‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.02 น.

‘มท.2’ ชงทางออกให้ ‘กฟผ.’ หั่นราคาส่ง-เจียดกำไรมาหนุนถอด ‘ค่าไฟฟ้าสาธารณะ’ ออกจาก ‘บิลประชาชน’ หรือเปิดทาง ‘กฟภ.-กฟน.’ ผลิตไฟเอง เล็งถก ‘เอกนัฏ’ หาทางออก ก่อนชง ‘นายกฯ’ พิจารณา

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) กล่าวถึงกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันยังถูกนำไปรวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ประชาชนแบกรับว่า ทั้ง 2 การไฟฟ้าเป็นตัวกลางหรือหน่วยให้บริการ คือซื้อไฟจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และเอาไปจำหน่ายต่อ หรือให้บริการพี่น้องประชาชน ส่วนค่า Ft (เอฟที) ที่รวมเก็บอยู่ในใบเสร็จค่าไฟของประชาชน กฟผ. เป็นผู้กำหนด ซึ่งเราจะต้องส่งค่าตรงนี้กลับไปที่กฟผ. ส่วนราคาขายผู้ที่กำหนดคือคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) และตามนโยบาย3บาท200ยูนิตจะทำให้ซื้อไฟแพงแต่มาขายให้ประชาชน ในราคาต่ำกว่าต้นทุน ทำให้เกิดการขาดทุน แต่ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าไฟมาก 

“ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ไม่ได้ติดปัญหา ว่าจะเก็บหรือไม่เพราะไม่อยากให้ประชาชนมีภาระไปมากกว่าที่มีอยู่แล้ว แต่หากไม่ต้องการให้มีค่า Ft เพื่อเก็บค่าบริการจากพี่น้องประชาชน คณะกรรมการที่กำกับดูแลหรือ Regulator ไฟฟ้าทั้งหมด สามารถปลดจากบิลได้เลยการไฟฟ้าก็พร้อมที่จะทำตามทันที” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ค่าไฟสาธารณะที่ถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน
ที่ใช้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีมูลค่ากว่า 15,000ล้านบาทต่อปี ส่วนการไฟฟ้านครหลวง 1,800 ล้านบาทต่อปี ขณะที่คำถามที่สำคัญคือหน่วยราชการจะต้องไปคิดต่อว่า เมื่อเอาภาระค่าไฟออกจากพี่น้องประชาชนใครจะเป็นคนจ่าย ซึ่งส่วนตัวมองว่า หาก กฟผ. ลดราคาส่งค่าไฟให้ 2 การไฟฟ้า เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้แล้ว เช่น ทุกๆ 10 สตางค์ ที่ กฟผ.ลดราคาให้ก็จะสามารถประหยัดได้ประมาณ เกือบ 10,000 ล้านบาท หรือถ้าไม่ลดราคา กฟผ.ควรจะนำกำไรหลายหมื่นล้านต่อปี มาดูแลค่าไฟสาธารณะไปเลย ซึ่งสามารถทำได้เช่นเดียวกัน หรือจะอนุญาตให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง สามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำ บังคับซื้ออย่างเดียว หากอนุญาตก็จะสามารถไปทำโซล่าเซลล์หรือระบบโซล่าฟาร์มลอยน้ำหรือ Solar Floating  เพื่อผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตจะถูกกว่าการซื้อจากกฟผ. อยู่แล้ว และเมื่อขายถ้ามีกำไรจากส่วนนี้ก็เอามาดูแลค่าไฟสาธารณะได้ส่วนนึง

นายพลพีร์ กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (27มิ.ย.) ตนจะหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน อย่างไม่เป็นทางการ ถึงวิธีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อเอาภาระค่าไฟออกจากพี่น้องประชาชน เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่เรื่องค่าไฟทั้งหมดจะต้องผ่านคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะคิดอย่างไร 

“สิ่งสำคัญก็คือเรื่องรายละเอียดของงบประมาณส่วนไหนหรือหน่วยงานใดจะมาดูแลค่าใช้จ่ายตรงนี้ ประเด็นค่า Ft เกิดมา 30 กว่าปีแล้ว แต่เรื่องที่ออกมาตอนนี้เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญที่อยากจะช่วยพี่น้องประชาชนแบ่งเบาภาระ จริงๆไม่ใช่เรื่องใหม่เกิดขึ้นมานานแล้ว“ นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางในการตั้งงบประมาณขึ้นมาดูแลตรงนี้เป็นการเฉพาะ นายพลพีร์ กล่าวว่า น่าจะยาก เพราะงบประมาณแผ่นดินมีค่าใช้จ่ายประจำสูงขึ้นมาก หลายหน่วยงานไม่ได้งบประมาณตามเท่าที่ขอ หากต้องใช้เงินเพิ่มอีก 20,000 กว่าล้านบาท อาจเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ การให้บริการพี่น้องประชาชนในหลายกรมหลายกระทรวง ดังนั้นจึงควรนำกำไรจากรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการไฟฟ้า มาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.

จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.

จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.42 น.

“จูรี” วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก “อนุชา” เป็นผู้ว่าฯ กทม.

 วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในงาน “Talk & Fest” ภายใต้แนวคิด “ไปให้สุด หยุดที่เจมส์ อนุชา” เพื่อช่วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5

โดยนายจูรี กล่าวปราศรัยว่า มีประเด็นสำคัญมาสื่อสารกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างจังหวัดที่ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพมหานคร กว่า 10 ปี กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงของประเทศ ต้องแบกรับภาระและปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนพื้นที่หรือคนต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามา โดยยกตัวอย่างปัญหาเรื้อรังอย่างปัญหาน้ำท่วมขังที่สร้างความลำบากมายาวนานถึง 19 ปี ซึ่งนายอนุชาได้รับปากว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ตกไปเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป

นายจูรี กล่าวถึงกรณีที่เพจของพรรคประชาธิปัตย์และเพจของผู้สมัครฯ ถูกโจมตีด้วยคอมเมนต์จำนวนมากในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เหล่านี้อาจส่งข้อมูลผิดพรรค เนื่องจากเนื้อหาคอมเมนต์มีการโจมตีบุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมฝากถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์

นายจูรี ยังเน้นย้ำความมั่นใจในตัว นายอนุชา และการทำงานเป็นทีมของพรรคประชาธิปัตย์ โดยขอความร่วมมือพี่น้องชาวใต้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พร้อมกำชับว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ประชาชนกาบัตรเลือกหมายเลข 5 เพื่อเลือกนายอนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม. และสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ของพรรคประชาธิปัตย์ยกทีม เพื่อให้การทำงานในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการปราศรัยครั้งนี้ถือเป็นความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์ในการดึงฐานเสียงสำคัญและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเมืองหลวง ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งจริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.24 น.

กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! “อภิสิทธิ์” ย้ำคนกทม. ให้เลือก “อนุชา-ส.ก.ปชป.”  เพื่อทำลายระบอบอากง รื้อโกงกทม.-ทำกทม.เป็นเมืองที่ดีกว่านี้  ลั่น4 ปีจากนี้ ทราฟฟี่ฟองดูว์ยังมี แต่ไร้เรื่องร้องเรียน 

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่  “เมืองฟ้าอมร ทอล์ก แอนด์ เฟสไปให้สุดหยุดที่เจมส์อนุชา“เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 28 มิ.ย. ตอนหนึ่งถึงกทม.เป็นได้มากกว่านี้ได้ ว่า จากการลงพื้นที่ตนเห็นการสูญเสียโอกาสและเวลาไปหลายปีกับสิ่งที่ย่ำอยู่กับที่ ตนไม่ได้ตำหนิผู้ว่าฯกทม. หรือ อดีตผู้ว่าฯกทม. แต่ตนคิดว่าจะวัดความก้าวหน้าของการบริหารเมืองอย่างไร ทราฟฟี่ฟองดูว์เป็นสิ่งที่ดี  แต่เราควรภาคภูมิใจหรือไม่ว่า 4ปีมีเรื่องร้องเรียนล้านเรื่อง ตัวชี้วัดที่ดีกว่า 4 ปีจากนี้ไป หากอนุชา เข้าไปทราฟฟี่ฟองดูว์ยังมี แต่ไม่มีเรื่องร้องเรียน เพราะต้องไปแก้ปัญหา ทั้งนี้มีคนสร้างวาทะกรรมว่า ตอนพรรคประชาธิปัตย์อยู่เคยทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ตนจำได้วันที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. บริหาร คือ ทำให้รถไฟฟ้าข้ามแม่น้ำไปรับคนฝั่งธนบุรี ซึ่งทำได้ด้วยฝีมือของผู้ว่าฯกทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงการต่อสู้ให้มีหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นคือโรงกำจัดขยะระบบปิดที่หนองแขม โรงพยาบาลบางขุนเทียน เพื่อผู้สูงอายุ 

“ผมพยายามคิดว่า 4 ปีที่ผ่านมา เมืองเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร แค่ 1 เดือนที่ลงพื้นที่ พบว่า 1 ชั่วโมงที่เปิดตัวนายอนุชา เจอรถไฟชนรถเมล์ 2วันต่อมาร่วมงาน ไพร์ดพาเหรด ฝนตกน้ำท่วม ถัดมาเกิดวิวาทะกลิ่นขยะที่อ่อนนุช ทั้งนี้นายอนุชามาหาเราก่อนเปิดตัว คิดให้กทม.เป็นฮับของเอไอ แต่สิ่งที่เห็นคือถนนสุขุมวิทมีแต่ร้านกัญชา ต่อจากนั้นได้ลงเรือไฟฟ้าที่กทม.ทอดทิ้ง นอกจากนั้นยังมีหลายคลองในกทม. ที่กทม.ส่งเสริมจะทำให้กทม.เป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่น่าเที่ยว และเป็นได้มากกว่านี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 1 เดือนที่ลงหาเสียง นายอนุชาไม่ได้หาเสียง แต่เตรียมตัวทำงาน สิ่งที่เห็นชัดเจนว่าควรเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว คือ ความไม่โปร่งใสของการบริหารเมือง การมีส่วยขออนุมัติ ขออนุญาต ส่วนคนที่บอกว่าหากมีหลักฐานให้ส่งหลักฐานมา ไม่ควรบริหารกทม.อีกต่อไป ทั้งนี้การเลือกตั้งไม่ได้มีแค่นายอนุชาเท่านั้น แต่มีทีม ส.ก. ผู้บริหารพรรคที่พร้อมทำงานเพื่อคนกทม. 

“พวกผมเป็น สอเกิน แต่ไม่ต้องห่วงเพราะจะทำงานไม่ว่าอยู่ในสถานะใด ทั้งนี้นักการเมืองที่เป็นสส.กทม.มีเกือบทุกเขต ที่มีใจพร้อมทำงานให้คนกทม. หากนายอนุชาเป็นผู้ว่าฯ พร้อมจะรับเป็นทีมงาน แต่ไม่ต้องเป็นนักการเมือง แต่ทุกเขตมีอดีตประธานสาขา เป็นสมาชิกพรรค แม้สอบตกจาก ส.ก.มาหลายครั้งยังพร้อมทำงานเพื่อคนกทม. อย่างต่อเนื่องหลายปี ผมยืนยันว่าคนเหล่านี้ตั้งใจทำงานเป็นทีม เป็นพรรคที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน เราประกาศเป็นนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบทางเมืองอย่างชัดเจน เพื่อเป็นทางเลือกให้คนกทม. ผมเห็นป้ายที่ตกใจเพราะเขียนว่าเลือก ส.ก.อิสระทั้งทีม ทำให้สงสัยว่าอิสระแบบไหนมีทีม และใครส่ง ซึ่งผมมองว่าอยู่นอกปฐพี เพราะแข็งแกร่งว่าผู้ว่าฯชัชชาติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่านายอนุชามีความพร้อม มีความตั้งใจและนโยบายที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ 5 เรื่องที่อยู่ในนโยบาย คือเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้สิ่งที่คิดว่าเป็นได้มากกว่านี้ ทั้งนี้นายอนุชาที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน แม้คะแนนจะตาม เพราะนายอนุชาตัดสินใจแน่วแน่ว่าคนที่จะกำหนดแพ้ ชนะ คือ ประชาชน ไม่ใช่โพล และสิ่งสำคัญคือ ต้องการทำความตั้งใจ หากชนะ ได้ทำ แต่วันนี้ที่ภาคภูมิใจ แม้ไม่ชนะ แต่คนชนะอย่างไรก็หนาว เพราะจะถูกกดดันจากนโยบาย วิสัยทัศน์ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ และจะอ้างว่าอยู่นอกเหนืออำนาจผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ ซึ่งนายชัชชาติ จะถูกกดดันจากสิ่งที่ยืนยันว่า การผิดปกติของการบริหารงบประมาณที่โปร่งใสกว่านี้ต้องเกิดขึ้น หากระบอบอากงมีจริง หากชนะระบอบอากงอยู่ต่อไปไม่ได้

“ทำไมต้องให้เขาชนะ เพราะคนที่เปิดประเด็นด้วยข้อมูลจากการตรวจสอบแบบวิทยาศาสตร์ ต้องได้รับการแก้ไขโดยคนที่เปิดข้อมูล คือ นายอนุชา ทั้งนี้ถึงเวลาที่ต้องให้เมืองเดินไปข้างหน้า น่าอยู่ น่าเที่ยว ให้การเมืองสะอาด สุจริต โปร่งใส เป็นความมุ่งมั่นของชาวประชาธิปัตย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

เท้ง นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่ ชี้เลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้ เป็นจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ

เท้ง นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่ ชี้เลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้ เป็นจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ

เท้ง นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่ ชี้เลือกตั้ง 28 มิ.ย. นี้ เป็นจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.07 น.

‘เท้ง’ ปลุกคนกรุงใช้สิทธิด้วยความหวัง ชี้ เลือกตั้ง กทม. ไม่ใช่แค่เลือกผู้ว่าฯ-ส.ก. แต่คือจุดเริ่มเปลี่ยนการเมืองทั้งประเทศ ลั่น ไทยมีคนเก่งเยอะ แต่ขาดผู้นำที่กล้ายืนข้างผลประโยชน์ ปชช. หวังสร้างแรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองทั่วประเทศในอีก 4 ปี

วันที่ 26 มิ.ย.2569 เวลา 19.10 น. ที่สวนเบญจกิติ บริเวณลานน้ำพุ พรรคประชาชน ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้ชื่อ “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10” เพื่อรณรงค์หาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต          

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ปราศรัยว่า วันนี้ที่ตนมายืนอยู่บนเวทีนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างเดียว ไม่ได้เป็นเพราะตนได้เติบโตมาเป็นหัวหน้าพรรคตามเส้นทางทางการเมือง แต่เหตุผลลึกๆ ที่ทำให้วันนี้ตนมายืนอยู่บนเวทีแห่งนี้ มีเหตุผลเดียวคือ เหตุผลที่เราอยากเข้ามาทำงานการเมืองให้ประเทศนี้มีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับตนเหลือเวลาอีก 2 วัน ฉะนั้น ตนจึงอยากให้ทุกคนทบทวนเหตุผลและความหมายของการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่าจริงๆ แล้วทุกครั้งที่ท่านออกไปเลือกตั้งท่านเลือกเพราะอะไร ความหมายในการกากบาทลงบัตรเลือกตั้งของท่านคืออะไร มันเป็นแค่การเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.คนถัดไป มันเป็นแค่การเลือก สส.เขตหนึ่งคนที่จะเข้าดูแลเขตเลือกตั้งของท่านใช่หรือไม่ หรือมีความหมายเชิงลึกกว่านั้น

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตน เชื่อว่าการตัดสินใจของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ยิ่งนับวันก็ยิ่งส่งภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงการเลือกตั้งกทม. ในปี 2565 จนมาถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 และปี 2569 สิ่งที่ใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ คือเราอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม เราอยากเห็นนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเงินภาษีของพวกเราทุกคนใช่หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนขอถามนิดหนึ่งว่าการเลือกตั้งในอีก 2 วันต่อจากนี้ ที่ ส.ก.มีตัวเลือกมากมาย บางคนสังกัดพรรค บางคนไม่สังกัดพรรค ตนอยากให้ทุกคนมองไปทุกตัวเลือกก่อนตัดสินใจว่าใครเป็นตัวเลือกที่สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า การทำงานที่ผ่านมาตัวแทนเหล่านั้นอยู่ข้างพ่อแม่พี่น้องอย่างแท้จริง สำหรับตน ตนกล้าการันตีว่าเพื่อน ส.ก.และ สส.ที่รายรอบอยู่ที่บริเวณนี้หลายคนเดินทางร่วมกันมาตั้งแต่อนาคตใหม่

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งปี 2562 พี่น้องไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะคิดว่าเราจะได้เป็นรัฐบาล แต่ที่ออกไปกาเพราะคิดว่าเราจะสร้างการเมืองใหม่ที่พาทุกคนออกจากวงจรการปฏิวัติ ซึ่งทุกคะแนนเสียงที่ทุกท่านมอบให้พวกเราในวันนั้นไม่ได้สูญเปล่า อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ทั้ง ส.ก.และผู้ว่าฯ สำหรับตน ตนเชื่อว่าไม่ได้มีความหมายที่แค่การเลือกผู้ว่าฯ และส.ก.คนถัดไป ไม่ได้เป็นการเลือกพ่อเมืองมาดูแลปัญหาหน้าบ้าน ทำให้น้ำไหลไฟสว่างทางสะดวก แต่ความหมายสำหรับตนการเลือกตั้งครั้งนี้มันคือการเปลี่ยนการเมืองให้เป็นการเมืองแบบที่เราต่อสู้กันมาตลอด แต่เริ่มจากสนามกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาเวลาเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือผู้ว่าฯ ต้องยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้งบประมาณผ่าน แล้วพี่น้องคนกรุงเทพฯ จะยอมให้งบประมาณหมื่นล้านถูกผ่านไปเช่นนั้นหรือ พี่น้องคิดว่างบประมาณหมื่นล้านบาท เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เราเลือกต้องเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และต้องอาศัยผู้นำเมืองที่กล้าเข้าไปเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ สำหรับตน ตนมีความเชื่อมั่นนายชัยวัฒน์ ซึ่งเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน ซึ่งตนคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้นำ เวลาที่ผู้นำเจอเรื่องยากๆ แต่เขายังยืนอยู่ตรงนี้และเขายังเชื่อในทีมงาน เชื่อในทีมส.ก. หากเขาเชื่อเช่นนี้เขาจะไม่มีวันทรยศประชาชน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

“สำหรับผม วันนี้ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่การเมืองของประเทศไทยขาดมาตลอดคือผู้นำที่มีเจตจำนงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แต่หากขัดกันผลประโยชน์ของประชาชน เขาจะยืนเป็นหลักที่มั่นคงและกล้าพูดปัญหาเหล่านั้นออกมาเสียงดังเพียงพอให้ประชาชนได้รับรู้ ให้ประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้พวกเขา นี่เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้ว่าฯ คนต่อไปที่มีคุณสมบัติเช่นนี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เราจะทำให้สีส้มเติบโตขึ้น การเติมความหวังให้พวกเราอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนใน 2 วันต่อจากนี้ ตนอยากให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยความหวัง เพื่อแสดงเจตจำนงของพวกเราแล้วไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ทั่วทุกจังหวัดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่การเมืองสนามท้องถิ่นเปลี่ยนเอาสมาชิกสภาที่ตรงไปตรงมาเข้าไปตรวจสอบงบประมาณของทุกคน เอาผู้ว่าฯ หรือนายกฯ เมืองเข้าไปบริหาร คนที่มีเจตจำนงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง จะทำให้ชีวิตคุณภาพของเราดีขึ้นขนาดไหน และหากพี่น้องคนกรุงเทพฯ ตัดสินใจเช่นนี้ ตนให้คำมั่นสัญญาว่าอีก 4 ปีต่อจากนี้ เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการตัดสินใจของทุกท่านจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ และการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

อนุชา ปราศรัยโค้งสุดท้าย อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ ย้ำไปรื้อทุจริต สร้างอนาคตเพื่อ กทม.

อนุชา ปราศรัยโค้งสุดท้าย อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ ย้ำไปรื้อทุจริต สร้างอนาคตเพื่อ กทม.

อนุชา ปราศรัยโค้งสุดท้าย อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ ย้ำไปรื้อทุจริต สร้างอนาคตเพื่อ กทม.

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.57 น.

‘อนุชา’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายศึกชิง ‘ผู้ว่าฯกทม.’ อ้อนขอโอกาส ‘ชาวเมือง’ เลือกเข้าไปพิสูจน์ผลงาน ลั่นงานแรก ‘รื้อทุจริต’ สร้างอนาคตเพื่อเมืองกรุงฯ เปิดใจกลับมา ‘บ้านสีฟ้า’ รู้สึกโชคดี รายล้อมด้วยคนที่ไม่คิดเบียดเบียน-หากิน

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดเวทีปราศรัยใหญ่ เมือง ฟ้า อมร ทอล์ก แอนด์ เฟส ไปให้สุดหยุดที่เจมส์ อนุชา เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พร้อมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) 50 เขต พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์  สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ดูแลกทม. และสมาชิกพรรค อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นางทยา ทีปสุวรรณ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ร่วมเวที

โดยในเวลา19.45น. นายอนุชา ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้คิดว่าจะได้ตำแหน่ง เพื่อสร้างโปร์ไฟล์ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. แต่สิ่งที่คิดคือ ตนทำอะไรได้ดีกว่านี้ ทำให้กทม.เป็นได้ดีกว่านี้หรือไม่ จากที่ตนได้ลงพื้นที่หาเสียง พบปัญหาทั้งถติด น้ำท่วม ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เศรษฐกิจ อนาคตของประชาชน ตนมองว่าตนพร้อมที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. เพราะตนมีประสบการณ์ที่สั่งสม ทั้งงานธุรกิจ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมาแล้ว

“การก้าวสู่วงการการเมือง ผมได้รับคำชวนจากนายอภิรักษ์ เมื่อเป็นผู้ว่าฯกทม. ให้เป็นโฆษก กทม. แต่ผมสื่อสารไม่เก่ง เพราะผมอยากทำมากกว่า ซึ่งตอนนั้นผมปฏิเสธ แต่นายอภิรักษ์ยังให้โอกาสให้เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เป็นตำแหน่งแรกในทางการเมือง ดังนั้นผมไม่คิดจะเข้ามารับตำแหน่งเท่านั้น แต่ดูว่าผมเหมาะหรือไม่ ดังนั้นการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ เพราะผมคิดว่ามีความพร้อมจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวว่า หากมีโอกาสได้เข้าไปทำงานและรับตำแหน่งสิ่งที่จะแก้ไขเป็นอันดับแรก คือ แก้ทุจริตคอร์รัปชัน รองลงมาคือการทำให้ภาพรวมระบบขนส่งคมนาคม ฟีดเดอร์ รถเมล์ เรือ มีความสะดวก โดยสิ่งที่ยืนยันคือการจัดระบบเดินรถ จัดระเบียบรถที่ให้บริการ โดยให้ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับของกทม.  รวมถึงผลักดันให้ตั๋วร่วม ลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เพื่อลดค่าใช้จ่ายการเดินทางเกิดขึ้นจริง และนอกจากการแก้ปัญหา ตนอยากสร้างเมืองกทม.ให้เป็นเมืองที่เป็นความหวัง มีตัววัดผลงานคือ เป็นเมืองที่น่าอยู่ มากกว่าเป็นเมืองที่คนมาท่องเที่ยวจำนวนมากที่สุด

“ผมไม่ได้มาตัวคนเดียว แต่มาพร้อมผู้สมัคร ส.ก.ที่มีประสบการณ์ หลายคนอยู่ในพื้นที่มาหลายสมัยและฝังตัวในพื้นที่หลายปีแม้ไม่มีตำแหน่ง ผมอยากให้กำลังใจทุกคนร่วมมือไปทั้ง 50 เขต แม้วันเลือกตั้งจะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ แต่อยากให้ทำหน้าที่ต่อ เรพาะวันหนึ่งจะมีคนเห็นความดี และการทำงานอย่างหนัก ผมรู้สึกโชคดีที่กลับมาในบ้านสีฟ้า เพราะรายล้อมด้วยคนที่ไม่คิดเบียดเบียนหรือหากิน หากผมมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่มีผู้บริหารพรรคคอยสนับสนุนผม เพื่อทำหน้าที่ ทั้งนี้ผมขอโอกาสคนกทม.เลือกผม และ ผู้สมัคร ส.ก. เพื่อให้ผมเข้าไปพิสูจน์ให้กทม. เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก เป็นเมืองสะอาด เป็นเมืองที่คนอยู่อาศัยสบาย มีเศรษฐกิจดีขึ้น และเข้าไปเพื่อบอกว่าทุจริตจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนภายใต้พรรคประชาธิปัตย์และสก.ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด” นายอนุชา กล่าว

ชัชชาติ ปราศรัยหน้าสวนลุมพินี กางแผนเพิ่มสวนสาธารณะ-ขยาย Hawker Center ครบ 50 เขต

ชัชชาติ ปราศรัยหน้าสวนลุมพินี กางแผนเพิ่มสวนสาธารณะ-ขยาย Hawker Center ครบ 50 เขต

ชัชชาติ ปราศรัยหน้าสวนลุมพินี กางแผนเพิ่มสวนสาธารณะ-ขยาย Hawker Center ครบ 50 เขต

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.32 น.

“ชัชชาติ” ปราศรัยจุด2 หน้าสวนลุม กางแผนเพิ่มสวนสาธารณะเอาใจคนรักสุขภาพ เล็งใช้ AI ต่อยอด Traffy Fondue วิเคราะห์จุดอ่อน 50 เขต ย้ำ! ใครบอกนอนมาอย่าเชื่อ ปลุกออกไปเลือกตั้ง 28 มิ.ย.

วันที่ 26 มิ.ย.69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปราศรัยบนลังไม้ จุด 2 ที่ลานหน้าสวนลุมพินี ในแคมเปญ  “ทริปทั่ว กทม. โค้งสุดท้ายหาเสียงทั่วเมือง“ 24 ชั่วโมง” โดยกล่าวว่า

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“วันที่ 28 มิ.ย.นี้ ตนเองจะไปรออยู่คูหาเพราะมีรูปทุกคูหา บัตรสีเขียวกาเบอร์ 9 ส่วน ส.ก.บัตรสีชมพู อยากเลือกใครก็เลือก  แต่ขอให้เลือกคนที่ไม่โกงและดูแลประชาชนดี ๆ ”

นายชัชชาติ ปราศรัยถึงนโยบายสวนสาธารณะ ว่า ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนออกมาออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ  เรามีนโยบายเพิ่มสวนสาธารณะแห่งใหญ่ 6 แห่ง ขยายสวน 15 นาทีให้ครบ 500 สวน ขยายศูนย์กีฬาและศูนย์นันทนาการเพิ่มอีก 10 แห่ง ปัจจุบันมีอยู่ 44 แห่งให้เยาวชนมีพื้นที่ออกกำลังกาย เราจะเพิ่มลานกีฬาจาก 317 แห่งเป็น 500 แห่งทั่วโลกกรุงเทพฯ และปลูกต้นไม้เพิ่ม 2 ล้านต้น ทั้งยังจะปรับปรุงทางเท้าเพิ่มอีก 1,000 กิโลเมตร 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทั้งนี้ที่สวนลุมพินียังมี Hawker Center ศูนย์อิ่มท้องราคาไม่แพงค่าเช่าไม่แพง คนกินอยู่ได้ คนขายอยู่ดี อิ่มทั้งคนซื้อคนขาย โดยมีแผนจะขยายไปยัง 50 เขต  เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่หากิน 

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า กทม.ไม่สามารถมีนโยบายน้อย ๆ ได้ เพราะเรามี 10 ล้านคนที่ต้องดูแล แต่ละคนมีปัญหาต่างกันไป  ดังนั้นนโยบายจะต้องตอบโจทย์พี่น้องประชาชน ซึ่งถ้าอยากจะให้เพิ่มนโยบายอะไร ขอให้บอก ส่วนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue 4 ปี มีคนแจ้งข้อมูลเข้ามา 1.3 ล้านเรื่อง ปัจจุบันแก้ไปแล้ว 1 ล้านเรื่อง เป็นการให้อำนาจประชาชน 24 ชั่วโมง เราจะทำต่อขยายผลเชิงรุกมากขึ้น โดยนำ AI  มาวิเคราะห์ว่าจุดอ่อนของแต่ละเขต 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“สัญญาไหมว่าจะไปเลือกตั้ง บอกพ่อแม่พี่ป้าน้าอาด้วย ใครบอกนอนมา อย่าไปเชื่อ อยู่บ้านก็ได้นอนมาจริง ๆ ได้นอนยาว  อยากให้มาแสดงพลังมืดฟ้ามัวดิน ผู้ว่าฯ ต้องเจอกับคนอื่นเยอะ หลายหน่วยงาน หากได้คะแนนเยอะก็จะได้คำสั่งจากประชาชน ขอให้ไปเลือกให้ถล่มทลาย 80% ยิ่งดี” 

จากนั้นนายชัชชาติ และนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ บุตรชาย พร้อมกับทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เดินเข้าไปบริเวณลานแอโรบิกสวนลุมพินี เพื่อทักทายกับประชาชนที่มาออกกำลังกาย โดยช่วงหนึ่งนายแสนปิติ ร่วมเต้นแอโรบิกประกอบเพลงด้วย 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วิโรจน์ ปลุกคนกรุงฯ เลือก ผู้ว่าฯ-ส.ก. พรรคประชาชนยกทีม

วิโรจน์ ปลุกคนกรุงฯ เลือก ผู้ว่าฯ-ส.ก. พรรคประชาชนยกทีม

วิโรจน์ ปลุกคนกรุงฯ เลือก ผู้ว่าฯ-ส.ก. พรรคประชาชนยกทีม

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

‘วิโรจน์’ ปลุกคนกรุง เลือกผู้ว่าฯ-ส.ก. พรรคส้ม ทำงานเป็นทีมรู้ใจ ย้ำที่ผ่านมาไม่เคยมี ส.ก.อิสระจริง ยกเว้นอิสระจากความทุกข์ของประชาชน แต่แนบแน่นผู้รับเหมา แนะเอ็กซ์เรย์ 50 เขต เจอทิ้งงานเยอะ ส่อเป็น ส.ก.งาบงบฯ พัฒนาเมืองหลวง  

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. เวลา 18.50 น. ที่ สวนเบญจกิติ นายวิโรจน์ ลักขณา  ทีมบริหารกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีปราศรัยใหญ่  “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10”  เพื่อรณรงค์หาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ว่า  ที่ผ่านมาเวลาเราเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ก็จะจดจ้องว่าผู้ว่าฯ คือใคร แต่ไม่เคยโฟกัส ส.ก.เลย  ซึ่งการโฟกัสไปที่ผู้ว่าฯ ก็ไม่ผิด เพราะผู้ว่าฯ มีหน้าที่เสนอนโยบายและของบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน มาจ่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทั้งทำอุโมงค์ระบายน้ำ ทำท่อระบายน้ำ ถนนหนทาง ไฟส่องสว่าง หรือสร้างโรงพยาบาล

วิโรจน์ ลักขณา

นายวิโรจน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามพูดแบบบ้านๆ ส.ก.โคตรสำคัญ เพราะต่อให้ผู้ว่าฯ อยากจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่จะเปิดเก๊เอาเงินไปไม่ได้ ผู้ว่าฯ จะต้องเสนอขอจากสภากทม. ทั้ง 50 คน ถ้ามีบางกลุ่มบางก้อนไปสมคบคิดกันตัดงบฯ แบบมีวาระซ่อนเร้น ไม่มีเหตุ ไม่มีผล แต่คิดว่าจะเอามาได้ 5,000 ล้านบาท เพื่อไปคุยกับผู้รับเหมาของตัวเองมาทำ TOR ล็อคสเปค รับโครงการจาก กทม. แล้วจ่ายเป็นเงินทอนกลับมาที่ ส.ก. และข้าราชการที่ไม่ดี ที่ยอมเป็นมือเป็นไม้ให้กับ ส.ก.คนนั้น ที่ผ่านมา ถ้าถามผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน ท่านก็ไม่อยากตอบ เพราะท่านไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ไม่มีผู้ว่าฯคนไหนอยากเจออะไรแบบนี้ ถ้า ผู้ว่าฯ ไม่อยากจะเจรจา ก็ถูกตัดงบโชว์อีก เช่น เซ็นเซอร์แผ่นดินไหว 9 ล้านบาท เรียกว่าเป็นการยิงตัวประกันโชว์ผู้ว่าฯ สุดท้ายต้องยอมแบ่งกันคนละครึ่ง 2.5 พันล้านให้ ส.ก. 2.5 พันล้านบาท ให้ผู้ว่าฯ เอาไปใช้ทำโครงการ ทั้งนี้ คนซวยคือคนเซ็น คือผู้ว่าฯ คนติดคุกคือข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย ส่วนคนที่ลอยนวลคือ ส.ก.พวกนี้ แล้วเลือกตั้งชนะด้วยการแจกเงินซื้อเสียงมาหลายสมัย ทั้งนี้ตนไม่ได้เหมารวมทุกคน แต่พูดถึงส.ก.กลุ่มนี้ 

“เวลาผมเห็นป้ายคนพวกนี้ว่าอิสระ ก็ไม่เคยเห็นอิสระต่อผู้รับเหมาเลย แต่เป็นอิสระกับประชาชน เพราะไม่เคยเอาโครงการที่ประชาชนต้องการเสนอต่อผู้ว่าฯ เลย ถือว่าอิสระจากผู้ว่าฯ ด้วย เอาเหตุ เอาผลมาคุยเอาโครงการที่เป็นประโยชน์มัน ดีก็ไม่สนอะไร ตั้งใจจะตัดงบก็ตัดเลย ดังนั้นถือว่าอิสระจากผู้ว่าฯ อิสระจากเหตุผล อิสระจากความต้องการของประชาชน อิสระจากปัญหา และความเดือดร้อนของประชาชน แต่แนบแน่นกับผู้รับเหมาปานที่น้องร่วมอุทธรณ์เดียวกัน หลายคนอย่าให้ผมต้องพูด ผู้รับเหมาไปนั่งในห้องส.ก. ด้วยซ้ำ นั่งกินข้าวกันด้วยซ้ำ นี่หรือคืออิสระ แต่จะว่าไปก็อิสระจริงๆ คืออิสระจากความเดือดร้อนของประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า แล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าส.ก. หากินเหล่านี้ต้องสงสัยอยู่ในเขตไหนบ้าง เราก็ต้องรู้พฤติกรรมคนพวกนี้ว่า เป็นนักปั้นโครงการ และกินเงินทอนจากโครงการ ดังนั้นเขตไหน ทั้ง 50 เขตไปเอกซเรย์เลย ถ้าเจอไซต์ก่อสร้างโครงการกทม. ทิ้งงานเยอะๆ แต่ไม่ใช่การทิ้งโครงการเดียวแล้วไปเพ่งโทษเขา แต่ถ้าเจอแบบ นั่นก็ทิ้ง นี่ก็ทิ้ง หรือเจอผู้รับเหมาไม่มาแล้ว อยู่ดีๆ วันจันทร์ถึงศุกร์มีผู้รับเหมา 1-2 คน เคาะป๊อกแป๊กๆ ให้ตั้งข้อสังเกตได้เลยว่าสงก.กลุ่มนี้คือส.ก.หากินกับเงินทอน แล้วจะเลือกเขาต่อไปหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของชาวกทม. ในเขตในแขวงนั้น ซึ่งผลกระทบ คือความเสียหาย ที่เกิดขึ้นอาจจะนานเป็นปีๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอาจ เกิดขึ้นหน้าบ้านของทุกคน ที่ท่านวัดได้ด้วยตัวเอง 

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส.ก. เหมือนคนคุมบัญชีที่คอยเปิดเก๊ะ คุยกับผู้ว่าฯ โครงการนี้มีงบฯ เท่าไหร่ เหมาะสมหรือไม่ แล้วนำเงินนั้นให้กับผู้ว่าฯ อย่างเหมาะสม แล้วคอยติดตามผู้ว่าฯ ว่าโครงการที่ได้ไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเสร็จแล้วหรือยัง ซึ่งตนคิดว่าผู้ว่าฯ ทุกคนต้องการทำงานกับส.ก. แบบนี้ส.ก.ที่เข้าใจนโยบาย ส.ก.ที่มองตากันก็รู้ใจ ส.กที่รู้จักหน้าที่และมีเหตุมีผล ดังนั้นเพื่อให้กรุงเทพฯ พัฒนาได้แบบเต็ม 10 เคลื่อนนโยบายที่คิดคำนวณนโยบาย ที่เหมาะสมเอาไว้แล้ว ที่พร้อมกลั่นกรองดูงบฯ อย่างละเอียด โครงการไหนจำเป็น ให้งบฯ อย่างเต็มที่ โครงการไหนที่ถูกลงได้ มีข้อเสนอที่ดีกว่า ก็ตัดลดด้วยเหตุด้วยผล 

“นี่คือเหตุผลที่วันที่ 28 มิ.ย.นี้ เลือกผู้ว่าสีส้ม นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และ ส.ก.ของเรา ทั้ง 50 คน 50 เขต พอกันที ส.ก.อิสระจากประชาชนเราต้องการ ส.ก.ที่แนบแน่นกับประชาชน อยู่คู่กับสุขและทุกข์ และเป็นเหตุเป็นผลในการดูแลเงินภาษีของเรา” นายวิโรจน์ กล่าว

พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 10 ศาสตราจารย์ จาก 6 มหาวิทยาลัย

พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 10 ศาสตราจารย์ จาก 6 มหาวิทยาลัย

พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 10 ศาสตราจารย์ จาก 6 มหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.21 น.

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์ 


มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ รวม 10 ราย ดังนี้

มหาวิทยาลัยมหิดล

1. รองศาสตราจารย์สุรัตน์ ทองอยู่ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาอายุรศาสตร์ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑

2. รองศาสตราจารย์กรุณี ขวัญบุญจัน สังกัดคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาโภชนศาสตร์ สังกัดคณะเวชศาสตร์เขตร้อน
มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๓

3. รองศาสตราจารย์วิสูตร คงเจริญสมบัติ สังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโร สังกัดคณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฆ

4. รองศาสตราจารย์ทวิมา ศิริรัศมี สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทย
ศรีนครินทรวิโรฒ ตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๑

5. รองศาสตราจารย์พิษณุ ตุลยกุล สังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาสัตวแพทย์สาธารณสุข สังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๕

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

6. รองศาสตราจารย์สุพินดา คูณมี สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาพยาธิวิทยา สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๕

7. รองศาสตราจารย์พรเทพ ถนนแก้ว สังกัดคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สังกัดคณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

8. รองศาสตราจารย์ประภาส พัชนี สังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาสัตวแพทย์สาธารณสุข สังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕

9. รองศาสตราจารย์ศุภมิตร เมฆฉาย สังกัดคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ สังกัดคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่๒๘ พฤศจิกายน๒๕๖๕

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

10. รองศาสตราจารย์วนิดา หลายวัฒนไพศาล สังกัดคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ สังกัดคณะสหเวชศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๗

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙

ขอให้เชื่อพวกเราอีกครั้ง ชัยวัฒน์ ปลุกพลังส้ม พลิกโฉม กทม. แก้ปัญหาที่ต้นตอ

ขอให้เชื่อพวกเราอีกครั้ง ชัยวัฒน์ ปลุกพลังส้ม พลิกโฉม กทม. แก้ปัญหาที่ต้นตอ

ขอให้เชื่อพวกเราอีกครั้ง ชัยวัฒน์ ปลุกพลังส้ม พลิกโฉม กทม. แก้ปัญหาที่ต้นตอ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

“ดร.โจ” ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ปลุกคนเคยเชื่อมั่น “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” กาพรรคประชาชน พลิกโครงสร้างเมืองหลวง บอกไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่พัฒนาตัวเองทุกวัน ยันจะเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่สวนเบญจกิตติ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวปราศรัยใหญ่บนเวที เติมกรุงเทพฯให้เต็ม 10 ว่า เราเลือกตั้งผู้ว่ากันมา 50 ปี เราคุยกับปัญหาเดิมๆซ้ำๆ เป็นปัญหาที่พวกเราเห็นกันมาตั้งแต่เกิดน้ำท่วม รถติด ขยะ จนพวกเราเคยชิน แล้วคิดว่ามันก็เป็นแบบนี้ น้ำท่วม เส้นเลือดฝอย ลอกท่อ ที่ผ่านมา กทม. ลอกท่อไปครึ่งหนึ่ง ถ้าตนเป็นผู้ว่า กทม. จะลอกท่อครบ 100% ใช้งบเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง 300 ล้านบาท แต่เท่านั้นยังไม่จบ เพราะไม่ได้แก้ปัญหาจบ การล้างท่อช่วยระบายน้ำได้ แต่ตนจะแก้ปัญหาที่โครงสร้าง แก้ที่ต้นเหตุ เราจะต้องแยกท่อน้ำฝนกับท่อน้ำเสียออกจากกัน

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เรื่องการทุจริต การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่เราเจอ ที่ผ่านมามีการส่งข้อมูลมาที่ กทม. สอบก็นานมาก ปรับก็หลักร้อย แล้วเงินภาษีที่หายไปมันได้กลับคืนมาหรือไม่  มันไม่ได้ ถ้าตนเป็นผู้ว่าปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขที่ต้นตอ เราจะแก้ไขปัญหาป้องกันการล็อกสเป็ค ฮั้วประมูล ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส เอาระบบ AI เข้ามาจับโกง แล้วปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง ทำให้เรามีเงินเข้ามาพัฒนากทม. ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องการเจตจำนง ผู้ว่า กทม. ต้องเอาจริง แล้วนี่หรือคือเหตุผลคือคำตอบว่าทำไมถึงต้องเลือกตน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารงานที่ทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้เรามีเงิน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น จะทำให้คนที่เป็นคนที่ติดตามการเมือง คนที่อยากตรวจสอบสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ เข้ามาดูได้ว่าภาษีถูกเอาไปใช้ทำอะไร  เราจะทำให้คนกรุงเทพไม่เสียดายที่ต้องเสียภาษี เพราะถ้าเขารู้ว่าภาษีทุกบาททุกสตางค์ของเขาถูกเอามาใช้ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น คนกรุงเทพยินดี  

”ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่เคยเชื่อในตัวพวกเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน เชื่อในการแก้ไขปัญหาของพวกเราว่าเราแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ขอให้เขาเชื่ออีกครั้งว่าเราจะทำเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำ เรามุ่งมั่นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ขอโอกาสเปิดทางให้เราเข้าไปทำ” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ ย้ำว่า ตนรู้ดีว่าหลายคนอาจจะคิดว่าเข้ามาสมัครเป็นผู้ว่า กทม. ทำไม เป็น สส. บัญชีรายชื่อแบบเดิมดีอยู่แล้ว แต่นี่แหละคือเจตจำนงที่ตนเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศไทยที่โครงสร้าง และครั้งนี้เป็นโอกาสที่ทำให้พรรคประชาชนประชาชนได้เข้ามาเริ่มแก้ไขปัญหา

“สิ่งที่ผมมี ผมไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่ผมพัฒนาตัวเองขึ้นมาในทุกวัน ให้ผมพร้อมที่จะรับหน้าที่ รับความรับผิดชอบของผู้ว่า กทม. ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาเมืองนี้ไปพร้อมกัน แล้วผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่คนไหนที่จะเข้ามา หรือไม่มีทีมงานที่เก่งแค่ไหน จำนวนมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ถ้าขาดเจตจำนงที่จะแก้แก้ไขปัญหามันก็จะวนเวียนซ้ำซากอยู่เหมือนเดิม นี่คือสิ่งที่แตกต่าง คือสิ่งที่พวกเรามี แล้วผมจะพิสูจน์” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายก อบจ.ลำพูน โผล่กลางเวที ปชน. ขอโอกาสคนกรุงเลือก ดร.โจ

นายก อบจ.ลำพูน โผล่กลางเวที ปชน. ขอโอกาสคนกรุงเลือก ดร.โจ

นายก อบจ.ลำพูน โผล่กลางเวที ปชน. ขอโอกาสคนกรุงเลือก ดร.โจ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

‘พรรคประชาชน’ ปราศรัยใหญ่ ‘เติมกรุงเทพให้เต็ม 10’ ส่ง ‘ดร.โจ’ ชิงผู้ว่าฯ กทม. “นายก อบจ.ลำพูน” โผล่แจมขอโอกาสคนกรุง บอกอยากมีเพื่อนเป็น อบจ.ใหญ่สุดในไทย เหน็บอดีตผู้ว่าฯ ทำ 200 นโยบายเดิมไม่เสร็จ ดันขายฝันเป็น 250 นโยบาย   

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ สวนเบญจกิติ บริเวณลานน้ำพุ พรรคประชาชน ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้ชื่อ “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10”  เพื่อรณรงค์หาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้ 

พรรคประชาชน

โดยมีการเลื่อนเวลาเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ออกมา 1 ชั่วโมง จากเวลา 17.00 น. มาเป็น 18.00 น.เนื่องจากฝนถล่มลงมาอย่างหนัก แต่สุดท้ายฝนหยุดจึงสามารถเปิดเวทีได้ โดยช่วงต้นของการเปิดเทวีปราศรัยนั้น ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มารับฟังปราศรัยได้แสดงความเห็นต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก่อน 

นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ซึ่งมาร่วมกิจกรรมปราศรัย กล่าวตอนหนึ่งในช่วงแรกของการเปิดเวที ว่า มีการพูดว่าให้ดูการบริหารงานของ อบจ.ลำพูน เป็นตัวอย่าง แต่จริงๆไม่ใช่ เพราะกรุงเทพฯ คือ อบจ.ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถ้าวันอาทิตย์นี้ นายชัยวัฒน์ ชนะการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ทั้งประเทศจะต้องมาดู กทม. และดูว่าเราจะบริหารประเทศได้ดีหรือไม่ดี ให้ดูโมเดลกรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่าง และตนขอ อยากมีนายก.อบจ.ใหญ่อีกสักที่หนึ่ง เนื่องจากมีคนบอกว่าจะไปทำไม เพราะถึงอย่างไร “คนนั้น” ก็ชนะ แต่ตนอยากขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ ทำให้คนทั้งประเทศไทยเห็น และขอโอกาสให้เราได้ทำให้คนทั้งประเทศเห็นว่า ถ้าเราได้บริหารจริงๆ แล้วประเทศไทยจะไปทางไหน 

พรรคประชาชน

“ผมไม่อยากพาดพิงอดีตผู้ว่า กทม. แต่ท่านพาดพิงมาก่อนว่า ซื้อของแพงบางรายการ ซึ่งก็บางรายการจริงๆ เพราะ เมื่อสักครู่ ผมไปที่ร้าน มองหาลู่วิ่งก็ไม่เจอในราคา 700,000 บาทเช่นเดียวกัน จริงๆท่านเป็นไอดอลของผม แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่หรือไม่ โดย 4 ปีที่แล้ว มี 200 นโยบาย 4 ปีต่อมามี 250 แสดงว่านโยบายเดิมทำไม่เสร็จ แล้วมาเพิ่มนโยบายขายฝันเข้าไปหรือไม่ ดังนั้นขอให้เสียงคนกทม. ทุกคน 1 เสียงช่วยกัน ถึงแม้เราไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ขออยู่ท่ามกลางดวงดาว” นายก อบจ.ลำพูด กล่าว