พรรคส้ม ร่วม iLaw รณรงค์โค้งสุดท้าย กาเห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

พรรคส้ม ร่วม iLaw รณรงค์โค้งสุดท้าย กาเห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

พรรคส้ม ร่วม iLaw รณรงค์โค้งสุดท้าย กาเห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.22 น.

“พริษฐ์” ขอ กกต. อำนวยความสะดวก-คุ้มครองสิทธิ์ประชาชนให้มากที่สุด  ยัน เคยเสนอทางออกให้ กกต. แล้วแต่ไม่สนใจ นำทีมผู้บริหาร ปชน. ร่วมภาคประชาชนเดินขบวนรณรงค์กา “เห็นชอบประชามติ”

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นำทีมบริหารของพรรคประชาชน อาทิ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นางเพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้านกฎหมาย และ นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 6 พรรคประชาชน ร่วมรณรงค์ออกเสียง “เห็นชอบประชามติ” กับกลุ่ม iLaw และเครือข่ายประชาชน ซึ่งเริ่มรณรงค์ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  จากนั้นเดินเท้ารณรงค์ จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผ่านไปทางที่ว่าการกรุงเทพมหานคร ไปยังหอศิลป์กรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์ประชามติ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือก สส. พร้อมกับการทำประชามติ จากการที่ตนได้มีโอกาสรณรงค์คู่ขนานกันทั้งสองเรื่อง จะสังเกตเห็นว่าสังคมมีความตื่นตัว กับการทำประชามติมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางพรรคประชาชนพยายามที่จะสื่อสารเพราะเห็นว่าระบบการเมืองในปัจจุบันนั้นยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน จึงควรที่จะริเริ่มจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การออกแบบการเมืองให้ดีขึ้น กว่าเดิมได้

นายพริษ กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่า 2 ปัญหาหลักของรัฐธรรมนูญ ปี 2560  คือ 1. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้วางรากฐานประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ทำให้สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชนน้อยกว่าที่เป็น เช่น สส. ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตจากประชาชน และ อำนาจของ สว. ที่ชี้ขาดด้วยว่าใครจะเป็นองค์กรอิสระ โดยไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้ง เกิดจากกระบวนการเลือกกันเอง ล่าสุดเกิดการฮั้วซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกัน

ปัญหาที่ 2 คือรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่สามารถปรับปรุงได้จริง เพราะองค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. , สตง. หรือ กกต. เองมีช่องทางให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานได้น้อย ส่วนตน ยังกังวลในอำนาจของ สว. เพราะถูกครอบงำจากพรรคการเมือง จึงเป็นกังวลใจว่าสว.กลุ่ม 1 สามารถชี้ขาดว่าใคร ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่องค์กรอิสระเหล่านี้จะถูกครอบงำด้วยพรรคการเมือง และอาจทำให้เกิดการตรวจสอบ ที่ทำให้เกิดมาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน 

ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ทางพรรคประชาชน พยายามสื่อสารสร้างความเชื่อมโยงให้กับประชาชน เกี่ยวกับการมีการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย และสามารถแก้ปัญหาทุจริตได้จริง 

เมื่อถามว่า ความตื่นตัวของประชาชนต่อการทำประชามติ ประชาชนทราบแล้วหรือไม่ว่าต้องยืนยันตน 2 ครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอฝากไปถึงประชาชนคนไหนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เข้าคูหารอบเดียวจะมีบัตร 3 ใบ ครั้งแรกรับบัตร 2 ใบ เพื่อเลือกสส.และพรรคการเมือง ครั้งที่ 2 รับใบสีเหลืองเพื่อลงประชามติ ขอให้ประชาชนที่เตรียมตัวไปใช้สิทธิ์ อย่าลืมใช้สิทธิ์ทั้ง 3 ใบให้ครบ ส่วนประชาชนกลุ่มไหน ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้ามาแล้ว ตนขอเตือนว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ประชามติเช่นเดียวกัน แต่ก็เข้าใจว่ามีคนจำนวนนึงที่ลงทะเบียน ประชามตินอกเขตไม่ทัน ก็ขอให้ประชาชนกลับไปที่ภูมิลำเนาเพื่อรักษาสิทธิ์

เมื่อถามว่า คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ยกคำร้อง กรณีนักวิชาการขอให้ศาลพิจารณาหลังกกต.เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามติ นอกเขตเพียงแค่ 3 วัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการยุบสภา ตอนนั้นที่ตนเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้พยายามยื่นข้อเสนอให้กกต. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการลงทะเบียนทำประชามติ 

ซึ่งตัว พ.ร.บ. ประชามติจะมีข้อจำกัดบางอย่าง ที่สร้างความกังวลใจให้กับ กกต. ทำให้ กกต. ให้ประชาชนเข้าคูหา 2 รอบและลงทะเบียน 2 รอบ ทางกรรมาธิการ ยื่นข้อเสนอว่ามีช่องทางกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้กลไกทางไปรษณีย์ เพื่อให้ประชาชนท่ต้องการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า และสามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าไปพร้อมกันเลยทางไปรษณีย์ ในวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งสามารถกรอกประชามติและส่งไปรษณีย์ไปที่หน่วยเขตการเลือกตั้งได้  

“โดยทางกรรมาธิการ พยายามยื่นข้อเสนอเหล่านี้ไปแล้ว ให้กับกกต. เพื่อให้คำนึงถึงสิทธิ์ของประชาชนมากที่สุดตามกฎหมายแต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่กกต.ไม่ได้ ตอบสนองข้อเสนอเราในวันนั้น จนนำมาสู่ความยุ่งยาก เช่นการลงทะเบียน 2 รอบในวันนี้ และทำให้ประชาชนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วต้องกลับมาลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. อีกครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำมากที่สุดในตอนนี้ คือขอให้ประชาชนเข้าใจว่าการใช้สิทธิ์ในวันที่ 8 ก.พ. มีความสำคัญเพื่อรักษาสิทธิ์ของท่านให้ได้มากที่สุด หลังจากนี้กกตก็ควรที่จะปรับปรุง ปฏิรูปกระบวนการครั้งใหญ่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ” นายพริษฐ์ กล่าว 

ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์ กังขา ปชป. ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ คนกรุง

ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์ กังขา ปชป. ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ คนกรุง

ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์ กังขา ปชป. ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ คนกรุง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.15 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จ.สงขลา  นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ  ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยทีมพรรครักชาติ เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสงขลา  หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ระหว่างทีมพรรครักชาติ แวะพักบริเวณร้านอาหารที่เกาะยอ ได้พบกับทีมหาเสียงพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคนำทีม จึงได้เข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

นายเจษฎ์ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวใต้ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการธำรงรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อชาวบ้านพูดถึงพรรคเดิมที่เคยเลือกอย่าง ‘ประชาธิปัตย์’ กลับเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในทิศทางของพรรค โดยเฉพาะสโลแกน ‘ฟ้าจะกลับใต้’ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ประกาศชัดว่า ไม่เอาพรรคที่จะทำร้ายสถาบันหลัก หรือสร้างปัญหาชายแดน แต่ประชาธิปัตย์กลับแสดงท่าทีว่าสามารถพูดคุยกับพรรคประชาชนได้ แม้จะมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่การระบุว่าสามารถร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้หากไม่มีนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลอยู่

นายเจษฎ์ ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร โดยเชื่อมโยงไปถึง พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนแรกของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 และเคยร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2489 จึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประชาธิปัตย์ประกาศจะกลับไปหาสมบัติพ่อเฒ่า หมายถึงการจะจับมือกับกลุ่มคนที่ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพื่อย้อนกลับไปสู่ยุคคณะราษฎร 2475 ใช่หรือไม่ จึงขอให้ชี้แจงให้ชัดเจนเพราะคนใต้ฝากคำถามมา

ด้าน นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมพร้อมพร้อมเตือนสติพรรคประชาธิปัตย์ที่พูดว่า จับมือกับ ‘พรรคส้ม’ได้ คุณไม่รู้เหรอว่าพรรคส้มเขาคิดยังไงกับบ้านเมือง เขามีอุดมการณ์มีแนวคิดยังไง เขาอยากเปลี่ยนประเทศเป็นแบบไหนคุณก็รู้ และสิ่งเหล่านี้มันขัดความรู้สึกของคนใต้ พี่น้องประชาชนคนที่เขารักสถาบัน เขารักบ้านเมือง เขาอยากให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่แตกแยกกัน เขาก็ไม่เข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ว่าทำไมคิดอย่างนี้ นี่เป็นปัญหาใหญ่ สำหรับคนใต้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยากฝากพรรคประชาธิปัตย์ไปทบทวน หรือพูดให้ชัดเจนว่าจะเอายังไง ไม่ใช่พรรคแบบประโยชน์นิยมอยากเป็นรัฐบาลหรือจะร่วมกับใครก็ได้ ลืมรากเหง้า ลืมอุดมการณ์ดั้งเดิมของตัวเอง และแบบนี้จะมาทวงคืน ‘สมบัติพ่อเฒ่า’ ได้ยังไง หรือคืนแนวคิดอุดมการณ์ของคุณควง อภัยวงศ์ คณะราษฎรที่ก่อตั้งพรรค หรือสมบัติพ่อเฒ่าคือแนวคิดอุดมการณ์ของคนใต้ คนที่รักพรรคประชาธิปัตย์ ขอไปคิดให้ดี พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร ที่เคยเลือก เคยรักพรรคประชาธิปัตย์ เขาก็สับสนเพราะวันนี้คุณอภิสิทธิ์ พูดว่าจะร่วมกับเพื่อไทยได้ ร่วมกับพรรคส้มได้ ลืมไปแล้วเหรอที่เคยสู้กันมา ในเหตุการณ์ปี 53 สู้กับคนเสื้อแดง มีการสลายการชุมนุม จนมีทหารต้องเสียชีวิต วันนี้บอกไม่เป็นไรละ จับมือกับเพื่อไทยได้ จับมือกับพรรคส้มได้ ลืมเหรอครับว่าพรรคเหล่านี้มันก็คือพรรคที่มีคุณทักษิณ ชินวัตร อยู่ในทุกอณูของพรรค 

แสวง มั่นใจ 8 ก.พ. ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า ยันตรวจสอบทุกความผิดพลาด

แสวง มั่นใจ 8 ก.พ. ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า ยันตรวจสอบทุกความผิดพลาด

แสวง มั่นใจ 8 ก.พ. ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า ยันตรวจสอบทุกความผิดพลาด

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.10 น.

”แสวง“ขอปชช.มั่นใจเลือกตั้ง 8 ก.พ. ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า เหตุหน่วยเล็ก ไม่มีต้องจ่าหน้าซอง ยัน ตรวจสอบทุกความผิดพลาดที่ถูกพูดถึง  ย้ำยังไม่พบซองใส่บัตรกรอกไม่ครบถ้วน  สั่ง กกต.จังหวัดเข้มตรวจสอบติดเอกสารผู้สมัคร สส.ครบทุกหน่วย หายติดซ้ำเช้าก่อนเปิดหีบ  

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า ส่วนตัวอยากให้เชื่อมั่นการแข่งขัน ทั้งตัวระบบ ผู้เข้าแข่งขันจะอยู่ในกรอบและกรรมการ  ซึ่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ รูปแบบการเลือกตั้งจะเป็นคนละแบบกับการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่มีคนจาก 400 เขตไปรวมกันอยู่ที่เดียว บางจุดมีคนมากถึง 50,000 – 60,000 คน และยังมีการนำบัตรเลือกตั้งใส่ซองและจ่าหน้าซองด้วย แต่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะไม่มีเรื่องเหล่านี้แล้ว และในแต่ละหน่วยเลือกตั้งจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เฉลี่ยประมาณ 500 คนบวกลบ ใน 100,00 หน่วยเลือกตั้ง  มั่นใจจะไม่มีประเด็นเหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้าอยู่แล้ว 

นายแสวง กล่าวอีกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาส่วนตัวเห็นว่า ไม่ได้เป็นประเด็นอะไร ซึ่งในความผิดพลาดได้มีการตรวจสอบ โดยเมื่อวานนี้ (3 ก.พ.) พรรคประชาชนก็ได้มีหนังสือสอบถามเข้ามา 2 เรื่อง คือเรื่องที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรีที่ไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของพรรค และการจ่าหน้าซองผิดพลาดจะส่งถึงหน่วยเลือกตั้งหรือไม่  ส่วนที่เป็นข่าวและมีการกล่าวอ้างในขณะนี้ ก็ได้มีการตรวจสอบอยู่แล้ว ว่าใครพูดที่ไหน อย่างไร  และได้ให้เจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูลจากรายงานบันทึกเหตุการณ์ในหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงได้ตรวจสอบว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นในหน่วยเลือกตั้งอีกหรือไม่ 

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานก็ได้มีการสรุปโดยเรื่องใหญ่ๆ  ที่คนให้ความสนใจ คือ เรื่องการจ่าหน้าซอง และการปิดป้ายประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. ที่พบว่ามีความผิดพลาดหลายที่ แต่เมื่อไปดูสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอมา พบว่า มีการแจ้งที่จังหวัดชลบุรีเพียงแค่ที่เดียว  

สำหรับประเด็นอื่นๆที่พรรคการเมืองหรือคนอื่นพูดในขณะนี้ กำลังจะไปขอข้อมูลว่าเหตุเกิดขึ้นที่ใดบ้าง  ในส่วนของสำนักงาน กกต. ก็ได้สั่งให้สำนักงาน กกต.ทุกจังหวัด ส่งรายงานจากบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วย ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น และมีคนทักท้วง ซึ่ง ได้มีการบันทึกเหตุการณ์ไว้ทุกหน่วยที่เกิดขึ้น  

“กรณีจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้ง ที่คนกังวลเรื่องรหัสเขตเลือกตั้ง ซึ่งเดิม กกต. ออกแบบไว้ ไม่ได้มีรหัสเขตเลือกตั้ง เพราะมีเพียงระบุข้อมูลจังหวัดและเขตก็จัดส่งถึงอยู่แล้ว แต่ทางไปรษณีย์ มาทำงานร่วมกับ กกต. และเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดส่ง มีความคุ้นเคยกับรหัส จึงเสนอให้เพิ่มรหัสเข้ามา โดยส่วนนี้เป็นการทำงานของไปรษณีย์ จึงไม่ได้มีการแจ้งให้ประชาชนรับทราบ  แต่อยากย้ำว่าเพียงแค่มีข้อมูลจังหวัดและเขต ก็ส่งถึงแน่นอน และรหัสเขตเลือกตั้ง ก็มีกระบวนการตรวจสอบ คนที่รู้ก็ คือ กปน. และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รู้พร้อมกัน หากพบว่าไม่ตรงผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะต้องทักท้วง  ขณะเดียวกัน หลังปิดหีบก็ยังมีการตรวจสอบว่าทุกซองมีการระบุข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งจากรายงานที่ได้รับ ไม่พบว่า มีซองไหนที่กรอกข้อมูลไม่ครบทั้ง 3 รายการ “

ส่วนกรณีที่มีการกำชับไปยัง ผอ.กกต. จังหวัด ให้เตรียมพร้อมและรายงานกลับมายังสำนักงาน เพื่อเป็นการรับมือกับกระแสดรามาที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า จริง ๆ เรื่องพวกนี้ไม่กระทบกับสาระสำคัญของการเลือกตั้ง เหมือนกรณีประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ติดหน้าหน่วย จะบอกว่าไม่กระทบเลยก็ไม่ได้ มีแต่มีช่องทางให้ได้ศึกษาได้ศึกษาว่าผู้สมัครแต่ละเขตมีใครบ้าง ทั้งช่องทางแอปพลิเคชั่น Smart Vote  หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน เว็บไซต์สำนักงาน กกต. จังหวัด และเว็บไซต์สำนักงาน กกต. โดยประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ติดหน้าหน่วยก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางด้วย แต่เพื่อความสบายใจ ก็ได้ย้ำให้ทุกจังหวัด แจ้งไปยังกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. ว่า ในช่วงของการจัดหน่วยเลือกตั้งให้ติดประกาศหน้าหน่วยเพื่อรับประกันว่าได้ดำเนินการแล้ว แต่หากในวันรุ่งขึ้นประกาศหาย จากเหตุอะไรก็แล้วแต่ เช่น ลมพัด เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการแก้ไขในช่วงเช้าก่อนเปิดหน่วยอีกครั้ง

นายแสวง ยังกล่าวถึงการคัดแยกบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ว่า ที่ได้รับแจ้งจากกงสุลคือเราจัดสถานที่เลือกตั้งไว้ 95 แห่ง ตอนนี้ได้รับบัตรเลือกตั้งกลับเข้ามาในประเทศแล้ว 86 แห่ง คิดว่าเป็นประมาณ 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จทันต่อการคัดแยกบัตรและส่งไปยังเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ซึ่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้ากับบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจะเดินทางไปพร้อมกัน

ทบ. โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยันปฏิบัติตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมทุกประการ

ทบ. โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยันปฏิบัติตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมทุกประการ

ทบ. โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยันปฏิบัติตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมทุกประการ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.58 น.

ทบ. โต้หนังสือประท้วงกัมพูชา ยืนยันปฏิบัติตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมทุกประการ  ชี้กัมพูชาควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ป้องกันการเพิ่มความขัดแย้งในพื้นที่โดยไม่จำเป็น

จากกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ยื่นเอกสารประท้วงต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.69 ระบุถึงการลงพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนำโดยกองทัพบกไทย ณ โรงแรมในโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 2 ก.พ.69 ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา รวมทั้งเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน 

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าว ที่กัมพูชาอ้างถึง เป็นพื้นที่ควบคุมและวางกำลังของฝ่ายไทย หลังสิ้นสุดการปะทะเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ในการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยพิเศษ ในข้อ 2. ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้คงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการลาดตระเวนตรงไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นการที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมและมีการดำเนินการในพื้นที่ ไม่ได้เป็นการผิดข้อตกลงระหว่างประเทศแต่อย่างใด

ในส่วนของประเด็นที่พบว่ามีการใช้อาคารในพื้นที่เป็น Scam centers นั้น เกิดจากการที่ภายหลังฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ เพราะในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวโดยรอบ เคยถูกใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารในการคุกคามทำร้ายฝ่ายไทย จึงได้มีการตรวจสอบอาคารและพื้นที่โดยรอบบริเวณตามมาตรการความปลอดภัยโดยละเอียด ทำให้พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการหลอกลวงข้ามชาติทางออนไลน์ (Cyber Scam)   บริเวณอาคารคาสิโน Scam centers ในพื้นที่ดังกล่าว

ฝ่ายไทยจึงได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าไปพิสูจน์ทราบหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ข้อที่ 10. ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ 

ซึ่งข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้ ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศไทย ได้มีการประสานไปยังฝ่ายกัมพูชาให้มีการร่วมตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเพื่อขยายผลไปสู่การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์แล้ว แต่ทางฝ่ายกัมพูชายังคงเพิกเฉยหรือไม่ได้ตอบรับในการดำเนินการในเรื่องนี้ 

ทั้งนี้ หากกัมพูชาต้องการที่จะร่วมดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม สามารถประสานมายังฝ่ายไทยได้ตลอดเวลา โดยไทยพร้อมส่งข้อมูลชี้เป้าหมายพิกัดเครือข่าย Scam centers ในพื้นที่ควบคุมของกัมพูชาให้ในทันที

และสำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ากองทัพบกไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพื้นที่โอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา นั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวยืนยันว่า ทางคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยได้มีการเดินทางไปในพื้นที่ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์จริง เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนตามปกติ แต่ไม่ได้มีการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทยในบางพื้นที่ รวมถึงในพื้นที่ อำเภอโอร์เสม็ด ตามที่กัมพูชาได้กล่าวอ้างด้วย

กองทัพบกยืนยันว่าฝ่ายไทยยึดมั่นและดำเนินการตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement อย่างเคร่งครัดในทุกประการ  พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชาได้มีการตรวจสอบข่าวสารให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนที่จะมีการนำเสนอต่อสังคม เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดต่อสาธารณชน หรือนำเสนอข้อมูลที่อาจไม่ตรงข้อเท็จจริง ซึ่งผิดต่อข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ข้อที่ 8. อันจะเป็นการยั่วยุให้สถานการณ์ที่กำลังจะเข้าสู่สภาวะปกติ เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

พิพัฒน์ กางแผน Disneyland Thailand ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ 60 ล้านคน

พิพัฒน์ กางแผน Disneyland Thailand ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ 60 ล้านคน

พิพัฒน์ กางแผน Disneyland Thailand ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ 60 ล้านคน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.48 น.

4 ก.พ.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวคิดในการผลักดันเมกะโปรเจกต์สวนสนุกระดับโลก หรือ Disneyland Thailand ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดชลบุรี ที่กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ในรูปแบบโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้มีเพียงสวนสนุก แต่รวมศูนย์กีฬา ความบันเทิง และพาณิชยกรรมไว้ในพื้นที่เดียวกันว่า ยอมรับว่า แนวคิดการดึง Disneyland มายังประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ ความพร้อมของประเทศในวันนี้ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ขนาดใหญ่และศักยภาพของภาคเอกชนในการร่วมลงทุน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า แผนเบื้องต้นระบุการใช้พื้นที่ราว 5,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ Disneyland ประมาณ 3,000 ไร่มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่ศูนย์กีฬาและเอ็นเตอร์เทนเมนต์อีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการราว 300,000 ล้านบาท รูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจาLicensing กับ Disney และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

“ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากสนามบินถึงพื้นที่โครงการใช้เวลาประมาณ 45 นาที” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเหตุผลสำคัญที่ไทยต้องมี Disneyland นั้น เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอยู่ในภาวะอิ่มตัว ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32–38 ล้านคนต่อปีแทบไม่ขยับ ขณะที่แนวโน้มการท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวแบบครอบครัวที่มีค่าใช้จ่ายสูง หากไทยต้องการยกระดับนักท่องเที่ยวสู่ 50–60 ล้านคนต่อปี จำเป็นต้องมีแลนด์มาร์กด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก มีการประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 150,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกระจายรายได้สู่พื้นที่รอบข้าง ทั้งทะเลภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และการเจรจา Licensing กับ Disney โดยการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเสถียรภาพการพัฒนาในระยะยาว

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
พิพัฒน์ รัชกิจประการ

เต้ มงคลกิตติ์ ส่องานเข้า กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรค หาเสียงด้วยนโยบายที่เป็นไปไม่ได้

เต้ มงคลกิตติ์ ส่องานเข้า กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรค หาเสียงด้วยนโยบายที่เป็นไปไม่ได้

เต้ มงคลกิตติ์ ส่องานเข้า กกต.ส่งหนังสือเตือนพรรค หาเสียงด้วยนโยบายที่เป็นไปไม่ได้

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.40 น.

กกต.ส่งหนังสือเตือน“พรรคทางเลือกใหม่” ปมปล่อย”มงคลกิตติ์”ชูนโยบายเปลี่ยนโลก เป็นไปไม่ได้ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่สอบเพิ่ม ด้าน“แสวง”เผยสั่งถอนชื่อ 28 ผู้สมัคร สส.ไม่กระทบเลือกตั้ง  เหตุเป็นแบบบัญชีรายชื่อ สามารถเลื่อนลำดับแทนได้หากศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิไม่ทัน 8 ก.พ.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายแสวง  บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)  กล่าวถึงการที่ กกต.มีมติส่งศาลฎีกาถอนชื่อ  28 ผู้สมัคร สส.ที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง  ว่า ผู้ที่ กกต.เสนอให้ถอนชื่อเป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์เนื่องจากไม่ไปเลือกตั้ง  ซึ่งต้องใช้เวลาตรวจสอบและให้ความเป็นธรรม ต้องให้เขาได้ชี้แจง  จึงทำให้เวลาเนิ่นนานมา และกกต.พึ่งมามีมติ แต่ผู้สมัครทั้งหมดนี้เป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีอยู่หลายพรรคคละกันไป ถ้าหากศาลฎีกาตัดสินไม่ทันในวันที่  8 ก.พ.นี้ ก็ไม่ได้กระทบเหมือนแบบแบ่งเขต เพราะสามารถเลื่อนลำดับผู้ที่อยู่ในบัญชีขึ้นมาแทนได้อยู่แล้ว    

นายแสวง ยังกล่าวถึงกรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หาเสียงโดยชูนโยบายเปลี่ยนโลก เช่น จูราสิค พาร์ค ไดโนเสาร์มีชีวิต เที่ยวอาบอบนวดคนละครึ่ง รวมถึงการซื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ฯลฯ  และได้ส่งนโยบายต่อกกต.ตรวจสอบ ตามมาตรา 57 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่านโยบายดังกล่าวพรรคได้ส่งมาหลังจากวันที่ 19 ม.ค.ที่กกต.กำหนดให้ทุกพรรคต้องส่งนโยบายที่ใช้จ่ายเงินมาให้ตรวจสอบ โดยนโยบายดังกล่าวเป็น 1ใน 32 นโยบายที่พรรคเสนอ ซึ่ง กกต. และคณะกรรมการตรวจสอบฯได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่านโยบายบางอย่างของพรรคที่มีการหาเสียงต่อสาธารณะอาจจะผิดกฎหมายหรือเป็นไปไม่ได้ จึงมีหนังสือถึงพรรคต้นสังกัดคือพรรคทางเลือกใหม่ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบว่านโยบายใดบ้างเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

ชัยทิพย์ ไม่หวั่น ป.ป.ช.ชี้มูลคดีเล่นพนันในสภา ขอแค่ชนะเลือกตั้ง พิสูจน์ชาวบ้านยังรัก

ชัยทิพย์ ไม่หวั่น ป.ป.ช.ชี้มูลคดีเล่นพนันในสภา ขอแค่ชนะเลือกตั้ง พิสูจน์ชาวบ้านยังรัก

ชัยทิพย์ ไม่หวั่น ป.ป.ช.ชี้มูลคดีเล่นพนันในสภา ขอแค่ชนะเลือกตั้ง พิสูจน์ชาวบ้านยังรัก

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.29 น.

“ชัยทิพย์”แจง ไม่หวั่น ป.ป.ช.ชี้มูลคดีพนันในสภา ลั่น รู้อยู่แล้วจะมีข่าวออกในช่วงนี้ ขอแค่ชนะเลือกตั้ง พิสูจน์ชาวบ้านยังรัก

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 5 เบอร์ 3 พรรคกล้าธรรม โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ป.ป.ช.ได้สั่งชี้มูลความผิด กรณีเล่นการพนันในห้องทำงาน ส.ส.ภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 2566 ว่า ไม่เป็นไร เพราะนึกอยู่แล้วว่า น่าจะมีข่าวในช่วงนี้ แต่ไม่ซีเรียส เพราะวันเลือกตั้งขอให้ชนะ ให้รู้ว่าชาวบ้านรักตนแค่ไหน เท่านั้นตนก็พอใจแล้ว 

ทนายเชาว์ ปลุกศักดิ์ศรีคนใต้ สร้างฟ้าใหม่เมืองคอน ร่วมไล่การเมืองซื้อเสียง

ทนายเชาว์ ปลุกศักดิ์ศรีคนใต้ สร้างฟ้าใหม่เมืองคอน ร่วมไล่การเมืองซื้อเสียง

ทนายเชาว์ ปลุกศักดิ์ศรีคนใต้ สร้างฟ้าใหม่เมืองคอน ร่วมไล่การเมืองซื้อเสียง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.58 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad สะท้อนบรรยากาศการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง หลังลงพื้นที่ปราศรัยย่อย ณ สนามโรงเรียนบ้านห้วยหาร ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยระบุว่า แม้จะเป็นการปราศรัยขนาดเล็ก แต่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากเกินคาด สะท้อนความตื่นตัวทางการเมืองของชาวบ้านในพื้นที่อย่างชัดเจน

เชาว์ ระบุว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจไม่ใช่จำนวนผู้มาร่วมฟังเพียงอย่างเดียว แต่คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นของประชาชน โดยย้ำว่า การสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการแจกของหรือการใช้เงินหาเสียง หากแต่เกิดจาก “ศักดิ์ศรีของคนใต้ที่ยังไม่ตาย”

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงปัญหาการซื้อเสียงว่า เงินไม่ใช่ความหวังของประชาชน แต่เป็น “กับดัก” ทางการเมือง พร้อมเตือนว่า แม้จะ “กินเหยื่อได้ แต่อย่ากินเบ็ด” เพราะเบ็ดที่กลืนเข้าไปในวันนี้ อาจกลายเป็นโซ่ที่ล่ามอนาคตของประชาชนไปอีกหลายปี

เชาว์ ย้ำจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยืนอยู่บนหลัก “การเมืองสุจริต” มาอย่างยาวนาน และเป็นสมบัติทางการเมืองที่พ่อเฒ่าแม่เฒ่าชาวใต้ร่วมกันรักษาไว้ ไม่ใช่เพื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องอยู่ใต้ระบบการเมืองแบบซื้อขาย

พร้อมกันนี้ เขามองว่าภาพประชาชนแน่นสนามปราศรัย เป็นสัญญาณชัดเจนว่าภาคใต้ยังไม่ยอมจำนนต่อการเมืองทุน และยังไม่ยกบ้านยกเมืองให้กับแนวคิดที่ว่า “เงินถึงก็ชนะ”

เชาว์ ทิ้งท้ายว่า “ฟ้าใหม่เมืองคอน” ไม่ใช่ฟ้าที่เกิดจากทุน แต่คือฟ้าที่เกิดจากประชาชนที่ตาสว่าง และพร้อมจะใช้พลังในคูหาเลือกตั้ง “ไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้” ด้วยมือของตัวเอง โดยย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่คือการเลือกว่าจะรักษาศักดิ์ศรีของบ้านเมืองไว้ หรือยอมขายมันในราคาถูก เพื่อให้คนโกงไปกอบโกย โกงกินบ้านเมืองที่เทียบค่ากันไม่ได้ 

กกต.แจงเรียก ซีเค ให้ข้อมูลซื้อเสียง ย้ำสอบหมดแม้ไม่ระบุพรรค ชี้ซื้อเสียงคำร้องไม่ถึง 10%

กกต.แจงเรียก ซีเค ให้ข้อมูลซื้อเสียง ย้ำสอบหมดแม้ไม่ระบุพรรค ชี้ซื้อเสียงคำร้องไม่ถึง 10%

กกต.แจงเรียก ซีเค ให้ข้อมูลซื้อเสียง ย้ำสอบหมดแม้ไม่ระบุพรรค ชี้ซื้อเสียงคำร้องไม่ถึง 10%

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.51 น.

กกต.เผยปมเรียก”ซีเค เจิง”ให้ข้อมูลซื้อเสียง ย้ำตรวจสอบหมดแม้ไม่ระบุพรรค ชี้เรื่องซื้อเสียงมีคำร้องไม่ถึง 10%

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวกรณีกกต.เรียกนายซีเค เจิง  ซีอีโอและผู้บริหารของแพลตฟอร์ม Fastwork มาให้ข้อมูล เกี่ยวกับข้อความที่บอกว่ามีการซื้อเสียง  นายแสวงกล่าวว่า  ต้องอธิบายในหลักการก่อน ใครที่ให้ข้อมูลถึงความผิดพลาดของกกต.หรือใครที่ให้ข้อมูลถึงการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เราเรียกมาสอบสวนทั้งหมด ทุกเหตุการณ์จะเรียกมาสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาบริหารจัดการ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม หรือไม่ใส่ร้ายกัน   ซึ่งตอนนี้มีคนส่งข้อความมาระบุว่ามีพรรคการเมืองซื้อเสียง พรรคการเมืองจะซื้อเสียงไม่ได้ ต้องมาดูว่าพรรคการเมืองซื้อเสียงจริงหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาเหมือนกัน ถึงจะไม่ระบุพรรคเรามีหน้าที่ตรวจสอบ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการเรียกมาสอบสวน

ส่วนเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ส่งข้อมูลการเบิกเงิน 250 ล้านบาทมาให้นั้น เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบมูลเหตุซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าเขาทำธุรกิจอย่างอื่น ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องตรวจสอบว่ามีเหตุที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบก่อน ก่อนที่จะไปกล่าวหาใคร และต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย

เมื่อถามว่าการเรียกคนที่โพสต์ข้อความ เป็นการป้องปราม ความคึกคะนองบนโลกโซเชียลหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า วันนี้มีคำร้องเข้ามา 90 เรื่อง มีการร้องในเรื่องของการโพสต์ใส่ร้าย กว่า 80% แต่ซื้อเสียงไม่ถึง 10% ซึ่งช่วง3-4วันนี้ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งเป็นช่วงเฝ้าระวัง 

ส่วนความคืบหน้าคดีบุกค้นบ้านหัวคะแนนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ตอนนี้กกต.สุราษฎร์ธานี ได้เข้าไปทำงานเชิงรุกเพื่อดูว่ามีการจัดเตรียมอะไรหรือไม่ แต่เบื้องต้นตั้งสำนวนเป็นความปรากฏ ซึ่งต้องรอดูว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร

หมอตุลย์ ลุยศาลาแดง 6 ก.พ.นี้ รณรงค์ประชามติ กาไม่เห็นชอบให้มี รธน.ใหม่

หมอตุลย์ ลุยศาลาแดง 6 ก.พ.นี้ รณรงค์ประชามติ กาไม่เห็นชอบให้มี รธน.ใหม่

หมอตุลย์ ลุยศาลาแดง 6 ก.พ.นี้ รณรงค์ประชามติ กาไม่เห็นชอบให้มี รธน.ใหม่

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.53 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.นี้ เวลา 11.00 – 12.30 น.ที่หน้าสีลมคอมเพล็กซ์ ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ หรือ หมอตุลย์ จะเดินทางไปรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ วันที่ 8 ก.พ.69 ร่วมกัน กา “ไม่เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่