ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

30 เมษายน 2569 พล.ต.ท.ชัยต์พจน์ สุวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีทั้งวาระเพื่อทราบและวาระเพื่อพิจารณา โดยในส่วนของวาระเพื่อทราบ เป็นการรายงานผลการดำเนินงานตามปกติของคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ในด้านต่างๆ อาทิ งานด้านวินัย การบริหารทรัพยากรบุคคล และการพิจารณาข้อกฎหมาย ซึ่งดำเนินการแทน ก.ตร.ตามกรอบอำนาจหน้าที่ และนำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามวงรอบ

ส่วนวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ความสามารถของข้าราชการตำรวจในสายงานสืบสวนและสอบสวน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2569

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นผลมาจากการลงพื้นที่ของคณะทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสายงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งพบข้อจำกัดและปัญหาในการปฏิบัติจริง จึงได้นำมาปรับแก้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายงานดังกล่าวอย่างแท้จริง ได้รับสิทธิและโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี โดยเฉพาะในกลุ่มตำรวจหญิงสายงานป้องกันและปราบปราม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความจำเป็นต้องเสริมกำลังในหลายหน่วยงานสำคัญ อาทิ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การแต่งตั้งนอกวาระครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและแผนการดำเนินงานที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ถึงปีงบประมาณ 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลตำรวจหญิง โดยผู้ที่ได้รับการบรรจุและผ่านการฝึกอบรมเรียบร้อยแล้ว จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในสายงานป้องกันและปราบปรามได้อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ กำลังพลตำรวจหญิงดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง โดยเฉพาะงานถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ การดูแลแขกต่างประเทศ และภารกิจในพระราชพิธีต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่ผ่านการฝึกเฉพาะทาง และมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์สำคัญระดับประเทศ

พล.ต.ท.ชัยต์พจน์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังพล และรองรับภารกิจสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคต ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมและขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทต่อไป

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

30 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ในฐานะผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานบุคคล (เพิ่มเติม) ฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2569 ขอแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีระบุพยานบุคคล ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลที่ถูกอ้างเป็นพยานจัดทำถ้อยคำเป็นหนังสือ ให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.25 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า น่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งน่าจะมีแนวทางที่ชัดเจน โดยคิดว่า สัปดาห์หน้าน่าจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้จึงมาพูดคุยกันก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การหารือวันนี้ ถือเป็นการหารือแทน ครม.เศรษฐกิจหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า กำลังจะหารือกับนายกฯว่า เนื่องจากวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จะมีการหารือ ครม.เศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นายกฯต้องการอยากให้โครงการนี้ออกมาเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตามกำหนดคือ 1 มิ.ย.ที่ได้ประกาศไป

เมื่อถามว่า ความพร้อมที่รัฐบาลพอจะเตรียมได้ตอนนี้เป็นเรื่องงบประมาณอย่างเดียว หรือประสานกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูกระทรวงการคลังที่เป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นด้วยว่า มีความคิดกับเรื่องการเยียวยาในส่วนไหนอย่างไรบ้าง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอะไรหรือไม่ ต้องถามหลายๆ กระทรวงดูด้วย ในส่วนของกระทรวงการคลัง ทางนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้บอกถึงมาตรการ 2-3 เรื่องไปแล้ว

เมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะครอบคลุม 20-30 ล้านคน จำนวนยังเป็นเท่านี้อยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เบื้องต้นมี 2 ส่วนคือ 1.ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และ2.จะใช้โครงการไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งเดิม ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่า น่าจะได้ประมาณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น 2 ส่วนบวกกันอย่างน้อยน่าจะต้องเกิน 30 ล้านคน เพราะอยู่ในส่วนของสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน แต่ในส่วนนี้เดิมคือ 20 ล้านคน อาจจะมีบวกๆ ดังนั้น อาจจะเกิน 30 ล้านคนของผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.05 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสร็จสิ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ , นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ , นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) , นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง , นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) , นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และตัวแทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อประชุมหารือเร่งสรุปแนวทางโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้าต่อไป เนื่องจากโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้

– 006

ผบ.ทบ.ลั่นตอบโต้ทันที หากกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม

ผบ.ทบ.ลั่นตอบโต้ทันที หากกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม

ผบ.ทบ.ลั่นตอบโต้ทันที หากกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

“ผบ.ทบ.”ลั่นตอบโต้ทันที หาก”กัมพูชา”ละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม “เสธ.ทบ.”ย้ำกองทัพไม่ยอมอีกแล้ว หากทำคนไทยตื่นตระหนก จะไม่อยู่เฉย

30 เมษายน 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลังประชิดชายแดน โดยเฉพาะตามแนวลวดหนาม จนทำให้ฝ่ายไทยจุดประทัดเตือน ว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 แต่มีการเคลื่อนย้ายมาซึ่งถือว่าผิดข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงได้ถือเป็นการแจ้งเตือน ซึ่งจริงๆ แล้วมีแนวทางใช้กำลังที่เตือนอยู่แล้ว ซึ่ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้มอบนโยบายแนวทางการใช้กำลังดังกล่าว ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากกัมพูชาละเมิดสิ่งใดที่ตกลงกันไว้ เราก็จะตอบโต้ตามแนวทางต่างๆ ตามภาพข่าวที่เราเห็นกัมพูชาได้เชิญผู้สังเกตการณ์ AOT มาลงพื้นที่ ก็จะมีกำลังทหารมาอยู่ใกล้บริเวณแนวรั้วที่เรารักษาอยู่ แต่เราก็มีวิธีการในการตอบโต้ของเรา ซึ่งจะทำให้เขาไม่ทำในสิ่งเหล่านั้นอีก

“ผมได้เน้นย้ำเราจะไม่ยอมในสิ่งที่เขามารบกวนหรือก่อกวนในพื้นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ของเราตระหนกตกใจ กองทัพจะไม่ยอมในเรื่องดังกล่าว หากถามว่าหากเกิดการกระทำลักษณะดังกล่าวจะกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและส่งผลต่อความ ร่วมมือในอนาคตหรือไม่นั้น ในระดับนโยบายผู้ใหญ่ของรัฐบาลและกองทัพมีการพูดคุยว่าอย่าทำเรื่องเหล่านั้นเด็ดขาดหากทำถือเป็นการละเมิดข้อตกลงเราคงไม่อยู่เฉย เราจะปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้”

เมื่อถามว่า กรณีปราสาทตาควายกัมพูชา ก็มีการประท้วงไทยไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวบูรณะปราสาท พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เขาทำอย่างอื่นมากไปกว่านี้ไม่ได้ ดังนั้น ขอให้ประชาชนไว้วางใจ เราเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ดูแลสถานที่ของเรา

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้ หวัง รบ.นึกถึงปอดคนไทย

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้  หวัง รบ.นึกถึงปอดคนไทย

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้ หวัง รบ.นึกถึงปอดคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.34 น.

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้  หวังรัฐบาลนึกถึงปอดคนไทย ช่วยโหวตในสภาฯ ไม่ปล่อยวัวหายล้อมคอก

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รับยื่นหนังสือจาก รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม และคณะ เพื่อขอเรียกร้องให้สนับสนุนและผลักดันการตราร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….

นายพริษฐ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ว่า ขั้นตอนการทำให้ร่าง  พ.ร.บ.อากาศสะอาดไปต่อ มี 2 ขั้นตอนใหญ่ คือ ครม.จะต้องมีมติยืนยันให้ร่างได้ไปต่อก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ หรือ 60 วันหลังจากมีการประชุมสภาฯ นัดแรก ซึ่งฝ่ายค้านจะติดตามตรวจสอบมติ ครม.อย่างใกล้ชิด เข้าใจว่า ครม.จะมีมติในการประชุมวันที่ 5 พ.ค.69 ซึ่งฝ่ายค้านได้เซ็นหนังสือเชิญตัวแทนสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมคู่ขนานกับวิปฝ่ายค้านในเช้าวันดังกล่าว  หากร่างฉบับใดที่ ครม.มีมติ  เราเห็นด้วยก็พร้อมสนับสนุน แต่หากไม่มีมติยืนยันออกมาในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เราจะได้ซักถามเหตุผลในที่ประชุม เสนอแนะกลับไปให้ทบทวน และมีมติก่อนวันที่ 12 พ.ค.69 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หาก ครม.มีมติยืนยันก็จะเข้าสู่ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เราต้องการ 350 เสียง หากพรรคร่วมรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้กฎหมายดังกล่าวไปต่อได้ อย่างไรก็มีเสียงเพียงพอแน่นอน หวังว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะนึกถึงสุขภาพและปอดของประชาชนคนไทยทุกคน เพราะการไม่ได้ไปต่อจะไม่เป็นผลดีเหมือนทิ้งงานที่หลายฝ่ายผลักดันร่วมมาหลายปี โยนทิ้งรายชื่อของประชาชน 26,500 รายชื่อ หวังว่ารัฐบาลจะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น

“หากประกาศบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้ว ภารกิจของเราก็ยังไม่เสร็จสิ้น เราอยากเห็นรัฐบาลใช้เครื่องมือจากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อเตรียมการรับมือในฤดูถัดไป อย่าปล่อยให้วัวหายล้อมคอก แต่ต้องใช้เครื่องมือในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และการลดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 ทั้งหมดเป็นคำสัญญาของพรรคฝ่ายค้านที่จะร่วมผลักดันให้กับประชาชน”นายพริษฐ์ กล่าว

นางการดี กล่าวต่อว่า อากาศสะอาดเป็นเรื่องสำคัญ หากเราอยู่เฉย ๆ คงไม่หายไปแน่นอน การลงมือทำจะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อจำกัดการปล่อยฝุ่นตั้งแต่ต้น ฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าจะต้องมีการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดไปต่อ เพราะปัญหาไม่ใช่แค่ฝุ่นเชิงกายภาพ แต่เป็นอนาคตความมั่นคงของมนุษย์และสุขภาพที่ส่งผลถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจด้วย 

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.21 น.

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนหนังสือลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวง ภายหลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ขณะนี้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วหรือยัง ว่า เรื่องนี้ต้องถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. เกษตรและสหกรณ์ ท่านรับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อถามว่า แต่เหมือนเป็นดราม่าใหญ่โตระหว่างอธิบดีกรมฝนหลวง กับรมว.เกษตรฯ นายกฯ กล่าวว่า ต้องไปถาม รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน จี้แก้ราคาพืชผลตกสวนทางต้นทุน

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน จี้แก้ราคาพืชผลตกสวนทางต้นทุน

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน จี้แก้ราคาพืชผลตกสวนทางต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน เผย สส.ทุกพรรคเห็นตรงกัน ราคาพืชผลเกษตรตกทุกประเภทสวนทางตุ้นทุน จี้ ศุภจี เร่งแก้วิกฤติ

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการอภิปรายในสภาในวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าผลผลิตทางการเกษตร ทั้งมะพร้าว ทุเรียน มังคุด มะม่วง ราคาตกต่ำกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาข้าวที่ตกต่ำติดต่อกันมานานกว่า 3 ฤดูกาล ทั้งนี้ราคาข้าวเปลือกอยู่ระหว่าง 5,500-6,300 บาทมานานแล้ว สวนทางกับต้นทุนการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นจาก 6,000 บาทต่อตันเป็น 7,500 บาทต่อตัน 

นายนพพล กล่าวว่า  ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินนโยบายแบบหลงทาง แทนที่จะมุ่งในการหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด แม้ในตลาดโลกจะมีคู่แข่งหลายประเทศ  ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ควรเริ่มเดินหน้าในการขยายตลาดข้าวไทยให้มากกว่านี้  คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยจะลดลงไม่ถึง 7.9 ล้านตัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะกระทรวงพาณิชย์ยังคงขายในตลาดเก่าที่ขายกันมานานนับ 10 ปี ทั้งๆ ที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศในแถบโอเชียเนียทั้ง 14 ประเทศ ยังคงมีความต้องการข้าวไทย แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งเสริมการขายหรือการส่งออกส่งผลให้ไทยเสียตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ไป  

“นอกจากนี้กรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปไลฟ์สดขายทุเรียนร่วมกับแม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง เป็นการขายแบบตัดราคาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดผลไม้ ผลที่ออกมาแม้ขายทุเรียนลูกละ 100 บาทได้มากถึง 15 ล้านบาท แต่ความเสียหายมากกว่านั้น เพราะนางศุภจีไปในฐานะของรัฐบาลและขายทุเรียนตัดราคาแบบนี้ลูกค้าต่างชาติจะมองประเทศไทยอย่างไร การจัดอีเว้นท์ขายทุเรียนที่ผ่านมาจึงเป็นผลเสียมากกว่าได้ เพราะในฐานะแม่ทัพ การตลาดไทยต้องทำเพื่อเกษตรกรไทย นำสินค้าไทยไปขายในต่างแดนเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั่วไทย แต่นางศุภจี กลับไปเพิ่มยอดขายให้กับแม่ค้าออนไลน์ การจัดอีเว้นท์ดังกล่าวทำลายตลาดทุเรียนไทยมากกว่าส่งเสริมการขายให้ชาวสวนทุเรียนทั่วไทย” นายนพพล กล่าว 

ทรงศักดิ์ เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ยังไม่ชัดหนุนแยกกระทรวงน้ำ

ทรงศักดิ์ เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ยังไม่ชัดหนุนแยกกระทรวงน้ำ

ทรงศักดิ์ เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ยังไม่ชัดหนุนแยกกระทรวงน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

ทรงศักดิ์ เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ระบุ รับช่วงต่อถอดบทเรียนแก้น้ำท่วมหาดใหญ่ ยังไม่ชัดหนุนแยกกระทรวงน้ำ บอก มี สทนช.คุมอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณ 2570 คณะที่ 1 แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 1/2569 ว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ตนได้ประชุมร่วมกับ สทนช. ซึ่งจะมี 9 มาตรการในการแก้ไขบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง ตนได้มอบนโยบายไปแล้วว่า เรื่องน้ำมีทั้งท่วมและแล้ง หากมองในเรื่องหลักการไม่เป็นเรื่องยาก น้ำท่วมเป็นเรื่องที่น้ำเกินกว่าพื้นที่กักเก็บน้ำ ส่วนน้ำแล้งคือ น้ำน้อยไม่พอใช้ ทั้ง 2 อย่างสามารถบูรณาการแก้ปัญหากันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จะจัดในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเดือน มิ.ย.นี้ จะมีแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยเข้าไปด้วยหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการถอดบทเรียน ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จตั้งแต่สมัยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯ ซึ่งตนเข้ามารับช่วงต่อ ส่วนใหญ่คิดตรงกันว่าพื้นที่รับน้ำมีไม่พอ มวลน้ำสะสม อย่างไรก็ตาม สทนช. มีผังน้ำอยู่แล้ว ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ว่าจุดใดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงต้องไปศึกษาและทำแก้มลิง ตัดตอนน้ำแต่ละจุดตามลุ่มน้ำต่างๆ ตนได้กำชับให้เร่งรัดทำในเรื่องนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่มองเพียงว่า เดี๋ยวก็ท่วม เดี๋ยวก็แล้ง ซึ่งบางครั้งปัญหาทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน หากมาดูแล้วน่าจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแยกกระทรวงที่จะมากำกับดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ สทนช.เป็นหน่วยงานที่สำคัญ การแก้ไขปัญหาน้ำเป็นงานบูรณาการร่วมกัน และตนยังไม่ทราบว่ามีการแยกเป็นกระทรวงน้ำ เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ในการแยกกระทรวงน้ำโดยเฉพาะ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าเรื่องการตั้งองค์กรที่เป็นการเฉพาะตัว ต้องดูให้เกิดความรอบคอบ ว่าหากทำแล้วจะสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างเป็นระบบอย่างไร วันนี้ สทนช.เองก็มีความพร้อมในตัวอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแยกกระทรวงดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากเรื่องน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้การทำงานของ สทนช. ไม่ได้มีอุปสรรคอะไร มีโครงสร้างและบุคลากร รวมถึงหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้ามาบูรณาการ และ สทนช.เองเป็นงานกำกับ ควบคุมเรื่องงบประมาณอย่าให้ซ้ำซ้อน และให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เป็นไปตามผลการศึกษาว่าพื้นที่ใดควรได้รับการจัดสรรงบประมาณเท่าใด หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นคนกลางให้หน่วยงานปฏิบัติได้เงินไปปฏิบัติตามโครงการที่เสนอขอมา และต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก ก.ตร. ลุยปรับเกณฑ์สายสืบสวน-แต่งตั้งตำรวจนอกวาระ

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก ก.ตร. ลุยปรับเกณฑ์สายสืบสวน-แต่งตั้งตำรวจนอกวาระ

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก ก.ตร. ลุยปรับเกณฑ์สายสืบสวน-แต่งตั้งตำรวจนอกวาระ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

30 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เวลา 08.20 น.โดยเข้ามาเพื่อไหว้องค์นรสิงห์จำลองตามปกติ ก่อนเดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.นัดแรกใน ครม.อนุทิน 2​ โดยทันทีที่เดินทางมาถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รอต้อนรับ

จากนั้น นายกฯ ได้กล่าวเปิดที่ประชุม ด้วยการแสดงความยินดีกับ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในโอกาสที่รับการเห็นชอบให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยขอแสดงความยินดีและขอขอบคุณ ในความทุ่มเท ทำคุณประโยชน์มากมายให้กับประเทศ ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุม

สำหรับวาระการประชุม ก.ตร.ที่น่าสนใจวันนี้ จับตาการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ความสามารถเพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งควบ ปรับระดับเพิ่มลดได้ในตัวเอง ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 เรื่องที่ 2 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี และเรื่องที่ 3 การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร กรณีมีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร.กำหนด เป็นต้น