นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ 

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569  น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ย้ำถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยว่าส่งผลกระทบและความเดือดร้อนต่อประชาชน สาเหตุหนึ่งคือแหล่งผลิตยาเสพติดมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพการผลิตในระดับสูง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ ทำให้มีขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทย เข้ามาพักคอยในพื้นที่ตอนในและขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งต่อกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาค้าขายและแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ชุมชน กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเข้าสู่วงจรยาเสพติดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการทางจิตเวชจากยาเสพติดยังส่งผลกระทบความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนเป็นจำนวนมาก กำชับให้ทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อบูรณาการการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำถึงคดีแอร์สาวการบินไทยว่าทุกฝ่ายต้องดำเนินคดีอย่างรัดกุมรอบคอบ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน และประสานส่งสำนวนคดีให้ทางการออสเตรเลียดำเนินการตามกฎหมาย  คดีนี้ได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสายการบินเป็นอย่างมาก 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบมาตรการในการควบคุมและสกัดกั้นมิให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกไปยังต่างประเทศ ดังนี้ 1. การท่าอากาศยานบูรณาการร่วมกับศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการตรวจสัมภาระของผู้โดยสาร และสัมภาระขนส่งในขาออกผ่านการ X-ray และการใช้สุนัข K9 ดมกลิ่น 2. การท่าอากาศยานจะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสัมภาระของลูกเรืออย่างเข้มงวดและจริงจัง 3. สถาบันการบินพลเรือนและการบินไทยรวมถึงสายการบินอื่น ๆ จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับลูกเรือในการรับหิ้ว รับฝากสิ่งของ และดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า 4. เห็นชอบกรมศุลกากร ยกร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งหน่วยข้อมูลผู้โดยสาร (Passenger Information Unit :PIU) เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Passenger Name Record :PNR) 5. สถาบันการบินพลเรือนจะยกระดับการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรในการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือ
6. ให้ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร การท่าอากาศยานและหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามยาเสพติดทุกรูปแบบ  โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1.การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ 2.การเสริมความมั่นคงชายแดน 3.การปราบปรามเครือข่ายค้ายาและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 4.การลดผลกระทบต่อประชาชน 5.การแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด 6.การดำเนินนโยบาย 1 อำเภอ 10 บำบัด และ7.การสร้างสังคมปลอดภัย

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.51 น.

อีกราย!! ป.ป.ช.ชี้มูล พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส ส่งเอาผิดวินัย-อาญา แจ้งสำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับพวก กรณีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่จัดสรรให้วัดสิทธิสารประดิษฐ์ อำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส  ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งข้อเท็จจริงเมื่อปี 2558 นายพนม ได้มีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2558 โดยมีนายพนมเป็นที่ปรึกษา และมีนางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ พร้อมกับพวก ซึ่งจะพิจารณาหลักเกณฑ์และการจัดสรรเงินงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปี 2558  

โดยนายเสถียร  ดำรงคดีราษฎร์  หรือนายสุรเชษฐ์  เจริญเมตตาธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลาได้ติดต่อเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาสให้รวบรวมรายชื่อวัดในพื้นที่ที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้สำนักพุทธพิจารณาจัดสรรงบ แต่มีเงื่อนไขเมื่อได้รับเงินแล้วจะต้องถอนเงินส่วนหนึ่งคืนให้แก่สำนักพุทธ  โดยเมื่อได้รายชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์แล้ว  นายเสถียรได้แจ้งให้กับนางสาวประนอมรับทราบจากนั้นก็ได้มีการขออนุมัติจัดสรรและโอนเงินงบประมาณอุดหนุนจัดงานวันอาสาฬหบูชาประจำปี 2558  ซึ่งปรากฎชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับการจัดสรรเงิน 3,000,000 บาท โดยที่วัดไม่เคยมีคำขอรับเงินสนับสนุน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการหรือกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่มีการประชุมจริง โดยมีการเสนอผ่านนายบุญสืบ อินสาร ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาสงเคราะห์ (เสียชีวิต) และเสนอต่อไปยังกองพุทธศาสนาศึกษา ทำให้นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี  นำเรื่องไปปรึกษานางสาวประนอม  และให้นายพัฒนาเป็นผู้ลงนามแทนนายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนาศึกษาที่ติดอบรม ก่อนที่จะมีการเสนอผ่านนางสาวประนอมต่อไปยังนายพนม  เพื่อพิจารณาอนุมัติและได้มีการลงนามตามที่เสนอทั้งที่สำนักพุทธศาสนายังไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  

หลังจากนั้นนายพัฒนา ได้จัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณฯ ย้อนหลังเพื่อให้สอดคล้องกับบันทึกลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ตามที่นางสาวประนอมสั่งการ  และวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 วัดที่สิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับเงินโอน  2,999,970 บาท และถอนเงินจำนวน 2,300,000 บาทนำมามอบให้แก่นายเสถียร ก่อนส่งต่อเงินให้กับนางสาวประนอม  ทั้งนี้หลังมีข่าวการจับกุมนายเสถียรกรณีเรียกรับเงินทอนวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวประนอมจึงได้นำเงินสดมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปคืนให้กับวัดต่างๆในจังหวัดนราธิวาสรวมถึงวัดสิทธิสารประดิษฐ์ด้วย

กรรมการป.ป.ชได้พิจารณาและมีมติชี้มูลนายพนม  ศรศิลป์  มีโทษทั้งทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  ส่วนนางสาวประนอม  คงพิกุล, นายประสงค์ จักคำ  สำหรับนายพัฒนา สูอำมาตย์มนตรี  มีความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  ส่วนความผิดอาญามาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 เนื่องจากขาดอายุความ จึงถูกระงับการดำเนินคดีในความผิดดังกล่าว  

ขณะที่นายเสถียร ดำรงราษฎร์  หรือนายสุรเชษฐ์  เจริญเมตตาธรรม  มีความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนความผิดทางอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86และตามกฎหมายป.ป.ช.และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 123/1ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 86 ระงับการดำเนินคดีอาญาเนื่องจากหมดอายุความ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งสารอาญาดำเนินการต่อและส่ง ไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการทางวินัย และแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก กรณีเบิกเงินบูรณวัดไทยเดนมาร์ก-วัดป่าพุทธาคยา ที่อินเดีย ไม่ชอบกฎหมาย ชี้อยู่ต่างแดนไม่ถือเป็นวัด ไม่เข้าเงื่อนไขรับเงินอุดหนุน ฟันอาญา-วินัย จี้สำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน  

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวกรวม 4 ราย กรณีร่วมกันอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ปีงบประมาณ 2555 -2556 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากการไต่สวนปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2555 นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนาสงเคราะห์ ได้เสนอบันทึกขออนุมัติการจ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 เพื่อจัดสรรอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์กจำนวน 3,000,000 บาท

ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน สั่งการ โดยนายเฉลิมพล เป็นผู้พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อไปยังนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้มีการพิจารณาและลงนามในบันทึกเพื่อเสนอต่อนายนพรัตน์ ซึ่งได้พิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยไม่ถือว่าเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้ตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัดประจำปีงบประมาณ 2555 กำหนด 

ส่วนในปีงบประมาณ 2556 นั้น นายวสวัตติ์ ได้มีการเสนอขออนุมัติใช้จ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์ทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารและวัดป่าพุทธคยา สาธารณ รัฐอินเดีย วัดละ 2,500,000 บาท ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพลเป็นผู้เสนอ และนายนพรัตน์พิจารณาและอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดทั้ง 2 แห่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยและไม่ถือเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้จึงเป็นการอนุมัติเงินจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี 255-2556 ไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจำนวน 8,000,000 บาท  

ป.ป.ช.พิจารณาและมีมติชี้มูลการกระทำของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, นายพนม ศรศิลป์, นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ มีมูลความผิดอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุดดำเนินการตามกฎหมายต่อไปและส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเอาผิดทางวินัยและแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายวิชัย ทิพรักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยจากการไต่สวนพบว่านายวิชัยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระหว่างปี 2555-2563 มีรายได้ตามแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภ.ง.ด.91 รวมเป็นเงิน 3,786,733.54 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวโดยเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตนเองและคู่สมรสรวมเป็นเงิน 1,082,080.80 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในชื่อนายวิชัย ทิพรักษ์ 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 306,000 บาท เงินฝากในชื่อนางรติมา ทิพรักษ์ ซึ่งเป็นคู่สมรสจำนวน 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 776,070.80 บาท ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลความร่ำรวยผิดปกติในส่วนของทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติจำนวน 1,082,070.80 บาท

โดยให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมข้อสรุปข้อเท็จจริงไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนสั่งลงโทษไล่ออกภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยมีอำนาจสั่งไล่ออกหรือดำเนินการถอดถอนได้โดยไม่ต้องสอบสวนหรือขอมติจากคณะรัฐมนตรีหรือความเห็นชอบจากองค์กรบริหารงานบุคคล และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วนขอให้ศาลบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาภายในระยะเวลา 10 ปี 

‘ไอซ์’ ยอมขอโทษ ‘สุชาติ’ จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

'ไอซ์' ยอมขอโทษ 'สุชาติ' จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

‘ไอซ์’ ยอมขอโทษ ‘สุชาติ’ จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

สืบเนื่องจากเวลา 13.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องและไกล่เกลี่ยในคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีกล่าวหาทำนองว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง”

ในช่วงแรกของการเจรจา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากทนายความฝ่ายโจทก์ระบุว่า น.ส.รักชนก ยังคงมีพฤติกรรมโพสต์พาดพิงในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ ทว่าในเวลาต่อมา เมื่อ น.ส.รักชนก ยอมแสดงความสำนึกผิดและเอ่ยปากขอโทษต่อหน้าศาล เมื่อทราบถึงท่าทีดังกล่าว นายสุชาติที่ในตอนแรกติดภารกิจและมอบหมายให้ตัวแทนมาศาลแทน จึงตัดสินใจเดินทางมายังศาลด้วยตนเองอย่างเร่งด่วนเพื่อรับคำขอโทษ

ต่อมาในเวลา 14.20 น. นายสุชาติ ได้เดินทางมาถึงศาล ก่อนจะขึ้นห้องพิจารณาคดีไปประมาณ 20 นาที จากนั้นได้เปิดเผยภายหลังการไกล่เกลี่ยคดีว่า ศาลได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยทำความเข้าใจ เนื่องจากคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกล่าวหาว่าตนทุจริตการเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และใช้ถ้อยคำพาดพิงว่าเป็น “รัฐมนตรีเฮ้งซวย” ทั้งที่ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าตนได้รับชัยชนะจากคะแนนเสียงที่บริสุทธิ์

นายสุชาติ กล่าวว่า ในฐานะนักการเมืองยอมรับการตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่กระทบจิตใจมากที่สุดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีอายุมากและเจ็บป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU รวมถึงลูกที่ต้องเผชิญกับการถูกเพื่อนล้อเลียนจากข่าวที่เผยแพร่ออกไป จึงเห็นว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองเพียงคนเดียว แต่ขยายวงไปถึงคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม วันนี้คู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าศาล ซึ่งตนในฐานะผู้ใหญ่กว่าเห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายสำนึกและกล่าวขอโทษแล้ว ก็ถือว่าให้อภัยกันได้

ทั้งนี้ นายสุชาติ ยังฝากถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และประชาชนว่า การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทหรือกล่าวหาใคร ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องสนุกหรือทำเพื่อสร้างคอนเทนต์ เพราะทุกคนล้วนมีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ แม้นักการเมืองจะพร้อมรับการตรวจสอบ แต่การนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ย่อมสร้างบาดแผลทางความรู้สึกแก่คนในครอบครัวได้

นายสุชาติ กล่าวย้ำทิ้งท้ายอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่า การยอมความในครั้งนี้ จะนำไปสู่การ “ถอนฟ้องเฉพาะคดีที่กล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง และประเด็นรัฐมนตรีเฮ้งซวยเท่านั้น” เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่พอจะพูดคุยและให้อภัยกันได้เพื่อยุติปัญหา

“ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันนั้น ยังคงยืนยันจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้.”

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ หากพบพฤติการณ์ไม่เหมาะสม-ส่อทุจริต เร่งตรวจสอบ ดำเนินการขั้นเด็ดขาด หวั่นส่งผลต่อภาพลักษณ์ ต้องรักษามาตรฐานราชการ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อมวลชน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าจับกุม ตรวจค้น หรือดำเนินคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตลอดจนกรณีที่มีข้อร้องเรียนหรือพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายการกระทำความผิด หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แม้บางกรณียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือกระบวนการตามกฎหมาย แต่ล้วนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อรักษามาตรฐานการปฏิบัติราชการและธำรงไว้ซึ่งความศรัทธาของประชาชน ตนจึงได้ลงนามในหนังสือ ลงวันที่3ก.ค. เรื่อง กำชับแนวทางการดำเนินการกรณีปรากฏข่าวสาร การจับกุม หรือการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อกำชับให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องกำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ และจรรยาข้าราชการอย่างเคร่งครัด หากปรากฏข้อร้องเรียน ข้อกล่าวหา หรือข้อเท็จจริงที่อาจเข้าข่ายการกระทำผิดทางวินัย ทางอาญา หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยเร็ว หากมีมูลเพียงพอให้ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทันที แต่หากข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วน ให้เร่งดำเนินการสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยไม่ชักช้า สำหรับกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรมการปกครอง หรือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ รวมถึงกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมการปกครองหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าดำเนินคดีในพื้นที่ ให้จังหวัดเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลต่อกรมการปกครองโดยเร็ว พร้อมทั้งกรมการปกครองอาจพิจารณาดำเนินมาตรการทางการบริหารงานบุคคล เช่น การเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือพิจารณาให้ช่วยราชการส่วนกลาง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และป้องกันการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

นายนฤชา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ หากผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีมูลความผิดทางวินัย ทางอาญา หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามจรรยาข้าราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ของทางราชการ ให้ดำเนินการทางวินัย ทางอาญา และมาตรการทางการบริหารตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการพิจารณาสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมรายงานผลการดำเนินการให้กรมการปกครองทราบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“กรมการปกครองยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ พร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือจรรยาข้าราชการ โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษามาตรฐานขององค์กร สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และขับเคลื่อนภารกิจของกรมการปกครองภายใต้แนวคิดอำเภอพึ่งได้” อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น เล็งนำเทคโนโลยีช่วยสแกน ยาเสพติด รับตรวจทั้ง 100% ไม่ได้ หวั่นกระทบนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2 ว่า ตนจะเสนอมาตรการที่จะเข้มงวดขึ้นในการตรวจผู้โดยสารขาออก ทั้งนี้เราเพิ่งได้รับสุนัข K9 จากประเทศออสเตรเลีย เมื่อปีก่อน ปัจจุบันมีการใช้งานแล้ว 2 ตัว และอยู่ระหว่างการฝึกอีก 3 ตัว

เมื่อถามว่า หลังเกิดเหตุการณ์แอร์โฮสเตสถูกจับจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มขึ้นหรือไม่ อธิบดีกรมศุลฯ กล่าวว่า ต้องมีการเอ็กซเรย์ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีผู้เดินทาง 85 ล้านคน และเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้นๆของโลก หากบริหารความเสี่ยงไม่ดีและต้องตรวจสอบทุกคนก็จะเป็นภาระกับนักท่องเที่ยว และกลายเป็นอารมณ์ที่ไม่ดีของการเดินทาง รวมถึงก่อนหน้านี้เราไม่เคยนำสุนัข K9 ไปตรวจสอบผู้โดยสารขาออก 

นายพันธ์ทอง กล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการจับกุมยาเสพติดจำนวนมาก อาทิ ตรวจพบเฮโลอีน 200 กิโลกรัม, ยาไอซ์ 300 กิโลกรัม เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวเพราะไม่ได้ตรวจเจอกับลูกเรือ พร้อมยืนยันว่าเรามีการจับกุมอยู่ตลอด รวมถึงมีการนำสุนัข K9 และเทคโนโลยีไปตรวจกับวัสดุภัณฑ์มากกว่า แต่เมื่อเรามีความเข้มงวดในส่วนนี้มากขึ้นคงมีการเปลี่ยนช่องทางมาใช้ผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลูกเรือ

เมื่อถามว่า จะเพิ่มความเข้มงวดกับลูกเรือบนเครื่องบินหรือไม่ นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวต้องนำมาหารือกัน แต่ยอมรับว่าคงจะเป็นแบบเมื่อก่อนไม่ได้ เพราะในอดีตเราไม่ได้ตรวจสอบยาเสพติดกับลูกเรือเนื่องจากความเสี่ยงต่ำและบุคคลที่เข้าทำงาน ก็ได้รับการตรวจเช็คประวัติอาชญากรรม

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาต้องมีการพูดคุยกันหลายภาคส่วน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งที่ผ่านมามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ยอมรับว่าจะต้องมีการเพิ่มมาตรการและเข้มงวดกับผู้โดยสารขาออกมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราเข้มงวดกับผู้โดยสารขาเข้าเป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะมีการฝากข้อห่วงใยอะไรต่อนายกฯ หรือไม่ อธิบดีกรมศุลฯ กล่าวว่า ภายหลังการประชุมนายกรัฐมนตรีคงมีข้อสั่งการ

ลุยล้างบางขบวนการค้ายา ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ป.ป.ส. จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง

ลุยล้างบางขบวนการค้ายา ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ป.ป.ส. จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง

ลุยล้างบางขบวนการค้ายา ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ป.ป.ส. จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

“นายกฯ” ประชุมยาเสพติด ระดมทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ถกมาตรการเร่งด่วนสกัดขบวนการลักลอบขนยาเข้าออสเตรเลีย หลังพบครึ่งปีแรกผู้เดินทางออกจากไทยถูกตั้งข้อหา “นำเข้ายาเสพติด” แล้ว 6 คดี จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง บอก “โชคไม่ดี” ถูกส่งโดยแอร์การบินไทย ทำเสียภาพลักษณ์ประเทศ ลั่น ขอให้มั่นใจเป็นนายกฯคนแรก คุม “ป.ป.ส.” เอง ไม่ยอมเอาชีวิตเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง เชื่อทุกหน่วยงานทุ่มเทไม่มีนอกมีใน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 69 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ และมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) , นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) , พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย , นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้แทนเหล่าทัพ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม , กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงยุติธรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงเริ่มการประชุมว่า ขออภัยที่เปิดประชุมล่าช้า เพราะมีประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่ต้องหารือ และตัดสินใจร่วมกับหลายหน่วยงาน ซึ่งประเด็นที่ประชุมในวันนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน จึงต้องขอเวลาในเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องสอบราชการให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จึงจะมาประชุมที่นี่ได้ ถ้ามีสิ่งที่คาศีรษะ ค่าสมอง อยู่จะประชุมไม่รู้เรื่อง 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนรับทราบจากเลขาธิการ ป.ป.ส. ว่าโดยปกติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชุดนี้ แม้จะเป็นการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนใหญ่จะมอบรองนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่ แต่วันนี้ตนได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เห็นชื่อหน่วยงาน ป.ป.ส. จึงขอตัดสินใจมาดูแลเอง ซึ่งตนน่าจะเป็นนายกฯคนแรก ทำให้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานกับทุกท่าน และกำกับดูแลหน่วยงานนี้เอง 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งนี้ขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจว่าตนพร้อมให้การสนับสนุน และจะทำทุกอย่างร่วมกับคณะกรรมการ และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน การที่จะทำให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไขป้องกัน ปราบปราม และกำจัดให้หมดไปภายใต้ขอบเขตหน้าที่ที่มีอยู่ ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ถือเป็นวาระแห่งชาติ ใช้โอกาสจากตำแหน่งที่ตนมีอยู่ ซึ่งสามารถเชื่อมประสานกับทุกหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน องค์กรอิสระต่างๆได้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะขอใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาความร่วมมือบูรณาการปราบปรามปัญหายาเสพติดให้ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ท่านอาจจะไม่ทราบว่าทำไมตนพูดแบบนี้ เพราะสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนอยากทำแบบนี้ แต่รัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆไม่เอาด้วยก็เลยมาเป็นนายกรัฐมนตรีดีกว่า ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมือ เพราะถือเป็นนโยบายหลักรัฐบาล ที่ผ่านมาตนให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ ต้องขอชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทหาร ฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ที่ให้ความร่วมมือ โดยมีการแถลงข่าวเรื่องการจับป้องกันปราบปรามแทบทุกเดือน แต่แถลงเท่าไหร่กี่โลกี่ล้านเม็ด สิ่งที่เราทำได้ขณะนี้คือเป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงไม่ให้ถึงปลายทาง แต่ก็มีการเล็ดลอดออกไป ตนจึงได้หารือกับกองทัพว่าทำอย่างไรจะกำจัดกระบวนการค้ายาเสพติดถึงต้นทางได้เลย ไม่เช่นนั้นจะเป็นโปลิศจับขโมยแบบนี้ไปเรื่อยๆ แม้ประชาชนจะชื่นชม และทำให้ขบวนการลักลอบขนยาเสพติดยากลำบาก แต่ยังขบวนการเหล่านี้ยังเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ ดังนั้น ทำไมเราจะต้องเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง ตนต้องยึดถือคุณค่าชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่รับราชการ และได้รับการฝึกมาอย่างดี ว่าจะเอาไปแลกกับคนเหล่านั้นไม่ได้ ถ้าตนยังมีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้อยู่ จะไม่ยอมให้เอาคนของเราไปเสี่ยงตรงนั้น จึงต้องมานั่งคิดถึงการปราบปรามกำจัดที่ต้นตอ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนทำงานมากับพวกท่านจะ 10 เดือนแล้ว รู้สึกอยู่เสมอว่าทุกหน่วยงานมีความทุ่มเท โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการทั้งหลายเชื่อว่าไม่มีนอกไม่มีในแน่นอน ยังไม่เคยรู้สึกว่าในส่วนของเราจะมีเกลือเป็นหนอน หรือมีพิษ ที่จะทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลจะมีอุปสรรค ตนเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงนี้เพื่อที่จะดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ไปด้วยกัน เพราะปัญหายาเสพติดไม่ได้เกิดความเสียหายกับเฉพาะผู้เสพเท่านั้น แต่เกิดความเสียหายในวงกว้าง สำคัญที่สุดคือเกิดความเสียหายกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย ถ้าเราทำเรื่องนี้ไม่ได้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เขาจะตรวจเป็นพิเศษต้องมีวีซ่าพิเศษ คนอื่นเข้าไปได้ง่ายๆทำอะไรง่ายๆ แต่ถ้าประเทศไทยไม่กำจัดจริงจังต่อไปเวลาเดินทางไปต่างประเทศเห็นพาสปอร์ตไทย เขาก็ผายมือเชิญเข้าห้อง เกิดความเสียหายต่างๆตามมาทั้งอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัย รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่จะไม่มาประเทศไทย เราจึงไม่มีทางที่จะประนีประนอมกับขบวนการค้ายาเสพติด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะพิจารณาทบทวนการแก้ไขปัญหาลักลอบขนยาเสพติด กรณีเคสที่เกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย จากรายงานพบว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีผู้เดินทางจากไทยถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 6 คดี ซึ่งถือว่ามากสำหรับประเทศอย่างออสเตรเลีย ซึ่งทำให้ประเทศไทยภาพลักษณ์เสียหาย จึงขอให้การประชุมในวันนี้มีการพิจารณาถึงกรณีของการบินไทยที่แอร์โฮสเตสที่ถูกทางการออสเตรเลียจับตัวอยู่ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

“วันนี้จะหารือ และหามาตรการ ให้นานาชาติได้เห็นว่าประเทศไทยมีการตอบสนองต่อเรื่องพวกนี้  และอยากจะฟังว่าเรามีมาตรการเพียงพอ และเป็นมาตรฐานนานาชาติแล้วหรือยัง ถ้าเรามีมาตรการแข็งขนาดไหนแต่ถ้าคนจะลักลอบอย่างไรก็ลักลอบได้ จึงต้องไปดูว่าจะมีการป้องกันขาออกได้น้อยแค่ไหน ต้องหาวิธีว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เขามาพูดได้ว่านี่คือจุดอ่อนของไทย” นายกฯ ระบุ

นายกฯ กล่าวว่า ความโชคไม่ดีอย่างหนึ่งคือไปโดยสายการบินไทย  ถึงแม้วันนี้ไม่ใช่สายการบินของรัฐบาล แต่ก็มีความเข้าใจในทางปฏิบัติว่านี่คือสายการบินแห่งชาติ ออกจากสนามบินไทย โดยลูกเรือซึ่งมีเอกสิทธิ์ในระดับหนึ่งเมื่อออกไป ซึ่งต้องขอแก้ไขสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พูดว่าต้องให้เกียรติลูกเรือบ้าง คิดว่าท่านคงใช้คำผิด แต่ท่านคงหมายความว่าปกติทั่วไปคนที่เป็นลูกเรือกัปตันนักบินแอร์โฮสเตส เวลากลับครื่องจะมีช่องทางพิเศษ ตรงนี้เป็นมาตรฐานทั่วไปหรือไม่ ประเทศอื่นทำแบบนี้หรือไม่ และเราทำหรือไม่ มีช่องทางอื่นที่ทำให้รั่วไหลออกไปทำให้เขาขนยาเสพติดออกไปได้หรือไม่ แต่ถ้าเราทำแล้วก็ต้องออกมาแถลงว่าเราทำตามมาตรฐานสากลทุกประการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

เค้นสอบคนขับเก๋ง ส่งยาให้แอร์สาว พบ 2 ตัวการใหญ่เพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน

เค้นสอบคนขับเก๋ง ส่งยาให้แอร์สาว พบ 2 ตัวการใหญ่เพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน

เค้นสอบคนขับเก๋ง ส่งยาให้แอร์สาว พบ 2 ตัวการใหญ่เพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

เลขา ป.ป.ส. เผย พบตัวคนขับเก๋งหิ้วพัสดุปริศนาส่งคอนโด “แอร์มีนา” แล้ว อยู่ระหว่างสอบขยายผล พบ 2 ตัวการใหญ่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน ย้ำไทยเป็นเพียงแค่ทางผ่าน

เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงกรณีตำรวจคุมตัว คนขับรถเก๋งส่งพัสดุปริศนาให้ “แอร์โฮสเตส มีนา” ว่า ที่ผ่านมาทางตำรวจนครบาลได้ติดตามไรเดอร์ที่ไปส่งของ โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการสอบปากคำอยู่เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่าเรื่องเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้เรากำลังตามอีกคน ที่หิ้วกล่องพัสดุไปที่คอนโดแอร์ฯ มีนา ซึ่งเป็นคนขับรถเก๋งมา โดยซึ่งทางตำรวจนครบาลพบตัวแล้ว

เมื่อถามว่า เบื้องต้นคนขับรถเก๋งได้ให้การอย่างไรบ้าง พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการซักถามอยู่

เมื่อถามถึงกรณี 2 สามีภรรยาชาวลาวที่ถูกคุมตัวอยู่  พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เรากำลังสอบขยายผลอยู่ ซึ่งเขายืนยันถึงต้นตอกระบวนการนำเข้ายาเสพติด ผ่านทางประเทศไทยไปประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน ซึ่งจะมีคนที่เกี่ยวข้องอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน 2 คน ถือเป็นตัวการใหญ่ที่รับผิดชอบส่งยา 2 ขา ขาหนึ่งไปออสเตรเลีย อีกขาหนึ่งไปไต้หวัน

เมื่อถามว่า ในส่วนของประเทศไทยนอกจากไรเดอร์ส่งของหรือคนจ้าง
แอร์โฮสเตสหิ้วของไปแล้วมีคนไทยที่เป็นตัวใหญ่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ยังๆ ตอนนี้เรากำลังขยายผลกันอยู่ แต่ยืนยันประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านเท่านั้น โดยคนขายกับคนที่อยู่ต่างประเทศที่รอรับ เขาจะติดต่อซื้อขายกันเอง

เมื่อถามย้ำว่า 2 สามีภรรยาชาวลาว บอกว่าส่งล็อตสุดท้ายวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมาหลังจากเคสของ “แอร์โอสเตส มีนา” ตรงนี้ติดตามเจอหรือยังว่าเขาส่งไปที่ไหน พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เราติดตามเจอหมดแล้ว ซึ่งจับกุมไปแล้ว 3 จุดตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.-1 ก.ค. แต่ก่อนหน้านั้นมีอยู่ ซึ่งเราขยายผลอยู่

เมื่อถามว่า เท่าที่มีการจับกุมมามีความเกี่ยวข้องกับเคสนี้กี่ครั้งแล้ว พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอ เพราะมีขบวนการเกี่ยวข้อง และคนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก ขอรอ นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมวันนี้ก่อน 

เลิกจ่ายปีละ 4 หมื่นล้าน อนุทิน ดัน ฟลัดเวย์อยุธยา ลั่นสร้างโครงสร้างถาวรคุ้มค่ากว่าเยียวยา

เลิกจ่ายปีละ 4 หมื่นล้าน อนุทิน ดัน ฟลัดเวย์อยุธยา ลั่นสร้างโครงสร้างถาวรคุ้มค่ากว่าเยียวยา

เลิกจ่ายปีละ 4 หมื่นล้าน อนุทิน ดัน ฟลัดเวย์อยุธยา ลั่นสร้างโครงสร้างถาวรคุ้มค่ากว่าเยียวยา

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

นายกฯเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำฟลัดเวย์ อยุธยา ย้ำความคุ้มทุน ไม่ต้องจ่ายเยียวยาชาวบ้านปีละ 4 หมื่นล้าน ลงทุนโครงสร้างถาวรเกิดประโยชน์ช่วยเกษตรกรได้มากกว่า 

เมื่อเวลา 11.35 น.วันที่ 3 ก.ค.69 ที่จ.อยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการฟลัดเวย์ (Floodway) เพื่อป้องกันอุทกภัย จ.อยุธยา ว่า โครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้าจากปัจจัยแทรกซ้อนหลายประการ ทั้งสถานการณ์โควิด-19 อุทกภัย อุบัติภัย และปัญหาสงคราม รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการก่อสร้าง จนรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาให้ตามสถานการณ์ แต่ในปัจจุบันจะต้องมีการบริหารจัดการใหม่เพื่อไม่ให้เกิดการขยายเวลาออกไปอีก

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ ยังกล่าวถึงแนวทางการเร่งรัดโครงการว่า สำหรับโครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับขั้นตอน หากโครงการลำดับแรกยังไม่แล้วเสร็จจนเป็นอุปสรรคต่อโครงการถัดไป จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น หรือหากโครงการใดสามารถดำเนินการแบบคู่ขนาน (Overlap) กันได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนงานที่กำลังก่อสร้างอยู่ ก็จะพิจารณาดำเนินการไปพร้อมกันทันที ส่วนประเด็นแหล่งเงินงบประมาณนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณปกติ รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ย้ำว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำมีความคุ้มค่ามากกว่าการจ่ายเงินเยียวยาในระยะยาว เนื่องจากทุกปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณกว่า 30,000 -​ 40,000 ล้านบาท สำหรับการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน 3 วัน ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาลงทุนในโครงสร้างถาวรจะเกิดประโยชน์มากกว่า ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรในการจัดเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ แต่ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินออกสู่ทะเลได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเมือง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างนั้น โครงการในหลายพื้นที่ได้เริ่มต้นดำเนินการแล้ว อาทิ โครงการในพื้นที่อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีถึง 7 โครงการ รวมถึงการดำเนินงานในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เข้ามาดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและชุมชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นการบูรณาการภาพรวมการป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง โว อนิสงค์ ไทยช่วยไทย ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง

นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง โว อนิสงค์ ไทยช่วยไทย ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง

นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง โว อนิสงค์ ไทยช่วยไทย ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

“นายกฯ ”  เยือนกรุงเก่า เปิดตัวโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง  ลดภาระชีวิต -ลดต้นทุนผลิต บอก ชาวอยุธยา 7 โครงการชลประทาน หวังทุเลาน้ำท่วม  โว อนิสงค์”ไทยช่วยไทย” ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 ก.ค.69  ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนศรศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ร่วมเป็นเกียรติ 

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาส มีวาสนา มาพบกับพี่น้องประชาชนที่อำเภอบางบาลแห่งนี้ หลายครั้งที่ผ่านมา พี่น้องทั้งหลายต้องพายเรือมาหากัน แต่วันนี้เรามาทางบก แสดงว่า วันนี้น้ำยังไม่ท่วม และรัฐบาลก็จะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หน้าน้ำ พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงทุกคนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด  แม้เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่เราจะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบระบายน้ำ การเตรียมพร้อม แม้กระทั่งเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ พวกเรามาเพื่อนำโครงการที่จะลดภาระในการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเรื่องของด้านการเกษตร วันนี้ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกรรม เรามาเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต พูดง่าย ๆ คือ วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ในการจะไปปลูกข้าว ไปทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯ นี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% แล้วก็รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการอยู่เช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เพียงการกู้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้ นอกจากนี้ เราก็ร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้พี่น้องได้เข้าอบรมพัฒนาทักษะ เสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการต้นทุน อันนี้สำคัญมาก ต้องให้ความรู้ในการที่จะทำให้พี่น้องได้บริหารต้นทุนให้ดี แล้วก็สามารถที่จะทำปัจจัยการผลิตที่เอามาทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพสูงมากขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น มีช่องทางการขายมากขึ้น และเรายังสนับสนุนการติดตามและส่งเสริมความร่วมมือในการยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลผลิตด้วย เช่น การส่งเสริมการเลือกใช้ปุ๋ย ให้เหมาะกับสภาพดิน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นที่จะลดต้นทุน ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและบริหารต้นทุน หรือแม้กระทั่งการใช้โดรนในการเพาะปลูก การเลือกใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อสภาพอากาศ เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะเราต้องทำให้พี่น้องทำเกษตรกรทั้งหลายมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้ไปตกปลาที่จะทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง โอกาสของตัวเองได้มากขึ้น และหวังว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่ได้ทำเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะรัฐบาลไม่ได้มองว่ามันเป็นการช่วยเหลือเพราะพี่น้องต้องการความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสภาพน้ำท่วม เราขอให้น้ำไม่ท่วม ขอให้ฝนไม่ตกไม่ได้ ยิ่งฝนไม่ตกแล้วเราจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเราเป็นอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อฝนตกแล้ว เราต้องบริหารสถานการณ์น้ำได้ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี รัฐบาลก็เร่งดำเนินการสร้างผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่อำเภอเสวนา โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลมาท่วม ในขณะเดียวกันที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ กรมชลประทานก็ออกแบบในการผันน้ำ เพราะที่ผ่านมา พอน้ำท่วม ก็มาจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งมันไม่คุ้มที่ต้องมานั่งทนอยู่แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วแค่รับถุงยังชีพ มันจะใช้ได้กี่วัน ทำมาหากินก็ลำบาก แต่รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาเหตุการณ์ภัยตลอด 45 ปีแล้ว และปีหลัง ๆ เนี่ย ภัยมันเยอะขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเยียวยา ปีหนึ่งก็ใช้เงินประมาณเฉลี่ย 50,000 ล้าน 6 ปี 300,000 ล้าน ซึ่งเมื่อเราทำโครงการผันน้ำ อย่างเช่น เอาง่าย ๆ เลยที่มีอยู่ในโครงการอยู่แล้ว ใช้เงินหลัก 1,000 ล้านบาท”นายกฯกล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานก็มีโครงการอยู่ 7 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ ก็หวังว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยเนี่ยเป็นไปไม่ได้ครับ เราสู้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำท่วมในอนาคต ช่วงน้ำท่วม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะต้องมีวิธีการมา ทำให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เช่น ช่วงปกติเราก็ทำนาปลูกข้าว ปลูกพืช เวลามีน้ำท่วม ก็หาปลาดี ๆ มาเลี้ยง ซึ่งต้องถือว่าเป็นโอกาสของเราเหมือนกัน เพราะประเทศที่สู้รบกันส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีน้ำมัน เป็นประเทศที่มีพลังงาน แต่เป็นประเทศที่ผลิตอาหารไม่ค่อยได้ แต่ “ประเทศไทยมีอาหาร” เรามีอาหารไปขายให้กับเขา ขายได้ราคาที่ดีด้วย สามารถทำให้ประเทศไทยเรามีจุดที่เราสามารถต่อรองกับเขาได้ด้วย เราก็ต้องหาจุดที่เราแข็งแรง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเรา แล้วก็สร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินงาน เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาเห็นสภาพปุ๊บ เราก็ต้องเร่งแก้ไขผลักดันสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลงไปจนถึงปทุมธานี นนทบุรี หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร ก็จะได้รับอานิสงส์จากโครงการที่เราจะทำในเรื่องของชลประทาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ส่วนที่มันล้นก็ระบายออกไป ส่วนที่ต้องใช้ก็หาที่เก็บกักเอาไว้ เราทำงานร่วมกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย ที่ไม่ได้เป็นการแจกเงิน แต่เป็นการร่วมกันกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมา คือ เกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างมากมาย ขายของได้มากขึ้น

“อานุสงค์ที่เราใช้คำว่า  “ไทยช่วยไทยพลัส” มันไม่ใช่แค่รัฐบาลเติมเงินให้ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขายได้มากขึ้น เพราะซื้อมากขึ้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนไทยซึ่งกันและกัน ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เศรษฐกิจแข็งแรง มีเงินหมุนในระบบเพิ่มมากขึ้น เท่าที่ความสามารถของรัฐบาลมี ไม่เป็นการแบกภาระมากจนเกินไป และเมื่อรัฐบาลเป็นคนกู้ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบ และสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน เราจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน” นายอนุทิน กล่าว