สองชาติชื่นมื่น หนูนำ14บิ๊กธุรกิจไทย หารือผู้นำออสเตรเลีย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ออสเตรเลียยิงสลุต 19 นัดต้อนรับ“อนุทิน”ยิ่งใหญ่ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการในรอบ 14 ปี ก่อนเปิดการหารือทวิภาคีเต็มคณะท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น พร้อมนำเอกชน 14 รายจาก 9 บริษัทพบผู้นำออสซี่ลงนาม 2 ความตกลงสำคัญ ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์หนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD พร้อมขอบคุณช่วยป้อนน้ำมันอากาศยานช่วงวิกฤต ด้าน“อนุทิน”ชูจับมือปราบอาชญากรรมแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และคณะผู้แทนระดับสูงของไทย ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยภารกิจตลอดทั้งวันมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความร่วมมือระดับทวิภาคีในหลายมิติ ยิงสลุต19นัดต้อนรับนายกฯยิ่งใหญ่ พิธีต้อนรับและการหารือทวิภาคี ในช่วงเช้าเวลา 09.00 น.นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทาง ไปยังอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย (Parliament House) เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการอย่างสมเกียรติ โดยมีนายแอนโทนี แอลบานีส (The Hon. Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายในพิธีมีการยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติออสเตรเลีย โดยพิธีต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หารือทวิภาคีเต็มคณะ-ลงนาม2ฉบับ จากนั้นในเวลา 09.50 น. ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (Cabinet Room) ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’Statement on deepening economic engagement) ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน ณ Prime Minister’s Courtyard พร้อมนำเอกชน9บริษัทพบผู้นำออสซี่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้นำภาคเอกชนไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย จำนวน 14 คน จาก 9 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท RATCH Australia จำกัด ได้แก่ นายพุฒิกานต์ เอารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ Miss Hilda Luong Community Engagement Advisor 2.บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้แก่ ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร และ ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการบริษัท และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 4.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม 5.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายธนรัตน์ ชัยสิริ ประธานกรรมการบริหาร (Executive Director) และ Mr.Craig Gillard CEO and Managing Director 6. กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ได้แก่ นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจองค์กร 7.บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แก่ นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) Mr. Cameron Leggatt Chief Executive Officer, Frasers Property Australia และ นาย Ian Barter : Managing Director Australia, Frasers Property Industrial 8.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แก่ Mr. Craig Hooley Chief Operating Officer, Minor Hotels Australasia และ 9.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายไวธยางค์ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศ ผู้นำออสซี่-ไทยชื่นมื่นร่วมแถลง เวลา 10.50 น. ที่อาคารรัฐสภา กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดการแถลงข่าวร่วมภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ โดยนายแอนโทนีได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ออสเตรเลียมีต่อไทยในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติฉบับใหม่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยจะจัดการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันในทุกสองปี ในด้านเศรษฐกิจ ออสเตรเลียและไทย ได้ตกลงกระชับความร่วมมือผ่านแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลก หนุนไทยผงาดเข้าสมาชิกOECD นายแอนโทนีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ชูร่วมปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบรับว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ไร้พรมแดน ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะใช้แถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่นี้จัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของไทย และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมบทบาทของชุมชนชาวไทยในออสเตรเลียรวมถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ไทยจะสานต่อความร่วมมือกับออสเตรเลียอย่างแน่นแฟ้นผ่านกลไกอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย และขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียอีกครั้งที่ให้การสนับสนุนไทยในการผลักดันเข้าสู่ โออีซีดีอย่างเต็มกำลัง เยี่ยมผู้สำเร็จราชการออสเตรเลีย ในช่วงบ่าย เวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (Government House) เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะนางแซม มอสติน (H.E. the Hon. Ms. Sam Mostyn AC) ผู้สำเร็จราชการฯและในเวลา 14.20 น. ได้เดินทางไปร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานสงครามเครือรัฐออสเตรเลีย (Australian War Memorial) เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวออสเตรเลียที่เสียชีวิตในสงคราม เวลา 14.55 น. คณะฝ่ายไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO) โดยได้เข้าดูงานที่ห้องปฏิบัติการฝ้าย (Cotton Lab) และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับ CSIRO ผู้นำออสซี่จัดเลี้ยงรับรองนายกฯ ต่อมาในเวลา 15.35 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังวัดธัมมธโร เพื่อกราบนมัสการและถวายผ้าไตรแด่เจ้าอาวาส พร้อมถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมปลูกต้นMagnolia รุ่น “Inspiration” ไว้เป็นที่ระลึก ปิดท้ายภารกิจของวัน ในเวลา 18.35 น. นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ณ บ้านพักประจำตำแหน่ง (The Lodge) ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดการเยือนในครั้งนี้ ‘ครม.เงา’สับ‘รัฐบาลหนู’เดินศก.ผิดทาง ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาพรรคประชาชน ครั้งที่ 10 นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายอิสริยะไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งได้พิจารณาประเมินผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลจากจีดีพีไตรมาสสองและข้อเสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตยานยนต์จากพรรคประชาชน โดย นายวีระยุทธกล่าวว่าสภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% หากเทียบแบบปีต่อปี หรือเทียบไตรมาสต่อไตรมาสถือว่าหดตัว -0.2% ซึ่งในภาพรวมสะท้อนสัญญาณที่ไม่ค่อยดีแต่ก็พอเข้าใจได้เพราะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับสงครามตะวันออกกลางที่เจอวิกฤตพลังงานแต่กังวลความเห็นของรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตถูกทาง ซึ่งหากเดินไม่ถูกทาง ควรมีการปรับนโยบายอย่างไร หากดูไส้ในคือรัฐบาลปล่อยผี ดาตาเซ็นเตอร์ เข้ามาโดยไม่ทำ EIA โดยไม่มีเงื่อนไขโลคอลคอนเทนต์ ซึ่งที่ผ่านมา หากไม่มีตัวเลขจากดาต้าเซ็นเตอร์เศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ลง อาจถึงขั้นติดลบ ซึ่งการลงทุนที่ขยายตัว 13% เกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรแทบทั้งหมด ในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า-1 ล้านล้านบาท ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเดอะแบกของเศรษฐกิจไทยตัวใหม่ ชี้เอาเศรษฐกิจไทยในอนาคตไปแขวนไว้กับตาเซ็นเตอร์ และการนำเข้าที่ขาดทุนมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ นายวีระยุทธ ย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น นอกจากไทยช่วยไทยพลัสที่เน้นกระตุ้นการบริโภค ด้านเศรษฐกิจโดยรวมรัฐบาลจะเดินผิดทาง ตั้งหลักไม่มั่นและยังไม่มีเครื่องมืออื่น นอกจากโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส เรียกร้องให้ความสำคัญกับภาคแรงงานและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งใช้เครื่องมือนโยบายที่มีให้ตรงจุด โดยเฉพาะการกล้าสู้กับต่างประเทศ จีโอโพลิติกและโลคอลคอนเทนส์ ที่จะให้ประโยชน์กับคนในประเทศไทย

ต่างด้าวโผล่อื้อ ผงะเช็คย้อนหลัง10ปี พบต้องสงสัยกว่า3พัน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มท.4เร่งขยายผลขบวนการ“สวมสิทธิต่างด้าว”เข้าทะเบียนบ้าน รับมีจนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกทม.ก่อนขยายไปทั่วประเทศ ชี้เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขณะที่กทม.เปิดผลสอบเขตดินแดง ย้อนหลังปี’60-69 พบต้องสงสัย 3,228 ราย เอี่ยวสวมสิทธิบัตรชมพู กทม.สั่งปูพรมตรวจสอบเชิงลึก ย้ายเข้าทะเบียนราษฎร ขีดเส้น 50 เขต รายงานผลเร็วที่สุดห้ามเกิน 1 กันยายน ด้าน ปปง.ลุยสอบเส้นทางเงินคดีบัตรสีชมพู ชี้หากพบความผิดมูลฐาน พร้อมดำเนินการตามก.ม. เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณึเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง เพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบที่มีการกังวลว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรว่าจากที่มีการจับกุม 7 หมายจับ ที่ สน.ดินแดง ปรากฏว่าเราไปพบเจอความผิดปกติทางทะเบียน ว่า มีการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรหมายเลข 7 ผิดปกติหลังจากการตรวจสอบของฝ่ายปกครอง รวมถึงกรุงเทพมหานครในปี 2567 จึงได้มีการสอบสวน แล้วออกหมายจับจึงนำไปสู่การจับกุมเมื่อวานที่ผ่านมา มท.1ซัดมีจนท.ปล่อยปละละเลย “ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วเกิดได้อย่างไรก็ต้อง ยอมรับโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่ก็มีส่วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการขอย้ายเข้ามาในพื้นที่ แล้วเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะปล่อยปละละเลย หรือมีการทุจริตอย่างไรทางตำรวจจะไปว่ากัน อย่างห้องหนึ่งห้องถ้าเอะใจหน่อยว่ามีการย้ายเข้ามาตั้ง60 คน ถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ ห้องแค่ 30 กว่าตารางเมตร ฉะนั้น ถ้าพบเจอแบบนั้นก็ต้องดำเนินการ”รมช.มหาดไทย ย้ำ เมื่อถามว่า จะสาวไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการออกหมายจับทั้ง7 ราย มีส่วนของนายหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ส่วนของเจ้าของบ้านและส่วนของเจ้าหน้าที่ ทั้ง 3 กลุ่ม 7 ราย กำลังดำเนินการในชั้นของตำรวจ เมื่อถามว่า ที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของการย้ายเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยส่วนนี้จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ในขั้นแรกเราดำเนินคดีอยู่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครก็ให้ออกไว้ก่อนรวมถึงตั้งสอบวินัยร้ายแรง และการดำเนินคดีของตำรวจก็ทำ ซึ่งหลังจากนี้ให้มีการคุยกัน ว่าดุลพินิจหรือการรับแจ้ง ที่มีความผิดปกติอะไรเพิ่มเติม จะมีการประสานให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพิ่มเติมด้วย สแกนทุกเขตกทม.ก่อนขยายทั่วปท. เมื่อถามว่าจะมีการประสานกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพราะตัวนายหน้าระบุว่ามีการทำลักษณะนี้ในทุกเขต นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มี และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากเมื่อวานที่เราไปโฟกัสที่ดินแดงและจากตรงนั้นจะสามารถขยายผลได้และตามข้อมูลที่เราตรวจสอบมาหากไปดูในแฟลตดินแดง ตามทะเบียนจะต้องมีเด็กที่เป็นต่างด้าวอยู่ ร่วม 1,000 คน ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่ ก็จะมีแต่ชื่ออยู่แล้ว เพื่อไปออกบัตรสวมสิทธิ นายวรศิษฎ์กล่าวอีกว่าและการขยายผลตอนนี้ได้ให้มีการสแกนทั้งพื้นที่ ซึ่งทางกรุงเทพฯก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึง หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน ภาครัฐ(ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ซึ่งร่วมการทำงาน และไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯจะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆด้วย ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตทางทะเบียน ไม่ใช่แค่เรื่องการสวมบัตรอย่างเดียว ยังรวมไปถึงเรื่องของการแจ้งเกิดเท็จ เรื่องพ่อทิพย์ในลักษณะแบบนี้ด้วย ก็คิดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ แล้วจะขยายผลได้เพิ่มเติม ลั่นเป็นความมั่นคง-ตัดไฟแต่ต้นลม “มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วยเพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตาม ไปด้วย” นายวรศิษฎ์ ย้ำ เมื่อถามว่า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อถามว่าเขาสามารถมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยได้ หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มันไม่ทั้งหมดแต่หลักๆ ก็เป็นเรื่อง ของการขอสัญชาติในอนาคต กทม.สั่งปูพรมสอบเชิงลึกสวมสิทธิ ที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกผู้บริหารสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมด้วยผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.- Special Agent) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 เข้าร่วมประชุมด่วน ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียนและประชุมผ่านระบบทางไกล (ออนไลน์) เพื่อกำชับให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีรายการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ซึ่งนับเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากปฏิบัติการ“กวาดบ้านกลางกรุง”เมื่อวานนี้ ที่ปรึกษาฯอดิศร์ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองและทะเบียนทั้ง 50 เขต เร่งดำเนินการเชิงรุก ตามข้อสั่งการของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 ให้ชัดเจนเพราะในบางพื้นที่ มีการย้ายเข้าในจำนวนที่มากผิดปกติ และให้รายงานตัวเลขที่มีการย้ายเข้าผิดปกตินั้นกลับมาโดยเร็วที่สุดในทุกวัน ย้อนหลังปี’60-69พบต้องสงสัย 3,228 ราย ทั้งนี้ ล่าสุด จากการตรวจสอบการแจ้งย้ายเข้าในส่วนของสำนักงานเขตดินแดง พบว่ามีการย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะมีการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อ 1 หลัง ซึ่งจากรายงานยอดการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดง ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2569 พบว่ามีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยดังกล่าว จำนวน 3,228 รายซึ่งจะมีการเร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็ว ขีดเส้น50เขตรายงานผลไม่เกิน1ก.ย. พล.ต.อ.อดิศรณ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.กล่าวย้ำว่า ทั้ง 50 เขต ต้องเร่งตรวจสอบทันที และให้เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน เข้าไปมีส่วนสำคัญในการร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อให้มีความรอบคอบมากที่สุด จากนั้น ทุกเขตต้องส่งข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่เกินวันที่ 1 กันยายนนี้เพื่อที่กรุงเทพมหานครจะนำข้อมูลดังกล่าวประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายผลเกี่ยวกับการออกบัตรสีชมพูต่อไป ปปง.ลุยสอบเส้นเงินสวมบัตรสีชมพู ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(รองเลขาธิการปปง.)เปิดเผยถึงกรณีสวมบัตรสีชมพู ซึ่งวันที่ 18 ส.ค. มีการลงพื้นที่ตรวจสอบแฟลตดินแดง และจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นนายหน้าดำเนินการทำบัตรสีชมพูให้กับเด็กต่างด้าวว่า ในส่วนของ ปปง.หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการนั้น จะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย หากพบว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานและมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาตามข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ชี้หากพบผิดพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับกรณีบัตรสีชมพู จะถือเป็นประเด็นใหม่ของปปง.หรือไม่นั้นนายกมลสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ 28 มูลฐาน โดยหากพบว่าเป็นการทุจริตหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมาย ปปง.ได้ ทั้งนี้ นายกมลสิษฐ์กล่าวอีกว่าปปง.มีอำนาจดำเนินการด้านการยึดหรืออายัดทรัพย์สินทางแพ่ง โดยมุ่งติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าว หากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบุคคลหรือจุดใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการตรวจสอบและติดตามทรัพย์ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

‘ไชยชนก’ ลั่นปรับ ครม.ยึดผลงาน ไม่ได้ยึดเวลา 1 ปี ชี้ใครทำไม่ได้ก็ต้องปรับออก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 22:06 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ยังควรเป็นกรอบเวลา 1 ปีเหมือนที่เคยระบุไว้หรือไม่ ว่า ที่บอกไว้ว่า 1 ปีก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นเวลาที่ทุกคนได้สร้างผลงาน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่า 1 ปีต้องปรับหรือไม่ปรับ ซึ่งจริง ๆ แล้วตนรวมถึงรัฐมนตรีทุกคนถูกประเมินอยู่แล้ว ทุกคนมีอำนาจ หน้าที่รับผิดชอบกับประชาชน ประเทศไทยเองมีหลายโอกาสหลายวิกฤติที่ต้องรับมือ หากใครก็ตามที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือสร้างผลงานไม่ได้มันก็ต้องเปลี่ยน เพราะเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ แต่การตัดสินใจอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่า ทุกคนทำอย่างเต็มที่และถูกประเมินไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าเกณฑ์การปรับ ครม.ต้องเป็นเรื่องงานใช่ไหม นายไชยชนก ย้ำว่าต้องเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว ต้องให้เรื่องงานเป็นหลักไม่มีเรื่องอื่นอยู่แล้ว

ส่วนกระแสข่าวของพรรคการเมืองสีเขียว พรรคการเมืองสีแดง จะกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่นั้น นายไชยชนก มองว่าไม่ได้กระทบ และคิดว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมาก ๆ แม้ประสบการณ์การเมืองของตนจะน้อย แต่เท่าที่สังเกตมาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดรัฐบาลหนึ่งที่เคยได้สัมผัสมา

พร้อมระบุว่า กระแสข่าวก็เป็นเรื่องปกติ ยิ่งเป็นช่วงใกล้เวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่หากถามถึงภายในยืนยันว่าไม่ได้สะทกสะท้านหรือสั่นคลอนใด ๆ

เมื่อถามว่า สิ่งที่รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยโดนโจมตีและขณะนี้ คือคดีฮั้ว สว.และคดีเขากระโดง ที่อาจจะทำให้ประชาชนหมดศรัทธา จะมีแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นหรือไม่ นายไชนชนก กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเมื่อประกอบกับจังหวะที่มาก็จะเป็นรูปที่ต้องการดิสเครดิตทางการเมือง

นายไชนชนก ยังระบุถึงสิ่งจะทำอย่างไรต่อนั้น คือต้องทำงานให้เต็มที่ และชี้แจ้ง นำทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันทั้งสองเรื่องได้ดำเนินการไปอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นใหม่ แต่คิดว่าเป็นแผนการ (Strategy) ของฝ่ายที่จะจุดประเด็น

”สำหรับผมสะท้อนด้วยซ้ำว่ารัฐบาลมีผลงานพอสมควร จึงเป็นเหตุที่ต้องหยิบผลงานเรื่องเก่าเข้ามาเพื่อดิสเครดิตในช่วงนี้“

ปรับครมไชยชนก ชิดชอบ

ยังน่าห่วง! ยศชนัน-สุริยะ รุดลงพื้นที่เมืองน่าน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 21:51 น.

ยังน่าห่วง! ยศชนัน-สุริยะ รุดลงพื้นที่เมืองน่าน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังมีฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปัว ซึ่งได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำปัวและลำน้ำขว้างอย่างรวดเร็ว

โดยล่าสุดวันนี้ (19 สิงหาคม 2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา นายเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) และคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อกำหนดแนวทางรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 พบว่า ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงในพื้นที่อำเภอปัวสูงถึง 277.6 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำน่าน แม่น้ำปัว แม่น้ำย่าง และแม่น้ำขว้าง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันพบพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข และอำเภอท่าวังผา โดยมีระดับน้ำท่วมประมาณ 0.50–1.20 เมตร

โดยกรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 ได้เร่งนำเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำเข้าประจำพื้นที่เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับกรมชลประทานและโครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายสุริยะ กล่าวว่า ล่าสุดขณะนี้จังหวัดน่านยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานคาดว่า​ ปริมาตรน้ำสูงสุดจะมาถึงพื้นที่เมืองน่านหลังเที่ยงคืนนี้ และจะทยอยลดลงหากไม่มีฝนตกเพิ่ม แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์น้ำ จึงสั่งกรมชลประทานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมืองน่าน ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญของน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ทันที ทั้งการช่วยขนย้ายข้าวของและสัตว์เลี้ยง ลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนเตรียมเสบียงสำหรับปศุสัตว์ ยาและเวชภัณฑ์ พร้อมกำชับหน่วยงานในสังกัดให้เตรียมความพร้อม สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรได้ตามสถานการณ์

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ล่าสุดสถานีวัดน้ำที่ต้องเฝ้าระวังขณะนี้ ได้แก่ สถานี N.64 บ้านผาขวาง อำเภอเมืองน่าน สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมืองน่าน และสถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว ซึ่งมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยมวลน้ำจากอำเภอปัวจะใช้เวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมงไหลถึงสถานี N.1 ขณะที่สถานี N.13A บ้านบุญนาค อำเภอเวียงสา มีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สำหรับทิศทางของน้ำ หลังไหลผ่านพื้นที่เมืองน่านจะไหลต่อไปยังอำเภอเวียงสา ก่อนลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 6,227 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 65.56 ของความจุอ่าง และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 3,275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 34.44 จึงยังมีพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำในช่วงที่เหลือของฤดูฝน รวมถึงมวลน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดน่าน

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 11 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา พร้อมระดมรถแบคโฮและรถบรรทุกเทท้ายรวม 7 คัน เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางน้ำและบริเวณคอสะพาน รวมทั้งประสานจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเตรียมรับมือและลดผลกระทบต่อประชาชน

กรมชลประทานขอให้ประชาชนในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำน้ำ และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติม

น่านน้ำท่วมน่าน

เงิบหนัก! ไอซ์ รักชนก หน้าแหก หลังแซะเพจดัง’ง่าว’ เจอสวนใครกันแน่! ปมTH-AI Passport เปิดลงทะเบียนวันนี้ ไม่ใช่ 31 ส.ค.

19 สิงหาคม 2569 เวลา 21:22 น.

เงิบหนัก! ไอซ์ รักชนก หน้าแหก เพจดังแซะ ใครง่าวกันแน่ ปมTH-AI Passport เปิดลงทะเบียนวันนี้ ไม่ใช่ 31 ส.ค.

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพย้อนคำพูดของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเคยประกาศไว้ว่า หากโครงการ TH-AI Passport เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อใด จะนำเรื่องยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ทันที พร้อมเขียนข้อความถามว่า “ยื่นเลยวันนี้”

ซึ่งทาง ไอซ์ รักชนก ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับใต้โพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่า “เค้าเปิดรับลงทะเบียนจริง วันที่ 31 สิงหาคม ง่าว” อย่างไรก็ตาม ทางเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพสวนกลับทันที โดยมีข้อความว่า TH-AI passport เปิดลงทะเบียนวันนี้(19ส.ค.69)

โดยทางเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ยังโพสต์ข้อความในเพจอีกว่า แต่ข่าวทุกสำนักยืนยันตรงกันหมดว่า19 ส.ค. = เปิดลงทะเบียน
31 ส.ค. = วันที่พร้อมใช้งาน

คนละวันคนละขั้นตอนเลยค่ะ
ตกลงใครง่าวกันแน่คะ ?

โสภณตรวจสภาฯ พบห้องว่างไร้ประโยชน์เพียบ จ่อปรับปรุงให้ใช้งานได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

‘โสภณ’ หนีบ ‘มงคล’ ตรวจสภาฯพบห้องว่างไร้ประโยชน์เพียบ เตรียมปรับปรุงให้ใช้งานได้ – เล็งใช้พื้นจัดถนนคนเดินหน้าสภาฯ ชี้ ‘ศาลาแก้ว’ ต้องใช้รับแขกบ้านแขกเมือง – จัดนิทรรศการ เป็นแลนด์มาร์ค รับยังไม่มีงบปรับปรุง หลังหมดประกัน จนต้องตัดต้นไม้เอง – ใช้จิตอาสาช่วย ลั่นไม่ใช่สายมู แต่ถือการกระทำ

19ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา พร้อมคณะเดินตรวจอาคารรัฐสภา หลังหมดประกันซึ่งภาระการซ่อมแซมและปรับปรุง จะตกมาอยู่ในความดูแลของรัฐสภา โดยนายโสภณได้เดินตรวจห้องที่ไม่ได้ใช้งาน จากนั้นเดินไปดูศาลาแก้ว ซึ่งยังไม่เคยมีการเปิดใช้งานแม้แต่ครั้งเดียว จนทำให้มีสภาพทรุดโทรม

โดยนายโสภณ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการที่เดินดูในครั้งนี้ มีส่วนที่ต้องปรับปรุงเยอะมาก โดยมีห้องว่างที่ไม่ได้งาน ซึ่งต้องมาดูว่าจะนำไปใช้งานอย่างไรให้มีประโยชน์ บางห้องตั้งแต่สร้างยังไม่เคยเปิดเข้าไปใช้รวมถึงศาลาแก้วต้องดูว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ไม่ใช่สร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์แต่ต้องให้เกิดประโยชน์ สร้างศาลาแก้วโดยการเอาไม้มาตากแดดแบบนี้ทำให้ดูแลยาก และยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะใช้ ฉะนั้นเราต้องมาศึกษาว่าเมื่อสร้างแล้วก็ต้องใช้ประโยชน์ให้ได้จริง ๆ

“เรากำลังทำสภานี้ให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ฉะนั้นก็ต้องทำให้สมกับหน้าตา เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เราไปต่างประเทศก็จะมอง 2 อย่างคือทำเนียบและสภา ซึ่งสภาของเราที่ตั้งสวยมากติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้า ท่าเรือ ฉะนั้นตรงนี้ต้องเป็นแลนด์มาร์ค” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามว่าหมดประกันแล้วจะใช้งบประมาณส่วนไหนมาปรับปรุง นายโสภณ กล่าวว่า ไม่มี กำลังคิดอยู่เลยต้องอาศัยประธานขึ้นตัดต้นไม้เอง และพาข้าราชการ Big cleaning ทุกเดือน ซึ่งในยุคของตนถือว่าผู้บริหารมีหน้าที่แก้ไขปัญหา ถ้าเรามานั่งทับปัญหาอยู่มันก็ง่าย ถ้ามาแก้ปัญหามันก็ยาก นี่คือการแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และได้ใช้สภาอย่างที่ต้องการ อย่างศาลาแก้วเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องใช้รับแขกบ้านแขกเมือง หรือเป็นที่จัดนิทรรศการเพื่อให้คนมาดู ถ้าสร้างแล้วไม่มีคนมาดูจะสร้างทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังคิดปรับอยู่ ขอเวลาเพราะจะให้เสร็จภายในวันเดียวคงไม่ได้ แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ไม่ใช่ตนมายกตัวเอง แต่เรามาขันน็อตต่าง ๆ เยอะมาก รวมถึงการชักชวนหน่วยงานอื่นให้เข้ามาใช้พื้นที่ และนอกจากนี้ยังจะเปิดเป็นเนอสเซอรี่ให้ลูกข้าราชการเข้ามาใช้ได้หรือไม่เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา ตนจึงได้พูดคุยกับผู้ว่ากทม. ว่าจะทำอย่างไร เพราะเรามีอาคารทางผู้ว่า กทม. มีงบประมาณให้มาดูแลเรื่องการศึกษาและคน

เมื่อถามว่า จะมีการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเช่าห้องเพื่อจัดสัมมนาหารายได้ให้กับสภาหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องไปดูระเบียบว่าสามารถทำได้หรือไม่ ดีกว่าปล่อยให้โทรมไปตามกาลเวลา สภาจะได้คึกคัก มีการเชิญชวนหน่วยงานราชการ เข้ามาใช้อยู่แล้ว เพราะเราบริการสมาชิกไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ให้มาจัดกิจกรรมทุกเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภาคิดว่าจะให้จัดถนนคนเดิน โดยรอให้รถไฟฟ้าสร้างเสร็จก่อน แต่จะเสร็จทันในสมัยตนหรือไม่ก็ขอให้ทุกคน ช่วยกันให้พวกตนอยู่นาน ๆ ทั้งนี้ตนถือเรื่องการกระทำไม่ใช่สายมูจะมาบอกว่า ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้เจริญไม่ใช่

สภาโสภณ

ยศชนัน ปักหลักน่าน บัญชาการรับมือน้ำท่วม สั่งลุย 6 มาตรการช่วยประชาชน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 19:26 น.

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

วันนี้ (19 ส.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เดินทางถึงจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มจังหวัดน่าน ร่วมกับนายเจเศรษฐ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เพื่อบัญชาการและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดน่าน และใกล้เคียง เมื่อเดินทางมาถึง ได้รับฟังรายงานสถานการณ์ล่าสุดจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และหน่วยราชการในพื้นที่

ซึ่งก่อนหน้าลงพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้สั่งการด่วนในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พะเยา และลำพูน เพื่อรับมือสภาวะน้ำท่วมฉับพลันอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนด 8 มาตรการปฏิบัติการจริงที่ครอบคลุมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างแม่นยำผ่านระบบ Cell Broadcast, การสแตนด์บายกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อพร้อมอพยพและส่งเสบียงทันที, การตั้งศูนย์บัญชาการและศูนย์พักพิงที่เน้นเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ไปจนถึงร่วมกับหน่วยงานกระทรวง อว. ในพื้นที่ เพื่อช่วยขนย้าย ทำความสะอาด และเร่งทำบัญชีจ่ายเงินเยียวยาทันทีหลังน้ำลด เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานได้จริง สอดประสานกัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้รวดเร็วที่สุด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

จากนั้น ได้ลงพื้นที่ อ.ปัว ทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยหนักที่สุดอีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน โดยลงพื้นที่ใน อ.ปัว ทั้งหมด 3 จุด จุดแรกคือบริเวณหน้าปั๊ม ปตท. อ.ปัว ซึ่งเป็นจุดที่ถนนขาดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก จุดที่สอง คือพื้นที่ศูนย์อพยพ วัดปรางค์ อ.ปัว ซึ่งมีประชาชนผู้ประสบภัยอพยพพักพิงและรอการช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ และอาสาสมัครจิตอาสาจากหน่วยงานต่างๆ

ระหว่างลงพื้นที่จุดที่สองนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินพบปะเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้นำรถบรรทุกน้ำมาฉีดล้างทำความสะอาดไล่ดินโคลนที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือน และให้เตรียมแผนซ่อมแซมฟื้นฟูทันทีหลังสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลอดจนได้มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชุมชนปรางค์ นอกจากนี้ ยังได้แสดงความห่วงใยและให้ประชาชนเฝ้าระวังและรอฟังการแจ้งเตือนเรื่องระดับน้ำอย่างใกล้ชิด และย้ำอีกว่าหากคืนนี้มีฝนตกเพิ่มเติม ขอให้รีบอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ต่อมาได้เดินทางไปยังจุดที่สาม ณ ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า ที่ว่าการอำเภอปัว เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า – ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนสถานการณ์รุนแรง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีเวลาเตรียมตัวและอพยพได้อย่างทันท่วงที

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

2. เร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน – เน้นย้ำเป้าหมายสูงสุดคือ “การรักษาชีวิตของทุกคน“ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน พร้อมทั้งเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วที่สุด

3. จัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ประสบภัย – สั่งการให้ตั้งโรงครัวตามจุดพักพิงต่างๆ ทั่วพื้นที่ประสบภัย โดย กองทัพบก (ทบ.) ตั้งโรงครัวพระราชทาน เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ชุด องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน (อบจ.น่าน) เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

4. เฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง – สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและเฝ้าระวังระดับน้ำในจุดสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากระดับน้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น

5. เยียวยาผู้ประสบภัย – สั่งการให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประสบภัยและครอบครัวผู้เสียชีวิต

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

6. เตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย – สั่งการให้เตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุกน้ำ รถตัก เพื่อฉีดล้างทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเครื่องจักรกลหนักสำหรับเคลียร์เส้นทางที่ถูกปิดกั้นจากดินโคลนและเศษซาก เพื่อเปิดเส้นทางสัญจรและพร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในกรณีจำเป็นอื่นๆ

สำหรับสถานการณ์น้ำในคืนนี้ มีจุดที่น่าเป็นห่วงคือ อ.ท่าวังผา และ อ.ภูเพียง โดยให้มีการแจ้งเตือน และอพยพคนออกจากพื้นที่ โดยรองนายกฯ จะอยู่บัญชาการตลอดคืน ส่วนทางอำเภอเมือง สั่งการให้มีการนำกระสอบทรายปิดจุดที่เป็นช่องว่าง และในส่วนที่เป็นจุดเปราะบางเช่นโรงพยาบาล ได้มีการเสริมการป้องกัน และเตรียมเครื่องปั่นไฟให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงพยาบาลได้อย่างน้อย 3 วัน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงประสบภัยในพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังสถานการณ์และภัยที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เตรียมแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเร่งด่วนทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ทั้งนี้ คณะของรองนายกฯ ยศชนัน จะพักค้างคืนที่จังหวัดน่าน เพื่อบัญชาการและคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

น่านน้ำท่วมภาคเหนือยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ไอซ์ รักชนก โดนอีกคดี! ศาลรับคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่น ปมแชร์โพสต์เบอร์รี่ฟินแลนด์ 36 ล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:56 น.

ไอซ์ รักชนก ตกเป็นจำเลยอีกคดี หลังศาลประทับฟ้องที่เสี่ยเฮ้ง”ฟ้องหมิ่นฯ ปมแชร์โพสต์ กินหัวคิวแรงงาน 36ล้านเก็บลูกเบอร์รี่ ที่ฟินแลนด์ ศาลนัดสอบ คำให้การ 5 ต.ค.นี้บ่าย

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาฯ

กรณีที่น.ส.รักชนกแชร์โพสต์ของ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ (บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record) นำเสนอปมเจ้าหน้าที่และนักการเมืองไทยเรียกรับสินบนจากบริษัทจัดการแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยใช้แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก บัญชีชื่อรักชนก ศรีนอก มีผู้ติดตาม 1. 7 ล้านคน เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 จำเลยโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กบัญชีของจำเลยว่า”บ้าหน่า พี่เค้าคนดี ไอซ์ไม่เชื่อ คนชลบุรีก็ไม่เชื่อ” พร้อมกับแชร์ข้อความบัญชีเฟซ บุ๊ก ชื่อ Hathairat Phaholtap ว่า “สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ ส.ส.เขต 1 ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ถูก DSIกล่าวหาว่า รับสินบนจากบ.เบอร์รี่ฟินแลนด์มูลค่า 36 ล้าน อ่านต่อในคอมเมนต์” และพิมพ์ข้อความในช่องแสดงความคิดเห็นว่า “เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36ล้าน พร้อมบทสนทนาจากแชตไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทั่งมีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง2 คน และอดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงแรงงาน 2คน เเละข้อความอื่นๆซึ่งลเวนเป็นเท็จ

โดยมีบุคคลทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อข้อความดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าโจทก์เป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต อันมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามว่าโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และดำรงตำแหน่ง รมว.เเรงงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ รับสินบนและเรียกเก็บค่าหัวคิวจำนวน 36 ล้านบาท และกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดีกับโจทก์ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์มิได้เรียกหรือเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงาน และมิได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ป.ป.ช.ดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ทำให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นและอ่านข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและรับสินบน คดโจทก์ฟ้อวมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันวันนัดสืบพยาน วันที่ 5 ต.ค.นี้เวลา 13.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ น.ส.รักชนก ถูก นายสุชาติ ฟ้องหลายคดี เช่น

1.กรณีกล่าวหาตึกsky 9 โดยศาลอาญารัชดา นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ช่วงเดือน พ.ย. 2569

2.กรณีโพสต์กล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง มีการไกล่เกลี่ยซึ่งนายสุชาติถอนฟ้อง

นอกจากนี้ยังมีคดีที่ สน.ทองหล่อ ที่นายสุชาติมิบิำนาจให้ทนายความแจ้งความดำนเนิคดี 2 คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีโพสต์กล่าวหานายสุชาติ ทุจริตรับสินบน กรณีตึก SKYY 9 และ ส่งคนงานไปเก็บผลไม้เบอรี่ที่ประเทศฟินแลนด์ รวมถึงคดีที่ น.ส.รักชนกโพสต์เเชร์ ผลโพล ภาคเอกชน กรธ. ที่ระบุว่า ผลตัวอย่างงานวิจัย กรมควบคุมมลพิษ ทุจริตอันดับ 1 พร้อมเขียนข้อความทำให้นายสุชาติฯได้รับความเสียหาย .

สุชาติ ชมกลิ่นไอซ์ รักชนก

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:44 น.

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำสังคมสงสัยใครได้รับประโยชน์หรือไม่ แนะ ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด หลังได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือเพียงราว 8 ปี 3 เดือน รวมคุมขังจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือนว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษมีปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายครั้งที่นักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือถูกจำคุกหลายสิบปี แต่ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปี และได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด นอกจากนี้ มักบังเอิญว่า บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการปล่อยตัวมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม หรือเคยเป็นนักการเมือง มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งสังคมกังขามาตลอดว่า มีการใช้ช่องโหว่เรื่องอายุ เรื่องสุขภาพ และพฤติกรรม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้ลดโทษโดยเร็วหรือไม่ รวมถึงกระบวนการกลั่นกรองที่มีปัญหา ไม่รอบคอบ จนหลายๆ ครั้ง หลายคนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกทั้งที่เพิ่งออกมา อย่างเหตุการณ์ฆาตกรรม 5 ศพ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเองก็ออกมายอมรับเองว่ามีความผิดพลาด รวมทั้งให้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า กรณีของเล่าต๋า แสนลี่ มีการพิจารณาชั้นนักโทษชั้นเยี่ยมประกอบกับการได้สิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษไวกว่าคดีทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า กรมราชทัณฑ์ขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษของคดีอุกฉกรรจ์ออกจากเกณฑ์อภัยโทษในคดีปกติ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพราะผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการค้ายารายใหญ่สามารถหลบหลีกการรับโทษจริง หรือได้รับโทษเพียงเล็กน้อยโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ และหากกระทำผิดซ้ำ ใครจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดจากการอภัยโทษในครั้งนี้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า กรมราชทัณฑ์อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอภัยโทษของนักโทษในคดีร้ายแรง และอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ มีการปล่อยตัวง่ายๆ แบบนี้ รวมทั้งในขั้นตอนที่มีการเสนอชื่อขออภัยโทษดังกล่าว มีการระบุว่า เป็นนักโทษชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันมา ทำให้สังคมสงสัยได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยในเรื่องดังกล่าวเพราะเครือข่ายยาเสพติดนั้น มีเงินมหาศาล แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีการยึดทรัพย์ แต่คำถามคือ ยึดทรัพย์แค่ไหน

นายสุรเดช กล่าวตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบครั้งใหญ่และโดยทันที ตนขอเสนอเรื่องต้องยกเว้นหรือกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีในส่วนของผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ไม่ให้สามารถได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลาที่ได้รับโทษจริงที่สั้นเกินไป นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในอดีตมากกว่า ไม่ใช่แต่เพียงพิจารณาแค่เพียงพฤติการณ์ของนักโทษว่า ไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดทางวินัยในเรือนจำเท่านั้น ที่สำคัญควรมีการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม

นายกพอใจเยือนออสเตรเลีย กวาดลงทุน วิน-วิน ชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯ 2.3 แสนล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนออสซีกวาดลงทุน “วิน-วิน” พอใจ 2 เด้งชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯในออสเตรเลีย 2.3 แสนล้านบาท ลั่นแรงงานยุคใหม่ขายฝีมือ ย้ำจุดยืนฟันเด็ดขาดแก๊งค้ายาข้ามชาติ นายกฯออสซี่ไม่ติดใจแอร์สาวขนยาเสพติด

รัฐบาลไทยกางผลงานชิ้นโบแดงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การยกระดับแรงงาน รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ นะหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Seevice ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว

โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย คือการขับเคลื่อนให้เกิด การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ “วิน-วิน” (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ไผู้ด้หารือกัอกับนายกรีฐมนตรอิสเตรเลียได้รับทราบปัญหาและมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี” ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพและสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น”

สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รฐีบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

อนุทิน ชาญวีรกูลออสเตรเลีย