ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม

ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม

ชัยชนะ จิกแรง ซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงานเหมือนทำทรงผม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.41 น.

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงประเด็นค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังคงสวนทางพลังงาน

นายชัยชนะ ระบุว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” 

ภราดร ให้โอวาทยุวชนประชาธิปไตย ขอทุกคนอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง-เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สร้างเครือข่าย

ภราดร ให้โอวาทยุวชนประชาธิปไตย ขอทุกคนอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง-เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สร้างเครือข่าย

ภราดร ให้โอวาทยุวชนประชาธิปไตย ขอทุกคนอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง-เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สร้างเครือข่าย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“ภราดร” ให้โอวาทคณะยุวชนประชาธิปไตย ขอทุกคนอย่าหยุดพัฒนา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สร้างเครือข่าย ต่อยอดเป็นผู้แทน-ผู้บริหาร ร่วมสร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป

วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะยุวชนประชาธิปไตย และเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าเยี่ยมคารวะ และรับฟังโอวาท ในโอกาสเยี่ยมชม และศึกษาดูงานทำเนียบรัฐบาล 

โดยนายภราดร ขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรที่จัดโครงการที่เป็นประโยชน์กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และขอแสดงความยินดีกับเด็กและเยาวชนทั้ง 200 คน ที่ผ่านการคัดกรองเข้าร่วมโครงการ ได้เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นหัวใจของฝ่ายบริหาร และสถานที่สำคัญทั้งรัฐสภา รวมถึงองค์กรอิสระ  ขอชื่นชมในศักยภาพเยาวชนทุกคน โดยขอให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอด  10 วัน ของการร่วมโครงการครั้งนี้เพื่อนำไปพัฒนาตัวเอง ให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  จะเห็นว่านักการเมืองและผู้บริหารองค์กรใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่จะผ่านการเป็นนักกิจกรรมจำนวนมาก  จึงขอให้ใช้โอกาสในช่วงของการเป็นนักศึกษา เรียนรู้และเก็บประสบการณ์ รวมถึงการทำงานเป็นกลุ่มและเป็นทีม และเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันของสังคม และขอให้รักษาคุณภาพแบบนี้ต่อไปในอนาคตหวังว่าจะเห็นเยาวชนที่ร่วมอยู่ในโครงการนี้เข้ามาอยู่ในสภาและเติบโตต่อไป  ที่สำคัญอย่าหยุดการพัฒนาตัวเอง  วันนี้เราอยู่ในสังคมอุปถัมภ์ ดังนั้นการมีเครือข่ายและพรรคพวกถือเป็นคุณสมบัติที่ต้องมี เพื่อที่ในอนาคตเยาวชนในโครงการนี้จะกระจายตัวไปอยู่ในทุกองค์กร  และทำงานให้ประเทศเกิดความเข้มแข็งต่อไป

เปิดเส้นทาง นิติพล ผิวเหมาะ โบกมือลาพรรคส้ม ก่อนวันชี้ชะตา คดี 44 สส.

เปิดเส้นทาง นิติพล ผิวเหมาะ โบกมือลาพรรคส้ม ก่อนวันชี้ชะตา คดี 44 สส.

เปิดเส้นทาง นิติพล ผิวเหมาะ โบกมือลาพรรคส้ม ก่อนวันชี้ชะตา คดี 44 สส.

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นิติพลเคยทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนจะเข้ามามีบทบาทเต็มตัวกับพรรคอนาคตใหม่ ในยุคที่พรรคได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่อย่างกว้างขวาง

เขา ถือเป็นสมาชิกรุ่นแรกของพรรคอนาคตใหม่ และอยู่กับพรรคเรื่อยมาแม้จะถูกยุบ และเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคก้าวไกล   โดยได้เป็น  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ / พรรคก้าวไกล /   ตั้งแต่ปี 2562-2568

และในการเลือกตั้งปี 2569 เป็นผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน .ในลำดับ ที่ 97

บทบาทในสภา ที่ผ่านมา

–  เป็นโฆษก กมธ. การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: รับผิดชอบสื่อสารงานของคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม.

-กมธ. วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม: มีส่วนร่วมในการศึกษาและกำหนดนโยบายด้านสารเคมี

ประวัติการศึกษา

-นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ University Of Sussex, UK

-นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ University Of Sussex, UK

-ประกาศนียบัตร กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา Queen Mary University of London

-เนติบัณฑิตไทย

-นิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

-โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่

หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เขายังคงเดินหน้าต่อกับพรรคก้าวไกล และมีบทบาทด้านงานนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย การกระจายอำนาจ และสิ่งแวดล้อม ต่อมาเมื่อพรรคก้าวไกลถูกยุบและเปลี่ยนผ่านสู่ “พรรคประชาชน” เขายังคงอยู่ในเส้นทางการเมืองสายเดิม

นิติพล เป็น 1 ใน 44 อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 ซึ่งต่อมากลายเป็นคดีสำคัญทางการเมือง หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา

ขณะนี้มีรายงานว่า ศาลฎีกานัดพิจารณาในวันที่ 24 เมษายน 2569 ว่าจะ รับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน

ล่าสุด วันที่ 22 เมษายน 2569 นิติพลประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคประชาชน นับเป็นการปิดฉากเส้นทางการเมืองกับ “พรรคส้ม” ที่ร่วมเดินทางมายาวนานหลายปี

โดยระบุว่า “ยังคงเคารพพรรคประชาชนและเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เราเคยร่วมกันทำงานมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนี้ไป ผมจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย”

น่าจับตาว่า คำว่า พร้อมเปิดรับความร่วมมือกับทุกฝ่าย หมายถึงการไม่ยึดติดอยู่กับแนวทางการเมืองแบบเดิม ที่พร้อมจะเข้าไปร่วมกับพรรคการเมืองอื่น หรือไม่ แต่ทั้งนี้ ก็คงต้องดูผลจากการตัดสินของศาลใน คดี ที่เขาเป็น 1 ใน 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อแก้ไข มาตรา 112 ว่า จะออกมาในรูปแบบใด

ขอบคุณภาพ : Nitipon Piwmow – นิติพล ผิวเหมาะ

อนุทิน มอบนโยบาย มหาดไทย แก้วิกฤต​ชาติ ก่อนสั่งเคลียร์คนนอกออกห้องประชุม

อนุทิน มอบนโยบาย มหาดไทย แก้วิกฤต​ชาติ ก่อนสั่งเคลียร์คนนอกออกห้องประชุม

อนุทิน มอบนโยบาย มหาดไทย แก้วิกฤต​ชาติ ก่อนสั่งเคลียร์คนนอกออกห้องประชุม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

มท.1 มอบนโยบาย​ ข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทย​ ขอร่วมกันใช้มหาดไทยแก้วิกฤต​ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน​ ก่อนเชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องออก​ ขอความสงบ​ -​ อย่าพูดแทรก

วันนี้ 22 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.10 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ นายศักดา วิเชียร​ศิลป์​ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายไชยวัฒน์​ จุลถิระพงศ์​ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้เข้าร่วมประชุมด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอบคุณที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ในการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัยความมั่นคง​ รวมถึงการพัฒนาในมิติอื่นๆ​ ของประเทศ​ เพื่อที่เราจะได้มาร่วมกันหาทางออกและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าในประเทศนี้จะมีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวขกับประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักและการดำเนินการ​ ทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้บทบาทของมหาดไทย​ในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ซึ่งบรรยากาศระหว่างการมอบนโยบายนายกรัฐมนตรีพูดได้เพียงไม่ถึง 2 นาทีก็เชิญสื่อมวลชนและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออก​ พร้อมกล่าวว่า​ ขอความสงบ​ไม่ต้องพูดแทรกขึ้นมา​ เวลาประชุม​ ก่อนกล่าวต่อว่า ขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

อนุทิน ชาญวีรกูล

ไปอีกราย! นิติพล ผิวเหมาะ ลาออกพรรคประชาชน เดินหน้าเส้นทางเมืองใหม่ ไม่ปิดกั้นฝ่ายใด

ไปอีกราย! นิติพล ผิวเหมาะ ลาออกพรรคประชาชน เดินหน้าเส้นทางเมืองใหม่ ไม่ปิดกั้นฝ่ายใด

ไปอีกราย! นิติพล ผิวเหมาะ ลาออกพรรคประชาชน เดินหน้าเส้นทางเมืองใหม่ ไม่ปิดกั้นฝ่ายใด

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.05 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายนิติพล ผิวเหมาะอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศลาออกจากพรรคประชาชน ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipon Piwmow – นิติพล ผิวเหมาะ โดยระบุว่า  ทุกท่านครับ ผมได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องก้าวออกจากพรรคประชาชน เพราะผมเชื่อว่า ผมสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้

ผมยังคงเคารพพรรคประชาชนและเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เราเคยร่วมกันทำงานมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนี้ไป ผมจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ นิติพลมีชื่อ 1 ใน 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในกรณีร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย
 

ชื่นมื่น ณัฐวุฒิ โพสต์รูปร่วมโต๊ะ อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย ลั่น ผ่านคลื่นลมการเมืองมานาน ยังมีกันและกัน

ชื่นมื่น ณัฐวุฒิ โพสต์รูปร่วมโต๊ะ อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย ลั่น ผ่านคลื่นลมการเมืองมานาน ยังมีกันและกัน

ชื่นมื่น ณัฐวุฒิ โพสต์รูปร่วมโต๊ะ อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย ลั่น ผ่านคลื่นลมการเมืองมานาน ยังมีกันและกัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.21 น.

‘ณัฐวุฒิ’ โพสต์โซเชียลร่วมโต๊ะ ‘อิ๊งค์-แกนนำเพื่อไทย’ ลั่น ผ่านคลื่นลมทางการเมืองมายาวนาน ยังมีกันและกัน ใจถึงใจเพื่อพี่น้องประชาชน

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความพร้อมรูปถ่ายร่วมโต๊ะอาหารกับแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมโต๊ะอาหาร

โดยนายณัฐวุฒิ ระบุข้อความประกอบภาพว่า “ทีมเพื่อไทย เราผ่านคลื่นลมทางการเมืองมายาวนาน จนวันนี้ยังมีกันและกัน ใจถึงใจ เพื่อไทยเพื่อพี่น้องประชาชน” 

‘วิโรจน์’ เตือนสติ สส.ปชน. รุ่นใหม่ อย่ามัวแต่สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู จนลืมอุดมการณ์

'วิโรจน์' เตือนสติ สส.ปชน. รุ่นใหม่ อย่ามัวแต่สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู จนลืมอุดมการณ์

‘วิโรจน์’ เตือนสติ สส.ปชน. รุ่นใหม่ อย่ามัวแต่สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู จนลืมอุดมการณ์

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Wiroj Lakkhanaadisorn ระบุว่า 

ผมในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ผมไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ได้มาเป็น สส. เพราะอยากเป็น สส. หรือมาเป็น สส. เพราะว่าอยากจะใช้ตำแหน่ง สส. ไปหาผลประโยชน์อะไร

สิ่งที่ดีใจที่สุดในการที่ได้มาเป็น สส. ของพรรค ก็คือ การได้เป็นตัวแทนของประชาชน ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เขาต้องการให้ผมเป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไปข้างหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำร่วมกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เรื่องของคดีความ พวกผมสู้เต็มที่ สู้ยิบตา อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง ในส่วนของผม ผมสามารถยืนยันในความสุจริตของตัวผมได้อยู่แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ประชาชนจะได้เห็นทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนตรรกะเหตุผล ในการหักล้างทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อตัวผมอย่างแน่นอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้วิจารณญาณ และหลักนิติรัฐในการวินิจฉัยด้วยตนเองต่อไป และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน ต่อให้ผมและเพื่อนๆ จะไม่ได้เป็น สส. อีกแล้ว ผมก็คงจะไม่อาลัยอาวรณ์อะไรมากนัก ขอเพียง สส. รุ่นต่อๆ ไป ยังคงเดินหน้าในเส้นทางของอุดมการณ์ต่อไป ไม่หยุดที่จะทำงานทางความคิดและสร้างความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พรรคก็ยังจะเป็นทางเลือกหลักของประชาชนได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลที่สุด ก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ์ กลัวว่าถ้าลุยต่อไปในเส้นทางเดิมแล้วจะไม่ได้เป็น สส. จนต้องเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม ยืนอยู่กับที่ หรือเดินวนไปวนมา กับตำแหน่ง สส. ที่อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะดำรงอยู่ในสังคมอีกต่อไปเลย ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป

ผมอยากเห็น สส. ของพรรค ลงไปทำงานร่วมกันกับประชาชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด และร่วมกันขับเคลื่อนวาระเชิงประเด็น หรือวาระเชิงพื้นที่อย่างแข็งขัน นอกสภาก็ทำงานทางความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น ในสภาก็ใช้กลไกต่างๆ ของสภา ตลอดจนกลไกทางกฎหมาย การเชื่อมโยงกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไรสวยไหม วันนี้นั่งในสภากับใคร ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน ห้องพักที่โรงแรมเป็นไง

ผมอยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด มากกว่าการเอามาพูดในสภาไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยจอย หรือไม่ก็แค่ไปถ่ายรูปชี้โน่นชี้นี่ แค่ฟ้องว่าฉันเจอปัญหาแล้วนะ แต่ไม่ได้วางแผนต่อว่าจะทำอะไรต่อไปที่ดีไปกว่า การถ่ายรูปอัปสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือถ่ายคลิปลงติ๊กต็อก

ที่ผ่านมา ตอนที่ผมยังเป็น สส. ใหม่ๆ ผมจะระลึกเสมอว่า ผมกำลังใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันหยอดเอาไว้ ผมต้องตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้ช่วยหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อ ผมจะคิดว่า ถ้าผมมัวแต่ใช้เงินในกระปุกที่คนรุ่นก่อนหยอดเอาไว้ให้ โดยไม่ช่วยหยอดเพิ่มเลย สุดท้ายเงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ก็จะร่อยหรอ และหมดไปในที่สุด

ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส. ปัจจุบัน จะใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ที่คนรุ่นก่อนๆ หยอดเอาไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเมื่อพวกคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะมาช่วยกันหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อให้เต็มกระปุก เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไป ได้ใช้เป็นทุนรอนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพวกเราต่อไป แบบไม่รู้จบ

เป็นกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนทุกคนเสมอครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต 3 ข้าราชการกลาโหม ประดับเหรียญฝรั่งเศส

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต 3 ข้าราชการกลาโหม ประดับเหรียญฝรั่งเศส

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต 3 ข้าราชการกลาโหม ประดับเหรียญฝรั่งเศส

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 เเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดับเหรียญต่างประเทศ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการสังกัด กระทรวงกลาโหม ประดับเหรียญต่างประเทศ Medaille de la Defense Nationale ซึ่งได้รับมอบจาก

กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงกลาโหมสาธาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้ในโอกาสอันควร จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.นาวาอากาศเอก กัญ มโนธรรม ประดับชั้นเหรียญเงิน (Silver)

2. พันเอกหญิง นวพร สาระสุข ประดับชั้นเหรียญทองแดง (Bronze)

3. นาวาอากาศเอกหญิง สุกัญญา ปิ่นสุวรรณ ประดับชั้นเหรียญทองแดง (Bronze)

ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ ปมธงชาติหาย

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ  ปมธงชาติหาย

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ ปมธงชาติหาย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บิ๊กดุลย์สั่งสอบ ปมธงชาติหาย เตรียมถกสมช. ลุ้นยกเลิกMOU

“บิ๊กดุลย์”เผยฝั่งกัมพูชายันไม่ได้ตัดเชือกธงชาติไทย-ปัดรุกล้ำอธิปไตยจ.จันทบุรีแต่ยังไม่เชื่อเขมรทั้งหมด สั่งตรวจสอบแล้ว ขณะที่นายกฯบอกยังไม่ได้รับรายงาน “สีหศักดิ์” ขอตรวจสอบปมธงชาติไทย ลั่นเจรจากัมพูชาต้องรอไทยพร้อมเท่านั้น จ่อถกสมช.หารือMOU43-44พรุ่งนี้ ลั่นแผนที่1:200,000ไม่มีผลนายกฯมอบ‘ปกรณ์’ดูข้อกฎหมายยกเลิกMOU44ให้เร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีธงชาติไทยสูญหายจากเสาธงในพื้นที่รูปตัวยู(U)บริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรีว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่าหน่วยทหารในพื้นที่ว่าได้คุยกับผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่3 กองทัพบกของราชอาณาจักรกัมพูชาแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ทำ และไม่ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยแน่นอน

“แต่เราก็ไม่ใช่เชื่อคำพูดของทางฝั่งกัมพูชาจึงสั่งตรวจสอบหาผู้กระทำแล้วซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือคนหรือลม เพราะธงชาติไทยติดตั้งไว้นานแล้ว แต่ยอมรับว่าภาพจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าเชือกธงชาติถูกตัด เป็นเรื่องธรรมดาที่ชายแดนจะมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งต้องค่อยๆแก้ไปตามสถานการณ์”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้จะสะท้อนว่ากัมพูชาเริ่มรุกเข้ามาได้ลึกขึ้นแล้วหรือไม่พลโทอดุลย์บอกว่า ก็ต้องดูตามสถานการณ์และต้องให้กำลังใจทหารในพื้นที่ มีอะไรต้องพูดคุย สอบถามเพราะสิ่งที่เขาบอกถือเป็นข่าวสารระดับหนึ่ง และขอให้ใจเย็น ค่อยๆแก้ปัญหาไป

เวลา 12.50 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีธงชาติไทย สูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ขณะนี้ได้รับรายงานแล้วหรือยังว่าสาเหตุเกิดจากอะไรว่ายังไม่ได้รับรายงาน

นายสีศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีธงชาติไทยหายที่บริเวณพื้นที่ตัวอยู่ บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรีว่าขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

ส่วนการพูดคุยกับประเทศกัมพูชา ตนได้ชี้แจงมาโดยตลอด บอกว่ารอให้ไทยพร้อมก่อน ไม่ใช่ว่าจะให้เขากำหนดวันนั้นวันนี้ ซึ่งต้องตกลงร่วมกัน ไม่ใช่เสนอมาว่าเป็นวันนั้นวันนี้ การเจรจาขึ้นอยู่กับความพร้อมของฝ่ายไทย ส่วนจะนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันและต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ให้พิจารณา

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า โดยจะมีการประชุมสมช.ในวันที่ 22 เม.ย.ส่วนตัวอยากให้มีการหารือ เรื่องMOU2543-2544โดยให้พิจารณาเรื่องMOU2544ก่อนเนื่องจากเราจะดำเนินการยกเลิก ส่วน MOU2543ก็จะนำมาหารือในรายละเอียดด้วย เมื่อถามว่ามีกลไกอะไรทดแทน MOU44ที่จะยกเลิก นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า มีอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องท่าทีที่จะต้องไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เมื่อถามอีกว่า MOU2543 จะต้องปรับอย่างไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะต้องคำนึงถึงข้อกังวลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีความเห็นมาหลายทาง ที่ต้องมาดูว่า สิ่งใดจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาต่อไป

เมื่อถามอีกว่าทางกองทัพห่วงการปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาเลยกรอบMOU2543ไปแล้ว จะต้องปรับแก้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องมองในภาพรวมเนื่องจาก MOU 2543 หากมองในเรื่องความมั่นคงชายแดนจะต้องดูในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องการปักปันเขตแดนอย่างเดียว เมื่อถามย้ำว่า ที่ระบุว่า ประชาชนกังวล เรื่องแผนที่ใน MOU2543 นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าเราก็รับทราบข้อกังวลซึ่งข้อเท็จจริงแผนที่ที่ใช้ไม่ใช่แค่แผนที่อัตราส่วน 1:200,000 เพียงอย่างเดียว ยังมีเอกสารอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนที่ 1:200,000 ที่ทางกัมพูชาแนบมากับ MOU 2543 จะส่งผลให้เราเสียเปรียบหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาแต่ก็มีข้อความที่ปรากฏในสนธิสัญญา การปักปันเขตแดนต้องดูที่สันปันน้ำและต้องดูองค์รวมทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่า การปักปันเขตแดนต้องยึดตามสันปันน้ำใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ก็ต้องดูตรงนั้นด้วย และจริงๆเรามีแผนที่ของเราซึ่งจะเอามาใช้ประกอบการพูดคุยด้วย แต่ถ้าจะคุยกัน จะต้องคุยเรื่องความมั่นคงชายแดนทั้งหมด

เวลา 13.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ช่วงหนึ่งว่าสำหรับ MOU2544 ซึ่งเมื่อเช้าวันนี้ (21 เม.ย.) กลุ่มภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็น คปท. ศรส. ได้มายื่นเรื่องอยากจะให้รัฐบาลยกเลิก MOU 2544 นั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ไปดูเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายเพื่อที่จะยกเลิก MOU 2544 ให้เร็วที่สุด

ด้านพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผช.ผบ.ทอ.)ในฐานะผู้อำนวยศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการรุกล้ำและเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 เมษายนกล่าวหาว่าฝ่ายไทยมีการรุกล้ำและเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนนั้นว่า ประเทศไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และขอยืนยันว่าหน่วยงานฝ่ายไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงทวิภาคีที่เกี่ยวข้องและพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้แล้ว

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่าขอย้ำว่าไทยยึดมั่นต่อ ถ้อยแถลงร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน 5 ข้อได้แก่1.ให้คงกำลังทหาร ณ ที่ตั้งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเพิ่มเติม 2.ไม่เพิ่มกำลังตามแนวชายแดน 3.งดเว้นการกระทำอันยั่วยุซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น 4.งดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมที่บั่นทอนบรรยากาศของการเจรจาและความไว้วางใจระหว่างกัน 5.ใช้กลไกการสื่อสารและการประสานงานโดยตรงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่าในเรื่องนี้ฝ่ายไทยเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนและข้อกล่าวหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรได้รับการตรวจสอบผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่และบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ร่วมกันมากกว่าการกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียวผ่านสาธารณะอันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ขยายความตึงเครียด และไม่เป็นคุณต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่ทั้งสองฝ่ายพึงร่วมกันธำรงไว้

”ประเทศไทยขอยืนยันด้วยว่าการดำเนินการใดๆของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและการป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเหตุบานปลาย โดยไม่ได้มุ่งเพื่อกระทบต่อกระบวนการเจรจาเขตแดนที่ยังต้องดำเนินต่อไปภายใต้กลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันไว้”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่าศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณชน งดถ้อยคำหรือการสื่อสารที่อาจเป็นการยั่วยุ และร่วมกันยึดมั่นในเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียด การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ประเทศไทยพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่ทุกระดับอย่างสร้างสรรค์และจริงใจเพื่อให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนเป็นไปด้วยความสงบ เรียบร้อย โปร่งใสและเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว  ฟาดกำไร48ล.  ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน ทั้งกักตุน/ประวิงเวลา ซ้ำเติมทุกข์ประชาชน สองบริษัทโร่พบDSI

ตร. เปิดแผนประทุษกรรม 2 เรือน้ำมันไทยจอดกลางทะเล ประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไรข้ามคืน 48 ล้านบาท เฉียด 10 ล้านลิตร  ด้านเจ้าของเรือเข้าให้ปากคำ DSI ในฐานะพยานหอบหลักฐานแจงยิบ มั่นใจในความบริสุทธิ์ ฝ่าย “เอกนัฏ” ลุยแน่ทุบค่าการกลั่นอีก 2 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 21 เมษายน ได้มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเรือ 1 แห่ง คือ บริษัทบิ๊กซี จำกัด – BIG SEA CO.,LTD ได้ทยอยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ที่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารC ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงการขนส่งน้ำมันทางเรือที่มีพฤติการณ์ประวิงเวลาและชะลอเวลาการขนส่งน้ำมัน จนเป็นเหตุให้มีน้ำมันหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ปรากฏว่าผู้แทนของบริษัทเรือที่เข้าพบพนักงานสอบสวนไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามตัวแทนหนึ่งในบริษัทเจ้าของเรือ ให้ข้อมูลว่า “ตนเองเป็นเพียงพนักงานของบริษัท และวันนี้ยืนยันว่าผู้บริหารเดินทางมาตามนัดหมายแน่นอน พร้อมนำข้อมูลและเอกสารทุกอย่างเข้ามาชี้แจงอย่างครบถ้วน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ“

พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น

กรรมการ บ.BIG SEA CO.,LTD ชี้แจงว่าวันนี้รู้เพียงว่ามาชี้แจงเพียงเรื่องน้ำมันที่หายไป ส่วนความกังวลเรื่องมีชื่อบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกับความผิดปกติของน้ำมันที่หายกลางทะเลนั้น ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดหรือข้อมูลต่าง ๆ เพราะต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น แต่อะไรที่เป็นประโยชน์นั้นเราก็พร้อมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ตามกำหนดนั้น ยังคงเหลือบริษัทเจ้าของเรือ 1 บริษัท ที่จะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน จากกรณีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหาย 57-60 ล้านลิตร ในช่วงรอยต่อเวลาคาบเกี่ยวกัน ก่อนกบน.จะประกาศขึ้นราคาน้ำมันชั่วข้ามคืน 6 บาทต่อลิตร

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับไว้เป็นคดีพิเศษกรณีการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ

ตร.เปิดผลสอบจอดเรือ

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) แถลงข่าวผลการปฏิบัติการตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยในพื้นที่อ่าวไทย ซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศในช่วงสถานการณ์วิกฤตระหว่างวันที่ 21-25 มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุส

คืนเดียวฟันกำไร48ล้าน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 25-26 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำได้นำกำลังเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยจำนวน 2 ลำ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเรือทั้งสองลำรับน้ำมันเชื้อเพลิงมาจากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง เพื่อมุ่งหน้าไปส่งยังคลังน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบพฤติการณ์การเดินเรือที่ล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่งอย่างชัดเจน

“สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถทำกำไรส่วนต่างจากการประวิงเวลาเข้าเทียบท่าได้ เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำหากพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง จะได้กำไรสูงถึง 48 ล้านบาท รวมปริมาณน้ำมันเกือบ 10 ล้านลิตร”

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเอกสารการขนส่ง ข้อมูลจากระบบติดตามเรือ และพยานแวดล้อม เพื่อประกอบการพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขปกติ หรือมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดฐาน ประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีความผิด จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวอีกว่า การเข้าตรวจสอบเรือทั้งสองลำเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคุมเข้มเส้นทางการขนส่งน้ำมัน เพื่อป้องกันและปราบปรามการประวิงเวลาเดินเรือเพื่อเก็งกำไร รวมถึงการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโรงกลั่นและคลังน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการนี้ต่อไป

เอกณัฐเดินหน้าลดค่ากลั่น

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าใน วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 9.00น.จะนัดประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่2 เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2บาท โดยตนตั้งใจว่าเที่ยวนี้เมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกันเลย ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกไว้กับประเทศสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นมาก กว่าต้นทุนที่แพงขึ้น หรือสูงผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชน มาชี้แจ้งต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้รู้ค่าการกลั่นจริง ว่ามีราคาเท่าไหร่ และจะกำหนดอัตราที่เขาไม่ขาดทุน จะกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็คงไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกคน

เมื่อถามว่าอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่ามีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือนมีนาคม และตอนนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นก็จะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือนเมษายนราคาขึ้นไป 15บาท แนวโน้มก็ต้องปรับลดลงกว่านี้ ยืนยันว่าที่ผ่านมาราคา น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา รวม 4 ครั้ง เป็นจำนวน 8.84 บาทแล้ว ซึ่งได้ใช้กลไกการตลาดและ ปรับราคาหน้าโรงกลั่น

จับน้ำมันลอบขายพม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะทหารพรานกองร้อย 3506 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมกับตำรวจ สภ.ท่าสองยาง และฝ่ายปกครอง อ.ท่าสองยาง ออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณท่าขนส่งสินค้าบ้านแม่สลิดหลวง หมู่ 2 ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยกำลังขนย้ายสิ่งของ และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ เจ้าของรถรีบทิ้งถังน้ำมันและขับหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบ พบถังน้ำมันชนิดแก๊สโซฮอล์ 91 ขนาด 200 ลิตร จำนวน 3 ถัง รวม 600 ลิตร

ต่อมาได้ลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่โดยรอบบริเวณด้านหลังหมวดทางหลวงท่าสองยาง แขวงทางหลวงตากที่ 2 แม่สอด หมู่ 2 ต.แม่สอง ตรวจพบแกลลอนน้ำมันชนิดดีเซล ขนาด 30 ลิตร จำนวน 8 แกลลอน รวม 240 ลิตร แต่ไม่พบเจ้าของ จึงได้ตรวจยึด และได้นำส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 840 ลิตร ให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ท่าสองยาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (20 เม.ย.) กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ร่วมกับด่านศุลกากรแม่สอด และส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกันตรวจค้นรถบรรทุก 22 ล้อ บริเวณท่าข้ามช่องทางธรรมชาติแห่งหนึ่ง อ.แม่สอด จากการตรวจสอบพบเป็นน้ำมันดีเซล ปริมาณ 16,000 ลิตรมูลค่ากว่า 700,000 บาท เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแจ้งว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดนั้นน่าจะส่งออกไปยังประเทศเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการเข้มงวดกวดขันต่อไป