อนุทิน ถก Data Center รับทราบข้อกังวล ปชช. แฝงขอใบอนุญาตไม่ถูก กม. หวังลดต้นทุน สั่งภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการ สร้างความเชื่อมั่น

4 กันยายน 2569 เวลา 10:01 น.

นายกฯ เปิดประชุมดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก รับทราบข้อกังวล ปชช. แฝงขอใบอนุญาตไม่ถูก กม. หวังลดต้นทุน สั่งภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการ สร้างความเชื่อมั่น-ลดผลกระทบ ขอ คกก.พิจารณารอบด้าน-สอดคล้องกรีนเอ็นเนอร์จี จ่อแก้ระเบียบ-ออก พ.ร.บ.

4 กันยายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย , นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายกฯ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือร่วมกันกำหนดทิศทางและก่อนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยให้มีความชัดเจนเป็นระบบและสอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานอันสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์มาพร้อมการท้าทาย เช่นการใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดินและสาธารณูปโภคผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประเมินผลสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคตจำนวนมากเราต้องถือว่านี่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจดิตจิทัล แต่ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศในการเข้ามาลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จากศักยภาพที่เรามีอยู่และความพร้อมต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมในด้านของโครงสร้างพื้นฐานและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนนี้ อย่างไรก็ตามโอกาสดังกล่าวเข้ามาพร้อมกับความท้าทายที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สาธารณูปโภคในปริมาณสูง รวมทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายมาตรฐานและผลประโยชน์ของประเทศ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เราจะเห็นว่าสังคมมีความกังวลต่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชุมชนเมือง ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลขนาดที่กฎหมายเรายังยังไปไม่ถึง และยังพัฒนาไม่ถึงจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องเร่งกำหนดมาตรการและลดความ เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เป้าหมายของประเทศไทยเราไม่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเพียงแต่เป็นหนึ่งในการลงทุน เพื่อให้เราเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนแบบนี้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศดึงดูดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้เข้าสู่ประเทศไทยจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนาบุคลากรไทยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หลายประเทศผ่านจุดนี้มาแล้วและกำลังแข่งขันการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นประเทศใกล้บ้านเราอย่างประเทศฮ่องกงและสิงคโปร์ล้วนผ่านช่วงเวลาต้องทบทวนกฎระเบียบ ออกแบบระบบที่เหมาะสมจนเกิดประโยชน์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง ตนจึงขอฝากให้คณะกรรมการชุดนี้ได้การพิจารณาประเด็นสำคัญอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการกำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจนการกำหนดมาตรฐาน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงไซเบอร์ ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ เอไอและคลาวด์ของประเทศ ซึ่งตนเชื่อว่าหากเรากำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสมประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากการที่เรามีโอกาสเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล และนวัตกรรมของภูมิภาคควบคู่กับการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและนำความกังวลของประชาชนมารับฟังและมาหาทางออกทั้งทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้ดำเนินการในส่วนที่มีการพบการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงนี้มันจะมีหลายประเภท สร้างแบบถูกต้องทั้งหมด เราก็ไม่ว่ากัน แต่สร้างแบบแอบๆเข้ามามีของแฝงเข้ามาเพื่อเป็นการลดต้นทุน และใช้ใบอนุญาตที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในการลักลอบ ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาดำเนินกิจการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถามว่าใหม่สำหรับเราไหม ไม่ใหม่ เพราะมีคนทำเช่นนี้มาโดยตลอด แต่เราต้องจับทางเขาให้ได้และต้องแก้ไขและใส่กฎระเบียบที่มีความรัดกุมและที่สำคัญคือต้องปลอดภัยกับประชาชนให้มากที่สุดสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หมายความว่าวันนี้ที่เรามา จะไม่ทำดาต้าเซ็นเตอร์อีกแล้ว ไม่ใช่ แต่เราต้องมาจัดระเบียบ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจแบบนี้บูมขึ้นมาบางทีคนก็เหมือนจะขายใบอนุญาต ไปขอใบจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย ขอเผื่อไว้ก่อน ที่รู้คร่าวๆขอมาเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ เท่ากับจำนวนการใช้ไฟของประเทศเลย เป็นหลักธุรกิจแบบไทยๆไปขอไว้ก่อน ขอมาถ้าใช้ก็เอามาหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ หากไม่ใช้ก็ปล่อยให้มันหมดอายุแล้วหายไป ซึ่งตรงนี้คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ ที่ได้ตั้งไปแล้วคงจะต้องทำความชัดเจนและมีข้ออธิบายให้กับประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนคิดว่าแค่เฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าอีกเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเขาก็มีความกังวล ซึ่งตรงนี้ เชื่อว่าการประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลต่างๆ และเราก็จะมากำหนดเป็นนโยบายในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งตนได้เน้นย้ำนายเอกนิติว่าเนื่องจากจะมีต้องมีการใช้พลังงานจำนวนมาก มีการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และมีการใช้ที่ดินในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมากเราคงต้องทำให้มันสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันซึ่งปัจจุบันประเทศไทยทำเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ฉะนั้นการที่จะใช้ไฟจำนวนมากขนาดนี้ก็คงต้องไปเน้นในเรื่องของกรีนเอ็นเนอร์จีมากกว่าพลังงานฟอสซิลยกตัวอย่างเช่น มีการกักน้ำมันเอาไว้เผื่อสำรอง เราก็อาจจะต้องแก้ไข ถ้าเราใช้พลังงานกรีนเอ็นเนอร์จีมากๆและพลังงานธรรมชาติมากๆจะเป็นพลังงานลมหรือเป็นพลังงานโซลาร์ ถ้าเป็นเช่นนี้การดาวน์ของพาวเวอร์ก็จะน้อยกว่าการใช้แบบ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเจนเนอเรเตอร์ อยากจะครอบควบคุมไปให้หมดเลยเพื่อจะได้ตอบโจทย์ทุกอย่างเพื่อให้อยู่ภายใต้กฎขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โอเอซีดี) ด้วย

“ผมพร้อมที่จะรับข้อพิจารณาจากท่านทั้งหลาย เพื่อนำไปสู่การออกประกาศแก้ระเบียบ หรือแม้กระทั่งไปถึงการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือเปล่า อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของที่ประชุม” นายกฯ กล่าว

จากนั้น นายกฯ ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ ในฐานะประธานกรรมการ ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป

อนุทิน,นายกรัฐมนตรี,ดาต้าเซ็นเตอร์,กรีนเอ็นเนอร์จี,

โอ๋ สุดซอย อวดภาพคู่ ลุงตู่ ปลื้มท่านจำได้ พร้อมอวยพรให้งานสำเร็จ

4 กันยายน 2569 เวลา 09:13 น.

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ภาพที่ถ่ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุข้อความว่า “กราบสวัสดีท่านองคมนตรีลุงตู่ @ จ.น่าน

ท่านบอกจำได้เมื่อวานเห็นในทีวี ขอให้งานสำเร็จ” 

ฐิติภัสร์, ลุงตู่, องคมนตรี, แนวหน้าออนไลน์

รัฐเตือนห้ามจ้าง แรงงานต่างด้าว ผิดกฎหมาย ชี้โทษหนักนายจ้างปรับสูงสุด 2 แสน-ห้ามจ้าง 3 ปี

4 กันยายน 2569 เวลา 08:56 น.

รัฐบาลเตือนนายจ้างทั่วประเทศ ห้ามจ้าง-ใช้บริการ “แรงงานต่างด้าว” ทำงานผิดกฎหมาย ชี้โทษหนักทั้งคนจ้างและแรงงาน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้อยู่ในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเชิงรุก ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับสถานประกอบการ นายจ้าง และแรงงานต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเตือนไปยังนายจ้าง สถานประกอบการ รวมถึงประชาชนทั่วไป ให้งดเว้นการจ้างงาน หรือใช้บริการคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายโดยเด็ดขาด อาทิ งานนวดไทย งานตัดผม งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ เนื่องจากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า หากนายจ้างหรือสถานประกอบการ รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือให้ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิทำ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างงานหนึ่งคน และหากกระทำผิดซ้ำ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างงานหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

ส่วนแรงงานต่างด้าว หากทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร รวมทั้งถูกห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องการสร้างมาตรฐานการใช้แรงงานที่ถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ และแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยกระทรวงแรงงานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการข้อยกเว้น ซึ่งที่ผ่านมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้ตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศแล้วกว่า 74,000 แห่ง และพบแรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพคนไทย จำนวนกว่า 1,700 คน

ทำงานผิดกฎหมาย, นายจ้าง, แรงงานต่างด้าว

รัฐไม่นิ่งนอนใจ ปมหมอด่าคนไข้ เหยียดสิทธิรักษาบัตรทอง สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

4 กันยายน 2569 เวลา 08:41 น.

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจกรณี หมอปากแซ่บด่าคนไข้ เหยียดสิทธิการรักษาบัตรทอง สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ย้ำผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะใช้สิทธิการรักษาใด มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีประเด็นแพทย์ในคลินิกเอกชนซึ่งเป็นคู่สัญญากับระบบหลักประกันสุขภาพฯ หรือบัตรทอง และออกมาด่าคนไข้ว่า ใช้สิทธิ 30 บาท เป็นคนชั้นล่าง ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อออนไลน์ สร้างความกังวลใจต่อประชาชนจำนวนมาก กระทบต่อความรู้สึกของผู้ป่วนและครอบครัวผู้ป่วยโดยตรง นั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว สั่งการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที เพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมกันนี้ทางด้านเลขาธิการแพทยสภาได้ดำเนินการตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตามข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐาน และกระบวนการที่กฎหมายกำหนด หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 กำหนดหลักสำคัญไว้ว่า ข้อ 7 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมไม่ประพฤติหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และ ข้อ 23 กำหนดไว้ชัดเจนว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยสุภาพและปราศจากการบังคับขู่เข็ญ”

“รัฐบาลยืนยันว่า ผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะใช้สิทธิการรักษาใด มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การใช้สิทธิของรัฐ ไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้ป่วยถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือได้รับการปฏิบัติที่ลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง 30 บาท รักษาทุกที่ ดำเนินการมากว่า 20 ปี เป็นระบบที่ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างครอบคลุม มีความมั่นคงด้านสุขภาพ ไม่ใช่สิทธิขั้นต่ำ สำหรับคนไข้อนาถา รัฐบาลขอให้ความมั่นใจว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ฯ ไม่ล้มละลาย มีแต่ยกระดับการให้บริการเพิ่มสิทธิการรักษาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

คนไข้, บัตรทอง, หมอ

สมชัย จี้ กกต.แจงปมแจ้งความ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ขู่ ไม่ชัดเจนเจอ 157

4 กันยายน 2569 เวลา 08:10 น.

สมชัย จี้ กกต.แจงปมแจ้งความ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ขู่ ไม่ชัดเจนเจอ 157

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ภาพเอกสารข่าวของ สำนักงานกกต. ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ มติกกต.ให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 28 ราย กรณีสมัครทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า

“กกต. พยายามเบี่ยงเบนคำถาม ที่ว่า ได้ดำเนินการแจ้งความคดีอาญา กรณี นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม อดีตอนุกรรมการวินิจฉัย ฯ ชุดที่ 12 ที่ถูก คณะกรรมการอัยการ มีคำสั่งไล่ออกจากราชการด้วยเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เมื่อปี 2561 และ 2562 ทำให้มีลักษณะต้องห้ามในการสมัคร สส. แต่ยังมาสมัครในปี 2566 และ 2569 หรือไม่

ออกมาบอกคลุมเคลือแบบนี้ ไม่ชัดเจน ต้องตอบว่า ดำเนินคดีอาญากับคนนี้หรือยัง

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการอัยการ เขารู้แล้ว ว่า ต้องดำเนินคดีอาญาจึงได้ “เพิ่งแจ้ง” ปปช. แล้ว

กกต. “เพิ่งแจ้ง” หรือ ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ โปรดออกเอกสารชี้แจงด้วย

หากไม่มีการดำเนินการ “เพิ่งแจ้ง” หรือ “ไม่แจ้ง” อาจต้องรอรับ “หมายแจ้ง” 157 ด้วย”

กกต, ณัฐวุฒิวงศ์เนียม, สมชัย, แนวหน้าออนไลน์

สั่งฟันดาต้าเซ็นเตอร์ แจ้งจับแล้ว สำรองน้ำมัน2แสนลิตร ปูพรมตรวจทั่วประเทศ

4 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กระทรวงพลังงาน แจ้งความเอาผิดบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ย่านพระราม 9 หลังจากพบกักเก็บน้ำมันสำรองใต้ดิน 2 แสนลิตรไม่ได้รับอนุญาต ยอมถ่ายน้ำมันออกทั้งหมด ด้านรัฐบาล เอาจริง จ่อถกปิดช่องโหว่ กฎหมาย กฎ ระเบียบทั้งระบบ ส่วน ‘ไชยชนก-เอกนัฎ’ เร่งรวบรวมข้อมูลชงบอร์ดใหญ่ ยันไร้เกมการเมือง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ สน.มักกะสัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท Data Center แห่งหนึ่งย่านพระราม 9 ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มาตรา 65 ฐานประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เนื่องจากยังต้องประสานข้อมูลและขอเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง

ด้านผู้รับมอบอำนาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลา 14.00 น.เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัท Data Center ดังกล่าว และจากการตรวจสอบภายในบริเวณชั้นใต้ดิน พบถังน้ำมันขนาดใหญ่6 ใบ มีปริมาณบรรจุใบละ 40,000 ลิตร ซึ่งมีการสำรองน้ำมันรวมกันประมาณ 200,000ลิตร โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งให้บริษัทดังกล่าว ดำเนินการถ่ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่

ต่อมาทางบริษัท ได้ยอมปฏิบัติตามโดยการถ่ายน้ำมันออกจนหมด แต่เนื่องจากการกักเก็บน้ำมันในลักษณะดังกล่าวนั้นถือว่าความผิดสำเร็จลงแล้ว จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดี

วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังจากพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม

ทั้งนี้ นายกฯ แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งประชุมครั้งแรกในวันที่ 4 กันยายนนี้ เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตร ออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยวันเดียวกันนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแล้ว

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย จนถึงผลกระทบต่อชุมชน

 “รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ด ในวันที่ 4 กันยายนนี้ มีเป้าหมายปิดช่องโหว่การกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประชุมด่วนเพื่อหาแนวทางตรวจสอบการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม.โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี นายพรพรหม ณ.ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม.และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน เข้าร่วม

นายไชยชนก กล่าวว่า รัฐบาลจริงจังและจริงใจในเรื่องนี้ เราทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตต่างๆ ปริมาณ หรือสิ่งที่ยังเป็นความต้องการที่ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาวกับประชาชนชาวไทย ซึ่งทุกอย่างได้รวบรวมไว้หมดแล้วเพื่อนำเข้าที่ประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วันที่ 4 กันยายนนี้

 “ผมขอยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้ไม่มีเกมการเมือง เอาการทำงานเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะนำไปประกอบการประชุมในวันที่ 4 กันยายนนี้ได้”นายไชยชนก กล่าว

ขณะที่นายเอกนัฏ กล่าวว่า ปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง หลังจากพบกรณีจัดเก็บน้ำมันปริมาณมาก ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบพื้นที่ย่านพระราม 9 พบถังเก็บน้ำมันความจุเกิน 150,000 ลิตรที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี ก่อนจะปูพรมตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ ทุกแห่งใน กทม. หากพบดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี

รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ได้มองดาต้าเซ็นเตอร์เพียงมิติของการลงทุนหรือเศรษฐกิจ แต่พิจารณาให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และทรัพยากร โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานาน 3-4 ปี และบางถังน้ำมันมีการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้ชัดเจน

 “หากนำน้ำมันมาปั่นไฟสำรองใช้ในพื้นที่ชุมชน กทม.ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องจัดระเบียบใหม่ ต้องตรวจสอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและไม่กระทบประชาชน พร้อมวางเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟที่เหมาะสม” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เพื่อให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบต้องใช้เวลา คาดว่าอยู่ในระดับหลักเดือนเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้านและรัดกุม

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นผู้ดูแลการจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน จนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ จึงต้องบูรณาการทำงานหลายกระทรวง ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจัง ในระหว่างที่จะมีกฎหมายใหม่ออกมา

ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทย ว่าสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ความไม่พร้อมและเสี่ยงต่อความเสียหายต่อประชาชน ซึ่งพรรคเห็นปัญหานี้นานแล้ว จึงยื่นญัตติด่วนต่อสภาฯ โดยมี 7 ข้อกังวล ได้แก่ 1.แม้จะมีคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพที่รับผิดชอบ บริหารจัดการเรื่องนี้ การอ้างว่าสร้างอาคารเป็นคลังเก็บสินค้า ไม่มีใบอนุญาตเป็นทางการ ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

2.ปัญหาการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากเลี้ยงระบบดาต้าเซ็นเตอร์ย้อนแย้งต่อนโยบายพลังงานของการไฟฟ้าฯ เพราะรัฐบาลพยายามชี้แจงถึงการกู้เงินเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล แต่กลับมีการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์3.ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำจำนวนมาก ซึ่งกระทบประชาชน 4.ปัญหามลพิษจากดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งเสียงความร้อนและน้ำเสียหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแล 5.เสี่ยงต่อปัญหาอธิปไตย เพราะรัฐไทยส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่กลับไม่ส่งเสริมการยกระดับศักยภาพ หรือ AI Model ของไทย ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพการแข่งขัน และความมั่นคงทางข้อมูล

6.ความชัดเจนที่ผู้ประกอบการไทย จะได้ประโยชน์จากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไร เพราะใช้ทรัพยากรไทยทั้งสิ้น และ 7.รัฐบาลสหรัฐอเมริกาชี้เป้าว่าประเทศไทย อาจมีส่วนเป็นทางลัดให้ประเทศจีน ได้ใช้ชิประดับสูง ที่สหรัฐฯ ปิดกั้นการซื้อ-ขายให้จีน ซึ่งยังอนุมัติส่งออกมาใช้ในไทย หากไทยอนุญาตให้จีนมาสร้างศูนย์หรือใช้ชิประดับสูง หากสหรัฐฯ อ้างเรื่องนี้ อาจกำหนดระงับสิทธินำเข้าชิป ระดับสูงของไทย กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยรวม

กระทรวงพลังงานแจ้วความ, ดาต้าเซ็นเตอร์, สำรองน้ำมัน2แสนลิตร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหาร-ตำรวจ 6 นาย

3 กันยายน 2569 เวลา 21:11 น.

วันที่ 3 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตํารวจชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตํารวจชั้นสัญญาบัตร

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และข้าราชการในพระองค์ฝ่ายตํารวจชั้นสัญญาบัตร จํานวน 6 นาย ดังนี้

1.จ่าสิบเอก จักรินทร์ โพธิ์รัศมี เป็น ร้อยตรี

2.จ่าสิบเอก นําลาภ วิจารณ์กุล เป็น ร้อยตรี

3.จ่าสิบเอก ชาคริต เรืองเนตร เป็น ร้อยตรี

4.จ่าสิบเอก อํานาจ จันทร์พล เป็น ร้อยตรี

5.ดาบตํารวจ ประกาศิต พิประโคน เป็น ร้อยตํารวจตรี

6.ดาบตํารวจ ภัทธยุทธ จุลมนต์ เป็น ร้อยตํารวจตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ข้าราชการในพระองค์, ราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ทุกชั้นตรา 2 อดีตพนักงาน สำนักงานการบินพลเรือน

3 กันยายน 2569 เวลา 20:38 น.

วันที่ 3 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มีเนื้อหาดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่อดีตพนักงาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จำนวน 2 รายได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและถูกลงโทษไล่ออก ตามข้อ 6 และข้อ 7 (5) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

1. นางกฎชกร ปูปิโล หรือนางสาวกฎชกร ศรีรักษา ตำแหน่งพนักงานบริหารทั่วไปอาวุโส 7 งานบริหารทั่วไป ฝ่ายมาตรฐานเวชศาสตร์การบิน ถูกลงโทษไล่ออก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สำนักงาน และละเว้นการกระทำหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อ 41 (1) (2) (11) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ 42 (10) ที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศกำหนดให้ใช้บังคับ ที่คณะกรรมการหรือสำนักงานกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุให้เสียหายแก่สำนักงานอย่างร้ายแรง ตามข้อ 44 (1) (7) และ (8) ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

2. นางสาวนิลวรรณ จรดล ตำแหน่งพนักงานวางแผนและบริหารการเงินอาวุโส 7 กองวางแผนและบริหารการเงิน ฝ่ายบัญชีและการเงิน ถูกลงโทษไล่ออก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากกระทำผิดวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สำนักงาน และละเว้นการกระทำหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อ 41 (1) (2) (11) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ 42 (10) ที่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศกำหนดให้ใช้บังคับ ที่คณะกรรมการหรือสำนักงานกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุให้เสียหายแก่สำนักงานอย่างร้ายแรง ตามข้อ 44 (1) (7) และ (8) ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

ทั้งนี้ บุคคลทั้ง 2 ราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ราชกิจจานุเบกษา, สำนักนายกรัฐมนตรี, เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

อนุทิน เตรียมถกนัดแรกปม ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน 4 ก.ย. นี้ ยันทุกคนรู้บทบาท-วิธีการ

3 กันยายน 2569 เวลา 20:29 น.


อนุทิน เผยเตรียมถกนัดแรกปม ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน 4 ก.ย. นี้ ยันทุกคนรู้บทบาท-วิธีการ

วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 16.20 น. ที่วัดอรุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่มีการลักลอบติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่จนทำให้ประชาชนกังวลจะมีแนวทางอย่างไรบ้างว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ดูแลแล้ว และรับทราบปัญหาทุกอย่าง

ส่วนจะมีความชัดเจนในเร็ววันนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในวันพรุ่งนี้(4ก.ย.)จะมีการประชุมครั้งแรก แต่จะมีการสั่งการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนทราบบทบาท และทราบวิธีการอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ผู้สื่อข่าว เอ่ยชื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ ออกมาวิจารณ์ว่าครม.สัญจร ไม่กล้าลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้ ตัดบททันทีโดยกล่าวว่า “ตอนนี้อยู่ในวัดนะครับ” ก่อนจะเดินทางออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ดาต้าเซ็นเตอร์, ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน, นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล

จับตาโผ รองอธิบดี DSI เปิด 4 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ว่าง

3 กันยายน 2569 เวลา 19:00 น.

สะพัดโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จับตาอาจมีการสลับเก้าอี้ระดับอธิบดีฯ พร้อมจัดแถวรองอธิบดีใหม่ หลังตำแหน่งว่างลง 1 อัตราโยกนั่งรองอธิบดีราขทัณฑ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่แคนดิเดต ‘ร.ต.อ.เขมชาติ’ และ‘พ.ต.ต.ณฐพล’ หรือ’ผอ.ยักษ์’ ซึ่งมีบทบาทในคดีสำคัญของ DSI

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งว่าง 1 ตำแหน่งนั้น จะต้องดำเนินการโดยปลัดกระทรวงยุติธรรม เพราะตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ในระดับข้าราชการ C9 ซึ่งขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องนำรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เหมือนกับการปรับโยกย้ายตำแหน่งอธิบดีกรมแต่อย่างใด ซึ่งในปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องมีคุณสมบัติทั้งเป็นผู้ที่มีลำดับอาวุโสสูงที่สุด ประกอบกับผลงานที่ผ่านมาต้องเคยเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองคดีมาก่อน

ปัจจุบันมีรายชื่อผู้ที่อยู่ในโผแคนดิเดตจะได้รับการคัดเลือกมาเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในอนาคต ประกอบด้วย

1) นายเกรียงไกร สืบสัมพันธ์ หรือ ‘ผอ.เกรียง’ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ

2)พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ หรือ ‘ผอ.เอ็กซ์ ‘ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ

3)ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี หรือ ‘ผอ.เขม’ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศและ

4)พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ ‘ผอ.ยักษ์’ ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยระหว่างนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำหนดวาระการสอบคัดเลือกให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งที่ว่าง

ส่วนกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสลับตำแหน่งระดับอธิบดีระหว่าง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข่าวลือดังกล่าวมาจากบุคคลที่ไม่ได้เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เพราะการย้ายข้าราชการระดับ C10 ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นผู้เสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความเห็นชอบภายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงจะมีการปรับโยกย้ายอธิบดีกรมฯ นอกจากนี้ ตามหลักการแล้วกรมคุมประพฤติมีขนาดใหญ่กว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทั้งในแง่ของงบประมาณ กำลังคน และอำนาจหน้าที่ ดังนั้น หากย้ายอธิบดีกรมคุมประพฤติไปเป็นอธิบดีดีเอสไอ ก็ถือเป็นการลดตำแหน่ง หรือลงโทษ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติคนปัจจุบัน ดังนั้น สถานะตอนนี้จึงยังไม่มีการสลับตำแหน่งอธิบดีทั้ง 2 หน่วยงานแน่นอน

DSI, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, รองอธิบดีDSI