สะเทือนสนามกทม. ชัชชาติ ประกาศเปิดตัว 250+ นโยบาย ดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งความหวัง

สะเทือนสนามกทม. ชัชชาติ ประกาศเปิดตัว 250+ นโยบาย ดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งความหวัง

สะเทือนสนามกทม. ชัชชาติ ประกาศเปิดตัว 250+ นโยบาย ดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งความหวัง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

เอ้า! เปิดดด! “ชัชชาติ” เปิดเวทีแรก เปิดตัว 250+ นโยบาย พา’กรุงเทพฯ ​ทำงาน’ ก้าวกระโดดสู่มหานครแห่งความหวังและโอกาส 28 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 18.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์เฟสบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เตรียมเปิดเวทีแรกกับการเปิดตัว 250+ นโยบาย จากทีมชัชชาติ ข้อความว่า  “เอ้า! เปิดดด! เวทีแรกกับการเปิดตัว 250+ นโยบาย จากทีมชัชชาติ เพื่อพาให้ ‘กรุงเทพฯ ​ทำงาน’ ในทุกระดับ ก้าวกระโดดไปสู่มหานครแห่งความหวังและโอกาส พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และแผนงานจาก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ หลังลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในสมัยที่สอง 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป พบกันที่ Stadium One จุดเริ่มต้นของการทำงานตลอด 4 ปี“

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

โฆษก ภท. เผยพรรคคุยปม ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอ ยันหลักการเอกสิทธิ์ คุ้มครองสส.ในสมัยประชุม 

โฆษก ภท. เผยพรรคคุยปม ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอ ยันหลักการเอกสิทธิ์ คุ้มครองสส.ในสมัยประชุม 

โฆษก ภท. เผยพรรคคุยปม ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอ ยันหลักการเอกสิทธิ์ คุ้มครองสส.ในสมัยประชุม 

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

‘โฆษก ภท.’ เผยพรรคคุยปมส่งตัว ‘ชนนพัฒฐ์‘ ให้ ’ดีเอสไอ‘ ยันยึดหลักการเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.ในสมัยประชุม ยันไม่ได้อุ้มใคร อีก 1เดือนปิดสมัยฯก็ต้องไปอยู่ดี  

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทยภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย(ภท.)  กล่าวภายหลังการประชุมพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขออนุญาตที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว  สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ว่า เบื้องต้นก็ทราบว่า นายชนนพัฒฐ์  ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีความประสงค์จะไปชี้แจง ดังนั้นในวันที่ 27 พ.ค. ก็สามารถไปได้เลย ไม่ต้องเป็นภาระต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะต้องตัดสินอย่างไร    แต่โดยหลักการในเรื่องของการดูแล สส.หากย้อนไปในอดีตในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เสียงจะมีความก้ำกึ่ง ไม่ว่า จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน  ซึ่งเป็นการปกป้อง ไม่ให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ใช้อำนาจในการแจ้งความ หรือทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีจำนวนลดลงไป ซึ่งเป็นการใช้มาตั้งแค่อดีต จนถึงปัจจุบัน

โฆษกพรรคภูมิใจไทย  กล่าวต่อว่า   โดยหลัการ ณ ตอนนี้จึงมีการพูดคุยว่าให้ใช้หลักการนี้ไปก่อน แต่ก็ต้องดูว่าเจ้าตัวจะร้องขอไปหรือไม่อย่างไร  ถ้าเปรีบนเทียบกับเคสของสมัยประชุมที่แล้วว่าจะอนุมัติให้สส.ไปหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสส.คนดังกล่าวได้ไปมอบตัวก่อน จึงหวังว่าในสภาฯ ชุดนี้คงไม่ต้องถึงขั้นที่สภา จะมาลงมติในเรื่องนี้ ถ้าเจ้าตัวยินยอมตามที่ได้พูดไว้  แต่ถ้าไม่เป็นตาทนั้นเราก็พูดในหลักการ เพราะขณะนี้เหลือเวลาเพียง 1 เดือนก็จะปิดสมัยประชุม ไม่วันพรุ่งนี้ ก็อีก 1 เดือน ที่สมาชิกจะต้องไปให้ปากคำ ตามที่ ดีเอสไอ ร้องขออยู่แล้ว  อย่างไรก็ตามยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้จำนวน สส.ฝ่ายค้านลดลง  เนื่องจากเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ

เมื่อถามย้ำว่า สรุปแล้วถ้าวันที่ 28 พ.ค.นี้ ต้องโหวต ทิศทางของพรรคภูมิไทยคือไม่ส่งตัว  นายชนนพัฒฐ์  ใช่หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า  “ถ้าเจ้าตัวไปให้ปากคำต่อดีเอสไอ เรื่องก็ไม่ต้องถึงสภาฯ ก็ถือว่าจบ  แต่ถ้าต้องมาพูดคุยในที่ประชุมสภาฯ ก็ต้องดูท่าทีว่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง แต่โดยหลักการเราเป็นพรรครัฐบาล ไม่ต้องการตัดเสียงฝั่งใด ฝั่งหนึ่ง ด้วยวิธีการเช่นนี้ ซึ่งอีก 1 เดือนก็จะปิดสวทัยประชุมยังไงก็ต้องไปสอบสวนกับดีเอสไออยู่แล้ว ไม่สามารถหลีกหนีได้“

“เราไม่ได้มองเรื่องเซฟ หรืออุ้มใคร เอกสิทธิ์ สส.ใช้ได้เฉพาะช่วงสมัยประชุม 4 เดือน เมื่อปิดสมัยประชุม ท่านมีเรื่องสะสางก็ต้องไป ซึ่งอีก 1 เดือนก็ปิดสมัยประชุมแล้ว“ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 25 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 25 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 25 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

รัฐบาลเผยลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” วันที่ 2 ทะลุ 25.1 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย ภายใน 24 ชั่วโมง

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนลงทะเบียนสะสมแล้วทั้งสิ้น 25,118,135 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการตอบรับจากประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันแรกของการเปิดลงทะเบียน มีประชาชนเข้าร่วมโครงการสูงถึง 23,755,197 คน และภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง มียอดลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก 1,362,938 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,568,785 คน คิดเป็น 73.9% และผู้ลงทะเบียนใหม่ 6,549,350 คน คิดเป็น 26.1%

ทั้งนี้ จุดสำคัญของการดำเนินงานในวันที่สอง คือ ระบบสามารถตรวจสอบและคัดกรองผู้ลงทะเบียนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจากเดิมในวันแรกมีผู้รอตรวจสอบคุณสมบัติกว่า 5.35 ล้านคน ล่าสุดเหลือเพียง 406,547 คน ลดลงถึง 92.4% ขณะเดียวกันมีผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับสิทธิ์สำเร็จแล้วถึง 5,704,015 คน ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง คิดเป็น 87.1% ของผู้ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนสำเร็จรวมทั้งสิ้น 24,272,800 คน หรือคิดเป็น 96.6% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,568,785 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 5,704,015 คน

สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 438,788 คน พบว่า 99.51% เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการที่กำหนดไม่ให้รับสิทธิ์ซ้ำซ้อนกับมาตรการสวัสดิการอื่นของภาครัฐ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้เสียชีวิต ผู้ย้ายไปต่างประเทศ หรือผู้ที่เคยทำผิดเงื่อนไขของโครงการในอดีต

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าระบบลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับปริมาณผู้ใช้งานจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิ์รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม

นอกจากนี้ เฉพาะในวันที่ 26 พฤษภาคม มีผู้ลงทะเบียนใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 678,466 คน โดยกว่า 63.6% เป็นประชาชนที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส มาก่อน สะท้อนว่าหลังจากกลุ่มผู้ใช้งานเดิมส่วนใหญ่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว การเข้าร่วมในระยะต่อไปจะมาจากประชาชนกลุ่มใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลระบบและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

อนุทิน ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส ลงทะเบียนวันเดียวพุ่ง 25 ล้านคน

อนุทิน ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส ลงทะเบียนวันเดียวพุ่ง 25 ล้านคน

อนุทิน ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส ลงทะเบียนวันเดียวพุ่ง 25 ล้านคน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

“นายกฯ” ปลื้ม วันแรกลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ทะลุ 25 ล้านคน ชี้เป็นสัญญาณตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ  บอกรอ 1 มิ.ย. ด้วยความกระวนกระวาย อยากเห็นการจ่ายเงินเข้าระบบ ขอ ปชช.ใช้สิทธิ์ต่อเนื่องทุกเดือน ย้ำไม่ใช่โครงการแจกเงิน แต่เป็นความร่วมมือรัฐ-ประชาชนแบบ 60/40  เชื่อเงินกว่า 2 แสนล้านช่วยกระตุ้นแรงจ่าย หนุนฐานการเงินประเทศ 

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. เวลา 09:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ณ กรุงปารีส  สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย  5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ขณะนี้เหลือสิทธิ์อีกประมาณ 5,300,000 สิทธิ์ ว่าเราให้สิทธิ์ทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ์   เมื่อวานเป็นวันแรกของการลงทะเบียน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการยืนยันตัวบุคคลก่อนเข้าแอพพลิเคชันของการใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส  ซึ่งเมื่อวานวันเดียว ก็มีประชาชนไปขอรับสิทธิ์ ยืนยันสิทธิ์ถึง 25 ล้านคน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนให้การตอบสนองต่อโครงการที่รัฐบาล ตั้งใจผลักดันออกมา เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย และลดภาระค่าครองชีพประชาชน ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญสภาวะการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน  รัฐบาลก็มีความมุ่งมั่นที่จะให้กระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในส่วนของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งไม่ใช่คนละครึ่งเป็น 60/40 น่าจะทำให้กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสิทธิ์นี้ไม่เหมือนตอนคนละครึ่งที่มีเวลาเพียง 2 เดือน คือพฤศจิกายนและธันวาคมและหมดลงพร้อมวาระของรัฐบาล แต่เมื่อประชาชนให้รัฐบาลของตนได้กลับมาดูแลพี่น้องประชาชนอีก รัฐบาลก็เร่งดำเนินการโครงการนี้ทันที ประกอบกับมีสถานการณ์วุ่นวายในโลก ตนก็ได้มอบนโยบายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปพิจารณา เพราะตอนหาเสียงเราใช้คำว่าพลัส จึงต้องทำให้เกิดแรงผลักดันมากกว่าเดิม ซึ่งก็กลับมาด้วยโมเดลคำว่า “ไทยช่วยไทยพลัส”  เพราะคิดคำจำกัดความ 60/40 ไม่ออก ว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ ไม่เหมือนคนละครึ่ง แต่ช่วงเวลาของโครงการก็ขยายเป็น 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท จึงขอวิงวอน แนะนำให้ประชาชนใช้ทุกเดือน เพราะรัฐบาลให้สิทธิ์ถึง 30 ล้านคน หากไม่ใช้แล้วสะสมนั้นไม่ได้ เราต้องมีการเตรียมการใช้จ่ายงบประมาณ ถ้าทุกคนบอกว่าไม่ใช้เลย 3 เดือน อยากใช้ 4,000 บาทในเดือนสุดท้าย หากพูดภาษาชาวบ้านคือรัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน จึงต้องฝากให้ช่วยกันจับจ่ายใช้สอย เพราะนี่ไม่ใช่โครงการแจกเงิน แต่เป็นโครงการร่วมกัน หากพี่น้องประชาชนไม่ใช้รัฐบาลก็ไม่ต้องเสีย ดังนั้นถ้าใช้ก็จะเกิดแรงบวกสองเด้ง  พี่น้องใช้ รัฐบาลสมทบ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ จะต้องเกิดการกระตุ้นและทำให้มีแรงจ่าย  อย่าไปดูว่าใช้เงินแค่นี้ จะได้กี่มากน้อย ต้องดูคนทั่วไป

“ผมได้รับฟีดแบค ที่ฟังแล้วว่าหากมีเวลา มีโอกาส จะต้องทำต่อให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ คือผู้ประกอบการ แม่ค้าแม่ขาย ที่ขายปลีก บอกว่าขายได้เยอะขึ้น บางคนได้ 5 เท่า 10 เท่า มันเป็นความหมาย การที่เขามียอดขายเพิ่ม 5 เท่า 10 เท่า หมายถึงจุดที่เกินจุดคุ้มทุน ที่เหลือคือกำไรของเขา  ตรงนี้อยากขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนช่วยกัน ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย พี่น้องช่วยใช้จ่าย 40 % รัฐออก 60% แต่คนที่ได้ คือคนที่เราไปซื้อของเขา เขาก็ไปซื้อต่อ ต่างคนต่างช่วยกัน  ประเทศไทยก็จะมีฐานการเงินที่มั่นคงขึ้น ซึ่งผมก็รอถึงต้นเดือนมิถุนายนที่เราจะเริ่มโครงการนี้ด้วยความกระวนกระวาย อยากเห็นการใช้จ่ายเงินพวกนี้เข้าในระบบให้เร็วที่สุด”  นายกรัฐมนตรี กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ปลื้มเยือนฝรั่งเศสฉลุย ย้ำ นักลงทุนมั่นใจไทยไม่ใช่แค่ค่าแรงถูก

อนุทิน ปลื้มเยือนฝรั่งเศสฉลุย ย้ำ นักลงทุนมั่นใจไทยไม่ใช่แค่ค่าแรงถูก

อนุทิน ปลื้มเยือนฝรั่งเศสฉลุย ย้ำ นักลงทุนมั่นใจไทยไม่ใช่แค่ค่าแรงถูก

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“นายกฯ” เผยผลเยือนฝรั้่งเศสสัมฤทธิ์ผล “ปธน.มาครง” ให้เกียรติไทย ปลื้มนักลงทุนมาไทยเพราะความพร้อมไม่ใช่ค่าแรงถูก เร่งเดินหน้า FTA ไทย-EU

เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 26 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงผลสัมฤทธิ์การเยือนฝรั่งเศสว่า การเดินทางครั้งนี้ถือว่าประสบผลสัมฤทธิ์ แผนการที่เตรียมการไว้ตนได้มีโอกาสพลประชาชนชาวไทยในฝรั่งเศสมีความอบอุ่นทุกคนมีความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย มีความมั่นใจ และมีกำลังใจ สำหรับการพบกับ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ท่านได้ให้เกียรติเพราะการมาเยือนครั้งนี้เป็นการมาเยือนอย่างกึ่งทางการ ได้ให้การต้อนรับและได้หารือ พูดได้ว่าถือว่าเป็นการพบปะอย่างเป็นทางการ โดยได้หารือเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตที่ปีนี้ครบ 170 ปี แต่ที่จริงแล้วฝรั่งเศสกับไทยมีความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บรรยากาศเป็นไปด้วยความเข้าใจและมีมิตรภาพในระดับสูง ตัวนายเอมานูว์แอล ก็ประทับใจประเทศไทยตั้งแต่มาเยือนประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้วทั้งนี้ได้หารือเรื่องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกัน 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยและคนไทยน่าจะยินดีและภูมิใจมีผู้ประกอบการบริษัทใหญ่ๆในประเทศไทยไปลงทุนในฝรั่งเศสในระดับใหญ่มาก​โดยเฉพาะด้านอาหารการเกษตร ในส่วนของฝรั่งเศสปีนี้ก็มีการไปลงทุนในไทยมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ธุรกิจที่เขาไปลงทุนที่ไทยช่วงนี้ไม่ใช่ไปเพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีค่าจ้างแรงงานตำ่ มีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นเหมือนในอดีตแล้ว แต่ที่เขาไปเพราะมั่นใจในระบบสาธารณูปโภคต่างๆของไทย การที่เรามีภูมิรัฐศาสตร์เป็นศูนย์กลางของภูมิภาพสามารถส่งออกสินค่าไปทุกที่ในโลกโดยไม่มีอุปสรรค มีความสะดวกสำหรับเขา ตนได้มีโอกาสพบผู้ลงทุน ได้ขอบคุณเขาที่เชื่อมั่นต่อประเทศไทยเขามั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มฐานการลงทุนการผลิตและขยายฐานของผลิตภัณฑ์สินค้าของพวกเขาในไทยได้อีกมาก ตนบอกไปว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยต้องตื่นตัวยอมรับการลงทุนของเขาอย่างเต็มที่เพราะถ้าเขามาเพราะมีต้นทุนที่ถูกหากวันหนึ่งมันแพงเขาก็ไปฉะนั้นถ้าเขามาด้วยความมั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนก็เท่ากับว่ามีแต่เข้ามาแล้วอยู่และขยายฐานธุรกิจของเขาซึ่งก็วินๆ และเราจะเร่งเดินหน้าFTA ไทย-EU ให้จบได้โดยเร็วเพื่อจะได้มีโอกาสมากขึ้นจะได้ไม่ติดข้อจำกัด ซึ่งมูลค่าการเสียภาษีถ้าเจรจาสำเร็จภาษีจะลดลงอย่างต่ำถึง 20% ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะได้เปรียบเรื่องต้นทุนเป็นอย่างมาก ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีทางเจรจาแล้วเสียเปรียบใคร ไม่ทำให้เกิดความเสียหายในการเจรจาหรือข้อตกลงใดๆกับต่างประเทศ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ถก มาครง ปมชายแดน จี้ยูเนสโกตรวจฝั่งไทยด้วย หลังเขมรร้องมรดกโลก

อนุทิน ถก มาครง ปมชายแดน จี้ยูเนสโกตรวจฝั่งไทยด้วย หลังเขมรร้องมรดกโลก

อนุทิน ถก มาครง ปมชายแดน จี้ยูเนสโกตรวจฝั่งไทยด้วย หลังเขมรร้องมรดกโลก

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

“อนุทิน”  คุย “มาครง” ปมชายแดนไทย-กัมพูชา แจงชัดเพราะไปเห็นมากับตา บอกยูเนสโก ดูความเสียหายไทยด้วย ไม่ใช่แค่กัมพูชา 

เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 26 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงการหารือนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่าเขาได้สอบถามประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เราก็ตอบไปในบริบทของเราซึ่งเป็นสิ่งที่ดี การที่ตนมาเป็นรัฐบาลช่วงที่มีการขัดแย้งรุนแรงมีการปะทะกันทั้งทางกำลังและการทูต ถ้าประชาชนสังเกตจะเห็นว่าตนใช้เวลาอยู่ตามแนวรบชายแดนมากเป็นพิเศษ เพราะพรรคภูมิใจไทยที่ตนเป็นหัวหน้ามีสส.แทบทุกจังหวัดในแนวชายแดน ทำให้ตนต้องไปพบประชาชนเป็นปกติ ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ตราด จันทบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี ช่วงที่เรามีการสู้รบและสถานการณ์ที่ตึงเครียดตนใช้ความเป็นนายกฯที่กำกับดูแลเรื่องความมั่นคงลงไปคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติภารกิจทางด้านมั่นคง ปกครอง และสาธารณสุข มีโอกาสไปยืนบนพื้นที่สู้รบทำให้เห็นสภาพแวดล้อม นี้คือจุดที่เวลาไปชี้แจงกับใครไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือตัวแทนประเทศอื่นๆจะใช้การรายงานผลจากเจ้าหน้าที่ที่ส่งไปแต่สำหรับประเทศไทยตนคือเจ้าหน้าที่คนนั้นและมีสถานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ดังนั้นเวลามีการกล่าวหา หรือบอกว่าได้รับรายงานว่าไทยทำอย่างนั้นอย่างนี้รังแกประเทศที่อ่อนแอกว่าตนสามารถชี้แจงโดยได้อย่างมั่นใจ ด้วยหลักฐานภาพถ่ายที่ตนถ่ายด้วยตัวเอง ไม่ต้องหลบสายตาใคร ส่วนที่เท็จเราก็แก้ไข ทุกประเทศที่มาพบกับตนเพื่อต้องการข้อมูลเหล่านี้ก็ได้รับการชี้แจงว่าประเทศไทยดำรงสถานะด้วยความเหมาะสมทุกประการ และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนและแผ่นดิน 

อนุทิน

นายอนุทิน กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ก็ได้ถือโอกาสคุยกับยูเนสโก ซึ่งแจ้งว่ากัมพูชาได้ไปร้องขอ ให้ไปสำรวจวัดที่จดทะเบียนมรดกโลกว่าได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศไทยโจมตีในช่วงที่มีการสู้รบหรือไม่ ตนบอกไปว่ายินดีที่ทุกประเทศจะร้องขอการดำเนินการต่างๆจากองค์กรนานาชาติ แต่ถ้าเป็นเรื่องมรดกโลก ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ การปะทะ จากการโจมตีทางการทหาร ก็ขอให้มาสำรวจประเทศไทยด้วย อย่าไปสำรวจประเทศที่ร้องขอประเทศเดียว ควรที่จะแจ้งไปยังประเทศคู่กรณีที่มีชายแดนติดกันจะได้เห็นว่าไม่ได้เป็นการสู้รบจากการโจมตีฝ่ายเดียว แต่ตรงกันข้ามประเทศไทย ดำรงตนอยู่ในสถานะเป็นผู้ปกป้องอธิปไตย ซึ่งตนก็พูดกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสว่า ไทยเป็นฝ่ายปกป้องตัวเองมากกว่า แต่หากมีการรุกรานเข้ามาเราก็จัดเต็ม ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบ 

อนุทิน

อนุทิน มั่นใจ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน ผ่านกลั่นกรองกฎหมายรอบคอบ

อนุทิน มั่นใจ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน ผ่านกลั่นกรองกฎหมายรอบคอบ

อนุทิน มั่นใจ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน ผ่านกลั่นกรองกฎหมายรอบคอบ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

 “นายกฯ” เผย ตรวจคำชี้แจงพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแล้ว มั่นใจ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ ผ่านกลั่นกรองกฎหมายรอบคอบ ย้ำ กู้ในประเทศดอกเบี้ยต่ำ เงินถึงมือประชาชนโดยตรง กระตุ้นเศรษฐกิจ-เพิ่มสภาพคล่อง ไม่ใช่หวังคะแนนนิยมรัฐบาล

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. เวลา 09:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ณ กรุงปารีส  สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย  5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ส่งเอกสารคำชี้แจงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ของ 5 หน่วยงาน ให้ตรวจสอบทางออนไลน์ ในระหว่างปฎิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส ก่อนจะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วหรือไม่ ว่า ตนเห็นร่างคำชี้แจงมา2ถึง3ครั้งแล้ว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของเอกสารที่จะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พยายามที่จะทำการชี้แจงให้ได้ดีที่สุด แต่สิ่งที่เรามั่นใจที่สุดก็คือเราไม่ได้ทำโครงการนี้ขึ้นมาตามที่มีคนกล่าวอ้างว่าเราทำมาเพราะต้องการหาเสียง ทำมาเพราะต้องการเพิ่มความนิยม เพราะความนิยมของรัฐบาลนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาแล้ว ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วว่าจะให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเราเข้ามาเราต้องทำงาน และสิ่งที่เราได้ดำเนินการใช้นโยบายการกู้เงิน ต้องดูด้วยว่าการกู้เงินตรงนี้ไม่ได้ก่อความเสี่ยงอื่นๆเลย เป็นการกู้เงินในสกุลเงินบาท เป็นการกู้เงินภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้มีเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้น พ.ร.ก. เงินกู้ครั้งนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกส่งไปถึงประชาชนโดยตรง ไม่ใช่หน่วยงานไหน กระทรวงไหนจะสร้าง หรือลงทุนอะไรใช้เวลาลงทุนอีก 8 ปี 5 ปี 3 ปี ถึงจะเห็นผลไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ลงไปเพื่อกระตุ้นและเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชนและทางประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล

“ ยืนยันว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจกู้เงินครั้งนี้ มันช่วยเหลือทุกฝ่าย ทางด้านระบบการเงินของเราสามารถปล่อยเงินกู้ที่อยู่ในระบบเงินฝากมหาศาล การที่เขาเอาเงินมาให้รัฐบาลกู้ หลักง่ายๆ ถ้าเขาไม่มีความมั่นใจ ใครจะให้กู้ การที่เขาให้รัฐบาลกู้ สิ่งที่ผู้ให้กู้ ใจว่าเงินกู้นี้ไม่เป็น NPL แน่นอน แต่เทอมที่รัฐบาลให้มาเป็นเงินกู้ระยะยาว 9ปี 10 ปี เป็นดอกเบี้ยต่ำมาก แต่เป็นดอกเบี้ยที่กระตุ้นให้คนที่รับผิดชอบ รัฐบาลอยู่ให้ความสนใจว่า ถ้ามีคนเอาเงินมาให้กู้เท่านี้แล้วใส่เงินเข้าไปในระบบ แล้วจะตอบแทนกลับมาในรูปรูปแบบของภาษี รูปแบบเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ ความคล่องตัวในการใช้จ่ายเงินของประชาชน เราต้องคิดถึงประโยชน์ของประชาชนและประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ดอกเบี้ยที่ได้ถ้ากลับมาในรูปแบบของภาษี เราจ่ายได้อย่างสบายๆ เราไม่ต้องกังวลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ขอให้เชื่อมั่นว่าพวกตนจะดูแลอย่างใกล้ชิด เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องลงไปถึงมือของประชาชน ไม่มีตกข้างทาง เบี้ยบ้ายรายทาง เป็นดิว Direct ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่เป็นเจ้าของรัฐบาล“ นายกรัฐมนตรี ระบุ

“ เมื่อตรวจสอบดูแล้วมั่นใจจะไม่มีปัญหาหรือไม่ นายกรัฐมนต รีกล่าวว่า เจตนารมย์ของศาลรัฐธรรมนูญเราไม่ไปก้าวล่วงว่าจะพิจารณาอย่างไร แต่เราก็มั่นใจว่าก่อนที่จะออกมาเป็นพระราชกำหนดต้องผ่านการการกรองในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งต้องมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าถามรัฐบาล รัฐบาลไม่มีความกังวลใดๆว่าได้ทำการใดๆที่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้ามันขัดก็ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ แต่นี่มันไม่ขัดมันเป็นสิ่งที่สมควรทำ ได้เทอม ได้เงื่อนไขต่างๆล้วนแต่เป็นปัจจัยบวกรัฐบาลต้องทำผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินการครั้งนี้คือประชาชน“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

สธ.ประกาศด่วน! สั่งกักตัวผู้เดินทางมาจากคองโก-ยูกันดา เปิด 3 กฎเหล็กคุมเข้มเข้าไทยสกัดอีโบลา

สธ.ประกาศด่วน! สั่งกักตัวผู้เดินทางมาจากคองโก-ยูกันดา เปิด 3 กฎเหล็กคุมเข้มเข้าไทยสกัดอีโบลา

สธ.ประกาศด่วน! สั่งกักตัวผู้เดินทางมาจากคองโก-ยูกันดา เปิด 3 กฎเหล็กคุมเข้มเข้าไทยสกัดอีโบลา

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

26 พฤษภาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขยกระดับมาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุด ประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตรายเพิ่ม 2 ประเทศ ได้แก่ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก” และ “สาธารณรัฐยูกันดา” สั่งออกระเบียบกักกันและแยกกักตัวผู้เดินทางทุกคนอย่างน้อย 21 วัน เพื่อตัดวงจรและสกัดกั้นเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ (Bundibugyo) บังคับอากาศยานจากพื้นที่เสี่ยงแลนดิ้งผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ด้านคลังรับลูกช่วยออกค่าใช้จ่ายกักตัวให้ใน 72 ชั่วโมงแรก 

นายแพทย์ สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้บังคับใช้มาตรการทางสาธารณสุขระดับสูงสุดในการคัดกรองและควบคุมผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และสาธารณรัฐยูกันดา หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ‘สายพันธุ์บุนดิบูเกียว’ (Bundibugyo) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)

เปิดกฎเหล็กมาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย 

– สายการบินและช่องทางเข้าประเทศ อนุญาตให้ผู้เดินทางจากดีอาร์คองโกและยูกันดา เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

– กรณีผู้เดินทาง ไม่มีอาการป่วย เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะออกคําสั่งให้เข้าสู่กระบวนการกักกันโรค (Quarantine) ในสถานที่ที่รัฐกําหนดเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน

– กรณีผู้เดินทาง มีอาการเข้าข่ายติดเชื้อ  จะถูกส่งตัวเข้าสู่ระบบแยกกักรักษา (Isolation) ในสถานพยาบาลของรัฐทันทีอย่างน้อย 21 วัน

– การสนับสนุนงบประมาณ กรมควบคุมโรคจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกักกันและแยกกักโรคให้แก่ผู้เดินทางใน 72 ชั่วโมงแรก

สําหรับสถานการณ์การระบาดในทวีปแอฟริกาล่าสุด ดีอาร์คองโก มีผู้ป่วยสงสัยสะสมแล้ว 867 ราย เสียชีวิต 214 ราย และพบการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศยูกันดา ซึ่งมีผู้ป่วยยืนยันแล้ว 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย

แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว แต่เนื่องจากมีอัตราการเคลื่อนย้ายประชากรทั่วโลกสูง กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องประสานกองทัพ ฝ่ายความมั่นคง และสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ร่วมกันแกะรอยและติดตามถิ่นที่อยู่ของผู้เดินทางกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ยืนยันระบบเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ (Lab) และเวชภัณฑ์ของไทยมีความพร้อมรับมือร้อยเปอร์เซ็นต์

ประชาธิปัตย์ ให้โอกาส ชนนพัฒฐ์ แจงคดีพนันออนไลน์ หากฟังไม่ขึ้น ให้ส่งตัวตามคำร้องขอดีเอสไอ 

ประชาธิปัตย์ ให้โอกาส ชนนพัฒฐ์ แจงคดีพนันออนไลน์ หากฟังไม่ขึ้น ให้ส่งตัวตามคำร้องขอดีเอสไอ 

ประชาธิปัตย์ ให้โอกาส ชนนพัฒฐ์ แจงคดีพนันออนไลน์ หากฟังไม่ขึ้น ให้ส่งตัวตามคำร้องขอดีเอสไอ 

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

“ปชป.” ให้โอกาส “ชนนพัฒฐ์” แจงคดีพนันออนไลน์บอกหากฟังไม่ขึ้น ให้ส่งตัวตามคำร้องขอ DSI  ยันประชาธิปัตย์ไม่เคยปฎิเสธร่วมลงชื่อกับ ”เสรีพิศุทธ์“ สอบเขากระโดง แต่ขอดูรายละเอียดก่อน

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมสส. ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ในวันที่ 29 พ.ค.ที่มีวาระขอมติที่ประชุมว่าจะส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลาพรรคกล้าธรรม ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ทำเรื่องต่อสภาฯ เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้ที่ประชุมได้พูดในหลักการ เรื่องเอกสิทธิ์สส. ที่มีเจตนารมณ์คือ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจกลั่นแกล้งสส. ในช่วงระหว่างสมัยประชุม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญตามประเพณี แต่ทุกวันนี้มีการจับตามองเรื่องของทุนเทา คดีที่เกี่ยวข้องกับความเที่ยงตรงของกฎหมายที่มีต่อประชาชน ซึ่งประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงเปิดโอกาสให้นายชนนพัฒฐ์ ได้ชี้แจงต่อสภาฯ ว่า ถูกการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งหรือไม่ซึ่งหากมาชี้แจง ทางพัดจะรับฟังและพิจารณาอีกครั้ง ว่าอนุญาตให้ส่งตัวไปหรือไม่ แต่หากไม่ชี้แจง หรือคำชี้แจงไม่สามารถฟังได้ ก็ต้องให้ฝ่ายรัฐตรวจสอบต่อไป คืออนุญาตให้นำตัวไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มพรรคประชาธิปัตย์จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้นำตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดี นายพงศกร กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับคดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน และคดีที่เกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ จึงต้องฟังคำชี้แจงก่อน หากไม่ได้มีการใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้ง ก็ต้องส่งตัว นายชนนพัฒฐ์ แต่หากเขาพิสูจน์ได้ว่ามีการกลั่นแกล้ง ก็ต้องดำเนินการตามเอกสิทธิ์สส. แต่เห็นว่ามีหลายประเด็นที่ตั้งข้อสงสัย เช่น กรณีของนายชนนพัฒฐ์ ที่อาจจะทำหลังคดีฮั้วสว. แต่กลับมีการเร่งรัดคดี เราจึงต้องเปิดโอกาสให้นายชนนพัฒฐ์ ชี้แจง 

นายพงศกร กล่าาต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ประชุมยังมีการพิจารณากรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จะขอให้ร่วมลงชื่อ ในกรณีคำร้องเกี่ยวกับเขากระโดง ซึ่งพรรคฯยืนยันว่าไม่เคยปฏิเสธว่าจะไม่ร่วมลงชื่อด้วย แต่การเข้าชื่อที่จะเสนออะไรต่อองค์กรอิสระนั้น ต้องมีมีการตรวจสอบอย่างชัดเจน โดยพรรค ได้มีการประสานงาน พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เพื่อขอรายละเอียดในคำร้องและข้อกฎหมายว่าเป็นอย่างไร เพื่อปรึกษาหารือกัน อย่างไรก็ตามหากเป็นกรณีที่ตรวจสอบพรรคฯก็ยินดีที่จะสนับสนุน 

วันแรก 28 พ.ค.นี้ กทม. เปิด 3 เส้นทาง สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก.

วันแรก 28 พ.ค.นี้ กทม. เปิด 3 เส้นทาง สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก.

วันแรก 28 พ.ค.นี้ กทม. เปิด 3 เส้นทาง สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก.

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

กทม.แนะเส้นทางเข้า-ออก ผู้สมัครผู้ว่าฯ-สก. รับสมัครวันแรก 28พ.ค. เพื่อความสะดวก!

วันที่ 26 พ.ค.69 กรุงเทพมหานครแจ้งแนะนำเส้นทางเข้า-ออก ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. และ สก. เพื่อความสะดวกในวันเปิดรับสมัครวันแรก 28พ.ค.69 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 (ดินแดง) 

ผู้สมัครผู้ว่าฯ

ข้อความว่า กรุงเทพมหานคร ขอชวนผู้สมัคร ส.ก. และผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เตรียมตัวให้พร้อม กับเส้นทางเข้าสมัครฯ สุดสะดวก โดยให้เดินทางเข้าศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) ได้ทาง “ถนนมิตรไมตรี” และเลี้ยวเข้า “มิตรไมตรี ซอย 3” ผ่านประตูทางเข้าที่ 6 (เดินรถทางเดียว)  จากนั้น ลงรถบริเวณ “ลานพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” แล้วเดินเท้าเข้าสู่จุดสมัครฯ แบบเท่ ๆ ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนที่พร้อมรอสัมภาษณ์นโยบาย ก่อนเข้าสู่ห้องบางกอก (ชั้น B2) เพื่อสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ  

ส่วนรถที่มาส่งผู้สมัครฯ หลังส่งเรียบร้อย กรุณาออกทางประตู 5 และสามารถนำรถไปจอดได้ที่ชั้น B1  ในส่วนรถกองเชียร์ หลังส่งแล้วกรุณานำรถออกทางประตู 5 เช่นกัน แต่รบกวนให้จอดรถด้านนอกอาคาร

กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับทุกท่านสู่สนามเลือกตั้งเมืองกรุง!