ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 31 จังหวัด เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย/ยาเสพติด

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 31 จังหวัด เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย/ยาเสพติด

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 31 จังหวัด เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย/ยาเสพติด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“ปลัด มท.”สั่ง”ผู้ว่าฯ 31 จังหวัด”ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด บูรณาการฝ่ายปกครอง-ฝ่ายความมั่นคง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สร้างความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบการกระทำผิด ดำเนินคดีตามกฎหมายเคร่งครัด ไม่มีละเว้น

6 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และการลักลอบขนส่งสินค้า” ซึ่งในปัจจุบันยังคงปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด บริเวณชายแดนไทย – ประเทศเพื่อนบ้าน ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดน ระบบเศรษฐกิจ และการควบคุมการนำเข้า – ส่งออกสินค้า รวมถึงมาตรฐานสินค้า

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อยกระดับความเข้มข้นในการป้องกันและปราบปราม การลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติดทุกประเภท ตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด 31 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินมาตรการเข้มข้น 4 ด้าน ได้แก่ 1.เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและเฝ้าระวังบริเวณแนวชายแดน โดยเฉพาะจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ และพื้นที่ที่มีสถิติการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งยาเสพติดทุกประเภท ด้วยการบูรณาการและประสานการปฏิบัติระหว่างฝ่ายปกครอง และหน่วยความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยจัดชุดปฏิบัติการร่วมออกลาดตระเวน ตรวจสอบ และสกัดกั้นการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอประจำตำบล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ชายแดน สอดส่อง เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยและความเข้มข้นในการสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน

2.ดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติดทุกประเภท ตามบทลงโทษของกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบแหล่งที่มา การเคลื่อนย้าย และการครอบครองสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน 3.สร้างการรับรู้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ตระหนักถึงข้อกฎหมายและผลกระทบของการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้า รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสกระทำผิด และ 4.ติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ หากพบการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้า โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และยาเสพติดทุกประเภท ให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทราบโดยทันที

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดในประเทศไทยที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน รวม 31 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด สตูล สงขลา ยะลา และจังหวัดนราธิวาส

– 006

ทบ.ลุยสร้างแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา เล็งพัฒนาอ่างเก็บน้ำ เป็นแนวรบทางธรรมชาติ

ทบ.ลุยสร้างแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา เล็งพัฒนาอ่างเก็บน้ำ เป็นแนวรบทางธรรมชาติ

ทบ.ลุยสร้างแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา เล็งพัฒนาอ่างเก็บน้ำ เป็นแนวรบทางธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

ทบ.ขยับสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ‘ทัพภาค 2’ ผุดแนวป้องกันเข้ม เสริมความมั่นคงอีสานใต้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 กองทัพบกเปิดเผยว่า วานนี้ (5 พ.ค.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.สมภพ ภาระเวช รองแม่ทัพภาคที่ 2, พล.ต.บุญเสริม บุญบำรุง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และ พล.ต.กิติศักดิ์ ถาวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 2 ให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ เสนาธิการทหารบก ได้เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ในพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน ความคืบหน้า และตรวจพื้นที่การก่อสร้างแนวป้องกันเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ ณ ฐานปฏิบัติการอินทุมาน (ภูมะเขือ) และฐานปฏิบัติการพลาญยาว พร้อมทั้งลาดตระเวนโดยรถยนต์ตรวจพื้นที่การก่อสร้างแนวป้องกันด้านความมั่นคงในพื้นที่ ไปยังฐานปฏิบัติการพลาญหินแปดก้อน และได้พบปะให้กำลังใจผู้บังคับหน่วยและกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 

ต่อมาวัน (6 พ.ค.) เสนาธิการทหารบก และคณะ เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับแนวทางการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี กรมชลประทาน และหน่วยอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการจัดทำแนวป้องกันทางธรรมชาติเพื่อความมั่นคงต่อไป  ทั้งนี้ เสนาธิการทหารบก ได้ให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจราชการสนาม เน้นย้ำให้หน่วยดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้วยความทุ่มเท เสียสละ ควบคู่กับการดูแลความเป็นอยู่ของกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน ที่เหลือส่อหมกเม็ดแทบไม่มีโอกาสให้สภาฯ ได้ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รัฐบาลควรกู้เงิน4แสนล้านบาทหรือ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติ ร่างพระราชกำหนดใ้ห้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….

ร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งอ้างว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ มีวัตถุประสงค์

1.เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 200,000ล้านบาท

2.เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน การพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานทดแทนวงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

2.1ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้จากพลังงานทดแทน

2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมท้ังสนับสนุนการติดต้ังสถานีบรรจุไฟฟ้า

2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชน สำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

ความเห็นส่วนตัวผม การกู้เงิน 4แสนล้าน ถ้าพิจารณาเงินช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 2แสนล้านบาท ผมพอเข้าใจได้ว่า อาจจะมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่าจะช่วยประชาชน ในแต่ละกลุ่มอย่างไร

แต่ถ้าดูการใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาท ในกลุ่ม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ผมดูแล้วยังไม่สมเหตุผล ที่รัฐบาลจะต้อง เร่งกู้งินมาใช้ในกลุ่มนี้ อย่างน้อยเรื่องนี้เกิดมานานแล้ว และต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่านพอสมควร

ไม่ใช่อยู่ๆก็หาเหตุผล มากู้เงินส่วนนี้ อีก 2แสนล้านบาท และแทบจะไม่มีโอกาสให้สภาได้ตรวจสอบเลย ที่สำคัญ คำว่าพลังงานสะอาด ไม่ใช่มีแค่โซลาร์เซล รัฐบาลควรเปิดกว้างให้กับ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดทุกกลุ่ม เพื่อการพัฒนาประเทศ และให้สภามีส่วนร่วมตรวจสอบด้วย”

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แลนด์บริดจ์ คิดอย่างไร ถ้าหากทำแล้ว ทำให้เกิดความเจริญแก่ประเทศ ก็คิดทำเถอะครับ แต่

1. แน่ใจนะ ว่า ผลการศึกษาในแง่ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นจริง ผู้ขนส่งจะหันมาใช้เส้นทางนี้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา หรือ แค่จินตนาการกันเอง

2. การศึกษา Feasibility ต้องกระทำโดยหน่วยงานที่เป็นกลาง และเชื่อถือได้ในด้านวิชาชีพ เพราะเดี๋ยวนี้ การจ้างทำ Feasiblity มักตามใจผู้จ้าง ให้มีผลตามผู้ว่าจ้างต้องการ

3. ต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม EIA ด้านสุขภาพ EHIA ด้านสังคม SIA แม้ว่าบางเรื่องกฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้ทำก็ตาม

4. การรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลทุกด้านอย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้ผู้ไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นต่าง เปิดเวทีถกเถียงให้กว้างขวาง

5. ไม่เร่งรีบ จนประชาชนสงสัยว่า จะเป็นโครงการถอนทุนคืนจากการเลือกตั้ง มีเวลาคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ

6. อย่าเชื่อโพลมากไป เพราะสุ่มจำกัด และ ผู้ตอบยังไม่ทราบข้อเท็จจริง หากจะเอาความเห็นประชาชนอย่างแท้จริง ให้เวลาถกเถียงสัก 6-12 เดือนแล้วทำประชามติ พร้อมกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ในปีหน้า ก็น่าจะไม่เสียหายอะไร”

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน อัปเกรดคลังข้อมูลน้ำสู่ นวัตกรรมชุมชน ใช้เครือข่าย 12 มหาวิทยาลัย ปูพรมแก้ท่วม-แล้งครบ 76 จังหวัด

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต. ประจำ อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สสน. และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. ให้การต้อนรับ เพื่อหารือแนวทางรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศจากสภาวะเอลนีโญ

คณะผู้บริหาร สสน. รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในช่วง  6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) และนำชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เทคโนโลยีโทรมาตรอัตโนมัติ สำหรับตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ  

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม thaiwater.net ซึ่งพัฒนาโดย สสน. พบว่า ข้อมูลคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) สถานการณ์น้ำมีความท้าทายอย่างมาก โดยมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด โดยเฉพาะช่วงต้นและปลายฤดูฝน ที่น่ากังวลสูงสุดคือ มีถึง 43 จังหวัด ที่ต้องเผชิญความเสี่ยง “ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง” ในพื้นที่เดียว สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วในปีนี้ สถานการณ์ปีนี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจาก “เอลนีโญ” ไม่ได้หมายถึงฝนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายพื้นที่กลับเผชิญฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญ “2 วิกฤตพร้อมกัน” คือ น้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวถึง ภารกิจหลักในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ว่า มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ที่มีฐานข้อมูลรองรับครบถ้วนแล้วทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ, การวิเคราะห์สถานการณ์ “เอลนีโญ” หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่หลายฝ่ายกังวล และการขยายผล “ศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำระดับจังหวัด” เพื่อให้ข้อมูลส่งถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการในวันนี้ คือ การสื่อสารหรือการกระจายข้อมูลจากส่วนกลางลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time) และนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผน ลดรายจ่าย และเตรียมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

ปัจจุบันเราได้ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 12 แห่ง และ 12 พื้นที่นวัตกรรม เพื่อสร้างทั้ง ‘คน’ และ ‘ระบบ’ ในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ตั้งแต่การมองภาพจาก ‘ชั้นบรรยากาศสู่ขุนเขา และลงสู่ชุมชน’ เพื่อให้การแก้ปัญหาเรื่อง ดิน น้ำ ป่า เป็นเนื้อเดียวกันและยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมบูรณาการข้ามหน่วยงาน โดยประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อวางแผนการขุดลอกแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจและลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งในมิติของการขาดแคลนน้ำและอุทกภัย

“ในวิกฤตความแปรปรวนนี้ แม้ปริมาณฝนเฉลี่ยอาจจะน้อยกว่าปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะแล้งจัดจนไม่มีน้ำ นี่คือโอกาสสำคัญที่เราต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมเก็บน้ำในช่วงที่มีฝน ให้ได้มากที่สุด จึงขอเชิญชวนประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ฝน และประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater บนมือถือ ตลอด 24 ชั่วโมง” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

สาทิตย์ เผยคุย ปชน. ร่วมยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอตอบกลับ 1-2 วัน

สาทิตย์ เผยคุย ปชน. ร่วมยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอตอบกลับ 1-2 วัน

สาทิตย์ เผยคุย ปชน. ร่วมยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอตอบกลับ 1-2 วัน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ประสานและหารือเบื้องต้นกับตัวแทนของพรรคประชาชน (ปชน.) ต่อการร่วมเข้าชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนนูญ ให้วินิจฉัยกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา อนุมัติพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ ตัวแทนของพรรคประชาชน แจ้งว่า จะขอนำไปหารือภายในพรรรค และจะให้คำตอบภายใน 1 – 2 วันนี้

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขณะที่คำร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการลงชื่อให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด อย่างไรก็ดี การยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้นควรทำให้ได้ก่อนที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะเข้าที่ประชุมรัฐสภาในสัปดาห์หน้า

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“ณัฐชา”สวมบทมือปราบปลากระป๋อง! โร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอปลาไม่ตรงปก เหน็บ”กรมประมง”บอกเป็น”ปลานิล”ใช้ FishAI ตรวจสอบหรือไม่ ข้องใจโรงงานผลิตอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด”ปลาหมอคางดำ” เตรียมส่ง”นักวิจัยมหาลัย”ตรวจคู่ขนานรัฐบาล

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับปลากระป๋อง ที่ระบุเป็นปลาแมคเคอเรล หรือปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมากลับพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น โดยก่อนที่จะมีการแถลง นายณัฐชา ได้นำปลากระป๋องชนิดอื่นที่สุ่มซื้อจากพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มา 2 กระป๋อง โดยมีฉลากข้างปลากระป๋องระบุว่าเป็นปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเทออกมาแล้วนั้นพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การนำปลากระป๋องมาทดลองในวันนี้ เป็นคนละยี่ห้อกับยี่ห้อที่เป็นข่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า มีการเปิดเผยว่ามีการซื้อปลากระป๋องโดยฉลากด้านข้างระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล หรือปลาซาดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมาแล้ว เห็นเป็นปลาชนิดอื่น หากแอพพลิเคชั่นของกรมประมงใช้ได้เร็วกว่านี้ ก็คงถ่ายรูปมาแล้วจะขึ้นได้ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบและเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ว่าปลาชนิดดังกล่าวเป็นปลาชนิดใดกันแน่ มีการตั้งคำถาม 2 ประเด็น คือ ปลานิล ซึ่งองค์ประกอบโดยรวมครบองค์ประกอบที่เป็นปลานิล หรือเป็นปลาหมอคางคำ แต่ก็ไม่สามารถดูได้ด้วยเปล่า เนื่องจากปลาในกระป๋องมีการตัดหัวออกไป ซึ่งปลานิลและปลาคางดำนั้นเป็นปลาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จะมีความต่างบริเวณแก้มของปลาหมอคางดำจะมีแถบสีดำขึ้นมา ถ้าตัดหัวออกผ่าท้องขายแดดเดียวก็แยกไม่ออกระหว่างปลานิลหรือปลาหมอคางดำ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคก็ว่ากันไป ในเรื่องกระบวนการกฎหมายที่บริษัทที่ดำเนินการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นออกมาต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของสายพันธุ์ปลา ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงงานผู้ผลิตในบริเวณเหล่านั้น เป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตนไม่ได้บอกว่าปลาคางหมอน่ากลัว ทานไม่ได้ หรือแปรรูปไม่ได้ แต่ตนบอกว่าถ้าจะมีกระบวนการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องปลาคางดำอย่างหนึ่งอย่างใด ควรที่จะออกประกาศให้ชัดเจนและมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน เพราะถึงแม้จะมีกระบวนการนำหรือแอบนำไปแปรรูป ขั้นตอนขณะนี้ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะปลาคางดำเป็นสัตว์คุ้มครองพิเศษ ห้ามโยกย้าย ห้ามแปรรูป หากไม่ได้รับการอนุญาต

นายณัฐชา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเรามีมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่เราไม่มีวิธีการดำเนินการเพื่อที่ให้ปลาหมอคางดำหมดลงไป และเพราะเหตุใดบริเวณโดยรอบพื้นที่ ที่เป็นโรงงานผลิตปลากระป๋อง ยี่ห้อไหนก็แล้วแต่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อันดับหนึ่งของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้ง จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลำดับต้นๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์นี้แต่อย่างใด จนถึงเหตุการณ์พบเจอเรื่องของชนิดอื่น ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์แปรรูปของสัตว์น้ำ ควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุย วันนี้มีการประกาศโดยกรมประมงว่าปลาชนิดนี้ได้มีการตรวจสอบผ่านกระบวนการของกรมประมงแล้ว คือปลานิล แต่มีนักวิชาการกรมประมงออกมาให้ข่าวเมื่อช่วงสายว่า การพิสูจน์ปลาหมอคางดำหรือปลานิลนั้น ยังไม่ทราบว่ากรมประมงใช้วิธีใด ในการเทียบดีเอ็นเออย่างไร แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใด ทำไมบริษัทปลากระป๋องถึงต้องใช้ปลานิลจิ๋ว หรือปลานิลขนาดเล็ก

นายณัฐชา กล่าวว่า ปลาหมอคางดำในช่วงที่มีการแพร่ระบาดและมีการกวาดล้างมีมาตรการในการกวาดรับซื้อของกรมประมง ปลาหมอคางดำที่พบเจอคือขนาดประมาณ 2 – 3 นิ้ว จึงเป็นข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วรัฐไทยแก้ไขปัญหาไม่ได้ และมีการแอบหรือปกปิดกระบวนการในการทำลายปลาหมอคางดำในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่ เราไม่นิ่งนอนใจและจะติดตามการตรวจสอบของกรมประมงว่าสุดท้ายใช้วิธีใดในการตรวจสอบดีเอ็นเอ หรือใช้แอพพลิเคชั่นล่าสุด FishAI ท่านอาจจะใช้ถ่ายปลากระป๋องอันนี้ แล้วออกมาเป็นปลานิลหรือไม่ แต่พวกเรา สส.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเกิดผลกระทบ 2 ด้าน ทางผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง ทำดีมาตลอดจะได้รับผลกระทบด้วย ต้องให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มผู้ผลิตปลากระป๋องที่ผลิตถูกต้องตามกระบวนการ และเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้อยู่ในพื้นที่เช่นกัน แต่วันนี้ได้รับผลกระทบแล้ว ส่วนแบรนด์ที่ไม่ได้รับมาตรฐานหรือแบรนด์ที่มีปัญหานั้น ในสื่อบอกว่าเก็บหมดแล้ว 2 กระป๋องนี้ เป็นเพียง 2 กระป๋องในหนึ่งลังที่ทาง สส.ได้ไปหาซื้อมาในร้านค้าทั่วไปในพื้นที่ และตรวจสอบพบว่ามีอีกหลายแบนที่มีการสุ่มเปิดมาแล้วเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้เข้มงวดกวดขันมากกว่านี้

ด้าน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าไม่เกิดความชัดเจน จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง รวมถึงภาพลักษณ์ในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิต ทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า จะเป็นเหมือนกันหมดหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ฉลากและของในผลิตภัณฑ์ต้องตรงกัน ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ส่วนใครที่ทำไม่ถูกต้องก็ต้องเร่งดำเนินการจับกุมแก้ไข และใครที่ทำถูกก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา

ภายหลังการแถลงข่าว นายณัฐชา พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน ได้ตักปลากระป๋องขึ้นมาให้ผู้สื่อข่าวดูอีกครั้ง ก่อนที่ นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาชน จะตักปลากระป๋องวางบนฝ่ามือ และหยิบก้างโชว์ให้ผู้สื่อข่าวได้ดูว่า ปลาในกระป๋องไม่ใช่ปลาซาร์ดีน เพราะก้างมีลักษณะใหญ่และแข็งกว่าปลาแมคเคอเรลทั่วไป ก่อนจะชิมและกล่าวว่า “ทานได้ แต่ไม่ตรงปก ข้างกระป๋องเขียนว่าปลาซาร์ดีน แต่ปลาในกระป๋องไม่เหมือนกับที่เราเคยกิน เนื้อจะนิ่มกว่าปลาซาร์ดีน หรือปลาแมคเคอเรล”

อย่างไรก็ตาม นายณัฐชา ระบุว่า จะส่งปลากระป๋องที่เหลือไปให้นักวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นการตรวจสอบคู่ขนานกับการตรวจสอบของรัฐบาลด้วยต่อไป

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”

ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา?

1. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.

(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ?
ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา
แต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง?
เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้น
หากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?
สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกัน
ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU)
ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEU
นั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139%
คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่?
เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”
แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”

2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่?
แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน

3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง
บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง!

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ?

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

“โจ ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.เรียบร้อย ลุยชิงเก้าอี้”ผู้ว่าฯ กทม.”เต็มตัว ด้าน”เพชร กรุณพล”ได้อานิสงส์คัมแบ็กเข้าสภาฯ ชี้หาก”วิโรจน์”ไม่ติดคดี”44 สส.”คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ รับรู้ดีแข่งกับ”ชัชชาติ”ไม่ง่าย ยัน”ปชน.”ตระหนักดี”ชาวเมือง”เทคะแนนผ่าน สส. จึงไม่อยากทำให้ผิดหวัง อ้อนขอความไว้วางใจ

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือลาออก สส.ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้มายื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น เป็นความรู้สึกสองอย่าง ก็มีความรู้สึกเสียดาย เพราะเป็น สส.แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กําลังเปิดสําหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคประชาชนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้ง กทม.ในครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าการที่จะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง กทม.ก็ไม่ได้ง่ายมีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ซึ่งสุดท้ายทางพรรคได้ตัดสินใจส่งตนเองลงมา เพราะเราให้ความสําคัญกับสนาม กทม.จริงๆ ไม่ใช่เช่นนั้น ตนเองคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกผูกพันกับการเป็นผู้แทนอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพราะเราก็เหมือนเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ที่รับมอบฉันทามติ และความหวังของคนกรุงเทพฯ เพื่อมาทํางานอันใหม่

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทนตนเองนั้น คงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เรามีการพูดคุยประสานงานกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้ตนเองจะออกจากสภาฯ ไปแล้ว แต่การทํางานจะดําเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ เพราะเราทํางานกันเป็นทีม มีความสามัคคีร่วมมือกัน

“จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพูดตรงๆ ว่า ถ้าหากไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้ อาจจะไม่ใช่ตนเอง แต่เป็น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่เมื่อมีคดีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ลง จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง เพราะฉะนั้นความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งการเลือกตั้งใหญ่ จนถึงการเลือกตั้ง กทม.นี้ ตนเองจึงเป็นผู้เสนอตัวเข้ามา เป็นความยาก การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น จึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้มีการเปิดตัวทางการเมื่อวานนี้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ ว่า การแข่งขันในสนามนี้ มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนเองลง เรามีเจตจํานงทําให้ กทม.เป็นมากกว่า กทม.เพื่อนําเสนอวาระทางเลือกในการเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนําเสนอว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้กับคนกรุงเทพฯ จากมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง

ส่วนมองว่าตัวเลข สส.จะส่งผลต่อสนาม ส.ก.ด้วยหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมา หรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ ซึ่งเราก็อยากบอกว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก สส.ของพรรคประชาชน มาแล้ว 33 เขต มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราแล้ว

“พรรคประชาชนจึงตระหนักในเรื่องนี้ดี ว่าเราได้รับภารกิจใหญ่หลวง จากคนจากคนกรุงเทพฯ มา เราจึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ไม่ผิดหวัง หากมีโอกาสที่พรรคประชาชนเข้ามาทําให้คนกรุงเทพฯ เขาก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่คนกรุงเทพฯ มอบให้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายกรุณพล กล่าวเสริมว่า พรรคได้มีการคัดเลือกผู้สมัครเป็นแคนดิเดต ไม่ใช่แค่คนในอย่างเดียว แต่ยังมีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย การคัดเลือกของพรรค มีเรื่องทั้งนโยบายส่วนตัว นโยบายหลัก และการทํางานร่วมกันกับ ส.ก.เดิมและใหม่ รวมถึง สส.กทม.และปริมณฑล เพราะ กทม.ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ปกครองพิเศษ ที่เราจะทํางานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรอยต่อที่ต้องประสานความร่วมมือในพื้นที่ใกล่เคียงอื่นๆ ที่ต้องทํางานร่วมกันด้วย ดังนั้น เราจึงเล็งเห็นว่าการที่มีผู้เสนอตัวหลายท่าน ที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ และพูดคุยกัน จึงตกตะกอนกันเช่นนี้

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของนายวิโรจน์นั้น หากมีคําตัดสินหรือคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งอาจทําให้เกิดความกังวล ว่าถ้าเราได้มีโอกาสดูแล กทม.แล้วถึงเวลานั้น มีคําพิพากษาออกมา อาจทําให้เสียโอกาส หรือเกิดปัญหาใดๆ ในอนาคตได้ จึงปิดโอกาสในการที่ต้องแก้ปัญหานี้ และเอาคนที่พรรคคิดว่า น่าจะสื่อสารได้ดี มีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ คนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.จะทําได้ดีมากๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะผลักดันวาระ กทม.ได้ ไม่ใช่การแก้เพียงเส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักคือเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง ซึ่งนายชัชชาติเองไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มีทีมงานที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม.และทีมทํางานอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเรามี สส.ทั้ง 33 คน มีผู้สมัคร ส.ก.ครั้งที่แล้ว เราได้ 10 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้ เราคาดหวังว่า น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ

“การที่มี ส.ก.แต่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม.หรือการที่มีผู้ว่าฯ กทม.แต่ไม่มี ส.ก.นั้น เราเห็นกันแล้วว่า การผลักดันประเด็นที่ผ่านมาเกิดข้อขัดแย้งจริงๆ ไม่สามารถผลักดันประเด็นที่จะพัฒนา กทม.ให้เป็นของทุกคนได้ ดังนั้น ครั้งนี้เราจึงเชื่อว่า การที่เรามีตัวแทนผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.เกินครึ่งของสภาฯ กทม.จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ รวมถึง สส.อีก 33 คนของเรา และ สส.ทั้งหมด 120 คน ที่จะช่วยแก้ไขกฎหมายใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคของ กทม.ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่จะแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม.เพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับได้ทั่วประเทศ” นายกรุณพล กล่าว

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า องคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน และเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมจะเข้ามาทํางานท้องถิ่น เป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็น อย่างการที่ทุกคนเห็นพรรคประชาชนทํางานท้องถิ่น จ.ลำพูน แต่นั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอ เพราะเรามีผู้แทน 2 คน นายก อบจ. 1 คนเท่านั้น ครั้งนี้ใน กทม.เรามีทีมพรรคประชาชนทั้งพรรค เข้ามาขับเคลื่อน กทม.เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่า ถ้า กทม.พัฒนาได้ด้วยพรรคประชาชน ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้มากขนาดไหน

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

วันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง หรือ เอิร์ธ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และบุตรชายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะการเงินของกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา เพื่อความเป็นธรรมให้กับคุณพ่อ โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการวิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “”งบประมาณของกรุงเทพมหานคร“ เกินดุลทุกปี-ความพยายามชำระหนี้BTS-เงินเหลือไว้ให้ 76,000 ล้าน ไม่ใช่ 94 ล้าน เมื่อเร็วๆ นี้ มีการพูดถึงสถานะการเงินของ กทม. และมีการพาดพิงมาถึงช่วงเวลาที่ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ

ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจง โดยไม่วิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน(ตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ยืนยันว่า จะสนับสนุนการทำงาน โดยไม่มีวิจารณ์และขัดขวาง ผู้บริหารกทม. เพื่อให้สามารถบริหารงานอย่างเต็มที่)

เอิร์ธ พงศกร

ดังนั้น ผมจึงขออธิบายความจริงอีกด้าน เพื่อความเป็นธรรมของ พล.ต.อ.อัศวิน

1. “เงินเหลือ เกินดุล” งบประมาณ พ.ศ.2560 +5406, พ.ศ.2561 +14193, พ.ศ.2562 +8134, พ.ศ.2563 +4586, พ.ศ.2564 +4551, พ.ศ.2565 +10952 การมีเงินเหลือจ่ายตอนสิ้นปีงบประมาณ เป็นเรื่องปกติทางบัญชีที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเก็บรายได้ทะลุเป้า หรือเพราะมีโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง แต่ในช่วงปี 62-65 กรุงเทพก็เผชิญกับวิกฤตCOVID-19 รัฐบาลกลางมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการประกาศ “ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงถึง 90%” ติดต่อกันถึงสองปี นั่นหมายความว่า รายได้หลักของ กทม. หายวับไป ปีละ 10,000 ถึง 14,000 ล้านบาท

แต่รายจ่ายกลับพุ่งทะยานขึ้น ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข การเยียวยาและการดูแลคนกรุงเทพในช่วงโควิด แต่ก็เลือกที่จะประคองเมืองให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงที่สุด

เอิร์ธ พงศกร

2. หนี้รถไฟฟ้า ทุกวันนี้ มีการพูดว่า กทม. ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลือ เกินดุล อีกกว่า5000ล้านบาท ในอดีต พล.ต.อ.อัศวิน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง

-ขอให้ สภา กทม. อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสภา กทม. มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม. จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย

-จากนั้น ก็ได้ไปขอ สภากทม. พร้อม “ร่างข้อบัญญัติกู้เงิน” เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต

-ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลาง ขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ

-สุดท้าย มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้

เอิร์ธ พงศกร

3. วาทกรรม “เหลือเงินให้ 94 ล้าน” นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุดคือ มีการพูดซ้ำๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท… (ภายหลัง ผู้ว่าฯปัจจุบัน ออกมาชี้แจงว่าไม่จริง) “บัญชีเงินสะสมรวม” ของ กทม. ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้น สูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท (เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และ เพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)

ซึ่งต่อมา ผู้บริหารและ สภา กทม. ชุดใหม่ ได้อนุมัติให้ใช้”เงินสะสม 76,000 ล้านบาท” ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท

ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ “เกินดุล” “สมดุล” หรือ”ขาดดุล” มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม. ชุดใหม่ สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ และขอเป็นกำลังให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ สก. ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือ ”กรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน“”

เอิร์ธ พงศกร

หลังโพสต์ของ นายพงศกร ขวัญเมือง เผยแพร่ออกไป มีแฟนคลับและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก เช่น

“เยี่ยมมากค่ะอธิบายได้ละเอียดชัดเจนตรงไปตรงมา..ลูกไม้หล่นใต้ต้นเก่งทั้งคุณพ่ออัศวินและลูก สมัยหน้าขอให้ได้เป็นส.สนะคะน้องเอิร์ธพงศกร #ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณอัศวินและน้องเอิร์ธพงศกรคนที่เก่งและดีไม่ว่าจะทำหน้าที่ตำแหน่งอะไรก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เสมอ”

“คนจริง ของจริงครับ”

“รักเคารพท่านอัศวิน ค่ะ เจตนารมณ์ของท่านยิ่งใหญ่มากท่านไม่เคยวิจารณ์และว่าใคร ไม่ว่าจะยุคไหนๆ”

“ถ้ายังไม่ลืมพาสเวิร์ดใน X โพสต์ด้วยนะคะ จะรอรีโพสต์”

“สุดยอดครับท่าน”

เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang