‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’ตอกหน้าเขมร ใส่ร้าย-จุ้นการเมืองไทย

รมว.ต่างประเทศไทย ตอกหน้ารมต.เขมรกลางเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็น ซัดบิดเบือนใส่ร้ายไทย ยั่วยุซ้ำซากแฉซ้ำแทรกแซงการเมืองภายในของไทย ต้นตอแห่งความตึงเครียดชายแดน ถามกลับเขมรจะเลือกสันติภาพและความขัดแย้ง ด้านโฆษก ทบ.ย้ำเขมรยิงปืน ค. ใส่ไทย ช่วงหยุดยิง เป็นเวลาเปราะบาง ลั่นพร้อมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวเอง ตอบโต้ทันทีหากตั้งใจคุกคาม ย้ำกำลังพลหน้าแนวอดทนอดกลั้นระวังสูงสุด ยันทหารไทยยึดระเบียบวินัยเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 วานนี้ ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 61 ณ Assembly Hall,Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา

สีหศักดิ์แถลงตอกหน้าเขมรกลางUN

นายสีหศักดิ์เริ่มกล่าวถ้อยแถลงโดยระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่าในช่วงที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทาย เช่น ปัจจุบัน ทุกประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯยังเห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศ ที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

ซัดบิดเบือนใส่ร้ายไทยยั่วยุซ้ำซาก

รมว.การต่างประเทศของไทยยังได้กล่าวตอบโต้รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่กล่าวพาดพิงประเทศไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ในการกล่าวถ้อยแถลงของการประชุมระดับสูงวันเดียวกันว่า กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือน เพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมือง ภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย และมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ

ขวางข้อตกลงร่วมสร้างสันติภาพ

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาจะเผชิญหน้า กับกัมพูชา เพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ

ย้อนถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

“ส่วนข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่ที่ฐานที่มั่นเดิม ในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างที่รอการหารือ เพื่อแก้ปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป”นายสีหศักดิ์กล่าว

ทบ.ยันทหารไทยเคร่งระเบียบวินัย

ด้านพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังกัมพูชายิงปืนค.40 มม.เข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทางการไทยได้มีการพูดคุยกับกัมพูชาหรือไม่ว่าชุดประสานงานได้ทำงานตลอดอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ตลอดแนวชายแดนค่อนข้างยาว มีหน่วยย่อยหลายหน่วย ขณะที่ฝั่งไทยเคร่งครัด ดูแลทหารให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่ละเอียดอ่อน แต่ฝั่งกัมพูชาก่อเหตุให้เห็นอยู่ต่อเนื่อง ด้วยวัตถุประสงค์และสาเหตุที่หลากหลาย ตามที่หน่วยในพื้นที่ของกัมพูชาชี้แจง ซึ่งหน่วยประจำพื้นที่ของฝ่ายไทยก็รู้อยู่ และต้องมีวิธีสื่อสาร ทำความเข้าใจกันให้ได้ เพื่อให้งานที่รับผิดชอบต้องเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพราะอยู่ในช่วงข้อตกลงยิงดังนั้น ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกำลังพลที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหล่านี้ ต้องผ่านการฝึกและมีมาตรฐานการทำงานในพื้นที่อ่อนไหวนี้ได้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา อาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงต่อกัน

ฮึ่มพร้อมตอบโต้ทันทีถ้าตั้งใจคุกคาม

โฆษก ทบ.กล่าวอีกว่า การที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการยิงกลับไปนั้น เป็นไปตามมาตรการที่วางไว้กับกัมพูชา แต่ตำบลกระสุนตกที่กัมพูชายิงเข้ามา ยังห่างไกลที่จะทำอันตรายกำลังพลฝ่ายไทย แต่เราถือว่าถ้ามีอาวุธหลุดเข้ามาในพื้นที่ที่เราเคยบอกไว้แล้วว่าไม่ควรเกิดเหตุ เราก็จำเป็นต้องตอบโต้กลับไป แต่เป้าหมาย ในการตอบโต้กลับจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่

ส่วนที่กัมพูชายังใช้ข้ออ้างซ้ำๆ ในการก่อเหตุ เช่น ความไม่มีระเบียบวินัยนั้น พลตรีวินธัย ยืนยันว่า แล้วแต่หน่วยในพื้นที่จะพิจารณาอย่างไร เช่น หากมีหน่วยหนึ่ง เคยใช้เหตุผลในลักษณะนี้แล้ว ถ้าพิจารณาแล้วฟังไม่ขึ้น มองว่าเกิดจากความตั้งใจ ต้องการกระทำต่อทหารไทย สามารถใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองได้ ซึ่งทุกหน่วยมีมาตรการป้องกันตนเองอยู่แล้ว

อย่าเชื่อข่าวจากมาลีไม่ตรงข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีพลโทหญิงมาลีโสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงโจมตีไทยนั้น พลตรีวินธัย กล่าวว่า พลโทหญิง มาลี อาจอยู่ไกลจากพื้นที่หน้าแนว และตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ข่าวที่มาจากพลโทหญิงมาลี มักไม่ตรงกับข้อเท็จจริงฉะนั้นต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของข่าว

โฆษก ทบ.ยังกล่าวถึงกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวถ้อยแถลงโต้ตอบฝ่ายกัมพูชา บนเวที การประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะรอบที่ 3 หรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ไม่น่าจะสัมพันธ์กันโดยตรง ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารขึ้นอยู่กับปัจจัยในพื้นที่มากกว่า เพราะเป็นลักษณะป้องกันตามแผนเผชิญเหตุ และด้วยข้อมูลการข่าวของฝ่ายไทย พบกัมพูชายังไม่ได้มีท่าทีที่จะคุกคามด้วยกำลังทางทหาร และหลายหน่วยก็อยู่ไกลจากชายแดนไทย เพียงแต่อาจเริ่มเดินมาสำรวจบ้างตามแนวรั้วลวดหนาม และแนวคิดมีเครื่องกีดขวางป้องกันอยู่ หลังพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเริ่มโล่งเตียนจากการเผา แต่ยังไม่มีลักษณะความตึงเครียดอย่างที่ผ่านมา

ย้ำกำลังพลหน้าแนวให้อดกลั้นระวังสูงสุด

เมื่อถามว่า นอกจากผู้บังคับหน่วยในพื้นที่จะพูดคุยกันเองแล้ว จะมีการใช้กลไกระดับ RBC หรือไม่ พลตรีวินธัยยืนยันว่า เป็นไปได้ที่จะรวบรวมรายละเอียดต่างๆ เพื่อไปพูดคุยกัน พร้อมยอมรับตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาละเอียดอ่อน เพราะอยู่ในช่วงข้อตกลงหยุดยิง ขณะเดียวกัน ได้ย้ำกำลังพลอยู่แล้ว ในเรื่องความอดทนอดกลั้น โดยเฉพาะกำลังพลที่อยู่หน้าแนว ต้องระมัดระวังทุกเรื่อง เพราะถือเป็นพื้นที่เผชิญหน้า มีความละเอียดอ่อน เชื่อมั่นว่ากำลังพลฝ่ายไทยอยู่ในระเบียบและวินัยที่จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ชื่นชมสีหศักดิ์ล่อเขมรสะดุดขาตัวเองตกหลุม

มีความเห็นจากผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบทบาทของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า เป็นยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก ที่วางเกมให้กัมพูชาเคลื่อนไหวก่อน ค่อยตอบโต้ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง การดำเนินการของฝ่ายไทยมีลักษณะคล้ายการเปิดพื้นที่ให้คู่กรณีแสดงข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจนผู้กล่าวหาสะดุดขาตัวเอง เพราะพูดเรื่องเดิมซ้ำซาก แถมเป็นการบิดเบือน ข้อมูล ก่อนที่ไทยจะชี้แจงและหักล้างด้วยเอกสาร หลักฐานและข้อเท็จจริง ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกอยู่ในฐานะประเทศที่ยึดกติกาสากลและแนวทางสันติ บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนการทูตร่วมสมัยที่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง โดยฝ่ายไทยนำเสนอทั้งเอกสาร แผนที่ หลักฐานภาพ และข้อมูลเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหา การโต้ตอบเป็นระบบและสุขุม ช่วยให้คณะทูตและผู้แทนประเทศต่างๆ มองไทยในฐานะคู่เจรจาที่เชื่อถือได้มากขึ้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจทำให้ผู้กล่าวหาเสียความน่าเชื่อถือระยะยาว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการทูตยุคใหม่ ไม่ใช่แข่งขันด้วยถ้อยคำ แต่แข่งด้วยข้อเท็จจริง และการสื่อสารต่อประชาคมโลกอย่างมีหลักฐานรองรับ เป็นปัจจัยสำคัญสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจในเวทีระหว่างประเทศ

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตลบหลังแก๊งป่วนเลือกตั้ง กกต.แจ้งจับ5ราย ซูมบาร์โค้ด-ถอดรหัสบัตร รับรองสส.396สส.เขต สภารับรายงานตัว26ก.พ.

แก๊งป่วนคัดค้านเลือกตั้งซูม บาร์โค้ด ถอดรหัสบัตร อาการหนัก กกต.ตลบหลัง ดำเนินคดี 5 รายรวด พร้อมขยายผลกวาดล้างข้อหาขัดขวางการเลือกตั้งและความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน กกต.รับรองผลเลือกตั้งสส.เขตแล้ว 396 ราย สภาจัดรับรายงานตัว 26 ก.พ.เป็นต้นไป เผยรั้งไว้ 4 เขต ยังไม่รับรอง มีทั้งพะเยา สุพรรณบุรี จันทบุรี บางหน่วยต้องนับคะแนนใหม่

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กกต.มีมติประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 396 เขตเลือกตั้งตามที่สำนักงานฯเสนอหลังได้รับรายงานผลการตรวจสอบและรับฟังรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้งแล้วว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งการประกาศรับรองผลดังกล่าวไม่ตัดอำนาจกกต.ในการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนและร้องทุจริตในภายหลัง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลแล้วสามารถรับหนังสือรับรองจาก กกต.ได้ตั้งแต่วันที่ 26 กพ. เพื่อนำไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

แขวนไว้ก่อน 4 เขตเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 4 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่ประกาศรับรอง เนื่องจากว่าอยู่ระหว่างที่ กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่และนับคะแนนใหม่ คือ จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 8

โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1ของแต่ละเขต ประกอบด้วย จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้ง ที่ 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย

สำหรับสส.บัญชีรายชื่อคาดว่า สามารถรับรองผลทั้ง 100 คน ได้ต้นเดือนมีนาคม

สภาจัดสถานที่รายงานตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อาคารรัฐสภา ชั้น B1 ซึ่งเป็นสถานที่รองรับการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผล เป็นไปอย่างคึกคักมีการจัดปรับปรุงสถานที่รอรับการรายงานตัวของสส.ในวันที่ 26 ก.พ.นี้

ขณะที่บริเวณลานจอดรถมีการปิดแผนป้ายประกาศ แจ้งเคลื่อนย้ายรถบริเวณลานจอดรถชั้น B1 ภายในวันที่ 25 ก.พ.เพื่อใช้สถานที่ลานจอดรถรับรองสส.รายงานตัววันที่ 26 ก.พ.-6 มี.ค. ลงท้าย ตร.จร.สผ. 24/02/2569 และปิดแผ่นป้ายที่จอดรถ สส.รายงานตัว โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากันพื้นที่จอดรถไว้บริเวณล็อก M11-M15 สภาฯ เตรียมพื้นที่พร้อมรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ.นี้ เปิดรายงานตัวทุกวัน 08.30-16.30 น. รอ กกต. รับรอง สส.ครบ 95% เตรียมโหวตเลือกประธานสภาฯ ขั้นตอนต่อไป

เปิดรายงานตัว สส.ทุกวัน

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบความเรียบร้อยพื้นที่และเช็คอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องประชุมชั้น B1 ที่เป็นสถานที่ใช้รับรองการรายงานตัว สส. ชุดที่ 27 ที่จะเดินทางมารายงานตัวเป็น สส.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ภายหลังจากที่ กกต. ประกาศรับรอง สส.เขต จำนวน 396 เขต

นายศิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีความพร้อมรับรายงานตัว สส.ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ สถานที่และระบบต่างๆ พร้อมแล้ว 80% มีอุปสรรคเล็กน้อย คือ บัตรประจำตัว สส. ที่กำลังเร่งให้เสร็จทันกำหนด หากไม่ทัน
ในวันแรก จะจัดส่งตามไปให้ในภายหลัง ขณะเดียวกัน ยังจัดห้องรับรองให้สมาชิกที่มารายงานตัว เพื่อลดความแออัด กรณีที่ สส. เดินทางมาเป็น กลุ่มใหญ่ หรือมาเป็นพรรค จะแบ่งการเข้ารายงานตัวเป็นรอบละ 40 คน ขอความร่วมมือให้ สส. กรอกข้อมูลผ่านระบบ e-form ล่วงหน้า เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบข้อมูล ขณะที่การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจัดเตรียมพื้นที่จอดรถไว้รองรับ บริเวณด้านหน้าชั้น B1 และ B2 มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก นำทาง สส. จากจุดจอดรถไปยังสถานที่รายงานตัวให้กับ สส.ใหม่

นายศิโรจน์ กล่าวว่า จะเปิดให้รายงานตัวทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30 น. รวมถึงวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็จะเปิดรับรายงานตัวเช่นกัน ส่วนจะเปิดรับรายงานตัวกี่วัน ต้องดู กกต. จะรับรอง สส.บัญชีรายชื่อเมื่อใด หาก กกต. ยังไม่รับรอง สส.บัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมี สส.เขต มารายงานตัวครบแล้ว ก็อาจหยุดการรายงานตัวไว้ก่อน ส่วนขั้นตอนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องดูว่า กกต. จะประกาศรับรอง สส.ได้เกินกว่า 95% เมื่อใด ถ้า กกต. ประกาศรับรองครบ 95% แล้ว สภาฯ จะประสานสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 ส่วนผู้ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว ในวันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะเลือกจาก สส. ที่มีอาวุโสสูงสุด และอยู่ในห้องประชุมใน

ส้มแค้นลึกฟ้องกกต.

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าในวันที่ 26 ก.พ. เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริต เพื่อยื่นฟ้องต่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน รวมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ โดยจะนำหลักฐานซึ่งปรากฏอยู่ตามสาธารณะ และหลักฐานที่ชุมนุมนักสืบดิจิทัลถอดรหัสออกมา ซึ่งจะฟ้อง 2 กรรม 2 วาระคือเหตุการณ์เลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.และ 22 ก.พ. ซึ่งตนมองว่าผิดทั้ง 2 รอบ รวมถึงกรณีบัตรเขียวที่แม้จะเป็นคิวอาร์โค้ดเพื่อบอกเลขที่เล่ม แต่ยังสามารถระบุตัวบุคคลได้ในบางกรณีได้เช่นกัน เช่นกรณีที่เล่มสุดท้ายมาแค่ 301 คน ฉีกออกมาก็รู้เลยว่าเป็นคนนี้ซึ่งพวกตนกำลังไล่ดูรายละเอียดอยู่ว่า มีหน่วยไหนที่ตกเศษ 1 คน ก็แปลว่าการลงคะแนนไม่ลับอยู่ดี

ส่วนที่ กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะมีผลอย่างไรนั้น นพ.วาโย กล่าวว่า เป็นการทำหน้าที่ของ กกต. ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่การกระทำใดที่กระทำผิดไป หรือความผิดสำเร็จแล้ว ก็ถือว่าหยุดอยู่ตรงนั้น คดีก็ต้องติดตามมาเท่านั้นเอง

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุลอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาว ระบุถ้ากกต.รับรองสส.ไปก็จะเกิดปัญหาแน่ เพราะถือเป็นการหักดิบทำลายความรู้สึกของประชาชน

กกต.ตลบหลังแจ้งจับนักร้อง

วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามการมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจากกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายครรชิต เปิดเผยว่า ทาง กกต. ได้ตรวจสอบพบพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่กระทำกันเป็นขบวนการ โดยมีการเข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด (QR Code) และพยายามถอดรหัสเพื่อพิสูจน์ผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าที่ กกต. ทั้งที่ขอยืนยันว่าการทำงานของ กกต. มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้อยู่แล้ว

กาหัวไว้แล้ว 5 ราย

สำหรับหลักฐานที่นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนในครั้งนี้ ประกอบด้วยหลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้เอง และการรวบรวมข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยในเบื้องต้นจะดำเนินคดีกับกลุ่มภาคประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวประมาณ 4-5 คน และจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมามอบให้พนักงานสอบสวนในภายหลัง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบความโปร่งใสของภาคประชาชนหรือไม่ นายครรชิต ระบุว่า การตรวจสอบหรือการพิสูจน์หากอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดก็สามารถกระทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้
ในวันนั้นถือว่าอยู่นอกกรอบและล่วงละเมิดกฎหมาย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความเห็นให้มาร้องทุกข์ในหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ การขัดขวางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงจะมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ นายครรชิต ยังย้ำด้วยว่า หากตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสื่อโซเชียลมีเดียจนสร้างความเสียหาย ก็จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะเน้นไปที่เหตุการณ์ในพื้นที่เขตคันนายาวก่อน แต่หากพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นอีก ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องบทลงโทษว่าจะมีโทษจำคุกหรือถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือไม่นั้นขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้นดำเนินคดี ซึ่งต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของทางกฎหมายต่อไป

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘แม้ว’ลุ้นพักโทษ 9พ.ค.เข้าเกณฑ์ถูกขัง2ใน3 กรมคุกชี้ไม่ต้องติดกำไลEM

โฆษกกรมราชทัณฑ์ยัน “ทักษิณ”ได้พักโทษ 9 พฤษภาคม เหตุจะคุมขังครบ 8 เดือน ตามเกณฑ์ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปีและจะพ้นโทษ 9 กันยายน 2569ระหว่างนี้ “เรือนจำ-คุมประพฤติ”มีหน้าที่ร่วมสืบเสาะความเหมาะสมของผู้อุปการะทักษิณ ชี้โทษน้อยไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องไปรายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติตามนัดหมาย

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยไทม์ไลน์การพักโทษกรณีทั่วไปของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนการพิจารณาพักการลงโทษว่า ตามขั้นตอนพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำฯ ใครมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณามีคุณสมบัติเงื่อนไขเข้าเกณฑ์นั้น ลำดับแรกต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการในระดับเรือนจำ เมื่อรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษทั่วไปเรียบร้อยแล้วว่ามีกี่ราย ทางเรือนจำฯจึงจะเสนอรายชื่อผู้ต้องขังทั้งหมดมายังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกชั้น ก่อนเสนอไปที่คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย

นายยุทธนากล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตาม ขณะนี้คณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้สรุปจำนวนรายชื่อผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม ที่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษฯมายังคณะกรรมการ กรมราชทัณฑ์ว่าจะมีกี่ราย แต่หลักการแล้วต้องนำรวบรวมรายชื่อ ผู้ต้องขังเสนอมายังคณะกรรมการ กรมราชทัณฑ์ล่วงหน้า 1-2 เดือน ซึ่งตนเข้าใจว่าจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกลาง คลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษอาจมีไม่ถึง 500 ราย

ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีมีโทษ 1 ปี (12 เดือน) ดังนั้น เกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษดังกล่าว หากจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติคือ ต้องคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และอดีตนายกฯเข้ากระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 คำนวณดูแล้วจะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ ในการพิจารณาพักการลงโทษฯคณะกรรมการฯต้องดำเนินการเห็นชอบให้ครบทั้ง 3 ลำดับชั้นเรียบร้อยก่อน

นายยุทธนากล่าวอีกว่า นอกจากบทบาทในส่วนกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังแล้ว ถ้าผู้ต้องขังรายใดที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ ระหว่างนี้ทางเรือนจำและกรมคุมประพฤติจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันเรื่องการสืบเสาะในส่วนผู้อุปการะผู้ต้องขังรายนั้นๆ โดยเรือนจำจะทำหนังสือไปถึงกรมคุมประพฤติ ให้สืบเสาะว่าผู้อุปการะของผู้ต้องขัง คือใครที่พักอาศัยของผู้อุปการะอยู่ที่ใดผู้อุปการะมีความสามารถดูแลผู้ต้องขัง อย่างไรบ้าง เมื่อไปอยู่ในสถานที่อุปการะ และสถานที่อุปการะคือที่ใด เป็นต้น

จากนั้นกรมคุมประพฤติจึงจะกำหนดพื้นที่ให้ที่แห่งนั้น เป็นสถานที่ พักโทษคุมประพฤติ และกรมคุมประพฤติจะทำหนังสือมาสอบถามเรือนจำว่า เห็นด้วยกับการพักโทษหรือการไม่พักโทษอย่างไรบ้าง ซึ่งในส่วนคณะกรรมการในเรือนจำจะได้ประชุมหารือกัน ซึ่งคณะกรรมการในเรือนจำ นอกจากจะมีผบ.เรือนจำ/ผอ.ทัณฑสถานแล้ว ยังมีผู้แทนจากกรมคุมประพฤติ ผู้แทนจากฝ่ายปกครอง ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมประชุมด้วย 5 ราย เพื่อมีความเห็นควรหรือไม่เห็นควรอนุมัติพักการลงโทษผู้ต้องขังหรือไม่ และจึงส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการระดับ กรมราชทัณฑ์ เมื่อเรื่องมาถึงกรมราชทัณฑ์จะประชุมกลั่นกรองอีก ชั้นหนึ่ง ก่อนส่งความเห็นไปยัง คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น ร่วมพิจารณา

โฆษกกรมราชทัณฑ์กล่าวด้วยว่า ถึงแม้วันที่ 9 พฤษภาคม จะตรงกับวันเสาร์ แต่เรามีหน้าที่รักษาสิทธิของผู้ต้องขัง ถ้าบุคคลได้รับการพักโทษคุมประพฤติ ทางเรือนจำฯมีหน้าที่ต้องปล่อยตัวไปตาม ขั้นตอน โดยตอนเช้า 07.00-08.00 น. เจ้าหน้าที่จะเริ่มตรวจสอบเอกสารต่างๆ ของผู้ต้องขัง ก่อนที่ญาติและครอบครัวจะมารับตัวไปพักโทษคุมประพฤติยังสถานที่ที่ผู้อุปการะแจ้งไว้

“ทั้งนี้ ระหว่างการไปพักโทษคุมประพฤติ ถ้าทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ ต้องถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามกำหนดโทษที่เหลือทันที โดยกรณีของอดีตนายกฯ ด้วยความที่มีโทษน้อย 1 ปี ดังนั้น เรื่องการใส่ EM ก็ไม่จำเป็น แต่ต้องไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ”โฆษกกรมราชทัณฑ์เผย และว่า ด้วยความที่อดีตนายกฯในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็จะครบกำหนดรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 หรือ 8 เดือน ก็จะได้ไปพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 เดือน ก็จะครบตามกำหนดโทษ 1 ปี (9 กันยายน 2569) ส่วนเมื่ออดีตนายกฯพักโทษคุมประพฤติครบแล้ว จึงจะได้รับใบบริสุทธิ์พ้นโทษจากเรือนจำฯ

11 พ.ค.นี้ ปล่อยตัว! ราชทัณฑ์เปิดไทม์ไลน์พักโทษทักษิณ

11 พ.ค.นี้ ปล่อยตัว! ราชทัณฑ์เปิดไทม์ไลน์พักโทษทักษิณ

11 พ.ค.นี้ ปล่อยตัว! ราชทัณฑ์เปิดไทม์ไลน์พักโทษทักษิณ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.54 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ เรื่องด้วย นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดโทษ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 จะพ้นโทษ ในวันที่ 9 กันยายน 2569

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ในส่วนของการพักการลงโทษ หากนักโทษเด็ดขาดรายใดมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 (7) และกฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งจะได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัว ต้องปฏิบัติ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 กล่าวคือ นายทักษิณ จะมีคุณสมบัติครบถ้วนต่อเมื่อต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับประโยชน์จากการพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปีและต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยจะเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัว พักการลงโทษได้ในวันถัดไปคือ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

ทั้งนี้ การคำนวณระยะเวลาการเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษนั้น กรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่า ในการคำนวณระยะเวลาจำคุก ให้นับวันเริ่มจำคุกรวมคำนวณเข้าด้วย และให้นับเป็น 1 วันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับ 30 วัน เป็น 1 เดือน ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น ในการคำนวณโทษของ นายทักษิณฯ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี (1 ปี= 12 เดือน 5 วัน = 365 วัน) จึงเท่ากับ 8 เดือน 4 วัน หรือ 244 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวได้ในวันถัดไป คือ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

สำหรับการจะติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวกับนายทักษิณหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะอนุกรรมการเพื่อ พิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ดังนั้น การพิจารณาพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาดแต่ละราย จึงเป็นการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด โดยมิได้ เลือกปฏิบัติหรือดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้

สรุปไฟไหม้ชายแดนไทย–กัมพูชา ทภ.2ยันฝั่งไทยปกติ พบ2จุดความร้อน ฝั่งเขาสัตตะโสม

สรุปไฟไหม้ชายแดนไทย–กัมพูชา ทภ.2ยันฝั่งไทยปกติ พบ2จุดความร้อน ฝั่งเขาสัตตะโสม

สรุปไฟไหม้ชายแดนไทย–กัมพูชา ทภ.2ยันฝั่งไทยปกติ พบ2จุดความร้อน ฝั่งเขาสัตตะโสม

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.27 น.

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ ไฟไหม้ชายแดนไทย–กัมพูชาพบ 2 จุด ฝั่งเขาสัตตะโสม ยันสามารถคุมสถานการณ์ได้

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพภาคที่2 ได้สรุปสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ประจำวันพบจุดความร้อนจำนวน 2 จุด บริเวณฝั่งประเทศกัมพูชา ขณะที่พื้นที่ฝั่งไทยส่วนใหญ่สถานการณ์ปกติ และยังอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่

จังหวัดอุบลราชธานี
 •พื้นที่ช่องบก : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ช่องอานม้า : สถานการณ์ปกติ

จังหวัดศรีสะเกษ
 •พื้นที่ซำแต–โดนตรวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า พบไฟไหม้บริเวณทิศตะวันตกเขาสัตตะโสม ฝั่งกัมพูชา 2 จุด ห่างแนวชายแดนประมาณ 900 เมตร และ 1.2 กิโลเมตร
 •พื้นที่ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์ : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ช่องทับอู : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ช่องกระบาลกระใบ (อ.ขุนหาญ) : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ช่องสะงำ (อ.ภูสิงห์) : สถานการณ์ปกติ

จังหวัดสุรินทร์
 •พื้นที่ช่องจอม–ช่องคลาคะมุม–ช่องเปรอ–ช่องระยี : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่คนา : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ตาควาย : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ช่องกร่าง : สถานการณ์ปกติ
 •พื้นที่ตาเมือนธม : สถานการณ์ปกติ

จังหวัดบุรีรัมย์
•พื้นที่ช่องสายตะกู : สถานการณ์ปกติ

ส่วนทิศทางลม เป็นลมประจำถิ่น พัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ในฝั่งไทย ไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สำหรับภาพรวมสถานการณ์ แนวชายแดนยังอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย โดยยังคงยึดครองพื้นที่สำคัญ พร้อมดำเนินการลาดตระเวนและจัดวางจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ส่วนฐานปฏิบัติการต่าง ๆ ได้เสริมความมั่นคงเพื่อรองรับภารกิจในอนาคต

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของการเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ชายแดน ส่วนใหญ่มาจากการเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตร การเตรียมที่อยู่อาศัยใหม่ การล่าสัตว์ และการหาของป่า โดยเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบข้ามแดน

อามินทร์ ยันพรุ่งนี้เจอ ธรรมนัส แน่ เชื่อ กล้าธรรม ได้ร่วมรัฐบาล

อามินทร์ ยันพรุ่งนี้เจอ ธรรมนัส แน่ เชื่อ กล้าธรรม ได้ร่วมรัฐบาล

อามินทร์ ยันพรุ่งนี้เจอ ธรรมนัส แน่ เชื่อ กล้าธรรม ได้ร่วมรัฐบาล

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.18 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม (กธ.) และว่าที่ สส.เขต 2 จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยภายหลังกองทัพสื่อมวลชนเดินทางไปรอสัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ถึงทิศทางและความชัดเจนของพรรคกล้าธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 แต่ไร้วี่แวว ร.อ.ธรรมนัส เดินทางเข้ากระทรวงฯ ว่า วันนี้ ร.อ.ธรรมนัส จะยังคงไม่เข้ากระทรวงฯ เพราะยังเหนื่อยจากการเดินทางกลับจากต่างประเทศ แต่ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) ร.อ.ธรรมนัส จะต้องเข้ามากระทรวงฯ เพื่อปฏิงานราชการตามปกติ

ขณะเดียวกัน ในความคืบหน้าของ สส.พรรคกล้าธรรม หลัง กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็ได้มีการคุยกันในใลน์กลุ่ม ถึงการเตรียมความพร้อมในการรายงานตัวที่รัฐสภา โดย สส.ทุกคนได้มีการเตรียมข้อมูลกันหมดแล้วเพื่อรายงานตัว

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 พรรคกล้าธรรม ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนใช่หรือไม่ นายอามินทร์ กล่าวว่า เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จะต้องรอดูทาง ร.อ.ธรรมนัส ว่าจะให้คำตอบเช่นไร ขณะที่ทาง สส.ทั้งหมดก็เชื่อฟังทิศทางการเมืองของพรรคจาก ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำทาง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสเรื่องงูเขียวในพรรคกล้าธรรมขณะนี้ นายอามินทร์ กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ มีเหรอ ไม่มีหรอก ทุกคนตั้งใจทำงาน” พร้อมกับหัวเราะอารมณ์ดี ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับบ้าน

ภท.ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้

ภท.ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้

ภท.ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.07 น.

“ภท.”ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้ จับตาไฮไลต์เคาะเลือก”พรรคร่วมฯ”จัดตั้งรัฐบาล – สะท้อนความต้องการ ปชช.จัดทำนโยบายแถลงต่อรัฐสภา

25 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างวันที่ 8 – 9 มี.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมจัดประชุมสัมมนา สส.ของพรรคอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยการประชุมครั้งนี้นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ รวมถึง สส.ของพรรคทั้ง 192 คน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สาระสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ นอกจากเป็นการกำหนดทิศทางการทำงานของ สส.ในฐานะแกนนำรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคจะนำเสนอข้อมูลสะท้อนความต้องการของประชาชนจากทั่วประเทศ ให้ที่ประชุมรับทราบอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดกรอบนโยบายและลำดับความเร่งด่วนในการบริหารประเทศเพื่อนำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ขณะเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้ สส.แต่ละพื้นที่สะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเอง เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อรวบรวมเป็นข้อสรุปเชิงนโยบาย และใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจทางการเมือง

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศความชัดเจน และมีมติจัดตั้งรัฐบาล โดยจะเลือกพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารพรรคจะรับฟังความเห็นจาก สส.ก่อนพิจารณามีมติในทิศทางเดียวกัน เพื่อเดินหน้าเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

เท้ง โยนบาป ปค. แจงปม ปชน.ขอ Laser ID ย้ำพรรคไม่เก็บข้อมูล

เท้ง โยนบาป ปค. แจงปม ปชน.ขอ Laser ID ย้ำพรรคไม่เก็บข้อมูล

เท้ง โยนบาป ปค. แจงปม ปชน.ขอ Laser ID ย้ำพรรคไม่เก็บข้อมูล

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.32 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่พรรคขอรหัส 12 หลัก หลังบัตรประชาชน หรือ เลเซอร์ ไอดี (Laser ID) จากผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคกว่า 1.1 แสนคน ว่าอาจเข้าข่ายละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA และอาจถูกพรรคนำข้อมูลสมาชิกพรรคและใช้เลเซอร์ ไอดี ที่ได้ไปลงทะเบียนออนไลน์กับแพลตฟอร์มอื่นๆ ในลักษณะแอบอ้างใช้ประโยชน์หลายรูปแบบ เช่น เพื่อแสดงความเห็นโพลล์ออนไลน์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยเจ้าของบัตรประชาชนนั้นๆ ไม่ทราบ ไม่ได้อนุญาต แม้พรรคจะอ้างว่าการขอเลเซอร์ ไอดี ดังกล่าว เพียงเพื่อนำไปตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในการยืนยันตัวตน อีกทั้งกรมการปกครองระบุว่าหากประชาชนเจ้าของบัตรยินยอมให้ พรรคก็สามารถนำไปใช้ไดก็ตาม

ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวผ่านรายการ “สมมุติว่า” ตอน “เลือกตั้งใหม่” เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 โดยระบุตอนหนึ่งว่า เลเซอร์ ไอดี พรรคไม่เคยจัดเก็บอยู่ในระบบฐานข้อมูล ไม่ว่าจะสมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน ซึ่งการสมัครสมาชิกพรรคของประชาชนต้องใช้เลเซอร์ ไอดี เป็นรหัสที่เอาไว้ยืนยันกับกรมการปกครอง และเป็นวิธีเช็คว่าคุณถือบัตรตัวจริงใบล่าสุดจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง สส.และกฎหมายพรรคการเมือง บีบบังคับให้พรรคต้องรัดกุมในเรื่องการสมัครสมาชิกพรรคต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย กำหนดว่าขั้นต่ำกี่ปี เผื่อมีการเปลี่ยนสัญชาติ เงินที่พรรคจะรับมาได้ต้องไม่ใช่เงินสีเทา ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำธุรกิจผิดกฎหมาย และมีการบริจาคเข้าพรรคแม้แต่บาทเดียว ถ้าตรวจสอบเเละยื่นร้องอาจจะถึงขั้นยุบพรรคได้ ซึ่งพรรคประชาชนมีสมาชิกมาก การจะเอาคนมานั่งตรวจได้ ยืนยันว่าเป็นบัตรประชาชนจริง หรือปลอม ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ จึงต้องเอาระบบไปชนกัน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังรับว่า ช่วงรอยต่อที่เกิดจากการยุบพรรคก้าวไกล มาเป็นพรรคประชาชน ทำให้การเชื่อมระหว่างระบบของพรรคกับกรมการปกครองขาดลง โดยตอนที่มาเป็นพรรคประชาชน พรรคได้ทำหนังสือถึงกรมการปกครองแล้ว แต่โดยกระบวนการในการประสานงานพูดง่ายๆ คือ ยังไม่ได้คุยกันต่อ ยังเชื่อมระบบกลับมาไม่สมบูรณ์ หน้าเว็บไซต์ของพรรค ระบบสมัครสมาชิกพรรคก็ยังค้างอยู่แบบนั้น ไม่มีการบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูล แต่ว่ามันยังไม่ได้เชื่อมกับกรมการปกครอง จึงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นตามหน้าข่าว และกำลังเร่งแก้ไขอยู่

โดยในเรื่องของการเก็บเป็นความลับ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า อยากให้สังคมตั้งคำถามเดียวกันอย่างนี้กับบริษัทเอกชนอื่นๆ เช่น การสมัครทำธุรกรรมออนไลน์ใน Mobile Banking เพราะหลายๆ บริษัทก็ขอเลเซอร์ ไอดี ไปยืนยันในการทำธุรกรรม และมองว่าถ้าจะตั้งคำถามนี้ว่ามันผิดที่ไหน มันผิดที่การออกแบบระบบของกรมการปกครองตั้งแต่แรก

“คือถามว่าระบบของกรมการปกครองออกแบบไม่ดีเช่นใด ผมขอให้ความเห็นคือพวกเขาออกแบบระบบมาว่าพรรค ธนาคาร บริษัทที่ต้องการยืนยันด้วยเลเซอร์ ไอดี ต้องทำตัวเป็นท่อกลาง คือ ให้ประชาชนกรอกเลเซอร์ ไอดี มาที่เว็บของพรรค ของธนาคาร ของบริษัทก่อน แล้วตัวกลางค่อยส่งข้อมูลเลเซอร์ ไอดี พร้อมข้อมูลหน้าบัตรประชาชน ไปยืนยันกับกรมการปกครอง กรมฯ จะตอบกลับมาว่าถูกต้องไหม กับข้อมูลที่คุณส่งมาว่า ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกก็ไม่ให้ผ่าน ถ้าถูกก็ให้ผ่าน ซึ่งการออกแบบระบบแบบนี้มันทำให้คนกลางถ้าทุจริต สามารถที่จะดักจับข้อมูลเก็บไว้ได้หมด”

นายณัฐพงษ์ ยังมองว่า ระบบที่ดี ขอให้นึกภาพเวลาเราล็อกอินด้วย Apple ID ล็อกอินด้วย Google Account ล็อกอิน Facebook ID เวลาเราจะล็อกอินด้วย ID ต่างๆ เหล่านี้ ระบบมันจะพาเราไปที่หน้าเว็บของเว็บเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคนที่จะเก็บข้อมูล Username Password ของเราคือ Google / Facebook / Apple ข้อมูลจะถูกส่งไปที่นั่น และพอเราล็อกอินสำเร็จผุ้ให้บริการแต่ละรายจะตอบกลับมาว่าล็อกอินสำเร็จแล้ว เชื่อถือได้ เพราะยืนยัน Username และ Password แล้ว ฉะนั้น เส้นการวิ่งของข้อมูลมันจะไม่ผ่านตัวกลางเลย จะวิ่งไปที่ตรงนั้นเลย เพราะฉะนั้นถามว่าความที่มันไม่ปลอดภัยของเลเซอร์ ไอดี ที่มันอาจจะหลุดได้จากตัวกลาง ถ้าจะตั้งคำถามนี้กับพรรคประชาชนนั้น ทำไมไม่ตั้งคำถามกับธนาคาร บริษัท ซึ่งผมไม่ได้โทษธนาคาร หรือบริษัทอื่นๆ พวกเขาต้องทำระบบให้เป็นแบบนี้ เพราะกรมการปกครองออกแบบระบบการยืนยันมาเป็นแบบนี้

จับตาชายแดนศรีสะเกษ ทบ.ยันกัมพูชายิงรุกล้ำ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุ

จับตาชายแดนศรีสะเกษ ทบ.ยันกัมพูชายิงรุกล้ำ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุ

จับตาชายแดนศรีสะเกษ ทบ.ยันกัมพูชายิงรุกล้ำ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.37 น.

โฆษก ทบ. ชี้ กัมพูชายิงปืน ค. ใส่ไทย ในช่วงหยุดยิงเป็นช่วงเวลาเปราะบาง ลั่นพร้อมใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองตอบโต้ทันทีหากตั้งใจคุกคาม ย้ำกำลังพลหน้าแนวอดทนอดกลั้น เพราะอยู่พื้นที่เผชิญหน้า

25 กุมภาพันธ์ 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังวานนี้ฝ่ายกัมพูชายิง ค.40 มม. เข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการพูดคุยกันอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ว่า ชุดประสานงานได้ทำงานตลอดอยู่แล้ว มีการประสานงานตลอดเวลา แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ตลอดแนวชายแดนค่อนข้างยาว มีหน่วยย่อยหลายหน่วย ขณะที่ฝั่งไทยเคร่งครัด ดูแลทหารให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่ละเอียดอ่อนอย่างชายชาย แต่ฝั่งกัมพูชาจะมีการก่อเหตุให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ด้วยวัตถุประสงค์และสาเหตุที่หลากหลาย ตามที่หน่วยในพื้นที่ของกัมพูชาชี้แจง ซึ่งหน่วยประจำพื้นที่ของฝ่ายไทยก็รู้อยู่ และต้องมีวิธีสื่อสารกันให้ได้ ทำความเข้าใจกันให้ได้ เพื่อให้งานที่รับผิดชอบต้องเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะอยู่ในช่วงของข้อตกลงยิง ดังนั้นต้องมีการเฝ้าระวังและระมัดระวังต่อการเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกำลังพลที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหล่านี้ จะต้องผ่านการฝึกและมีมาตรฐานการทำงานในพื้นที่อ่อนไหวนี้ได้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา และอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงต่อกัน

ส่วนที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการยิงกลับไปนั้น ก็เป็นไปตามมาตรการที่วางไว้กับทางกัมพูชา แต่ตำบลกระสุนตกที่กัมพูชายิงเข้ามา ยังห่างไกลที่จะทำอันตรายกับกำลังพลฝ่ายไทย แต่เราถือว่าถ้ามีอาวุธหลุดเข้ามาในพื้นที่ที่เราเคยบอกไว้แล้วว่าไม่ควรเกิดเหตุ เราก็จำเป็นต้องตอบโต้กลับไป แต่เป้าหมายในการตอบโต้กลับจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่

ส่วนที่กัมพูชายังคงใช้ข้ออ้างซ้ำๆ ในการก่อเหตุ เช่นความไม่มีระเบียบวินัยนั้น พลตรี วินธัย ยืนยันว่า พิจารณาแล้วแต่หน่วยในพื้นที่จะพิจารณาอย่างไร เช่นหากมีหน่วยหน่วยหนึ่งเคยใช้เหตุผลในลักษณะนี้แล้ว ถ้าพิจารณาแล้วฟังไม่ขึ้น มองว่าเกิดจากความตั้งใจต้องการกระทำต่อทหารไทย ก็สามารถใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองได้ ซึ่งทุกหน่วยมีมาตรการป้องกันตนเองอยู่แล้ว

ส่วนที่พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงโจมตีไทยนั้น พลตรี วินธัย กล่าวว่า พลโทหญิง มาลี อาจจะอยู่ไกลจากพื้นที่หน้าแนว และตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ข่าวที่มาจากพลโทหญิง มาลี มักไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของข่าว

ส่วนที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวถ้อยแถลงโต้ตอบฝ่ายกัมพูชา บนเวที การประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะรอบที่ 3 หรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ไม่น่าจะสัมพันธ์กันโดยตรง ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารจะขึ้นอยู่กับปัจจัยในพื้นที่มากกว่า เพราะเป็นลักษณะของการป้องกันตามแผนเผชิญเหตุ จึงอาจไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรง และด้วยข้อมูลการข่าวของฝ่ายไทย พบว่าทางกัมพูชายังไม่ได้มีท่าทีที่จะคุกคามด้วยกำลังทางทหาร และหลายหน่วยก็อยู่ค่อนข้างไกลจากบริเวณชายแดนไทย เพียงแต่อาจมีการเริ่มเดินมาสำรวจบ้างตามแนวรั้วลวดหนาม และแนวคิดมีเครื่องกีดขวางป้องกันอยู่ หลังพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเริ่มโล่งเตียนจากการเผา เพียงแต่ยังไม่มีลักษณะของความตึงเครียดอย่างที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า นอกจากผู้บังคับหน่วยในพื้นที่จะพูดคุยกันเองแล้ว จะมีการใช้กลไกระดับ RBC หรือไม่ พลตรี วินธัย ยืนยันว่า เป็นไปได้ที่จะมีการรวบรวมรายละเอียดต่างๆ ในห้วงเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อไปพูดคุยกัน พร้อมยอมรับตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เพราะอยู่ในช่วงข้อตกลงหยุดยิง 

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำกำลังพลอยู่แล้ว ในเรื่องความอดทนอดกลั้น โดยเฉพาะกำลังพลที่อยู่หน้าแนว และต้องมีความระมัดระวังในทุกเรื่อง เพราะถือว่าเป็นพื้นที่เผชิญหน้า มีความละเอียดอ่อน โดยเชื่อมั่นว่ากำลังพลฝ่ายไทยอยู่ในระเบียบและวินัยที่จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

กกต.ร้องกองปราบฯ เอาผิดขบวนการ ถ่ายบัตร-ถอดรหัส QR Code ดิสเครดิตเลือกตั้ง

กกต.ร้องกองปราบฯ เอาผิดขบวนการ ถ่ายบัตร-ถอดรหัส QR Code ดิสเครดิตเลือกตั้ง

กกต.ร้องกองปราบฯ เอาผิดขบวนการ ถ่ายบัตร-ถอดรหัส QR Code ดิสเครดิตเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.28 น.

กกต.ส่งตัวแทนแจ้งความกองปราบฯ เอาผิดกลุ่มบุคคล 4-5 ราย เหตุพบพฤติการณ์ทำเป็นขบวนการ เข้าถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด หวังดิสเครดิตความโปร่งใสช่วงลงคะแนนใหม่ เขตคันนายาว 22 ก.พ. ยันตรวจสอบได้แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย

25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามการมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล จากกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายครรชิต เปิดเผยว่า ทาง กกต.ได้ตรวจสอบพบพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่กระทำกันเป็นขบวนการ โดยมีการเข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด (QR Code) และพยายามถอดรหัสเพื่อพิสูจน์ผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กกต. ทั้งที่ขอยืนยันว่าการทำงานของ กกต.มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้อยู่แล้ว

สำหรับหลักฐานที่นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนในครั้งนี้ ประกอบด้วย หลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้เอง และการรวบรวมข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยในเบื้องต้นจะดำเนินคดีกับกลุ่มภาคประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวประมาณ 4 – 5 คน และจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมามอบให้พนักงานสอบสวนในภายหลัง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบความโปร่งใสของภาคประชาชนหรือไม่ นายครรชิต ระบุว่า การตรวจสอบหรือการพิสูจน์หากอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดก็สามารถกระทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ในวันนั้นถือว่าอยู่นอกกรอบและล่วงละเมิดกฎหมาย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความเห็นให้มาร้องทุกข์ในหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ การขัดขวางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงจะมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ นายครรชิต ยังย้ำด้วยว่า หากตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสื่อโซเชียลมีเดียจนสร้างความเสียหาย ก็จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะเน้นไปที่เหตุการณ์ในพื้นที่เขตคันนายาวก่อน แต่หากพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นอีก ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องบทลงโทษว่าจะมีโทษจำคุกหรือถึงขั้นตัดสิทธิทาง การเมืองหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้นดำเนินคดี ซึ่งต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของทางกฎหมายต่อไป