‘เจษฎ์-ชัยวุฒิ’ลุยเมืองจันท์ โชว์รำดาบ กราบพระเจ้าตาก ปราบคนชั่ว

'เจษฎ์-ชัยวุฒิ'ลุยเมืองจันท์ โชว์รำดาบ กราบพระเจ้าตาก ปราบคนชั่ว

‘เจษฎ์-ชัยวุฒิ’ลุยเมืองจันท์ โชว์รำดาบ กราบพระเจ้าตาก ปราบคนชั่ว

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายชาตรี ทิพยเจือจุน บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 13, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายอดุลย์ ศรีภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.จันทบุรี เขต 3 เบอร์ 9 ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจันทบุรี ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อความเป็นสิริมงคลและเอาฤกษ์เอาชัยในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

โดยเริ่มการลงพื้นที่เอาฤกษ์เอาชัย รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กราบสักการะ ด้วยการรำดาบไทยคู่ ที่เรียกว่า “รำดาบคู่กระบวนต่อสู้ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน” อย่างทะมัดทะแมง ดุดัน และเข้มแข็ง เพื่อถวายหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจำลองภายในศาลฯ ก่อนการแสดง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ตั้งจิตมั่น และระลึกถึงวิญญาณนักสู้คนไทยที่เสียสละชีวิต เพื่อบ้านเมือง

พร้อมกันนั้นยังได้นำสมาชิกคนรุ่นใหม่ของพรรครักชาติ ตั้งจิตปฏิญาณตนต่อหน้าองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ว่า “ขอให้องค์พระเจ้าตากสินได้รับทราบถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ของลูกหลานคนไทย ที่อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมือง เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจเสียสละ เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่โกงกิน ไม่ขายชาติ”

​ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ เปิดเผยถึงนัยยะของการรำดาบถวายในครั้งนี้ว่า นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมการกอบกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ดินแดนเมืองจันทบูรแห่งนี้แล้ว ยังเป็นการตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้อริราชศัตรู หรือผู้ที่คิดร้าย จงพ่ายแพ้ภัยตนเอง และขอพลังให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคทางการเมือง นำพาประเทศชาติไปสู่ความสงบสุขร่มเย็นเช่นเดียวกับในอดีต

ในขณะเดียวกันมีรายงานว่า ระหว่างนั้นได้มีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ ขอให้พรรครักชาติ ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ เพราะเห็นว่ามีแต่คนรุ่นใหม่ และเชื่อว่าองค์พ่อตากสินจะให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้ทำเพื่อชาติ ซึ่งหลังจากนั้น อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมา ชาวบ้านต่างพากันตกใจ และต่างพูดว่า ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูฝน เมื่อมีฝนตกลงมาในขณะที่ไหว้สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสิน เป็นสัญญานบ่งบอกว่าท่านรับรู้และให้พร

หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้เดินทางไปกราบอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (เดิมคือวิทยาลัยครูจันทบุรี) จังหวัดจันทบุรี ณ วังสวนบ้านแก้ว เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม เย็นนี้พรรครักชาติเตรียมเปิดเวทีรักชาติ เริ่มต้นที่การฟัง ที่บริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนางเชย สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนใน จ.จันทบุรี

– 006

‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’

‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’

‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ภท.เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง”เครือญาติบิ๊กรับเหมา”กับ”อนุทิน” ยันเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความเท็จ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีผู้ใช้ชื่อ “Jaturong Hirankarn” โพสต์ข้อความว่า “นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัทอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ และถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพราะเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก ทั้งนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับบุคคลผู้ใช้ชื่อดังกล่าว รวมถึงผู้ใช้จ้างวานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

‘ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู’ ‘อนุทิน’ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง

‘ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู’ ‘อนุทิน’ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง

‘ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู’ ‘อนุทิน’ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“อนุทิน”ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง พ่อค้า-แม่ค้าแห่เชียร์สานต่อ”คนละครึ่ง” เจ้าตัวรับปาก”กลับมาแน่นอน” อ้อน”ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู” เด็กๆขอถ่ายรูปด้วย “ลุงหนู”อวยพร ขอตั้งใจเรียนนะลูก

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมแกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง เพื่อช่วย นายหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (พลอย) ผู้สมัคร สส.เขตบางกอกน้อย , เขตบางกอกใหญ่ , เขตภาษีเจริญ , เขตตลิ่งชัน , เขตธนบุรี หาเสียง โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมด้วย

โดยบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดวังหลังของนายอนุทิน มีประชาชนรุมล้อมตลอดทางเพื่อขอถ่ายภาพด้วย โดยนายอนุทินแวะหยุดทักทายพ่อค้าแม่ค้าทุกร้าน และทุกจุดประชาชนเรียกขอถ่ายภาพ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ต่างขอให้นายอนุทินสานต่อโครงการคนละครึ่ง ซึ่งนายอนุทิน บอกว่า ขอให้รอโครงการคนละครึ่งจะกลับมา

ทั้งนี้ จังหวะหนึ่งมีเด็กหญิงเข้ามาขอถ่ายภาพกับนายอนุทิน โดยนายอนุทินตบไหล่ และใช้มือลูบหัว แล้วพูดว่า “ตั้งใจเรียนนะคะ” จากนั้นนายอนุทินเดินไปยังร้านขายขนมไทย โดยได้แนะนำ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่เอาไปสู้กับเขมร พร้อมสอบถามแม่ค้าว่า ให้เปิดด่านหรือไม่ โดยแม่ค้าบอกว่า ไม่เปิด

ขณะที่นายอนุทิน แวะร้านขายของชาวบ้านบอกว่า “ตอนนั้นให้ลุงตู่” นายอนุทินบอกว่า “ตอนนี้ให้น้องหนู” นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้เดินแวะร้านขายตุ๊กตา โดยได้บอกทีมงานให้ขอเบอร์ร้านตุ๊กตาเอาไว้ วันหลังไปเยี่ยมเด็กๆ จะได้มาซื้อ นอกจากนี้ ในช่วงเดินตลาด ประชาชนบอกว่าขอให้จัดการเขมรให้เรียบ โดย นายสีหศักดิ์ บอกว่า “ครับๆ”

– 006

‘ลิซ่า’นำปชน.ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย’โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว’

'ลิซ่า'นำปชน.ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย'โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว'

‘ลิซ่า’นำปชน.ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย’โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

‘ลิซ่า ภคมน’หญิงเหล็กพรรคประชาชน  ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ร่วมหาเสียงช่วย’โบว์ พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว’ ผู้สมัคร สส.เขต 6 เผยกองเชียร์แน่น ประกาศชัดหมคยุคเสาไฟฟ้าเดินได้ 

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือลิซ่า ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาชน ลงพื้นที่ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ตลาดสดท่ายาง เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้ “โบว์-พุฒิพงษ์ ลุ๋ยจิ๋ว” ผู้สมัครสส.นครศรีธรรมราช เขต 6 หมายเลข 7 โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ มีกองเชียร์หัวคะแนนธรรมชาติที่มารอต้อนรับเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ น.ส.ภคมน ได้ตระเวนหาเสียงในหลายพื้นที่ ก่อนจะเปิดเวทีใหญ่ที่ อ.ถ้ำพรรณรา ในช่วงค่ำวันที่ 17 ม.ค. ระบุ  การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่นครศรีธรรมราช  จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพื้นที่   ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชตื่นตัว และส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” และเชื่อว่าวาทกรรมในอดีตที่ว่า “คนใต้รักใครชอบใคร ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า คนนครศรีธรรมราชและคนใต้ปรารถนาการเมืองที่โปร่งใส ต้องการนักการเมืองที่กล้าตรวจสอบและกล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสตอบรับในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเรื้อรังของนครศรีธรรมราชแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับมีภาพลักษณ์ด้านลบเรื่องอิทธิพลสีเทาและสีดำที่กัดกินสังคม 

วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องส่ง “โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว” ผู้กล้าเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน ที่สำคัญแดนด้ามขวานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้ามีพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล
 

‘สว.ชิบ’บี้‘รัฐบาล’ เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา‘ฝุ่นพิษ’ด่วน

‘สว.ชิบ’บี้‘รัฐบาล’ เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา‘ฝุ่นพิษ’ด่วน

‘สว.ชิบ’บี้‘รัฐบาล’ เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา‘ฝุ่นพิษ’ด่วน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“สว.ชิบ”บี้”รัฐบาล” เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา”ฝุ่นพิษ”ด่วน หนุนรีบออก”กฎหมายอากาศสะอาด”บังคับใช้ แนะดึงข้อมูลงานวิจัยที่มีอยู่แล้วมาทำได้เลย เตือนอย่าปล่อยเกิดซ้ำซาก-ทำลายคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ภายใต้คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และประเทศไทย กลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้ง ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งวิกฤตฝุ่นพิษไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพอากาศตามฤดูกาล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความล่าช้าของประเทศไทยในการมีกฎหมายและกลไกบริหารจัดการอากาศสะอาดอย่างจริงจัง

“เรายังจัดการปัญหาฝุ่นแบบแยกส่วน หน่วยงานทำงานคนละทิศ ขาดกฎหมายแม่บทที่กำหนดหน้าที่ความรับผิด และอำนาจการบังคับใช้ที่ชัดเจน อากาศสะอาดควรถูกมองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของการขอความร่วมมือเป็นครั้งคราว” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เป็นรูปธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวต้องครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ไปจนถึงการกำหนดความรับผิดของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนอย่างชัดเจน

นายชิบ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการวิจัยศึกษาปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยงานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการมีกฎหมายที่เข้มแข็ง ซึ่งงานวิชาการดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เป็น ฐานข้อมูลหลักในการกำหนดนโยบายของรัฐ ไม่ใช่เพียงรายงานประกอบการประชุมหรือเอกสารเชิงวิชาการที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง เรามีองค์ความรู้ มีนักวิชาการ มีข้อมูล แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างจริงจัง วิกฤตฝุ่นครั้งนี้จึงควรเป็นจุดเปลี่ยนให้รัฐหันมาใช้วิทยาศาสตร์นำการบริหารประเทศ

นายชิบ กล่าวด้วยว่า ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าวิกฤต PM 2.5 ในขณะนี้ ควรถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้สังคมไทยเร่งยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างผ่านกฎหมายอากาศสะอาดที่มีผลบังคับใช้จริง และกลไกการติดตามตรวจสอบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ หากเรายังปล่อยให้ฝุ่นถูกมองเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ปีหน้าปัญหาก็จะเกิดซ้ำอีก แต่ถ้าเรายอมรับว่ามันคือปัญหานโยบาย วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยน

‘ธนกร’อ้อนคนสมุทรปราการ รอบนี้เลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ แบ่งใจให้ใครไม่ได้แล้ว

'ธนกร'อ้อนคนสมุทรปราการ รอบนี้เลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ แบ่งใจให้ใครไม่ได้แล้ว

‘ธนกร’อ้อนคนสมุทรปราการ รอบนี้เลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ แบ่งใจให้ใครไม่ได้แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

“ธนกร”อ้อนคนสมุทรปราการ รอบนี้เลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ แบ่งใจให้ใครไม่ได้แล้ว วอนเลือก“ฐาปกรณ์ กุลเจริญ”เป็น สส.เขต พร้อมเลือก สส.บัญชีรายชื่อ“ภูมิใจไทย” เพื่อหนุน“อนุทิน”นั่งนายกฯอีกสมัย ผลักดัน“คนละครึ่งพลัส”ขยายให้ครอบคลุมกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ อดีตเลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.สมุทรปราการ เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งตลอดเส้นทางที่เดินหาเสียงภายในตลาด ได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาดอย่างมาก บ้างก็ขอถ่ายรูปด้วย บ้างก็เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสต่อไป

นายธนกร ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้แทบจะทุกพรรคการเมืองยอมรับแล้วว่า โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้แต่พรรคสีแดงที่เคยโจมตีว่าโครงการคนละครึ่งเป็นแค่กู้มาแจก ไม่ได้แก้ปัญหาจริง ทำไมไม่แจกเป็นเงินสด วันนี้ก็ยังเอาไปหาเสียงแถมยังอ้างว่าจะเพิ่มเงินเป็น 70:30 อีกด้วย ส่วนพรรคสีส้มที่เคยด่าเช้าด่าเย็น วันนี้ก็ยังต้องกลืนน้ำลายตัวเอง แถมดัดแปลงให้คนที่ซื้อคนละครึ่งพลัสในร้าน SME ที่ร่วมรายการยังจะได้หวยใบเสร็จ 1 ใบอีกต่างหาก ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุชัดเจนว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โครงการคนละครึ่งพลัสจะขยายให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม จะให้พ่อแม่พี่น้องไปขึ้นทะเบียนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้คนขายของจะได้ขายได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

นายธนกร กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยยังมีนโยบายในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาให้ได้ 40 ล้านคน ด้วยมาตรฐานระดับสากล ทั้งในด้านการบริการและความปลอดภัย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยว ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตและเข้มแข็งได้ในระยะยาว

นายธนกร กล่าวอีกว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทินยืนยันว่า เราเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ สิ่งไหนที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนถ้าเราเป็นรัฐบาลเราทำแน่นอน ไม่เหมือนบางพรรคที่ประกาศอยู่ทุกวี่วันว่า มีเรา ไม่มีเทา แต่วันนี้เท่าที่ได้ยินข่าว ตำรวจเขาจับไปแล้วผู้สมัครสีเทา กลายเป็นว่าถูกสโลแกนที่ตัวเองประกาศทุกวันย้อนกลับมาทำร้ายพรรคตัวเอง อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่หาเสียงในหลายพื้นที่ที่ผ่านมานั้น วันนี้กระแสเลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ มาแรงมาก ไปที่ไหนพ่อค้าแม่ค้า​ต่างออกมาส่งเสีย​งเชียร์​ ดังสนั่น​ หลายคนเข้ามาสวมกอด พร้อมกับมอบดอกไม้​ และขอถ่ายรูป​กับท่านนายกฯ ตลอดทาง ประชาชนต่างให้การต้อนรับพรรคภูมิใจไทยอย่างอบอุ่น ซึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยเปลี่ยนกระแสเหล่านี้ให้เป็นคะแนนเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลาย เพื่อให้นายอนุทินได้เข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มที่อีกครั้งด้วย

“เลือกตั้งรอบนี้ พี่น้องชาวสมุทรปราการต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์นะครับ กาเลือก นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ผู้สมัคร สส.เขต ของพรรคภูมิใจไทย แล้ว ยังต้องกาเลือกบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 37 เท่านั้นด้วย เพราะรอบนี้จะแบ่งใจไปให้ใครไม่ได้แล้วครับ ถ้าอยากให้นโยบายดีๆ ของพรรคภูมิใจไทยที่คิดมาเพื่อประชาชนเกิดขึ้น นายกฯ ต้องชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เท่านั้น” นายธนกร กล่าว

– 006

‘เอ็ดดี้’ถามแรง ‘สามลุง’ กูรู กูรู้ หรือกูไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้!?

'เอ็ดดี้'ถามแรง 'สามลุง' กูรู กูรู้ หรือกูไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้!?

‘เอ็ดดี้’ถามแรง ‘สามลุง’ กูรู กูรู้ หรือกูไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

‘เอ็ดดี้’ถามแรง ‘สามลุง’ กูรู กูรู้ หรือกูไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้!?

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “สามลุงกูรู กูรู้ หรือ กูไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้“? สามลุง เป็นกูรูด้านข่าว แต่พูดออกอากาศ ว่า คุณเอกนิติและคุณศุภจี ถูก กกต.ห้ามเอารูปมาติดป้ายหาเสียงเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค 

แต่ความจริงคือ “คุณเอกนิติและคุณศุภจี” ได้รับการยืนยันโดยคุณอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่คนนอกพรรค

ระดับกูรูข่าว ทำไมตกข่าว
“ไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้“?
ถ้าเรื่องแค่นี้ไม่รู้ แล้วที่วิเคราะห์ข่าวกันลึกๆ รู้จริงหรือไม่จะกลายเป็นคำถามของสังคมนะครับ ผมเป็นห่วงแทน

อ.วีระ ยังบอกว่า พรรคภูมิใจไทย มีแค่ เอกนิติ+ ศุภจี เท่านั้นที่จะพูดเรื่องเศรษฐกิจได้ ไม่มีใครในพรรคอีกแล้ว ซึ่งอีกสองลุงก็ประสานเสียงว่าจริงตามนั้น
ก็อยากจะถาม สามลุงกูรูข่าวว่า

1. พรรคส้มกับพรรคแดง มีใครและกี่คนที่พูดเรื่องเศรษฐกิจได้

ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นพรรคส้ม สังคมไทยได้ยินแค่ชื่อคุณไหม คนเดียวมั้ย (จริงอยู่ว่ามีคนอื่นแต่เรานึกชื่อไม่ออกหรอก) แถมอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์ทางเศรษฐกิจมากกว่าอีกด้วย
พรรคแดงมีใคร? ที่จะมีชื่อเสียงเทียบเท่ากับ เอกนิติ+ ศุภจี คำตอบคือ ไม่มีเลยด้วยซ้ำไป

ว่าไปแล้วถ้าพูดต่อไปอีกนิด พรรคประชาธิปัตย์ยังมีชื่อคุณกรณ์ ที่มีชื่อเสียงและผลงานไม่ด้อยไปกว่า คุณนิติและคุณศุภจี

2. คุณเอกนิติและคุณศุภจี คือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้านการเงินและการค้า เข้าใจคำว่า หัวหน้าทีมมั้ยครับ หัวหน้าทีมด้านการเงินและการค้าคืออะไร ทำไมเขาเอาแค่ชื่อหัวหน้าทีมมาขายแค่นั้น โดยไม่จำเป็นต้องเปิดชื่อทีมงานทั้งหมด

เหมือนรายการของสามลุงกูรูข่าว ก็ยังมีแค่สามลุง ทั้งที่ความจริงทีมทำงานอยู่เบื้องหลังอีกนับสิบหรือหลายสิบคน แต่เราก็ไม่มีใครรู้ว่าชื่ออะไร

เวลาคุณจะโฆษณารายการของคุณ คุณเอาสามลุงมาโฆษณาหรือเอาหน้ากับชื่อทีมงานมาโฆษณา

”สามลุงกูรู กูรู้ หรือ กูไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้“

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอนมวย’หยุ่น-วีระ’ !! ‘อนุทิน’จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน’เอกนิติ-ศุภจี’สมาชิกภท.)

‘จุรินทร์’ลุยเขตลาดพร้าว ช่วย’หลานก๊อด’อ้อนขอเสียงชาวกทม. เชื่อรอบนี้มีโอกาสปักธง

'จุรินทร์'ลุยเขตลาดพร้าว ช่วย'หลานก๊อด'อ้อนขอเสียงชาวกทม. เชื่อรอบนี้มีโอกาสปักธง

‘จุรินทร์’ลุยเขตลาดพร้าว ช่วย’หลานก๊อด’อ้อนขอเสียงชาวกทม. เชื่อรอบนี้มีโอกาสปักธง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“จุรินทร์” ลุยเขตลาดพร้าวช่วย “หลานก๊อด” อ้อนขอเสียงชาว กทม. เลือกผู้สมัคร ปชป. ทุกคนทุกเขต บวกเบอร์27 เชื่อรอบนี้ ปชป. มีโอกาสปักธงในกรุงเทพฯ

18 มกราคม 2569 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับนายราเมศ รัตนเชวง ผู้สมัครส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้ลงพื้นที่ เขตลาดพร้าว – บึงกุ่ม เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ “น้องก๊อด” หมายเลข 8 ที่ตลาดโพธิ์สุวรรณ นวลจันทร์ 56

โดยทั้งนายจุรินทร์และนายราเมศ ได้ร่วมกับนายภานุพงศ์ เดินแจกเอกสารหมายเลข 8 และหมายเลข 27 ให้กับพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายที่ตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาทักทายขอถ่ายรูป ขอจับมือ มอบดอกไม้ให้กำลังใจ ตลอดจนนำขนมมามอบให้ พร้อมกับพูดว่า “เลือกอยู่แล้ว กาประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ อยากได้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน เราสนับสนุนเลือกเบอร์ 8 อยากได้น้องก๊อดเป็น สส.ของเรา พร้อมเลือกค่ะ เลิฟๆ ขอให้ชนะๆ”

จากนั้นได้ขึ้นรถแห่ไปตามถนนนวลจันทร์ – มัสยิดมิฟตาฮุ้ลยีนาน – หมู่บ้านสวนทอง สิ้นสุดที่วัดนวลจันทร์

นายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคไม่มีที่นั่งใน กทม. แม้แต่ที่นั่งเดียวมา 2 ครั้งติดต่อกันแล้ว แต่คราวนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะสามารถปักธงในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้  ดูจากเสียงตอบรับที่ดีขึ้นจากพี่น้องชาวกรุงเทพและผลการสำรวจ รวมทั้งผลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จึงขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกท่านมาร่วมกันสร้าง การเมืองสุจริตกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรค ทั้ง 33 เขตใน กทม. รวมทั้งบัญชีรายชื่อพรรคเบอร์ 27 ให้มากที่สุด เพราะการเมืองสุจริตจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศ ไม่ว่าการเมืองเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงดีขึ้นได้และส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครรวมทั้งคนไทยทุกคนในที่สุด

นายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงนายภาณุพงศ์ หรือ “น้องก๊อด” หมายเลข 8 ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เขตลาดพร้าว-บึงกุ่ม ว่าเป็นลูกน้องสาว จบ ป.ตรี กฎหมายจากรามคำแหง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จากธรรมศาสตร์ จบ ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นคณะทำงานของตนตอนเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นเป็นผู้ช่วย สส. ของท่านชวน หลีกภัย และเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายปี จึงคิดว่ามีประสบการณ์พอสมควรที่จะรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้ เป็นอย่างดี จึงขอถือโอกาสนี้ขอเสียงสนับสนุนเบอร์ 8 จากพี่น้องเขตลาดพร้าว-บึงกุ่มหรือเขต 13 รวมทั้งขอฝาก พรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ ทั้งใบผู้สมัคร สส.เขตของพรรคในพื้นที่ กทม. ทุกคน ทุกเขต กับใบผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ เบอร์ 27 ไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

‘ซาบีดา’ยันอยู่‘ภูมิใจไทย’ ต้องทำงานหนักเข้าถึงปัญหาจริง ขอวัดที่ผลงาน

‘ซาบีดา’ยันอยู่‘ภูมิใจไทย’ ต้องทำงานหนักเข้าถึงปัญหาจริง ขอวัดที่ผลงาน

‘ซาบีดา’ยันอยู่‘ภูมิใจไทย’ ต้องทำงานหนักเข้าถึงปัญหาจริง ขอวัดที่ผลงาน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

จะเป็นบ้านใหญ่ได้ต้องยึดโยงประชาชน! ‘ซาบีดา’ยันอยู่‘ภูมิใจไทย’ ต้องทำงานหนัก เข้าถึงปัญหาจริง ขอวัดกันที่ผลงาน มุ่งสร้างการเมืองไร้เงินซื้อ

18 มกราคม 2569 น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานในพรรคว่า พรรคภูมิใจไทยคือพรรคของคนทำงานจริงที่ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชนอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่การมองลงมาจากหอคอย โดยทุกปัญหาที่ได้รับจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมพรรคทุกวันอังคาร เพื่อกลั่นกรองเป็นนโยบายแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เมื่อถามถึงกรณีที่มองกันว่าการเป็นบ้านใหญ่แล้วจะได้เปรียบ น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ไม่จริงเสมอไป แต่เป็นข้อดีจากการได้เรียนรู้การทำงานหนักและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางที่ได้ซึมซับมาจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.อุทัยธานี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ผู้เป็นบิดา ซึ่งบ้านจะใหญ่ได้ต้องยึดโยงกับประชาชน ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดคือ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และสร้างการเมืองที่เงินซื้อไม่ได้ มุ่งหวังให้วัดกันที่ฝีมือและผลงานมากกว่าปัจจัยอื่น ตนจึงตั้งใจทำงานหนักในทุกวัน ทำทุกนาที เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมือง และเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจเมื่อมองย้อนกลับมามอง

นโยบายชนกันเดือด! โพลชี้คนไทย’เลือกความมั่นคง vs ทุกชีวิตในครอบครัว’

นโยบายชนกันเดือด! โพลชี้คนไทย'เลือกความมั่นคง vs ทุกชีวิตในครอบครัว'

นโยบายชนกันเดือด! โพลชี้คนไทย’เลือกความมั่นคง vs ทุกชีวิตในครอบครัว’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

นโยบายชนกันเดือด! ‘ภูมิใจไทย’ชูทหารอาสา 12,000/เดือน ด้าน’ปวงชนไทย’ชูบัตรทองหมาแมว โพลชี้คนไทย ‘เลือกความมั่นคง vs ทุกชีวิตในครอบครัว’

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยผลการศึกษาเชิงสำรวจเรื่อง “ประชันนโยบาย/สโลแกนแปลกใหม่ของพรรคการเมืองใหญ่ กับพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” ซึ่งดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 13–17 ม.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่าง (Margin of Error) ±5% โดยวางกรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงและการตีความพลวัตทางการเมืองอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนภาพรวมเชิงโครงสร้างในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ

เกือบ 40 ล้านคน ‘พร้อมใช้สิทธิ’—ประชาธิปไตยไทยยังมีพลังอยู่จริง

ผลการศึกษาส่วนแรกเป็นการประมาณการจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในหน่วย “ล้านคน” จากการติดตามต่อเนื่อง 5 ครั้ง พบว่า สัดส่วนของประชาชนที่แสดงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเคลื่อนไหวในกรอบที่ค่อนข้างเสถียร กล่าวคือ ครั้งที่ 1 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 38.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจอยู่ที่ 14.7 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 2 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 39.8 ล้านคน ส่วนกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงเหลือ 13.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 3 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งสูงสุดที่ 40.8 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงต่ำสุดที่ 12.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 4 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 40.4 ล้านคน และกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 12.7 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน และครั้งที่ 5 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 39.85 ล้านคน กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 13.25 ล้านคน รวม 53.10 ล้านคน

ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจ “พฤติกรรมพลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะสะท้อนว่า ฐานประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงมี “แรงขับทางการเมือง” ที่ชัดเจน โดยความตั้งใจไปเลือกตั้งยืนอยู่ใกล้ระดับ 40 ล้านคนตลอดการติดตามทั้ง 5 ครั้ง ซึ่งตีความได้ว่า การเลือกตั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนยึดโยงกับการกำหนดอนาคตประเทศ ขณะเดียวกันการแกว่งตัวของกลุ่ม “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” จาก 14.7 ล้านคน ลดลงเป็น 12.3 ล้านคนในครั้งที่ 3 แล้วเพิ่มกลับมาเป็น 13.25 ล้านคนในครั้งที่ 5 สะท้อนพลวัตของ “ความลังเลทางการเมือง” ที่ไม่ได้หายไปอย่างถาวร แต่เปลี่ยนแปลงตามบริบทข่าวสาร กระแสประเด็น และความน่าเชื่อถือของทางเลือกทางการเมืองในช่วงเวลานั้น กล่าวให้ชัดคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตย แต่กำลัง “ชั่งน้ำหนัก” ว่าผู้ใดตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากกว่า และการชั่งน้ำหนักนี้เองคือหัวใจของวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

สโลแกนไม่พอแล้ว—ประชาชนให้คะแนนนโยบายจับต้องได้ ทำได้จริง

รายงานของซูเปอร์โพลระบุว่า เมื่อพิจารณาต่อไปถึง “สาระที่ประชาชนตอบสนอง” ผ่านนโยบาย/สโลแกนใหม่ พบว่าประชาชนไม่ได้ตอบสนองต่อถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ตอบสนองต่อ “ความเป็นรูปธรรม” ของนโยบายที่จับต้องได้และเชื่อมโยงกับความมั่นคงในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มพรรคการเมืองใหญ่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน ได้แก่ นโยบาย “รับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท” ของพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 39.8 รองลงมาคือ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ร้อยละ 33.1 และ “หวยใบเสร็จ” ของพรรคประชาชน ได้ร้อยละ 30.5

ในเชิงวิเคราะห์ นโยบายทั้งสามข้อที่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ สะท้อน “โครงสร้างความต้องการของสังคม” อย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือความมั่นคงด้านงานและรายได้ที่มีเงื่อนไขชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งนโยบายทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมรายได้เดือนละ 12,000 บาท สะท้อนความต้องการงานที่เป็นระบบ เป็นสัญญาจ้างที่มั่นคง และเป็นทางออกเชิงโครงสร้างของคนจำนวนหนึ่งในสังคม มิติที่สองคือความคาดหวังต่อรัฐในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสโลแกน “คนไทยไร้จน” เป็นการสื่อสารกับความรู้สึกร่วมของประเทศว่าปัญหาปากท้องยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ และมิติที่สามคือความต้องการยกระดับความโปร่งใสและลดการทุจริตคอร์รัปชันผ่านกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจและพฤติกรรม ซึ่งแนวคิด “หวยใบเสร็จ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องลอตเตอรี่ หากแต่เป็นภาพแทนของการจัดระเบียบเศรษฐกิจใต้ดินให้เข้าสู่ระบบ และทำให้รัฐสามารถบริหารนโยบายสาธารณะด้วยข้อมูลจริงมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนกำลัง “ให้คะแนน” นโยบายจับต้องได้ทำได้จริงและการเมืองที่แก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าการเมืองที่ตอบสนองอารมณ์ชั่วคราว

รัฐสวัสดิการยุคใหม่กำลังมา: ‘บัตรทองน้องหมา-น้องแมว’ ขึ้นอันดับ 1 ของพรรคใหม่

ที่น่าสนใจ รายงานของซูเปอร์โพลยังพบด้วยว่า เมื่อพิจารณากลุ่มพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน พบว่า อันดับ 1 คือ “บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว” ของพรรคปวงชนไทย ได้ร้อยละ 34.7 อันดับ 2 คือ “3 ให้ ได้แก่ ให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ให้เงินหนุนโรงเรียน ให้อาหารเช้าเด็ก” ของ พรรคไทยก้าวใหม่ ได้ร้อยละ 26.3 และอันดับ 3 คือ “ทุจริต = ประหาร” ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ร้อยละ 18.2

ผลลัพธ์เช่นนี้สะท้อนปรากฏการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยที่สำคัญ คือ “ความสดใหม่ทางนโยบาย” และ “มโนทัศน์ทางคุณค่า” กำลังกลายเป็นทุนทางการเมืองของพรรคเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง นโยบายบัตรทองสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงมิใช่เพียงนโยบายเฉพาะกลุ่ม หากเป็นสัญญะของรัฐสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับรูปแบบครอบครัวร่วมสมัยและความผูกพันทางอารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในครัวเรือน” ส่วนชุดนโยบาย “3 ให้” สะท้อนความต้องการลงทุนในทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กถึงระดับสูง โดยมองการศึกษาและโภชนาการเป็นฐานของโอกาสและความเสมอภาค ขณะที่สโลแกน “ทุจริต = ประหาร” แม้จะมีลักษณะสุดโต่งในเชิงถ้อยคำ แต่สะท้อนอารมณ์ทางสังคมที่ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น และความโหยหาต่อความยุติธรรมที่มองเห็นผลจริง ไม่ใช่เพียงการเอาผิดเชิงพิธีกรรมหรือเชิงสัญลักษณ์

ต่างรุ่นต่างเลือก: Gen Z ชอบบัตรทองสัตว์เลี้ยง 43.1% แต่เบบี้บูมหนุน ‘ทุจริต=ประหาร’ 50.0%

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณานโยบาย/สโลแกนของพรรคเปิดตัวใหม่จำแนกตามช่วงอายุ (เจน Z เจน Y เจน X เบบี้บูม) พบความแตกต่างระหว่างรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดย “บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว” ของพรรคปวงชนไทย ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 43.1 เจน Y ร้อยละ 28.2 เจน X ร้อยละ 40.1 และเบบี้บูมร้อยละ 30.0 ส่วน “3 ให้” ของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 26.2 เจน Y ร้อยละ 26.5 เจน X ร้อยละ 29.5 และเบบี้บูมร้อยละ 10.0 ขณะที่ “ทุจริต = ประหาร” ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 16.9 เจน Y ร้อยละ 17.1 เจน X ร้อยละ 15.9 แต่สูงมากในกลุ่มเบบี้บูมถึงร้อยละ 50.0

ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นพัฒนาการสำคัญของการเมืองไทยในเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างประชากร กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ตอบสนองต่อ “รัฐสวัสดิการที่ใกล้ชีวิต” และ “นโยบายที่สะท้อนความหมายของครอบครัวในยุคใหม่” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเจน Z ที่ให้คะแนนนโยบายบัตรทองสัตว์เลี้ยงถึง 43.1% และเจน X ที่ยังสูงถึง 40.1% สะท้อนว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นการเมืองของความผูกพันและคุณภาพชีวิต ส่วนชุดนโยบาย “3 ให้” มีระดับความนิยมใกล้เคียงกันในวัยทำงานและวัยสร้างครอบครัว (26.2–29.5%) ซึ่งสะท้อนฉันทามติว่าการศึกษาและอาหารเช้าเด็กคือฐานของความเท่าเทียม ขณะที่ความนิยม “ทุจริต = ประหาร” ที่พุ่งสูงในเบบี้บูมถึง 50.0% แต่ต่ำมากในคนรุ่นอื่นประมาณ 15.9–17.1% สะท้อนช่องว่างระหว่างรุ่นในเรื่อง “วิธีคิดต่อความยุติธรรม” โดยคนรุ่นเก่ามักเน้นการลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อให้เห็นผลเร็ว ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงระบบ กลไกตรวจสอบ และความโปร่งใสที่ตรวจวัดได้มากกว่า

ภูมิภาคคิดไม่เหมือนกัน’: เหนือ–กลางหนุนงานมั่นคงเกิน 55% ใต้เทใจ ‘ไร้จน’ 56.5%

นอกจากนี้ รายงานซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า เมื่อพิจารณาการกระจายความโดนใจของนโยบายพรรคการเมืองใหญ่จำแนกตามภูมิภาค (กรุงเทพฯ เหนือ กลาง อีสาน ใต้) ผลการศึกษาพบความแตกต่างเชิงพื้นที่อย่างชัดเจนในฐานะ “การเมืองของชีวิตจริง” กล่าวคือ นโยบายรับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท ของพรรคภูมิใจไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 20.0 ภาคเหนือร้อยละ 55.3 ภาคกลางร้อยละ 56.5 ภาคอีสานร้อยละ 29.9 และภาคใต้ร้อยละ 34.7 ขณะที่ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 22.9 ภาคเหนือร้อยละ 31.6 ภาคกลางร้อยละ 41.9 ภาคอีสานร้อยละ 24.7 และภาคใต้ร้อยละ 56.5 ส่วน “หวยใบเสร็จ” ของพรรคประชาชน ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 17.1 ภาคเหนือร้อยละ 21.1 ภาคกลางร้อยละ 40.3 ภาคอีสานร้อยละ 32.5 และภาคใต้ร้อยละ 34.8

หากตีความเชิงโครงสร้าง ความต่างของพื้นที่ดังกล่าวมิใช่เพียงความต่างเชิงรสนิยม แต่เป็นความต่างเชิงฐานเศรษฐกิจและความเปราะบางของครัวเรือน ภาคเหนือและภาคกลางที่ตอบสนองนโยบายงานแบบสัญญาจ้างในระดับสูงกว่า 55% สะท้อนว่าการเข้าถึงงานที่มั่นคงเป็นความต้องการสูง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งตอบสนองสโลแกน “คนไทยไร้จน” สูงถึง 56.5% สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพและปากท้องในระดับพื้นที่อย่างเด่นชัด ส่วนความนิยม “หวยใบเสร็จ” ที่ภาคกลาง 40.3% และภาคอีสาน 32.5% สะท้อนมิติของเศรษฐกิจฐานราก การค้าขาย และความต้องการให้ระบบเศรษฐกิจโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ประชาชนมองว่าทำได้จริงผ่านมาตรการเชิงระบบ ไม่ใช่การรณรงค์เชิงคุณธรรมเพียงลำพัง

เมื่อสังเคราะห์ผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพใหญ่ที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การเมืองเชิงสโลแกน” ไปสู่ “การเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนประเมินได้” อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประชาชนให้คะแนนสูงกับนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง งาน รายได้ ความยากจน และความเป็นธรรม ซึ่งเป็นแกนกลางของความมั่นคงมนุษย์ (human security) ขณะเดียวกันพื้นที่ของพรรคเปิดตัวใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นจริงจากการนำเสนอความต่างเชิงคุณค่าและความสดใหม่ของนโยบายที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตเชิงครอบครัว การศึกษา หรือความโกรธของสังคมต่อคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ยึดติดกับ “พรรคเก่าหรือพรรคใหม่” ในตัวมันเอง แต่กำลังพิจารณาว่า “ใครทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง” และ “ใครทำให้ประเทศยุติธรรมขึ้นจริง” มากกว่า

ในมุมของนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย ผลโพลชุดนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่มากกว่า “การพยากรณ์แพ้ชนะ” แต่ทำหน้าที่เป็น “ระบบรับฟังเสียงประชาชนอย่างมีหลักฐาน” ที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองสามารถปรับทิศทางนโยบายให้สอดคล้องกับความจริงของสังคม ลดการสื่อสารแบบเลื่อนลอย และยกระดับการแข่งขันทางการเมืองให้เป็นการแข่งขันด้วยแนวทางแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขความตั้งใจไปเลือกตั้งที่ยืนอยู่ในระดับประมาณ 39.85–40.8 ล้านคน สะท้อนว่าประชาชนยังเชื่อว่าบัตรเลือกตั้งมีความหมาย และการแกว่งตัวของกลุ่มไม่ไป/ไม่แน่ใจที่อยู่ระดับ 12.3–14.7 ล้านคน คือพื้นที่สำคัญที่การเมืองต้องยื่น “นโยบายที่จริงใจและตรวจสอบได้” เข้าไปแทนที่การปลุกอารมณ์หรือสงครามข่าวสาร

ดังนั้น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังประการแรก คือ พรรคการเมืองควรยกระดับการสื่อสารนโยบายจาก “คำขวัญ” ไปสู่ “ข้อเสนอที่ตรวจสอบได้” โดยระบุให้ชัดว่าใช้งบประมาณเท่าใด จะทำในระยะเวลาใด มีตัวชี้วัดผลสำเร็จอะไร และจะมีหน่วยงานใดรับผิดชอบ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวสู่การเมืองแห่งความรับผิดรับชอบ (accountability) ประการที่สอง หน่วยงานกำกับดูแลการเลือกตั้งและภาครัฐควรส่งเสริมระบบกลางที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลนโยบายแบบเปรียบเทียบได้ ลดการตัดสินใจจากข่าวลวงหรือการปั่นกระแส และเพิ่ม “ความรู้เท่าทันนโยบาย” (policy literacy) ให้กับสังคม ประการที่สาม สังคมไทยควรทำความเข้าใจว่าโพลที่มีมาตรฐานมิใช่อาวุธทางการเมือง หากเป็น “กลไกประชาธิปไตยเชิงข้อมูล” ที่ช่วยให้รัฐและพรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนอย่างมีระบบ และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมประเทศอย่างรอบด้านโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการสื่อสารแบบเลือกข้าง

กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษาของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนทั้งความหวังและความท้าทายของประชาธิปไตยไทย ความหวังคือประชาชนจำนวนมากยังยืนยันจะใช้สิทธิเลือกตั้ง และกำลังตัดสินใจบนฐานนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ความท้าทายคือการเมืองไทยต้องยกระดับจากการสื่อสารแบบอารมณ์และสัญลักษณ์ ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายที่ทำได้จริง ตรวจสอบได้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม หากพรรคการเมือง รัฐ และสังคมร่วมกันยกระดับ “การเมืองเชิงข้อมูล” ให้มั่นคง โพลจะไม่ใช่เพียงเครื่องมือสะท้อนกระแส แต่จะเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง โปร่งใส และยึดโยงประชาชนอย่างแท้จริง