หมอวรงค์ ติง รมว.พลังงาน แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบขั้นบันได ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

หมอวรงค์ ติง รมว.พลังงาน แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบขั้นบันได ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

หมอวรงค์ ติง รมว.พลังงาน แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบขั้นบันได ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.04 น.

“หมอวรงค์”ติง”รมว.พลังงาน” แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบ”ขั้นบันได” ไม่ตอบโจทย์ประเทศ เกิดล็อกสเปก ลามต้องรับมือสินค้าบริการส่อพุ่งขึ้นดาบสอง แนะเปิดประมูล”พลังงานสะอาด” เอาราคาเข้าแข่งขัน กำหนดต้องผลิตได้ 24 ชั่วโมง การันตีราคาถูกลงแน่นอน ลั่นอย่าไปเกรงใจ”กลุ่มทุน” จี้ตามปมร้อน”น้ำมัน” 4 ประเด็นหลัก

29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงกรณีการปรับราคาค่าไฟของรัฐบาล และปัญหาน้ำมัน ว่า ในเรื่องราคาไฟฟ้า ที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (28 เม.ย.) จะมีการปรับราคาแบบขั้นบันได หากใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย จะคิดเงินไม่เกิน 3 บาท 200 – 400 หน่วย คิดที่ 3.95 บาท และหากเกิน 400 หน่วย จะคิดที่ 5 บาทขึ้นไป แต่ทราบว่าผ่านการพิจารณาของ ครม.เฉพาะขึ้นแรก ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย แม้รัฐบาลพยายามจะอุ้มช่วยรายย่อย แต่ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำยังไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาราคาไฟฟ้าของประเทศ ขอถามตรงๆ ไปยัง รมว.พลังงาน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าบริสุทธิ์ใจ จริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า หากจริงใจตนขอเสนอทางออกเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งเรื่องราคา และเป้าหมายนำไปสู่ไฟฟ้าสะอาดของประเทศไทย ยอมรับว่าเรื่องไฟฟ้ามีทุนใหญ่เข้ามาครอบงำ ไฟฟ้าที่ผลิตจากฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็น LNG รวมถึงฟอสซิลตัวอื่น โดยเฉลี่ยหน่วยหนึ่งตก 4.75 บาท ถือว่าราคาสูงมาก แต่กระแสโลกต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มราคาถูกลง ดังนั้น ทิศทางไฟฟ้าที่ผลิตจากฟอสซิล โดยเฉพาะจาก LNG ในอนาคตไปต่อไม่ได้อยู่แล้ว เพราะโลกไม่ต้องการ จุดที่ผิดพลาดอยากเสนอไปยัง รมว.พลังงาน ในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการประมูลไฟฟ้าสะอาด เช่น โซล่าร์เซลล์ โซล่าร์ฟาร์ม เป็นต้น จะเกิดการกึ่งล็อกสเปก มีการกำหนดราคารับซื้อ หรือบล็อคราคาไว้เรียบร้อยแล้ว มันไม่มีการประมูลแข่งขัน นอกจากรู้จักคณะกรรมการ รู้จักรัฐมนตรี หรือเป็นของนายทุนใหญ่ ผลประโยชน์เกิดเฉพาะคนไม่กี่กลุ่ม

“วันนี้ทางออกของประเทศ ง่ายที่สุดคือเปิดโอกาสให้มีการประมูลแข่งขัน โดยเอาราคาเป็นตัวแข่งขัน เพียงแต่ต้องกำหนดไว้ว่าศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของไฟฟ้าสะอาดต้องได้ 24 ชั่วโมง ผมกล้ายืนยันว่าไฟฟ้าจะถูกลงแน่นอน ถ้ารัฐมนตรีบริสุทธิ์ใจจริงต้องทำลายระบบผูกขาดให้ได้ ไม่ต้องไปเกรงใจกลุ่มทุนต่างๆ อย่าให้เขามาล็อกสเปก ให้เทคโนโลยีแต่ละส่วนได้พัฒนา และเกิดการแข่งขันกันเอง ไม่จำเป็นต้องกำหนเราคาแบบขั้นบันได ประชาชนต้องการมีไฟฟ้าใช้ ไม่ได้สนใจว่าไฟฟ้าดวงนี้จะผลิตจากโซล่าร์เซลล์ ถ่านแบตเตอรี่ พลังงานลม แก๊สชีวภาพ หรือชีวมวล” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ไฟฟ้าภาพรวมทั้งหมด 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม กับธุรกิจ ไฟฟ้าครัวเรือนใช้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ภาพรวมรายใหญ่อุ้มรายย่อย แต่อย่าลืมว่านักธุรกิจมีหรือจะยอมขาดทุน สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำตามสเต็ปขั้นบันได สุดท้ายแล้วเขาต้องเอาต้นทุนไฟฟ้าไปโปะอยู่ในสินค้าและบริการ ต้องเตรียมพร้อมรับมือราคาสินค้าและบริการที่จะแพงขึ้นอีกครั้ง หลังจากน้ำมันที่ขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้

นพ.วรงค์ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาราคาน้ำมัน ที่ทางรมว.พลังงาน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องแถลงด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง ตนจึงมาติดตามใน 4 ประเด็น 1.ที่เคยแถลงว่ามีน้ำมันที่ถูกผลิตเพิ่มและนำออกจากคลังสำรองกว่า 700 ล้านลิตร มีการตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว 2.กองทุนน้ำมัน มีเจตนาเพื่อเยียวยาพี่น้องประชาชนไม่ให้ซื้อน้ำมันในราคาที่แพงเกินความจำเป็น และได้เคยให้ข้อมูลว่ามีการนำกองทุนน้ำมันไปเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ตามมาตรา 7 ในพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 สิ่งเหล่านี้คือการทุจริตกองทุนน้ำมันหรือไม่ กระทรวงพลังงานมีการตรวจสอบอย่างไรบ้าง 3.ผู้ค้ารายใหญ่มีการกักตุนน้ำมัน ในคืนวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขเฉพาะแค่คลังในอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบ 29,400,000 ลิตร และยังมีอีกหลายแห่งที่มีการตรวจพบ กระทรวงพลังงานมีการตรวจสอบอย่างไรบ้าง และมีการดำเนินการแล้วไปอย่างไร

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า 4.เรือขนถ่ายน้ำมันจากโรงกลั่นหายไประหว่างเดินทาง 57 ล้านลิตร โดยล่าสุดมีข้อมูลออกมาว่ามีการใช้เอกสารใบกำกับการขนส่งทางเรือผิดปกติ ไม่เป็นไปตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน เหตุใดความผิดจึงเปลี่ยนไปและน้อยลงจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏก่อนหน้านี้ ทั้งที่ปัญหาแอบขนส่งน้ำมันไปต่างประเทศ หรือกักตุนน้ำมันมัน เป็นเรื่องใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อมั่น รมว.พลังงาน แต่ไม่เชื่อมั่นระบบโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพราะมีการกินรวบ จึงขอให้ รมว.พลังงาน ติดตามเรื่องนี้ และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ เพราะสิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์มหาศาลหลักหมื่นล้านบาท ยืนยันว่าหากเข้าใจพลังงานของประเทศอย่างชัดเจนทั้งระบบ การติดตามปัญหาจะเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป

ฝ่ายค้านลุยแบ่งงาน! เดินหน้า ครม.เงา เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล

ฝ่ายค้านลุยแบ่งงาน! เดินหน้า ครม.เงา เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล

ฝ่ายค้านลุยแบ่งงาน! เดินหน้า ครม.เงา เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

“ฝ่ายค้าน”ลุยแบ่งงาน เดินหน้า”ครม.เงา”เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล ตั้ง”วีระยุทธ”ดูเศรษฐกิจ “ศิริกัญญา”ดูแลการปฏิรูปรัฐ “เดชรัต”ดูคุณภาพชีวิตใหม่ “พิจารณ์”ดูความมั่นคงใหม่ ย้ำ 1 เดือนนี้เข้ม ตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส-ทบทวนโครงการแลนด์บริจด์-ลดค่าไฟ-ทวงคืนกฎหมายช่วยลมหายใจสะอาด

29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.เงา ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมภายในเพื่อออกแบบการทำงานในทีมพรรคประชาชน ย้ำว่า “ครม.เงา” นั้นไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาชนหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศนี้คิดขึ้น แต่เรารับเอาวัฒนธรรมการเมืองในต่างประเทศ เช่นอังกฤษที่มีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา เป็นร้อยๆ ปีแล้ว ทั้งนี้ สิ่งที่เรามองเห็นหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ.69 นอกจากความถดถอยทางเศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรมแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นคือ ความถดถอยของความหวัง ซึ่งเชื่อว่าพรรคประชาชนก็จะเป็นกลไกสำคัญที่เราคิดและเชื่อว่าจะช่วยเติมความหวัง ให้กับประชาชนคนไทยได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการทำงาน จะมีการประชุม ครม.ทุกสัปดาห์มีความสำคัญ ทุกมติที่ออกมาส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ มีคนที่ได้และเสียประโยชน์ทุกการตัดสินใจในทุกการดำเนินนโยบาย ดังนั้น การมีทีม ครม.เงา ของพรรคประชาชน จะช่วยตรวจสอบการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกมติที่ออกมา จะติดตามและตีแผ่ให้เห็นว่าการตัดสินใจของรัฐบาลนี้เพื่อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ส่วนการเติมความหวังนั้น ครม.เงา จะทำหน้าที่เสนอแนะหรือทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งเราเชื่อว่า หากคนไทยมีรัฐบาลที่มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ ตัวเลือกที่ดีกว่าในการดำเนินนโยบายต่างๆ นั้นจะเป็นอย่างไร สุดท้ายที่เป็นภารกิจโดยตรงของ ครม.คือให้ข้อเสนอแนะเร่งด่วนในวิกฤตเฉพาะหน้า ให้รัฐบาลดำเนินการทันที

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งงานเป็น 4 เสาหลักพร้อมผู้รับผิดชอบ คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีราชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลการปฏิรูปรัฐ นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านคุณภาพชีวิตใหม่ และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรรประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีทีม สส.มาเป็น ครม.พรรคประชาชน เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานและประชุมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ผลลัพธ์การประชุมวันนี้ชั่วโมงเศษๆ มีการพูดคุย 4 เรื่องด่วน ที่จะติดตามใกล้ชิดในช่วง 1 เดือน จากนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส 2.โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งต้องมีการทบทวน ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร 3.เรื่องค่าไฟ ข้อเสนอของเราที่ดีกว่าในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไร และ 4 เรื่องลมหายใจ รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายปกป้องลมหายใจของคนไทย 2 ร่างสำคัญคือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR กลับมาเดือนหน้าต่อภายใน 12 พ.ค.

เมื่อถามว่า แคนดิเดต ครม. The Professionals จะมาร่วมประชุมด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะมีส่วนร่วมประชุมด้วยแน่นอน เป้าหมายของพวกเราไม่ได้ยึดโยงกับตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นทีม The Professionals หรือทีมที่แถลง ทีม สส.ภาคเอกชน ภาคประชาชนทุกภาคส่วน เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกันกับทุกคน โดยเอาวาระของประเทศเป็นตัวตั้ง

เมื่อถามว่า ครม.เงา ในอดีตเช่นพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บางคนได้เป็น ครม.จริงด้วย ใช้ได้กับพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่เคยยึดติดตัวบุคคล และไม่ปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกับคนมีความรู้ ความสามารถ มีเจตจำนงทางการเมือง แต่ครม.เงาของพรรคประชาชนทำงานกันเป็นทีม ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าต้องมาทำงานเพราะตำแหน่งในครั้งหน้า แต่ทุกคนเอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ส่วนจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมร่วมกับครม.เงาด้วยหรือไม่นั้น ในฐานะพรรคฝ่ายค้านให้ข้อเสนอไป ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลว่าจะหยิบไปทำต่อหรือไม่ ส่วนที่เราพยายามผลักดันให้เกิดการทำจริงในฝั่งราชการนั้นก็ต้องฝากข้อเสนอผ่านครม.ไปยังกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ นี่คือการที่เราพยายามให้ข้อเสนอที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น หากรัฐบาลไม่ยอมนำข้อเสนอเหล่านั้นไปดำเนินการ ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินหน้าตารัฐบาลหน้าผ่านการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า หากในอีก 1 – 2 ปี ครม.จริงไปไม่รอด ครม.เงา ของพรรคประชาชน จะมีส่วนเข้าไปเติมเต็มหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เร็วไปที่จะพูดถึงการปรับเปลี่ยนหน้าตารัฐบาล ตอนนี้วาระสำคัญที่ ครม.เงา นำเสนอไป คือการพยายามเติมเต็มความหวังของประชาชน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เสนอทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนบริบทการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ขอให้รอติดตามการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้า

เมื่อถามถึงมติที่ประชุมของพรรคเรื่องเงื่อนไขของการเข้าร่วมรัฐบาลคือจะสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีแค่นั้นเลย เราเข้ามาทำงานการเมืองคือต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของรายละเอียดของสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้ในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เร็วไปที่จะพูดและเปล่าประโยชน์ที่จะพูดด้วย เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ตนพูดได้คือเป็นมติของที่ประชุมใหญ่พรรคคือพรรคประชาชนเห็นตรงว่าเราเข้ามาทำงานการเมืองไม่ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะแค่อยากได้อำนาจรัฐและการจัดสรรงบประมาณ เราอยากได้อำนาจรับเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามว่า 4 วาระเร่งด่วนของ ครม.เงา ที่จะเสนอให้ ครม.จริง คาดหวังการปรับ ครม.จริง ด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การปรับหรือไม่ปรับอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล และความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย การตรวจสอบเรื่องการปรับ ครม.จะส่งผลสะเทือนหรือไม่ เราก็ทำเต็มที่ นอกเหนือจากการตรวจสอบแล้วการให้ข้อเสนอแนะที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเราก็ต้องทำไปพร้อมกันด้วย การจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่ฝั่งเราฝั่งเดียว แต่อยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง เชื่อว่าการจัดรัฐบาลแบบยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ และการที่เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะทำรัฐบาลที่ดูแข็งนอกแต่จริงๆ แล้วอ่อนใน มีความปราะบาง อยากให้ประชาชนติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในชุด ครม.เงา อย่างต่อเนื่อง

จ่อยื่นลาออกวันนี้! ราเชน​ น้อมรับคำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ แต่คาใจสาเหตุ

จ่อยื่นลาออกวันนี้! ราเชน​ น้อมรับคำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ แต่คาใจสาเหตุ

จ่อยื่นลาออกวันนี้! ราเชน​ น้อมรับคำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ แต่คาใจสาเหตุ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.47 น.

29 เมษายน 2569 นายราเชน​ ศิลปะรายะ​ อธิบดี​กรม​ฝนหลวง​และ​การบิน​เกษตร ​เปิดเผยว่า​ เตรียม​จะยื่น​หนังสือ​ลาออก​ในสัปดาหน้า​ ภายหลังคณะรัฐมนตรี (​ครม.)​ มีมติ​เห็นชอบ​ให้​โยกย้าย​ตนไปเป็​นผู้​ตรวจราชการ​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์ ​ตามที่ นายสุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์ ​เสนอ​ โดยพร้อมน้อมรับคำสั่ง​ แม้จะกังขาถึง​สาเหตุ​ของ​การ​โยกย้าย​

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลารับราชการกว่า 30 ปี ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยย้ำว่า​ หากมีการตรวจสอบก็พร้อม แต่ในกรณีนี้ยืนยันว่าไม่มีความผิด และไม่เคยได้รับการชี้แจงเหตุผลของการโยกย้ายอย่างเป็นทางการ

“การตัดสินใจลาออกก็เป็นหนทางในการรักษา​ศักดิ์​ศรีของ​ข้าราชการ​ โดยเดิมมีแผนจะลาออกก่อนเกษียณอยู่แล้ว และพิจารณาให้มีผลเร็วขึ้นจากคำสั่ง​โยก​ย้าย​ดังกล่าว​ พร้อมเปิดทางให้ผู้บริหารใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อ โดยเชื่อว่าภารกิจสำคัญของกรมฯ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ และรับมือภัยพิบัติ ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” นายราเชน ระบุ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายราเชน จะเดินทางไปยื่นใบลาออกที่สำนักปลัดฯ ในเวลา 14.00 น.วันนี้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลดฟ้าผ่า ราเชน พ้นอธิบดีฝนหลวง ให้ วิทยา นั่งแทน)

ทักษิณ ลุ้นด่านสุดท้าย! พักโทษติดกำไล EM หรือไม่ – เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ

ทักษิณ ลุ้นด่านสุดท้าย! พักโทษติดกำไล EM หรือไม่ - เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ

ทักษิณ ลุ้นด่านสุดท้าย! พักโทษติดกำไล EM หรือไม่ – เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.

“ทักษิณ”ลุ้นผลคณะกรรมการพักโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ต้องติดกำไล EM หรือไม่ หลังคุณสมบัติผ่าน 2 ด่านแล้ว เผยปล่อยตัวคุมประพฤติบ้านจันทร์ส่องหล้า อีก 4 เดือน เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ ไร้ข้อห้ามข้องเกี่ยวการเมือง เว้นส่อกระทำผิดซ้ำ ด้าน”อธิบดีกรมราชทัณฑ์”เผยนำโปรไฟล์ผู้ต้องขังทั่วประเทศเกิน 500 รายที่ผ่านเกณฑ์พักโทษเข้าหารือที่ประชุม ระบุวันนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย

จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม แดนพยาบาล จากคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งปัจจุบันนายทักษิณ ได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 20 วัน และเตรียมจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยจะครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี หรือ 8 เดือน โดยนายทักษิณ จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติ ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ต่อจากนั้นจะครบกำหนดโทษ 1 ปี ในวันที่ 9 ก.ย.69 พ้นโทษและเป็นอิสรภาพโดยสมบูรณ์

โดยในขั้นตอนพิจารณาการพักการลงโทษกรณีทั่วไป สำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก 3 คณะกรรมการ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ 2.คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ และ 3.คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษมาแล้ว 2 คณะ คือ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ และคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จึงยังเหลือเพียงการพิจารณาเห็นชอบสุดท้าย โดยคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ในการประชุมวันนี้ (29 เม.ย.69) โดยมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ แทน

ล่าสุดวันนี้ (29 เม.ย.69) เวลา 09.00 น.ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า สำหรับการประชุมของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือคณะกรรมการพักโทษระดับกระทรวงยุติธรรม องค์ประชุมของคณะกรรมการฯ จะประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย และเมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร และนักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุอีกว่า สำหรับเอกสารแสดงความประสงค์เรื่องสถานที่คุมประพฤติพักโทษครั้งนี้ของ นายทักษิณ ชินวัตร ทางทนายความได้แจ้งเป็นบ้านเลขที่ 472 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 แขวงและเขตบางพลัด กรุงเทพมหา นคร หรือ บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งมีรายชื่อของผู้อุปการะที่จะให้ความดูแลนายทักษิณระหว่างการคุมประพฤติเรียบร้อยแล้ว

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรมระบุอีกว่า หากวันนี้ นายทักษิณได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมให้ได้รับการพักโทษคุมประพฤติ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน จึงจะครบกำหนดโทษ 1 ปี ในวันที่ 9 ก.ย.69 และพ้นโทษตามขั้นตอน หลังเข้ารับโทษในเรือนจำฯ มาแล้ว 8 เดือน นับแต่วันที่ 9 ก.ย.68 ส่วนเรื่องการติดกำไล EM ระหว่างคุมประพฤติหรือไม่นั้น ทางกรรมการในที่ประชุมจะได้มีการหารืออย่างถี่ถ้วน เนื่องด้วยนายทักษิณถือเป็นผู้ต้องขังสูงวัยที่มีอายุเกินกว่า 70 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยารักษาต่อเนื่องเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงต้องรับฟังเหตุผลข้อหารือของกรรมการแต่ละหน่วยงานด้วย รวมถึงกรณีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องการข้องเกี่ยวกับทางการเมือง ที่ถึงแม้ระเบียบการพักการลงโทษจะไม่ได้ห้ามไว้ แต่ก็สามารถเป็นเรื่องการหารือในส่วนของเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ หากมีความจำเป็น

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม อธิบายถึงเงื่อนไขการคุมความประพฤติสำหรับผู้ได้รับการพักการลงโทษ ผ่าน 9 ข้อสำคัญ ดังนี้

1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ

2.ต้องพักอาศัยอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน

3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง

4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง

5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด

6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก

7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด

8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่

และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดง และหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

“หากผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษจำคุกประพฤติผิดเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่อาจจับกุมตัวกลับมาคุมขังอีกโดยไม่ต้องมีหมายจับ ทั้งจะต้องถูกลงโทษทางวินัยอีกด้วย และนอกจากนี้ การขอย้ายที่อยู่และเปลี่ยนผู้อุปการะต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบล่วงหน้าและให้ผู้อุปการะใหม่ให้คำรับรองต่อพนักงานคุมประพฤติหรืออาสาสมัครคุมประพฤติ พร้อมย้ำว่า ในระหว่างการคุมความประพฤติ ผู้ถูกคุมความประพฤติยังคงเป็นนักโทษ ดังนั้น จึงไม่สามารถอุปสมบทหรือเกณฑ์ทหารได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากกระทรวงยุติธรรม ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่ามีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ได้ทยอยเดินทางมาแล้ว อาทิ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่พบว่าทีมงานมีการนำเอากล่องลังเอกสารมาด้วยจำนวนมาก

โดย พ.ต.ท.ประวุธ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า วันนี้ทางกรมราชทัณฑ์เตรียมเอกสารทั่วไปเป็นโปรไฟล์ของผู้ที่อยู่ในงเข้าเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษจากทั่วประเทศ เกินกว่า 500 รายแน่นอน และอดีตนายกรัฐมนตรีก็คือ 1 ในนั้น เพราะปกติแล้วรอบหนึ่งก็ประมาณพันว่าคน อย่างไรก็ตาม เรื่องเงื่อนไขการติดหรือไม่ต้องติดกำไล EM หรือเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับการหารือในที่ประชุมของคณะกรรมการฯ สำหรับวันนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูผลการพิจารณาต่อไป

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน ซ้ำเติมชาวสวนเดือดร้อน จี้ รัฐบาลแก้ปัญหาเกษตรอย่างเป็นระบบ หยุดคิดจะพึ่งอินฟลูฯ

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพิมรี่พาย แม่ค้าออนไลน์ และอินฟูลเอนเซอร์ชื่อดัง ร่วมส่งเสริมการขายทุเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ว่า “ทุเรียนลูกละ 100 บาทจริงหรือไม่ ต้องตัดสินใจเอาเอง แบบนี้เท่ากับพูดเกินจริงหรือเปล่า ถึงคุณจะยังไม่ได้ขาย แต่ผมว่า คุณเอาข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้ว

ต้นทุนจริง ๆ ที่ชาวสวนทุเรียนอยากได้น่าจะประมาณ 130 – 150 บาทต่อกิโล ทุเรียนแต่ก่อนแบ่งเป็นสองภาคภาคตะวันออกกับภาคใต้ ทั้ง 2 ภาคนี้ผลผลิตจะออกมาห่างกัน แต่เนื่องด้วยปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ทั้ง 2 ภาค ออกผลผลิตมาพร้อม ๆ กัน ส่งผลทำให้เกิดทุเรียนล้นตลาด

นายกรัฐมนตรีต้องลองดูข้อมูลตรงนี้จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอย่างไร เพราสิ่งที่เราไม่อยากเห็นคือ การที่เกษตรกรเอาทุเรียนมาทิ้งตามถนน และสิ่งที่เกษตรกรต้องการแน่นอนคือ ปุ๋ยราคาถูก ถ้าปุ๋ยถูก เราก็ย่อมจะแข่งขันกับต่างประเทศได้แน่นอน

แต่สาระที่ออกมาพูดเรื่องนี้คงไม่ใช่มาบอกเรื่องทุเรียนแต่อยากจะบอกว่า สิ่งที่ท่านรองนายกทำร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์มันถูก หรือสมควรหรือเปล่า ทำให้เกิดมาตรฐานราคาของทุเรียนใหม่หรือเปล่า แต่พอวันขายจริงก็ไม่ได้ทำอย่างงั้น อย่าลืมพืชผลทั้งการเกษตรอย่างอื่นด้วย อ้อย ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงผลไม้ทุกอย่างดูให้ทั่วนะครับ

ถ้าวันนี้แล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ กลับต้องใช้อินฟลูเอนเซอร์มาช่วย ผมมองว่า แนวคิดดี แต่รัฐบาลไม่น่าจะทำได้แค่นี้ ผมเห็นสมควรกับการจัดการตลาดเพื่อการเกษตร หรือเอาอินฟลูหลาย ๆ คนมาไลฟ์ขายพร้อม ๆ กัน หรืออีกอย่างที่พวกเราพยายามทำแต่หมดสมัยก่อนคือ การมีแพลตฟอร์มของคนไทยเอามาใช้ไม่ต้องให้เอาของต่างชาติมาใช้น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด”

กระจูดพัทลุง ครองแชมป์! รัฐบาลเผยสินค้า GI สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้าน

กระจูดพัทลุง ครองแชมป์! รัฐบาลเผยสินค้า GI สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้าน

กระจูดพัทลุง ครองแชมป์! รัฐบาลเผยสินค้า GI สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้าน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“รัฐบาล”เผยสินค้า GI กลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้านบาท “กระจูดพัทลุง”ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท

29 เมษายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการสำรวจสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) จำนวน 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า สามารถสร้างมูลค่าการตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 440 ล้านบาท โดยมี 5 อันดับที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ กระจูดพัทลุง นิลเมืองกาญจน์ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ดินสอพองลพบุรี และหินอ่อนพรานกระต่าย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า กระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาทต่อชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ส่วนนิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500 – 50,000 บาท สำหรับเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI สำหรับดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท และหินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000 – 12,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600 – 3,000 บาทต่อตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100 – 450,000 บาทต่อชิ้น

“มูลค่าการตลาดของสินค้าดังกล่าว เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการขับเคลื่อนสินค้า GI เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SME Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ถก 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจงปมนักวิชาการบูลลี่

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ถก 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจงปมนักวิชาการบูลลี่

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ถก 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจงปมนักวิชาการบูลลี่

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. พิจารณา 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจง หลังกลุ่มนักวิชาการบูลลี่คนใช้ไฟฟ้ามากต้องอุ้มคนใช้ไฟฟ้าน้อย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. อุตสาหกรรม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช. มหาดไทยและนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

โดยนายกฯ กล่าวก่อนตอนต้นประชุมว่า วันนี้เรามาประชุมกันครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งทุกท่านคงทราบว่า เรามีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอน มีความปั่นป่วนตลอดเวลา ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างโดยตรง และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนได้รับผลกระทบไปด้วย ในการนี้รัฐบาลได้มีการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการ เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจำนวน 5 ฉบับ อันเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ที่ผ่านมาว่า รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้บริหารจัดการให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอ  และน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม 

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับวันนี้เป็นการประชุม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะมีการพิจารณาดำเนินการดังนี้ 1. ให้กระทรวงพลังงานเร่งเสนอเรื่องแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2567 – 2580 ซึ่ง เป็นแผนพลังงานแห่งชาติ เป็นกรอบทิศทาง ในการดำเนินการด้านพลังงานของประเทศ 2. ขอให้กระทรวงพลังงาน ได้เร่งศึกษามาตรการของเอกชน ในการทำสัญญาซื้อขายพลังงานกับภาครัฐโดยตรง และ3.ใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

นายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมวันนี้จะมีการพิจารณา 2 เรื่องหลักคือ 1.การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ฟ้าไฟฟ้าประเภท บ้านอยู่อาศัย ตนขอเน้นย้ำว่าเป็นบ้านอยู่อาศัย ไม่ใช่อุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการ และ 2.การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับประชาชน

“ในส่วนนี้ต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น เพราะมีการให้สัมภาษณ์บูลลี่ต่างๆ จากกลุ่มนักวิชาการที่คนใช้ไฟฟ้ามากต้องมาอุ้มคนใช้ไฟฟ้าน้อย เราจึงต้องตัดตอนก่อน มัน มันเป็นการให้ข้อมูลที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงขอให้รมว.พลังงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงและแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อไป“ นายกฯ กล่าว

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ปัดตอบสส.ออกไลน์กลุ่มเหตุไม่พอใจหรือไม่ เชื่อคุยกันได้ไม่เกิดรอยร้าว 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสความไม่พอใจในพรรคภท.หลังมีรายชื่อประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 14 คณะ เผยจนมีสส.บางคนออกจากไลน์กลุ่มพรรค ว่า รายชื่อดังกล่าวเป็นเพียงกระแสข่าว คาดว่าจะได้รายชื่ออย่างเป็นทางการอีก 1 สัปดาห์ ซึ่งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมีการเรียกประชุมอีกครั้ง แล้วรีบตั้ง กมธ.สามัญให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ส่วนที่กระแสข่าวว่ามีหนึ่งในบุคคลที่คาดว่าจะได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ แต่ไม่มีรายชื่อจนสร้างความไม่พอใจ จนออกจากกลุ่มไลน์นั้น นายภราดร กล่าวว่า โทรศัพท์เสีย จนไลน์เด้งหรือไม่

เมื่อถามว่าพรรคจะมีการเยียวยาบุคคลที่ไม่ได้ตำแหน่งอย่างไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ตำแหน่งมีไม่มาก ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการทำหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ แต่คนที่มีความสามารถในพรรคกลับมีมากกว่า ดังนั้น เราไม่สามารถให้ตำแหน่งกับทุกคนได้ทั้งหมด พรรคจะบริหารจัดการในส่วนของเพื่อนสมาชิกอย่างเป็นธรรมสูงสุด

เมื่อถามว่าจะไม่ทำให้เกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ในพรรค นายภราดร กล่าวว่า “คงไม่ครับ” เรื่องบ้านเราก็คุยกันในบ้าน

เปิดจุดขาย 878 อำเภอ ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้

เปิดจุดขาย 878 อำเภอ ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้

เปิดจุดขาย 878 อำเภอ ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.30 น.

ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ หนุน SMEs ไทยสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

29 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด ค้นคลังน้ำมัน

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด  ค้นคลังน้ำมัน

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด ค้นคลังน้ำมัน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด ค้นคลังน้ำมัน แกะรอยกักตุนหรือไม่ กู้2หมื่นล.โปะกองทุนฯ

ตำรวจร่วมกับดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการบุกค้นบริษัทคลังน้ำมัน-ท่อส่งน้ำมันในพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 7 จุดสำคัญ หลังพบความผิดปกติในการรายงานตัวเลขน้ำมัน ขณะที่ ครม.ไฟเขียวให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง พยุงราคาพลังงาน รับวิกฤตโลก

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 28 เมษายน 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน, เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดสระบุรี, เจ้าหน้าที่สรรพสามิตจังหวัดสระบุรี, พลังงานจังหวัดสระบุรี และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบผู้ประกอบการน้ำมัน แก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลน โดยเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายคลังน้ำมัน 3จังหวัด คือ จ.ขอนแก่น จ.สมุทรสาครและ จ.สระบุรี รวม 7 จุดสำคัญ แบ่งเป็น บริษัทท่อส่งน้ำมัน, บริษัทน้ำมันค้าปลีก, ส่วนงานบริหารธุรกิจของบริษัทคลังน้ำมัน และบริษัทคลังเก็บน้ำมันที่เป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังพบความผิดปกติจากรายงานตัวเลขน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกักตุน เพื่อเก็งกำไรหรือไม่

ผู้สื่อข่าวได้ติดตามการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ มายัง 1 ใน 7 จุดสำคัญ ซึ่งจุดนี้ตั้งอยู่ใน อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เป็นบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ เมื่อชุดปฏิบัติการมาถึง ได้มีตัวแทนบริษัท มาเข้ามาพบ และให้ความร่วมมือในการนำทีมปฏิบัติการทั้งหมด เข้าตรวจสอบภายในบริษัททันที โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน เข้าไปภายในจุดที่เป็นสำนักงานที่มีการชี้แจงข้อมูล

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่า บริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อดังกล่าวนี้ เป็นเพียงบริษัทรับจ้างส่งน้ำมันทางท่อเท่านั้น ที่มีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 4-5 บริษัทเป็นเจ้าของน้ำมัน และใช้บริการบริษัทนี้ในการส่งน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะส่งน้ำมันทางท่อแล้ว ยังพบว่ามีการขนส่งน้ำมันผ่านรถบรรทุกน้ำมันของบริษัทต่าง ๆ เพื่อไปยังหน้าปั๊มน้ำมันด้วย

มีรายงานว่า การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันดังกล่าว ใน จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่จะขอตรวจสอบเอกสารคำสั่งซื้อน้ำมัน, ข้อมูลรับส่งน้ำมันประจำวัน, ข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลังประจำวัน,ทะเบียนรถบรรทุกที่เข้ามารับน้ำมัน เพื่อตรวจสอบการเข้าออกจากคลังว่ามีทั้งหมดกี่คัน ทะเบียนป้ายใดบ้าง ปลายทางไปที่ไหน, ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน, ภาพกล้อวงจรปิดภายในคลังน้ำมัน, แผนผังการเก็บน้ำมันระบบท่อส่ง และข้อมูลมิเตอร์ไฟฟ้า ตลอดทั้งเดือนมีนาคม ตั้งแต่เกิดภาวะสงครามตะวันออกกลาง จนมาช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน 20-25มี.ค.และการเข้าตรวจคลังน้ำมันในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ที่ให้เดินหน้าตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 92 คลัง และการเข้าตรวจวันนี้เป็นคลังน้ำมันที่อยู่ในจำนวนดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อมูลหนึ่งในรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน เปิดเผยว่า เขาเป็นคนขับรถบรรทุกน้ำมันของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา เป็นปั๊มขนาดเล็กในพื้นที่ เขาขับรถมาเพื่อรับน้ำมันที่คลังน้ำมันแห่งนี้ ทั้งหมด 32,000 ลิตร เพื่อไปเติมเข้าระบบหน้าปั๊ม ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่ได้เดินทางมาทุกวัน ขึ้นอยู่กับบริษัทจะให้เข้ามารับน้ำมันวันไหน

ขณะเดียวกัน คนขับรถบรรทุกน้ำมันของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สระบุรี ให้ข้อมูลว่า จะเข้ามารับน้ำมันที่คลังแห่งนี้เกือบทุกวัน ประมาณ 40,000 ลิตร แต่ช่วงที่น้ำมันขาดแคลน ก็มีการจำกัดปริมาณน้ำมัน เหลือวันละ 30,000 ลิตร

วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2หมื่นล้านบาท และให้กองทุนดำเนินการกู้เงินได้ เมื่อครม.อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย.2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมันและมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.2569 และมีแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือน ก.ค.2571-ส.ค.2574 เพื่อเสริมสาพคล่องให้กองทุนสามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน

รายงานข่าวแจ้งว่า สถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 26 เม.ย.2569 ติดลบ 62,364 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 24,143 ล้านบาท และบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 38,221 ล้านบาท