ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่ง อส.รปภ.เข้ม สถ. หลัง ป.ป.ช.-ตร. ลุยค้นตรวจโกงสอบข้าราชท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

“อรรษิษฐ์” ปลัด มท. สั่งด่วน จัดชุด สมาชิก อส. รปภ. เข้มงวด ดูแลความเรียบร้อย กรม สถ. ภายหลัง ป.ป.ช. และตำรวจ ลุยค้นตรวจทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน (สน.อส.) จัดสมาชิก อส. ไปปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย (รปภ.) สถานที่ราชการ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 

ซึ่งสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ได้จัดกำลังสมาชิก อส. จากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 (กระทรวงมหาดไทย) จำนวน 4 นาย พร้อมอุปกรณ์เผชิญเหตุ เข้ารักษาการณ์ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อสั่งการของปลัด มท. ให้จัดกำลังสมาชิก อส. ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจสอบกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปี 2568 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายผลการตรวจสอบหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

สรรเพชญ ลงพื้นที่เทพา-จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง-คลองสะกอม

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.11 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่เทพา–จะนะ รับฟังข้อร้องเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เร่งแก้ปัญหาคลองตูหยง–คลองสะกอม ฟื้นเส้นทางสัญจรทางน้ำช่วยชาวประมงพื้นบ้าน

27 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อำเภอเทพาและอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ซุ่นพงศ์ นายอำเภอเทพา นายมะนาวี มะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามปัญหาและรับฟังข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทางน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในโอกาสนี้ นายสรรเพชญได้เป็นประธานเปิดงานการกุศลมัสยิดบ้านที่อ้อย ณ โรงเรียนบ้านกระอาน โดยมีณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา นายวิเชียร เพ็งหนู นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าม่วง พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ ขวัญศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรห้วยปลิง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการมัสยิด และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวพบปะและรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพคลองตูหยง ตำบลปากบาง อำเภอเทพา ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำสำคัญของชาวประมงพื้นบ้าน หลังได้รับข้อร้องเรียนว่าปัจจุบันคลองมีสภาพตื้นเขิน มีตะกอนสะสม ตลิ่งทรุดตัว และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้เรือประมงไม่สามารถเข้า-ออกทะเลได้สะดวก ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนได้สะท้อนว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนในร่องน้ำจนคลองมีความตื้นเขินมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อจำกัดของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเขตอุทยานและเขตห้ามล่าสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของประชาชนที่ประกอบอาชีพประมง นายสรรเพชญได้รับเรื่องไว้ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานและหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมายและคำนึงถึงการประกอบอาชีพของประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมาได้ลงพื้นที่คลองสะกอม ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสภาพพื้นที่และรับฟังข้อเสนอจากประชาชน ซึ่งได้สะท้อนความต้องการให้เร่งขุดเปิดทางออกคลองสู่ทะเล เนื่องจากปัจจุบันร่องน้ำเกิดการตื้นเขินอย่างมาก จากการทับถมของตะกอนภายหลังสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือประมงเข้า-ออกได้ยาก กระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้าน

ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงาน เนื่องจากพื้นที่เกี่ยวข้องกับหลายภารกิจ ทั้งคลองที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่ทางน้ำในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงต้องร่วมกันกำหนดแนวทางการขุดลอกร่องน้ำ เปิดทางน้ำใหม่ และแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยนายสรรเพชญได้รับข้อร้องเรียนไว้ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานการดำเนินงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ปัญหาที่ได้รับฟังในวันนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและปากท้องของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้กรมเจ้าท่าเร่งสำรวจข้อเท็จจริง ศึกษาแนวทางขุดลอกร่องน้ำ แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางสัญจรทางน้ำได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

รมช.มท. ยันบุกจับ ปลัดภูเก็ต ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว ช่วยน้ำเงินด้วย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

“พลพีร์”ยันบุกจับ “ปลัดภูเก็ต” ไม่ใช่ยัดคดีปิดปากแชตฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” ชี้เป็นเรื่องที่เกิดเป็นปีแล้ว วอนให้ความร่วมมือกระบวนการสอบ ดึงศักดิ์ศรี “มหาดไทย”กลับคืนมา บอกผู้บริหารอยู่บนหอคอย ต้องพึ่งคนในพื้นที่สะท้อนปัญหา

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 17.20 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ว่า เท่าที่ทราบเป็นเรื่องการรับส่วยสอบข้าราชการท้องถิ่น ของปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องผู้มีอิทธิพลและเรื่องส่วย ของจังหวัดภูเก็ต ตนคิดว่าเป็นเรื่องของกรมการปกครองที่ดำเนินการสอบสวนอยู่แล้ว แต่เหตุที่สอบช้าเพราะนายรุ่งเรืองใช้สิทธิ์ในการลาถึงสองครั้ง ครั้งละ 10 วัน ซึ่งเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ทั้งนี้การส่งข้าราชการกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต้นสังกัด ไม่ได้แปลว่าเขาจะบริสุทธิ์หรือมีความผิด เพราะการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป แต่ในห้วงระยะเวลาที่นำตัวมาช่วยราชการ อาจจะเกินเวลาจึงต้องส่งกลับพื้นที่ก่อน โดยมีการสอบสวนตามเดิม ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลในเร็ว ๆ นี้

เมื่อถามว่าในกรณีที่ตำรวจควบคุมตัวปลัดจังหวัดภูเก็ต จะต้องมีการประสานงานเพื่อนำตัวมาให้ข้อมูลในการสอบของกรมการปกครองหรือไม่ นายพลพีร์ ระบุว่า เรื่องส่วยที่ตำรวจออกหมายจับเป็นเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งอธิบดีกรมการปกครองจะต้องเรียกสอบอีกครั้งหนึ่งว่า มูลเหตุเป็นอย่างไร ดังนั้นปลัดจังหวัดภูเก็ตจึงมีสองคดีใหญ่ที่ต้องตอบสังคมและประชาชนให้ได้ ซึ่งตนเชื่อว่าอธิบดีกรมการปกครอง มีหลักเกณฑ์ในการสอบอยู่แล้ว และคณะกรรมการสอบภายในของกรมการปกครอง มีความแม่นยำเรื่องข้อกฎหมายอยู่แล้ว

“จึงอยากขอปลัดจังหวัดภูเก็ตว่า เมื่อเราถูกหมายเรียกแล้วขอให้เข้ามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกรมเถอะ เพราะกรมก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และตามจริงแล้วกระทรวงมหาดไทยก็เป็นกระทรวงที่มีข้าราชการน้ำดี แต่ตราบใดที่เริ่มมีน้ำเสียเข้ามา บริการให้กับประชาชนก็เริ่มจะไม่ดี ศักยภาพบุคลากร ความคิด ความอ่าน ความรู้ ความสามารถจางหายเกินไป วันนี้ขอให้มาช่วยกันเอาศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยกลับคืนมา กระทรวง ถ้าเกิดว่าท่านรักกระทรวงมหาดไทยให้ความร่วมมือกับท่านอธิบดีเถอะครับ ไม่ว่าจะสอบท่านเรื่องไหน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่ผิดคือไม่ผิด”

ส่วนจะถูกมองว่าเป็นการยัดคดีให้ปลัดจังหวัดภูเก็ต เพื่อตัดตอนหลังออกมาแฉแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือไม่ นายพลพีร์ ยืนยันว่า เป็นการยัดคดีไม่ได้เลย เรื่องการสอบ เพราะการสอบท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องปีนี้ แต่เป็นครั้งที่แล้วด้วย ฉะนั้น เป็นเรื่องที่ผูกพันกันมา แปลว่าท่านรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และไม่ได้ปฏิบัติตามเพื่อการป้องกันหรือไม่ หรือไม่ได้แจ้งมาที่กรมและผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ฉะนั้น คำถามพวกนี้ท่านต้องตอบให้ได้

“หากท่านเห็นของเสีย ควรรีบชำระ หรือบอกผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้บริหารนั่งอยู่บนหอคอย มันไม่เห็นหรอก บางทีที่ลงไปเขาก็ไม่อยากคุยกับเรา ฉะนั้น คนในพื้นที่เป็นบุคคลที่สำคัญมาก ๆ ต่อกลไกการพัฒนาระบบราชการของกระทรวงมหาดไทย”

ด่วน! ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

ด่วน!  ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

ด่วน! ปค. มีคำสั่งให้ ‘รุ่งเรือง’ ปลัดภูเก็ต ออกราชการไว้ก่อน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.07 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1899/2569 เรื่องให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา 

โดยเอกสารระบุว่า ด้วยนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร  ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทอำนวยการ ระดับสูง ตำแหน่ง ปลัดจังหวัด (ผู้อำนวยการสูง) จังหวัดภูเก็ต มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้ออกหมายจับ ที่ จ.12/2569 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ให้กับผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาฐาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคคลใด และฐานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณ หรือ เป็นโทษแก่บุคคลใด” และต่อมาได้มีการนำตัวนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งกองกำกับการ 6 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เป็นคดีอาญาที่ 8/2569 

กรณีเช่นนี้จึงถือว่านายรุ่งเรือง ธิมาบุตร มีกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา และโดยที่มีเหตุให้ออกจากราชการไว้ก่อนกล่าวคือ ตำแหน่งปลัดจังหวัดเป็นตำแหน่งสำคัญของกรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวย่อมต้องดำรงตนเพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ การที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ โดยพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และมิได้เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นำมาซึ่งความไม่น่าเชื่อถือ ศรัทธา หรือความไม่ไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่และจากหน่วยงานภายในบังคับบัญชาของกรมการปกครองที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปฏิบัติหน้าที่ และโดยที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร มีพฤติการณ์เกี่ยวกับ
การปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต หรือเกี่ยวกับความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ ถ้ายังคงให้อยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ 

กรณีที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา นั้น พิจารณาเห็นว่าการดำเนินคดีจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว สมควรให้ผู้นี้ออกจากราชการไว้ก่อน

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 (5) และมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบข้อ 78 ข้อ 83 และข้อ 84 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 251/2565 เรื่อง การมอบหมายอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการอุทธรณ์ ลงวันที่ 27 มกราคม 2565 และคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 820/2568 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ลงวันที่ 14 มีนาคม 2568

จึงสั่งให้นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ออกจากราชการไว้ก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป

หากท่านประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป หรือยื่นคำร้องทุกข์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้ ตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์ และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 

ต่อมา นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิบัติแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นคำสั่งกรมการปกครอง ที่1898/2569 ลงวันที่ 27มิ.ย.2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต หลังปรากฏกรณีอันมีมูลว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จากพฤติการณ์ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ ตามคำสั่งระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบจำนวน 3 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมกล่าวอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการสอบและการบรรจุเข้ารับราชการ

ต่อมา ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เป็นคดีอาญาที่ 8/2569 ส่งผลให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ออกหมายจับที่ จ.12/2569 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมตัวนายรุ่งเรือง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ กรมการปกครองได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำนวน 7 คน เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ก่อนเสนอสำนวนให้ผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 

โดยหากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดในประเด็นอื่น หรือพาดพิงถึงบุคคลอื่น คณะกรรมการสามารถขยายผลดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานกรรมการ นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด และนายตรีรัตน์ หนูแก้วขวัญ เป็นกรรมการ นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการ และเลขานุการ ขณะที่นายกิตติธัช พรพุทธพงศ์ และนางสาวฐิติมา แช่มช้อย ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อดำเนินการสอบสวนตามระเบียบ ก.พ. ก่อนเสนอสำนวนให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป

สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.04 น.

“สีหศักดิ์”เผยผลเยือนคาซัคสถาน ยกระดับสัมพันธ์รอบด้าน จับมือพลังงาน-ดิจิทัล คาซัคสถานมองไทยเป็นประตูสู่อาเซียน

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 16.15 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับคาซัคสถาน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยได้นำคณะภาคเอกชนไทยกว่า 10 บริษัท เดินทางร่วมด้วย พร้อมจัดการสัมมนาธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศระหว่างการเยือนได้พบหารือกับประธานาธิบดี และรัฐมนตรีของคาซัคสถาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในหลายมิติ เนื่องจากคาซัคสถานถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU) ซึ่งไทยมีความสนใจผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศดังกล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า คาซัคสถานพร้อมสนับสนุนไทยในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพลังงานสำคัญ ขณะที่ไทยต้องการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไทยสนใจศึกษาความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อนำมาพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีภายในประเทศ

ทั้งนี้ คาซัคสถานมองว่าไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน และต้องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมลงทุนด้านการผลิตสินค้าอาหาร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุนในธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาบุคลากรด้านการบริการ ซึ่งคาซัคสถานมีความสนใจส่งบุคลากรมาอบรมและศึกษาดูงานด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบริการของประเทศต่อไป

‘พลพีร์’ ถก ‘เอกนัฏ-กฟภ.-กฟน.’ พรุ่งนี้ จัดสรรงบ 2 หมื่นล้านดูแลไฟสาธารณะ 

‘พลพีร์’ ถก ‘เอกนัฏ-กฟภ.-กฟน.’ พรุ่งนี้ จัดสรรงบ 2 หมื่นล้านดูแลไฟสาธารณะ 

‘พลพีร์’ ถก ‘เอกนัฏ-กฟภ.-กฟน.’ พรุ่งนี้ จัดสรรงบ 2 หมื่นล้านดูแลไฟสาธารณะ 

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

 ‘พลพีร์’ นัดถก ‘เอกนัฏ‘ พร้อม กฟภ. – กฟน. พรุ่งนี้ หาแนวทางจัดสรรงบประมาณ 2 หมื่นล้าน ดูแลไฟสาธารณะ – ไฟถนน ชง ‘อนุทิน’ พิจารณาหลังกลับจากฝรั่งเศส

เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) จะหารือร่วมกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อหาแนวทางจัดสรรงบประมาณวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท สำหรับดูแลระบบไฟฟ้าสาธารณะและไฟส่องสว่างบนถนน 

ทั้งนี้ จะพิจารณาว่างบประมาณหรือรายได้ส่วนใดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำมารับผิดชอบได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ก่อนนำข้อสรุปเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหลังกลับจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ 

‘พลพีร์’ เผย OTOP Midyear 2026 ยอดขายทะลุ 700 ล้านบาท

‘พลพีร์’ เผย OTOP Midyear 2026 ยอดขายทะลุ 700 ล้านบาท

‘พลพีร์’ เผย OTOP Midyear 2026 ยอดขายทะลุ 700 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.51 น.

‘พลพีร์’ เผย OTOP Midyear 2026 ยอดขายทะลุ 700 ล้านบาท ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หนุนกำลังซื้อ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 17.25 น. ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงาน OTOP Midyear 2026 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เกินกว่าที่คาดไว้ โดยล่าสุดมียอดจำหน่ายภายในงานอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังชะลอตัว แต่โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนได้เป็นอย่างดี 

ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ก็ยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าผลตอบรับของงานปีนี้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยการคัดเลือกร้านค้าที่เข้าร่วมงาน จะเน้นสินค้าระดับ 3 ดาวขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากทั่วประเทศได้นำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายและสร้างรายได้

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลงพื้นที่หาดนุ้ย-ฟรีด้อม จ.ภูเก็ต ขีดเส้นเจ้าหน้าที่ 15 วันส่งข้อมูลเร่งสอบ ‘นอมินี-ถือครองที่ดินมิชอบ’

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลงพื้นที่หาดนุ้ย-ฟรีด้อม จ.ภูเก็ต ขีดเส้นเจ้าหน้าที่ 15 วันส่งข้อมูลเร่งสอบ ‘นอมินี-ถือครองที่ดินมิชอบ’

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลงพื้นที่หาดนุ้ย-ฟรีด้อม จ.ภูเก็ต ขีดเส้นเจ้าหน้าที่ 15 วันส่งข้อมูลเร่งสอบ ‘นอมินี-ถือครองที่ดินมิชอบ’

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.37 น.

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลงพื้นที่หาดนุ้ย-ฟรีด้อม จ.ภูเก็ต ขีดเส้นเจ้าหน้าที่ 15 วันส่งข้อมูลเร่งสอบ ‘นอมินี-ถือครองที่ดินมิชอบ’ 

27มิ.ย.2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกมธฯ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องของจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหาดนุ้ยและหาดฟรีดอม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินโดยมิชอบ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ การใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินี และปัญหากลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

นายอาสพลธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า กรรมาธิการฯ พร้อมคณะ และ สส.ที่มาวันนี้มาตรวจดูสภาพพื้นที่จริง กรณีหาดนุ้ย ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2557 ว่าการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยมิชอบ และได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯยังได้รับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่ข้างเคียงอีก 7 แปลง จึงจะรวบรวมข้อเท็จจริงและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป่าไม้ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าชี้แจงข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณา หากพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์เพิ่มเติมหากมีเหตุอันควร

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีหาดฟรีดอม  จากข้อมูลของกรมที่ดิน พบว่า  พื้นที่ดังกล่าวแบ่งออกเป็นที่ดิน 9 แปลง โดยศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แล้ว 2 แปลง เนื่องจากออกโดยมิชอบ ส่วนอีก 7 แปลง อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาของการออกโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าอาจเป็นพื้นที่ป่า ขณะเดียวกัน ยังพบคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในบริเวณหาดฟรีดอมรวม 24 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของสถานีตำรวจในพื้นที่ โดยบางคดีมีความคืบหน้า ขณะที่บางคดียังไม่สามารถติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีได้ ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการฯยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการดำเนินคดี พร้อมกำหนดกรอบติดตามผลภายใน 90 วัน ก่อนนำเรื่องกลับมาพิจารณาว่าการดำเนินการมีความล่าช้าหรือไม่

นายอาสพลธ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯนั้น ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด แต่ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมเอกสารและข้อมูลทั้งหมดส่งมายังคณะกรรมาธิการฯภายใน 15 วัน ผ่านสำนักงานจังหวัดภูเก็ต ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการต่อไป

สุทิน เชื่อปัญหาในมหาดไทย ไม่เกินมือ อนุทิน เหตุมีอำนาจเต็ม คงไม่มีใครกล้าแทรกแซง

สุทิน เชื่อปัญหาในมหาดไทย ไม่เกินมือ อนุทิน เหตุมีอำนาจเต็ม คงไม่มีใครกล้าแทรกแซง

สุทิน เชื่อปัญหาในมหาดไทย ไม่เกินมือ อนุทิน เหตุมีอำนาจเต็ม คงไม่มีใครกล้าแทรกแซง

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.29 น.

“สุทิน” เชื่อปัญหาในมหาดไทยไม่เกินมือ “อนุทิน“ เหตุมีอำนาจเต็ม คงไม่มีใครกล้าแทรกแซง

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย มอว่ากระทบการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ ว่า ปัญหาความขัดแย้งในกระทรวงมหาดไทยเป็นเรื่องน่าห่วงและเชื่อว่าจะกระทบกับการผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาล แต่เชื่อว่าปัญหานี้จะแก้ไขได้ในไม่ช้า เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย มีอำนาจที่สมบูรณ์เช่นนี้ กับปัญหาที่เห็นอยู่ 

“เชื่อว่าไม่เกินมือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่มีอำนาจเต็มทั้งคุมประเทศและคุมกระทรวงมหาดไทย เชื่อว่าคงไม่มีอำนาจอื่นใดเข้ามาแทรกแซงอำนาจท่านได้”นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาเหล่านี้จะมาจากสาเหตุอะไรตนดูแล้วมันมีทุกกระทรวงโดยเฉพาะหากระบบการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ยึดหลักคุณธรรมก็มักจะมีปัญหาแบบนี้ตามมา เพราะฉะนั้นใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อไปต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากด้วย 

‘สีหศักดิ์’ มอง ‘ฮุนเซน’เดินทางเยือนจีนปกติ ขออย่าหวั่นไหวตามข่าวฝั่งกัมพูชา

'สีหศักดิ์' มอง 'ฮุนเซน'เดินทางเยือนจีนปกติ ขออย่าหวั่นไหวตามข่าวฝั่งกัมพูชา

‘สีหศักดิ์’ มอง ‘ฮุนเซน’เดินทางเยือนจีนปกติ ขออย่าหวั่นไหวตามข่าวฝั่งกัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“สีหศักดิ์” ชี้ “ฮุน เซน” เดินทางเยือนจีน ขออย่าหวั่นไหวกับข่าวที่ออกมา เชื่อ “จีน”รู้ต้องวางตัวอย่างไร ย้ำเดินหน้ากรอบ UNCLOS บอกรับได้หากไทยได้ประโยชน์ แต่หากไม่เที่ยงธรรมก็ต้องคุยกันต่อ

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น.ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีอะไรน่ากังวลหรือไม่ ว่า กัมพูชาก็ไปเยือนตามปกติ เขาก็มีความสัมพันธ์ของเขา ซึ่งเราทราบว่าจีนไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราจะต้องดูให้ดีอย่าไปหวั่นไหวต่อการรายงานข่าวทุกอย่างที่ออกมา เพราะบางครั้งเป็นรายงานข่าวจากกัมพูชา

“คิดว่าจีนเขารู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไร ทั้งเรื่องความสัมพันธ์แบบทวิภาคี ก็ถือเป็นเรื่องปกติของทั้งจีนและกัมพูชา แต่อะไรที่จะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง จีนรู้อยู่แล้วว่าควรจะหลีกเลี่ยง อย่าไปหวั่นไหวกับอะไรมากมาย เพราะเป็นข่าวที่กัมพูชาปล่อยออกไปเพื่อเข้าข้างตัวเอง”

เมื่อถามว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาขอซื้อเครื่องกระสุนจากประเทศจีนนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เขามีการตกลงกันมาก่อน รวมทั้งจีนก็มีผลประโยชน์ในกัมพูชาบางเรื่อง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ปัญหาไทย-กัมพูชา เช่น ฐานทัพที่เขามีอยู่ ซึ่งจีนอาจจะมาในบริบทแบบนั้น แต่อะไรก็ตาม จะต้องทำอะไรไม่ให้กระทบต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจจะออกไปในแนวทางเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนเชื่อว่าจีนรู้ดีและข่าวที่ออกไปเราก็รู้ว่าความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นอย่างไร

ส่วนกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ยังคงดำเนินตามปกติใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ยังคงเดินหน้าต่อไป เรื่องกรอบดังกล่าวเราต้องดูในรายละเอียดและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ว่าสุดท้ายผลลัพธ์และแนวทางในการแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศจะเป็นอย่างไร หากดีก็อาจจะรับได้ แต่ถ้าคิดว่าไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทย หรือไม่เที่ยงธรรมก็คงต้องคุยกันต่อ