สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ

สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ

สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

“สุขุมโพล” ชี้ “ภูมิใจไทย” ขยับขึ้นอันดับ 1 เบียด “ประชาชน” หลักหน่วย ระบุผลงานรัฐบาล 3 เดือนยังขายได้ แต่ต้องเร่งเคาะประตูบ้านโกยคะแนน

รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์คะแนนนิยมของพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการแข่งขันของ 3 พรรคใหญ่ ที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี แม้ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักจะสะท้อนภาพการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ลำดับอันดับของแต่ละพรรคยังขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เชิงลึกและประสบการณ์ทางการเมือง

รศ.สุขุม ระบุว่า จากการประเมินข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัว เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยคาดว่าจะได้ ส.ส.ประมาณ 130–140 ที่นั่ง จากเดิมที่ประเมินว่าอยู่ในอันดับ 1 หรือ 2 แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าพรรคสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำได้แล้ว

ขณะที่พรรคประชาชน รศ.สุขุม เห็นว่า จะตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีจำนวน ส.ส.น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยเพียงหลักหน่วยเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะมาเป็นอันดับ 3 โดยได้จำนวน ส.ส.แตะระดับ 100 ที่นั่งขึ้นไป

เมื่อถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงประเมินให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 ทั้งที่กระแสจากสื่อและนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าพรรคประชาชนกำลังนำอยู่ รศ.สุขุม อธิบายว่า หากพรรคประชาชนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้จริง กระแสต้องอยู่ในระดับเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดนั้น

รศ.สุขุม ระบุว่า แม้พรรคประชาชนจะดึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยหาเสียง และหยิบประเด็นกองทุนประกันสังคมมาเป็นแคมเปญหลัก แต่กระแสยังไม่สามารถขยายตัวได้ในระดับเดียวกับอดีต ขณะเดียวกัน แคมเปญเก่าบางส่วนยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากนัก เช่น สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” รวมถึงการถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีจุดยืนไม่เห็นด้วยไม่เปิดรับอยู่แล้ว

“ประเด็นประกันสังคม เป็นเรื่องที่ดี แต่มันเป็นการตอกย้ำความเป็นฝ่ายค้านมากกว่า ความเป็นฝ่ายรัฐบาล คนจะเห็นว่า นี่ไง ตรวจสอบเก่ง เอาไปตรวจสอบรัฐบาลเลย”

เมื่อประเมินปัจจัยโดยรวม รศ.สุขุม เห็นว่า โอกาสที่พรรคประชาชนจะขยายฐานเสียงให้มากกว่าเดิมมีค่อนข้างจำกัด ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังสามารถสื่อสารและ “ขายผลงานรัฐบาล 3 เดือน” ได้ในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การต่างประเทศ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรักษาฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมผ่านการสื่อสารเชิงเตือนว่า หากไม่เลือกพรรคนี้ อาจเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามามีอำนาจ

อย่างไรก็ตาม รศ.สุขุม เตือนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ควรประมาทพรรคประชาชน เนื่องจากยังมีเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่แต่ละพรรคสามารถปล่อยแคมเปญ “ทางตรง” เพื่อเร่งกระแสได้ในช่วงสุดท้าย

รศ.สุขุม เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยควรยึดประเด็นด้านความมั่นคงเป็นแกนหลักในการหาเสียงต่อไป ขณะเดียวกัน พรรคที่เน้นการทำงานเชิงพื้นที่จำเป็นต้องเร่งลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน แสดงความตั้งใจและความใกล้ชิดกับประชาชน เพื่อเก็บคะแนนในระดับเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถอยู่เฉยได้ในช่วงโค้งสุดท้าย

สำหรับพรรคเพื่อไทย รศ.สุขุม ประเมินว่า แม้จะอยู่ในอันดับ 3 แต่คะแนนนิยมมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะกระแสของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง นายเชน ยศชนัน ที่เริ่มได้รับการตอบรับในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่เพียงพอที่จะขยับขึ้นมาแข่งขันในอันดับ 1 หรือ 2 ได้ เนื่องจากนักการเมืองที่เข้มแข็งเชิงพื้นที่จำนวนหนึ่งได้ย้ายออกจากพรรคไปแล้ว

รศ.สุขุม ระบุว่า ปัจจัยสำคัญของพรรคเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้าย คือการผลักดันบทบาทของนายเชนให้โดดเด่นมากขึ้น และอย่าให้เกิดปัญหาการแย่งพื้นที่สื่อสารภายในพรรค จนไปบดบังนายยศชนัน ที่กำลังตีคะแนนคืนมา

เอกสิทธิ์ประกาศเปรี้ยง ดันโมเดล สมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจรวมศูนย์ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ

เอกสิทธิ์ประกาศเปรี้ยง ดันโมเดล สมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจรวมศูนย์ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ

เอกสิทธิ์ประกาศเปรี้ยง ดันโมเดล สมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจรวมศูนย์ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

‘สมุทรปราการมหานคร’ ‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ประกาศเปรี้ยง ถึงเวลาปลดล็อกอำนาจ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ-คุมงบเอง จี้จุด ท่วมซ้ำซาก ขยะ ถนนพังเรื้อรัง ปลุก คนปากน้ำลุกขึ้นกำหนดอนาคตตัวเอง

31 ม.ค.69 ที่ จ.สมุทรปราการ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงเมื่อค่ำวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

โดยนายเอกสิทธิ์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า พรรคปวงชนไทย ตั้งใจเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย  โดยเฉพาะที่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่ที่สำคัญมากอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีรายได้สูงเสียภาษีต่อปีเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ มีครบทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ แหล่งท่องเที่ยวฟาร์มจระเข้ เมืองโบราณ เคซิตี้ ทะเลบางปู รวมถึง สว่างนิเวศน์ ถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวคนรู้จัก แต่ยังคงพบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การก่อสร้างและซ่อมแซมถนนแพรกษา ซ่อมไม่เสร็จทั้งปี เป็นเหมือนถนนพระราม 2 และปัญหาบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนชาวสมุทรปราการเป็นอย่างมาก 

นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการบ่อยครั้งทำให้การทำงานแก้ปัญหาในพื้นที่เกิดความไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเอง ซึ่งมาจากคนในพื้นที่ ซึ่งจะรู้ปัญหาจริง และสามารถบริหารจัดการงบประมาณ พัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ยกระดับความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตให้กับชาวสมุทรปราการได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

” วันนี้ทุกปัญหาจะจบได้ด้วยโมเดล สมุทรปราการมหานครขอพี่น้องชาว สมุทรปราการมาร่วมกันสร้างบ้านของเรา ผลักดันให้สมุทรปราการเป็นพื้นที่บริหารจัดการตัวเอง กำหนดอนาคตของตัวเองได้ ยกระดับให้เป็นสมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจที่รวมศูนย์ เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของเราเอง บริหารงบประมาณภาษีของเราให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ” ที่ผ่านมาเลือกพรรคเดิม ก็ได้แบบเดิม วันนี้ถึงเวลาแล้ว ขอคนไทยให้โอกาสตัวเองเลือกพรรคใหม่พรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 มาแก้ปัญหาให้กับประเทศ พี่น้องประชาชนคนไทยและชาวปากน้ำ มั่นใจ เราทำได้ทันที ทำจริง ทำเป็น ล้านเปอร์เซ็นต์” นายเอกสิทธิ์ ย้ำ

ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

วันนี้ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเชียงใหม่ที่ยังไม่วิ่งสักขบวน โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน” เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้” คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

ดร.สามารถ

2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น และที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

ดร.สามารถ

4. เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ? การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง? รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?””

ดร.สามารถ
ดร.สามารถ
ดร.สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte 

ดร ธนชาติ หนุน เอกนิติ ความหวังใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วย AI

ดร ธนชาติ หนุน เอกนิติ ความหวังใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วย AI

ดร ธนชาติ หนุน เอกนิติ ความหวังใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วย AI

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

วันนี้ 31 มกราคม พ.ศ. 25696  ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและดิจิทัลชื่อดังของประเทศไทย โพสต์เฟซบุณกส่วนตัวร่ายยาวการปราศรัยของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พรรคภูมิใจไทย โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “เช้านี้ตื่นมาเห็นข่าวคุณเอกนิติ ขึ้นเวทีหาเสียง และพูดนโยบายดีๆหลายอย่าง รวมถึงการเพิ่มทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยเก่งขึ้น การทำ Skill-bridge การทำโซลาร์ในชุมชน พูดถึงการประชุม WEF ที่ดาวอส พูดถึงอนาคตโลก และการเจรจาของ Team Thailand ที่นั้น ทำให้ผมต้องมาเปิดคลิปการหาเสียงของคุณเอกนิติใน YouTube มาเปิดดู

การปราศรัยของเอกนิติ เป็นไปอย่างนักวิชาการ ไม่ใช่นักการเมือง พูดด้วยความสุภาพ ไม่ได้สร้างความชิงชัง หรือสร้างความเกลียดชังในสังคม และไม่ได้พูดด้วยนโยบายที่เลื่อนลอย อาจไม่สนุกปลุกระดมแบบนักการเมือง แต่พูดให้คนมีความหวัง

ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์

ผมชอบประโยคที่คุณเอกนิติพูดว่า “ความตั้งใจของผม ฝันของผมคือ ผมอยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยที่มีความสุข ให้คนไทยยืนได้บนขาของตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม เราถึงไม่ทำนโยบายแจกเงิน แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ด ให้เขาไปตกปลา ไม่ใช่ให้ปลาเขาไปกินแล้วจบ”

กับประโยคที่บอกว่า “ใครก็พูดได้ ใครก็พูดเก่งทั้งนั้น คนที่ทำเป็น ทำดี มันมีน้อย”

ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์

ใช่ครับมันเหมือนกับที่ผมเคยโพสต์ว่า บ้านเมืองเราต้องการเปลี่ยนแปลง แต่คนที่จะมาเปลี่ยนแปลงได้ต้องเป็นคนที่ทำเป็น ไม่ใช่คนที่พูดเก่ง

ผมรู้จักคุณเอกนิติเมื่อ 5-6 ปีก่อน สมัยที่เขายังเป็น อธิบดีกรมสรรพากร ผมจำได้ว่าเข้าไปเจอกันครั้งแรกผมประทับใจมาก หน้าห้องมีกระดานบอร์ดที่มี Post-IT ติดเต็มไปหมด มีการทำ Scrum ระดมสมองในการทำโปรเจ็คต่างๆ คุณเอกนิติชวนมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้าน Big Data ให้กับกรมสรรพากร

ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์

ผมทำงานให้กับคุณเอกนิติเกือบ 2 ปีจนเขาครบวาระ ผมเห็นความทุ่มเท มานั่งประชุมเรื่องนี้แทบทุกเดือน มานั่งหัวโต๊ะ พร้อมผู้ใหญ่ในกรมเกือบทั้งหมด ทั้งที่ปรึกษา C10 ทั้งรองอธิบดี คุณเอกนิติไม่ได้มองเป็นงานไอที แต่มองเป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนของกรม ผมทำงานให้โดยไม่ได้ขอตอบแทบใดๆ แต่ทำงานด้วยใจ ก็เพราะเห็นความทุ่มเทของคุณเอกนิติที่จะทำให้กรมสรรพากรเป็น Data Driven Organization อย่างแท้จริง และผมมักเอาประสบการณ์ในการทำงานกับเขาไปพูดในหลายๆเวทีว่า เราจะเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ผู้นำต้องเป็นคนขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจ

คนตั้งใจทำงานแบบนี้หายากในวงการเมืองไทย ผมเชียร์ครับ สนับสนุนให้คุณเอกนิติได้เป็น รัฐมนตรีกระทรวงการคลังต่อ เราควรต้องเลือกให้คนแบบนี้มีโอกาสมาทำงานให้กับประเทศ ขอปิดท้ายด้วยคำพูดของคุณศุภจีเมื่อวานนี้ที่ประทับใจผมมาก “ขอให้พิจารณา อนาคตของเรา ชีวิตหลังเลือกตั้ง อยู่ในมือของท่าน ท่านต้องการให้ประเทศเดินไปแบบไหน หลังเลือกตั้ง ท่านต้องการให้ประเทศเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัง หรือท่านต้องการให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีความหวัง”

ทำเอาชาวโซเชียลหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและดิจิทัลชื่อดังของประเทศไทย ที่มี ต่อ เอกนิติ  เกี่ยวกับการปราศัยเมื่อคืนนี้ เช่น

“ขอบคุณพี่ Thanachart Numnonda ไว้จะขออนุญาตปรึกษาพี่เรื่อง AI transformation ให้ประเทศ ด้วยครับ”

“ขอบคุณในสิ่งดีๆที่มอบให้มาตลอด ขออนุญาตแชร์นะครับ”

“จะชัวร์ไปเลย ถ้าอนุทินว่าสละสิทธิ์นายหให้ศุภจี งวดหน้าว่ากันใหม่ ยังไงก็ได้ชื่อเป็นนายกฯติด fram of hall ไปแล้ว”

“คุณเอกนิติเป็นคนที่มีความสามารถ แต่เป็นคนคนที่ทำให้ผมตัดสินใจไม่เลือกภจท. แค่จากการโยนหินถามทางที่ทำร้ายจิตใจกันเกินไป”

“เคยเข้าพบและประชุมกับท่านครั้งหนึ่ง… ท่านเก่งมากครับ”

“ขออนุญาต share นะครับ อาจารย์”

ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์
ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanachart Numnonda

กกต. เชิญชวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งสส.ล่วงหน้าออกไปใช้สิทธิ์ 1 ก.พ. นี้

กกต. เชิญชวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งสส.ล่วงหน้าออกไปใช้สิทธิ์ 1 ก.พ. นี้

กกต. เชิญชวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งสส.ล่วงหน้าออกไปใช้สิทธิ์ 1 ก.พ. นี้

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

กกต.เชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสส.ที่ลงทะเบียนยื่นคำขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไว้แล้ว ออกไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานที่เลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้

วันที่ 31 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. ที่ยื่นคำขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าไว้แล้ว ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ สถานที่เลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้

ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ อย่าลืม!ตรวจสอบสิทธิและเตรียมความพร้อมก่อนวันเลือกตั้ง โดยตรวจสอบรายชื่อหน่วยเลือกตั้ง และเตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม โดย กทม.เปิดให้บริการจัดทำบัตรประชาชน (กรณีพิเศษ) เวลา 08.00–17.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และ วันที่ 7–8 กุมภาพันธ์ 2569

ส่วนผู้ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ให้แจ้งเหตุ “ไม่อาจไปใช้สิทธิ”  ที่สำนักทะเบียนอำเภอ / สำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง หรือ ผ่านระบบออนไลน์เว็บไซต์สำนักทะเบียนกลาง หรือ แอปพลิเคชัน Smart Vote

โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือต้องทำให้ลูกจ้างเห็นความสำคัญ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน และผู้บริหารของประกันสังคมต้องตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของลูกจ้างได้อย่างทันการณ์ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ”

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

แวดวงนักปกครอง : 31 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 31 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 31 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรมการปกครอง” แถลงผลงานไตรมาส 1 ปี’69 ปักธง “อำเภอพึ่งได้”รุกหนักเพื่อประชาชน! นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นำทีมโชว์ผลงาน 5 ภารกิจหลัก ทั้งการกวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนผ่านปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง-สลายหมอกเชียงดาว” พร้อมโชว์ยอดผู้ใช้ ThaID กว่า 29 ล้านคน ด้านความมั่นคงเดินหน้าทลายบ่อนใหญ่และเว็บพนันเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ควบคู่การปราบยาเสพติดคืนคนดีสู่สังคม และเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2.3 พันล้านบาท ปิดท้ายด้วยความฮึกเหิมของทีม “อส.กู้ภัย” ที่ลงพื้นที่ฟื้นฟูหาดใหญ่หลังมหาอุทกภัย ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่โปร่งใส และพร้อมเป็นที่พึ่งที่แท้จริงให้พี่น้องประชาชนในทุกมิติ

นางสาวมนัสวีช์ ทรัพย์พร้อม นายอำเภอพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายสตรี ขับเคลื่อนกิจกรรมประดิษฐ์ริบบิ้นไว้อาลัยจาก “ผ้ากาบบัว” เพื่อถวายความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง โดยหยิบยกอัตลักษณ์ผ้าทอพื้นถิ่นมารังสรรค์เป็นสัญลักษณ์แห่งความอาลัย ก่อนเตรียมส่งมอบต่อให้ทางจังหวัดต่อไปสะท้อนการทำงานเชิงรุกตามนโยบาย “อำเภอพึ่งได้”ของกรมการปกครอง ที่มุ่งมั่นประสานพลังมวลชนเพื่อสร้างสรรค์ความดีให้แก่ส่วนรวม

บำบัดทุกข์บำรุงสุข…ทุกช่วงเวลา! นายอภินันท์ ชาจิตตะนายอำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส ในฐานะ ผอ.ศปก.อ.จะแนะ แท็กทีมกำลัง 3 ฝ่าย ทหาร ตำรวจ ปกครอง ลงพื้นที่ ต.ดุซงญอ ต.จะแนะ เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่พี่น้องชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสุพจน์ ตรีรัตนนุกูล

นายอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

นางสาวมนัสวีช์ ทรัพย์พร้อม

นายอำเภอพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

นายอำเภอนำทีมรุกตรวจมะเร็งเต้านมถึงถิ่นห่างไกล นายคำผัน โมกไธสงนายอำเภอสบเมยจ.แม่ฮ่องสอนเป็นประธานเปิดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมและนรีเวช ด้วยเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ (Mammogram) ณ โรงเรียนสบเมยวิทยาคม โดยร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมีและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มุ่งเป้าดูแล สตรีกลุ่มเสี่ยงและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ทุรกันดารให้เข้าถึงบริการระดับสากลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ภารกิจประวัติศาสตร์กับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง! ในฐานะนักปกครองที่เป็นหัวเรือใหญ่ในพื้นที่ ความพร้อมคือหัวใจสำคัญที่สุด!นายสุพจน์ ตรีรัตนนุกูล นายอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา นำทีมติวเข้มเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง เตรียมความพร้อมรับศึกเลือกตั้งปี’69เน้นย้ำความแม่นยำในข้อกฎหมายและความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

กรมการปกครองเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตบเท้าเข้าคูหา ใครที่ลงทะเบียนนอกเขตไว้ ปักหมุดเจอกันพรุ่งนี้(1 ก.พ. 2568) ส่วนวันจริง 8 ก.พ. 2568 นี้ พลังเสียงของท่าน คือคำตอบของประเทศไทย

นาย..อำเภอน้อย

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’ หน.ปชน.ความนิยมลด ‘ยศชนัน’ตามมาเป็นที่3 ‘อภิสิทธิ์’ขยับขึ้นอันดับ4

“KPI Poll” สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ “อนุทิน” คะแนนพุ่ง นำ “เท้ง-เชน-มาร์ค” แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอ “นายกฯที่ใช่” จับตาพลังเงียบวัยทำงานพลิกโผโค้งสุดท้าย คนรุ่นใหม่หนุนแก้รัฐธรรมนูญ แนะพรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ด้าน “นิด้าโพล” เผย “ณัฐพงษ์” นำโผนายกฯ ตามมาด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์-ยศชนัน” ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” ชี้ “พรรคประชาชน” นำทั้งปาร์ตี้ลิสต์-สส.เขต หนุน “ณัฐพงษ์” เต็งนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งที่ 2 หัวข้อ “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” สะท้อนภาพการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายที่ยังผันผวน ชี้ชัดประชาชนเลือกจาก “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” มากกว่ากระแสตัวบุคคล โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 รายทั่วประเทศ โดยเน้นมาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นกลาง และไม่ชี้นำ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมืองโดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงจาก 26.2% เหลือ 23.4% แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่สูงที่สุด สะท้อนว่าสนามนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้าย

สำหรับคะแนนนิยมรายบุคคล มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 16.9% เป็น 18.9% (ขยับขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตัวบุคคล) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) คะแนนลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2% รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรรคเพื่อไทย) คะแนนขยับขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) คะแนนลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.8% นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) 4.6%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 3.4% และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.2% ที่มีแนวโน้มคะแนนขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกินครึ่งหรือ 52.6% ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รองลงมาคือความชอบในนโยบายพรรค (30.2%) และชอบตัวบุคคล (8.6%) ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองที่จะชนะใจประชาชนได้ ต้องสื่อสารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ “จับต้องได้จริง” และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแค่สโลแกนขายฝัน

ในส่วนของแนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมพบว่าเสียงส่วนใหญ่ 53% เห็นชอบ โดยมีความแตกต่างตามช่วงวัย (Generation Gap) อย่างชัดเจน Gen Z: เห็นชอบสูงสุด 58.8% Baby Boomer: เห็นชอบน้อยที่สุด 46% และมีสัดส่วนไม่เห็นชอบสูงถึง 31% ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด (คะแนนเต็ม 5) 1.ระบบการเลือก สว. (3.74 คะแนน) 2.กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ (3.69 คะแนน) 3.ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ (3.68 คะแนน)

ข้อน่ากังวลที่พบจากการสำรวจคือ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องประชามติจาก สื่อมวลชนและองค์กรเอกชน (35%) มากที่สุด ในขณะที่หน่วยงานหลักอย่าง กกต. กลับมีการรับรู้เพียง 13.7% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างในการสื่อสารของรัฐที่ยังเข้าไม่ถึงภาคประชาชนเท่าที่ควร

สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า พรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ขณะที่ กกต. ต้องเร่งปรับบทบาทเป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่ให้ข้อมูลสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย เพื่อลดความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัย

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80 ระบุอื่นๆ

ส่วนไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 ม.ค.2569 พบว่า พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่นๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 4.47

ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่นๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38

และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 21.53 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.11 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่นๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคงนำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท. ปธ.กกต.พร้อมตั้งสำนวน ไต่สวนคดีเบิกเงินผิดปกติ

คณะตรวจสอบ นำโดย “ชาญชัย –สมชาย-นิติธร-คมสัน” จี้กกต.เรียกพรรคการเมืองเข้าชี้แจงงบประชานิยม ใน 3 วัน หวั่นนโยบายขายฝัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ หากไม่ดำเนินการจะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ด้าน“เรืองไกร”ร้อง กกต.ตรวจสอบนโยบาย 51 พรรคการเมือง เป็นไปตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 57หรือไม่ ขณะที่ กกต.ยื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ขอรายละเอียดการโอน-เบิกจ่ายเงินที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้งแล้ว

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการสอบกรณีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง โดยให้เวลา 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

โดยนายชาญชัยระบุในหนังสือคำร้องตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบและทราบจากการชูนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่เป็นนโยบายประชานิยมพบว่า มีการแจ้งใช้เงินเพื่อทำนโยบายมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะใช้ทำนโยบบายว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไร หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมจะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าใด อย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570-2573จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ (จีดีพี)ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยมได้อีก

“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน ทั้งรายจ่ายภาครัฐ รายได้ของรัฐ กระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะการดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่69.36% เท่ากันเหลือไม่ถึง 1%ที่จะกู้ได้” นายชาญชัย ระบุ

นายชาญชัยระบุอีกว่า นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลังซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561เช่นนโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่ง สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี

“เป็นหน้าที่โดยตรงของกกต.ที่ต้องตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ ดังนั้นขอให้กกต. มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายชาญชัย ระบุ

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 13.00 น. ตนต้องไปให้ถ้อยคำต่อสำนักสืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ชั้น 4เรื่องกล่าวหาพรรคการเมืองหนึ่ง กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (2) หรือไม่ ซึ่งก่อนให้ถ้อยคำ จะไปยื่นหนังสือด้วยตนเอง เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่

สำหรับคำร้องมีความเป็นข้อๆ ดังนี้ 1.ตามข่าวประชาสันพันธ์เลขที่ 90/2569 ลงวันที่ 26 มกราคม 2569 กกต. ได้แจ้งข่าวโดยมีความบางส่วน ดังนี้

“…ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่จัดส่งนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 51 พรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้นโยบายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นสมควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเสร็จแล้ว จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประชาชนจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาของพรรคการเมือง โดยสแกน QR Code ด้านล่าง”

2.เมื่อสแกน QR Code มาตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค พบว่า นโยบายของพรรคการเมืองที่แจ้งต่อ กกต. อาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามที่ปราศรัยหรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน

3.ตัวอย่างเช่น พรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 5 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงมีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนไว้มากกว่าสิบนโยบาย ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ thethaiger เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 หัวข้อ รวมนโยบาย สุดล้ำ “เต้ มงคลกิตติ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคทางเลือกใหม่ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ) หรือ พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 4 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงพบว่า มีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนถึงนโยบายที่ 5 ไว้เพิ่มเติม ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ siamrath เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 หัวข้อ “พล.อ.รังษี” ชูนโยบายพรรคเศรษฐกิจ ลดค่าไฟเหลือ 2.80 บาท ควบรวม 3 การไฟฟ้า-ฟันคอร์รัปชัน (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

4.จากกรณีตัวอย่างข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. รีบตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป

5.หาก กกต. ตรวจแล้วพบว่า นโยบายใดของพรรคการเมืองใด เข้าข่ายหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันอาจฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) ขอให้ กกต. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย.

สำนักงาน กกต.แจ้งว่าตามที่ กกต.ได้มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส. นั้น วันนี้ นายครรชิต ได้เข้ายื่นหนังสือขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มี ความผิดปกติดังกล่าว โดยมีผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย รับมอบหนังสือเรียบร้อยแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งรายละเอียดให้กกต.ทราบเร็วที่สุด ณ สำนักงาน กกต.

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะนำข้อมูลดังกล่าวมามอบให้กับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ที่สำนักงาน กกต.ในช่วงเย็นวันเดียวกัน

ที่ลิโด คอนเน็ค สยามสแควร์ กรุงเทพฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขอรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส. จากต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่าเมื่อวันที่ 29 ม.ค. กกต.ได้มีการประชุมเรื่องนี้ โดยขอข้อมูลจาก ธปท. เกี่ยวกับการการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ และวันนี้ได้ส่งรองเลขาธิการ กกต.ไปประสานแล้ว ซึ่งทาง ธปท.ได้รับปากจะทยอยส่งข้อมูลให้โดยเร็ว เพื่อที่ กกต.จะได้นำข้อมูลมาประกอบสำนวนไต่สวนต่อไป ขณะนี้ ยังไม่ได้รับข้อมูลจาก ธปท.ถ้าได้รับข้อมูลแล้ว กกต.จะรีบประชุมโดยเร็ว

สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงนายณรงค์กล่าวว่า กกต.เน้นย้ำเรื่องนี้มาตลอด เพราะเรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง หากทราบว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่ในพื้นที่ไหน ก็จะลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมทันที เพื่อสืบสวนสอบสวนต่อไป ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วประมาณ 60 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหาเสียงหลอกลวง หรือการหาเสียงโดยไม่ชอบ ส่วนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีบ้าง แต่ไม่เยอะ

ประธานกกต.ยังกล่าวถึง ความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ว่า ขณะนี้สำนักงานฯ ได้เตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งไว้หมดแล้ว ขอเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงยังหน่วยเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทาง กกต. ก็มีข้อห้ามในเรื่องของจำหน่วย จ่ายแจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 มกราคม ไปจนถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

ทร.เดินหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดพื้นที่ชำราก–หนองรี จ.ตราด เพิ่มความปลอดภัยประชาชนอย่างต่อเนื่องภายหลังข้อตกลงหยุดยิง เผยเคลียร์จบปลอดภัยแล้วรวม 29,242 ตารางเมตร ด้านทัพบกเปิดประตูต้อนรับประชาชนร่วมพิธี “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า”จากเหตุสู้รบไทย-เขมรร่วมวางกุหลาบขาวที่กำแพงอนุสรณ์ เชิญชวนเขียนข้อความส่งใจถึงทหาร ด้าน เลขาธิการสมช.แจงประชาชนพร้อมหน่วยรัฐที่เสียหาย เป็นผู้ฟ้อง”ฮุนเซน-ฮุนมาเนต”เอง ยันเป็นสิทธิชอบธรรม ระทึก!ไฟไหม้กอไผ่ หลังแนวรั่วลวดหนาม ชายแดนช่องอานม้า ความร้อนจุดชนวนระเบิดเก่าปะทุสะเก็ดระเบิดถูกทหารไทยเจ็บ 2 นาย

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม2569 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ(นปท.ทร.)ได้ตรวจพบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จำนวน 5 ทุ่น ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดแบบ Type-72 จำนวน 3 ทุ่น ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดแบบ MD 82 B จำนวน 1 ทุ่น ในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้และควบคุมพื้นที่ตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด การเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด โดยที่ผ่านมา หน่วยฯ ได้ดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้วัตถุระเบิด ครอบคลุมพื้นที่ปลอดภัยแล้วรวม 29,242 ตารางเมตร

นอกจากนี้ ในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ตรวจพบสรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่อง (IED) จำนวน 1 ชุด กระสุน B 40 จำนวน 1 นัด และชนวน M 6 จำนวน 1 ชนวน โดยหน่วยฯ ได้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

กองทัพเรือขอยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหน้าที่และพันธกรณีของประเทศไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้และแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

กองทัพบกขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมพิธี “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า” เพื่อร่วมรำลึกถึงทหารผู้เสียสละชีวิตในการปกป้องอธิปไตยของชาติ จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยญาติและครอบครัวของกำลังพลผู้เสียสละเข้าร่วมพิธี

ภายในงานตั้งแต่เวลา 09.00–17.00น. กองทัพบกได้จัดกิจกรรมให้ประชาชนร่วมแสดงความอาลัย พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่รำลึกถึงวีรชนผู้กล้า โดยมีการจัดแสดงภาพวีรบุรุษและถ่ายทอดเรื่องราวการเสียสละของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิ บอกเล่าภารกิจในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ รวมถึงกิจกรรมแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละของทหารกล้าด้วยการวางดอกกุหลาบขาว และการเขียนจารึกข้อความจากหัวใจประชาชนส่งถึงครอบครัววีรชน ตลอดจนการประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามผู้เสียชีวิต ณ บริเวณกำแพงอนุสรณ์ ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดบริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

ในช่วงเวลา 17.00–18.00น.ได้จัดให้มีพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าอย่างสมเกียรติ ประกอบด้วยพิธีแสดงความขอบคุณและมอบของที่ระลึกแก่ครอบครัววีรชน เพื่อสดุดีและน้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันทรงคุณค่าของกำลังพลผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

สำหรับการจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติวีรกรรมของทหารผู้เสียสละ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมส่งพลังใจแก่ครอบครัววีรชน และร่วมกันจารึกการเสียสละของทหารกล้าไว้ในความทรงจำของแผ่นดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถร่วมแสดงความอาลัยและส่งกำลังใจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการแชร์หรือโพสต์ภาพแบนเนอร์ “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า” พร้อมข้อความจากใจ และติดแฮชแท็ก #รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า #ขอบคุณจากหัวใจคนไทย #วีรชนของแผ่นดิน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #FromHeartsToHeroes #ArmyForTheNation #HeroesOfTheNation เพื่อร่วมกันส่งต่อพลังใจจากประชาชนไทยทั้งประเทศ สู่ครอบครัววีรชนและกำลังพลในแนวหน้า

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์กรณีฟ้องร้อง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดนทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนและต่อหน่วยราชการที่ได้รับความหายว่า จริงๆแล้ว ไม่ใช่ตนหรือสมช.เป็นผู้ฟ้อง แต่เป็นเป็นเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีและมีอัยการทำสำนวนฟ้อง

“เพียงแต่เรื่องนี้เป็นมติสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ประชาชนดำเนินการ ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายไทย การฟ้องร้องดังกล่าว เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไทยภายใต้กฎหมายไทย เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินจากสงครามที่เกิดขึ้น”เลขาธิการ สมช.กล่าว

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชาได้รับทราบรายงานจากฝ่ายกัมพูชา ที่แจ้งต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน(AOT) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงวันที่ 12-22 มกราคม 2569

ประเทศไทย ขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารหรือเสริมกำลังใดๆเกินกว่าแนวการวางกำลัง (Troop Deployment Line) ตามที่ได้ตกลงไว้ร่วมกัน

สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ การใช้โดรน , การติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราว, การเก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด และการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่

ฝ่ายไทยขอชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ภายในพื้นที่แนวการวางกำลังของฝ่ายไทย มิได้เป็นการละเมิดอธิปไตยของฝ่ายใด และไม่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ประเทศไทยเคารพบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยขอย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือความเข้าใจร่วมกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของความโปร่งใส และความยับยั้งชั่งใจ เพื่อธำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งสันติภาพและเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจากกำลังพลในพื้นที่ช่องอานม้า ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้หญ้าแห้งบริเวณหน้าแนวรั้วลวดหนาม จุดบ่อนไก่ ช่วงหน้าผา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบและมีลูกระเบิดตกค้างอยู่ก่อนหน้านี้ รายงานระบุว่า เพลิงได้ลุกลามเข้าไปยังบริเวณที่คาดว่ามีวัตถุระเบิดตกค้าง ส่งผลให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นถูกกำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในพื้นที่ได้เข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำยืนทันที

ทราบชื่อ 1.จ.ส.อ.ธรรมรัตน์ คล้ายทิพย์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่.ปืนเล็ก มีอาการ ถูกแรงอัดจากระเบิด หมดสติ สะเก็ดเข้าบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าข้างขวาแพทย์ทำการรักษา และดำเนินการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พร้อมตรวจ X-Ray คอมพิวเตอร์ โดยผู้ได้รับบาดเจ็บเริ่มมีอาการพูดจาสับสนและความดันต่ำ แพทย์พิจารณาส่งการรักษาต่อไปยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ด้วยอากาศยาน ไป ยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์

2. พลทหารวีระศักดิ์ กันหาเรือง ได้รับแรงอัดจนหมดสติ นำส่งที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ แพทย์ทำการรักษาให้นอนดูอาการ

ขณะที่ชนิดและขนาดของวัตถุระเบิด ที่เกิดการระเบิด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จากการสอบถามกำลังพลที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุพบเพลิงไหม้ที่กอไผ่อยู่ด้านหน้ารั้วลวดหนาม จึงเตรียมนำน้ำเข้าไปดับไฟเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นดังกล่าว