สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.53 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เริ่มต้นแจ้งข้อกล่าวหาก็เมาหมัด

คุณ กกต. แจ้งข้อกล่าวหาผมว่า ไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ที่ คันนายาว ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

ใครตามเฟซผม ก็จะรู้ว่าวันอาทิตย์นั้น ผมและเพื่อน ๆ กว่า 10 คน ไปขี่จักรยานท่องเที่ยวกันที่เกาะเกร็ด จ. นนทบุรี ตั้งแต่เช้า ถึง เย็น แถมยังบ่นว่า แดดมันร้อน

ไหน ๆ ฟ้องแล้ว ช่วยระบุเวลาหน่อยว่า ตอนไหน กี่โมง ที่เห็นผมไปปรากฏตัวที่ หน่วยเลือกตั้งดังกล่าว

ทั้งรองเลขา ทั้ง ผอ.กกต. กทม. ผมก็เห็นตัวท่านอยู่ที่นั่นในข่าวทีวี ถ้าผมไปจริงแล้ว ไม่ไหว้ ไม่ทักทายเลย ดูขาดมารยาทต่ออดีตผู้บังคับบัญชานะครับ

ท่านรู้ใช่ไหมว่า แจ้งความเท็จนั้นผิดกฎหมาย ต้องรับโทษทางอาญา ตาม ม. 137 และยังผิด ม.157 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประพฤติมิชอบด้วย

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.52 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. นาย ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วย นาย เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอบคุณคะแนนเสียงที่พ่อค้าแม่ค้า และชาวอำเภอปักธงชัย มอบให้กับทีมพรรครักชาติในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยนายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า จากที่ได้ติดตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ต้องใช้คำว่า “มันจบแล้วครับพี่” วันนี้รัฐบาล 300 เสียง เดินหน้าแบ่งกระทรวง แบ่งตำแหน่งกันแล้ว 

“ขอฝากไปถึงคนจัดตั้งรัฐบาล ว่าการจัดตั้งรัฐบาลควรคิดถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเก้าอี้ดนตรี แบ่งตำแหน่งกัน แย่งชามข้าวกัน คิดถึงแต่ประโยชน์ของนักการเมืองแต่ละกลุ่ม มันไม่ได้ เราต้องจัดรัฐมนตรี จัดรัฐบาลโดยคำนึงถึงพี่น้องประชาชนให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะประชาชนฝากความหวังไว้มากกับพรรคภูมิใจไทย เห็นได้จากคะแนนที่เลือกเข้ามา ได้ สส. มากถึง 190 กว่าคน ซึ่งเสียงสะท้อนจากประชาชน ความหวังต้องไม่ใช่แค่ลมปาก อยากให้ความหวัง เปลี่ยนเป็นความจริง หวังอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในททางที่ดีขึ้น มีนโยบายดี ๆ มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประเทศชาติเดินหน้าได้ และประชาชนอยู่ดีกินดี เปลี่ยนความหวังของประชาชนให้เป็นความจริงให้ได้” นายชัยวุฒิ กล่าว

พรรครักชาติ

หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า โฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี อย่ามัวแต่แบ่งกลุ่ม แบ่งผลประโยชน์ ต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ ประชาชนเชื่อมั่น ไว้วางใจให้มาทำงาน และที่สำคัญทำงานต้องตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้

ส่วนบรรยากาศการขอบคุณคะแนนเสียงของทีมพรรครักชาติ เป็นไปอย่างชื่นมื่น ได้รับการต้อนรับที่ดี และอบอุ่นเหมือนครั้งที่ทีมพรรครักชาติ มาขอคะแนนเสียง ซึ่งในวันนี้ทีมพรรครักชาติกลับมาอีกครั้ง เพื่อกล่าวคำขอบคุณ ซึ่งประชาชนหลายคนบอกว่า ไม่คิดว่าจะกลับมาขอบคุณด้วยตัวเอง และต่างชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า พรรครักชาติ มีแต่คนหน้าตาดีเหมือนเดิม หล่อและสดใส พร้อมระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า สนับสนุนและเลือกทีมพรรครักชาติแน่นอน เนื่องจากประทับใจในความเป็นกันเอง และการไม่ทอดทิ้งพื้นที่ ขอให้ทีมพรรครักชาติ ทุกคนสู้ต่อไป เป็นกำลังใจให้ คนรุ่นใหม่ ทำเพื่ออนาคตของสังคมไทย วันนี้ได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ วัยรุ่น ก็ดีใจ ประเทศยังมีความหวังหลุดพ้นจากวงจร การเมืองแบบเดิม ๆ 

พรรครักชาติ

ทั้งนี้ระหว่างการเดินทักทาย ขอบคุณ ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาสะท้อนปัญหาสำคัญที่อยากฝากให้พรรคการเมือง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ส่งต่อไปยังรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี 2 ประเด็นหลัก คือ เรื่องฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ ที่ส่งกระทบต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้าน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยทางถนน ซึ่งถนนหลายจุดในพื้นที่อำเภอปักธงชัย และเส้นทางนครราชสีมา ชำรุด เสี่ยงอันตราย จนเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก อยากให้มีการเร่งซ่อมแซมและปรับปรุ่งโดยเร็ว

พรรครักชาติ

ดีเดย์ 1 มี.ค. นี้ โฉมใหม่แบบ ภ.พ.30 เพิ่มความชัดเจนการยื่น VAT

ดีเดย์ 1 มี.ค. นี้ โฉมใหม่แบบ ภ.พ.30  เพิ่มความชัดเจนการยื่น VAT

ดีเดย์ 1 มี.ค. นี้ โฉมใหม่แบบ ภ.พ.30 เพิ่มความชัดเจนการยื่น VAT

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.39 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมสรรพากร ออกประกาศปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบ ภ.พ.30 และใบแนบ ภ.พ.30 โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลการยื่นแบบมีความครบถ้วน ถูกต้อง และรองรับการดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็นสำคัญที่เปลี่ยนแปลง

1) เพิ่มรายละเอียดข้อมูลที่อยู่ เพื่อให้ข้อมูลผู้ประกอบการมีความชัดเจนและครบถ้วนมากขึ้น

2) เพิ่มรายการในการคำนวณภาษีกรณียื่นเพิ่มเติม รองรับกรณีมีการแก้ไขหรือยื่นแบบเพิ่มเติมในภายหลัง ให้สามารถแสดงรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น

3) รองรับการยื่นแบบเป็นรายรายการ เพิ่มความสะดวกในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อมูลเฉพาะส่วน โดยไม่กระทบรายการอื่น

4) คืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์เป็นช่องทางหลัก อำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอคืนภาษี และช่วยให้การโอนเงินรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

5) ปรับปรุงใบแนบ ภ.พ.30 กรณียื่นเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน และรองรับการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงแบบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบภาษีให้ทันสมัย สอดคล้องกับการทำธุรกรรมทางดิจิทัล และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร

“รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบภาษีให้มีความโปร่งใส ทันสมัย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บรายได้ของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

‘ฟ้องปิดปาก’ วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ’ลงคะแนนโดยลับ’ ?

'ฟ้องปิดปาก' วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ'ลงคะแนนโดยลับ' ?

‘ฟ้องปิดปาก’ วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ’ลงคะแนนโดยลับ’ ?

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.38 น.

ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย จากกรณีถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสบาร์โค้ดและ QR Code ในหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว คำว่า “ฟ้องปิดปากประชาชน” ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นคำอธิบายหลัก

ภาพที่ถูกสร้างคือองค์กรอิสระกำลังใช้กฎหมายสกัดคนตรวจสอบ 

แต่คำถามที่ต้องตอบให้ชัดคือ การใช้กระบวนการยุติธรรมของ กกต. ครั้งนี้ แตกต่างจากการใช้กระบวนการเดียวกันของฝ่ายการเมืองอย่างไร

หากการฟ้องของพรรคการเมืองต่อ กกต. เป็นสิทธิ การฟ้องของ กกต. เมื่อเห็นว่ามีการก้าวล่วงกฎหมาย ก็ควรถูกวัดในมาตรฐานเดียวกัน มิใช่ถูกตีความล่วงหน้าเพียงเพราะผู้ฟ้องเป็นใคร

ตรรกะ “ฟ้องปิดปากประชาชน” จึงไม่ควรถูกยอมรับโดยอัตโนมัติ หากมันตั้งอยู่บนฐานที่ให้กฎหมายทำงานได้เพียงทางเดียว

ผู้ถูกแจ้งความประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และบล็อกเชน

นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสื่อ Spacebar

บุคคลเหล่านี้ไม่ไร้เดียงสา หลายคนมีความรู้ทางกฎหมาย เทคโนโลยี และกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง เข้าใจระบบ เข้าใจข้อจำกัด และเข้าใจเส้นที่กฎหมายวางไว้

ตามคำร้องทุกข์ กลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตร พร้อมบันทึกบาร์โค้ดและ QR Code เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่ ทั้งในบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ 

การกระทำนี้ข้ามพ้นการตั้งคำถามเชิงหลักการ ไปสู่การตัดสินใจลงมือทดสอบระบบจากข้อมูลจริงในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อความสงบเรียบร้อย

หลักความลับของการลงคะแนนเสียงถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้ใครสามารถสืบค้นย้อนหลังได้ว่าประชาชนเลือกใคร

หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีกลุ่มที่เชื่อว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอาจเปิดช่องให้ติดตามตัวผู้ลงคะแนนได้ แต่จนถึงขณะนี้ ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และยังไม่มีคำวินิจฉัยว่าระบบดังกล่าวทำลายความลับได้จริงหรือไม่

ทว่าในขณะที่ข้อพิพาทยังไม่ถูกพิสูจน์ กลับเกิดพฤติการณ์ถ่ายภาพต้นขั้วและนำรหัสไปวิเคราะห์เพื่อทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูล 

ความย้อนแย้งที่น่าพิศวงคือ ปากบอกว่าเกรงว่าระบบจะเปิดเผยความลับ แต่พวกเขากลับลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองบอกว่ากลัวเสียเอง ด้วยการเข้าไปงัดแงะพยายามเปิดเผยความลับนั้นออกมาในทางปฏิบัติ

พฤติกรรม “หัวหมอ” เช่นนี้ ทำให้หลักความลับที่อ้างว่าอยากปกป้อง ตกอยู่ในความเสี่ยงจริงจากการกระทำของกลุ่มผู้ตรวจสอบเอง ไม่ใช่จากตัวระบบเพียงอย่างเดียว

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชน ยื่นร้องกล่าวหา กกต. ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การฟ้อง กกต. ถูกอธิบายว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ตามกฎหมาย

ทว่าเมื่อ กกต. ใช้กฎหมายตอบกลับ ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเห็นว่ามีการละเมิดกติกาในหน่วยเลือกตั้ง กระบวนการเดียวกันกลับถูกเรียกว่า “ฟ้องปิดปากประชาชน”

หากการฟ้องของฝ่ายหนึ่งคือสิทธิ แต่อีกฝ่ายคือการปิดปาก ตรรกะนี้กำลังตั้งมาตรฐานคนละชุดกับกฎหมายฉบับเดียวกัน เป็นการใช้ตรรกะแบบสองมาตรฐานที่พยายามทำให้กฎหมายคุ้มครองเฉพาะฝ่ายตนเองเท่านั้น

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบาร์โค้ดหรือ QR Code แต่คือคำถามว่ากฎหมายใช้ได้กับทุกฝ่ายหรือไม่

หากหลักความลับตามรัฐธรรมนูญมีน้ำหนัก การรักษาหลักนั้นต้องเกิดขึ้นทั้งในคำพูดและในการกระทำ การอ้างว่าระบบอาจทำลายความลับประชาชน แต่กลับส่งคนเข้าไปทดสอบเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเอง คือพฤติการณ์ที่สวนทางกับหลักการที่ยกขึ้นมาบังหน้า

วาทกรรม “ฟ้องปิดปากประชาชน” จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้น้ำหนัก ทันทีที่ความจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องไม่ได้ถูกรังแก แต่กำลังถูกตรวจสอบจากการกระทำที่ย้อนแย้ง พฤติการณ์คือการลงมือทำลายหลักความลับเสียเอง ในขณะที่ป่าวประกาศว่ากลัวหลักการนั้นจะหายไป

ตรรกะที่ยืนได้ ต้องยืนได้ทั้งสองทาง ไม่ใช่ยืนได้เฉพาะข้างที่ตนเองได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

แฮ็กข้อมูลบัตรเลือกตั้งใครผิด ? เพจดังป้อง กกต. ถ้าไม่ฟ้องโดน 157

แฮ็กข้อมูลบัตรเลือกตั้งใครผิด ? เพจดังป้อง กกต. ถ้าไม่ฟ้องโดน 157

แฮ็กข้อมูลบัตรเลือกตั้งใครผิด ? เพจดังป้อง กกต. ถ้าไม่ฟ้องโดน 157

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.00 น.

วานนี้ (26 ก.พ. 2569) กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อเพจดังอย่าง Rockman WR ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์เจาะลึกกรณีดราม่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่กำลังเป็นข้อถกเถียงเรื่องความลับในการลงคะแนน โดยระบุข้อความระบุว่า:

“โอเค ถ้าเรามีสมมติฐานว่า ในทางปฏิบัติ มันสามารถสืบย้อนไปหาผู้กาได้จริงๆ แต่ในการทำสิ่งนั้น

1. มันยาก ไม่ใช่ใคร ชาวบ้านที่ไหนก็ทำได้ ต้องตั้งใจทำ(ผิดกฎหมาย) ต้องมีทีมงาน อุปกรณ์ มีโปรแกรม มีความรู้เทคนิค ก็คือต้องรับจ้างมานั่นแหละ ซึ่งแฮ็คเกอร์ก็อาจจะมองว่ามันง่าย

2. ในการสืบค้น มันต้องใช้ของ 3 อย่างที่แยกกันอยู่ และการไปเอาของสามอย่างนี้ แต่ละอย่างคุณอาจต้องทำผิดกฎหมาย รวมถึงการเอามารวมกันก็ผิดกฎหมาย ที่มีโทษรุนแรงถึงจำคุก

บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพจาก AI

คำถามง่าย ๆ ก็คือ คนปกติ ประชาชนผู้เคารพกฎหมาย (law abiding citizens) และวิญญูชนผู้รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่ใช่อาชญากร จะอยากกระทำไหมครับ ? คงไม่มีใครอยากจะมาแฮคข้อมูลหน่วยงานรัฐเล่นสนุก ๆ โดยไม่มีแรงจูงใจ คือถ้ามันส่องแล้วเห็นข้อมูลเลยว่าใครกาอะไร ผมจะช่วยด่า กกต.ด้วย แต่นี่มันเข้าข่ายตั้งใจแฮคข้อมูลแล้ว ถ้ามีคนมาแฮคระบบบริษัทคุณ ใครผิด คุณ หรือแฮคเกอร์? คือถ้าทำได้ แต่ต้องทำเฉพาะเมื่อศาลสั่งให้ทำได้ มันก็เหมือนกับที่อังกฤษเลยจริงไหม แล้วมันก็เปิดเผยเฉพาะในศาล ไม่สามารถเปิดเผยเป็นสาธารณะได้ ก็ยังถือว่าเป็นความ “ลับ” ต่อสาธารณะอยู่ดี นี่ยังไม่รวมหลักการการออกแบบสากลที่ต้องเปิดช่องให้สืบย้อนได้เพื่อเจตนารมณ์การสอบสวนการทุจริต ถ้าศาลมองแง่นี้ 6 คนนี้ก็เกมเลย ซึ่งถ้า กกต.ไม่ฟ้อง กกต.ก็จะโดนฟ้อง 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ดี ก็พี่เล่นใหญ่ ประกาศให้คนเค้ารู้ไปทั่วและทำข่าวกันซะขนาดนี้”

บัตรเลือกตั้ง

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“การควบคุมด้วยขั้นตอนการเก็บรักษาที่แยกเก็บอย่างชัดเจน และมาีมาตรการทางกฎหมายที่ควบคุมการเข้าถึงในทุกๆขั้นตอนนั้น สำหรับมาตรฐานของผมก็ถือว่าเป็นระบบที่รักษา”ความลับ”อย่างชัดเจนและรัดกุมด้วยระบบอยู่แล้วนะครับ”

“การเลือกตั้งมันลับแน่นอน เพราะคุณคนเดียวที่รู้ แล้วหย่อนบัตรเองด้วย ใครไปทำให้ไม่ลับ ก็คือ โจร คนป่วน คนทำผิดกฎหมาย เหมือนกันเอากล้องไปแอบถ่ายว่าใครกาอะไร กกตผิดหรือคนติดกล้องผิด เหมือนกัน คนที่มันมาแฮคระบบ ก็คือโจรโจรผิดหรือบาร์โค้ดผิด ถ้าไม่ถูกจูงจมูกได้ ก็คงคิดเองได้ครับ”

“เรื่องแบบนี้ ผมก็คิดได้ แต่คนที่ทำนี่โง่บัดซบ”

“เป็นถึง​ด๊อกเตอร์​ ก็ไม่น่าจะพูดอะไรมาแบบนี้”

“แล้วที่งงคือ บาร์โค้ดมีแต่บัตรชมพู ส่วนบัตรเขียว ส.ส เขต ก็มีแต่ QR ซึ่งสืบย้อนกลับไม่ได้ด้วยอย่างที่พวกคุณเองก็ยอมรับ แล้วมาตั้งทฤษฎีคนซื้อเสียงจะไปสืบค้นหาคนกาให้ตัวเองหรือ คือ เวลาเขาซื้อเสียง เขาซื้อ ส.ส เขต กันนะ คนซื้อเสียงเขาจะมาซื้อเสียง ส.ส บัญชีรายชื่อบัตรชมพูทำไมก่อนในทางปฏิบัติจริง มีแต่ทฤษฎีมโนมั่วไปหมดจนตัวเองทำผิดกฏหมายซะเองคนพวกนี้”

บัตรเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้ง

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Rockman WR

เทพไท ชี้ทางสว่าง นายใหญ่ ยกโมเดล ครูใหญ่ ถอยคุมหลังฉาก กำกับเกมเงียบ ลดขัดแย้งสังคม

เทพไท ชี้ทางสว่าง นายใหญ่ ยกโมเดล ครูใหญ่ ถอยคุมหลังฉาก กำกับเกมเงียบ ลดขัดแย้งสังคม

เทพไท ชี้ทางสว่าง นายใหญ่ ยกโมเดล ครูใหญ่ ถอยคุมหลังฉาก กำกับเกมเงียบ ลดขัดแย้งสังคม

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.58 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า  แนะนายใหญ่ เอาอย่างครูใหญ่

ผมได้ทราบข่าวจากกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม จะได้รับการพักโทษในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เนื่องจากได้ถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา2ใน3ของโทษที่ได้รับ คือ1ปี และถูกจำคุกมาแล้วเป็นเวลา8เดือน ถือว่าเข้าเกณฑ์ของการพักโทษ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์

ผมในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองมาด้วยกัน และผ่านการถูกคุมขังในเรือนจำ จนได้รับสิทธิ์การพักโทษ จากการถูกจำคุก2ใน3เช่นเดียวกับนายทักษิณ รู้สึกยินดีที่นายทักษิณได้รับอิสรภาพ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การพักโทษ ก็ยังดีกว่าถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ และเมื่อวานที่ผ่านมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม 
หลังจากเข้าเยี่ยมแล้วได้พบกับผู้สื่อข่าว ซึ่งได้ถามนางสาวแพทองธารว่า “อนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ หากได้รับการปล่อยตัวพักโทษแล้ว จะวางมือทางการเมืองเลยหรือไม่” นางสาวแพทองธารตอบว่า “นายทักษิณเข้าไปอยู่ในเรือนจำนานถึง6เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ”

ซึ่งแสดงว่าเป็นความต้องการของนางสาวแพทองธารผู้เป็นลูก ที่เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ ไม่เอื้อให้นายทักษิณเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง และควรจะวางทางการเมืองได้แล้ว แต่การที่ทักษิณจะวางมือทางการเมืองหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายทักษิณเอง และจะต้องได้รับคำยืนยันจากปากของนายทักษิณเองว่า จะวางมือทางการเมืองจริงหรือไม่ ไม่ใช่ได้ยินจากปากของนางสาวแพทองธาร ซึ่งมีเจตนาให้นายทักษิณวางมือ ถ้านายทักษิณวางมือทางการเมืองจริง ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองที่มีปัญหาอยู่ นายทักษิณก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ หรือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสถานการณ์ทางการเมือง ถ้านายทักษิณปล่อยวางได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เกรงว่าคนอย่างนายทักษิณ ซึ่งมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เป็นนักสู้ กลัวจะวางมือไม่ได้ เพราะที่ผ่านมานายทักษิณ ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย และปัจจุบันยังเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย และมวลชนเสื้อแดง

ถ้าทักษิณไม่สามารถวางมือทางการเมืองได้จริง ก็ไม่ควรเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเปิดหน้า ควรเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองคอยอยู่เบื้องหลัง เป็นที่ปรึกษา หรือคอยกำกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นนายใหญ่ ไซึ่งถ้าหากว่าสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทจากผู้นำทางการเมืองมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เช่นเดียวกับกรณีครูผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจ และเป็นผู้วางเกม เป็นผู้บงการการเมืองทั้งหมด ซึ่งจะเห็นว่าคนอยู่เบื้องหลัง จะไม่ตกเป็นเป้าถูกโจมตีการเมืองแต่อย่างใด

การที่ครูใหญ่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองของกลุ่มสีน้ำเงิน ถือว่าเป็นการวางตัวหรือวางบทบาทได้อย่างชาญฉลาด ที่ไม่มีใครสามารถโจมตีได้ การอยู่หลังฉากคอยกำกับทุกอย่าง จนประสบความสำเร็จในทุกด้าน ถ้านายใหญ่ต้องการที่จะเดินเกมทางการเมืองให้ประสบความสำเร็จ เหมือนกับครูใหญ่ในปัจจุบัน ก็ควรจะอยู่เบื้องหลังทางการเมืองดีกว่า การเปิดหน้าเคลื่อนไหวทางการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา จะตกเป็นเป้าถูกโจมตี และจะสร้างความขัดแย้งในสังคม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายใหญ่ และบรรยากาศทางการเมืองของประเทศด้วย

อดีตผู้พิพากษา เตือน กกต. ใช้ นิติสงคราม ปิดปากผู้ตรวจสอบ กระทบวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น

อดีตผู้พิพากษา เตือน กกต. ใช้ นิติสงคราม ปิดปากผู้ตรวจสอบ กระทบวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น

อดีตผู้พิพากษา เตือน กกต. ใช้ นิติสงคราม ปิดปากผู้ตรวจสอบ กระทบวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อ “การตรวจสอบ” ถูกมองเป็น “การขัดขวาง”: วิเคราะห์ปมร้อน กกต. แจ้งความกลุ่มพิสูจน์บัตรเลือกตั้ง

จากเหตุการณ์วันที่ 25 ก.พ. 69 ที่ กกต. มอบอำนาจให้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 คน ที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัส QR code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด อันเป็นความผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้ง อั้งยี่ และยุยงปลุกปั่น เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น

ปรากฏว่า สถานที่ทำการ “ถ่ายภาพและถอดรหัส” บัตรเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กันไว้สำหรับสื่อมวลชน

หากพิจารณาจากบริบทที่เกิดขึ้น “ต่อหน้าสาธารณชน” และ “ในเขตพื้นที่อนุญาต” ข้อสันนิษฐานที่ว่านี่คือการชี้เบาะแส (Whistleblowing) หรือการตรวจสอบ (Auditing) พื่อสะท้อนช่องโหว่ของระบบ ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าเจตนาทุจริตแบบแอบซ่อน

วิเคราะห์เจตนา: “ทำเพื่อโกง” หรือ “ทำเพื่อตีแผ่”?

การกระทำที่เปิดเผยและตั้งกล้องในจุดที่เจ้าหน้าที่มองเห็นได้ชัดเจน มักมีนัยสำคัญดังนี้:

Proof of Concept (POC): ต้องการพิสูจน์ว่า “รหัส” บนบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงกลับไปหาตัวบุคคลได้จริง ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ (Secrecy of the Ballot) หากพิสูจน์ได้ว่าทำได้จริง ปัญหาจึงอยู่ที่ “มาตรฐานของบัตรเลือกตั้ง” ไม่ใช่ “ผู้ที่ออกมาตีแผ่ความจริง”

Public Awareness: การทำในพื้นอนุญาต ในจุดที่เจ้าหน้าที่มองเห็นได้ชัดเจน และต่อหน้าสาธารณะ คือการสร้างความตระหนักรู้ว่า ระบบที่ กกต. ใช้อยู่มีความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบว่าใครเลือกใคร (ซึ่งเอื้อต่อการซื้อสิทธิขายเสียง)

“นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ทุจริต” เพราะคงไม่มีใครตั้งกล้องถ่ายการโกงต่อหน้าเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน

ผลเสียที่อาจย้อนกลับมาหา กกต. (The Backlash)

การตัดสินใจใช้กฎหมาย “แจ้งความดำเนินคดี” ในแง่มุมตรงข้าม แทนการ “ชี้แจงเชิงเทคนิค” นับเป็น “นิติสงคราม” ที่รัฐทำกับประชาชน อาจส่งผลเสียต่อ กกต. ในระยะยาว ดังนี้:

1.วิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น (Erosion of Trust) 
แทนที่สังคมจะมองว่ากลุ่มบุคคลนั้นทำผิด แต่คนจะเริ่มตั้งคำถามกับ กกต. แทนว่า “ทำไมระบบถึงเปราะบางจนถูกถอดรหัสได้ง่ายขนาดนั้น?” การแจ้งความอาจถูกตีความว่าเป็นการ “กลบเกลื่อนความบกพร่อง” ของตัวระบบบัตรเลือกตั้งเอง

2. ภาพลักษณ์การใช้อำนาจปิดปาก (SLAPP Suit) 
หากศาลวินิจฉัยว่ากลุ่มคนดังกล่าวทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ กกต. จะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อข่มขู่ (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ทำให้ภาคประชาชนไม่กล้าเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์เลือกตั้งในอนาคต

3. การขยายผลเรื่อง “ความไม่โปร่งใส” 
เมื่อเรื่องถึงชั้นศาล ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “รหัสบัตร” และ “กระบวนการพิมพ์” จะต้องถูกเปิดเผยเพื่อสู้คดี หากพบว่าบัตรเลือกตั้งมีช่องโหว่ที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้จริง กกต. อาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องให้การเลือกตั้งทั้งหมดเป็น “โมฆะ” เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ

บทสรุปเชิงวิพากษ์

ในสภาพการณ์เช่นนี้จึงน่าเชื่อว่าเจตนาของกลุ่มบุคคลคือการ “ตรวจสอบ” กกต. จึงควรใช้โอกาสนี้ในการรับฟังและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง มากกว่าการสร้างความขัดแย้งผ่านกระบวนการยุติธรรม

เพราะในโลกประชาธิปไตย “ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้” คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรอิสระ

ไม่ใช่การใช้ข้อกฎหมายปิดกั้นการตั้งคำถาม ครับ 

หมอเดชา ดึงสติเจ้า คุณ​พิพิธ อย่าล้ำเส้นการเมือง ปมวิจารณ์ กกต. ไม่ใช่กิจของสงฆ์

หมอเดชา ดึงสติเจ้า คุณ​พิพิธ อย่าล้ำเส้นการเมือง ปมวิจารณ์ กกต. ไม่ใช่กิจของสงฆ์

หมอเดชา ดึงสติเจ้า คุณ​พิพิธ อย่าล้ำเส้นการเมือง ปมวิจารณ์ กกต. ไม่ใช่กิจของสงฆ์

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.14 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสQR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้งทั้งแบบแบ่งเขตและเลือกตั้งบัญชีรายชื่อเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้น มีจำนวน 6 ราย ประกอบไปด้วย

1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black

4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

5.นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

ล่าสุด  นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุว่า ได้เห็​น​ข่าว​ กกต.​แจ้งความเอาผิด​ 6​ ผู้ทำผิด​ พรป.เลือกตั้งฯ​ ก็ไม่ค่อยสนใจมากนัก แม้จะมีอดีต​ กกต.​(คุณ​ สมชัยฯ)​ และ​ โฆษกพรรค​ฯ​ (คุณ​ พริษฐ์ฯ)​ รวมอยู่ด้วยก็ตาม

เพราะถือเป็นเรื่องปกติ​ ที่จะมีการแจ้งความเอาผิดกันไปมา​ หลังการเลือกตั้งฯ​ ทุกครั้ง เนื่องจาก​ กฏหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีมากมาย​ จึงมีโอกาสที่จะเกิดการทำผิดได้ง่าย ดังเช่น​ ก่อนหน้านี้​ ก็มีการแจ้งความเอาผิดกันแล้ว​ หลายราย​ และหลายเหตุการณ์ แต่วันนี้​ มีโพสต์​ กรณี​ กกต.แจ้งความ​ (ฟ้องประชาชน)​ ที่น่าสนใจ​ (ภาพด้านขวาล่าง) เพราะ​ มีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย​ กับ​การแจ้งความของ​ กกต.​ ค่อนข้างรุนแรง เช่น​ ใช้คำว่า… “กกต.อย่านึกว่า​ การเป็นองค์​กรอิสระ​ มันวิเศษ​เป็นเทวดา….” แล้ว​ ลงท้ายด้วยคำเตือน​ (ขู่)​ ว่า…”ถ้า​ ปชช.ลุกฮือฟ้องท่าน… ​ขับไล่ท่าน…ท่านจะอยู่ยาก” คำพูดดังกล่าว​ น่าจะมาจากผู้สนับสนุน​พรรคประชาชน​  เพราะโฆษก​พรรคฯถูกแจ้งความ หรือ​ มาจาก​ ประชาชนกลุ่มที่สนใจการเมืองเป็นพิเศษ​ และเห็นว่า​ กกต.”จัดหนัก” เกินไป

ที่น่าสนใจก็คือ​ ผู้ที่​ “แสดงความเห็น​ (ทางการเมิอง)​ นี้​ กลับเป็น​ พระภิกษุ​ระดับ​ “พระเทพ” เป็นถึง​ “ผู้ช่วยเจ้าอาวาส​วัด​สุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร​” ซึ่งเป็นพระอารามหลวงฯ ท่านเป็นพระภิกษุ​ที่มีชื่อเสียงในการเทศนา/ บรรยายธรรมะ​ มานาน​ ในนาม​ “เจ้าคุณ​พิพิธ” ผมเอง​ เคยได้ฟังคำเทศนา/บรรยายธรรมะของท่านมาบ้าง​ รู้สึก​ว่าท่านมีความรู้แตกฉาน แต่เมื่อพิจารณา​คำพูดของท่าน​ เกี่ยวกับ​ กกต.​ ไม่พบความเกี่ยวข้องกับเรื่องธรรมะเลย

จึง ไม่เข้าใจว่า​ ท่านออกมาแสดงความเห็นอย่างนี้​ เกี่ยวกับเรื่อง​ “การเมือง” หรือไม่เพราะ​ ผู้ที่ถูก​ กกต.แจ้งความเอาผิดครั้งนี้​ มี​นักการเมือง​ (โฆษก​พรรคประชาชน)​ อยู่​ด้วยการที่ท่านแสดงความเห็น​ครั้งนี้​ จึงอาจทำให้มีผู้เข้าใจ​ (ผิด)​ ว่า​ ท่านฝักไฝ่เรื่องการเมืองยิ่งกว่านั้น​ อาจมีผู้เห็นว่า​ กกต.จะฟ้องร้องใคร​ ก็เป็นเรื่องกฏหมาย….เป็นเรื่องทางโลก…..

ดังนั้น… ..จึงอาจมีบางคน​ ออกมาบอกท่านว่า…… เรื่องนี้​  ” ไม่ใช่​ กิจของสงฆ์​ “

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน ไม่มีอะไรน่ากังวล ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน  ไม่มีอะไรน่ากังวล  ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน ไม่มีอะไรน่ากังวล ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน ไม่มีอะไรน่ากังวล ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร รุกแดนไทยวางบึ้มสังหาร

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-เขมร ซัดคำแถลง รมต.ตปท.เขมร “ปรัก สุคน” บิดเบือนข้อเท็จจริง ยันหยุดยิงยังมีผล-วางกำลังในเขตอธิปไตยไทย ไม่กระทบสิทธิพลเรือน – ให้เขมรยึดข้อเท็จจริงโลก ขณะที่ทร.นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจหลักฐานทุ่นระเบิดใหม่ที่เขมรลอบเข้ามาวางในเขตไทย ย้ำสถานะผู้ถูกรุกล้ำอธิปไตยชัดเจน แฉเขมรขัดขวางการเก็บกู้ระเบิดของฝ่ายไทยมาตลอด ส่วนนายกฯเผย ‘เสธ.ทบ.’เข้าพบคุยเรื่องชายแดน 4 ด้าน ไม่เฉพาะชายแดนด้านเขมร ยัน ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ต้องเตรียมความพร้อม

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชาออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของ United Nations Human Rights Council (UNHRC) สมัยที่ 61 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายไทยระบุว่า เนื้อหาบางส่วนไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.ยืนยันข้อตกลงหยุดยิงยังมีผล ไทยชี้แจงว่า ถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันโดยสมัครใจ มีความชัดเจนและมีผลผูกพันในทางปฏิบัติ ไม่ได้มีลักษณะเปราะบางตามที่ถูกกล่าวอ้าง ที่ผ่านมาไทยยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด มุ่งรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ และแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมระบุว่า การกระทำใดๆ ที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่น หรือสร้างความตึงเครียดในเวทีระหว่างประเทศ ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสันติภาพ ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนดไว้

2.วางกำลังทหารในเขตอธิปไตยไทย กรณีกิจกรรมทางทหารบริเวณชายแดน ไทยยืนยันว่า การวางกำลังและมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำภายในเขตอธิปไตยของไทย และเป็นไปตามข้อตกลงร่วมที่ให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังในพื้นที่เดิมหลังหยุดยิง มาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ตั้งเครื่องกีดขวางชั่วคราว มีเป้าหมายป้องกันการเผชิญหน้า และลดความเสี่ยงต่อกำลังพลและประชาชน ไม่ได้มุ่งจำกัดสิทธิมนุษยชนของผู้ใด

ส่วนตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ไทยเห็นว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยย้ำว่ากิจกรรมทางทหารของไทยจำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนสูงสุด สำหรับชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ชายแดน ไทยระบุว่าดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

3. ขอให้ยึดข้อเท็จจริงในเวทีโลก ไทยเห็นว่า การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อนต่อเวทีระหว่างประเทศ อาจกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ จึงขอให้ทุกฝ่ายยึดถือข้อเท็จจริง ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพในภูมิภาค

ด้านพล.ร.ต.ปารัช รัตน ไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์) เวลา 09.00 น. กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) มอบให้หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์จากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AOT) ที่มาเข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีตรวจพบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด อยู่ภายในอธิปไตยของประเทศไทย

การดำเนินการครั้งนี้ มีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ทหารเรือ ตรวจพบการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดแสวงเครื่องจากฝ่ายกัมพูชา รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยลึกประมาณ 500 เมตร กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยชัดเจน โดยนปท.ทร. ได้ตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนทางเทคนิคและมาตรฐานสากล ทั้งรวบรวมเอกสาร วัตถุพยาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบพิกัดกริด ทางทหาร และพิสูจน์ชนิดวัตถุระเบิดภาคสนาม รวมทั้งพบเอกสารทางทหารที่สำคัญ ได้แก่ คู่มือการสอนการใช้ทุ่นระเบิด แผนผังสนามทุ่นระเบิด และเอกสารคำสั่งปฏิบัติการที่ระบุพิกัดและช่วงเวลาดำเนินการในเขตแดนไทย ซึ่งหลักฐานทั้งหมดผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งการแปลเอกสาร การวิเคราะห์พิกัดระบบ UTM และการตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันว่า พิกัดในเอกสารสอดคล้องกับพื้นที่ตรวจพบจริง และลักษณะการวางทุ่นระเบิดมีรูปแบบเป็นระบบ อยู่ในสภาพใหม่ จึงยืนยันได้ว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ มิใช่ทุ่นระเบิดตกค้างจากสถานการณ์สู้รบในอดีต

นอกจากนี้ จากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังพบการขัดขวางจากฝ่ายทหารกัมพูชาหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้พื้นที่ตามแนวชายแดนยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามใช้การวางทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือสร้างสภาพพื้นที่ไม่ปลอดภัย เพื่อชะลอกระบวนการปักปันเขตแดน ที่ทั้งสองฝ่ายมีกรอบความร่วมมือร่วมกัน

กองทัพเรือนำคณะผู้สังเกตการณ์เข้าเยี่ยมชมศูนย์ราชการุณย์ของ สภากาชาดไทย ที่บ้านเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อสะท้อนบทบาทด้านมนุษยธรรมของประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคนช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในอดีต แสดงถึงแนวทางการดำเนินนโยบายที่ยึดหลักมนุษยธรรมและสันติวิธีมาต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำอธิปไตยและภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในครั้งนี้ จึงได้เปิดพื้นที่ให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวาที่ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตลอดจนการดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการรักษาความมั่นคงชายแดนอย่างมีความรับผิดชอบ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลเวลา 8. 50 น ขณะเดียวกันมีรายงานว่าพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบกได้เข้าพบนายกฯก่อนเดินทางออกจากทำเนียบฯเวลา 10.30 น. คาดว่าน่าจะเป็นการรายงานสถานการณ์ความมั่นคงโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา และเมียนมา รวมไปถึงการดำเนินการด้านการข่าว ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเดือนรอมฎอน

ต่อมานายกฯให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบกเข้าพบช่วงเช้าว่า มาถามธุระนิดหน่อย และความพร้อมเรื่องชายแดนทั้งหมด ไม่เฉพาะกัมพูชา แต่ชายแดนทั้ง 4 ด้านเลย

เมื่อถามว่ามีด้านไหนมีน่ากังวลหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตอนนี้ไม่มี ท่านก็ยืนยันความพร้อม ตนก็ต้องถามว่าเราอยู่ในช่วงที่งบกลางเหลืออยู่นิดเดียว จะมีอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ถ้ามีแล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการเงินในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการณ์อยู่ เราก็ต้องพร้อมทุกอย่าง

ถามถึงความสามารถจัดซื้อยุทโธปกรณ์จำเป็นเตรียมพร้อมไว้ได้หรือไม่ นายกฯกล่าวยืนยันว่าพร้อม ส่วนไหนพร่อง ท่านก็บอกว่าในงบประมาณปกติกองทัพเขามีอยู่แล้ว ก็เติมทุกอย่างมีความพร้อม

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น กฎเหล็กตั้งรมต. ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น  กฎเหล็กตั้งรมต.  ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น กฎเหล็กตั้งรมต. ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น กฎเหล็กตั้งรมต. ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไร้มลทิน-ซื่อสัตย์สุจริต โผครม.ทายาทบ้านใหญ่พรึ่บ สยบข่าวลือตีกลับ3รมต.พท.

“อนุทิน” วางกฎเหล็กหลักเกณฑ์ตั้ง ครม.ใหม่ “รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ต้องไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ ไม่คิดทรยศประพฤติตนขัดแย้งกับสิ่งที่สังคม คาดหวังอย่างชัดเจน หลังศาลรธน.วางบรรทัดฐานผ่านคดี “ภูมิธรรม-ทวี” โผครม.อนุทิน 2/1 “ภท.”เซอร์ไพรส์ ผลัดใบ “รุ่นใหม่ บ้านใหญ่ มีจิตอาสา” ครม.เลือดน้ำเงินแท้ แทรกติดโผ 19 กระทรวง ล้างไพ่โควตาเก้าอี้ 10:1  สะพัด! ตีกลับชื่อรมต.เพื่อไทย ขอคนรุ่นใหม่แทน เปิดตัว “โอกาสใหม่- พปชร.อีก 6 เสียง หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯทำเสียงทะลุ 292 จับตาดีล “9 งูเขียว” หนุน “อนุทิน” ย้ำยังไม่ปิดดีล บอกยังไม่ได้เปิดอะไรเลย ปัดตีตกชื่อ“สุริยะ-สมศักดิ์”นั่งรมต.บอกยังไม่ได้คุย

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรี “อนุทิน 2/1” โดยสัดส่วนโควตาของพรรคภูมิใจไทย นอกจากกลุ่มดรีมทีมเศรษฐกิจและกลุ่มบ้านใหญ่แล้วพบว่าพรรคจะจัดสรรให้กับกลุ่มเลือดแท้ที่ทำงานให้กับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด เข้าไปสอดแทรกใน 19 กระทรวง สัดส่วนภูมิใจไทย ที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

ดัน‘รุ่นใหม่ มีจิตอาสาเลือดน้ำเงินแท้’

ปรากฏมีชื่อของนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล นางสุขสมรวย วันทนียกุล หรือ “เจ๊รวย” สส.อำนาจเจริญ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นการล้างไพ่ สัดส่วนสส. 10 : 1 รัฐมนตรี แต่จะก้าวเข้าสู่บังเหียนฝ่ายบริหาร จากการเป็นกลุ่ม
คนรุ่นใหม่ ทายาทบ้านใหญ่ที่ผลัดใบแล้ว มีจิตอาสาทำงานให้พรรคมีบทบาทตัดสินใจงานในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะแนวคิด และจุดยืนที่ชัดเจนต่อการคัดค้านกาสิโน และถือว่าเป็นเลือดน้ำเงินแท้ที่ไม่เคยทิ้งพรรคภูมิใจไทยไปไหน

โผ‘โสภณ’มาแรงนั่งปธ.สภาฯ

นอกจากนี้ ในส่วนของประธานสภาผู้แทนราษฎร มีแนวโน้ม คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ รองประธานสภาฯ มีแคนดิเดต ที่มีความเป็นไปได้สูง 4 คน
อาทิ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง  น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรีหลายสมัย รมช.คมนาคมที่อาจโยกจากฝ่ายบริหาร มารั้งฝ่ายนิติบัญญัติ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย และ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ  ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ตำแหน่ง รองประธานสภาคนที่ 1 จะเป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย โดยปรากฏชื่อ นายประเสริฐ
จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ ที่คาดว่าจะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากสุ่มเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติ มีคดี MOU อยู่

ตีกลับ3ชื่อรมต.พท.ส่งคนรุ่นใหม่

ขณะที่ มีรายงานข่าวว่า หลังพรรคเพื่อไทย (พท.)เปิดชื่อรายรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์,นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง แต่ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ขอตีกลับ เนื่องจากติด 3 ชื่อหลังและอยากให้พรรคเพื่อไทยส่งคนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นรัฐมนตรี

เปิดตัว‘โอกาสใหม่-พปชร.’อีก6เสียง

เวลา11.00น.ที่พรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคฯและนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย พร้อม 5 สส.พรรคพลังประชารัฐ นำโดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ เขต 2 จากพรรคโอกาสใหม่ ร่วมแถลงข่าว   โดยน.ส.แนน บุณย์ธิดากล่าวว่าวันนี้พรรคภูมิใจไทย ได้รับเกียรติจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคโอกาสใหม่ ในการมายืนยันสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า
พรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี เพิ่มอีก 6 เสียง ทำให้มียอดเสียงสนับสนุน 292 เสียง

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับคำเชิญจากผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่เคารพนับถือมานาน ซึ่งได้มีการพูดคุยกัน และพรรคพลังประชารัฐ มีมติสนับสนุนการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นแกนหลัก ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงยินดีสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการทำงานการบริหารประเทศ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐมี
ความมุ่งเน้นนโยบายด้านความมั่นคง และแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ขณะที่ น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ปลาบปลื้มที่พรรคภูมิใจไทยให้เกียรติพรรคโอกาสใหม่ในการให้มาร่วมรัฐบาล คิดว่าเป็นอุดมการณ์เดียวกันไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคร่วมอื่นๆที่จะมาแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชนให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นพรรคโอกาสใหม่มีมติสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ โดยที่หัวหน้าพรรคได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยแล้ว

กั๊กตอบ‘ปชป.-กธ.’ยังไม่ถึงเวลา

เมื่อถามว่าจะมีพรรคเล็กมาเพิ่มหรือไม่โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า อย่างที่เคยยืนยันไว้ว่าตัวเลขที่เป็นทางการจะต้องรอการแถลงจากพรรค เมื่อถามว่าขณะนี้บอกชัดเจนได้หรือยังว่าไม่มีพรรคกล้าธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา เพราะเบื้องต้นพรรคภูมิใจไทยจะต้องรายงานตัวก่อน และมีการสัมมนาพรรค หลังจากนั้นจึงจะมีการพูดคุยกันอีกที

เมื่อถามว่าการสัมมนาพรรคภูมิใจไทยจะเคาะได้เลยหรือไม่โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า “ให้รอชม”เมื่อถามว่าการรวบรวมเสียงได้ 290 กว่าเสียงขณะนี้พอแล้วหรือยัง โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่าปกติในสภาผู้แทนราษฎรถือเอาเสียงข้างมากเป็นหลักซึ่งไม่ได้มีตัวเลขตายตัวว่าเท่าใดถึงจะพอ

เมื่อถามว่าพรรคเล็กที่รวมกันได้ 30 กว่าเสียงจะมีโควตารัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องรอหัวหน้าพรรคสรุปอีกครั้งหลังการสัมมนาพรรควันที่ 8 มี.ค.

จ่อดึง‘9งูเขียว’หนุน‘หนู’นายกฯ

มีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยจะปิดดีลที่ 292 เสียง แต่จะใช้วิธีที่คุ้นเคย เตรียมดึง สส.มาเป็นกลุ่ม ที่ถูกจับตามองตอนนี้ คือ กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ที่สังกัดพรรคกล้าธรรม คือ 1.นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ว่าที่ สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 2.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ว่าที่ สส.สุพรรณบุรี เขต 3  3.นายสิรภพ สมผล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต1 4.นายชาตรี หล้าพรหม ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 2 5.นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 3 6.นายนัยดี วาบา ว่าที่ สส.ปัตตานี เขต 4 7.นายจรัญ จันทร์แก้ว ว่าที่ สส.พัทลุง เขต 3 8.พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ว่าที่ สส.สงขลา เขต 8 9.นายวงศ์ วชิระขาวทอง ว่าที่ สส.สงขลา เขต 5

‘หนู’ลุกหนีปมดึง‘กธ.’-ปัดปิดดีล

เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านโปรดแถวศรีย่านโดยได้ลงจากรถ เดินมาที่หน้าห้องพักผู้สื่อข่าว(รังนกกระจอก)พร้อมนั่งทานขนมครกและฝรั่งแช่บ๊วย ที่ซื้อมาโดยนายอนุทินให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)รับรอง ผลแล้วขั้นตอนของรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างไรว่ารัฐบาลไม่เกี่ยว ในส่วนของพรรคการเมือง ก็ขอให้สส.ไปรับเอกสารจากนั้นไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรตามเวลาที่กำหนด

เมื่อถามถึงขั้นตอนการเปิดสภาผู้แทนราษฎรนายกฯกล่าวว่าไม่ทราบ เป็นเรื่องของขั้นตอนของสภาฯที่เขาจะมีการทำเรื่องกราบบังคมทูลฯเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องสภาฯรัฐบาลไม่เกี่ยวเมื่อถามว่าถ้านั่งเก้าอี้รมว.กลาโหมเองชอบหรือไม่ นายกฯไม่ตอบคำถามดังกล่าว แต่หยิบขนมครก ขึ้นมากินและบอกว่า“หวานน้อย”

ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่าตกลงแล้ว ไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบหยิบขนมครกเข้าปาก ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากวงสัมภาษณ์สื่อมวลชนทันที เพื่อเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อถามอีกว่าดีลรัฐบาลจะปิดที่ 292 เสียงใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ยังไม่เปิดอะไรเลย จะปิดอะไรล่ะ”

มีความพร้อมตั้งรบ.หลังกกต.รับรอง

เมื่อถามต่อว่าการเปิดสภาตามขั้นตอนเราต้องแจ้งไปทางสภาด้วยหรือไม่ว่า เรามีความพร้อม นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยว อยู่ที่ว่าสส.ไปรายงานตัว ถ้าครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเปิดได้ก็เป็นหน้าที่
ของเลขาฯสภา ตนไม่ทราบว่าใครต้องทำเรื่องเรียกประชุม แต่ก่อนหน้านี้ประชุมอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีพระราชพิธีเปิดรัฐสภา ตรงนั้นก็มีขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลรักษาการ ยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่เลย

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องดำเนินการรวดเร็วเลยหรือไม่ เพราะกกต.รับรองผลแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน พอรับรองสส.แล้ว จะมีพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา จากนั้นเป็นขั้นเลือกประธาน และเลือกนายกฯ ก่อนจะมาเรื่องจัดตั้งครม. มันมีหลายออปชั่น

เมื่อถามอีกว่านายกฯเคยบอกว่าหลังกกต.รับรอง การจัดตั้งรัฐบาลจะทำอย่างรวดเร็ว นายกฯ กล่าวว่า “มันก็มีความพร้อมอยู่”  เมื่อถามย้ำว่าพร้อมระดับไหนแล้วตอนนี้ นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนหันมายกแขนเบ่งกล้ามโชว์สื่อมวลชน และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

‘อนุทิน’ปัดตีกลับชื่อ‘สุริยะ-สมศักดิ์’

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง กระแสข่าวปัดตกรายชื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย จากโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นรัฐมนตรีว่า“ไม่มีเลย”

เมื่อถามว่าส่วน 2 บุคคลที่มีรายชื่อจะมีปัญหาหรือไม่หากมาร่วมรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกับพรรคไหนเลย ไม่ว่าจะเรื่องของกระทรวง หรือเรื่องอะไรก็ตาม”

ย้ำคุณสมบัติรมต.ยึดตามศาลรธน.

เมื่อถามว่า การเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องคำนึงถึงเรื่องคุณสมบัติ หลังศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยในคดีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯและรมว.มหาดไทย และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม กรณีแทรกแซงการเลือกตั้ง สว.ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แม้ทั้งสองคนจะไม่มีความผิดโดยจะต้องยึดแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบย้ำว่า “แน่นอน”เมื่อถามย้ำว่าคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้การตรวจสอบคุณสมบัติต้องเข้มข้นกว่า เดิมใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า“เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”

ภท.โต้ข่าวปิดดีล-ตีกลับรมต.พท.

ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวชี้แจงกรณีกระแสข่าวจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในส่วนของโควตารัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้ถูกตีกลับชื่อรัฐมนตรีขอเป็นคนรุ่นใหม่รวมถึงมีการวางตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วว่า อยู่กระทรวงนั้นกระทรวงนี้ว่า ขอยืนยันว่ายังไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ย้ำจุดยืนว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้จริง ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ประกาศรับรองผล สส.อย่างเป็นทางการทั้งหมด และสถานการณ์การเมืองนิ่งเสียก่อน ยังไม่มีปิดดีลล่วงหน้า ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน และกลไกตามกฎหมาย

‘อนุทิน’วางหลักเกณฑ์ตั้งครม.ใหม่เข้ม

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ อนุทิน 2/1 จะต้อง “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”

สำหรับคำว่า “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย” นายอนุทินจะยึดคำวินิจฉัยคดีนายภูมิธรรม เวชยชัย  อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแทรกแซงการเลือกตั้ง สว. โดยศาลได้มีการวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุด แต่ได้นำมาเป็นกรอบและหลักการในการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 45 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา

ย้ำต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

โดยศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” โดยมีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”นั้น คำว่า“ซื่อสัตย์”หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) นี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)

ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐานหรือ“ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริตหรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้ไป ซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงให้ปรากฏว่าบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอย่างชัดเจน เพียงไม่ประพฤติตนให้ “ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน” ความประจักษ์ในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม

สัมมนาสส.8-9มี.ค.ไม่คุยการเมือง

ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง การสัมมนาพรรคในวันที่ 8-9 มี.ค.นี้ที่ จ.บุรีรัมย์ว่า ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งก่อนเปิดสมัยประชุม พรรคภูมิใจไทยจะมีการ
สัมมนาทุกครั้งส่วนใหญ่เป็นการละลายพฤติกรรมของสส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมา เพื่อให้สส.ได้รู้จักสนิทกัน และรู้บทบาทหน้าที่ รวมถึงการชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน การทำบัญชีค่าใช้จ่ายของกกต.โดยจะเป็นกรณีที่พรรคจะให้ความรู้และให้ทุกคนได้ทำรายละเอียดส่วนนี้  ส่วนประเด็นการเมืองส่วนใหญ่จะไม่มีการพูดคุยกัน

เมื่อถามว่าการประชุมที่บุรีรัมย์จะมีการพูดคุยถึงพรรคการเมืองที่จะร่วมรัฐบาลด้วยในส่วนของพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไรนายณัฏฐ์ชนนยืนยันว่า ไม่มีประเด็นนี้ในกำหนดการพวกเรา ตนเป็น สส. มาสมัยที่ 3 การสัมมนาของพวกเราจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเป็นเพียงการละลายพฤติกรรมของสส.เท่านั้นเพราะในวงใหญ่ไม่น่าพูดคุยถึงเรื่องการเมือง เรามอบอำนาจให้กับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นผู้ดำเนินการ

ยัน‘เนวิน’ไม่มีเอี่ยวร่วมสัมมนา

เมื่อถามถึงการไปสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จ.บุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดอาจจะเข้ามาร่วมด้วยนายณัฏฐ์ชนนกล่าวว่านายเนวิน ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะนายเนวินไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคกิจกรรมเหล่านี้จะมีแค่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค  เมื่อถามย้ำว่านายเนวินจะไม่ได้มาร่วมงานในงานสัมมนาครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน ยืนยันว่าในกำหนดการยังไม่มีนายเนวินมาพบปะยังไร้เงา‘ธรรมนัส’เข้าก.เกษตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าสื่อมวลชนจากหลายสำนักยังปักหลักเป็นวันที่ 2 รอ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์จะเข้าปฏิบัติราชการที่กระทรวงวันแรกหลังลาพักผ่อนอาบแสงเหนือ ท่ามกลางประเด็นที่ต้องจับตาคือความชัดเจนว่าจะได้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ แต่ปรากฏว่าร.อ.ธรรมนัสไม่ได้เดินทางเข้ากระทรวงฯเนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับและต้องการที่จะพักผ่อน 1 วัน

ขณะที่ช่วงเวลา 09.12 น. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเข้ามาที่กระทรวงเกษตรฯและมีรายงานข่าวว่า นายวิณะโรจน์ ได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่กระทรวง เชิญรองอธิบดีจากกรมต่างๆ ทั้ง 7 คน ที่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ เดินทางเข้ามายังกระทรวงเกษตรฯเพื่อเข้าพบ ร.อ.ธรรมนัสเพื่อขอบคุณที่ไว้ใจให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองอธิบดี และคาดว่า จะได้รับฟังนโยบายจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ด้วย

จับตาชัดเจนกธ.ร่วมรบ.หรือไม่

ส่วนประเด็นที่จะต้องจับตาในวันนี้ หลังจาก กกต. รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในกระแสข่าว การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สมการทางการเมือง ไม่มีพรรคกล้าธรรม และโผ ครม. ชุดใหม่ ไม่มีรายชื่อตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมแต่อย่างใด

‘อรรถกร’ย้ำกธ.ร่วมรบ.อยู่ที่อนุทิน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังมารับหนังสือรับรองจาก กกต. ส่วนการไปรายงานตัวที่รัฐสภาวันไหน พรรคกล้าธรรมนัด สส.ไปพร้อมกัน 57 คน เราในฐานะ สส.ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็มีความพร้อม ที่จะทำงานในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้   ส่วนความชัดเจนของพรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลหรือไม่นายอรรถกรกล่าวว่าก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันมาตลอดว่าตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าเรามีความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพ เรามีบุคลากรที่มีความพร้อมและพร้อมทำทุกหน้าที่ที่สามารถขับเคลื่อนให้ไปข้างหน้าไปข้างหน้าได้

ยืนหยัดพร้อมเดินไปด้วยกัน

เมื่อถามว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมได้บอกอะไรกับลูกพรรคเกี่ยวกับดีลร่วมรัฐบาล นายอรรถกร กล่าวว่าทุกคนก็ให้กำลังใจและบอกว่าเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แม้ว่าจะมีหลายพรรคการเมืองรุมโจมตีเราก่อนเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง แต่เราก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ที่เป็นเขตเลือกตั้งก็ 56 เขต ถือว่าเป็นก้าวที่มีความสำคัญ ยืนยันถึงความ พร้อมของพรรคที่จะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

โยนถาม‘ปธ.ที่ปรึกษา-หน.’ดีล

ส่วนที่ล่าสุดมีโผ ครม.ออกมาไม่มีรายชื่อของพรรคกล้าธรรม นายอรรถกรกล่าวว่า ตนไม่รู้ เพราะทำหน้าที่สมาชิกพรรคส่วนตัว ก็ยังทำหน้าที่รัฐมนตรีและการไปแก้ปัญหาในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนเรื่องการเจรจาเป็นเรื่องของผู้ใหญ่คือประธานที่ปรึกษาพรรค และหัวหน้าพรรค ซึ่งสส. ในพรรคก็รู้ดีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคกล้าธรรมต้องเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานร่วมกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่าเราก็มีคาแร็กเตอร์และจุดยืนของเราพอสมควร แต่อย่าเพิ่งคิดเลย เพราะเรายังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน แต่เรามีจุดยืนของเราอยู่แล้ว อะไรที่คิดว่าเกิดประโยชน์ต่อประเทศเราก็ทำ เราไม่จำเป็นต้องตามใคร

เชื่อไม่มีงูเห่า-ทุกคนมีศักยภาพ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวงูเห่าจากพรรคกล้าธรรมที่อาจจะถูกซื้อตัวจากพรรคอื่น นายอรรถกร กล่าวว่า เรายังคงให้กำลังใจกันอยู่ และสมาชิกยังมีการพูดคุยกันระหว่างและหลังการเลือกตั้ง ทุกคนยืนยันว่าจะเดินไปด้วยกัน หากมีงูเห่าก็เกิดจากกระแสข่าวจากสื่อมวลชน ถ้ามีเบาะแสก็ฝากแจ้งมาด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจแค่ไหนว่าจะไม่มีงูเห่าในพรรค นายอรรถกรย้ำว่าไม่มีและเชื่อว่า สส.อีก 57 คน ก็มีแนวคิดเหมือนอรรถกร เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้วแต่เชื่อว่าเราเป็นพรรคที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนเราก็ทำงานได้ ด้วยคาแร็กเตอร์ที่ทำงานถึงลูกถึงคนมาโดยตลอด

โต้มั่นใจ‘กล้าธรรม’ไม่มี‘งูเขียว’

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะสส.เชียงใหม่ เขต 9พรรคกล้าธรรมกล่าวถึงกระแสพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า ก็อยู่ที่ผู้ใหญ่คุยกันโดยให้หัวหน้าพรรคและประธานที่ปรึกษาพรรค เป็นคนพูดคุย ส่วนที่กกต.ประกาศรับรองสส.เร็วขึ้นก็จะทำให้เกิดความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ วันนี้มารับหนังสือตามขั้นตอนปกติส่วนกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมอาจจะมีงูเห่าสีเขียวหากไม่ได้ร่วมรัฐบาลนายนเรศบอกว่าไม่ทราบ การพูดคุยร่วมรัฐบาลเป็นเรื่องของผู้ใหญ่   เมื่อถามว่าหากมีงูเห่าสีเขียวเกิดขึ้นจริงๆ จะมีผลอย่างไรนายนเรศยืนยันว่าไม่มีและหากพรรคกล้าธรรมและร.อ.ธรรมนัสเป็นฝ่ายค้านก็จะยังอยู่ด้วย