ศุภจี กางแผนรุกดาวอส ชู ไทย เป็น พันธมิตรทุกฝ่าย ฝ่าสภาวะโลกแบ่งขั้ว

ศุภจี กางแผนรุกดาวอส ชู ไทย เป็น พันธมิตรทุกฝ่าย ฝ่าสภาวะโลกแบ่งขั้ว

ศุภจี กางแผนรุกดาวอส ชู ไทย เป็น พันธมิตรทุกฝ่าย ฝ่าสภาวะโลกแบ่งขั้ว

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลสำเร็จการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19 – 23 ม.ค.ที่ผ่านมาว่าปัจจุบันบริบทของการค้าโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคพหุอำนาจ (Multipolar World) เข้าสู่สภาวะ การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว (Extreme Polarization) ซึ่งไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน

โดยในปัจจุบันเรื่องของการค้าได้ถูกผนวกรวมเข้ากับเรื่องความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก หลายประเทศเริ่มใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนมีเป็นเครื่องมือต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง เราเลือกที่จะหาทางรอดโดยการ แสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ในบริบทการค้าโลกใหม่ กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกไว้ในประเด็นหลักได้แก่ 

ศุภจี

1. การวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Positioning as an Ally to All) โดยไทยต้องเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งจากการหารือในเวทีระดับโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ประธานสหภาพยุโรป (EU) ได้แสดงทัศนะว่าอาเซียนคือโอกาสสำคัญ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงของ EU  โดยได้มีการหารือกับประธาน EU ในการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้บรรลุผลโดยเร็วภายในปีนี้ 

2. ประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับคู่ค้า โดยปัจจุบัน “Trust” ได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ซึ่งไทยต้องสร้างสิ่งนี้ให้คู่ค้าเห็นเพื่อเปลี่ยนจากคู่ค้าธรรมดาให้กลายเป็นพันธมิตรที่แท้จริง โดยจุดยืนในเรื่องนี้เป็นไปตามบริบทการมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการเลือกข้าง (Mutual Benefit over Side-Taking) โดยต้องมองถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพียงประโยชน์ส่วนตัวของประเทศใดประเทศหนึ่ง 

ศุภจี

3.ประเทศไทยต้องมุ่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในเชิงลึก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration in Supply Chain) โดยการค้ายุคใหม่ต้องลงรายละเอียดและทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้รู้ว่าสินค้าของเราจะไปอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้า โดยไทยต้องวางตัวเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดหายไปเพื่อเติมเต็มความต้องการของคู่ค้า และร่วมมือกันไปเจาะตลาดที่สามหรือสี่ต่อไป โดยแต่ละประเทศที่ไทยไปเจรจาจะมีการวางแผนที่แตกต่างกันตามประโยชน์ร่วมที่มีต่อกันซึ่งเป็นกลยุทธ์สำหรับการค้าและการส่งออกในอนาคต

4.ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์ผ่านกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy Framework Agreement (DEFA) โดยในประเด็นนี้ตนเองได้มีการเข้าร่วมประชุมในเวทีการประชุม “Recoding Trade” โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ชูบทบาทการเป็นประธานการเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนของอาเซียน ซึ่งหากทำสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 นี้

ศุภจี

นอกจากนี้ นางศุภจีได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการสัตยาบันของ FTA ต่างๆ ที่ได้ลงนามไปก่อนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของไทยมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเป้าหมายคือการทำให้ข้อตกลงต่างๆ มีผลบังคับใช้เพื่อเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ได้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2570
นอกจากนี้ในการเข้าร่วมการประชุมดาวอสได้มีการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO เพื่อนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาสนับสนุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถปกป้องไอเดียและสิทธิบัตรของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

“บทสรุปของการค้าโลกวันนี้คือการที่ไทยต้องหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วใช้ ความไว้วางใจ เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งที่สุดในการเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตรทางการค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต” นางศุภจีกล่าว

ศุภจี

เท้ง ย้ำ มีส้มไม่มีเทา หลัง กธ. แซะ ส้มอมดำ เลือก ท. ได้ ธ. ยัน ปชน. ไม่เล่นเกมปะทะ

เท้ง ย้ำ มีส้มไม่มีเทา หลัง กธ. แซะ ส้มอมดำ เลือก ท. ได้ ธ. ยัน ปชน. ไม่เล่นเกมปะทะ

เท้ง ย้ำ มีส้มไม่มีเทา หลัง กธ. แซะ ส้มอมดำ เลือก ท. ได้ ธ. ยัน ปชน. ไม่เล่นเกมปะทะ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี ที่พรรคประชาชนประกาศจุดยืนว่าจะไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม และพรรคสีเทา หลังศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ประกาศบนเวทีปราศรัย ว่า “พรรคส้มอมดำ”  ว่า ตนคงไม่ได้ไปตอบโต้อะไรกับทางฝั่งนั้น เพราะตนเชื่อว่าสิ่งที่จะเป็นบทพิสูจน์ได้ดีที่สุดคือวันนึงที่เราเข้าสู่อำนาจแล้วเราจะจัดการอย่างไรกับคนที่มีประวัติสีเทาการค้ามนุษย์การค้ายา ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้กับตนและพรรคประชาชน วันนึงถ้าเป็นรัฐบาลจะพิสูจน์ให้เห็นเอง

ส่วนกรณีที่พรรคกล้าธรรม บอกว่าหากเลือก ท. จะได้ ธ. หรือไม่ ตรงนี้มองอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ไม่อยากจะไปตอบโต้ประเด็นนั้น”                   

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนเป็นสีขาวและพรรคไหนที่บอกว่าไม่เอาสีเทาก็จะจบที่เป็นฝ่ายค้าน นั้น นายณัฐพงษ์  กล่าวว่า  อย่างที่ตนได้บอกไป คำว่า “ไม่มีสีเทา คือเจอเทาเราจัดการ” ดังนั้น อย่างที่บอกว่าให้รอดูตอนตั้งรัฐบาล เพราะตนตั้งหลักการไว้หลายข้อ ถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างน้อยที่สุด รัฐมนตรีที่มีประวัติสีเทาเราไม่สามารถยอมรับได้ และถ้าเข้าสู่อำนาจแล้วไปทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรือมีการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ เราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนออก เพราะฉะนั้น ในข้อตอบโต้ทางการเมืองที่บอกว่า เลือกคนนี้ได้คนนั้น ก็อยากให้เราพิสูจน์และให้ประชาชนตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้ง และวันหนึ่งที่เราเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะพิสูจน์ให้ดู

ธนกร หาเสียง ตลาดสดเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ จี้ เพื่อไทย พูดให้ชัด นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน

ธนกร หาเสียง ตลาดสดเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์  จี้ เพื่อไทย พูดให้ชัด นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน

ธนกร หาเสียง ตลาดสดเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ จี้ เพื่อไทย พูดให้ชัด นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“ธนกร” ควง 2 ผู้สมัครสงขลา “ศาสตรา-อนุกูล”ปั่นจักรยานและเดินหาเสียงภายในตลาดสดเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์  มั่นใจ “ภูมิใจไทย” คว้าชัยชนะได้ จี้ “เพื่อไทย” พูดให้ชัด นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน พิสูจน์อย่างไรจะไม่ใช่หัวคะแนนตัวเอง เหน็บ แค่กลยุทธ์หาเสียง 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นรถแห่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2, 3 และเดินหาเสียงภายในตลาดกิมหยง เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายศาสตรา สีปาน ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 2 ของพรรคภูมิใจไทย จากนั้นในช่วงบ่ายได้ปั่นจักรยานและเดินหาเสียงภายในตลาดสดเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 6 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาด รวมถึงเข้ามาทักทาย ขอลายเซ็นต์ และขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก

สธ. เผย นายกฯ สั่งคุมเข้มสกัด ไวรัสนิปาห์ ตั้งแต่สนามบิน ยันไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย

สธ. เผย นายกฯ สั่งคุมเข้มสกัด ไวรัสนิปาห์ ตั้งแต่สนามบิน ยันไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย

สธ. เผย นายกฯ สั่งคุมเข้มสกัด ไวรัสนิปาห์ ตั้งแต่สนามบิน ยันไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“พัฒนา” เผย นายกฯ กำชับ สธ.- คค. คุมเข้มสกัดไวรัส “นิปาห์”ตั้งแต่สนามบิน ยัน ตรวจผู้เดินทางจากรัฐเวสต์เบงกอลแล้ว ทั้ง 3 สนามบิน 1,700 ราย ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย ย้ำ ติดยากกว่าโควิด -19 และไม่แพร่เชื้อในระยะฟักตัว

เมื่อเวลา 12.05 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงมาตรการป้องกันไวรัสนิปาห์ ว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้เฝ้าระวังเรื่องไวรัสนิปาห์ อย่างเข้มข้น ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดชุดตรวจที่สนามบินแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มกราคม ผ่านมา โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับทางท่าอากาศยานทำการตรวจสอบผู้โดยสารที่มาจาก รัฐเวสต์เบงกอล เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันได้มีการตรวจเชื้อไปแล้ว 1,700 คน และยังไม่พบผู้ติดเชื้อ 

ทั้งนี้ ในแต่ละวันจะมีผู้โดยสารเดินทางจากรัฐดังกล่าวเข้ามาวันละ 700 คน ทั้งใน 3 สนามบิน ประกอบด้วย ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้ช่วยสั่งการให้ประสานกับท่าอากาศยานให้ทำการตรวจอย่างเข้มข้น พร้อมขอยืนยันว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หากเจอผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อสามารถกักตัว และตรวจหาเชื้อได้ภายใน 8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม การแพร่กระจายไวรัสนิปาห์ จะไม่เหมือนกับโควิด-19 เพราะโควิดแม้จะยังไม่แสดงอาการก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้ แต่ไวรัสนิปาห์ หากยังไม่แสดงอาการก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ เช่น หากเจอผู้ติดเชื้อ 1 คนในสายการบิน แต่คนที่อยู่บนเครื่องและนั่งมาด้วยจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ เพราะไวรัสนิปาห์ไม่สามารถแพร่กระจายได้ในระยะฟักตัว ดังนั้นยืนยันได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้ตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว และจะดูแลในตรงนี้ต่อไป

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า วันนี้ในไทยยังไม่มีผู้ติดเชื้อและในอดีตก็ยังไม่เคยพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ขณะเดียวกันไวรัสดังกล่าวก็ไม่ใช่ชนิดใหม่ เพราะเจอตั้งแต่ปี 2541 แต่มีการแพร่ระบาดในกลุ่มเล็กๆภายในประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตามเราก็จะไม่ประมาท

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีข่าวว่าตอนนี้ชาวบ้านมีความกังวลค้างคาวแม่ไก่ที่มีจำนวนมากในจังหวัดชลบุรี นายพัฒนา กล่าวว่า ค้างคาวแม่ไก่ถือเป็นสัตว์พาหะ แต่ยืนยันว่าในไทยยังไม่เคยพบผู้ติดเชื้อ

เมื่อถามว่าการติดตามและเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อจะต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหน นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขยังไม่ได้ประเมินว่าจะต้องติดตามในระยะเท่าไร แต่อย่างน้อยในสัปดาห์นี้ก็จะให้อธิบดีกรมควบคุมโรคนำผลตรวจมารายงานกับกระทรวงสาธารณสุขก่อน พร้อมกับพิจารณาดูว่าที่ประเทศอินเดียซึ่งเป็นพื้นที่ในการแพร่ระบาด สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า เชื้อมีแนวโน้มจะกลายพันธุ์หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น

อย่างไรก็ตาม นายพัฒนา ขอฝากถึงประชาชน ขอให้สังเกตอาการตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีการเดินทางไปในรัฐเวสต์เบงกอล ว่าหากมีอาการคล้ายหวัดให้แจ้งมายังกระทรวงสาธารณสุข แต่สำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงให้เฝ้าดูอาการเฉยๆ 

ปธ.กกต. รับมีร้องเรียนทำผิดกฎหมาย แต่ยังไม่พบซื้อเสียง เตือนปชช.อย่าหาทำ คอนเทนต์สุ่มเสี่ยง

ปธ.กกต. รับมีร้องเรียนทำผิดกฎหมาย แต่ยังไม่พบซื้อเสียง เตือนปชช.อย่าหาทำ คอนเทนต์สุ่มเสี่ยง

ปธ.กกต. รับมีร้องเรียนทำผิดกฎหมาย แต่ยังไม่พบซื้อเสียง เตือนปชช.อย่าหาทำ คอนเทนต์สุ่มเสี่ยง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ประธาน กกต.รับหลายพื้นที่แข่งขันสูง มีร้องเรียนทำผิดกฎหมาย สั่ง กกต.จังหวัดจับตา ยังไม่พบซื้อเสียง เตือนประชาชนอย่าหาทำคอนเทนต์สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายลั่น กกต.เอาจริง

วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่สำนักงาน กกต. จังหวัดระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการมอบนโยบายให้แก่ผู้ตรวจการเลือกตั้งและชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดระยอง โดยได้ระบุถึงภาพรวมการลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง สส.และประชามติในพื้นที่ตะวันออก ว่าจากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) ที่จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี ซึ่งไปดูการเตรียมความพร้อมหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา  โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ขณะนี้ปัจจุบันสถานการณ์ตามแนวชายแดนถือว่าเป็นปกติสามารถจัดการเลือกตั้งได้ พร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้  หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงตามบริเวณแนวชายแดนก็มีแผนสำรองไว้แล้ว เพราะได้มีการออกข้อกำหนดและแผนไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงจะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างไร

เมื่อถามว่าพื้นที่ไหนจะต้องมีการจับตาเป็นพิเศษหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก นายณรงค์ กล่าวว่า กกต.ดูทุกพื้นที่ โดยพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ก็ได้มีการมอบนโยบายให้มีการจับตาเป็นพิเศษ โดยใช้เครือข่ายผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อหาข่าวในจุดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูง  เพื่อให้การเลือกตั้งออกมาโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้มีการดำเนินการทุกวิถีทางแล้วเพื่อให้การเลือกตั้งออกมาดีที่สุด ส่วนพื้นที่ใดต้องมีการจับตาเป็นพิเศษนั้นเห็นว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน

เมื่อถามว่าในแต่ละจังหวัดมีพื้นที่สีแดงหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นเป็นพื้นที่สีแดง แต่เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงแค่นั้นเอง โดยพบในหลายจังหวัด นอกจากภาคตะวันออก

ส่วนพบข้อร้องเรียนทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือเตรียมซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่นานณรงค์ กล่าวว่า ก็มีรายงานเข้ามาแต่ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอน พบว่ามีเรื่องผิดกฎหมายต่างๆ เช่น ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีพบว่ามีการจัดทำคลิปวีดีโอเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการนำธนบัตรแนบกับบัตรหาเสียง โดย กกต.ได้ดำเนินการตรวจสอบพบว่าเป็นประชาชนทั่วไป ดังนั้น จึงเรียกเจ้าของคลิปมาสอบสวน เมื่อรู้ว่า กกต.เอาจริง เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นการถ่ายคลิปเล่นๆ บนโซเชียลทำนองสร้าง content ขึ้นมา ซึ่ง กกต.ก็ได้เข้าไปเตือน เพราะถือว่าประชาชนอาจจะไม่รู้กฎหมาย

“ซึ่งเจ้าตัวก็คงกลัว ถือว่าเป็นการกระทำผิด ไม่ให้มีใครทำแบบนี้อีก หรือในส่วนที่แจ้งว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงจำนวนมาก กกต.ก็ได้มีการให้แนวทางสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ว่าขอให้เรียกมาให้ข้อมูลกับ กกต.ว่าเอาข่าวมาจากไหน กกต.ก็จะดำเนินการ แต่ส่วนมากเรียกมาแล้วเขาก็จะบอกว่า ฟังมาอีกทีหนึ่ง มันก็ไม่มีข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้น”นายณรงค์
 กล่าว

ส่วนกรณีการจัดทำคลิปร้องเรียนจับหัวคะแนนผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่เกิดขึ้นที่ จ.พิจิตร แต่เมื่อสอบพบว่า เป็นการสถาน การณ์กลั่นแกล้งกล่าวหาเท็จ

นายณรงค์ กล่าวว่า ความจริงมีบทเรียนอยู่แล้วในเรื่องการกลั่นแกล้งต่างๆถือว่าผิดกฎหมาย กกต.ได้พยายามเตือนและประชาสัมพันธ์ว่าอย่าทำ หรือให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าตัวได้รับความเสียหาย ซึ่งคนที่ถูกกลั่นแกล้งก็เสียหาย

ณรงค์ เผยรอ กกต.สงขลา ส่งศาลฎีกาชี้ขาด ปมหมอสุภัทร ยังไม่ชัดพ้นราชการจริงหรือไม่

ณรงค์ เผยรอ กกต.สงขลา ส่งศาลฎีกาชี้ขาด ปมหมอสุภัทร ยังไม่ชัดพ้นราชการจริงหรือไม่

ณรงค์ เผยรอ กกต.สงขลา ส่งศาลฎีกาชี้ขาด ปมหมอสุภัทร ยังไม่ชัดพ้นราชการจริงหรือไม่

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

‘ณรงค์’ชี้ต้องรอศาลฎีกาชี้ขาด หลัง อ.ก.พ.สธ.มีมติปลด’นพ.สุภัทร์’ ปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ชัดพ้นราชการจริงหรือไม่ พร้อมแจงคลิปเพจดัง-แจกของวันเด็ก อยู่ในขั้นพิจารณาตามกฎหมาย กกต.

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธาน กกต.กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุขมีมติปลดนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ จากข้อกล่าวหาจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในโครงการหมอชนบทบุกกรุงปี 2564 ผิดระเบียบ ว่า ตนทราบจากข่าวจากสื่อมวล ชน แต่ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผอ.กกต. จังหวัดสงขลา ถ้าเขาขาดคุณสมบัติจริง ผอ.กกต.สงขลา ก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินการถอนชื่อการเป็นผู้สมัครสส. ทั้งนี้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเขาถูกปลดออกจากราชการจริงหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่ามติของบอร์ดกระทรวงสาธารณสุข มีความชัดเจนแล้วว่าให้ออกจากราชการ หมายความว่า นพ.สุพัฒน์ กล่าวว่า เราต้องยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา

ส่วนกรณีคลิปวีดีโอจากเพจแม่แนน น้องสมาร์ท ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติไม่ถูกต้องนั้น นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งถ้าเรื่องเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติ เราเปิดกว้างอยู่แล้ว แต่ถ้าทำแล้วผิดกฎหมาย ก็จะมีการตักเตือน

เมื่อถามยามว่าทางเพจยืนยันว่าไม่ผิดแต่ทางกกต.ลบทิ้งแล้ว นายณรงค์ กล่าวว่า ต้องดูเป็นเรื่องๆ บางเรื่องกว่าจะเข้ามาถึงคณะกรรมการกกต. ก็จบที่ชั้นสำนักงานแล้ว

ส่วนกรณีผู้สมัคร สส.แจกสิ่งของในงานวันเด็กจะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า การแจกของต้องดูที่เจตนาว่าแจกของเพื่อจูงใจ หรือแจกของตามประเพณี ซึ่งเรื่องนี้มีแนวทางในการวินิจฉัยอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้ก็อาจจะเข้าไปสู่ขั้นตอนการตรวจคำร้อง ถ้าไม่มีอะไรก็ยุติเรื่องไป

‘แพทองธาร’ ลุยเชียงราย ลั่นถ้าเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ต้องจัดการโครงสร้างรับมือการผันผวนภูมิสภาพอากาศ

‘แพทองธาร’ ลุยเชียงราย ลั่นถ้าเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ต้องจัดการโครงสร้างรับมือการผันผวนภูมิสภาพอากาศ

‘แพทองธาร’ ลุยเชียงราย ลั่นถ้าเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ต้องจัดการโครงสร้างรับมือการผันผวนภูมิสภาพอากาศ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

‘แพทองธาร’ ลงบุกเชียงรายหาเสียงช่วย ‘ต้นน้ำ ธนรัช’ บอก หากกลับเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ต้องจัดการโครงสร้างรับมือการผันผวนภูมิสภาพอากาศ

วันที่ 27 มกราคม 2569 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังลงพื้นที่ช่วยนายธนรัช จงสุทธานามณี ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 1 พรรคเพื่อไทย หาเสียง ว่า จุดที่นายธนรัชพามาวันนี้ เคยเป็นพื้นที่โคลนถล่ม น้ำท่วม เมื่อปีที่แล้ว สิ่งที่เทศบาลนครเชียงรายทำคือการใช้โคลนตรงนั้นเปลี่ยนมาปลูกต้นไม้ ปรับหน้าดิน และกลายเป็นสวนสวยๆ เป็นพื้นที่สาธารณะให้พี่น้องประชาชนเข้ามาใช้ได้ฟรี 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า ดีใจแทนพี่น้องเชียงราย ที่มีตัวแทนของพี่น้องนำสิ่งดีๆ มองไปข้างหน้า แก้ปัญหา และอยู่เคียงข้างประชาชน วันนี้มาช่วยคุณต้นน้ำหาเสียง แต่เหมือนได้มารับกำลังใจจากพี่น้องกลับไปแทน เพราะเสียงสะท้อนและกำลังใจจากการทำงานตอนวิกฤตโคลนถล่มว่าครั้งนั้นรัฐมนตรีของเราอยู่หน้างาน ไม่จบไม่เลิก ไม่เสร็จไม่กลับ ดูแลแก้ปัญหาจนสถานการณ์ดีขึ้นและเงินเยียวยาที่ออกได้ทันเวลา

“ขอบคุณจริงๆ ซึ่งขณะนั้นคุณต้นน้ำก็เป็นทีมเศรษฐกิจที่ช่วยกันออกมาตรการเศรษฐกิจ และการเยียวยาออกมาได้ทันเวลาและตรงจุดด้วย เรื่องการจัดการน้ำทั้งระบบเป็นความตั้งใจของพรรคตลอดมา และเราจะทำต่อหากได้มีโอกาสกลับไปเป็นรัฐบาลอีกครั้ง โครงสร้างจัดการใหญ่ต้องเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ ฝากคุณต้นน้ำ เบอร์ 7 ไว้ในอ้อมใจพี่น้องชาวเชียงรายเขต 1 คนนี้ทำงานมาตลอด เพื่อพี่น้องชาวเชียงราย” น.ส.แพทองธาร ระบุ

พท.อ้อนขอคะแนนให้วิรัตน์ ชูนโยบาย 30 บาท AIระบบขนส่งสาธารณะ

พท.อ้อนขอคะแนนให้วิรัตน์ ชูนโยบาย 30 บาท AIระบบขนส่งสาธารณะ

พท.อ้อนขอคะแนนให้วิรัตน์ ชูนโยบาย 30 บาท AIระบบขนส่งสาธารณะ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

พท.ขอคะแนนให้วิรัตน์  เขต 1 นนท์ชนะขาด ชูนโยบาย 30 บาท AI  ระบบขนส่งสาธารณะ

27 มค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 26 มค. นางสาวนภาดา เพ็ชร์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เเละนายวิรัตน์ เกียรติสันดิกุล ผู้สมัครสส.เขต1 นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย  ลงพื้นที่ตลาดต้นสัก ต.บางกระสอ อ.เมืองโดยมีนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนนทบุรี ได้มาช่วยเเนะนำนายวิรัตน์เเละนโยบายพรรคต่อประชาชนด้วย

นางสาวนภาดากล่าวว่านายวิรัตน์ ทำงานในพื้นที่มายาวนาน เป็นผู้ช่วย สส. 2 สมัย เเละเป็น สจ. นนทบุรี 4 สมัย  จึงเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะที่การเเก้ปัญหาเเละพัฒนาเขต1 นนทบุรีนั้น   สส.ต้องประสานหน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน ผู้นำชุมชนด้วย  ดังนั้นพรรคเพื่อไทยเเละตน จึงมั่นใจว่านายวิรัตน์จะเป็นตัวเเทนประชาชน เขต1นนทบุรีไปสะท้อนสิ่งที่ประชาชนต้องการได้   

“ขอโอกาส และขอคะแนนเสียงให้ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเบอร์ 9 และให้นายวิรัตน์ เบอร์ 4 เขต 1 นนทบุรี ชนะขาดเพราะสิ่งที่พรรค และผู้สมัคร สส.หาเสียงไว้ จะดำเนินการให้ทันทีหลังวันที่ 8 กพ. ตามสโลเเกน “เพื่อไทยทำได้” “นางสาวนภาดากล่าว

นางสาวนภาดายังย้ำว่า วันที่ 8 กพ.นี้ ประชาชนจะได้บัตรสามใบ  ประกอบด้วย บัตรสีเหลือง คือ ประชามติเเก้รัฐธรรมนูญ   บัตรสีเขียวคือ เลือกสส.เขต บัตรสีชมพูคือ เลือกสส.บัญชีรายชื่อ  ดังนั้นประชาชนอย่าจำสับสน 

นางสาวนภาดากล่างว่า  ส่วนนโยบายพรรคเพื่อไทยที่สอดคล้องกับพื้นที่เขต 1 นนทบุรี ที่มีประชาชนอาศัยหนาเเน่น ทั้งนโยบายที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคือ นโยบายพรรคที่ดำเนินการตั้งเเต่ปี 2544 จนถึงวันนี้ยังมีการดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค ด้วย AI เชื่อมโยงข้อมูลรักษาต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งพรรคพร้อมเดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขไทย ผ่าน 3 วิธีการ คือ 30 บาทรักษาทุกที่ : เจ็บป่วยเล็กน้อยไปร้านยา-คลินิก ทำฟันได้ ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลได้เลย ยกระดับด้วย AI : เชื่อมฐานข้อมูลสุขภาพทุกโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน ลดภาระ : ลดเอกสาร ลดเวลารอคอย เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

นางสาวนภาดากล่าวว่า  ชาวนนทบุรี จำนวนหนึ่งอาศัยในพื้นที่ เเต่เกือบทั้งสัปดาห์ต้องเดินทางไปทำงานในกทม. นอกเหนือจากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายและรถเมล์ติดเเอร์10บาทที่พรรคมั่นใจว่าหากได้ตั้งรัฐบาลแล้วทำได้น้้น พรรคจะสนับสนุนการเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นๆเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมทั้งหมด  คือ รถสองแถว เรือด่วน รถตู้ เป็นต้น  ซึ่งในกลไกของพรบ.ตั๋วร่วม ได้วางกรอบของการใช้เงินกองทุนไว้ให้สามารถนำมาส่งเสริมขนส่งสาธารณะต่างๆเหล่านี้ในการเข้าสู่ระบบตั๋วที่เป็นมาตรฐานกลางได้ มั่นใจว่าหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง

ครม.ไฟเขียว บำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ จนท.ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด อัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา

ครม.ไฟเขียว บำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ จนท.ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด อัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา

ครม.ไฟเขียว บำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ จนท.ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด อัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

ครม. อนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่ จนท. ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา จากจำนวนกำลังพล จำนวน 610,978 คน

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด จำนวน 610,978 คน ดังนี้

1) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3.0 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง จำนวน 367,443 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 11,023 อัตรา
2) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดจำนวน 243,535 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 3,653 อัตรา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้มีการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2546 และจากสถิติย้อนหลัง 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2567) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษฯ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 4 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด 

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ ยธ. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ไปดำเนินการด้วย เช่น ให้ ยธ. ทบทวนปรับลดการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดประเภทเกื้อกูลเท่าที่จำเป็น และควรมีการพิจารณาคัดเลือกและจัดสรรอัตราบำเหน็จความชอบที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง 

ในการนี้ ยธ. แจ้งว่า งบประมาณในการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษในครั้งนี้จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ที่ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว และทุกหน่วยงานสามารถบริหารวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการจัดสรรบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดได้ และมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับเพียงพอ

โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง

โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง

โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตคนแบกรับภาระรอบด้าน ข้าวของแพง งานฝืด ค่าใช้จ่ายไล่กดดัน ความกังวลรายวันกลายเป็นเรื่องหลัก

การเมืองรอบนี้จึงถูกมองในฐานะเครื่องมือจัดการปัญหา มากกว่างานปลุกอารมณ์ ใครคุมเกมได้ ใครประคองสถานการณ์เป็น ใครทำงานต่อเนื่องได้ กลายเป็นเกณฑ์ที่คนใช้ตัดสิน

นอกจากปัญหาปากท้อง เรื่องความมั่นคงของประเทศเริ่มถูกหยิบขึ้นมาคิดควบคู่กันมากขึ้น สถานการณ์รอบบ้าน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และความไม่แน่นอนในภูมิภาค ทำให้คำถามเรื่องความพร้อมของรัฐไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ในจังหวะแบบนี้ ความคาดหวังของคนจำนวนหนึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิพากษ์หรือการตั้งคำถาม หากขยับมาที่ความสามารถในการดูแลความปลอดภัยของประเทศ เมื่อสถานการณ์ตึงจริง ใครจะคุมเกม ใครจะประสาน ใครจะรับมือโดยไม่ทำให้ประเทศเสียหลัก

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การเมืองที่อาศัยเสียงเชียร์เดินยาก เวทีอาจยังจัดเต็ม แสงสียังมา แต่แรงดึงดูดลดลง คนฟังไม่ลุกตาม เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่ความสะใจ หากเป็นความมั่นใจว่าเมื่อเรื่องยากมา ใครจัดการได้จริง

ภาพนี้เห็นชัดกับ “พรรคส้ม” หรือ พรรคประชาชน ที่ยังนำแทบทุกโพล ทั้งโพลสำนักวิจัยและโพลสื่อออนไลน์ ตัวเลขส่วนใหญ่ชี้ไปทางเดียวกัน ความนิยมรวมยังสูง ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “การนำในโพล” รอบนี้ เริ่มถูกตั้งคำถามจากตัวระบบการเก็บข้อมูลเอง

เมื่อวานนี้ สำนักสื่อบางแห่งออกมายอมรับว่า โพลการเมืองในปี 2569 ที่ถูกนำมาเผยแพร่และใช้วิเคราะห์นั้น อ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลจริงเพียงราว 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่เข้ามาร่วมทำโพลทั้งหมด

ข้อมูลส่วนที่เหลืออีกราว 75-80 เปอร์เซ็นต์ ถูกคัดทิ้ง หลังตรวจพบพฤติกรรมเข้าข่ายบัญชีอัตโนมัติหรือบัญชีปลอม ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เข้ามากดตอบแบบสอบถามซ้ำ ๆ ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไม่สะท้อนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจริง

ในทางปฏิบัติของงานสื่อ พฤติกรรมลักษณะนี้ถูกเรียกว่า “ดัมพ์โพล” และทำให้ผลสำรวจที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ได้หมายความว่ามีผู้สนับสนุนในระดับเดียวกับจำนวนผู้ที่เข้ามากดตอบทั้งหมด หากเป็นเพียงผลจากกลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเท่านั้น

ข้อเท็จจริงนี้ทำให้โพลจำนวนไม่น้อยในช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสนาม หากกลายเป็นพื้นที่ต่อสู้ทางการเมืองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตัวเลขบนหน้าจออาจห่างจากพฤติกรรมจริงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าที่เคยคิด

เมื่อวางข้อมูลนี้คู่กับภาพการเมืองในสนามจริง การที่พรรคส้มยังนำในแบบสอบถาม ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลจากลักษณะของโพลที่สะท้อนทัศนะ มากกว่าการตัดสินใจลงคะแนน คนที่มีจุดยืนชัดและติดตามการเมืองใกล้ชิดมักตอบได้ทันที ขณะที่กลุ่มที่ยังลังเลหรือรอดูสถานการณ์จำนวนมากไม่ปรากฏในตัวอย่าง

ขณะเดียวกัน การเก็บข้อมูลจำนวนมากยังวนอยู่กับกลุ่มเดิม ทั้งคนเมือง คนตื่นการเมือง และผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคส้มแข็งอยู่แล้ว

เสียงจากกลุ่มที่เงียบกว่า ช้ากว่า หรือยังไม่ตัดสินใจจึงถูกสะท้อนออกมาน้อย แม้กลุ่มนี้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในบรรยากาศการเมืองจริง

ตัวเลขนำรอบนี้จึงไม่พาบรรยากาศให้คึกเหมือนปี 2566 คลื่นอารมณ์ที่เคยพาคนใหม่เข้ามาหายไป ความตื่นเต้นในสนามลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ผลโพลจะออกมาดีต่อเนื่อง

สิ่งที่เริ่มเห็นคือการตัดสินใจของผู้สนับสนุนไม่แน่นเหมือนเดิม จากที่เคยเลือกแบบมั่นใจ กลายเป็นรอดู จากที่เคยออกแรง กลายเป็นเงียบ จากที่เคยพร้อมออกมาใช้สิทธิ์ กลายเป็นชะลอ

คะแนนจึงไม่รวมตัวเป็นก้อนเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่ค่อย ๆ กระจายและไหลออกตามจังหวะความลังเล

พรรคส้มมีฐานจริง และฐานนั้นเติบโตจากกระแส ฐานแบบนี้เคยทำงานหนักมากในปี 2566 เพราะอารมณ์สังคมพุ่ง การเลือกตั้งถูกมองเป็นโอกาสเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนเกม

ปี 2569 บริบทเปลี่ยนเป็นการเมืองที่คนคิดรอบคอบขึ้น ภาระค่าครองชีพและความไม่แน่นอนรอบตัว ทั้งด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ความมั่นคง ทำให้หลายคนชะลอการตัดสินใจ เมื่อพลังขับเคลื่อนทางการเมืองแบบเดิมไม่พอ ฐานที่เคยขยายเร็วเริ่มหด และคะแนนที่เคยรวมแน่นค่อย ๆ ไหลออก

เวทีปราศรัยวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ย้ำภาพนี้ แกนนำขึ้นพร้อมหน้า ทีมที่เคยเป็นตัวขายถูกจัดเต็ม แต่เวทีผ่านไปแบบเรียบ ไม่มีประเด็นที่ลากเกมต่อ ไม่มีแรงต่อเนื่องในวันถัดมา

เมื่อแรงจูงใจลด การออกมาใช้สิทธิ์ของกลุ่มที่เคยตื่นตัวสูงย่อมลดตาม กลุ่มที่ลังเลไม่ถูกดึงเพิ่ม และกลุ่มที่เฉยยังคงเฉย ภาพรวมจึงเปลี่ยนจากการรวมคะแนนแน่น ไปเป็นการแตกคะแนน

โพลสะท้อนความเห็นในช่วงเวลา แต่ไม่วัดการถอยของความตื่นตัว ไม่วัดการแตกของคะแนนในวันจริง และไม่วัดการตัดสินใจเงียบ ๆ ของคนจำนวนมาก

บทสรุปอยู่ตรงนี้ ภาพรวมของพรรคส้มไม่เหมือนปี 2566 ความได้เปรียบที่เคยมีลดลง บรรยากาศในสนามไม่เร่ง และจังหวะการเมืองไม่พาให้เกมพุ่งเหมือนที่ผ่านมา 

พรรคที่เติบโตจากกระแส เมื่อกระแสไม่ทำงาน ย่อมต้องเผชิญสนามที่หนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์