นายกฯ พบรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน กระชับสัมพันธ์ไทย-จีน

นายกฯ พบรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน กระชับสัมพันธ์ไทย-จีน

นายกฯ พบรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองจีน กระชับสัมพันธ์ไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.09 น.

นายกฯ หารือรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน บรรยากาศเป็นกันเองบนพื้นฐานความไว้วางใจ ย้ำไทย–จีน พี่น้องที่ร่วมมือกันทุกมิติ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเสียน ฮุย (Ms. Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะรวมกันกว่า 19 คน อาทิ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายไต้ ตงชาง (Mr. Dai Dongchang) รองประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการเศรษฐกิจ นายเทียน เผ่ยเหยียน (Mr. Tian Peiyan) กรรมาธิการคณะกรรมาธิการด้านกิจการสังคมและกฎหมาย และนายเหยา เจี้ยนหง (Mr. Yao Jianhong) กรรมาธิการคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ และกีฬาของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน เป็นต้น เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของวุฒิสภา ระหว่างวันที่ 11–12 มิถุนายน 2569 

โดย นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ด้วยความยินดี พร้อมชื่นชมบทบาทและประสบการณ์ทางการเมืองของรองประธานฯ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูงในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเห็นว่าการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้สะท้อนความสำคัญที่ฝ่ายจีนให้กับความสัมพันธ์ไทย–จีน และช่วยสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศการพูดคุยที่เป็นกันเอง อบอุ่น และเปี่ยมด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

ด้านรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี พร้อมชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการผลักดันความสัมพันธ์ไทย–จีนให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่ามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความพิเศษเสมือน “คนในครอบครัวเดียวกัน” การพบหารือครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกใกล้ชิดและคุ้นเคย พร้อมทั้งฝากความปรารถนาดีจากนายกรัฐมนตรีลี่ เฉียง ของจีนมายังนายกรัฐมนตรีด้วย

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีความพิเศษและใกล้ชิดในทุกระดับ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2568 ซึ่งสะท้อนมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศดังคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน”

ขณะที่ฝ่ายจีนกล่าวชื่นชมการเสด็จฯ เยือนจีนว่า เป็นช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจอย่างยิ่งต่อประชาชนและผู้นำจีน พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนมีรากฐานที่มั่นคงและมีอนาคตร่วมกันที่สดใส โดยหวังว่านายกรัฐมนตรีจะมีโอกาสเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะยาวต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและเห็นผลเป็นรูปธรรมมีก้าวหน้า พร้อมระบุว่า ทุกครั้งที่ได้หารือกับฝ่ายจีน ต่างสามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดกว้างและสบายใจ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นและความจริงใจต่อกัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณจีนที่ช่วยสนับสนุนการจัดหาปุ๋ยยูเรียให้กับประเทศไทย ซึ่งไทยขอบคุณต่อความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนถึงมิตรภาพและความห่วงใยที่จีนมีต่อประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญและพี่น้องที่เดินหน้าร่วมกันในทุกมิติด้วย

บิ๊กดุลย์-บิ๊กปู พบนายกฯ คาดคุยสถานการณ์ชายแดน-ความมั่นคง

บิ๊กดุลย์-บิ๊กปู พบนายกฯ คาดคุยสถานการณ์ชายแดน-ความมั่นคง

บิ๊กดุลย์-บิ๊กปู พบนายกฯ คาดคุยสถานการณ์ชายแดน-ความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.38 น.

11 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 09.00 น. นางสาวเสียน ฮุย (Ms. Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาการทางเมืองแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเยือนประเทศไทย

ขณะที่เวลา 09.55 น. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เดินทางมาพร้อมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) โดยมารถคันเดียวกัน เข้าพบนายกรัฐมนตรีด่วนบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่ได้มีการแจ้งวาระล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าจะมาพบเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และสถานการณ์ความมั่นคงด้านอื่นๆ

เชาว์ ท้าชน ศุภชัย ปมเขากระโดง ซัดบิดเบือนกฎหมายฟ้องปิดปาก

เชาว์ ท้าชน ศุภชัย ปมเขากระโดง ซัดบิดเบือนกฎหมายฟ้องปิดปาก

เชาว์ ท้าชน ศุภชัย ปมเขากระโดง ซัดบิดเบือนกฎหมายฟ้องปิดปาก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.32 น.

“เชาว์”ท้าชน”ศุภชัย”ปมเขากระโดง ซัดบิดเบือนกฎหมายฟ้องปิดปาก ประกาศลั่นใครโดนฟ้องพร้อมว่าความให้ทั่วประเทศ

11 มิถุนายน 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตอบโต้กรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ประกาศเตรียมดำเนินคดีแบบกราวรูดกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยอ้างว่าทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับความเสียหาย ในมิติทางการเมือง พฤติกรรมดังกล่าวคือการตอกย้ำให้สังคมเห็นถึงสายสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันอย่างแยกไม่ออกระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับตระกูลชิดชอบ พร้อมเดินหน้าชำแหละข้ออ้างทางกฎหมายของนายศุภชัยอย่างละเอียด

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การที่นายศุภชัยอ้างว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ชนะคดีผู้บุกรุก 35 ราย ไม่มีผลผูกพันกับผู้ถือครองโฉนดที่ดินอีก 995 แปลง (ซึ่งรวมถึงที่ดินของตระกูลชิดชอบ) นั้น ถือเป็นการ “บิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายอย่างจงใจ” พร้อมหยิบยก คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดแจ้งว่า ที่ดินเขากระโดงเนื้อที่ 5,083 ไร่เศษ เป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. ตาม พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง ร.ศ. 139 (พ.ศ. 2464) ที่ดินบริเวณนี้จึงไม่อาจนำไปออกเอกสารสิทธิให้บุคคลใดได้อีก

“ที่สำคัญ ศาลปกครองยังได้ชี้ขาดว่า อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่ง “เพิกถอน” โฉนดที่ออกโดยมิชอบได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเตะถ่วงให้ รฟท. ต้องไปไล่ฟ้องขับไล่ราษฎรทีละรายต่อศาลแต่อย่างใด”

นายเชาว์ ยังได้วิพากษ์การกระทำของนายศุภชัยว่า เป็นการใช้สถานะนักกฎหมายข่มขู่ประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งคำถาม ถือเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการ “ฟ้องปิดปาก” เพื่อสร้างความหวาดกลัว พฤติการณ์นี้สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับเจตนารมณ์ของศาลยุติธรรม โดยเฉพาะคำแนะนำล่าสุดของประธานศาลฎีกา ที่เน้นย้ำถึงการป้องกันและสกัดกั้นการดำเนินคดีในลักษณะฟ้องปิดปาก เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบประเด็นสาธารณะ พร้อมย้ำเตือนว่า พรรคภูมิใจไทยและตระกูลชิดชอบถือเป็น “บุคคลสาธารณะ” ที่ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ได้ตามหลัก “การติชมด้วยความเป็นธรรม”

ในตอนท้าย นายเชาว์ได้ประกาศจุดยืนท้าชนอย่างชัดเจนว่า หากมีประชาชนหรือสื่อมวลชนท่านใด ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทวงคืนที่ดินเขากระโดงอันเป็นสมบัติของชาติ บนหลักการติชมด้วยความเป็นธรรมแล้วถูกนายศุภชัยหรือตัวแทนพรรคฟ้องร้องเพื่อหวังปิดปาก ตนยินดีที่จะเป็นทนายความว่าความให้ทั่วประเทศ

“เราจะไม่ยอมให้ใครนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือปิดปากคนตรวจสอบ และใครที่คิดจะฟ้องคนอื่น ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า มือสะอาดพอหรือยัง” นายเชาว์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เคลียร์ชัดที่ดินปู่ชัย ศุภชัยยันไม่เกี่ยวคดีเขากระโดง 5,083 ไร่

รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.24 น.

รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จัดงบกว่า 4,400 ล้านบาท หนุน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดภาระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ

11 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้า “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน พร้อมสนับสนุนให้กองทุนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลจะเข้ามาร่วมรับภาระดอกเบี้ยกับประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ครัวเรือนโดยตรง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในระดับชุมชนและชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกชุมชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านในฐานะสถาบันการเงินชุมชนของประชาชน

ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จะเปิดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 โดยหากกองทุนใดจัดส่งเอกสารครบถ้วนถูกต้อง สทบ. จะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพิ่มทุนให้โดยเร็ว เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์จากการลดภาระดอกเบี้ยอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนกว่า 79,610 กองทุน ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ และถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับฐานราก โดยคาดว่าโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะช่วยลดภาระทางการเงินและสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้มากกว่า 8 ล้านคน

“รัฐบาลมุ่งใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด ทั้งการลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นความท้าทายทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

อนุชา ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต ลั่นพรรค ปชป. ยอมรับไม่ได้เรื่องคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต ลั่นพรรค ปชป. ยอมรับไม่ได้เรื่องคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต ลั่นพรรค ปชป. ยอมรับไม่ได้เรื่องคอร์รัปชัน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

โค้งสุดท้าย 18 วัน! “อนุชา”ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต ลั่นพรรค ปชป. ยอมรับไม่ได้เรื่องคอร์รัปชัน ดันรถฟีดเดอร์แก้รถติด ใช้เทคโนโลยีแก้น้ำเน่า

11 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ลงพื้นที่หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่สวนธนบุรีรมย์ กับ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตทุ่งครุ หมายเลข 5 ต่อจากนั้นลงพื้นที่ตลาดเช้าซอยสุขสวัสดิ์ 38 ร่วมกับ นายไสว โชติกะสุภา ผู้สมัคร ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ หมายเลข 2 โดยประชาชนต่างให้การทักทายอย่างอบอุ่นและพูดคุยสะท้อนปัญหาในพื้นที่

นายอนุชา เปิดเผยภายหลังการพูดคุยกับประชาชนที่มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะช่วงเช้า ว่า ปัญหาใหญ่ที่ชาวราษฎร์บูรณะและทุ่งครุกำลังเผชิญคือ ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักจากการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน แม้เป็นการเดินทางระยะสั้นแต่ต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมง เนื่องจากมีการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรและสถานศึกษาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหานี้ พรรคประชาธิปัตย์และทีมผู้สมัคร ส.ก. จึงเสนอนโยบาย “รถฟีดเดอร์ (Feeder) ขนาดเล็ก” หรือมินิบัส เพื่อวิ่งรับส่งประชาชนตามตรอกซอกซอยต่างๆ โดยที่ประชาชนเดินออกจากหน้าบ้านไม่เกิน 100 – 200 เมตร ก็สามารถขึ้นรถเพื่อเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชนหลักได้ทันที ซึ่งจะช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้สะดวกยิ่งขึ้น

นายอนุชา ยังกล่าวถึงแนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำเน่าเสียในชุมชนว่า กทม. ยุคใหม่ต้องเลิกใช้วิธีรอให้ฝนตกแล้วค่อยส่งเจ้าหน้าที่ไปดูหน้างาน ต้องนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เข้ามาติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำและสะพานต่างๆ เพื่อตรวจวัดระดับน้ำและควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำแบบอัตโนมัติ

“ปัญหาน้ำเน่าเสียในคูคลองส่วนใหญ่เกิดจากน้ำนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหว เราจึงต้องบริหารจัดการระบบประตูระบายน้ำให้สอดคล้องกับเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง เพื่อให้น้ำเกิดการไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัญหาขยะสะสมในพื้นที่ของการเคหะแห่งชาติที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย กทม. จะต้องทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการประสานงานเพื่อเข้าไปจัดเก็บขยะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย เดินทางสะดวก เมืองสะอาด และชีวิตสบาย” นายอนุชา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงบรรยากาศการแข่งขันในช่วง 18 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ที่เริ่มมีการตรวจสอบและโจมตีกันระหว่างผู้สมัคร นายอนุชา ระบุว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเกิดความกระจ่าง ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญตามแนวทางการทำงานการเมืองสุจริตของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค โดยปัจจุบันพรรคได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์และตรวจสอบงบประมาณรวมถึงโครงการต่างๆ ของ กทม. เพื่อหาจุดพิรุธ

“เราพร้อมที่จะตรวจสอบและนำเสนอสิ่งที่ไม่ปกติ หากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลการทุจริต สามารถส่งมาที่แพลตฟอร์มของเราได้ทันที แพลตฟอร์มนี้จะช่วยตรวจจับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่ร้องเรียนและผู้ที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ” นายอนุชา กล่าว

– 006

รัฐบาลแจง การดี ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย

รัฐบาลแจง การดี ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย

รัฐบาลแจง การดี ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.29 น.

“รองโฆษกรัฐบาล”แจง”การดี” ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้วตามกฎหมาย ชี้ถึงเวลาบริหารสัญญา ไม่ใช่ย้อนกลับไปถกเถียงเรื่อง TOR รับฟังทุกความเห็นเพื่อเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชน

11 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่ายังสามารถทบทวนหรือปรับ TOR ได้ ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะด้วยความเคารพ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของโครงการและกระบวนการบริหารสัญญาภาครัฐ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการครบถ้วนตามกฎหมายทุกขั้นตอน ดังนั้น ประเด็นที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องการจัดทำ TOR หรือการกลับไปแก้ไข TOR อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการบริหารสัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ

“เมื่อสัญญามีผลผูกพันแล้ว สิ่งที่หน่วยงานรัฐต้องทำคือบริหารสัญญาให้มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ย้อนกลับไปถกเถียงในขั้นตอนที่ผ่านพ้นไปแล้ว หากใครยังมองว่าทางออกของทุกเรื่องคือการกลับไปแก้ TOR ก็อาจสะท้อนความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับกระบวนการทำงานหลังการลงนามสัญญาของภาครัฐ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า หลักการที่รัฐบาลยึดถืออย่างชัดเจน คือ “แก้สัญญาไม่ได้ แต่ปรับปรุงเพิ่มเติมได้ หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และประโยชน์ที่รัฐจะได้รับต้องไม่ลดลง” ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

“รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นข้อเสนอแนะ ตรงกันข้าม เรากำลังเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปหารือกับคู่สัญญาและพิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนที่สามารถทำได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ประโยชน์ที่ประชาชนและรัฐจะได้รับต้องไม่ลดลง จะเพิ่มขึ้นได้ แต่ลดลงไม่ได้” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

สำหรับประเด็นที่มีการระบุว่ายังไม่มีการจ่ายเงินงวดแรก จึงยังสามารถทบทวนโครงการได้นั้น รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า การจ่ายเงินไม่ใช่ตัวกำหนดสถานะทางกฎหมายของสัญญา เพราะสัญญามีผลผูกพันตั้งแต่วันที่ลงนาม ส่วนการตรวจรับงานงวดแรกเป็นเพียงขั้นตอนปกติของการบริหารสัญญา

“การจ่ายเงินไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสัญญา และการยังไม่จ่ายเงินไม่ได้หมายความว่าสามารถยกเลิกหรือรื้อโครงการได้ตามต้องการ การบริหารโครงการภาครัฐต้องยึดตามข้อกฎหมายและข้อผูกพันที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ยึดตามความรู้สึกหรือกระแสทางการเมือง” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

ในส่วนของเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า เป็นเวทีที่จัดขึ้นด้วยเจตนาที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเข้าร่วมรับฟังด้วยตนเอง พร้อมเชิญผู้รับจ้างเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรง เพื่อให้สามารถนำความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ไปหารือร่วมกันและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“การตัดสินล่วงหน้าว่าเวทีดังกล่าวเป็นเพียงการฟอกขาว ทั้งที่เวทียังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ต้องการเข้ามาแสดงความคิดเห็นรู้สึกไม่กล้าหรือกังวล ทั้งที่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่า และรัฐบาลพร้อมนำไปใช้ประโยชน์จริง” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไม่ได้ยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ คือการทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนะ ซึ่งรัฐบาลยินดีรับฟังเสมอ แต่ขอให้การวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ครบถ้วน เพราะเป้าหมายสูงสุดของทุกฝ่ายควรเป็นประโยชน์ของประชาชนและอนาคตของประเทศ”

“หากมีข้อเสนอที่ช่วยให้โครงการดีขึ้น คุ้มค่าขึ้น และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกประการ แต่หากยังวนอยู่กับประเด็นที่พ้นจากขั้นตอนการดำเนินงานไปแล้ว ก็อาจไม่ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญในวันนี้คือการทำให้โครงการเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อคนไทย ไม่ใช่การย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ในทุกครั้งที่มีข้อถกเถียงทางการเมือง” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

ไม่มีพื้นที่ให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

ไม่มีพื้นที่ให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

ไม่มีพื้นที่ให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.02 น.

ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติ

11 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น จนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สามารถปิดกั้นช่องทางหลอกลวงออนไลน์ได้แล้ว 115,584 URL ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 20 พฤษภาคม 2569 แบ่งเป็นการปิดกั้นเชิงรับ 3,961 URL และการปิดกั้นเชิงรุก 111,623 URL จากการเฝ้าระวังและตรวจสอบเครือข่ายหลอกลวงก่อนประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับกว่า 25 องค์กรและเครือข่ายระดับโลก รวมถึง 15 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ อาทิ Interpol, FBI, National Crime Agency (NCA) สหราชอาณาจักร และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือระดับนานาชาติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงการประสานส่งตัวผู้ได้รับผลกระทบกลับประเทศอย่างปลอดภัย สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับประชาคมโลก

ทั้งนี้ ไทยเตรียมยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“รัฐบาลจะเดินหน้ากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ บัญชีม้า และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดทุกช่องทางของคนโกง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.09 น.

ทร.โต้ข่าวเขมร! ยันภาพเรือสินค้าไทยเป็นข้อมูลเก่า จับตาลอบส่งออกเข้ม สกัดหนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

11 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่ามีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาภายใต้มาตรการควบคุมในปัจจุบันนั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวอีกว่า ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

“กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง”

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ ‘เอกนิติ’แฉ บางคนขับรถมาใช้สิทธิ ลุ้นถกทบทวนเกณฑ์ภาษี หนูเปิดทำเนียบคุยเอกชน หนุนเปิดตลาดการค้าโลก

จับตา“เอกนิติ”ถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการ 11 มิถุนายนนี้ ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนปมตัดสิทธิบิดา-มารดาหลังลูกใช้ลดหย่อนภาษี ระบุตรวจฐานข้อมูล 13.2 ล้านคน พบมีพวกจนไม่จริงแฝงอยู่พอสมควร บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ ประสานมท.ต้องคัดกรองเข้มงวดเพื่อช่วยคนเดือดร้อนจริงขณะที่ถก กมธ.ติดตามเงินกู้ฯนัดแรก“ศุภชัย”นั่งประธานฯ ส่วนนายกฯเปิดทำเนียบหารือหอการค้าไทยหลังเยือนเวียดนาม พร้อมสนับสนุนการลงทุนเปิดตลาดการค้าทั่วโลก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีการพิจารณาทบทวนปรับหลักเกณฑ์มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ว่า เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจง เพราะได้รับข้อสั่งการไปแล้ว

จับตาเคาะเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน

ด้านนายเอกนิติ เปิดเผยว่า วันที่ 11 มิ.ย.ช่วงบ่ายนี้ ตนจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเพื่อพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมุ่งเน้นทบทวนหลักเกณฑ์เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือประเด็นเรื่องภาษีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อน โดยจะไม่มีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่นๆ อย่างเช่นเรื่องการถือครองที่ดินแต่อย่างใด

เห็นใจพ่อ-แม่บางคนลูกไม่ดูแล

นายเอกนิติ กล่าวว่า การทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายลงมา หลังจากได้รับข้อกังวลและข้อร้องเรียนจากสังคมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีกรณีที่บุตรนำสิทธิ์ไปลดหย่อนภาษีตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้มอบเงินดูแลบิดามารดา ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อแม่ที่เดือดร้อนจริงกลับต้องได้รับผลกระทบและเสียสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการฯ

“สิทธิ์ลดหย่อนตรงนี้ จริงๆ ก็ฟังจากข้อกังวลทางสังคม ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่บอกว่าลูกเอาไปลดหย่อนแล้วจะให้หรือไม่ให้ อันนี้แน่นอนในฝั่งลูกก็เป็นสิทธิ์ของลูก แต่ว่าในฝั่งของคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นใจ และในวาระการพิจารณา จะทบทวนเกณฑ์เดียว ส่วนเกณฑ์ที่ดิน เป็นเกณฑ์เดิมแล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

แฉจนทิพย์แฝงตัว-นั่งรถมาใช้สิทธิ์

สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาทนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลต้องการมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบฐานข้อมูลผู้ถือบัตรจำนวน 13.2 ล้านคน พบว่ายังมีกลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนจริงแฝงอยู่พอสมควร เช่น บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ์ ในขณะเดียวกันกลับมีประชาชนที่ยากลำบากจริงๆ อีกจำนวนมากที่ตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงต้องปรับการคัดกรองให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น

ประสานมท.ค้นหาคนเดือดร้อน

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ตนได้ประสานงานให้กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่หลุดจากระบบ 13.2 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้

“บัตรสวัสดิการ ส่วนใหญ่ 5 ปีทำทีหนึ่ง เราไม่ได้ทำทุกปี วันนี้ 13.2 ล้านคนคือลงทะเบียนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2565 ก็ต้องมาทบทวนนะ เดี๋ยวนี้มีข้อมูลมากขึ้น” รมว.คลังระบุ

ยังไม่ได้รับรายงานปมตี๋น้อย

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการบางแห่ง เช่น “สุกี้ตี๋น้อย” มีการปิดสาขาเพื่อเตรียมเปิดใหม่ในช่วงหลังเดือนตุลาคม ซึ่งมีข่าวว่า ได้รับผลกระทบในช่วง 4 เดือนนี้จากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/49 ด้วย นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว จึงขอรับเรื่องไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน พร้อมย้ำเจตนารมณ์หลักว่า โครงการนี้ต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆ

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการใช้เงินในเฟสหลัง หรือวงเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 2 แสนล้านบาท จะมีการจัดทำโครงการใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้แต่ละกระทรวงกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอยู่

ถกกมธ.เงินกู้ฯดัน‘ศุภชัย’นั่งปธ.

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนด้านพลังงานประเทศ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 1 ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว พิจารณาเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ โดยได้เปิดให้สมาชิกเสนอชื่อประธานกมธ.ฯ

ทั้งนี้นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.โดยมีผู้รับรองถูกต้อง

เถียงกันวุ่นแย่งเก้าอี้รองประธาน

ขณะที่รองประธาน กมธ.ฯ ช่วงแรกมีการเสนอให้มีรองประธานฯ 2 คน โดยนางปฑิตา เสนอชื่อนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 และเสนอชื่อนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 2 แต่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทักท้วงขึ้นว่า มีแต่ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีโควตาจากฝ่ายค้าน

ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน จึงเสนอว่า กมธ.ชุดนี้ควรให้มีรองประธานที่มาจากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงาน ก่อนที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม จะเสนอว่า เราไปนั่งคุยกันก่อนดีหรือไม่ ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าให้ทั้งสองฝ่ายคุยกัน เพราะเป็นกรรมาธิการที่ประชาชนจับตาดูและให้ความสนใจ

แบ่งลงตัวปชน.ส่ง‘ภัณฑิล’ผงาด

จากนั้นนายสุชาติได้สั่งพักประชุมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยกัน ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กลับมาประชุมอีกครั้ง นางนันฑนา ได้เสนอให้มีรองประธาน 5 คน ได้แก่ 1.นางนันฑนา 2.นายเผ่าภูมิ 3.นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน 4.นายไผ่ และ 5.นายชัยชนะ ส่วนโฆษก กมธ. 2 คนคือ นางปทิดา และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สำหรับเลขานุการ ได้แก่นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย

ต่อมานายศุภชัยได้ขึ้นทำหน้าที่ประธาน กมธ. และนัดประชุมกมธ.ฯ ทุกวันพุธ เวลา 09.30 น. ก่อนจะกล่าวขอบคุณที่เลือกให้ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ และยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถและเป็นกลาง

เตรียมเชิญสศค.-สบน.ชี้แจง

ทั้งนี้ ในการประชุมช่วงท้ายมีการหารือถึงกรอบการพิจารณาในสัปดาห์หน้าว่า โดยจะเชิญหน่วยงานของกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจง และให้รายละเอียดถึงสภาพเศรษฐกิจภาพรวม รวมถึงรายละเอียด ภาพรวมของโครงการ โดยเฉพาะกรอบโครงการ 2 แสนล้านบาทที่ได้ดำเนินการไปแล้วในโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากนั้นในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นการติดตามการใช้งบประมาณ ซึ่งจะมีการเชิญหน่วยรับงบประมาณโดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาชี้แจงต่อไป

นายกฯเปิดทำเนียบหารือเอกชน

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวระหว่างการหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการค้า การลงทุน และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยร่วมคณะเดินทางไปหารือกับภาครัฐและภาคธุรกิจของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นรูปแบบความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ และช่วยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย

พร้อมสนับสนุนลงทุนในเวียดนาม

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและเวียดนามควรยกระดับความสัมพันธ์จากการเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ มาเป็นคู่ค้าและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีขนาดเศรษฐกิจ ศักยภาพทางอุตสาหกรรม และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน การผนึกกำลังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และสร้างประโยชน์ร่วมกันจากการผลิตและการค้าระหว่างสองประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการหารือกับผู้นำและรัฐบาลเวียดนาม ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้นำข้อเสนอและความต้องการของภาคธุรกิจไทยไปสื่อสารกับฝ่ายเวียดนาม เพื่อขอการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม รวมถึงช่วยผลักดันประเด็นที่ยังคงค้างคาอยู่ให้ได้รับการแก้ไข

เปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจภายใต้เงื่อนไขที่ดีที่สุด เพื่อให้ท่านสามารถไปเปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พร้อมที่จะเปิดช่องทางการค้าใหม่ๆ กับประเทศต่างๆทั่วโลก วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดี หารือร่วมกันในหลายเรื่อง

ลึกลับในสนามข่าว : 11 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 11 มิถุนายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 11 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…สาวแกร่งที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง เดินเข้าสภาฯ สมัยแรก และก็ฟิตสมเป็นผู้แทนเลือดใหม่ไฟแรงของชาวศรีสะเกษ เขต 5 อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ สังกัดพรรคภูมิใจไทยจริงๆ สำหรับ“อจ.อีฟ – จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” ถึงตัวไม่อยู่ เข้ามาทำงานสภาฯ แต่ในพื้นที่ก็ไม่บกพร่อง เจ้าตัวเปิด “สำนักงาน สส.อีฟ” รับเรื่องดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีเจ้าหน้าที่คอยประสานงาน รับเรื่องทุกวัน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่รัฐบาลเดินหน้า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ยิ่งต้องติดตามดูแลชาวบ้านใกล้ชิด ในเรื่องการลงทะเบียนรับสิทธิ์ ที่อาจมีปัญหาติดขัดสำหรับลุงป้าน้าอาทั้งหลาย…สส.อีฟบอกว่า “สำนักงาน สส.อีฟ เปิดบ้านทุกวันนะจ๊ะ บริการลงยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการรายเก่า เช็คสิทธิรายใหม่ ที่มีชื่อในระบบ แนะนำรายใหม่ ที่ยังไม่มีชื่อ ลงทะเบียนแอปThai ID เพื่อการใช้งานด้านทะเบียนราษฎร และขอบคุณทีมงานที่คอยดูแลประชาชนที่มาใช้บริการธนาคารกรุงไทยตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา…”…เรียกว่า ทำงานเป็น ทำงานเร็ว เข้าสถานการณ์ ทันเวลาเป๊ะ…ไม่ต้องให้ชาวบ้านบ่นออกมาก่อน…

จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล

…ไม่เท่านั้น ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดู “ทุเรียน” ผลไม้ที่ใครต่อใครตั้งตารอ ผู้แทนฯสาวเจ้าของพื้นที่ก็ไม่รอช้า เป็นปากเสียงให้ชาวสวน “ศรีสะเกษ” ก็มีทุเรียนกะเขาเหมือนกันนะเธอ ขึ้นชื่อไม่แพ้จังหวัดไหนทีเดียว ใครได้ยิน “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” ก็ต้องยกนิ้วให้ ด้วยเอกลักษณ์“กรอบนอกนุ่มใน หอมละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน” ตอนนี้ก็เข้าฤดูกาลแล้วจ้า ใครกำลังมองหาทุเรียนคุณภาพดีสดจากสวน ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ติดตามกันได้เลยสาวอีฟยังรับบทพรีเซ็นเตอร์ ชู “ทุเรียนภูเขาไฟ” ของดีศรีสะเกษ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุเรียนภูเขาไฟปีนี้ด้วย “อีฟจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ เจ้าของสวนท่านใดอยากฝากสวน ฝากร้าน ฝากผลผลิต คอมเมนต์แจ้งรายละเอียด“ชื่อสวน – พิกัด – เบอร์โทรติดต่อ – ปลีก/ส่ง/ออนไลน์” ไว้ใต้โพสต์ของอีฟได้เลยจ้า มาช่วยสนับสนุนเกษตรกรบ้านเฮา ส่งต่อความอร่อยของทุเรียนภูเขาไฟให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศกันนน”…แหมม…ตรงตามสโลแกนเป๊ะ“#ไทยช่วยไทยพลัส” เพราะสาวอีฟย้ำว่า “ไทยไม่ช่วยไทยแล้วใครจะช่วยเรา”…nn

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

nn…เดินหน้าโครงการดีๆ เพื่อเยาวชนต่อเนื่อง ครานี้“พี่ลูกแชมป์ – กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.ของคนอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ทำหน้าที่#ส่งต่อทรัพยากรอันทรงคุณค่า #สู่อนาคตของเยาวชน ถึงคิว“โรงเรียนวัดห้วยโรง” กับโครงการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เก่า สู่โอกาสและอนาคตทางการศึกษาของลูกหลานชาวอ่างทอง ก่อนไล่เลียงไปตามโรงเรียนอื่นในโอกาสต่อไป สส.ลูกแชมป์บอกว่า แม้คอมพิวเตอร์เหล่านี้จะสิ้นสุดภารกิจในงานของรัฐสภาแล้ว แต่ยังคงมีคุณค่า และสามารถสร้างประโยชน์ได้อีกมาก จาก “คอมพิวเตอร์เก่า จึงกลายเป็น “คอมพิวเตอร์ใหม่” สำหรับโรงเรียนที่รอคอยโอกาส และเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างยิ่งขึ้น เพราะการศึกษาคือ กุญแจสำคัญในการสร้างอนาคต การสนับสนุนเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการศึกษาให้เข้าถึงโรงเรียนและนักเรียนอย่างทั่วถึง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มโอกาสให้เด็กๆ ลูกหลานของพวกเราได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองเต็มที่…งานนี้ ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งรัฐสภา ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ร่วมผลักดันให้เกิดการส่งต่อ “ทรัพยากรอันทรงคุณค่า” เพราะคอมพิวเตอร์ที่ส่งมอบ ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่มากกว่านั้นคือ การส่งต่อโอกาสความหวัง และอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของเรา…คิวต่อไปโรงเรียนไหน จัดห้อง ต่อปลั๊ก ติดเน็ตไว้รอได้เลย…เดี๋ยวพี่ลูกแชมป์จัดให้คร้าบ…nn