สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล. อนุทินแทงกั๊ก

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล.  อนุทินแทงกั๊ก

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล. อนุทินแทงกั๊ก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งศึกษาพรก.กู้5แสนล. อนุทินแทงกั๊ก อ้างเตรียมเอาไว้ถ้าจำเป็น ‘ปกรณ์’โบ้ยใส่สื่อทำป่วน

นายกฯสั่ง“เอกนิติ-กฤษฎีกา” ศึกษารายละเอียดหากทำพ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะเผยยังไม่ตัดสินใจกู้หรือไม่  ‘เอกนิติ’ไม่ขัดข้อหากรัฐบาลจะกู้ แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เอาเงินมาทำอะไร เผยต้องตัดงบไม่จำเป็นก่อน‘ปกรณ์’กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปมพ.ร.ก.กู้เงิน5แสนล้าน โวย ถูกตัดตอนคำพูด ทำสังคมเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 08.57 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์  นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทั้งนี้ ก่อนขึ้นห้องประชุม นายปกรณ์ได้กวักมือเรียกสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงประเด็นการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5แสนล้านบาท โดยนายปกรณ์ กล่าวว่า ขอชี้แจงก่อน ที่สื่อถามตนถามว่า รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ตนจึงตอบว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ตนอธิบายว่าทำอย่างไรได้บ้าง และนักข่าวถามว่า น่าจะมีการกู้เงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำได้หรือไม่ ตนก็ตอบว่าทำได้ แต่ถามว่าเรื่องไปถึงไหน ตนบอกว่าไม่รู้ ต้องไปถามกระทรวงการคลัง กลายเป็นว่าตนไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว และคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างนี้ตนคิดว่าไม่ค่อยถูก ทีหลังคิดว่าตนไม่ค่อยจะพูดแล้วจะดีกว่า

อ้างคำพูดถูกตัดตอนทำคนเข้าใจผิด

นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าที่นายกฯไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเอาไปลงมันตัดตอนไป แล้วคนเอาไปพูดกันไม่เข้าใจ หาว่าตนไปออฟไซด์รัฐบาล พูดกันต่อหน้า เคลียร์กันก่อนว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ คำถามที่ได้รับคือแบบนั้น และตนตั้งใจอธิบายตามกฏหมาย ไม่ได้มีอะไร ยินดีที่จะให้ความรู้ทางกฎหมายในรายละเอียด ประเด็นการเมืองตนไม่รับ ตนรับไม่ได้ เรื่องของบ้านเมือง คิดว่าต้องพูดด้วยเหตุผล อย่าเอาไปตัดนิดๆ แล้วเอาไปพูด เอาไปพาดให้เป็นประเด็นร้อน คิดว่าไม่ดีต่อบ้านเมือง” นายปกรณ์กล่าว

ยันไม่ได้แก้ตัว-แค่อยากเคลียร์

“ขอฝากไว้นิดหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า เล่ากฎหมายให้ฟังเป็นประเด็นปัญหาแก่รัฐบาลและสังคมไปได้ ผมคิดว่าไม่ถูก ต้องอธิบายกันก่อน ผมไม่ได้แก้ตัว เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังว่าเมื่อวานเราคุยกันอย่างไร น้องๆ อยู่รอบตัวผมหลายคน อันนี้ขอนิดหนึ่ง เคลียร์กันก่อน และวันนี้ยังไม่มีเรื่องกู้หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะต้องไปคุยกันก่อน ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ บอกว่าต้องไปคุยกันก่อนก็ถูก ที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกไม่รู้ก็ถูกอีก ก็ยังไม่มีการพูดคุย แต่คำถามเมื่อวานคือว่าจะออก พ.ร.ก. ทำได้หรือเปล่า ผมก็บอกว่าทำได้ตามมาตรา 172 น้องๆ ก็ถามว่ามันเข้าเงื่อนไขไหม ผมก็ตอบส่วนตัวคิดว่าแบบนี้เข้าเงื่อนไขมั้ย ก็ฝากไว้แล้วกัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้โมโห ขอแค่อยากเคลียร์นิดหนึ่ง ไม่อยากให้สังคมสับสนวุ่นวายไปมากกว่านี้” นายปกรณ์ ระบุ

นายกฯ เข้าใจ ไม่ได้ต่อว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไม่ได้ต่อว่าอะไรที่ออกมาพูดก่อนในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ก็ตนเล่าข้อกฎหมายให้ฟัง นายกฯก็เข้าใจ ซึ่งตนได้เล่าให้สื่อฟังเมื่อวาน ยังไม่ทันวันรุ่งขึ้นกลายเป็นว่า พอพูดเสร็จข่าวไปตัดออก กระจายเลยทีนี้ ตนไม่ได้เน้นการเมือง แต่ถ้าอยากถามข้อกฎหมายมาถามตน ถ้าอยากให้อธิบายอะไร ยินดี มานั่งคุยกันได้ แต่ถ้าถามเรื่องการเมืองหรือเรื่องที่คาดหมายผลตอบไม่ได้หรอก เพราะ ครม.ต้องคุยกัน หรือพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติ วางแผนร่วมกัน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยในหลายภาคส่วนใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจต้องวางแผนระยะยาวไม่ใช่อยู่ๆ บอกว่าจะทำปุบปับ เวลาจะกู้เงินเองยังต้องคิดหน้าคิดหลังว่าจะมีกำลังจ่ายหรือไม่ จ่ายกี่ปี จะเจ็บป่วยหรือไม่ ทุกคนต้องคิด รัฐบาลก็เหมือนกัน เพราะมีประชาชน 65 ล้านคนต้องดูแล ไม่ใช่ปุบปับจะทำได้ ต้องคิด และวางแผน

ระบุไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะกังวลในการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายปกรณ์ ตอบว่า ส่วนตัวกังวล เพราะถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าเราไม่พยายามให้ความรู้กับสังคมเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เราเน้นเป็นประเด็นการเมืองทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ตนเองไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ตั้งใจเข้ามาทำในสิ่งที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ Better Regulation for Better Life ก่อนจะยกมือขวาที่สวมใส่ริสแบนด์สีเหลือง ซึ่งระบุข้อความ “Better Regulation for Better Life”ขึ้นมา พร้อมบอกว่า “สิ่งที่อยู่ในข้อมือผม บอกตลอดเวลาว่า ต้องทำอะไรให้ชาวบ้าน แต่ไม่เอาการเมือง ขอร้อง”

เมื่อถามย้ำถึงตัวเลข พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ถามกลับว่า “ตัวเลข 5 แสนล้านเมื่อวาน ใครเป็นคนถามผมตอนแรก” ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นคำถามนำใช่หรือไม่ นายปกรณ์ตอบกลับว่า ใช่ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทได้ไหมอาจารย์เมื่อวานนี้ ผมบอกว่า ไม่รู้ ไปถามกระทรวงการคลังดูสิ แล้วเขาบอกว่า 5 แสนล้านได้ไหมอาจารย์ ผมก็บอกว่าประมาณนั้นมั้ง แล้วผมก็หัวเราะ ไปเปิดเทปดูได้

‘ภราดร’แจงคนละครึ่งยังไม่เข้า ครม.

เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงกรณีโครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ว่า เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

‘เอกนิติ’ชี้ถ้าจะกู้ต้องมีเป้าชัด

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เรื่องจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า ตนจะคุยกับนายปกรณ์ เพราะวันนี้มันมีพัฒนาการใหม่ ผมต้องดูด้วย เรื่อง 5 แสนล้านบาทยังไม่ได้บอก ว่าจะต้องเป็นเท่าไหร่ รวมถึงเรื่องออก พ.ร.ก.ก็เหมือนกัน ต้องมาดูด้วยว่า เราจะมีเม็ดเงินเท่าไหร่ จากการปรับโอนงบฯ มาด้วย ผมให้ไปทำตัวเลข ดูที่จะตัดโอนงบฯ มาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสรุปได้เมื่อไหร่ เพราะมีข่าวแล้วว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นายเอกนิติ กล่าวว่า อันนี้เขาก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ในมุมความจำเป็นของกฎหมายก็ต้องเตรียมไว้ แต่ความจำเป็นต้องดู 2 เรื่อง ความจำเป็นของกฎหมาย กับความจำเป็นต้องใช้เงิน วันนี้ก็สรุปว่า เราต้องดูความสมดุล ทุกมิติ แต่การกู้หรือไม่กู้ ไม่สำคัญเท่ากับว่ากู้มาทำอะไร แล้วการกู้แบบมีstrategy (กลยุทธ์)

“ผมให้นโยบายชัดเจนว่า ถ้าเราจะกู้มาเราต้องชัดเจนว่า จะกู้ไปทำอะไร เช่น กู้เอาไปดูแลกลุ่มเปราะบาง และสองคือกู้มาทำเรื่อง Transition ก็คือช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน จากสิ่งที่เราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมากก็ต้องเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ได้รับการยอมรับมากจากการประชุมธนาคารโลก IMF” นายเอกนิติ กล่าว

‘อนุทิน’นัดประชุมครม.ศก.27เม.ย.

เวลา 12.50น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 27 เม.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเราจะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา

เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส เมื่อถามความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกัน โดยเรื่องแบบนี้จะให้นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงเพราะมีข้อมูลทั้งหมด ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้พวกเขาอยู่แล้ว”

นายกฯสั่งศึกษารายละเอียดพรก.กู้เงิน

รายงานจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ ไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พรก.) กู้เงิน 5แสนล้านบาท แต่ในช่วงท้ายการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาในเรื่องรายละเอียดหากจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่นายเอกนิติ แสดงความเห็นที่ประชุม ครม.ว่า หากจะดำเนินการออก พ.ร.ก.กู้เงิน อยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงาน ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก

ยังไม่ตัดสินใจ-เตรียมการเอาไว้ก่อน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การที่นายกฯสั่งให้ศึกษาเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะมีการกู้หรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการเอาไว้กรณีหากเกิดวิกฤตจะสามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ รายงานข่าวจาก ครม. แจ้งอีกว่า นายกฯ ยังได้กำชับเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด รวมถึงการแต่งตั้ง “ที่ปรึกษาของรัฐมนตรี” ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการให้ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวดสำหรับตำแหน่งที่ปรึกษาของรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการตรวจสอบในตำแหน่งดังกล่าว

กมธ.ศก.แจงถอนปรับโครงสร้างภาษี

เมื่อเวลา 12.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของวุฒิสภา ขอถอนรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่ง กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ ออกจากวาระการประชุม

นายบุญส่ง กล่าวว่า การถอนเรื่องที่บรรจุในระเบียบวาระแล้ว ตามข้อบังคับกำหนดว่า ต้องให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติตัดสิน อย่างไรก็ดีมี สว. ที่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยต่อการถอนรายงานฉบับดังกล่าวออกจากวาระประชุมและควรจะเดินหน้า อาทิ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.อภิปรายว่า ในเนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าวควรต้องชี้แจงให้สาธารณะรับทราบ เพราะเนื้อหาไม่มีเฉพาะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เป็น 10% เท่านั้น ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาและชี้แจงให้สาธารณะเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด เช่น การขึ้น VAT ปัจจุบันมีอัตรา 10% อยู่แล้วแต่มีการผ่อนปรนให้เป็น 7% เป็นต้น

ด้านนายพละวัต ตันศิริสว. ในฐานะโฆษก กมธ. การเศรษฐกิจฯ ชี้แจงยืนยันตามมติของกมธ.ที่ขอถอนรายงานดังกล่าว เพราะต้องการปรับปรุงเนื้อหาที่ให้ทันและสอดคล้อง กับสถานการณ์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและรัฐบาล เนื่องจากรายงานดังกล่าวนั้นศึกษามาตั้งแต่ปี 2568 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบบัน ทั้งนี้หากเวลาที่เหมาะสมจะนำรายงานที่ได้ปรัปบรุงข้อมูลแล้วเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป ทำให้ สว.ที่คัดค้านก่อนหน้านั้น รับฟังและไม่ติดใจ ซึ่งตามข้อบังคับถือว่าได้รับเสียงเห็นชอบให้ถอนรายงานดังกล่าวออกจากวาระการประชุม

‘ปธ.อนุกมธ.คลัง’ขอไปปรับปรุงใหม่

จากนั้น น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สว. ในฐานะ อนุกมธ.ด้านการคลัง ในกมธ.การเศรษฐกิจฯ อภิปรายว่า ทางอนุกมธ.ฯ ที่ทำรายงานฉบับดังกล่าวด้วยความตั้งใจว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ที่ขอถอนออกจากวาระชุมไป ไม่ได้หมดกำลังใจ แต่ต้องการปรับปรุงข้อมูลเพื่อประโยชน์สูงสุด

“หลายวันที่ผ่านมา ประชาชน สาธารณะให้ความสนใจ ซึ่งการทำงานไม่อยากทำตามลำดับขั้นตอน คือกมธ.จัดทำและนำเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังรัฐบาลจากนั้นจบไปเท่านั้น แต่หากเดินหน้าบนรายงานที่ข้อมูลไม่ถูกปรับปรุง อาจมีคำถามว่า ข้อมูลดังกล่าวล้าสมัย จึงต้องการทำให้รอบคอบเพื่อประโยชน์สาธารณะแท้จริง กมธ. จะนำไปปรับปรุงเพื่อนำเสนอรายงานที่สมบูรณ์ และเมื่อถึงเวลานั้นจะเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นของสว.ต่อไป” น.ส.ชญาน์นันท์ กล่าว

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง เข้ม 5 ข้อ เฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง เข้ม 5 ข้อ เฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง เข้ม 5 ข้อ เฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.12 น.

ปลัด มท.สั่ง 4 พ่อเมือง “ตาก-แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่-เชียงราย” เข้ม 5 ข้อ ยกระดับเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบเมียนมา บูรณาการทุกหน่วยงานความมั่นคงดูแลความปลอดภัยประชาชน

21 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรง และขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามแนวชายแดนไทย ในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา

“จากสถานการณ์ดังกล่าว พบการปะทะระหว่างกองกำลังรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์หลายจุด โดยใช้กำลังทางทหาร อากาศยาน และอาวุธวิถีโจมตีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเมียนมาได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ เสียชีวิต และหนีภัยเข้ามาใกล้แนวชายแดนไทย ขณะเดียวกัน มีความเสี่ยงจากกระสุนหรืออาวุธตกในเขตพื้นที่ไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก , แม่ฮ่องสอน , เชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ยกระดับความเข้มข้นดูแลพื้นที่ 5 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ได้แก่ 1.ประสานการปฏิบัติและบูรณาการหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ หรือการล้ำแดน พร้อมทั้งซักซ้อม และเตรียมความพร้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์มีการลุกลามเข้ามาในเขตแดนไทย

2.แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้รับทราบสถานการณ์ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมการดำเนินการตามแผนอพยพประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน และกำหนดจุดปลอดภัย/ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมใช้งาน 3.เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญ 4.ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอม และ 5.เฝ้าระวังและควบคุมการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรา และเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าข้ามแดนที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อนศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อนศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อนศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.55 น.

ประธานศาลฎีกาแถลงผลดำเนินงานตามนโยบายรอบ 6 เดือน ขับเคลื่อน “ศาลยุติธรรมเพื่อประชาชน” เชื่อมโยงสังคม พัฒนาระบบข้อมูลออนไลน์ เสริมมาตรฐานคำพิพากษา สร้างสมดุลงาน-ชีวิตบุคลากร

21 เมษายน 2569 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา แถลงผลการดำเนินการตามนโยบายประธานศาลฎีกา “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” รอบ 6 เดือน ผ่านการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Zoom Meeting) โดยมีข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและบุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศ เข้าร่วมรับชมการแถลงผลดำเนินการโดยพร้อมเพรียงกัน โดยความคืบหน้าผลดำเนินการที่บุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา อย่างเต็มกำลังและความสามารถ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองต่อความท้าทายของยุคดิจิทัล และสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง สรุปได้ดังนี้

1.คุณธรรมนำทาง : การปฏิบัติหน้าที่ และดำรงตนโดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม ดำเนินการผ่านงานวิชาการ เช่น บรรจุหัวข้อการอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาจิตใจ คุณธรรม และจริยธรรม ในหลักสูตรการอบรมทั้งข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมและข้าราชการศาลยุติธรรม มากกว่า 20 หลักสูตร เพื่อปลูกฝังการปฏิบัติหน้าที่และดำรงตามมาตรฐานจริยธรรมตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งการอบรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรในทุกหลักสูตรเช่น วัฒนธรรมทางการศาล ผู้พิพากษาในความคาดหวังของประชาชน การดำรงตนของผู้พิพากษา จิตสำนึกในการให้บริการประชาชน เป็นต้น เพื่อสร้างเสริมผู้พิพากษา และบุคลากรให้เป็นแบบอย่างแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นเสาหลักที่เข้มแข็ง ผดุงความยุติธรรม นอกจากนี้ยังให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทั่วประเทศเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ

2.สร้างศรัทธา : ยกระดับการอำนวยความยุติธรรมเพื่อความเชื่อมั่นศรัทธา เช่น ยกร่างคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. …. , พัฒนาข้อมูลในระบบฐานข้อมูลหมายจับ (AWIS) ให้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาอย่างมีประสิทธิภาพ, พัฒนาระบบบริการข้อมูลคดีผ่านตู้ให้บริการอัตโนมัติ (Kiosk) โดยให้ศาลจังหวัดพระประแดง และศาลแขวงสุวรรณภูมิ นำร่องใช้งาน, พัฒนาแอปพลิเคชั่นสนทนา COJ CHAT เพื่ออำนวยความสะดวกในการแจ้งข้อมูลข่าวสารและให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่ประชาชน, การจัดโครงการศาลยุติธรรมเพื่อประชาชนในศาลยุติธรรมทั่วประเทศที่สร้างความเข้าใจให้สังคมรับรู้ถึงการทำงานและการให้บริการของศาลยุติธรรม, การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ, ริเริ่มการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนที่ซ้ำซ้อน การจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริหารศาลยุติธรรมและผู้ถูกร้องเรียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งความเป็นธรรม

3. พัฒนาคุณภาพ : พัฒนาทุกมิติให้เท่ากันกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารด้านมาตรฐานคำพิพากษาและคำสั่ง เช่น พัฒนาเครื่องมือคำนวณโทษทางอาญา จัดทำคู่มือหลักการพัฒนาการเขียนคำพิพากษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดทำคำพิพากษามาตรฐานคดีฝ่ายเดียว การสนับสนุนข้อมูลคำพิพากษาที่เป็นปัจจุบันและพัฒนาระบบที่เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ด้านการบริหารงานบุคคลอย่างมีระบบ ประธานศาลฎีกาในฐานะประมุของค์กรศาลยุติธรรม
และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และแนวทางการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ โดยเพิ่มจำนวนศาลในกลุ่มศาลพิเศษเพื่อให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลที่มีประสบการณ์สามารถดำรงตำแหน่งได้นานขึ้น และมีดำริให้ปรับปรุงแนวทางการจัดสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเพื่อเพิ่มอัตรากำลังให้เพียงพอต่อภาระงานในปัจจุบัน ด้านคุณภาพชีวิตบุคลากรและครอบครัว เช่น พิจารณาหลักเกณฑ์กำหนดระยะเวลาพิจารณาพิพากษาคดีให้เหมาะสมกับสภาพคดีและบุคลากรในแต่ละศาล, สร้างแนวทางการสร้างสมดุลในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบริหารการเงิน การทำกิจกรรมคลายเครียดในรูปแบบ Onsite Online และ On demand, การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการและการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้านพัฒนาบุคลากร เช่น พัฒนาทักษะใหม่ที่หลากหลายแก่บุคลากร อาทิ หลักสูตรเกี่ยวกับ AI หลักสูตรรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ด้านระบบงาน เช่น พัฒนาระบบ e-Filing version 4 เพื่อเพิ่มความสะดวกทั้งศาลชั้นต้นและศาลสูง โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว ยกระดับการยืนยันตัวตน และปรับรูปแบบการส่งพยานเอกสารให้สอดคล้องกับการทำงานจริง, การแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบงานเพื่อเพิ่มความสะดวกและลดปัญหาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจศาล ด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น จัดโครงการเสริมสร้างทักษะการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน, ปรับปรุงภูมิทัศน์ศาลยุติธรรมทั่วประเทศให้มีความสวยงามและปลอดภัย

ทั้งนี้ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวขอบคุณบุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายจนเกิดผลเป็นรูปธรรมในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และขอเชิญชวนให้บุคลากรศาลยุติธรรมทั่วประเทศร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายในครึ่งปีหลังด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อสร้างศาลยุติธรรมที่มีมาตรฐานสากล และเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

สูญเสีย ‘หมอเสริฐ’ สิริอายุ 93 ปี พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-สวดอภิธรรม 22 เม.ย.นี้

สูญเสีย 'หมอเสริฐ' สิริอายุ 93 ปี พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-สวดอภิธรรม 22 เม.ย.นี้

สูญเสีย ‘หมอเสริฐ’ สิริอายุ 93 ปี พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-สวดอภิธรรม 22 เม.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.45 น.

สูญเสีย ‘หมอเสริฐ’ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ สิริอายุ 93 ปี พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และสวดอภิธรรม ในวันที่ 22 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ เจ้าของธุรกิจเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ สายการบินบางกอก และธุรกิจอื่นๆ เศรษฐีหุ้นไทยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย
ได้เสียชีวิตแล้ววันนี้ สิริอายุ 93 ปี หลังจากเข้ารักษาตัวมานานหลายปี

โดยกำหนดสวดพระอภิธรรม

โดยได้ตั้งศพที่ศาลากลางน้ำวัดเทพศิรินทร์ จะมีพิธีการรดน้ำศพ วันที่ 22 เม.ย. เวลา 15:00 น. รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เวลา 17:00 น. และสวดพระอภิธรรม เวลา 18:00 น.

โดย วันที่ 23-28 เม.ย. สวดพระอภิธรรม เวลา 18:30 น. หลังจากนั้นจะเก็บศพไว้ 100 วัน

เช็กเลย!เปิดโฉมวิปรัฐบาล ยุครัฐบาลอนุทิน กรวีร์นั่งประธานฯ-ภราดรที่ปรึกษาฯ

เช็กเลย!เปิดโฉมวิปรัฐบาล ยุครัฐบาลอนุทิน กรวีร์นั่งประธานฯ-ภราดรที่ปรึกษาฯ

เช็กเลย!เปิดโฉมวิปรัฐบาล ยุครัฐบาลอนุทิน กรวีร์นั่งประธานฯ-ภราดรที่ปรึกษาฯ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.37 น.

เช็กเลย!เปิดโฉม”วิปรัฐบาล”ยุครัฐบาลอนุทิน “กรวีร์”นั่งประธานฯ “ภราดร”ที่ปรึกษาฯ “เชวงศักดิ์-นิกร-มนพร”รองประธานฯ ด้าน”ภท.”ดัน”พีรพัฒน์-ร่มธรรม-พิมพฤดา-ธนยศ-ผกามาศ” ขณะที่”เพื่อไทย”ส่ง”ขัตติยา-ธงธรรม-พชร-ชญาภา”นั่ง กก.

21 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 93/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ลงวันที่ 20 เม.ย.69 โดยมีเนื้อหาระบุว่า เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา ตลอดจนการประสานงานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภา และพรรคการเมือง ด้านนิติบัญญัติให้ดำเนินการไปอย่างราบรื่น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสนับสนุนการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีในการเสนอร่างกฎหมาย และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนิติบัญญัติ อันจะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเรียบร้อย จึงสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ เหมาะสม เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมีองค์ประกอบหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมการ นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองประธานกรรมการคนที่สอง นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย รองประธานกรรมการคนที่สาม

ส่วนกรรมการ ที่ส่วนใหญ่เป็น สส.จากพรรคการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ นายธนา กิจไพบูลย์ชัย น.ส.ผกามาศ เจริญพันธ์ นายคงกฤช รามศักดิ์ นายพิชณุตม์ พอจิต นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ นางสาวภัทราวดี นิโรจน์ นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์ นายสังคม แดงโชติ นายวรายุทธ จงอักษร นายอัคร ทองใจสด นายสยาม เพ็งทอง นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ นางสาวชญาภา สินธุไพร นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ นายพชร จันทรรวงทอง นายวรวงศ์ วรปัญญา นายธงธรรม เวชยชัย นางสาวขัตติยา สวัสดิผล นายยุทธนา ศรีตะบุตร นายซูการ์โน มะทา นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล นายบุญรวี ยมจินดา นายธนยศ ทิมสุวรรณ

นอกจากนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ และยังมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เป็นที่ปรึกษาด้วย

– 006

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.22 น.

วันนี้ 21 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                   1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561, 2 ตุลาคม 2561, 10 กันยายน 2562 และ 20 กันยายน 2565

                   2. แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้

                             2.1 แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ

                                      (1) แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

                                      (2) แนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ

                             2.2 แนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีปกครอง

                             2.3 แนวทางในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ

                                      (1) แนวทางปฏิบัติกรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

                                      (2) แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

                   เรื่องเดิม

                   1) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (24 เมษายน 2561) เห็นชอบแนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครองตามที่ สลค. เสนอ

                   2) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (2 ตุลาคม 2561) เห็นชอบแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ

                   3) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (10 กันยายน 2562) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตามที่ สลค. เสนอ

                   4) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (20 กันยายน 2565) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามที่ สลค. เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีและข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ไว้หลายมติ แยกออกจากกัน และบางมติได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ทบทวนแนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) โดยนำมติคณะรัฐมนตรีที่มีหลายมติมารวมกันไว้ในมติเดียว ปรับปรุงแก้ไขข้อความหรือถ้อยคำ และกำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม 2 กรณี ได้แก่ แนวทางปฏิบัติกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดี และกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยให้มติคณะรัฐมนตรีเรื่องแนวทางดำเนินคดีดังกล่าวมีความครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติต่อไป

                   สลค. ได้ดำเนินการแก้ไขแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวตามข้อสังเกตของที่ประชุมแล้ว โดยแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญดังนี้

                   1. แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ

                   แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอาแนวทางปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 (เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครอง) ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 (เรื่อง แนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ) มารวบรวมไว้ในหัวข้อเดียวกัน โดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด เพื่อความสะดวกในการนำมาปฏิบัติต่อไป เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีในศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งแนวทางในการดำเนินคดีในเรื่องนี้ มีสาระสำคัญได้ดังนี้

1. แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ
          1) แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ดังนี้                   (1.1) การดำเนินคดีอาญา                   เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญาต่อราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ไม่สมควรว่าจ้างทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดเอง                   ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐดังกล่าวถูกเอกชนฟ้องเป็นคดีอาญา ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดี ถ้าพนักงานอัยการปฏิเสธหรือขัดข้องในการรับแก้ต่าง ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวมีสิทธิว่าจ้างทนายความดำเนินคดีได้                   (1.2) การดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐ กรณีคดีใกล้ขาดอายุความ                   เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐให้หน่วยงานของรัฐใช้ความระมัดระวังในการดำเนินคดีเพื่อมิให้คดีขาดอายุความหรือพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี และในกรณีที่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ หากคดีใกล้ขาดอายุความหรือใกล้พ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีและยังไม่สามารถส่งข้อพิพาทไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้ ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการรับสภาพหนี้ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายขึ้น                   (1.3) การดำเนินคดีที่ขาดอายุความ                   กรณีคดีขาดอายุความแล้ว แต่หน่วยงานของรัฐยังยืนยันให้พนักงานอัยการดำเนินคดีให้ทั้งที่เห็นได้ล่วงหน้าว่า หากดำเนินคดีต่อไปก็มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ กล่าวคือ เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลา เสียกำลังคนในการปฏิบัติงานโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้ง การดำเนินคดีของรัฐไม่ควรดำเนินการในลักษณะที่เอารัดเอาเปรียบเอกชนด้วยการคาดหวังว่า เอกชนอาจไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี เพราะความไม่รู้กฎหมายหรือความหลงลืม หรืออาจขาดนัดยื่นคำให้การ หรือขาดนัดพิจารณา เพราะมีผลให้การอำนวยความยุติธรรมของรัฐขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงไม่ควรนำคดีที่ขาดอายุความแล้วส่งให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไป          2) แนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ          เพื่อบรรเทาความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่รัฐและเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการ กรณีหน่วยงานของรัฐมีข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นคดีเดียวหรือหลายคดีในประเด็นเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน เช่น กรณีคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) แล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งนำไปสู่การฟ้องคดีในศาลปกครองสูงสุด โดยผลของคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ให้หน่วยงานของรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายหรืออื่นใด ให้หน่วยงานของรัฐนั้นอาจดำเนินการเจรจาต่อรองกับคู่พิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎรได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ชอบด้วยกฎหมายและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

                   2. แนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดี หรือถูกฟ้องคดีปกครอง

                   แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 (เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครอง) ในส่วนที่เกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครอง มาเรียบเรียงใหม่ โดยยังคงมีแนวทางปฏิบัติดังเดิม และกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีด้วยเพิ่มเติม เพื่อให้มีความครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สะดวกต่อการนำมาปฏิบัติต่อไป ซึ่งแนวทางในการดำเนินคดีในเรื่องนี้ มีสาระสำคัญดังนี้

2. แนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดี หรือถูกฟ้องคดีปกครอง
1) กรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีและไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง          1.1) ให้ สลค. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำคำสั่งศาลปกครองที่ให้ทำคำให้การแก้คำฟ้องเสนอนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป โดยให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีและไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีทั้งนี้ ให้ประสานงานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมความเห็นแล้วยกร่างคำให้การยื่นต่อศาลปกครองเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการ หรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป          1.2) มอบอำนาจในการดำเนินคดีปกครองในนามคณะรัฐมนตรีในศาลปกครองให้พนักงานอัยการเป็นผู้ว่าต่างแก้ต่างในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีปกครองทุกศาลและทุกชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีถึงที่สุดและให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดได้ทุกประการไม่ว่าจะเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิหรือไม่ก็ตาม เช่น การยอมรับตามที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้องการถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใด ๆ แทน    1.3) กรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็น
ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดีด้วย ให้ สลค. จัดทำการมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดี ให้พนักงานอัยการเป็นผู้ว่าต่างแก้ต่าง
ในการดำเนินคดีทุกศาลและทุกชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีถึงที่สุด และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดได้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิหรือไม่ก็ตาม เช่น การยอมรับตามที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือ
ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด หรือ
ในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใด ๆ แทน (เพิ่มเติม)
2) กรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีและ
ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง
          2.1) ให้ สปน. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำคำสั่งศาลปกครองที่ให้ทำคำให้การแก้คำฟ้องเสนอนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปทั้งนี้ ให้ประสานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมความเห็นแล้วยกร่างคำให้การยื่นต่อศาลปกครองเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป                    2.2) ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดทำการมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดีให้พนักงานอัยการเป็นผู้ว่าต่างแก้ต่างในการดำเนินคดีทุกศาลและทุกชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีถึงที่สุดและให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดได้
ทุกประการไม่ว่าจะเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิหรือไม่ก็ตาม เช่น การยอมรับตามที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้องการถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกร
ไปดำเนินการใด ๆ แทน (เพิ่มเติม)           

                   3. แนวทางในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ

                   แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ) มาปรับใช้ โดยกำหนดให้มีแนวทางปฏิบัติทำนองเดียวกันกับแนวทางปฏิบัติในศาลปกครอง ในกรณีการมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ (เดิม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี) เป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีในการดำเนินกระบวนการต่างๆ ในคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติทำนองเดียวกันกับแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง (กรณีการมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ) นอกจากนี้ยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหลายกรณี จึงควรกำหนดเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าว เพื่อให้มีความชัดเจนและถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป โดยแนวทางปฏิบัติในศาลรัฐธรรมนูญ แบ่งได้ 2 กรณี มีสาระสำคัญดังนี้

1) แนวทางปฏิบัติกรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
1.1) กรณีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ           (1) มอบหมายให้ สลค. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำหนังสือให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
ที่ได้รับแจ้งจากศาลรัฐธรรมนูญเสนอนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับ อส. และ สคก. ดำเนินการจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง
คำขอ คำคัดค้านหรือคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญ
ในนามคณะรัฐมนตรีผู้ถูกร้อง โดยให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีและไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีทั้งนี้ ให้ประสานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมคำชี้แจงฯ พร้อมเอกสารหลักฐานเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป           (2) มอบอำนาจให้พนักงานอัยการเป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง คำขอ คำคัดค้านหรือคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวน พิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี การรับทราบคำสั่งศาล การขอสำเนาเอกสารและดำเนินการอื่นใดทั้งปวงเกี่ยวกับคดีหรือกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใด ๆ แทน (ปรับปรุง)          (3) ให้ สลค. นำเรื่องการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป
1.2) กรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติม)    (1) อาจมอบหมายให้ สปน. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำหนังสือให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ได้รับแจ้งจากศาลรัฐธรรมนูญเสนอนายกรัฐมนตรีหรือ
รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับ อส. และ สคก. ดำเนินการจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง
คำขอ คำคัดค้านหรือคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ในนามของผู้ถูกร้องรวมทั้งประสานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมคำชี้แจงฯ พร้อมเอกสารหลักฐานเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป               (2) กรณีที่มอบหมายให้ สปน. เป็นผู้รับผิดชอบ ให้ สปน. จัดทำการมอบอำนาจจากผู้ถูกร้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้รับมอบอำนาจเพื่อดำเนินการในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง คำขอ
คำคัดค้าน หรือคำร้องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้อง รวมทั้งการรับทราบคำสั่งศาล การขอสำเนาเอกสาร และดำเนินการอื่นใดทั้งปวงเกี่ยวกับคดีหรือกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ   อนึ่ง กรณีที่รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ สปน. แจ้งนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย 

                             2) แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วมีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

                             แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย) มาปรับใช้ โดยเนื้อหายังคงเดิม เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน จึงนำมารวมในหัวข้อ 3 เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติมาปฏิบัติต่อไป

2) แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นขอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย
2.1) ให้ สลค. เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบในการประสานงานการดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้          (1) ในกรณีที่ สลค. ได้รับแจ้งจากประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี ให้เร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบโดยด่วน และมีมติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. จัดทำคำชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน หากเสร็จแล้วให้เร่งจัดส่งให้ สลค. เพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าสำหรับประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่หน่วยงานนั้น ๆ ไม่ต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ          (2) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัย ให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้                   (2.1) กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี                             (2.1.1) กรณีขอให้แสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือเอกสาร ให้ สลค. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. จัดทำคำชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน เมื่อได้รับความเห็นแล้ว
ให้ สลค. จัดทำสรุปความเห็นของทุกหน่วยงานเป็นความเห็นเดียว แล้วนำเสนอนายกรัฐมนตรี
ให้ความเห็นชอบก่อนแจ้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ                             (2.1.2) กรณีขอให้ส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำ ให้ สลค. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. ทราบโดยด่วน เพื่อมอบหมายให้ผู้แทนไปทำการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป และให้ประสานงานกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแจ้งการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. ไปร่วมชี้แจงด้วย                   (2.2) กรณีศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้แสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือเอกสารหรือขอให้ส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำโดยส่งหนังสือให้หน่วยงานโดยตรง ให้หน่วยงานนั้น
แจ้ง สลค. ทราบ          2.2) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว ให้ สลค. นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ ทุกครั้ง และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ สลค. นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป          ทั้งนี้ รวมถึงกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้เสนอ และนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ถือปฏิบัติตามแนวทางใน ข้อ 2.1) และข้อ 2.2) โดยอนุโลม

เศรษฐกิจ-สังคม

2.  เรื่อง  ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ 1) หลักการและกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ และ 2) โครงสร้างและสาระสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 142 กำหนดให้ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องแสดงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ประกอบกับพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 5 วรรคสาม กำหนดให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และมาตรา 10 วรรคสาม กำหนดให้แผนแม่บทที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทด้วย ตลอดจนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 19 (1) กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมีหน้าที่และอำนาจกำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้เป็นแนวทางในการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามมติที่ประชุมระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง และสำนักงบประมาณ ในวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 นั้น

                   สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

                   เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนัยกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น สำนักประมาณได้จัดให้มีการประชุมระหว่างหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งมีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

                   1. หลักการและกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

                   ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จัดทำขึ้นโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับนโยบายสำคัญของของรัฐบาล ตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566-2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566-2570) ควบคู่ไปกับประเด็นการพัฒนาที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุ 13 หมุดหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ประเด็นสำคัญของ 17 นโยบายและแผนความมั่นคง ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และประเด็นเร่งด่วนตามแผนแม่บทฯ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Pro – Growth Budget Initiative) อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและผลักดันการปฏิรูปประเทศ (Transformation) เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความ

                   สำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พร้อมทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศ การปรับตัวและดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate  Change)   การป้องกันภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมการวางรากฐานสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสวัสดิการที่เหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender – Responsive Budgeting :GRB) รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการภาครัฐโดยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                   2. โครงสร้างและสาระสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

                   ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ มีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

                             1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง

                             มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน อยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติและทุกระดับ โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามอาชญากรรมและการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคได้ ตามหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” การพัฒนาศักยภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาที่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและศักยภาพของกองทัพไทย ตลอดจนพัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร ทบทวนนโยบาย Free Visa ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ เจรจาการค้า การทูตเศรษฐกิจ ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

                             2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

                             มีเป้าหมายเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืนเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับอุตสาหกรรมและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำด้วย AI วางแผนการผลิตและบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมให้สอดคล้องกับระบบแผนที่การเกษตรและศักยภาพของพื้นที่ (Zoning by Agri-map) ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขึ้นจากรูปแบบ การทำงานและการใช้ชีวิต (Work from Anywhere) ยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่)

                             3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

                             มีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต โดยมุ่งเน้นสร้างเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่นเข้มแข็งและมั่นคง พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น สนับสนุนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ส่งสริมทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต ทักษะความรู้ความเข้าใจผิด (Digital Literacy) ทักษะการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งเสริมการปฏิรูประบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมและสร้างโอกาสในการพัฒนาสมรรถนะแก่แรงงานทุกกลุ่มและความต้องการของตลาดแรงงานทั้งการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะความรู้ใหม่ (Upskill)/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) ทักษะทางสังคม (Soft Skills) สร้างระบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมให้กับผู้สูงอายุโดยเชื่อมโยงกับทักษะและประสบการณ์เดิมสนับสนุนการประกอบอาชีพหลังเกษียณ ยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุก สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้ AI พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน จัดระบบสวัสดิการและสวัสติภาพของนักกีฬาให้เป็นมาตรฐานสากล พัฒนาสมรรถนะของนักกีฬาและครูผู้ฝึกสอนเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

                             4)  ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

                             มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับโดยมุ่งเน้นกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ส่งเสริมให้เกิดภาษีและค่าธรรมเนียมใหม่ ตลอดจนเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น สร้างชุมชนเข้มแข็งรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) อย่างครบวงจร เพื่อยกระดับคนไทยให้สามารถวางแผนทางการเงิน บริหารจัดการหนี้สินและมีศักยภาพในการออมและลงทุนจัดการที่ดินทำกิน ตรวจสอบและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดทำผังเมืองที่สนับสนุนการใช้ที่ดินตามศักยภาพของพื้นที่ จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมและสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยพิบัติ ส่งเสริมการออม การเข้าถึงตลาดเงิน ตลาดทุน ตลอดจนการเยียวยาประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ยกระดับความโปร่งใสและการบริหารจัดการระบบประกับสังคม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบการประกันตน จูงใจให้นายจ้างและแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม ปรับปรุงระบบประกันสุขภาพหลักของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยทุกคนมีโอกาสได้เรียนฟรีและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค จัดสถานที่พักพิงให้กลุ่มเปราะบาง และจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง พัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้รัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา

                             5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

                             มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5ส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนและการสร้างรายได้จากการเก็บกักคาร์บอนตามมาตรฐานสากล จัดระบบการบริหารจัดการพิบัติภัยด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูล การบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล ส่งเสริมการพัฒนาและฟื้นฟูระบบชลประทานและกระจายน้ำในพื้นที่เขตชลประทานและบริหารจัดการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ควบคู่กับการยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรับผิดชอบที่ชัดเจนและบูรณาการการทำงานร่วมกัน มีความยืดหยุ่นการบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

                             6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

                             มีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ  ปรับการบริการภาครัฐในรูปแบบ “ราชการทันใจ” เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน (Super License) เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และเพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ เร่งปฏิรูประบบราชการ สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐจัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างและสามารถอ่านได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ปรับระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐ เสริมสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ปราบปรามการทุจริตและเร่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างในทุกมิติอย่างจริงจัง เร่งการเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus Law) ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยและยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น

                             รายการค่าดำเนินการภาครัฐ ประกอบด้วย รายจ่ายเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ  และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

                             ทั้งนี้ เพื่อให้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด การจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หน่วยรับงบประมาณ ควรพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการตามความจำเป็นเร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นไปตามหลักการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า (Value for Money: VFM) ด้วยความแม่นยำ ตรงเป้าหมาย และตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ (Precisely Targeted Budgeting) และเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลตลอดจนสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

3. เรื่อง การทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และอนุมัติแผนงานบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สำนักงบประมาณ เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 14 มาตรา 16 มาตรา 31 และมาตรา 32 กำหนดให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการไว้ ดังนี้

                   1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 อนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ แผนงานบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันที่ 21 เมษายน 2569

                   เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนัยกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นสำนักงบประมาณ เสนอ ดังนี้

                   1. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ยืนยันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

                   2. การทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เรื่องแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและนำยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติโดยกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 83/2569 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 เรื่อง การบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ ซึ่งกำหนดกลุ่มภารกิจและผู้รับผิดชอบ จำนวน 8 กลุ่มภารกิจเพื่อที่รัฐบาลจะได้ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มภารกิจต่อไป นอกจากนี้ การดำเนินการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการเดิม จำนวน 7 แผนงานบูรณาการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 บางประเด็นใกล้จะสิ้นสุดแผนและได้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านงบประมาณปกติและงบประมาณเชิงพื้นที่หรือบางประเด็นสามารถปรับเปลี่ยนเป็นแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อเปิดกว้างแนวทาง / รูปแบบการดำเนินการรวมทั้งให้หน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการได้อย่างครอบคลุม สามารถขับเคลื่อนประเด็นนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการในระยะต่อไป สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 – 2580) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและบริบทดังกล่าวข้างต้น จึงได้กำหนดแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากเดิมที่กำหนดไว้ จำนวน 7 แผนงานบูรณาการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็น 3 แผนงานบูรณาการ ประกอบด้วย

                   1. แผนงานบูรณาการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3 แผนงาน ประกอบด้วย

                             1) แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

                             2) แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล

                             3) แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

                   2. ปรับเปลี่ยนจากแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นแผนงานยุทธศาสตร์ จำนวน 6 แผนงาน โดยมีการปรับเปลี่ยนจากแผนงานบูรณาการเป็นแผนงานยุทธศาสตร์ จำนวน 2 แผนงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่ แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และแผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และปรับเปลี่ยนเป็นแผนงานยุทธศาสตร์เพิ่มเติมในครั้งนี้จำนวน 4 แผนงานประกอบด้วย

                             1) แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

                             2) แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

                             3) แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

                             4) แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

                   3. มอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายตามแผนงานบูรณาการ จำนวน 3 แผนงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                             3.1 มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเป็นผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ดังนี้

                                      3.1.1 นายทรงศักดิ์ ทองศรี จำนวน 1 แผนงาน คือ

                                                1) แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

                                      3.1.2 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                                                2) แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล

                                   3.1.3 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                                                3) แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

                             (1) บริหาร กำกับ ดูแลการปฏิบัติงาน ติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตามแผนงานบูรณาการ ให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมาย และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง ด้วยความโปร่งใสและถูกต้อง ปราศจากการทุจริต รวมทั้งบูรณาการการทำงานในทุกมิติทั้งในระดับพื้นที่และหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องตามแผนงานบูรณาการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารรายจ่ายบูรณาการ

                             (2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานในการปฏิบัติงาน เชิญหน่วยรับงบประมาณมาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา ชี้แจงรายละเอียดและข้อคิดเห็นได้ตามความจำเป็น

                             (3) ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

                             3.2 องค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                             เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ดังนี้

                             3.2.1 องค์ประกอบของคณะกรรมการ ประกอบด้วย

                             (1) ประธานกรรมการ : รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานเจ้าภาพหรือ รองนายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

                             (2) รองประธานกรรมการ : รัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานเจ้าภาพหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

                             (3) กรรมการ:

                                                           (3.1) ปลัดกระทรวงของหน่วยงานเจ้าภาพและหัวหน้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                                                           (3.2) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

                                                           (3.3) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                                           (3.4) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                                                           (3.5) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

                            (4) กรรมการและ:

                                                          (4.1) หัวหน้า/ผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพเลขานุการร่วม

                                                          (4.2) ผู้แทนสำนักงบประมาณ

                                                          (4.3) ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                                          (4.4) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                             3.2.2 หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ประกอบด้วย

                             (1) กำหนดหลักเกณฑ์ วัตถุประสงค์ ขอบเขตภารกิจ เป้าหมายร่วมแนวทางการดำเนินงาน ตัวชี้วัด หน่วยรับงบประมาณที่เป็นเจ้าภาพหลักในแต่ละเป้าหมาย และหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุม ครบถ้วน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนย่อยของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ

                             (2) ประสานหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องให้จัดทำโครงการกิจกรรม และงบประมาณรายจ่ายที่จะต้องใช้ในการดำเนินการงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามความจำเป็นและเหมาะสม

                             (3) พิจารณาโครงการ กิจกรรม และงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของแผนงานบูรณาการที่ได้รับมอบหมาย

                             (4) จัดทำข้อเสนอการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และแสดงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณตามกรอบระยะเวลาของการดำเนินการ พร้อมจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ส่งสำนักงบประมาณ

                             (5) ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

4. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพ  ผู้ประสบอุทกภัย เพิ่มเติม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย เพิ่มเติม ในส่วนที่กำหนดให้ “ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม” โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ

                    1. เหตุผลความจำเป็น

                   เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164,000,000 บาท เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตามหลักเกณฑ์ แนวทาง และอัตราการจ่ายเงินปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดตรัง โดยให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าว เร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณ และจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุนประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป ซึ่งระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าว จะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 มีนาคม 2569 แต่การดำเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

                   2. สาระสำคัญ

                             1) การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตามข้อ 1 ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล ตรัง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการจ่ายเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นและจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 54 ราย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จำนวน 1 ราย คงเหลืออยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการจำนวน 109 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569)

                             2) การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย กำหนดให้จังหวัดเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น งบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปจากสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าว ในวันที่ 10 มีนาคม 2569

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากกรณีอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดตรัง ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม

5. เรื่อง การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติ 1) เห็นสมควรให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นและให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวโดยเร็วต่อไป โดยให้คำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ด้วย เช่น ความซ้ำซ้อนกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน รายได้หรือแหล่งที่มาของเงินที่จะนำเข้ากองทุน 2) ให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 18 ปี แล้ว โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายหลักของประเทศและเป็นเครื่องมือที่สำคัญซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่และอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเป็นเอกภาพ แต่เนื่องจากปัจจุบันสาธารณภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมารัฐบาลให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยโดยจ่ายจากงบกลาง รายการเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน และรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวมีข้อจำกัดในหลายกรณีทำให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยเป็นไปโดยล่าช้า เป็นความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบสาธารณภัยที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

                    2. การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติที่ผ่านมาใช้จ่ายเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ถึง ปี พ.ศ. 2569 เป็นเงินประมาณ 123,667,000,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300,000,000 บาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินทั้งสิ้น 25,099,404,000 บาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้สูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ

                   3. กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยจะเป็นหลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง ทำให้ผู้ประสบสาธารณภัยเข้าถึงงบประมาณเยียวยาที่รวดเร็ว และมีความยืดหยุ่นลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                    มีแหล่งเงินสำหรับให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง 

6. เรื่อง มาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้ง มอบหมายให้กระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 

                   สาระสำคัญ

                   คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น (1) ให้กรมธนารักษ์พิจารณาปรับปรุงระบบการรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแลบำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุผ่านระบบสารสนเทศ (2) ให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจนพร้อมกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมกับศักยภาพที่ราชพัสดุ (3) ให้กรมธนารักษ์จัดทำแนวทางหรือแผนบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

7. เรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (กรมประชาสัมพันธ์) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้สำนักงาน ป.ป.ท. สรุปผลการพิจารณาผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง     

                   1. ปัญหาการทุจริตในรูปแบบของการรับและให้สินบนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยและในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเห็นได้จากผลการวิเคราะห์ค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของประเทศไทย (ไทย) โดยจากการสำรวจคะแนน CPI ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2563 – 2567) ไทยได้คะแนนอยู่ที่ 34 – 36 คะแนน อาจสะท้อนถึงสถานการณ์และการรับรู้ของนานาชาติว่าไทยยังคงมีปัญหาการทุจริต รวมถึงการเรียกรับสินบน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันการทุจริตในกรณีสินบน จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสินบน (คณะอนุกรรมการฯ) (คำสั่งที่ 578/2567 ลงวันที่ 13 กันยายน 2567 และคำสั่งที่ 12/2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568) โดยมีหน้าที่และอำนาจในการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสินบน และเสนอความเห็นเพื่อให้มีการเสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสินบนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้มีการศึกษาจัดทำมาตรการฯ เป็น 2 กรณี คือ (1) การศึกษาจัดทำมาตรการฯ เพื่อป้องกันการทุจริตกรณีสินบนในลักษณะภาพรวม และ (2) การศึกษาจัดทำมาตรการฯ เพื่อป้องกันการทุจริตกรณีสินบนในลักษณะเฉพาะเรื่อง ซึ่งในครั้งนี้เป็นการเสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเรียกรับสินบนของเจ้าพนักงานของรัฐ และการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐในลักษณะภาพรวม

                   2. เรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการฯ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วหากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป

8. เรื่อง กำหนดวันและเวลาประชุม และวันเริ่มสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบกำหนดวันและเวลาประชุม และวันเริ่มสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) เสนอ

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   กำหนดวันและเวลาประชุมและวันเริ่มสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลา 120 วัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สัปดาห์ละ 2 วัน คือ ทุกวันพุธและวันพฤหัสบดี และให้มีการประชุมเพิ่มเติมในวันศุกร์ เดือนละ 1-2 ครั้ง รวมทั้งมีมติกำหนดเวลาประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยให้เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 นาฬิกา เป็นต้นไป และกำหนดให้วันที่ 25 สิงหาคม เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง

                   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้สมัยประชุม แบ่งเป็นสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งและสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง และสมัยหนึ่ง ๆ ให้มีกำหนดเวลา 120 วัน ดังนั้น ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันจึงมีวันเปิดและวันปิดสมัยประชุม ดังนี้

ปีที่สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง
114 มีนาคม 2569 – 11 กรกฎาคม 256925 สิงหาคม 2569 – 22 ธันวาคม 2569
214 มีนาคม 2570 – 11 กรกฎาคม 257025 สิงหาคม 2570 – 22 ธันวาคม 2570
314 มีนาคม 2571 – 11 กรกฎาคม 257125 สิงหาคม 2571 – 22 ธันวาคม 2571
414 มีนาคม 2572 – 11 กรกฎาคม 257225 สิงหาคม 2572 – 22 ธันวาคม 2572

ต่างประเทศ

9.​ เรื่อง ร่างปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ​ ดังนี้

          1. ร่างปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก (ร่างปฏิญญาบากูฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาบากูฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ และ/หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีอีก

          2. ให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย [รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ] หรือผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 ร่วมรับรองร่างปฏิญญาบากูฯ (จะมีการรับรองร่างปฏิญญาบากูฯ ในวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร)

สาระสำคัญ

          1. เดิมสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน (อาเซอร์ไบจาน) เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอสแคปสมัยที่ 82 ณ กรุงบากู อาเซอร์ไบจาน แต่เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เอสแคปได้มีหนังสือแจ้งประเทศสมาชิกเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดการประชุมดังกล่าวมาเป็นที่ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 20 – 24 เมษายน 2569 โดยอาเซอร์ไบจานยังคงทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมฯ

          2. การประชุมเอสเคป สมัยที่ 82 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียแปซิฟิก​” (Leaving no one behind advancing a society for all ages in Asia and the Pacific) เพื่อให้ประเทศสมาชิกเละผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมหารือในประเด็นสถานการณ์ประชากรในปัจจุบันเละแนวโน้มในอนาคต และในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การส่งเสริมงานที่มีคุณค่า การส่งเสริมการมีงานทำอย่างทั่วถึงในทุกกลุ่มอายุ อาเซอร์ไบจานในฐานะเจ้าภาพ จึงได้เสนอร่างปฏิญญาเพื่อยืนยันการมุ่งขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกกลุ่มที่กำลังเผชิญ

         ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมและร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบาย เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนสำหรับทุกช่วงวัยในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การจ้างงาน การพัฒนายุทธศาสตร์ เฉพาะด้านเกี่ยวกับการสูงวัย การขยายโอกาสสำหรับคนพิการ ความร่วมมือระดับภูมิภาค และการให้บริการสาธารณสุข

          3.​ กต. แจ้งว่า ร่างปฏิญญาบากูฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แต่งตั้ง

10. เรื่อง ขอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายผู้แทนคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นกรรมาธิการวิสามัญในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ผู้แทนคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 81 และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งรายชื่อดังกล่าวให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

11. เรื่อง การมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(กระทรวงมหาดไทย)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 3 ราย ตามลำดับ ดังนี้

                   1. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   2. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   3. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายวโรทัย ไตรพิทักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำด้านประสานกิจการภายในประเทศ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอแต่งตั้ง นายนพดล เภรีฤกษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่รักษาราชการในตำแหน่งดังกล่าว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

14.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                   1. นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการกงสุล ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก

                   2. นายชีวินท์ ณ ถลาง ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน

                   3. นายพืชภพ มงคลนาวิน ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย

                   4. นางสาวเอกอร คุณาเจริญ ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

                   5. นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมยุโรป ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป

                   6. นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ

                   7. นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศในลำดับที่ 1 – 4 ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

15. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (กระทรวงพาณิชย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

                   1. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                   2. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

16. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพาณิชย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์  ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                   2. นายวรวุฒิ โปษกานนท์  ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. นายสาโรจน์ สามารถ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)

                   2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                   3. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

19. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ มอบหมายให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

                   1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์)

                   2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นายนพดล มาตรศรี ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

                   2. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                     คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

                   1) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   2) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

24. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 93/2569 ลงวันที่ 20 เมษายน 2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) โดยมี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นประธานกรรมการ

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.47 น.

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร รอฝ่าย กม.พรรคสรุปผล

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุม สส.พรรค ว่า ที่ประชุม สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกหลายเหตุการณ์ในบ้านเมืองมาพูดคุยกัน ที่สังคมให้ความสนใจ คือกรณีที่ ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ  อดีตรมว.คมนาคมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบริษัทที่อาจจะมีประเด็นเรื่องของผลประโยชน์ขัดกัน ซึ่งการยกคำร้องของ ป.ป.ช. นั้น เป็นการสวนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีเดียวกันนี้ ซึ่งในคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ได้ชี้ว่า อดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยามได้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี โดยมีการพิสูจน์ให้เห็นถึงเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีการยกคำร้องที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่า กรณีที่มีการยกคำร้องนี้ ที่มีประเด็นที่น่าสงสัยหรือไม่ อย่างไร  

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมนี้ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางไปในสองทาง 1.คือตั้งข้อสังเกตถึงคำวินิจฉัยหรือมติของ ป.ป.ช. ที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มีหลักไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องผูกพันทุกองค์กร

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น  คือประเด็นรายละเอียดของคำร้องในคดีนี้ ซึ่งป.ป.ช. ยกไปนั้น เพราะเรื่องนี้มีประเด็นความเกี่ยวข้องกับเรื่องของผลประโยชน์ขัดกันของความเป็นรัฐมนตรีด้วย ที่ประชุมได้หารือกันแล้ว มีมติว่า ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคไปรวบรวมรายละเอียดของประเด็นในเรื่องของคดีนี้ตั้งแต่ต้น และให้สรุปภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์  เพื่อที่ประชุม สส. จะได้มากำหนดท่าทีต่อไปว่า พรรคควรที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ทางกฎหมายอย่างใดหรือไม่ต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นโดย ป.ป.ช. เองก็ดี  หรือจะไปที่นายศักดิ์สยามก็ดี

โดยคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคชุดใหญ่ จะหยิบยกประเด็นรายละเอียดของข้อมูลทั้งหลายมาดูรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง  ยืนยันว่าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องดำเนินการในฐานะที่เป็นพรรคที่ยึดเรื่องการเมืองสุจริต และถ้ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้อง สังคมให้ความสนใจ เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองซึ่งไม่สุจริต และเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่า จะเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะเป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายตรวจสอบ เป็นฝ่ายที่เดินแนวทางการเมืองสุจริต จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ยืนยันว่าพรรคไม่ได้วางเฉยต่อเรื่องนี้  ขอให้ติดตามกันต่อไปว่า ฝ่ายกฎหมายพรรคเสนอที่ประชุม สส. แล้วจะมีมติดำเนินการอย่างไร หรือไม่ต่อไป

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.40 น.

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด ใช้เวทีในสภาฯ มาตอบกระทู้สมาชิก ชี้ระบอบการเมืองปัจจุบันสะท้อนชัดเจนละเว้นพวกพ้อง-ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองทั่วไป และ กรณี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่อาจต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า จากข่าวล่าสุดที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.เงินกู้ พรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในเรื่องภาระหนี้สินของประเทศที่ค่อนข้างสูง การกู้เงินมาเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในสถานการณ์วิกฤต ต้องใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง รวมทั้งการรักษาวินัยการเงินการคลัง แม้จะยังไม่ได้เห็นในรายละเอียดทั้งหมด แต่พรรคประชาชนจะใช้กลไกในสภา ผ่านทั้งกระทู้ถามและกรรมาธิการ เพื่อสอบถามในรายละเอียดว่าการกู้เงินนี้จะนำมาใช้ในกรณีอะไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำค่อนข้างเยอะ แต่อีกส่วนหนึ่งก็พบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายส่งเสียงสะท้อนมาว่าอัตราการเข้าพักและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เพราะฉะนั้นประชาชนกำลังต้องการความช่วยเหลือด้วยการเยียวยาอย่างตรงจุด 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการบริหารเงินกองทุนน้ำมันที่ผิดพลาดของรัฐบาลทำให้การอุดหนุนอาจไม่ตกถึงประชาชนโดยตรง ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพิ่มจริง รายละเอียดที่รัฐบาลต้องชี้แจงกับประชาชนคือ จะนำไปใช้จ่ายอย่างไร ให้เงินที่จะกลายมาเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตถึงมือประชาชนมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาตอบกระทู้ถามหรือชี้แจงสมาชิกในสภา ไม่ใช่การตอบคำถามของสมาชิกอย่างในกรณีญัตติวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา

นายณัฐพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณี 44 สส. โดยตั้งข้อสังเกตต่อกรณีของ นายศักดิ์สยาม (ชิดชอบ) ทั้งที่เส้นทางทางการเงินก็มีความชัดเจนว่าส่อเค้าไม่ถูกต้อง ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง แต่กรณีของ 44 สส. ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยชอบกลับกำลังถูกดำเนินคดีจนอาจถึงขั้นตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

“พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งในระบอบการเมืองปัจจุบัน ที่มีองคาพยพอื่น ทั้งองค์กรอิสระ หรือกลุ่มคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ คอยสนับสนุนระบอบการเมืองแบบนี้อยู่”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาใช้จ่าย การใช้จ่ายงบประมาณ หรือการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ กลายเป็นกระบวนการให้ประโยชน์กับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม แต่ประชาชนและคนที่ทำถูกต้องกลับไม่เคยได้ประโยชน์เหล่านั้น 

“สิ่งที่สำคัญสำหรับพรรคประชาชน ต่อจากนี้คือการทำงานให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่ต้องต่อต้าน คือระบอบการเมืองที่ไม่เป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ให้พรรคประชาชนเป็นตัวเลือกที่สำคัญ ที่ประชาชนเห็นว่า เป็นทางออกของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ควบคุมได้ทั้งองค์กรอิสระ สภาบน และสภาล่าง ใช้อำนาจที่ตัวเองมีในทางมิชอบ ละเว้นพวกพ้อง ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ประชาชนไม่เคยได้รับความยุติธรรมในระบบ ประชาชนจะยิ่งเห็นภาพตรงนี้ชัดมากขึ้น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.17 น.

21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โดยที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบ นายยุทธนา สาโยชนกร ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 133 คะแนน ไม่เห็นชอบ 4 คะแนน งดออกเสียง 27 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

ผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายยุทธนา ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือตั้งแต่ 100 คะแนนขึ้นไป จึงเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ทักษิณ”ลุ้น 2 ด่าน คณะกรรมการพักโทษระดับกรมราชทัณฑ์ เตรียมประชุมหารือภายใน 24 เม.ย.นี้ ก่อนส่งรายงานความเห็นผู้ต้องขังเด็ดขาดเข้าเกณฑ์พักโทษทั่วไป เสนอ”คณะกรรมการพักโทษระดับ ยธ.”ให้ความเห็นชอบ 29 เม.ย.69 ด้าน”ปลัด ยธ.”มอบ”รองปลัดฯธารินี”เป็นประธานแทน

21 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการพักการลงโทษของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้นำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป ซึ่งปรากฏว่ามติในที่ประชุมได้ลงความเห็นให้มีผู้ต้องขังเด็ดขาดของเรือนจำกลางคลองเปรม จำนวน 10 ราย ผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ ซึ่ง 1 ในนั้นมีชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดทั้งหมดที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม มีความเห็นชอบได้ถูกประมวลและนำเสนอไปยังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมี นายสมบูรณ์ ศิลา รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด จากนั้นคาดว่าคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์จะมีการประชุมหารือและให้ความเห็นชอบพิจารณาผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไปเพื่อเตรียมเสนอรายชื่อไปยังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 24 เม.ย.69 เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ (หรือคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม) ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับการประชุมของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 เม.ย.69 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้ นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเป็นประธานในที่ประชุมแทนตนเอง โดยคณะฯ จะได้พิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย

และเมื่อคณะฯ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษ และให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดรายใดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำรับทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ในการคุมประพฤติจากการพักโทษ นักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด (3 วันหลังจากได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ) และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.256

2แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีพิจารณาเรื่องการติดหรือไม่ติดกำไล EM ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติ ในวันที่ 11 พ.ค.69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้น โดยเฉพาะคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์และระดับกระทรวงยุติธรรม ที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า สถานที่คุมประพฤติของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า เลขที่ 472 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 แขวงและเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ โดยจะต้องเดินทางไปรายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นสำนักงานที่เป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่เขตดังกล่าว อนึ่ง ขั้นตอนการรายงานตัวของผู้ถูกคุมความประพฤติ คือ ต้องรายงานตัวทุกเดือน แต่ถ้าหากรายงานตัวครบ 4 เดือน ครั้งถัดไปก็สามารถขยายเวลาได้เป็น 2 เดือนค่อยรายงานตัว ซึ่งก็เป็นไปตามเกณฑ์ที่ถูกใช้กับผู้ถูกประพฤติรายอื่นๆ