อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“นายกฯ” เปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15“ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ ชู วัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 18.45 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรมผ้าไหม “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 15 ประจำปี 2569 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษาและส่งเสริมให้ประชาชน เห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทย มรดกทางวัฒนธรรมและเผยแพร่เสน่ห์ของผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ โดยมีน.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว. วัฒนธรรม นายพัฒนา 
พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช. ศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้แทนสถานทูต ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ฯ ร่วมงาน โอกาสนี้นางธนนนท์ พร้อม รัฐมนตรีและคู่สมรส ร่วมเดินแบบชุดผ้าไทย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย

เมื่อถึงภายในงาน นายกฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเปิดกรวยธูปเทียนแพ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และชมนิทรรศการ การแสดงแบบผ้าชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไทย และชมวิดีทัศน์“ สองพระบารมี หนึ่งมรดกไทย“ ตำนานผ้าไหมสู่เวทีโลก เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง และวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นายอนุทิน กล่าวเปิดงาน ว่า ปีนี้เป็นปีทองของผ้าไหมไทย โดยเห็นกระแสก่อตัวอย่างชัดเจนอีกครั้งจากคนรุ่นใหม่นับตั้งแต่มีงานพระราชดำริ “ใส่ผ้าไทยอย่างไรให้สนุก” และผ้าไทยได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในงานนิทรรศการภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลอง เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการกล่าวขานชื่นชมจากนานาชาติเสมอมา 

นายอนุทิน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งว่าปีนี้ได้มาเปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” ที่จัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ (48 พรรษา) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา พระองค์ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมไทย และงานนี้จะเป็นอีกครั้งหนึ่งในการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของผ้าไหมไทย ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้สร้างสรรค์งานผ้าไทย เป็นการสืบสานและต่อยอดอย่างยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยและชุดไทยต่อไป ผ้าไหมไทยถือเป็นสัญลักษณ์ อัตลักษณ์สำคัญและมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความปราณีต วิจิตรและเทคนิคชั้นสูง ที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ซึ่งผ้าไหมไทยเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต ความเชื่อภูมิปัญญา และศิลปะเฉพาะถิ่นผ่านลวดลายสีสันและเทคนิคการทอที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ก่อให้เกิดมูลค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผ้าไหมไทยจึงมีสถานะเหมือนทูตทางวัฒนธรรมในการเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมผ้าไหมไทยในทุกมิติ และเชื่อว่าความสำเร็จในการสืบสานและการเผยแพร่ผ้าไหมไทย จะเกิดขึ้นได้จากการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นช่างทอผ้า นักออกแบบจากสถาบันการศึกษา เยาวชนรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และเครือข่ายนานาชาติที่มีบทบาทเกี่ยวกับผ้าไหมไทย เพื่อให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จัก เป็นมรดกของชาติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและเป็นสื่อกลางของมิตรภาพระหว่างประเทศ 

นายกฯ กล่าวว่า โอกาสนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล และขอขอบคุณคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆที่ได้ร่วมการจัดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลกครั้งที่ 15” และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย เยาวชนไทยได้ร่วมกันสืบสานผ้าไหมไทยเพื่อคุณค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของประเทศชาติสืบไป  

จากนั้นนายกฯมอบรางวัล ผู้ชนะการออกแบบผ้าไทย ในโครงการประกวด The Next Big Silk Desiigner ครั้งที่ 7 และชมการแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดไทยพระราชนิยมและชุดผ้าไหมไทยประยุกต์ ผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผ่านตัวแทนคณะทูตจาก 90 ประเทศทั่วโลก 

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเขตห้วยขวางอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาด ขอย้ำว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจัง”

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 พร้อมด้วย น.ส.อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน เบอร์ 4 พรรคประชาชน เข้าพื้นที่ย่านปทุมวันเพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ย่านปทุมวันเป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และชาวออฟฟิศตลอดทั้งวันด้วยการเป็นย่านที่คนคับคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ทาง กทม. เคยทำโครงการ “ราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบการจราจรและแก้ปัญหารถติด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทุกคนลองคิดตามคือ โมเดลดังกล่าวนั้นสำเร็จจริง ๆ หรือไม่ วันนี้เรายังเห็นรถประเภทอื่น ๆ จอดแช่อยู่ในเลนของรถเมล์ ขณะที่ราชประสงค์โมเดลมีกล้องวงจรปิดที่ตรวจพบการฝ่าฝืนกฎจราจรกว่า 100,000 เคสต่อปี และมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดกว่า 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีการกระทำผิดซ้ำแทบทุกวัน

ราชประสงค์โมเดลในมุมมองของตน จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรที่ยังไม่สำเร็จ อีกทั้งยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจราจรของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่มีผู้คนไปหนาแน่น

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 72 นาทีต่อวัน และเชื่อว่าปัญหานี้ทำให้คนกรุงเทพหลายคนต้องรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก หาก กทม. อยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาชน จะแก้ไขปัญหารถติดที่โครงสร้าง พัฒนาระบบที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยนำผู้กระทำผิดรายเคสจากกล้องวงจรปิด AI เชื่อมไปกับระบบออกใบสั่งและตัดแต้มขับขี่จราจรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบตัดแต้มยกเลิกใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้

ตนเห็นว่าเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ในฐานะผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ จะต้องทำงานร่วมกับการเมืองระดับชาติด้วย โดยนำเสนอข้อมูลที่บันทึกรายเคสเหล่านี้ส่งต่อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และเกิดความเคารพต่อกฎหมายจราจร ที่สำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. และการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาจราจรคือเรื่องใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญว่าผู้ว่าฯ จะทำให้คนกรุงเทพฯ  เดินทางง่ายขึ้นอย่างไร พรรคประชาชนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะต้องทำงานแบบฟูลทีม โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับทีมบริหาร กทม. มีผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง เราพร้อมแล้วที่จะร่วมทำงานยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  แถลงกรณีกัมพูชาแจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)

1.ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 (MOU 2544) มีความจำเป็นเพราะบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ได้ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม จึงต้องการเริ่มการหารือแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว

2.ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

3.อย่างไรก็ดี การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดจะต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง

4.ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว

5.ทั้งนี้ กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่

6.ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

7.ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันอีกครั้งว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่สองประเทศเห็นชอบร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการประกันความปลอดภัยของประชาชน

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“ทีมมหาดไทย” เดินหน้านโยบายเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เน้นย้ำทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนทุกมิติ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบและสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เพื่อยกระดับการทำงานและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกันของทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน 5 ด้านหลัก ที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความมั่นคง คุณภาพชีวิต การจัดการภัยพิบัติ และการปฏิรูประบบราชการ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วที่สุด จึงได้สั่งการทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เดินหน้าขับนโยบายดังกล่าว 5 ด้าน ได้แก่ 1. ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ “สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชน” (Action to Lower Living Costs and Increase Income) สนับสนุนสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมออกมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า และเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินเพื่อความมั่นคงในการทำกิน 2. แก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติดและชายแดน “สร้างความปลอดภัยและความร่วมมือระดับพื้นที่” (Action to Address Public Safety and Security, Narcotics Suppression and Control, and Border Issues) มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเน้นย้ำการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังภายใต้แนวคิด “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลและการพนันผิดกฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและพื้นที่ภาคใต้

“3. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน “สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” (Action for Improving People’s Quality of Life) โดยให้ความสำคัญกับการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง 4. ป้องกันและจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน “พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล” (Action for Disaster Prevention, Mitigation, and Sustainable Urban Development) เร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Cell Broadcast) เพื่อลดความสูญเสีย พร้อมทั้งขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด และตั้งเป้าหมายนำประเทศไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และ 5. ราชการทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเปลี่ยนผ่านภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล” (Action for Digital, Transparent, and Fair Governance) โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทันสมัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับ “ศูนย์ดำรงธรรม” ให้เป็นกลไกหลักที่มีประสิทธิภาพในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตามแนวทาง “มหาดไทยใสสะอาด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบาย “Action 5 PLUS” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงมหาดไทยยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในแบบเดิม แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและปลอดภัยให้กับประเทศชาติ โดยขอเน้นย้ำและสั่งการให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จังหวัด เร่งรัดแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมขับเคลื่อนดำเนินการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
 

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สุรเดช” ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ ให้เป็นหน้าที่ตุลาการเลือกแทน แต่ยังคงถอดถอนได้ แนะ เลิก สส.เขต ให้มีแต่ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อลดอิทธิพลบ้านใหญ่-นายทุน แก้คอร์รัปชันได้ ชงสูตร ครม. มีนายกฯ คนเดียวที่เป็นผู้แทน ที่เหลือตั้งคนนอก ใช้คนเก่งทำงาน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากยังมีจุดอ่อนอยู่หลายจุดที่ต้องแก้ไขให้เป็นจุดแข็งเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศ และสามารถปราบคอร์รัปชันได้เป็นรูปธรรม ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นการคอร์รัปชันแบบกระจายไปทั่วประเทศ ในทุกระดับชั้น ถ้าปราบไม่ได้ประเทศจะไม่ก้าวหน้า ผลประโยชน์จะตกไปที่กลุ่มคนแต่ละพื้นที่ ทั้งเรื่องการฮั้วประมูล เงินทอน จะต้องเริ่มต้นจากการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส.ร.ของเขา มาจากในทุกพื้นที่ และให้ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงประชาชนและปราบคอร์รัปชันได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า ต้องแก้ไของค์กรในระบบนิติบัญญัติคือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ในส่วน สว.ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง ปัจจุบัน สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ ตนไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกลุ่มวิชาชีพจะได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น และวุฒิการศึกษาของ สว.ชุดใหม่มันไม่มีกำหนดเลยว่า จะต้องจบการศึกษาระดับใด ทำให้ใครก็เป็น สว.ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้ว่า ต้องสำเร็จการศึกษาอย่างต่ำคือปริญญาตรี และเป็น สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละคนเข้ามาไม่รู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างใช้ความรู้ของตัวเองทำงานเพื่อประชาชน เวลาพิจารณากฎหมายแต่ละมาตราจะใช้เวลานานมาก แต่จะได้กฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชน แต่หาก สว.ที่เป็นกลุ่มเดียวกัน พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง สามารถที่จะฮั้วกันได้ จะเขียนกฎหมายหรือกลั่นกรองไปในทางผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคล ไม่ใช่ประชาชน ดังนั้น สว.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยกเลิกกลุ่มวิชาชีพ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการตั้งองค์กรอิสระ ถ้า สว.มีกลุ่ม มีบางพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็จะเลือกคนของเขา แม้หน่วยงานไหนจะส่งชื่อมาเขาก็ไม่เลือกทั้งที่บุคคลดังกล่าวอาจจะมีคุณสมบัติครบถ้วนก็ได้ ตนอยากให้องค์กรอิสระมีความเป็นอิสระจริงๆ อยากเสนอให้สถาบันตุลาการ ให้ศาลทำหน้าที่เลือกบุคคลในองค์กรอิสระ เป็นกระบวนการยุติธรรมสูงสุด ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ รู้กฎหมายจริง มีความเป็นกลางสูง และไว้วางใจได้มากที่สุด ส่วนกลไกลวุฒิสภาให้ทำหน้าที่ถ่วงดุล มีอำนาจถอดถอนได้ 

นายสุรเดช ระบุว่า ขณะที่ สส. มีหลายประเทศที่ สส.มาจากระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด สาเหตุที่ประเทศไทยแก้ไม่ได้ เพราะมีระบบบ้านใหญ่ ต้องการที่ยึดอำนาจในพื้นที่เอาไว้ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วย ระบบบ้านใหญ่คือ ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีบารมี ในการครอบงำประชาชน มีเครือข่ายตัวเองในแต่ละจังหวัดในการโน้มน้าวประชาชน และบ้านใหญ่เหล่านี้จะถูกพรรคการเมืองดึงไปอยู่ด้วยเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล จากนั้นมีการแบ่งเค้กผลประโยชน์กัน ดังนั้น จึงเสนอให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เป็นการสลายอิทธิพลของบ้านใหญ่ ให้เหลือแต่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่มีพื้นที่เฉพาะ เมื่อไม่มีพื้นที่จะทำให้งบประมาณและการพัฒนากระจายไปทั่วประเทศ ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนเลือกตัวเองเข้ามา จะมีงบลงเฉพาะพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านไม่ได้ เกิดความไม่เท่าเทียม ส่วนข้อกังวลว่า จะไม่มี สส.ในพื้นที่ดูแลนั้น เรามีกลไกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว 

“ส่วนผู้ที่เคยเป็น สส.แบบแบ่งเขต  อยากบอกว่า สส.ทุกคนก็ยังมีศักยภาพในพื้นที่ ไปลงสมัครท้องถิ่นได้ ทั้ง นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือยกระดับไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นผู้มีความสามารถ ซึ่งสาเหตุที่อยากให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เพื่อจะช่วยสลายอิทธิพล ลดปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะยังมีอยู่ในพื้นที่ แต่จะน้อยลงมาก เพราะบ้านใหญ่ได้ประโยชน์น้อยแล้ว จึงอยากให้ช่วยกัน”นายสุรเดช ย้ำ

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับองค์ประกอบคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันแต่งตั้งจากคนในสภาผู้แทนราษฎร ภายในพรรค และบุคคลภายนอก ส่วนตัวเห็นว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้แทนในสภาฯ ซึ่งส่วนใหญ่นายกฯ จะเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว ส่วนคณะรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหมดควรตั้งจากคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ และผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับในสังคมอย่างกว้างขวางและถนัดงานในกระทรวงนั้นจริงๆ เพื่อป้องกันการแย่งตำแหน่ง ซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี หรือรวม สส. เพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ไม่ได้ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ต่างจากบุคคลภายนอกที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศ พัฒนาทุกจังหวัด และ สส.จะไม่สามารถบีบบังคับคนเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสกัดระบบนายทุนกับ สส.บางคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีและลดการซื้อเสียงขายสิทธิในพื้นที่การเลือกตั้งเพื่อเป็นสส. ซึ่งมีหลายประเทศที่ใช้รัฐมนตรีจากคนนอก อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ ที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีคนนอก คนเหล่านี้อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมสภา และรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือสิงคโปร์ ที่นายกฯ สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้ได้บุคคลที่มีมีความรู้เฉพาะด้านมาบริหารประเทศ

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ตนไม่ต้องการให้แก้ไขคือ เรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งดีมาก ต้องเก็บเอาไว้ เพราะระดับผู้นำประเทศ ผู้นำกระทรวง จะขาดจริยธรรมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถดูรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น เพื่อนำมาดัดแปลงและพัฒนาให้เข้ากับบริบทประเทศไทยได้ สังเกตประเทศที่คอร์รัปชันน้อยจะเจริญไปไกล เราต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ ไม่ใช่ดีแต่พูด ต้องแก้จากระบบ หากสลายอิทธิพลบ้านใหญ่ได้ คอร์รัปชันจะน้อยลง งบจะกระจาย ไม่กระจุกแต่ละจังหวัด อะไรที่มองเห็นว่า รัฐธรรมนูญมันซ่อนกลุ่มอิทธิพล กลุ่มนายทุน ต้องสลายให้หมด ลองคิดดูว่า ถ้ารัฐบาลมาจากนายทุนผลประโยชน์ต้องเข้านายทุน ซึ่งบ้านใหญ่ถูกมองว่า เป็นนายทุน

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

โสภณ ปลุกบทบาทรัฐสภายุคดิจิทัล เชื่อมคนรุ่นใหม่สู่ประชาธิปไตยในทุกมิตื

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

’โสภณ‘ ปลุกบทบาท ’รัฐสภายุคดิจิทัล‘ ต้องเป็นที่พึ่งประชาชน เชื่อม ’คนรุ่นใหม่‘ สู่ ’ประชาธิปไตย‘ มีส่วนร่วมทุกมิติ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ลั่นพร้อมทำเต็มที่ให้ชาติขับเคลื่อน

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ทึ่โรงแรมอัลวาเรซ จังหวัดบุรีรัมย์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดกิจกรรมพบผู้ฟังผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้บริหารสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมด้วยทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าว ผู้จัดรายการของสถานี อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น นิสิตนักศึกษา และประชาชนจากจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีนายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ

นายโสภณ ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” ว่า การทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ การพัฒนารัฐสภาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการทำให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งของประชาชน รัฐสภาไม่ควรมีบทบาทเพียงการออกกฎหมาย การอภิปรายงบประมาณ หรือการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่ต้องเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีความสุข

นายโสภณ กล่าวต่อว่า  นอกจากภารกิจด้านการออกกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยแล้ว รัฐสภายังมีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกตั้ง แต่คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติ พร้อมเปิดช่องทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและส่งต่อไปยังรัฐบาลได้มากขึ้น

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการส่งเสริมบทบาทของรัฐสภาให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่จัดกิจกรรมสาธารณะ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้จังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ นำสินค้าหรือของดีในท้องถิ่นไปจัดแสดงและเผยแพร่ 

นายโสภณ ยังกล่าวถึงบทบาทเยาวชนในสังคมประชาธิปไตย และการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันว่า AI และเทคโนโลยีมีประโยชน์ในการเข้าถึงความรู้ แต่ไม่สามารถสร้างจิตวิญญาณหรือความเป็นมนุษย์ได้ จึงควรใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและรู้เท่าทัน พร้อมเชิญชวนเยาวชนร่วมส่งผลงานคลิปวิดีโอในหัวข้อ “ประชาธิปไตยในหัวใจเยาวชน” เพื่อสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อประชาธิปไตย

”ผมในนามประธานฯจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปได้ ให้ประชาชนมีความสุข โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง 500 ท่าน ทุกคนมีความหวังดีต่อประเทศชาติและประชาชนที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงการทำงานของรัฐสภาได้มากยิ่งขึ้น“ ประธานรัฐสภา กล่าว

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

“ต่อศักดิ์” ยันไม่เกี่ยวซื้อขายตำแหน่ง 100% โต้ ปร.ไม่ได้ช่วยงานนานแล้ว ปัดมีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร ย้ำ เชื่อมั่นในความจริง ด้าน ”ชัชชาติ“ รับอากงเสียกำลังใจ แต่ต้องสู้ต่อ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบบอากง ว่า ความจริงก็คือความจริง ให้สังคมเห็นเอง แต่บังเอิญวันนี้เขาไม่ได้พูดถึงตนเอง ดังนั้นก็ไม่ควรจะตอบเขา ส่วนคนใกล้ชิดที่ชื่อ ปร.นั้น คนใกล้ชิดของตนเองมีเยอะแยะ ก็เลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า  นายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ถึงนายปารุต อรหัตมานัส    อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า นาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรก ๆ ตอนหลังเขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย  ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ตอนนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ซึ่งจากการแถลงวันนี้เห็นว่าระมัดระวังมากขึ้นเยอะ ตนเองคิดว่าการหาเสียงจะต้องสร้างสรรค์

ส่วนที่นายคริส ระบุว่าระบอบอากงไม่ใช่นายต่อศักดิ์แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์จึงกล่าวว่า ตอนนี้จะทำระบอบอากง AI  พูดเรื่อง AI ให้หมด ส่วนที่นายคริส อ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮ้าส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์  นายต่อศักดิ์กล่าวว่า ไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้ว ในการประชุมยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น 

ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์ นายต่อศักดิ์ แจงว่า “ไม่มี จะกล้าไปเหรอ เมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสารจะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

เมื่อถามว่า นายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมืองถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก 

ผู้สื่อข่าวจึงถามมาว่ากังวลหรือไม่หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไปเป็นเรื่องของคุณเอง

เมื่อถามว่าเหตุใดเขาถึงโจมตีระบอบอากงและทำให้เข้าใจว่าเป็นเอง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะเพราะอายุเยอะ ดูแลน้อง ๆ ทุกคน หากจะไปฟ้องร้องก็คงว่ากันไปตามคดี

ทั้งนี้ ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่านายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ “อากง” เป็นคนใจดีดูแลหลาน ๆ  ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว ชัชชาติ ย้ำ ไม่มี ระบบอากง มีแต่ อากง AI

ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว ชัชชาติ ย้ำ ไม่มี ระบบอากง มีแต่ อากง AI

ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว ชัชชาติ ย้ำ ไม่มี ระบบอากง มีแต่ อากง AI

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.44 น.

“ชัชชาติ” ลั่น “ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว” บอก “ไม่มีเนื้อหาสาระเป็นรูปธรรม“ หลัง “คริส” แถลงแฉระบบอากง ย้ำ ไม่มีระบบอากง มีแต่ “อากง AI ” บอกตลกเรื่องเก็บมือถือ 

วันที่ 6 มิ.ย.69 หลังการลงพื้นที่หาเสียงชุมชนเคหะชุมชนธนบุรี 1 ส่วนที่ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบอบอากง ว่า ไม่มีอะไร และจากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนมาช่วยงานหนึ่งในทีมของที่ปรึกษา การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม ไม่มีระบบอากงหรือแม้กระทั่งการประชุมที่ยึดมือถือ อากงที่มีคืออากง AI เพราะในการประชุมต้องใช้ AI ในการตอบคำถามทุกคนต้องมีมือถือ จึงถือว่าเป็นอากงรุ่นใหม่ ทันสมัย ถือว่าเป็นเรื่องตลกมากที่ต้องเก็บมือถือกัน อีกทั้งนายต่อศักดิ์ก็เป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทันสมัย อาจใช้ AI มากกว่าตนเสียอีก ส่วนเรื่องเงินสินบน 4 กิโลกรัม ก็ยืนยันว่าไม่มีการโอนให้ใคร 

ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ

ส่วนที่มีการระบุว่าเป็นระบอบอากง มีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต 16 คน นายชัชชาติระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็จะต้องมีการรายงานมาแล้ว นอกจากนี้ตนได้มีการสอบถามไปยังนายจักกพันธ์ุ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และย้ำว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครจะทำอะไรมาตนไม่ทราบแต่เราไม่ทำ เพราะเมื่อนำคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งบริหารแล้ว สุดท้ายเขาจะเป็นเจ้านายเราเพราะเขาจ่ายเงินให้เรา 

“เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามี ส.ก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มี ส.ก.ในมือ ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์ ผู้ว่าไม่มี ส.ก.จะอยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้เลยถ้าเรายืนตรงๆ ยืนด้วยความสุจริตทำงานเพื่อประชาชน” นายชัชชาติกล่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ

นายชัชชาติย้ำว่า การโยกย้ายผู้อำนวยการเขต เป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถ เป็นไปตามเกณฑ์ และเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง 

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการเขต เหตุใดผู้ที่อาวุโสถึงไม่ได้รับตำแหน่ง นั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ความอาวุโสเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าคนที่อาวุโสเยอะจะได้ตำแหน่งเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วคนจะไม่ดูเรื่องความสามารถหรือองค์ประกอบอื่น 

ขณะที่นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กล่าวเสริมว่า หลักเกณฑ์การคัดสรรจาก 100 คะแนน ประกอบด้วยเล่มผลงานจำนวน 30 คะแนน ส่วน 50 คะแนน จะมีเรื่องประสบการณ์เป็นหนึ่งในสี่ของ 50 คะแนน  10 คะแนน เป็นการปฏิบัติตนตามระเบียบราชการ และ 10 คะแนนสุดท้ายคือด้านจริยธรรม ฉะนั้นจะมีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจน ซึ่งประสบการณ์เป็นหนึ่งในนั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 

ผ่าน-ไม่ผ่าน! เปิดเกณฑ์ประเมิน‘แสวง บุญมี’ เลขา กกต.

ผ่าน-ไม่ผ่าน! เปิดเกณฑ์ประเมิน‘แสวง บุญมี’  เลขา กกต.

ผ่าน-ไม่ผ่าน! เปิดเกณฑ์ประเมิน‘แสวง บุญมี’ เลขา กกต.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

เปิดเกณฑ์ประเมิน’เลขา กกต.’ แบ่ง2ส่วน “แสวง”โชว์ผลประเมินจนท.ทั่วปท.3 ปีสู้ พบปี’68 ยังหนุนคะแนนทะลุร้อยละ80 ทุกด้าน แต่ยังติดด่านเสียง กกต.-ข้อกฎ หมาย จ่อยกเครื่องโครงสร้างใหญ่ คืนระบบ 5 ด้าน แก้จุดอ่อนจัดเลือกตั้ง เล็งเริ่มใช้ปีงบ’70

วันที่ 6 มิถุนายน 569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวนายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯกกต. เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี’68 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  และสำนักงานฯรอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่จะกลายเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบ รวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิย.นี้  มีรายงานว่าปัจจุบันนายฐิติเชฏฐ์ ได้ส่งความเห็นของตนเองต่อการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในปี ’68 ให้กับทางสำนักงานฯแล้ว และขณะนี้สำนักงานฯนอกจากอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลผลคะแนนแล้ว ก็กำลังรวบรวมศึกษาประเด็นข้อกฎหมายว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะสามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ และแนวปฏิบัติของกกต.ชุดปัจจุบันจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะมีมติเห็นไปในทางใด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณา

ทั้งนี้ตามสัญญาจ้างเกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน

คือส่วนที่หนึ่ง ประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบเป็นการประเมินการปฏิบัติงาน 4 ด้าน คือ1. งานแผนงานโครงการ 2. ด้านงานท้าท้าย  3. ด้านงานตามมติ กกต. และ 4. ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศาจากความเห็นพนักงานทั่วประเทศด้านละ 100 คะแนน ก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต. ประเมินต่อไป โดยส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาการประเมินของ กกต.เท่านั้นไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการประเมินแต่อย่างใด

ส่วนที่สองเป็นการประเมินโดย กกต.แต่ละคน  โดย กกต.แต่ละคนจะมีคะแนนคนละ 100 คะแนน โดยหลักการ กกต.แต่ละคนก็จะนำข้อมูลในส่วนที่ 1มาประกอบหรือไม่นำมาประกอบการพิจารณาก็ได้

“ผลคะแนนการประเมินเลขา กกต.ปี 2568 ในส่วนที่หนึ่ง คือ ในส่วนของพนักงานทั่วประเทศ ผลคะแนนการประเมินตามแบบประเมิน ทั้ง 4 ด้าน ได้คะแนนประเมินเกินกว่าร้อยละ 80 ทั้ง 4 ด้าน มีการนำส่งให้ กกต.เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเมื่อเดือน พ.ค.69  ส่วนที่สอง คือ กกต. ที่ให้กกต.แต่ละคนส่งผลประเมินเมื่อต้นเดือนมิ.ย.69 มีอดีต กกต.บางส่วน ยังไม่ส่งแบบประเมิน อาจเพราะเห็นว่าไม่ได้เป็น กกต แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะในการประเมินในปีที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยส่งให้ อดีต กกต.ประเมิน อาทิ นายปกรณ์ มหรรณพ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตกกต. จึงได้มีหนังสือสอบถามมายังสำนักงานฯ ก่อนว่าท่านมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะบางท่านพ้นจากตำแหน่ง กกต.มามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูว่าคะแนนในส่วนนี้ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ที่ กกต.ชุดปัจจุบันจะเห็นอย่างไร

นอกจากประเด็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.จะเป็นที่สนใจทั้งจากฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ กกต.แล้วยังมีประเด็นที่หลังจากถอดบทเรียนการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าการแบ่งงานในระดับจังหวัดที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านบริหารงานเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ด้านกิจการพรรค การเมืองและการสืบสวนสอบสวน และด้านอำนวยการ ไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันการทำงานของ กกต.ในลักษณะบอร์ดทำให้การดูแลการจัดการเลือกตั้งเกิดช่องโหว่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเห็นว่าควรที่สำนักงานจะแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้านเหมือนเดิม และกกต.เข้าไปกำกับดูแลและรับผิดชอบงานในแต่ละด้านเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงให้สำนักงานฯไปดำเนินการศึกษาเพื่อปรับโครงสร้างและจัดแบ่งส่วนงานต่างให้ครบตามจำนวน กกต.ทั้ง7คน โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มโครงสร้างใหม่ในปีงบประมาณ 70 คือ 1 ต.ค.69

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเที่ยงวันเดียวกัน (5มิ.ย.) มีรายงานนายแสวง ได้โพสต์ใน LINE ผู้บริหารสำนักงานฯกกต.เป็นภาพเอกสารสรุปผลคะแนนการประเมินการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการกกต.ประจำปีงบประมาณ 2567  และปี 2568 ซึ่งเป็นผลการประเมินในส่วนของพนักงานกกต.ทั่วประเทศพบว่าในปีงบ ประมาณ 2566ประกอบ4ด้าน ได้แก่ 
 1. ด้านแผนงานคะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 24.48  คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.60

2..งานตามมติกกต. คะแนนเต็ม 30 คะแนน ได้ 25.52 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.06  3.งานธรรมาภิบาลการบริหาร คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 16.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.10 และ 4. งานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 17.43 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.53 รวม 100 คะแนน ได้ 83.92 คะแนน

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567และปี 2568 เป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนของงานการดำเนินงานตามมติ กกต.ที่มีคะแนนเต็ม 30 คะแนนนั้น 2 ปีถูกขีดด้วยปากกาสีเหลืองช่องคะแนนการแทนการเขียนจำนวนคะแนน จึงทำให้ปีงบประมาณ 2567 ด้านแผนงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 25.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ85.27  ด้านธรรมาภิบาลการบริหาร คะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 16.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ84.65 ด้านงานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 18.63 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 93.15 รวม 100 คะแนนได้ 61.14คะแนน

และปีงบประมาณ 2568 ที่ถูกระบุว่าไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินนั้น 1. การดำเนินงานตามแผนงานคะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 25.06 คะแนน คิดเป็นร้อยละ83.55 การบริหารตามธรรมาภิบาลเต็ม20คะแนน ได้ 16.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ83.46 ด้านงานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 18.43 คะแนนคิดเป็นร้อยละ92.13  รวม 100 คะแนนได้คะแนน 60.18 คะแนน