เปิดฉากเยือนนิวซีแลนด์! นายกฯ รับการต้อนรับอบอุ่นตามวิถีเมารี

21 สิงหาคม 2569 เวลา 07:46 น.

เปิดฉากเยือนนิวซีแลนด์! นายกฯ รับการต้อนรับอบอุ่นตามวิถีเมารี ก่อนจับมือผู้นำนิวซีแลนด์เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงเวลลิงตัน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา เดินทางถึงทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการตามประเพณีเมารี ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และเปี่ยมด้วยไมตรีจิต สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ที่ดำเนินมายาวนาน และในปีนี้ครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

เมื่อเดินทางถึงบริเวณสนามหญ้าหน้าทำเนียบผู้สำเร็จราชการฯ ผู้อาวุโสชาวเมารี (Kaumātua) ประจำทำเนียบฯ และสตรีอาวุโสชาวเมารี (Kuia) ประจำทำเนียบฯ ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีด้วยการแตะจมูกตามธรรมเนียม ก่อนเข้าสู่พิธีต้อนรับตามประเพณีของชาวเมารี ชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์

ณ บริเวณสนามหญ้า ชาวเมารีในชุดประจำเผ่าออกมาต้อนรับและประกอบพิธีเวรอ (Wero) ซึ่งเป็นพิธีทดสอบเจตนาของผู้มาเยือนว่ามาด้วยไมตรีหรือไม่ โดยนักรบเมารีวางสิ่งของแกะสลักไว้บนพื้น ให้นายกรัฐมนตรีหยิบขึ้นมาและถือไว้ เพื่อแสดงว่าผู้มาเยือนไม่ประสงค์ร้าย ก่อนที่นักรบชาวเมารีจะเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีเข้าสู่พิธีต้อนรับแบบเมารี

จากนั้นเข้าสู่พิธีคารังกา (Karanga) เพื่อต้อนรับแขกระดับสูงที่มาเยือน โดยสตรีอาวุโสชาวเมารีจะเปล่งเสียงเรียกต้อนรับตามประเพณี ต่อด้วยการแสดงฮากา (Haka) การแสดงต้อนรับตามประเพณีเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้มาเยือน ตลอดพิธีเป็นไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ผสานความสง่างามและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินไปยังบริเวณกลางสนามหญ้า โดยมีนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน (The Right Honourable Christopher Luxon) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พร้อมภริยา รอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะขึ้นแท่นรับความเคารพ วงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาตินิวซีแลนด์ตามลำดับ ก่อนตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบริเวณสนามหญ้า นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์และภริยา เดินทางเข้าสู่อาคารทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ โดยนายกรัฐมนตรีลงนามในสมุดเยี่ยม ก่อนที่ผู้นำทั้งสองและคู่สมรสจะร่วมถ่ายภาพและแลกเปลี่ยนของขวัญที่ระลึกระหว่างกัน

ต่อมา เวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้หารือข้อราชการกลุ่มเล็ก โดยแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ในระยะต่อไป ภายหลังการยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) โดยมุ่งให้ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ผู้นำทั้งสองยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของไทยและนิวซีแลนด์ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ในบทใหม่สามารถสร้างโอกาสและประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยผู้นำทั้งสองจะร่วมหารือเต็มคณะต่อในเวลา 11.00 น.

นายกฯนิวซีแลนด์อนุทินเมารีแนวหน้าออนไลน์

อนุทินสยบข่าวลือ ทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ยันไม่ทิ้งมิตรเก่า สั่ง’เอกนิติ’รื้อเกณฑ์ส่งเสริมรถอีวีใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00 น.

“อนุทิน” ออกโรงสยบข่าวลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ยืนยันรัฐบาลไม่ทิ้งมิตรเก่าพร้อมปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมเต็มที่ สั่ง “เอกนิติ” รื้อเกณฑ์ส่งเสริมรถอีวีใหม่เพื่ออุดช่องโหว่ความลักลั่นไม่ให้ค่ายรถเดิมเสียเปรียบ พร้อมงัดยอดลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกทะลุ 5.3 แสนล้านบาท การันตีความเชื่อมั่นฐานผลิตไทยยังแกร่งไร้สัญญาณย้ายฐานแน่นอน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ระหว่างการเยือนประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเป็นลำดับต้น ๆ มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน

“ผมยืนยันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลคือการเปิดกว้างและพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันส่วนประกอบส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่าง ๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน

“นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้น ๆ มานานมากจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา ไม่ใช่เวลาต้องการเขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เวลาเขาไปได้ดีแล้วเรามาเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ ภายหลัง”

นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล่าสุดได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พิจารณาแนวทางการดูแลนักลงทุนประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและทำให้ผู้ผลิตแต่ละประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

สำหรับรถยนต์ EV แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมากแต่ในอนาคตจะเกิดซัพพลายเชนใหม่ภายในประเทศแน่นอน ทั้งแบตเตอรี่ ระบบคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่จะถูกบังคับโดยกลไกการผลิตให้ต้องตั้งฐานในไทยต่อไป รัฐบาลจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อเป็นปัจจัยบวกในการดึงดูดและรักษาเงินลงทุนในระยะยาว

“ต้องยึดถือตัวเลขเป็นหลักตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในปีที่แล้วทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีมีเงินลงทุนจริงเข้ามาแล้ว 530,000 ล้านบาทแล้ว จึงยังไม่เห็นว่า จะมีการย้ายฐานการผลิตหรือมีการชะงักของเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยสาเหตุที่บอกว่าประเทศไทยไม่พร้อม”

ทุนญี่ปุ่นรถอีวีอนุทินอุตสาหกรรมยานยนต์เอกนิติ

ชวนลงทุนไทย อนุทินจีบนิวซีแลนด์ เชื่อมตลาดอาเซียน

21 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ชวนลงทุนไทย อนุทินจีบนิวซีแลนด์ เชื่อมตลาดอาเซียน

นายกฯบินเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ พบภาคเอกชนคุย 2 บิ๊กยักษ์ใหญ่ ชวนปักหมุดลงทุนไทย “แหล่งท่องเที่ยว-สินค้าเกษตร” ประตูเชื่อมธุรกิจตลาดอาเซียน-ภูมิภาคอื่นของโลก “อนุทิน” ไม่กังวล พร้อมรับมือศึกซักฟอก ชี้ถ้าฮั้วสว.มีจริง น่ารังเกียจ ยันชัดรบ.ไม่เกี่ยวข้องหากฝ่ายค้านอภิปรายผลงาน รมต.ทุกคนพร้อมตอบ ขณะดีอีเผยยอดลงทะเบียนTH-AI Passport ทะลุ1ล้านรายชวนเหลืออีก 4 ล้านสิทธิ์ก่อนเปิดใช้31สิงหาคมนี้เลขาฯป.ป.ช.ยันลุยสอบTH-AI Passportแม้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ เฝ้าระวังทุจริตอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลดีเอสไอออกหมายเรียกสส.ปชน.แจงปมถือหุ้นบริษัทเอกชน 31ส.ค.เจ้าตัวย้ำบริสุทธิ์ใจโร่เข้าพบDSIปัดเป็นนอมินี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยาและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารแฟร์เบิร์น กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลียไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่20-22 สิงหาคม 2569โดยมีนางแอน แอลลี รัฐมนตรีด้านการพัฒนานะหว่างประเทศ กิจการพหุวัฒนธรรม และดูแลด้านกิจการขนาดเล็กในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเป็นผู้มาส่งที่สนามบิน

เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในเวลาประมาณ 14.35นโดยมีนางเพนนีซิมมอนด์ส รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีนิวซีแลนด์ เป็นผู้มาต้อนรับ

นายกฯคุย2บิ๊กยักษ์ใหญ่นิวซีแลนด์

จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของนิวซีแลนด์ได้แก่Skyline Enterprises ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวและT&G Global บริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลกเจ้าของแบรนด์Envy™โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เป็นผู้จัดการพบหารือเพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองประเทศ

ชวนปักหมุดขยายการลงทุนไทย

โดยนายกฯกล่าวเน้นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่สามารถเป็นทั้งฐานการลงทุน ฐานการผลิต และประตูเชื่อมธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนและภูมิภาคอื่นของโลก รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเชิญชวนให้บริษัท Skyline Enterprises พิจารณาขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยไทยมีจุดแข็งทั้งความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยว และศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัท

ทั้ง2บริษัทสนใจโฮกาสธุรกิจในไทย

ด้านผู้บริหารSkyline Enterprises แสดงความสนใจต่อโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของตลาดและแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงโอกาสในการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้บีโอไอประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และต่อยอดไปสู่การลงทุนในประเทศไทย

ขณะที่ การหารือกับ T&G Global บริษัทแสดงความสนใจในการหาฐานกระจายสินค้าเพื่อรองรับการขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและอินเดีย โดยนายกฯ กล่าวเสนอให้บริษัทพิจารณาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยไทยมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และตลาดนอกภูมิภาค ประกอบกับไทยมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

ประตูเชื่อมตลาดอาเซียนในภูมิภาค

ทั้งนี้นายกฯได้เชิญชวน T&G Global มองประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนด้านการเกษตร ไม่ใช่เพียงจุดกระจายสินค้าโดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก มีวัตถุดิบที่หลากหลาย รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่มีศักยภาพ ขณะที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์และการทำตลาดระดับโลก หากนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาร่วมกัน จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายตลาดไปพร้อมกัน

นายกฯยังกล่าวเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือไปถึงการใช้ความแข็งแกร่งของ แบรนด์Envy และเครือข่ายตลาดระหว่างประเทศของ T&G Global สนับสนุนการเปิดตลาดให้ผลไม้คุณภาพของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย คือ นิวซีแลนด์สามารถใช้ไทยเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนและอินเดีย ขณะที่ผลไม้ไทยจะมีโอกาสใช้เครือข่ายของพันธมิตรนิวซีแลนด์เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ทั้งนี้ มอบหมายให้บีโอไอติดตามผลการหารือกับทั้งสองบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนความสนใจของภาคเอกชนให้ไปสู่โครงการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดของภูมิภาค

นายกฯไม่กังวลพร้อมรับมือศึกซักฟอก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างภารกิจเยือนออสเตรเลีย ถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ไม่มีปัญหาสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกคนมีความพร้อมที่จะตอบข้อสงสัย และอธิบายให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางของสภาฯรัฐบาลโปร่งใสในการดำเนินการทุกโครงการตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งทุกโครงการล้วนก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเป็นการนำภาษีที่ได้จากการค้าขายของประชาชนมาเร่งพัฒนาต่อยอดสร้างโอกาสและสร้างรายได้กลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง

ชี้ถ้าฮั้วสว.มีจริงน่ารังเกียจ-ย้ำรบ.ไม่เกี่ยว

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อครหาฮั้วสว.ที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยืนยันจะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยทั้งที่รัฐบาลเคยชี้แจงมาตลอดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ นายกฯกล่าวว่า ตนได้พูดชัดเจนไปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับวุฒิสภา รัฐบาลกับวุฒิสภาถือเป็นคนละสถาบันกันวุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เราไม่ก้าวก่ายหรือล่วงล้ำข้ามแดนอำนาจกันและกันอยู่แล้ว

พร้อมย้ำว่า เรื่องการใช้คำว่าฮั้วสว.มันเป็นเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะกล่าวให้ร้ายกระบวนการนี้ ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่ถือว่า ถ้ามีการฮั้วกันจริงก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่พวกตนไม่ได้เกี่ยวข้อง

ย้ำฝ่ายค้านซัดผลงานรมต.พร้อมตอบ

“รัฐบาลเข้ามาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และรัฐมนตรีแต่ละคนได้รับการพิจารณา ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีการถวายสัตย์ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะมาบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นส่วนที่ตอบได้ก็ตอบ ส่วนที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบ แต่ยืนยันว่าเรื่อง ฮั้วสว.ไม่มีอะไรต้องความกังวลเพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานของรัฐบาล หากฝ่ายค้านอภิปรายผลงานรมต.พร้อมตอบ”นายกฯ ย้ำ

นายอนุทิน กล่าวว่า หากฝ่ายค้านตั้งคำถามในเรื่องผลงาน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็พร้อมลุกขึ้นตอบทันที เช่น หากเป็นเรื่องนโยบาย AI นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็จะเป็นผู้ตอบ หากเป็นเรื่องเงินกู้ พ.ร.บ.งบประมาณ หรือจีดีพีเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ก็พร้อมชี้แจง หรือหากมีความสงสัยเรื่องการเจรจาความมั่นคงและสนธิสัญญาต่างๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะให้ความกระจ่างแก่พี่น้องประชาชนในทุกด้าน

ลงทะเบียนTH-AIPassporทะลุ1ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนรับสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport (ทีเอช-เอไอ พาสปอร์ต) ล่วงหน้า ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569เวลา 14.13 น. ยอดลงทะเบียนอยู่ที่ 1,000,140 รายแล้ว ทำให้ยังเหลือสิทธิ์อีกเกือบ 4 ล้านสิทธิ์ โดยประชาชนที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ de.aipass.netเพื่อสมัคร ยืนยันตัวตน และสร้างบัญชีสำหรับเข้าใช้งาน AiPASSซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI ภายใต้โครงการ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ส.ค. 2569

สำหรับโครงการนี้ สดช.ยืนยันว่าดำเนินงานด้วยระบบชำระค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือ Pay Per Active Userโดยภาครัฐจะชำระค่าบริการเฉพาะผู้ใช้งานระดับ Innovator ที่มีการใช้งานจริงตามเงื่อนไขของโครงการในอัตรา 24.70บาท ต่อคน ต่อเดือน เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณสอดคล้องกับการใช้งานและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างสูงสุดตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5ล้านคน ครอบคลุมนักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการโดยมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้เริ่มต้นและผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้าน AI สามารถเข้าถึงเครื่องมือ ทดลองใช้งาน และพัฒนาทักษะได้อย่างเป็นลำดับ แม้ไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน

ป.ป.ช.ยังลุยสอบTH-AI Passport

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์อินทรถาวร เลขาธิการป.ป.ช.เปิดเผยความคืบหน้ากรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เกี่ยวกับโครงการTH-AI Passportว่ามีการเอื้อประโยชน์และล็อกสเปกให้บริษัทเอกชนหรือไม่ว่าขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ไม่ต้องกังวล-เฝ้าระวังทุจริตอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าโครงการนี้จะเริ่มในวันที่31ส.ค.นี้แล้วทางป.ป.ช.จะต้องมีการเฝ้าระวังการทุจริตหรือไม่ นายสุรพงษ์กล่าวว่ามาตรการทางคดีและมาตรการเฝ้าระวัง ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการควบคู่กันอยู่แล้ว ทั้งการทำงานเชิงรุกและเชิงรับทั้งในแง่ของการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงงานด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งมีนักสืบสวนเฝ้าระวังในพื้นที่อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าขณะนี้ยังมีข้อสงสัยจากประชา ชน แต่ ป.ป.ช.มองว่าโครงการดังกล่าว ยังสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ส่วน ป.ป.ช.มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังมีมาตรการเชิงรุกที่สามารถตรวจจับหรือสแกน เพื่อลดข้อร้องเรียนการทุจริต ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง

DSIเรียกสส.ส้มแจงถือหุ้นเอกชน31ส.ค.

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยอมรับว่า คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างเตรียมออกหมายเรียกพยานแก่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน มาสอบสวนปากคำชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยมีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทแห่งหนึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ

รายงานยังระบุด้วยว่า สส.สมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ จึงกลายเป็นข้อสงสัยแหล่งที่มาของเงินทุน เกี่ยวโยงกับนิติบุคคลไทย รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ดังกล่าว ยังไม่เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 แต่อาจเข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินี

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวน พบว่านายสมชาติ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งกองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างสืบสวนล่าสุด ได้ออกหมายเรียกแก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังเป็นเพียงเรื่องสืบสวน ยังไม่ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษ และยังไม่ได้กล่าวหาดำเนินคดีกับบุคคลใดทั้งสิ้น เพราะจำเป็นจะต้องสอบสวนปากคำพยาน และรวบรวมพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน

‘สมชาติ’บริสุทธิ์ใจโร่พบDSI

ขณะที่นายสมชาติ เดชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต1 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดใน จ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติว่าจากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาตนอย่างรุนแรงว่าตนเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว วันนี้(20ส.ค.)ตนจะเดินทางไปพบกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ตนก็มา

ลั่นไม่ได้เป็นนอมินีให้ต่างชาติ

นายสมชายระบุว่า ทั้งนี้ ตนขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ตนเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ตนได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ผมขอยืนยันว่าในการดำเนินธุรกิจของผมไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าวหรือจะถูกชาวต่างชาติใดๆฉกฉวยไปจากมือของคนไทยและผมจะไม่มีวันดำเนินการใดๆให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด

เตือนเกมการเมืองอย่าล้ำเส้น

“ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขตไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนดและล้วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชนและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใดๆ”นายสมชาติ ย้ำทิ้งท้าย

นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทินเผยข่าวดี 2 บิ๊กธุรกิจนิวซีแลนด์ เตรียมลงทุนตั้งฐานในไทย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 21:37 น.

อนุทินเผยข่าวดี 2 บิ๊กธุรกิจนิวซีแลนด์ เตรียมลงทุนในไทย เล็งตั้งฐานกระจายผลไม้-ผุดสวนสนุกในอาคาร

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือแบบส่วนตัว (One on one) กับผู้บริหารบริษัท T&G Global ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ และนายเจฟฟ์ แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกายไลน์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (Skyline Enterprises) ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ว่า ทั้ง 2 บริษัทตัดสินใจจะเข้ามาลงทุนและมีพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยธุรกิจแรกคือการส่งออกผลไม้ และอีกธุรกิจเป็นประเภทความบันเทิง (Amusement) ในลักษณะของสวนสนุกที่อยู่ในอาคาร สำหรับธุรกิจส่งออกผลไม้ของ T&G Global จะเน้นที่แอปเปิล ซึ่งมียอดขายเฉพาะในประเทศไทยปีละกว่า 3,000 ล้านบาท และมียอดขายทั่วโลกประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท ทางบริษัทไม่ได้ปลูกแอปเปิลที่นิวซีแลนด์ แต่มีเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมและไปรับผลผลิตจากทั่วโลก โดยเห็นว่าประเทศไทยมีทำเลที่ตั้ง (Location) ที่เหมาะสมในการเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง

การลงทุนในเฟสแรก บริษัทจะเน้นการใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้าที่มีปริมาณมากและมีความต้องการตลอดเวลาก่อน ส่วนในเฟสที่ 2 มีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีทางพันธุกรรมมาศึกษาว่าเกษตรกรไทยจะสามารถปลูกแอปเปิลเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มผลผลิตได้หรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม หากนำมาร่วมกันทำวิจัยและพัฒนาการผลิตต่อไปก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท ประเทศไทย และเกษตรกร

“ บริษัทมีความมั่นใจและตัดสินใจที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้า โดยเดินทางมาถึงวันแรกก็ขอเข้าพบก่อนทันที และในวันพรุ่งนี้จะมีการพบกับผู้ประกอบการที่สนใจจะเป็นพาร์ทเนอร์ หรือสนใจใช้ประโยชน์จากไทยในการเป็นฐานการผลิตสินค้าเพิ่มเติมต่อไป”นายกฯ กล่าว

ส่วนการเจรจา One on oneของบริษัท Skyline Enterprises นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทางบริษัทได้นำแบบแปลนมาให้ดูแล้ว เพียงแต่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยซึ่งยังไม่สามารถเอ่ยนามได้ เนื่องจากธุรกิจต้องใช้พื้นที่ เยอะมาก จึงต้องพิจารณาว่าจะร่วมมือในสถานที่ที่มีความพร้อมอยู่แล้วหรือจัดหาสถานที่ใหม่ โดยสรุปคือบริษัทตัดสินใจแล้วว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

‘ศิลปอาชา’ ยกที่ดิน 92 ไร่ 150 ล้าน ลุยสร้าง รพ.เจ้าพระยายมราช 2 สานต่อปณิธาน ‘บรรหาร’

20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:49 น.

ครอบครัวศิลปอาชา”-มอบที่ดิน-92-ไร่-มูลค่า-150-ล้านบาท-

“ครอบครัวศิลปอาชา” มอบที่ดิน 92 ไร่ มูลค่า 150 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุข สร้างโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชแห่งที่ 2 ขยายขีดความสามารถ รองรับการรักษาชาวสุพรรณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

​“วราวุธ” สานต่อปณิธาน “บรรหาร” ลั่น มีอีกหลายร้อยไร่หากไม่พอ ส่วนของลูกค่อยหาใหม่ เผยย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ทำรัฐมนตรีเยือนสุพรรณบุรีไม่ขาดสาย พร้อมหยอดหวานฝากสุพรรณฯ ไว้ในอ้อมใจ “พัฒนา”

​20 ส.ค. 69 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นางสุวรรณา ศิลปอาชา ภรรยา และครอบครัวศิลปอาชา ได้มอบที่ดินจำนวน 92 ไร่ มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เพื่อใช้จัดสร้างโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชแห่งที่สอง และศูนย์การแพทย์ฟื้นฟู

และการดูแลผู้สูงอายุครบวงจร

Screenshot 2026-08-20 204113

​ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมสส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสรชัด สุจิตต์ (เขต 1) รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ (เขต 2), นายเสมอกัน เที่ยงธรรม (เขต 4), นายประภัตร โพธสุธน (เขต 5),นายนพดล มาตรศรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข, ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมในพิธี

Screenshot 2026-08-20 204228

​นายวราวุธ กล่าวเปิดใจในนามพี่น้องชาวสุพรรณบุรีว่า ขอบคุณนายพัฒนาและคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขที่ให้เกียรติเดินทางมาเยือนจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งในวันที่ 21 ส.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็จะเดินทางมาตรวจราชการเช่นกัน

​”พอมาอยู่พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีเดินทางมา จ.สุพรรณบุรี กันเป็นชุดเลย วันนี้เราดีใจที่ได้หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้ชาวสุพรรณบุรี ที่ผ่านมาเราเคยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายประภัตร โพธสุธน และวันนี้ก็นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเยือน จึงขอฝาก จ.สุพรรณบุรี ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วย หากมีสิ่งใดที่กระทรวงอุตสาหกรรมสามารถช่วยเหลือได้ ทางเรายินดีเสมอ”

Screenshot 2026-08-20 204127

​นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังกล่าวว่า ต้องรบกวนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรานั่งอยู่ใน ครม.ด้วยกัน เราต้องมาตามงบประมาณในส่วนของกรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และต้องรบกวนปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการจะดูแลงบประมาณที่จะมาลงในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อสืบสานความฝันของนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่อยากเห็นชาวสุพรรณบุรีมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมกล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ และพี่น้อง อสม. ที่เปรียบเสมือนปราการด่านหน้า คอยดูแลประชาชนมาโดยตลอดตั้งแต่ยุคไข้หวัดนกจนถึงโควิด-19

​นายวราวุธ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการมอบที่ดินครั้งนี้ว่า ตนเติบโตมากับ จ.สุพรรณบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ได้เห็นการเติบโตและงบประมาณปีแล้วปีเล่าที่นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ที่ทุ่มเทให้ความสำคัญกับระบบสาธารณสุขมาตลอด จนปัจจุบันโรงพยาบาลเกิดความแออัด เพราะประชาชนมั่นใจในคุณภาพการรักษา ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้ถือเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่รองรับผู้ป่วยจากจังหวัดใกล้เคียงด้วย

​”ตนมีความปรารถนามาตลอดว่า หากมีโอกาสอยากจัดหาที่ดินสักแปลงมอบให้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกในการให้บริการประชาชน ครั้งนี้เรามอบให้ 92 ไร่ และขอเรียนท่านรมว.สธ. ว่า หากพื้นที่ยังไม่พอ เรายังมีที่ดินเหลืออยู่อีกหลายร้อยไร่ พร้อมที่จะมอบให้อีก”

​สำหรับรายละเอียดพื้นที่มอบให้กระทรวงสาธารณสุข มีดังนี้

พื้นที่ 29 ไร่ 32 ตารางวา ใช้สนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์แผนไทย

พื้นที่ตัดถนนกว้าง 40 เมตร ยาวเกือบ 400 เมตร สร้างเป็นถนน 4 เลน (แบบไม่มีเกาะกลาง เพื่อลดภาระการดูแลในระยะยาว) เชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

Screenshot 2026-08-20 204846

นอกจากนี้ ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ในจุดที่มีศักยภาพสูง ติดกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งในอนาคตสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้ ส่วนในวีดิทัศน์โครงการมีการออกแบบพื้นที่รองรับลานจอดเฮลิคอปเตอร์ (Helipad) ไว้ด้วย หากกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรงบจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ให้ ทางจังหวัดก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีถึงมรดกครอบครัวว่า “บางครั้งตนก็สงสัยว่า มรดกที่ได้รับจากนายบรรหาร มีไว้ให้ตนกับลูกๆ หรือมีไว้ส่งต่อให้คนสุพรรณบุรีกันแน่ แต่ตอนนี้เข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อแล้วว่า ‘การให้มีความสุขมากกว่าการได้รับ’ ตอนเด็กๆ คุณพ่อเคยยกที่ดินสวย 40 ไร่ ตรงศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ อ.เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นมรดกของตนให้ส่วนรวมไปก่อน มาวันนี้ตนจึงบอกลูกๆ ทั้ง 3 คนว่า ขอเอามรดกของลูกมามอบให้โรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยไปหาซื้อใหม่ในรุ่นลูก นี่คือความภูมิใจเล็กๆ ของครอบครัวศิลปอาชาที่ได้สานต่อปณิธานของคุณพ่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้เห็น 92 ไร่นี้พัฒนาขึ้นมาเป็นความหวัง ความสุขกาย สุขใจ ของชาวสุพรรณบุรี ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด สถานะใด และการทำงานของครอบครัวศิลปอาชา ข่าวจะเป็นอย่างไรตนไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรครอบครัวศิลปอาชาจะอยู่คู่ จ.สุพรรณบุรีตลอดไป”

Screenshot 2026-08-20 204221

​ภายหลังพิธีมอบที่ดิน นายวราวุธ ได้เข้าร่วมพิธีคิกออฟ โครงการอาสาพยาบาล (อสพ.) จ.สุพรรณบุรี พร้อมร่วมกับ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เยี่ยมเสริมพลังใจแก่บุคลากรสาธารณสุขและพี่น้อง อสม. ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงที่จะใช้ก่อสร้าง โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชแห่งที่สอง และศูนย์การแพทย์ฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุครบวงจร

​โครงการก่อสร้างดังกล่าว ประกอบด้วย

– อาคารผู้ป่วยนอก (OPD) 5 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 9,796 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 3 ไร่)

– อาคารผู้ป่วยวิกฤติและผู้ป่วยใน 5 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 4,682 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 2 ไร่)

– อาคารผู้ป่วยในและผู้ป่วยวิกฤติ (ดูแลผู้สูงอายุ) 6 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 10,700 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 6 ไร่)

– อาคารสนับสนุน 3 ชั้น: พื้นที่ใช้สอย 3,714 ตร.ม. (ใช้พื้นที่ 2 ไร่)

– อาคารพักอาศัยและบ้านพักบุคลากร: บ้านพัก 2 ชั้น (2 หลัง) และอาคารพักอาศัย 4 ชั้น (รวมใช้พื้นที่ 4 ไร่)

– ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม: ระบบประปา (2 ไร่), ระบบบำบัดน้ำเสีย (5 ไร่), งานภูมิสถาปัตย์ คูน้ำและสระน้ำรอบพื้นที่ (2 ไร่)

​- การปรับปรุงพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก: งานถมดินความสูง 1.80–2.20 เมตร (ประมาณ 40 ไร่), ลานจอดรถ 350 คัน (8 ไร่), รั้วรอบโรงพยาบาลยาว 1,100 เมตร

ระบบโครงสร้างพื้นฐาน: ถนนทางเข้าภายนอกโครงการ (24,900 ตร.ม.), ระบบประปาบาดาลพร้อมท่อส่งน้ำระยะไกล, และการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูงพร้อมหม้อแปลง 5 ชุด

​การมอบที่ดินและเดินหน้าโครงการในครั้งนี้ จะช่วยขยายขีดความสามารถด้านการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิต และรองรับการให้บริการระบบสาธารณสุขแก่ชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ยกที่ดินวราวุธ ศิลปอาชาสร้างโรงพยาบาลสุพรรณบุรี

กระแสตอบรับแรง! TH-AI Passport วันที่ 2 ทะลุ 1 ล้านรายแล้ว

20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:35 น.

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

TH-AI Passportรัฐบาลเทคโนโลยี AI

‘ธรรมนัส’ ส่งทีมงานลุยน้ำท่วมน่าน ช่วย 300 ครัวเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:23 น.

ธรรมนัส

วันนี้ 20 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ได้ส่งทีมงานจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน หลังชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือนต้องเผชิญกับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยบางพื้นที่ถนนถูกตัดขาดและไฟฟ้าถูกตัด ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือน ไม่ได้ทานอาหารตั้งแต่เมื่อวาน เนื่องจากการเดินทางเข้าออกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงได้มอบหมายให้มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งนำอาหารและน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ธรรมนัส พรหมเผ่า

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ ทีมงานได้นำอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าไปส่งมอบให้ประชาชนถึงจุดพักพิง พร้อมจัดเตรียมพื้นที่สำหรับประกอบอาหารและแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธรรมนัส พรหมเผ่า

การเมืองธรรมนัส พรหมเผ่าน่านน้ำท่วมพรรคกล้าธรรม

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:07 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.และผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เตือนกัมพูชาหากมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายกัมพูชาที่จะเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อประเทศไทย กองทัพไทยจะตอบโต้ทันที ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่จะมาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนไทย

พล.อ.อ.ประภาส ให้สัมภาษณ์”แนวหน้าออนไลน์” ระหว่างเดินทางลงพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน350 ในพื้นที่อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ ตั้งข้อสังเกตถึงสามพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผอ.ศูนย์ข่าวฯคาดอาจมีการเคลื่อนไหวทางทหารจากฝ่ายกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่จากทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน ชายแดนจว.สระแก้ว บ้านทมอดา ชายแดนจว.ตราด และพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมชายแดนจว.สุรินทร์

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ในสามพื้นที่ ที่อาจมีการเคลื่อนไหวจากกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมาสองครั้ง

“อาจมีการดำเนินการในบางจุดเพื่อยึดพื้นที่คืน หน่วยงานความมั่นคงเราไม่ปล่อยให้มายึดคืนแน่นอน ครั้งที่หนึ่ง ครั้งสองมีแล้ว ครั้งที่สามเราไม่ปล่อยให้เริ่มต้นก่อนแน่นอน”

“ถ้ามีสิ่งบอกเหตุที่เรียกว่า Imminent Threat ภัยคุกคามที่ชัดเจนที่จะมาทำร้ายเรา เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจน จะไม่ปล่อยให้มาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนของเรา” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวในอีกตอนหนึ่ง

พล.อ.อ.ประภาส ยังได้กล่าวถึงการละเมิด ละเลย ไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 27ธ.ค.2568 ของ ฝ่ายกัมพูชาจากการกล่าวโจมตี ให้ร้าย ยั่วยุ บิดเบือนข้อมูล ออกข่าวกับต่างประเทศ เรียกร้องในสิ่งที่เป็นข้อตกลงในบางเรื่องตีความผิดจากข้อตกลงที่มีร่วมกัน

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงข้อที่สี่ ในเรื่องให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบได้เดินทางกลับบ้านและประกอบอาชีพตามปกติ โดยมีเงื่อนไขพื้นที่ที่กลับไป”จะต้องเป็นพื้นที่ภายในฝั่งของตนเอง” ถูกกัมพูชาตีความหมายถึงพื้นที่เดิมที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนการสู้รบ ซึ่งผอ.ศูนย์ข่าวฯยืนยันพื้นที่บ้านหนองจานที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ โดยถูกผลักดันออกไปทั้งหมดในช่วงสู้รบเดือนธ.ค.68 อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เคยถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงมาก่อน

“หลัง 27ธ.ค. เรามีการวางแนวกำลังทั้งหมด ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าเป็นแนวเขตแดน มันเป็นการวางกำลังเพื่อความปลอดภัย หลังการสู้รบจะต้องคุยกันในอีกเวที(เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน) หลังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน สามารถพูดคุยกันได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาตลอดช่วงที่ผ่านมาให้จัดประชุม JBCแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนทางบก เห็นว่าตราบที่กัมพูชายังโจมตีกล่าวให้ร้ายไทยเหมือนอย่างที่ทำตลอดช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โอกาสเจรจาทวิภาคีสองฝ่ายยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

กัมพูชาชายแดนปราสาทตาควายไทยกัมพูชา

หมออลงกต แนะคนไทยลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:46 น.

’ปธ.กมธ.ดีอีเอส‘ แนะ ’คนไทย‘ ลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ในโครงการ TH-AI Passport ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน ชี้ต้องไม่จบแค่ ‘แจกฟรี’ ชง KPI 5 มิติ ลดต้นทุน-ยกระดับ AI ชุมชนทั่วไทย ดีเดย์ 31 ส.ค.นี้

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มอบสิทธิ์ใช้งาน AI Pro ให้คนไทยได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้วกว่า 1,000,000 ราย

นพ.อลงกต กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงแค่การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี แต่คือหัวใจสำคัญในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่ม Productivity และขับเคลื่อนไปสู่ National AI รวมถึงส่งต่อไปยัง “AI ชุมชน” ทุกหมู่บ้าน โดยให้มีการวางกรอบตัวชี้วัด (KPI) 5 มิติ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ดังนี้คือ 1. Saving การประหยัดเงินของประชาชน หากคำนวณมูลค่าบริการเฉลี่ย 600 บาท/เดือน สำหรับสิทธิ์ 5 ล้านราย เป็นเวลา 12 เดือน จะมีมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านบาท โดยต้องวัดผลจากผู้ใช้งานจริงและผู้ที่ลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง 2. Usage อัตราการใช้งานจริง ไม่เน้นแค่ยอดลงทะเบียน แต่ต้องติดตาม Active Users รายเดือน จำนวนครั้ง ชั่วโมงการใช้งาน สัดส่วนผู้ใช้ และอัตราการใช้งานต่อเนื่อง 3-6-12 เดือน 3. Productivity ต้องทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด เป็นการวัดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เช่น เปอร์เซ็นต์การลดเวลาทำเอกสาร ต้นทุนธุรกิจที่ลดลง เวลาที่ครูหรือนักเรียนประหยัดได้ การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้กี่ราย และการเพิ่มยอดขายของ SME

นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า 4. National AI สร้างศักยภาพให้ประเทศ แปลงข้อมูลการใช้งานแบบปกปิดตัวตนไปพัฒนา ThaiLLM โดยวัดผลจาก Dataset ภาษาไทยที่เพิ่มขึ้น Use Case โมเดลภาษาไทย และนักพัฒนาที่เข้ามาเติมเต็ม Ecosystem และ5. Sovereignty ประมวลผลในประเทศมากขึ้นแค่ไหน โดยการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศผ่านห่วงโซ่คุณค่า Thai Cloud → Thai Compute → Thai Data → Thai Model → Thai Application → Thai Economic Value เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลและมูลค่าทางเศรษฐกิจรั่วไหลออกนอกประเทศ

ประธาน กมธ.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการต่อยอดสู่ “AI ชุมชน” (Community AI) เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเกษตรแม่นยำ มีการวิเคราะห์สภาพดิน พยากรณ์อากาศ และตรวจจับโรคพืชให้เกษตรกรรายย่อย 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม ติดตามปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเฝ้าระวังภัยพิบัติในพื้นที่ 3.สาธารณสุขชุมชน คัดกรองโรคเบื้องต้นและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหหรือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล 4.เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้า OTOP วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และวางแผนการท่องเที่ยวชุมชน และ 5.การอนุรักษ์วัฒนธรรม บันทึกและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาษาถิ่นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

“เป้าหมายสำคัญ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี หรือ Digital Divide และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง และอยากให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิ์และสามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.นี้เป็นต้นไป” นพ.อลงกต กล่าว

รุทธพล โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:40 น.

“รุทธพล” โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน ปัดตอบจำนวนผู้ต้องหาDSIใกล้เคียง 229 รายหรือไม่ พร้อมยืนยันไม่ก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยันดีเอสไอไม่ปักธงเล่นงานพรรคประชาชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมสรุปสำนวนกรณีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ประกอบด้วยนักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ ย้ำว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐานของแต่ละหน่วยงาน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนในบางส่วน และมีการสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ แต่ต่อมามีการส่งสำนวนกลับมายังดีเอสไอ ขณะที่ กกต. เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคดีในส่วนดังกล่าว จึงขอให้สอบถามรายละเอียดจาก กกต. โดยตรง

ส่วนกรณีคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ระบุว่าไม่เคยได้รับพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเข้ามาสู่ชั้นตรวจสอบนั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด และไม่ขอให้ความเห็นว่ากระบวนการของ กกต. จะสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ โดยเชื่อว่าแต่ละหน่วยงานมีการแบ่งหน้าที่ตามกรอบอำนาจ และพิจารณาจากพยานหลักฐาน

กรณีสำนวนดีเอสไอในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ สว. ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสั่งฟ้อง 8 ราย ก่อนอัยการคดีพิเศษส่งสำนวนกลับมา และมีรายงานว่าอาจมีการพิจารณาสั่งฟ้องเพิ่มเติมนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องสอบถามดีเอสไอโดยตรง เพราะตนในฐานะรัฐมนตรีไม่สามารถลงลึกถึงจำนวนผู้ต้องหาที่จะถูกดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า หนังสือของอัยการคดีพิเศษที่ส่งกลับมายังดีเอสไอ ระบุให้ต้องนำผลการพิจารณาของบอร์ด กกต. ซึ่งจะวินิจฉัยว่ามีผู้ใดเข้าข่ายดำเนินคดีบ้าง มาประกอบการพิจารณาสำนวนของดีเอสไอด้วย

ส่วนกรอบเวลาการสรุปสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะใกล้เคียงกับกรอบเวลาที่ กกต. สรุปสำนวนหรือไม่นั้น

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากไม่สามารถลงรายละเอียดหรือก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ไม่ก้าวก่ายหลักฐาน “พริษฐ์-ไอลอว์” เปิดข้อมูล

สำหรับกรณีนายพริษฐ์ วัชสินธุ์ หรือ “ไอติม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน และเพจ iLaw เดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินและพยานปากสำคัญในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจอยู่ในสำนวนดีเอสไอนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายรายละเอียดภายในสำนวนได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การดำเนินคดีของดีเอสไอไม่ได้มีเป้าหมายหรือปักธงว่าพรรคประชาชนจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทุกอย่างต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ส่วนกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งดีเอสไอเชิญชี้แจงกรณีถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในข่าวพบว่า เรื่องดังกล่าวมีสื่อท้องถิ่นร้องเรียนมาเป็นเวลานานแล้ว

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.รุทธพล เคยเปิดเผยว่าพบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “สส.ป้อม” ในคดี Forex จำนวน 33 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเชื่อมโยงกับบริษัทสปาร์ก ดิจิทัล จำกัด เช่นเดียวกับเส้นทางเงิน 28 ล้านบาทก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากตนไม่ทราบรายละเอียดว่าเส้นทางเงินดังกล่าวเชื่อมโยงกับบริษัทใด โดยข้อมูลที่กล่าวถึงเป็นเพียงการรายงานเบื้องต้นเท่านั้น

กกตดีเอสไอฮั้ว สว.