20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.
ออสเตรเลียยิงสลุต 19 นัดต้อนรับ“อนุทิน”ยิ่งใหญ่ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการในรอบ 14 ปี ก่อนเปิดการหารือทวิภาคีเต็มคณะท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น พร้อมนำเอกชน 14 รายจาก 9 บริษัทพบผู้นำออสซี่ลงนาม 2 ความตกลงสำคัญ ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์หนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD พร้อมขอบคุณช่วยป้อนน้ำมันอากาศยานช่วงวิกฤต ด้าน“อนุทิน”ชูจับมือปราบอาชญากรรมแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และคณะผู้แทนระดับสูงของไทย ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยภารกิจตลอดทั้งวันมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความร่วมมือระดับทวิภาคีในหลายมิติ ยิงสลุต19นัดต้อนรับนายกฯยิ่งใหญ่ พิธีต้อนรับและการหารือทวิภาคี ในช่วงเช้าเวลา 09.00 น.นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทาง ไปยังอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย (Parliament House) เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการอย่างสมเกียรติ โดยมีนายแอนโทนี แอลบานีส (The Hon. Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายในพิธีมีการยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติออสเตรเลีย โดยพิธีต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หารือทวิภาคีเต็มคณะ-ลงนาม2ฉบับ จากนั้นในเวลา 09.50 น. ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (Cabinet Room) ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’Statement on deepening economic engagement) ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน ณ Prime Minister’s Courtyard พร้อมนำเอกชน9บริษัทพบผู้นำออสซี่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้นำภาคเอกชนไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย จำนวน 14 คน จาก 9 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท RATCH Australia จำกัด ได้แก่ นายพุฒิกานต์ เอารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ Miss Hilda Luong Community Engagement Advisor 2.บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้แก่ ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร และ ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการบริษัท และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 4.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม 5.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายธนรัตน์ ชัยสิริ ประธานกรรมการบริหาร (Executive Director) และ Mr.Craig Gillard CEO and Managing Director 6. กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ได้แก่ นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจองค์กร 7.บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แก่ นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) Mr. Cameron Leggatt Chief Executive Officer, Frasers Property Australia และ นาย Ian Barter : Managing Director Australia, Frasers Property Industrial 8.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แก่ Mr. Craig Hooley Chief Operating Officer, Minor Hotels Australasia และ 9.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายไวธยางค์ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศ ผู้นำออสซี่-ไทยชื่นมื่นร่วมแถลง เวลา 10.50 น. ที่อาคารรัฐสภา กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดการแถลงข่าวร่วมภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ โดยนายแอนโทนีได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ออสเตรเลียมีต่อไทยในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติฉบับใหม่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยจะจัดการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันในทุกสองปี ในด้านเศรษฐกิจ ออสเตรเลียและไทย ได้ตกลงกระชับความร่วมมือผ่านแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลก หนุนไทยผงาดเข้าสมาชิกOECD นายแอนโทนีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ชูร่วมปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบรับว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ไร้พรมแดน ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะใช้แถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่นี้จัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของไทย และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมบทบาทของชุมชนชาวไทยในออสเตรเลียรวมถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ไทยจะสานต่อความร่วมมือกับออสเตรเลียอย่างแน่นแฟ้นผ่านกลไกอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย และขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียอีกครั้งที่ให้การสนับสนุนไทยในการผลักดันเข้าสู่ โออีซีดีอย่างเต็มกำลัง เยี่ยมผู้สำเร็จราชการออสเตรเลีย ในช่วงบ่าย เวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (Government House) เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะนางแซม มอสติน (H.E. the Hon. Ms. Sam Mostyn AC) ผู้สำเร็จราชการฯและในเวลา 14.20 น. ได้เดินทางไปร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานสงครามเครือรัฐออสเตรเลีย (Australian War Memorial) เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวออสเตรเลียที่เสียชีวิตในสงคราม เวลา 14.55 น. คณะฝ่ายไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO) โดยได้เข้าดูงานที่ห้องปฏิบัติการฝ้าย (Cotton Lab) และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับ CSIRO ผู้นำออสซี่จัดเลี้ยงรับรองนายกฯ ต่อมาในเวลา 15.35 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังวัดธัมมธโร เพื่อกราบนมัสการและถวายผ้าไตรแด่เจ้าอาวาส พร้อมถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมปลูกต้นMagnolia รุ่น “Inspiration” ไว้เป็นที่ระลึก ปิดท้ายภารกิจของวัน ในเวลา 18.35 น. นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ณ บ้านพักประจำตำแหน่ง (The Lodge) ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดการเยือนในครั้งนี้ ‘ครม.เงา’สับ‘รัฐบาลหนู’เดินศก.ผิดทาง ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาพรรคประชาชน ครั้งที่ 10 นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายอิสริยะไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งได้พิจารณาประเมินผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลจากจีดีพีไตรมาสสองและข้อเสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตยานยนต์จากพรรคประชาชน โดย นายวีระยุทธกล่าวว่าสภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% หากเทียบแบบปีต่อปี หรือเทียบไตรมาสต่อไตรมาสถือว่าหดตัว -0.2% ซึ่งในภาพรวมสะท้อนสัญญาณที่ไม่ค่อยดีแต่ก็พอเข้าใจได้เพราะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับสงครามตะวันออกกลางที่เจอวิกฤตพลังงานแต่กังวลความเห็นของรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตถูกทาง ซึ่งหากเดินไม่ถูกทาง ควรมีการปรับนโยบายอย่างไร หากดูไส้ในคือรัฐบาลปล่อยผี ดาตาเซ็นเตอร์ เข้ามาโดยไม่ทำ EIA โดยไม่มีเงื่อนไขโลคอลคอนเทนต์ ซึ่งที่ผ่านมา หากไม่มีตัวเลขจากดาต้าเซ็นเตอร์เศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ลง อาจถึงขั้นติดลบ ซึ่งการลงทุนที่ขยายตัว 13% เกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรแทบทั้งหมด ในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า-1 ล้านล้านบาท ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเดอะแบกของเศรษฐกิจไทยตัวใหม่ ชี้เอาเศรษฐกิจไทยในอนาคตไปแขวนไว้กับตาเซ็นเตอร์ และการนำเข้าที่ขาดทุนมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ นายวีระยุทธ ย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น นอกจากไทยช่วยไทยพลัสที่เน้นกระตุ้นการบริโภค ด้านเศรษฐกิจโดยรวมรัฐบาลจะเดินผิดทาง ตั้งหลักไม่มั่นและยังไม่มีเครื่องมืออื่น นอกจากโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส เรียกร้องให้ความสำคัญกับภาคแรงงานและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งใช้เครื่องมือนโยบายที่มีให้ตรงจุด โดยเฉพาะการกล้าสู้กับต่างประเทศ จีโอโพลิติกและโลคอลคอนเทนส์ ที่จะให้ประโยชน์กับคนในประเทศไทย
มท.4เร่งขยายผลขบวนการ“สวมสิทธิต่างด้าว”เข้าทะเบียนบ้าน รับมีจนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกทม.ก่อนขยายไปทั่วประเทศ ชี้เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขณะที่กทม.เปิดผลสอบเขตดินแดง ย้อนหลังปี’60-69 พบต้องสงสัย 3,228 ราย เอี่ยวสวมสิทธิบัตรชมพู กทม.สั่งปูพรมตรวจสอบเชิงลึก ย้ายเข้าทะเบียนราษฎร ขีดเส้น 50 เขต รายงานผลเร็วที่สุดห้ามเกิน 1 กันยายน ด้าน ปปง.ลุยสอบเส้นทางเงินคดีบัตรสีชมพู ชี้หากพบความผิดมูลฐาน พร้อมดำเนินการตามก.ม. เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณึเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง เพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบที่มีการกังวลว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรว่าจากที่มีการจับกุม 7 หมายจับ ที่ สน.ดินแดง ปรากฏว่าเราไปพบเจอความผิดปกติทางทะเบียน ว่า มีการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรหมายเลข 7 ผิดปกติหลังจากการตรวจสอบของฝ่ายปกครอง รวมถึงกรุงเทพมหานครในปี 2567 จึงได้มีการสอบสวน แล้วออกหมายจับจึงนำไปสู่การจับกุมเมื่อวานที่ผ่านมา มท.1ซัดมีจนท.ปล่อยปละละเลย “ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วเกิดได้อย่างไรก็ต้อง ยอมรับโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่ก็มีส่วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการขอย้ายเข้ามาในพื้นที่ แล้วเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะปล่อยปละละเลย หรือมีการทุจริตอย่างไรทางตำรวจจะไปว่ากัน อย่างห้องหนึ่งห้องถ้าเอะใจหน่อยว่ามีการย้ายเข้ามาตั้ง60 คน ถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ ห้องแค่ 30 กว่าตารางเมตร ฉะนั้น ถ้าพบเจอแบบนั้นก็ต้องดำเนินการ”รมช.มหาดไทย ย้ำ เมื่อถามว่า จะสาวไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการออกหมายจับทั้ง7 ราย มีส่วนของนายหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ส่วนของเจ้าของบ้านและส่วนของเจ้าหน้าที่ ทั้ง 3 กลุ่ม 7 ราย กำลังดำเนินการในชั้นของตำรวจ เมื่อถามว่า ที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของการย้ายเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยส่วนนี้จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ในขั้นแรกเราดำเนินคดีอยู่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครก็ให้ออกไว้ก่อนรวมถึงตั้งสอบวินัยร้ายแรง และการดำเนินคดีของตำรวจก็ทำ ซึ่งหลังจากนี้ให้มีการคุยกัน ว่าดุลพินิจหรือการรับแจ้ง ที่มีความผิดปกติอะไรเพิ่มเติม จะมีการประสานให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพิ่มเติมด้วย สแกนทุกเขตกทม.ก่อนขยายทั่วปท. เมื่อถามว่าจะมีการประสานกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพราะตัวนายหน้าระบุว่ามีการทำลักษณะนี้ในทุกเขต นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มี และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากเมื่อวานที่เราไปโฟกัสที่ดินแดงและจากตรงนั้นจะสามารถขยายผลได้และตามข้อมูลที่เราตรวจสอบมาหากไปดูในแฟลตดินแดง ตามทะเบียนจะต้องมีเด็กที่เป็นต่างด้าวอยู่ ร่วม 1,000 คน ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่ ก็จะมีแต่ชื่ออยู่แล้ว เพื่อไปออกบัตรสวมสิทธิ นายวรศิษฎ์กล่าวอีกว่าและการขยายผลตอนนี้ได้ให้มีการสแกนทั้งพื้นที่ ซึ่งทางกรุงเทพฯก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึง หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน ภาครัฐ(ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ซึ่งร่วมการทำงาน และไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯจะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆด้วย ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตทางทะเบียน ไม่ใช่แค่เรื่องการสวมบัตรอย่างเดียว ยังรวมไปถึงเรื่องของการแจ้งเกิดเท็จ เรื่องพ่อทิพย์ในลักษณะแบบนี้ด้วย ก็คิดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ แล้วจะขยายผลได้เพิ่มเติม ลั่นเป็นความมั่นคง-ตัดไฟแต่ต้นลม “มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วยเพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตาม ไปด้วย” นายวรศิษฎ์ ย้ำ เมื่อถามว่า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อถามว่าเขาสามารถมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยได้ หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มันไม่ทั้งหมดแต่หลักๆ ก็เป็นเรื่อง ของการขอสัญชาติในอนาคต กทม.สั่งปูพรมสอบเชิงลึกสวมสิทธิ ที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกผู้บริหารสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมด้วยผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.- Special Agent) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 เข้าร่วมประชุมด่วน ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียนและประชุมผ่านระบบทางไกล (ออนไลน์) เพื่อกำชับให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีรายการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ซึ่งนับเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากปฏิบัติการ“กวาดบ้านกลางกรุง”เมื่อวานนี้ ที่ปรึกษาฯอดิศร์ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองและทะเบียนทั้ง 50 เขต เร่งดำเนินการเชิงรุก ตามข้อสั่งการของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 ให้ชัดเจนเพราะในบางพื้นที่ มีการย้ายเข้าในจำนวนที่มากผิดปกติ และให้รายงานตัวเลขที่มีการย้ายเข้าผิดปกตินั้นกลับมาโดยเร็วที่สุดในทุกวัน ย้อนหลังปี’60-69พบต้องสงสัย 3,228 ราย ทั้งนี้ ล่าสุด จากการตรวจสอบการแจ้งย้ายเข้าในส่วนของสำนักงานเขตดินแดง พบว่ามีการย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะมีการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อ 1 หลัง ซึ่งจากรายงานยอดการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดง ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2569 พบว่ามีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยดังกล่าว จำนวน 3,228 รายซึ่งจะมีการเร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็ว ขีดเส้น50เขตรายงานผลไม่เกิน1ก.ย. พล.ต.อ.อดิศรณ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.กล่าวย้ำว่า ทั้ง 50 เขต ต้องเร่งตรวจสอบทันที และให้เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน เข้าไปมีส่วนสำคัญในการร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อให้มีความรอบคอบมากที่สุด จากนั้น ทุกเขตต้องส่งข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่เกินวันที่ 1 กันยายนนี้เพื่อที่กรุงเทพมหานครจะนำข้อมูลดังกล่าวประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายผลเกี่ยวกับการออกบัตรสีชมพูต่อไป ปปง.ลุยสอบเส้นเงินสวมบัตรสีชมพู ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(รองเลขาธิการปปง.)เปิดเผยถึงกรณีสวมบัตรสีชมพู ซึ่งวันที่ 18 ส.ค. มีการลงพื้นที่ตรวจสอบแฟลตดินแดง และจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นนายหน้าดำเนินการทำบัตรสีชมพูให้กับเด็กต่างด้าวว่า ในส่วนของ ปปง.หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการนั้น จะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย หากพบว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานและมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาตามข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ชี้หากพบผิดพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับกรณีบัตรสีชมพู จะถือเป็นประเด็นใหม่ของปปง.หรือไม่นั้นนายกมลสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ 28 มูลฐาน โดยหากพบว่าเป็นการทุจริตหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมาย ปปง.ได้ ทั้งนี้ นายกมลสิษฐ์กล่าวอีกว่าปปง.มีอำนาจดำเนินการด้านการยึดหรืออายัดทรัพย์สินทางแพ่ง โดยมุ่งติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าว หากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบุคคลหรือจุดใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการตรวจสอบและติดตามทรัพย์ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป








































