สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“สำนักเลขาสภาฯ”ออกโรง งัดข้อมูลสิทธิประโยชน์”กองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภา” ด้าน”การตรวจสุขภาพประจำปี-ค่าเทอมบุตรเรียนนานาชาติ” แจง”หมอวรงค์”กังขามากเกินเหตุ ลามขยายวงโลกโซเชียลทำเข้าใจผิดไปไกล ยันรวมกับ”ค่ารักษาพยาบาลอื่น”หักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 1.3 แสนบาทต่อปี กางเรทส่งลูกเรียน 13,200-25,000 ต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม เป็นไปตาม”กรมบัญชีกลาง”กำหนด

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนรษฎร แถลงชี้แจงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของการจ่ายเงินในการรักษาพยาบาล (การตรวจสุขภาพประจำปี) และการจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (กรณีบุตรศึกษาโรงเรียนนานาชาติ) ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในการจ่ายเงินฯตรวจสุขภาพประจำปี ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า ภายในวงเงินไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากไป ข้อเท็จจริงคือ คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา แสดงความเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามในส่วนของการตรวจสุขภาพประจำปีว่าการตรวจสุขภาพประจำปีในเชิงป้องกัน จะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้มากกว่าการจ่ายเงินเพื่อการรักษาพยาบาลโดยไม่เกินอัตรา 130,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้น ในวงเงินดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะการตรวจสุขภาพอย่างเดียว แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ด้วย การตรวจสุขภาพประจำปีทำได้ครั้งเดียว รวมกับวงเงินค่ารักษาพยาบาลด้วย หากการตรวจรักษาพยาบาลมีราคาเท่าไหร่ ก็จะไปหักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 130,000 ต่อปี

โฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อสังเกตเรื่องการจ่ายเงินให้การศึกษาบุตรที่ศึกษาโรงเรียนนานาชาติ ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้เต็มจำนวน เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปไม่เหมาะสมนั้น ข้อเท็จจริงคือ การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ พ.ศ.2556 ข้อ 45 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่กค 0422.3/ว 257 ลงวันที่ 8 มิ.ย.2559 สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรสำหรับโรงเรียนนานาชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่รับเงินอุดหนุน หรือไม่รับเงินอุดหนุน และศึกษาอยู่ระดับชั้นใด ซึ่งจะได้รับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนี้ ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ในเรทที่ไม่รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 13,200 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 15,800 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือหลักสูตร ปวช.หรือเทียบเท่าไม่เกิน ไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา และระดับปริญญาตรีไม่เกิน 25,000 ต่อปีการศึกษา

“พอบอกว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ ก็มองว่ามีค่าเล่าเรียนสูง กองทุนให้สิทธิประโยชน์เป็นหลักแสน คือไม่ใช่ เราให้ได้ไม่เกินอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด คือตั้งแต่ 13,200 – 25,000 บาทต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม ถือเป็นอัตราที่เหมาะสม และระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมก็ไม่ได้แตะตรงนี้ เป็นการให้ตามหลักเกณฑ์ และปรับตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดมา ยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเติมเต็ม เพื่อเสริมการอภิปรายของสมาชิกที่ต้องการให้แก้ไขระเบียบ แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบ และเพื่อความโปร่งใสในเรื่องการติดตามการบริหารกองทุนอดีตผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ อยากให้ข้อมูลที่สื่อสารออกไปยังประชาชน เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความเข้าใจด้วย” นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ นพ.วรงค์ สื่อสารออกไป อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดขยายเป็นวงกว้าง จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวว่า เราทำความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการเบิกจ่ายของกรมบัญชีกลาง ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส่ ตามหลักธรรมาภิบาล ส่วนที่ นพ.วรงค์ ปูดระเบียบออกมานั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯ ที่จะมี กมธ.กิจการสภาฯ คอยสกรีนให้อีกชั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับบริหาร ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นหน่วยธุรการ มีหน้าที่เบิกจ่ายตามมติของคณะกรรมการฯ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

คริส มององคมนตรีร่วมประชุมกับรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การแทรกแซงการเมือง ยกตัวอย่าง อังกฤษก็ทำโยนถาม พรรคประชาชน ใช้มาตรฐานอะไรถึงเปิดประเด็นทางสังคม

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองคมนตรีร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า เรื่องนี้ในสายตาของพวกเรา ตนไม่เห็นว่า การที่องคมนตรีมาประชุมร่วมกับทางรัฐบาลนั้นจะเป็นการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในสายตาของพวกเรามองว่าระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันรวมถึงองคมนตรีสามารถที่จะให้คำแนะนำ สามารถมีความเป็นห่วง อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นการบริหารของรัฐบาลอยู่แล้ว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์มีการเจอกันอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องถามกลับไปที่พรรคที่นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาบนสังคม ว่าวันนี้ท่านนำมาตรฐานใด จากประเทศใดมากล่าวหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหาของการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตย เพราะในสายตาของพรรคเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมาก” นายคริส กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการร้องเรียน ไปยังหน่วยงานอื่นๆ หรือไม่ นายคริส กล่าวว่า ทางพรรคเศราฐกิจคิดว่าเรื่องแบบนี้มีวิธีการจัดการอยู่ 2-3 วิธี ตนมองว่า ส่วนสำคัญไม่ใช่เรื่องของศาล แต่เป็นเรื่องของประชาชน วันนี้แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาแล้วให้ประชาชนตัดสิน ว่าประชาชนไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งในมุมมองพรรคเศรษฐกิจก็เป็นแบบที่กล่าวไปแล้ว

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพลายมือของตนเองพร้อมข้อความสำคัญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงความคืบหน้าการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกลายเป็นกระแสความร้อนแรงบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนถึงกับตาลุกวาวเมื่อเห็นสิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เขียนเอาไว้บนกระดาษ โดยมีข้อความว่า “ประชุมสร้างความร่วมมือ ผวจ และผู้การตำรวจเพื่ออำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและป้องกัน ปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ระหว่าง กระทรวงยุติธรรม มหาดไทย ตำรวจ”

พร้อมกันนี้ในภาพลายมือที่โพสต์ยังปรากฏข้อความที่เน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิชิตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ลงวันที่ 21 พ.ค. 69 ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

หลังจากโพสต์ของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล เผยแพร่ออกไปบนโลกโซเชียล ชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ถกเถียงและแสดงความคิดเห็นกันสนั่นหวั่นไหว เช่น

“ยุคของท่านไม่มีอันธพาลแล้วมังคะ อุ่นใจค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“ยาเสพติดตัวทำลายเยาวชน ถ้าไม่ปราบ แรงงานไทยและพลเมืองจะคุณภาพต่ำกว่าประเทศอื่นๆ”

“เขียนใครก็เขียนได้…ลดค่าน้ำมันหน่อยซิ”

“แลท่านผู้นำมั่นใจเหลือเกินนะครับว่าทำได้ เล่นเอาขนลุกเลยผม “

“สุดยอดเลยค่ะนายก”

“ชื่นชมค่ะ”

“ช่วยปฏิรูปกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารให้เร็วๆนี้หน่อยให้บังคับใช้ปีหน้าพอดีผมต้องเลือกปีหน้าแล้ว”

“จะเก็บภาพนี้ไว้ถือว่าเป็นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม

ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม

ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

‘ทนายอั๋น’พร้อมกลุ่มสว.สำรอง ยื่นหนัง สือถึง กกต. เปิดหลักฐานแชทไลน์ วาง แผนฮั้วการเลือก สว. ทวงถามความยุติธรรม  อ้างข้อมูลอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีการล้มคดี

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.)นายภัทรพงศ์ ศุภัก ษร หรือ ทนายอั๋น ทนายความและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมสมาชิกวุฒิสภาสำรอง หรือ สว.สำรอง 20 คน นำข้อมูลหลักฐานการสนทนาผ่านแอพลิเคชันไลน์  เส้นทางการเงิน มามอบให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พร้อมยื่นหนังสือทวงถามความยุติธรรม และความคืบหน้าคดีฮั้วเลือก สว.

นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า วันนี้นำหลักฐาน ที่เชื่อได้ว่าในการเลือกสว. ปี 2567 มีกลุ่มบุคคลวางแผนเพื่อล็อกการโหวต และคัดเลือกคนสมัคร ของกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นกลุ่มของอาชีพบุคลากรทางการแพทย์ มีผู้ร่วมเป็นสมาชิกอยู่ประมาณ 10 คน โดยมีการนัดพบพูดคุย วางแผนกันผ่านแอพลิเคชันไลน์ ก่อนการเลือกสว. ซึ่งการวางแผนดังกล่าวมีตัวละครสำคัญ คือ แพทย์คนหนึ่ง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข   โดยหลังจากที่มีการวางแผนคัดคนในกลุ่มแอปพลิเค ชันไลน์ ก็พบว่าสมาชิกของกลุ่มไลน์ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่ง สว. เกือบทั้งหมด ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งสาเหตุที่ตัวเองเดินทางมายื่นหลักฐานและยื่นหนังสือถึง กกต. ในวันนี้เพราะส่วนตัวเชื่อว่ามีความพยายามจะล้มคดีนี้ทำให้ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษในอีกประมาณ 4 สัปดาห์

ด้าน นายโกเมท เกิดสมบัติ ตัวแทนผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาปี 2567  เปิดเผยว่า ตัวเองเชื่อว่ากระบวนการฮั้วเลือกสว. นั้นมีอยู่จริง เพราะ มีหลักฐานเส้นทางการเงิน เริ่มตั้งแต่กระบวนการรับสมัครในระดับอำเภอ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พบพิรุธเส้นทางการเงินระหว่างผู้สมัครในระดับอำเภอเชื่อมโยงไปจนถึงระดับจังหวัด 3 คน และทั้ง 3 คน สังกัดพรรคการเมืองกลุ่มสีน้ำเงิน

พร้อมกันนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มสว.สำรอง ยังเรียกร้องให้ กกต.ทำคดีนี้โดยคำนึงถึงความโปร่งใส สุจริตโดยคำนึงถึงพยานหลักฐานเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของการเป็นองค์อิสระ

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

21 พฤษภาคม 2569 “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เยี่ยมชม “ลองนาคาเฟ่” คาเฟ่บ้านดินผสมเปเปอร์มาเช่ ใช้วัสดุรีไซเคิลจากกระบวนการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ต่อยอดแนวคิดรักษ์โลก พร้อมแต่งเติมสีสันด้วยงานวาด “โคกหนองนาโมเดล” เพิ่มการเรียนรู้ที่ บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

“วันวิชิต”ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส”กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ แนะรัฐใช้โอกาส 4 เดือน วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต

21 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ” ที่มีเป้าหมายทั้งการช่วยเหลือประชาชนฐานราก และการเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศไปพร้อมกัน

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้ตัวเลขมหภาคหลายด้านจะเริ่มฟื้นตัว ทั้ง GDP การส่งออก หรือภาคการลงทุน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดระดับชีวิตประจำวัน จะพบว่ายังมี “ความฝืดเคือง” ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เราอย่าไปมองแค่ตัวเลข GDP หรือยอดส่งออกเป็นสารัตถะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และชีวิตจริงของประชาชนด้วย เพราะตัวเลขภาพใหญ่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวจะกลับมามีกำลังซื้อเหมือนเดิมแล้ว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการ “เติมความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจำนวนมากเลือกเก็บเงินและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนช้าลง

“ผมจำได้ว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโครงการคนละครึ่ง ส่วนในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็มีมาตรการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งสองช่วงมันช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง มันทำให้คนรู้สึกอยากใช้เงิน กล้าจับจ่ายมากขึ้น และเมื่อเงินเริ่มหมุน ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มคึกคัก” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

พร้อมอธิบายว่า การใช้จ่ายของประชาชนจะนำไปสู่การเร่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และการบริโภคในระบบ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดต่อจากนี้ คือ “หลังครบ 4 เดือนแล้วจะเดินต่ออย่างไร” เพราะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการต่อยอดเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

“เงินก้อนนี้จะสะพัดแน่นอน และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือ หลังจาก 4 เดือนนี้ รัฐบาลจะต่อยอดอย่างไรให้การอัดฉีดรอบนี้ กลายเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วจบไป เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องมีแผนอนาคตรองรับต่อจากมาตรการระยะสั้นด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเข้าพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคง ดังนี้

“เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เข้าพบหารือกับ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เอกอัครราชทูตได้แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสการเข้ารับตำแหน่ง และได้แสดงความพร้อมในการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับทวิภาคีต่อไป ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรมาโดยตลอดระหว่างรัสเซียและไทย โดยในปี พ.ศ. 2570 นี้ จะเป็นปีครบรอบ 130 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและไทย 

ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารและเทคนิคการทหารเพื่อหาแนวทางในการขยายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ รวมถึงการเยี่ยมเยือนระหว่างกัน การเข้าเทียบท่าเรือของกองทัพเรือ ความร่วมมือกันด้านการศึกษาวิชาทหารและการฝึกบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือภายใต้กรอบของอาเซียน (ASEAN)

19 мая 2026 года Посол России в Таиланде Е.Ю.Томихин провёл встречу с Министром обороны Таиланда А.Бунтхамтярэном.

Посол поздравил главу оборонного ведомства Таиланда с назначением на должность и подтвердил настрой российской стороны на дальнейшее укрепление двустороннего взаимодействия. Стороны отметили традиционно дружественный характер российско-таиландских связей, которые в 2027 году отметят 130-летие установления дипломатических отношений.

Состоялся обстоятельный обмен мнениями по вопросам развития сотрудничества в военной и военно-технической сферах. Были обсуждены перспективы расширения контактов между профильными ведомствами двух стран, включая обмен визитами, заходы кораблей военно-морских сил в порты, взаимодействие в области военного образования и подготовки кадров, а также сотрудничество в рамках профильных механизмов #АСЕАН.”

ข้อความ รัสเซียไทยถกความร่วมมือด้านการทหาร
เอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย
การทูตรัสเซียไทยกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง
ไทยรัสเซียหารือความร่วมมือทางทหารในกรอบอาเซียน

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก. ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวปฏิบัติของ ก.พ. ปมทำสัญญาเอื้อเอกชน ย้ำอย่ากลัวเด็กนาย ด้าน สิริพงศ์ บอกพร้อมรับข้อมูล และจะทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ทำได้

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระกระทู้ถามสด  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส ที่เชื่อว่าจะมีค่าส่วนต่าง และคิดเป็นความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐเปลี่ยนระบบการแข่งขันจากการแข่งขันด้านราคา เพื่อเอื้อให้เด็กนาย เป็นการให้คะแนนโดยมีคะแนนจิตพิสัยด้วย ทั้งนี้ ปี2563 บริษัทบีทีเอส ชนะ โดยรัฐจะใช้เงินอุดหนุน 9,675 ล้านบาท แต่พบการล้มประมูล และจัดแข่งขันใหม่ในปี2565 ที่บริษัทแบมชนะซึ่งรัฐต้องใช้เงินอุดหนุน 78,288 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างถึง 68,613 ล้านบาท ซึ่งในกรณีดังกล่าวพบข้อพิรุธอาทิ  คือการเปลี่ยนเกณฑ์ที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะการประมูล การยกเลิกการประมูลโดยเรื่องคาศาลเมื่อปี2563 กีดกันการแข่งขันในปี2565 โดยไม่ให้บีทีเอสเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่มี2ราย นอกจากนั้นมีประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัทอื่นเป็นคู่เทียบหลอกทั้งที่เดินรถไม่เป็น และการคิดราคากลางที่ผิดเพี้ยน

“หากแข่งขันจริงประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่หากเขาฮั้วกันประชาชนจะซวย ขอให้จับตาสายสีม่วงที่จะแบ่งตอนกัน ไม่มีแข่งขันจริงเพราะมีเด็กนายคุมอยู่ และรู้แล้วว่าใครจะได้ในสายสีม่วง ขณะที่สายสีส้มนั้นมีข่าวว่าเคลียร์กันได้และไม่ดำเนินคดี ความซวยจะตกที่ประชาชน และอาจจะเกิดการเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นได้ในสายสีส้มในอนาคต ทั้งนี้มีประเด็นการฟ้องร้องคดีอาญามาตรา 157 ของเจ้าหน้าที่ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว เมื่อ 25 ก.ย.68 ซึ่งรัฐมนตรีทราบหรือไม่และทราบตั้งแต่เมื่อใด และจะดำเนินการอย่างไรกับบอร์ดรฟม.” นายสุรเชษฐ์ ซักถาม

นายสุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการกำหนดรายละเอียดของสัญญาที่ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีที่ 11 ค่าโดยสารจากราคา 17-50 บาท จะปรับเป็น 23-83 บาท ดังนั้นจะสั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรหรือปล่อยให้ไปหากินต่อ ที่อาจกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยที่รัฐต้องมาซื้อสัมปทานคืนในอนาคตได้ 

โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า ในส่วนของคดีความต่างๆ นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะคดีแรกที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การแก้ไขเกณฑ์ RFP และการยกเลิกการประมูลครั้งแรกนั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด ส่วนการประมูลครั้งใหม่ที่ถูกฟ้องว่าเกณฑ์ RFP มีลักษณะกีดกันนั้น ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชี้ให้เห็นว่าดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคดีที่นายสุรเชษฐ์เป็นผู้ฟ้องเองนั้น ศาลปกครองกลางก็ไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกไป เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนต่างสิทธิประโยชน์ที่บริษัทชี้ว่าดีกว่าผู้ชนะการประมูลนั้น ข้อเท็จจริง เอกสารและข้อมูลของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบด้านเทคนิค จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

ทั้งนี้นายสุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ถือว่ารับทราบอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ในจำเลย 7 คนในคดีเป็น บอร์ดรฟม.แต่มีอธิบดีที่ปัจจุบันในสังกัดนายสิริพงศ์ จะทำอย่างไร อย่าลืมว่านายกฯ เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ดังนั้นขอให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางปฏิบัติจาก ก.พ. ให้ข้าราชการที่ร่วมกระทำความเสียหายต่อประเทศที่ยังไม่เกษียณหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่  โดยนายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหลังจากนี้จะนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่าที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการได้ และจะนำข้อกังวลนี้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแล ยืนยันว่า ข้อมูลที่เสนอมาจะไม่หายไปไหน นอกจากดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมแล้ว ในเรื่องของค่าโดยสารต่างๆ จะปรับปรุงเพื่อให้เป็นภาระของประชาชนให้น้อยที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในตอนท้ายนายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ผมไม่อยากให้ท่านโดน มาตรา 157 เสียเอง ทั้งที่ควรจะทำ แต่ไม่ทำ แล้วควรปิดชื่อถือพฤติกรรม โดยไม่ต้องกลัวว่าเป็นเด็กนายหนู เด็กพี่เนต่างๆ เพราะจะสร้างความเสียหายกับรัฐ ทั้งนี้ผมแสดงให้ปรากฎในสภาฯ ว่าจะนำเอกสารที่พูดถึงฉบับเต็มและแนวทางปฏิบัติของ ก.พ. ให้ถึงมือรมช.คมนาคม เพื่อส่งไปให้ รมต.ที่รับผิดชอบ รวมถึงบางตำแหน่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ” 

นายกฯ ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผู้ว่าฯ-ผบก.‘ 76 จังหวัด เลขาปปง-ปปท. นั่งด้วย

นายกฯ ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผู้ว่าฯ-ผบก.‘ 76 จังหวัด เลขาปปง-ปปท. นั่งด้วย

นายกฯ ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผู้ว่าฯ-ผบก.‘ 76 จังหวัด เลขาปปง-ปปท. นั่งด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

นายกฯลงจากตึกไทย ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผวจ.-ผบก.‘ 76 จว. ขณะที่ ’เลขาปปง-ปปท.‘นั่งด้วย

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพักรับประทานอาหารกลางวัน  ของคณะผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล  ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศร่วมประชุมนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ลงมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้ที่เข้าร่วมประชุม บริเวณโถงกลางตึกสันติไมตรี 

โดยนายกฯได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกลางวัน โต๊ะเดียวกันกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  นายดนุชา พิชยนันท์เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.ต สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยนายกฯยังได้หยิบพระของนายพิพัฒน์ ขึ้นมาส่อง พร้อมพูดคุยกันอย่างสนุกสนานบนโต๊ะอาหาร

สิริพงศ์ ตอบกระทู้ ไล่เลียงเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ

สิริพงศ์ ตอบกระทู้ ไล่เลียงเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ

สิริพงศ์ ตอบกระทู้ ไล่เลียงเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘รมช.คมนาคม’ แจงกระทู้สดเหตุ ‘รถไฟชนรถเมล์’ รับ ‘คนขับรถไฟ’ ประมาทขณะเกิดเหตุ สั่งเข้มปูพรมเช็ค ‘พนักงานระบบขนส่ง’ ทุกคน โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนปชช. กับมาตรการห้ามรถไฟวิ่งเข้ากทม.ชั้นใน
    
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย สอบถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เรื่องเหตุการณ์รถไฟขบวนสินค้าชนรถเมล์ที่แยกอโศก-ดินแดง มีผู้เสียชีวิต 8รายว่า สะท้อนความบกพร่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะ ขอให้ระบุให้ชัดเจนว่า ระบบไม้กั้น อาณัติสัญญาณอยู่ในสภาพใด เหตุใดรถไฟจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จะอ้างรถเมล์จากคร่อมรางรถไฟอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนมาตรการตรวจสารเสพติด การห้ามเดินรถไฟหากไม้กั้นไม่ลง จะมีกลไกบังคับใช้และติดตามผลอย่างไร และการห้ามรถไฟเข้ากทม.ชั้นใน จะเป็นไปในทิศทางใด รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตจะเป็นอย่างไร 
    
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงแทนรมว.คมนาคมว่า ขบวนรถไฟคันเกิดเหตุ ใช้ความเร็ว34กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เกินความเร็วปกติ 40กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนหน้าเกิดเหตุมีไฟเหลืองแจ้งเตือนให้ชะลอขบวนที่สถานีมักกะสันแล้ว ขณะที่เกิดเหตุปะทะมีความเร็วอยู่ที่ 18กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลการสอบสวนทราบว่า พนักงานขับรถไฟประมาทในการดำเนินการ และพบภายหลังเป็นผู้ใช้สารเสพติดหลายตัว ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ให้ออกจากราชการและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายพิพัฒน์ ได้กำชับเข้มงวดเรื่องการตรวจสารเสพติด โดยให้ตรวจสอบพนักงานทุกคนในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่วัวหลายล้อมคอก แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอด แต่ที่ผ่านมาใช้วิธีสุ่มตรวจ 

“หลังจากนี้นายพิพัฒน์จึงให้ตรวจปูพรมทุกสังกัด พบพนักงานขับรถใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้น แต่เป็นเพียงเบื้องต้น ต้องนำผลไปตรวจอย่างเป็นทางการที่โรงพยาบาลต่อไป ยืนยันไม่ปล่อยปะละเลยเรื่องนี้” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกตรถไฟขนส่งสินค้าต้องวิ่งตอนกลางคืนเวลา 21.00-05.00น. แต่เหตุใดมาวิ่งตอนกลางวัน เนื่องจากรถไฟดังกล่าว เป็นขบวนรถวิ่งเที่ยว 5ทุ่ม วันที่ 15พ.ค. แต่เกิดการดีเลย์ 900นาที จึงมาออกรถตอนกลางวันจนกระทั่งเกิดเหตุ ขณะที่การให้ไปศึกษาไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ามาในกทม.ชั้นในนั้น พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเรื่องการสร้างภาระ ทำให้เสียเวลา ต้องเปลี่ยนขบวนรถ จะนำมาหาทางออก ลดปัจจัยเสี่ยงให้มากสุด  เรื่องนี้เป็นมาตรการระยะสั้นที่จะนำมาแก้ปัญหา ส่วนมาตรการระยะกลางจะมีการเชื่อมต่ออาณัติสัญญาณกับรฟท. กทม. และตำรวจจราจร นำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ส่วนมาตรการระยะยาวจะทำเป็นการขนส่งระบบรางจะทำเป็นระบบลอยฟ้าทั้งหมด ถนนด้านล่างให้เฉพาะรถยนต์วิ่งเท่านั้น เรี่องมาตรการเยียวยา ทั้ง ขสมก.และรฟท. เร่งรัดการเยียวยาไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ขอโทษและดูแลทุกคน มีเงินชดเชยให้คนบาดเจ็บตามอาการ เริ่มตั้งแต่ 130,000-1ล้านบาท และกรณีผู้เสียชีวิตได้เงินชดเชย  2.39 ล้านบาทต่อราย