

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เป็นนัดแรก เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สัดส่วนจากพรรคประชาชาติ ที่อาวุโส สูงสุดทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม  ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.

ส่วนรองประธาน กมธ.ฯ มีจำนวน 9 คน ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานฯ คนที่ 1  นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองประธานฯ คนที่ 2  นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองประธานฯ คนที่ 3 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รองประธานฯ คนที่ 4 นางมนพร เจริญศรี รองประธานฯ คนที่ 5 น.ส.จิราพร สินธุไพร รองประธานฯ คนที่ 6  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองประธานฯ คนที่ 7 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองประธานฯ คนที่ 8 นายอัมพร พินะสา รองประธานฯ คนที่ 9

เลขานุการคณะกรรมาธิการ จำนวน 4 คน ได้แก่ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ นายพิชญฺตม์ พอจิต นายรวี เล็กอุทัย  นายประสิทธิ์ โนทะ

โฆษกคณะกรรมาธิการ จำนวน 3 คน ได้แก่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ

กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ จำนวน 6 คน ได้แก่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ นายวีระ ธีระภัทรานนท์  นายบุญชู ประสพกิจถาวร ว่าที่ร.ต. ศรัณย์ สมานพันธ์  นายปรเมษฐ์ จินา

สำหรับกำหนดการประชุม กมธ. จะประชุมทุก วันจันทร์ – วันศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

โดยวันจันทร์จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 13.00-19.00 น.

ส่วนวันอังคาร – วันศุกร์จะเริ่มเวลา 09.00-19.00 น. ยกเว้นวันศุกร์ที่จะเลิกประชุมในเวลา 16.00 น.

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ‘อดีตผู้ว่าฯภูเก็ต’ ออกใบอนุญาต รร. มิชอบ เอื้อเอกชนก่อนย้าย ฟันอาญาและวินัย

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 'อดีตผู้ว่าฯภูเก็ต' ออกใบอนุญาต รร. มิชอบ เอื้อเอกชนก่อนย้าย ฟันอาญาและวินัย

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ‘อดีตผู้ว่าฯภูเก็ต’ ออกใบอนุญาต รร. มิชอบ เอื้อเอกชนก่อนย้าย ฟันอาญาและวินัย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

วันที่ 2 ก.ค.69 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายจำเริญ  ทิพญพงศ์ธาดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ออกใบอนุญาตประกอบโรงแรม หรือ แบบ ร.ร.2  เรียบร้อยให้แก่บริษัทเทวา เอสเตท จำกัด  ประกอบกิจการโรงแรม ยู เซนมายา (U ZENMAYA) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  โดยจากการไต่สวนปรากฏว่าเมื่อปี 2557  บริษัทเทวาฯ ได้ยื่นคำขอประกอบธุรกิจต่ออำเภอกะทู้ เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งพื้นที่บริเวณที่ 1 ตั้งห่างจากแนวชายฝั่งทะเลรอบเกาะภูเก็ตเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 50 เมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชันระหว่างร้อยละ 35-50 และพื้นที่อีกส่วน นั้นพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชันระหว่างร้อยละ 20- 35   เข้าเงื่อนไขต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA  ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  แต่ปรากฏว่าบริษัทเทวาไม่ได้ยื่นเอกสารใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารและแรงงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบคำขอ

ซึ่งอำเภอกะทู้ได้มีหนังสือติดตามให้มีการยื่นเอกสารเพิ่มเติม 3 ครั้ง แต่บริษัทดังกล่าวยื่นเพียงใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารโดยไม่ยื่นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ก่อนที่นายจำเริญจะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรม ราช ได้สั่งการเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอเรื่องที่ค้างดำเนินการอยู่ทั้งหมดมาให้พิจารณา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึกความเห็นเสนอเรื่องราวรายละเอียดข้อเท็จจริงและเอกสาร และรายงานว่าคำขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรมยังไม่หนังสือให้ความเห็นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่นายจำเริญ กลับลงนามอนุญาตพร้อมลงลายมือชื่อในฐานะนายทะเบียนออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้แก่บริษัทดังกล่าวทั้งที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการขอใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงแรม และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องกำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553  จึงเป็นการออกใบอนุญาตให้ประกอบโรงแรมโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนเป็น 

ป.ป.ช.พิจารณาแล้วและมีมติชี้มูลว่าการกระทำของนายจำเริญ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561  มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงโดยส่งสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีอาญาในศาลที่เกี่ยวข้องต่อไปและส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.

ป.ป.ส. ขยายผลเครือข่ายลอบส่งเฮโรอีนข้ามชาติ เชื่อมโยงคดีแอร์โฮสเตสไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย เข้าค้น 2 จุด และประสาน DSI รับเป็นคดีพิเศษ ล่าตัวบงการทั้งในและต่างประเทศ ด้าน เลขาธิการ ป.ป.ส.เผยต้นทางบรรจุภัณฑ์และสิ่งของประเภทต่างๆ ที่ดัดแปลงซุกซ่อนยาเสพติด มาจากต่างประเทศ ก่อนส่งเข้าไทยในรูปแบบพัสดุ ระบุพรุ่งนี้จะประชุมร่วมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดี ที่ทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) แถลงความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยลักลอบนำเข้าเฮโรอีนไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อเข้าถึงผู้บงการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวน การทั้งหมด จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อนามสกุลจริงของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีและการสืบสวน

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารของเครือข่ายผู้ลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมีประวัติการกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2568 และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อยู่ระหว่างการปฏิบัติการติดตามเครือข่ายดังกล่าว และพบว่ามีการส่งพัสดุเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณย่านบางเขน-หลักสี่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางเป็นเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผ้าลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าสำหรับแขวนผนัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายผลในคดีนี้

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนต่อเนื่องถึงรูปแบบการลำเลียงยาเสพติดของเครือข่าย จนกระทั่งคืนวันที่ 1 กรกฎา คม 2569 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดพร้อมกัน 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ซอยรางน้ำ และย่านรามคำแหง

ผลการตรวจค้นจุดแรกที่ซอยรางน้ำ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อกันหนาว โดยมีปลายทางส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 9 กิโลกรัม หรือเกือบ 10 กิโลกรัม

ส่วนจุดที่สองในพื้นที่รามคำแหง เจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อผ้าสีชมพูแบบผ้าไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากจุดอื่น เนื่องจากปลายทางของการลำเลียงไม่ได้ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่มีปลายทางเป็นประเทศไต้หวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำร่วมกับดีเอสไอ 

พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดแล้ว และได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุจากพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เข้าสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

ในส่วนของปลายทางประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้ ป.ป.ส.ทราบตัวผู้ที่วางแผนและเตรียมรับพัสดุที่บรรจุเฮโรอีนแล้ว และได้ประสานข้อมูลไปยังตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เพื่อดำเนินการในพื้นที่ ขณะที่ปลายทางประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายอีกจุดหนึ่งในการลำเลียงยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานหน่วยงานด้านการข่าวของไต้หวันที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทย โดยทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างติดตามผู้เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินคดี และในช่วงเช้าวันนี้ได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมประชุม ก่อนประสานรับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการดำเนินการเป็นระบบ ครอบ คลุมทั้งผู้หลอกลวง ผู้ร่วมขบวนการ ผู้ทำหน้าที่โอนเงิน ผู้ลำเลียง ผู้บรรจุเฮโรอีนลงในบรรจุภัณฑ์ และผู้ประสานงานในหลายประเทศ ซึ่ง DSI มีความเชี่ยวชาญด้านการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีนางสาวมีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย ว่าอาจถูกหลอกให้นำพัสดุขึ้นเครื่องบินหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับนางสาวมีนาและทนายความ จึงต้องเปิดโอกาสให้ตำรวจออสเตรเลียดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่านางสาวมีนาไม่มีเจตนาเกี่ยวข้อง ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่านางสาวมีนามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด

จากข้อมูลการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการคัดเลือกบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ โดยใช้วิธีชักชวนให้ ขายน้ำหนักกระเป๋าเพื่อรับจ้างขนสัมภาระ ซึ่งอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปยังต่างประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยบางส่วนมองว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร ทั้งที่การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผู้ที่เชิญตัวมาสอบปากคำทั้ง 3 จุด ที่จับกุมได้พร้อม ของกลางพยานหลักฐานต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพัสดุมีสิ่งผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระควรตระหนักถึงความเสี่ยง เนื่องจากมีข่าวการจับกุมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีนางสาวมีนาเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกลงที่นครซิดนีย์ และครั้งที่สองลงที่นครเมลเบิร์นนั้น  พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริงนางสาวมีนาเป็นลูกเรือที่มีภารกิจต้องเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเป็นประจำ ทำให้จังหวะเวลาจึงตรงกับช่วงที่เครือข่ายต้องการลำเลียงยาเสพติด โดยขบวนการจะเลือกบุคคลที่พร้อมขายน้ำหนักกระเป๋า อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านางสาวมีนาทราบหรือมีเจตนาเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังไม่ได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และต้องรอผลการสอบสวนจากทางการออสเตรเลีย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอธิบายว่า ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระมักโพสต์แจ้งน้ำหนักกระเป๋าที่เหลือในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะมีผู้ติดต่อเข้ามาขอฝากของ ซึ่งเครือข่ายยาเสพติดจะเฝ้าติดตามและติดต่อผ่านช่องทางดังกล่าว สำหรับกลุ่มที่เคยร่วมขบวนการมาก่อนจะมีความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้การว่าจ้างดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบสวนทั้งสองเป้าหมาย ล้วนเป็นกลุ่มที่เคยรับจ้างลำเลียงของในลักษณะเดียวกันมาก่อน

ส่วนเลขาธิการป.ป.ส.จะต้องเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อประสานงานกรณีนี้หรือไม่เลขาธิการป.ป.ส. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำลายโครง สร้างเครือข่าย และติดตามตัวหัวหน้าขบวนการที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการออกหมายจับร่วมกับ DSI

สำหรับผู้รอรับยาเสพติดในประเทศออส เตรเลียนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่พบรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้ว 2-3 ราย ซึ่งยังเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยอยู่ระหว่างสืบสวนเชื่อมโยงทั้งเครือข่าย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนยังพบว่า เมื่อพัสดุเดินทางไปถึงปลายทาง ขบวนการจะนัดหมายให้ผู้รับมารับของที่โรงแรม หรือให้นำพัสดุไปฝากไว้ตามร้านรับฝากของ ก่อนจะมีผู้มารับต่อ โดยกลุ่มคนไทยในประเทศออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยถูกจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิง เทรา และกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังกล่าวถึงคดีที่ ป.ป.ส.เคยจับกุมที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ก่อนขึ้นเครื่องบิน พร้อมตรวจยึดเฮโรอีนรวมกว่า 20 กิโลกรัม โดยพบในกระเป๋าเดินทาง 10 กิโลกรัม และตรวจค้นที่พักพบเพิ่มเติมอีก 10 กิโลกรัม ซึ่งรูปแบบการซุกซ่อนมีลักษณะคล้ายกับคดีปัจจุบัน คือซ่อนอยู่ภายในผ้าพรมเช็ดเท้า หากดูจากภายนอกจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ และจากการสืบสวนพบว่าคดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายรูปแบบเดียวกับการลำเลียงยาเสพติดให้นางสาวมีนา โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับการใช้แอร์โฮสเตสเป็นผู้ลำเลียง

“นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติดมีการดัดแปลงมาจากต่างประเทศ ทั้งเสื้อผ้า โถ แจกัน และสิ่งของประเภทต่างๆ ก่อนส่งเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบพัสดุ จากนั้นจะมีผู้รับช่วงนำไปฝากกับกลุ่มรับจ้างหิ้ว ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับปลายทาง ขณะที่ผู้บงการตัวจริงยังอยู่เบื้องหลังการดำเนินการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ส. กำลังเร่งติดตามตัว”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยบางส่วนตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ใน 3 คดีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง พบว่ามีพนักงานสายการบินเกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงคดีที่เคยจับกุม ซึ่งผู้ต้องหาก็เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินชำระค่าสินค้า รวมถึงการว่าจ้างผู้รับหิ้วของจากพื้นที่ซอยรางน้ำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับ DSI

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนว่า หากมีพัสดุตกค้าง หรือได้รับการว่าจ้างให้นำสิ่งของไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ หากมีความสงสัยขอให้แสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากหลังจากนี้หากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นและพบว่าพัสดุดังกล่าวมียาเสพติดจะไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบหรือกระทำโดยสุจริตได้  โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่เข้ามาแสดงตัวก่อน

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังอยู่ระหว่างติดตามชายต้องสงสัยที่นำกล่องพัสดุไปส่งให้นางสาวมีนาที่คอนโดมิเนียม โดยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสีดำขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายรถอีโคคาร์ คาดว่าอาจเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า แต่ไม่สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน ผู้ต้องสงสัยเป็นชาย สวมเสื้อฮู้ดสีเข้ม เดินทางมาเพียงคนเดียว มีความสูงประมาณ 160-170 เซนติเมตร

จากการตรวจสอบบันทึกของคอนโดมิเนียม ระบุว่าผู้ส่งแจ้งว่าเป็นพนักงานส่งของGrab(แกร็บ) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ และกำลังเร่งตรวจสอบในทุกประเด็น เนื่องจากผู้ต้องสงสัยจอดรถในจุดห่างจากอาคารและไม่ได้แจ้งทะเบียนรถไว้กับนิติบุคคล

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบยังพบว่า มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ“โรส” เป็นผู้ติดต่อกับนางสาวมีนา โดยแจ้งว่าพัสดุส่งถึงแล้ว พร้อมให้ถ่ายภาพและส่งกลับเพื่อยืนยันการรับของ ส่วนค่าจ้างรับหิ้วจำนวน 8,800 บาทนั้น นางสาวมีนายังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างหลังจากพัสดุถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในวันพรุ่งนี้ (3ก.ค.)จะมีการประชุมคดีดังกล่าวร่วมกับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น.