ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.29 น.

“ยศชนัน”ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม เร่งสร้างผู้นำคุณภาพผ่านหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ลั่นไทยยังมีโอกาสหากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบายได้

24 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบาย ในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (PPCIL) รุ่นที่ 8 โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.อุรัจฉวี อุณหเลขกะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ NIA พร้อมคณะผู้บริหาร วิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม เข้าร่วม ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ

ทั้งนี้ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตอย่างแท้จริง ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยจำเป็นต้องตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจะมีคุณค่าในบริบทใด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร

รองนายกฯ และ รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก

นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนับสนุน ผ่านการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า ผมเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับประเทศ ขอให้ทุกท่านคิดเชิงระบบ คิดเชิงอนาคต คิดเชิงนวัตกรรม พร้อมกล้าตัดสินใจและกล้าขับเคลื่อนในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบาย และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติได้จริง

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

“นายกฯ”ฝาก”หวัง อี้”อย่าลืมไทย หาก”จีน”ไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ พร้อมขอให้ขายปุ๋ยช่วยไทย เผยจีนยินดีเป็นตัวกลางไทย-กัมพูชา พร้อมแจ้งท่าที”เขมร”ไม่อยากสู้รบแล้ว ลั่นความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงถึงผลการหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ในการหารือแบบทางการได้มีการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งท่านมีน้ำใจไมตรีแวะมาเยี่ยมนายกฯของไทย ซึ่งเราได้หารือและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดถึงวิกฤตพลังงานในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยทุกอย่าง และขอให้จีนช่วยหากได้ไปเจรจาการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เรื่องการบริหารการจัดส่งพลังงาน น้ำมันดิบ ก๊าซ ก็ขอให้นึกถึงประเทศไทยรวมไปในบริบทการเจรจาด้วย เพราะเส้นทางการเดินเรือต่างๆจากตะวันออกกลางไปประเทศจีนต้องมีส่วนที่ผ่านประเทศไทย ซึ่ง นายหวัง อี้ ก็บอกว่าขออย่าได้กังวล เพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ซึ่งตนถือโอกาสคุยเรื่องปุ๋ยว่าในวิกฤตการณ์พลังงานประเทศไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้ในสภาวะค่อนข้างนิ่งแต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคง เพราะเราไม่รู้สงครามจะยาวนานเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เราให้ความมั่นใจว่าเรื่องน้ำมันไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาแน่นอน ซึ่งได้มีการตรวจสอบกลุ่ม ปตท.และโลจิสติกส์ต่างๆ แล้วประเทศไทยมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเรียน นายหวัง อี้ ว่าถ้าเราบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้แล้วก็ยังมีอีกสองประเด็นใหญ่ถ้าหากไทยได้รับการสนับสนุนจากจีน ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาใดๆ ที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนรับไม่ได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งเรื่องปุ๋ย อยากให้จีนพิจารณาเรื่องการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าเขามีปริมาณมากเพียงพอเพื่อมาช่วยเกษตรกรชาวไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถจัดสรรปุ๋ยให้เพียงพอในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ไปเจรจากับรัสเซียด้วย ซึ่งถ้าจีนกับรัสเซียสามารถมีโควตาปุ๋ยมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ก็จะทำให้ปัญหาหลักๆ ของไทยแก้ไปได้เยอะ

เมื่อถามว่า ในส่วนของจีนได้มีการขอความร่วมมืออะไรจากไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากมีความขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องมีการสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ตนได้แจ้ง นายหวัง อี้ ไป

เมื่อถามว่า ทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไรและวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด เมื่อถามว่า จีนมายืนยันความเป็นกลางระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง เขาบอกประเทศไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ตนก็ยังบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่จีนบอกว่าสำหรับจีนประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกรมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกมเมอร์ ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆ ไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน

เมื่อถามว่า จีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯ ขับรถไฟฟ้าพา นายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคบ น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย

เมื่อถามว่า การที่ นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนกับว่าจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก เมื่อถามว่า รวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

เมื่อถามว่า ที่ขับรถพา นายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน นายหวัง อี้ บอกว่าขับรถนิ่มหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า บอกนึกว่ามีอาชีพขับแท็กซี่มาก่อน เมื่อถามว่า ถือเป็นนายกฯ คนแรกที่ขับรถให้ นายหวัง อี้ นั่งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.17 น.

24 เมษายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เข้าตรวจราชการและมอบนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐของสำนักงาน ป.ป.ท.พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของหน่วยงาน โดยมี นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , นายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท.ทั้งส่วนกลาง และ ป.ป.ท.เขต 1 – 9 เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 28 สำนักงาน ป.ป.ท. อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค จ.นนทบุรี และผ่านสื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

นายภราดร กล่าวว่า จากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภา ข้อ 10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ข้อ 20 ราชการทันใจ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี และข้อ 23 แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งในด้านต่างประเทศและความมั่นคง และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การ “ปลดล็อก” ศักยภาพของประเทศในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง ฟื้นคืนความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในด้านความโปร่งใสและหลักนิติธรรม ทำให้นานาชาติให้การยอมรับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ และลดโอกาสการเกิดการทุจริตเชิงระบบ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้สำนักงาน ป.ป.ท.ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยมีแนวคิดในการจัดตั้งกลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามกรอบเวลา และสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวต่อไป

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง ว่า ดำเนินการไปแล้ว ทั้งชายแดนมาเลเซีย และชายแดนกัมพูชา งบประมาณเบื้องต้นถูกจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในพื้นที่จังหวัดแนวชายแดน ส่วนที่เหลือที่อยู่นอกเหนือเฟสแรก เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมาที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้แต่ละหน่วยงานทำเรื่องเสนอเข้ามาให้ใช้งบประมาณปกติ และมีหมายเหตุมาว่าถ้างบประมาณไม่พอให้จัดสรรงบกลาง 

เมื่อถามว่า พอจะบอกกรอบระยะเวลาเฟสแรกที่จะเริ่มได้หรือไม่ นายกฯตอบว่า มันมีตัวเลขอยู่ว่าทั้งหมดกี่กิโลเมตร และเริ่มไปแล้วกี่กิโลเมตร และจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำให้เรียบร้อย เราไม่มีการสร้างรั้วมาแล้วหยุดสร้าง หรือเว้นไป แล้วไปสร้างใหม่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ต้องเป็นโครงการที่ต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์สูงสุด สร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนให้กับประเทศ ขณะที่ ในเรื่องของการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น 

เมื่อถามว่า ท่าทีกับคำพูดของกัมพูชายังสวนทาง เพราะยังมีการเติมกำลัง และยั่วยุตลอดเวลา นายกฯ กล่าวว่า ตรงนั้นเราไม่รู้ว่าการยั่วยุระดับไหน และเหตุผลอะไร แต่ไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่งมา ฉะนั้นที่เขายังยั่วยุในเขตของเขา ไม่ได้มาล่วงล้ำดินแดนของเรา เราต้องมีความอดทน และต้องนิ่งพอ ไม่ต้องยั่วยุกลับ ให้ทราบแต่เพียงว่าเกินเส้นนี้ไม่ได้ก็น่าจะโอเค 

คุย หวัง อี้ ไร้เรื่อง MOU 44 อนุทิน ชี้เลิกเพราะ 20 ปีไม่คืบ-สถานการณ์โลกเปลี่ยน

คุย หวัง อี้ ไร้เรื่อง MOU 44 อนุทิน ชี้เลิกเพราะ 20 ปีไม่คืบ-สถานการณ์โลกเปลี่ยน

คุย หวัง อี้ ไร้เรื่อง MOU 44 อนุทิน ชี้เลิกเพราะ 20 ปีไม่คืบ-สถานการณ์โลกเปลี่ยน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบถึงกรณีมีการหารือเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 หรือไม่ ว่า ไม่ได้เจรจา วันนี้เป็นการหารือ ไม่มีอะไรเจรจากัน มีแต่บรรยากาศที่เป็นมิตร เรื่องเอ็มโอยู 44 ไม่ได้พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบ ที่รัฐบาลไทยเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า เอ็มโอยู 2543 จะต้องใช้กรอบในการศึกษานานเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังทำอยู่ ซึ่งมีการดำเนินการ และเราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 44 เพราะวันนี้มีความขัดแย้ง หรือมีการสู้รบกับกัมพูชา แล้วมายกเลิกซึ่งมันไม่ใช่ แต่เรายกเลิกเพราะ 20 กว่าปีมันไม่ไปไหน ไม่มีความคืบหน้า และบริบท สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม ฉะนั้น เรายกเลิกในสิ่งที่อยู่ไปแล้วมันไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ให้กับประเทศไทย และคนไทย ส่วนเอ็มโอยุ 43 แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของไทย เพราะมีความคืบหน้า มีความเห็นร่วมกันมาแล้วระหว่างสองประเทศ ถ้ามันไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาเราก็ยังดำเนินต่อไปได้

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ ฐนัตถ์ เข้ารายงานตัวนายกฯ หลังได้รับแต่งตั้ง

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่  ฐนัตถ์ เข้ารายงานตัวนายกฯ หลังได้รับแต่งตั้ง

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ ฐนัตถ์ เข้ารายงานตัวนายกฯ หลังได้รับแต่งตั้ง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ เข้ารายงานตัว “นายกฯ” หลังได้รับแต่งตั้ง 

วันนี้ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมภาษณ์​ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก​รัฐมนตรี​และรมว.มหาดไทย ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็น นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มายืนอยู่ด้านหลัง จึงสอบถามนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้จะมีการหารือเรื่องสถานการณ์ชายแดนใต้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายฐนัตถ์ เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงต้องเชิญท่านมา เพราะจะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้คนใหม่ 

ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวได้ถามนายฐนัตถ์ ถึงการพูดคุยรอบใหม่ เจ้าตัวกล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับมาจากญี่ปุ่น วันนี้มารายงานตัว ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้พานาย ฐนัตถ์ ขึ้นไปห้องทำงานและหารือร่วมกัน

เคาะแล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส รัฐเปย์ 60% ดีเดย์ มิ.ย.นี้ แบ่งจ่าย 4 เดือนผ่านเป๋าตัง

เคาะแล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส รัฐเปย์ 60% ดีเดย์ มิ.ย.นี้ แบ่งจ่าย 4 เดือนผ่านเป๋าตัง

เคาะแล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส รัฐเปย์ 60% ดีเดย์ มิ.ย.นี้ แบ่งจ่าย 4 เดือนผ่านเป๋าตัง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เฮ!”เอกนิติ”เผยเปิดลงทะเบียน”ไทยช่วยไทยพลัส”พ.ค.นี้ ดีเดย์ใช้ มิ.ย. ใจป๋ารัฐบาล 60 ประชาชน 40 เยียวยาค่าครองชีพ ปชช. “อนุทิน”ชี้ไม่ใช่”คนละครึ่งแล้ว” แบ่งจ่าย 4 เดือน

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่า ตนตั้งใจว่าจะเริ่มให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค.และใช้ได้ภายในเดือน มิ.ย.ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะมีส่วนช่วยในการเยียวยาด้วย และตามนโยบายนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น 60:40 คือ รัฐบาล 60 ประชาชน 40 และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ส่วนนี้ไม่ต้องเอามาสมทบ แต่ประชาชนชั้นกลางทั่วไปสามารถใช้ได้ ในส่วนที่จะเป็น 60:40

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จะเป็นการเยียวยาค่าครองชีพ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เหมือนเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม เมื่อถามว่า เดือนละ 1 พันบาท หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เบื้องต้นเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ซึ่งได้ยืนอยู่ด้วย ได้กล่าวว่า ไม่ใช่คนละครึ่งแล้ว และทยอยแบ่งจ่าย 4 เดือน

ขณะที่ต่อมาเวลา 14.59 น.นายเอกนิติ ได้นำทีมงานไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความสิริมงคล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

– 006

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดคอมเมนต์ปม 10 สส.ปชน.

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดคอมเมนต์ปม 10 สส.ปชน.

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดคอมเมนต์ปม 10 สส.ปชน.

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

ปชป. เคาะเลือก สกลธี-พิทักษ์เดช นั่ง 2 ปธ.กมธ. ปัดให้ความเห็น 10 สส.ปชน. ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ บอกพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรค 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการคัดเลือกสส.ของพรรคให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ จำนวน 2 คณะ ที่พรรคได้รับ คือ กมธ.การสาธารณสุข และกมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ว่า ก่อนหน้านั้นพรรคได้หารือและตกลงให้นายสกลธี ภัทธิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค และ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปทำหน้าที่ ส่วนใครจะทำหน้าที่ประธานกมธ.คณะใดขอให้หารือกันอีกครั้ง

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงการประชุมใหญ่สามัญของพรรคในวันที่ 25 เม.ย. ว่า เป็นการประชุมตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และเป็นวาระปกติ ที่ไม่มีส่วนของการตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ในตำแหน่งที่ว่างลงหลังจากนายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากพรรค เนื่องจากเกิดขึ้นภายหลังการกำหนดวาระ และไม่สามารถแจ้งไปยังกกต.ได้ทัน อย่างไรก็ดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคมองว่ายังไม่ใช่วาระเร่งด่วนจึงยังไม่พิจารณาแต่งตั้งใครทำหน้าที่ส่วนที่ว่าง

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลฎีกาไม่สั่ง 10 สส.พรรคประชาชน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ในคดีจริยธรรมประเมินทิศทางการทำงานฐานะฝ่ายค้านร่วมกันต่อไปอย่างไร นายชัยวุฒิ กล่าวว่า กรณีที่ศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตนไม่มีความเห็น แตต่การทำงานใสภาฯ ฐานะฝ่ายค้านในสภา พรรคประชาธิปัตย์สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกพรรคการเมือง 

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ

เมื่อวันที่ 24  เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน และนายณัฐพงษ์ ได้มอบให้นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฏหมายพรรค ถึงการที่ศาลฎีการับคำร้องและให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ 

ระหว่างนั้นนายแพทย์วาโย ได้กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าได้มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล หรือไม่ นายแพทย์วาโย กล่าวว่า “คุณพิธาเขากำลัง ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” … ก่อนจะนิ่งไปสักครู่ (โดยกองเชียร์ด้านหน้ากล่าวว่า อินเลิฟ) 

จากนั้น นายณัฐพงษ์ ได้สะกิดแขนขอตอบแทน ว่า ในคดีนี้ได้คุยกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ขณะนี้อยู่ในต่างประเทศ และตอบคำถามถึงความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่กรรมการบริหารพรรคต่อ หากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีมีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อ ว่าทุกคนมีความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ส่วนตำแหน่งต่างๆ จะเลือกอย่างไร ขอให้ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้ 

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก พร้อมทำเต็มที่ทุกหน้ากระดาษ ไม่ลด-ไม่เพิ่มเพดาน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

เท้ง ลั่น การเมืองไม่จำเป็นต้องเลือก หลังถูกถามแนวทางหลังจากนี้จะคมหรือไม่ คงไม่ได้มีการลด-เพิ่มเพดานอะไร ส่วนตำแหน่งบริหารอุบตอบ รอดูผลอาทิตย์นี้ ด้าน หมอวาโย กางไทม์ไลน์ คาดใช้เวลา 1-2 ปี มั่นใจศาลฎีกาให้ความเป็นธรรม 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการที่ศาลฎีการับคำร้องและให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ มองว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่หรือเป็นเพราะคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่า สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็น คืออนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย หนึ่งในนั้นคือกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆและองค์กรอิสระปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคดีขแงนายศักดิ์สยามเอง แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาให้ความเห็นว่า เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วเส้นทางทางการเงินมีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. ตนก็คิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมก็มองเห็นว่า ป.ป.ช. กำลังจะมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันหรือไม่

เมื่อถามว่ายังจะมีการปรับโครงสร้างพรรคหรือไม่ และตนจะยังเป็นหัวหน้าพรรคต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการประชุมพรรคจะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ก็ขอให้รอผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้

เมื่อถามว่า เตรียมแนวทางการสู้คดีไว้อย่างไร นายณัฐพงษ์ ได้มอบให้นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฏหมายพรรคประชาชน  ชี้แจงแทน ว่า  ก็คาดหวังความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมในศาลฎีกาฯ อย่างน้อยปลายทางสุดท้าย ในกระบวนการนิติวิธีหลังจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็จะมาจบที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม คงจะต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนก็มีพยานหลักฐานและพยานบุคคล ที่เราต้องการขอหมายจากศาล เพื่อเชิญพยานบุคคลและหลักฐานภายนอกเข้ามา เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

นายแพทย์วาโย กล่าวต่อว่า คาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอด ว่าการไต่สวนของป.ป.ช.เป็นไปโดยมิชอบ และเราไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เลย  เพราะบางคนขอหมายยื่นพยานจาก ป.ป.ช. แค่หมายเดียว ป.ป.ช.ก็ยังไม่ออกให้เลย และทั้ง 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตจาก ป.ป.ช.ที่จะได้รับหมายขอพยานบุคคลภายนอกเลย จึงคิดว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรมในศาล และคำร้องคัดค้านของตัวเองที่ยื่นต่อศาล  ขอให้ศาลวินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ยกคำร้องของตัวเองไป  ซึ่งอาจจะมีคำสั่ง เดียวกันไปในคราวเดียวกัน กับคำพิพากษาก็ได้ 

ซึ่งในโอกาสนี้ศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำพิพาทของตัวเอง ภายใน 15 วัน เพราะถือว่าเป็นกระบวนการที่ชอบแล้ว ป.ป.ช. ก็โต้แย้งมาแล้ว เหตุผลที่บอกว่าพยานหลักฐานที่ตนเองขอไปทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคดี ป.ป.ช. ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร แต่ทั้งนี้ ทั้ง 10 คนเมื่อได้รับคำสั่ง ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแบบมีเงื่อนไข จะเห็นว่าเงื่อนไขค่อนข้างกว้าง ต้องตีความและผูกอยู่กับคำร้อง โดยแต่ละคนคงจะได้รับคำร้องและเตรียมข้อมูล ดูเนื้อหาตามคำร้องอย่างละเอียด เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสม

นายแพทย์วาโย กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล ว่า สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคู่ความในคดี ในฐานะผู้ร้อง ส่วนกรณี นายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาล แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คู่ความในคดีนี้ คือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้อง เพราะไม่ใช่คู่ความ 

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวยืนยันในหลักการส่งรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ว่า ในสภาไม่จำเป็นต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรค หรือการเลือกกรรมการบริหารพรรคของพรรคประชาชน และตนเองได้ยืนยันเรื่องนี้ต่อข้าราชการสภาไปแล้ว เพราะฉะนั้น เข้าใจว่ากระบวนการเสนอชื่อตนเองเป็นผู้นำฝ่ายค้านน่าจะมีการดำเนินการอยู่ ขอไปถามฝั่งประธานรัฐสภาโดยตรง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการสื่อสารกับผู้สนับสนุนมวลชนเกี่ยวกับ จุดยืนของพรรค หรือความคาดหวังในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในบางข้อ ว่า เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาออกมาแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรโดยไม่เสียอุดมการณ์ ว่า เชื่อว่าเพื่อน สส. ที่ยืนอยู่บนเวทีนี้น่าจะได้รับข้อความการแสดงความยินดี ที่วันนี้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่อยากให้ทุกคนตระหนักเห็นว่ากระบวนการนิติสงครามไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้  สิ่งที่พวกเราโดนคดีมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในประเด็นนี้ ในวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเนื้อหากฎหมายที่เสนอแก้ไข เรื่องการใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติแต่อย่างใด   

“แต่เป็นเรื่องปฏิกิริยาตอบโต้จากระบอบการเมืองที่กำลังรวบประเทศนี้อยู่ ไม่ว่าจะมีอำนาจที่ไปควบคุมหรือเกี่ยวข้องกับกลไกในองค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอรัปชั่นในขบวนการของ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่มาโดยตลอด ในบรรยากาศที่ทุกคนแสดงความยินดีกับพวกเรายืนยันว่าพวกเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองของประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวย้ำว่า การทำหน้าที่ต่อของฝ่ายค้านกับความเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาล ทำอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า คำสั่งศาลที่ออกมาอาจจะมีเงื่อนไขมาก หลังจากนี้จะมีการลดเพดานในการขับเคลื่อนประเด็นที่แหลมคมแบบนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็คงไม่ได้มีการลดเพิ่มเพดานอะไร เราก็เดินหน้าในแบบที่เราเคยทำมาโดยตลอด วันนี้ไม่อยากให้มองในประเด็นคำสั่งศาลอย่างเดียว อยากให้มองว่าสิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ ก็คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้แทนราษฎร วันนี้เราเองก็ไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่เรามีในฐานะ สส. ในสภา ในการขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป ย้ำว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดานอะไร 

ส่วนทิศทางของพรรค หลังจากนี้ ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าอาจจะลดโทนลงมา และมีการถกเถียงกันในสังคม หลายแนวทาง และพรรคเดินไปในทิศทางไหน นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า โจทย์ใหญ่ เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และการขับเคลื่อนทางการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เราจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกกระดาษ