กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ปมพิพาท วัดป่าอดุลยาราม เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาสัปดาห์หน้า

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:35 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น’ รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย เจาะปม ‘โฉนด-ปิดทางเข้าวัด-แอบอ้างเบื้องสูง’ เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ รองประธานกรรมาธิการฯ นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษากรรมาธิการฯ นายปัญญา ชวนบุญ นายสมศักดิ์ บุญประชม และนายกรณ์ มีดี กรรมาธิการฯ พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและคณะสงฆ์ เพื่อติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

การประชุมมี นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด นายอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และตำรวจ เข้าร่วมให้ข้อมูล ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต จึงมอบหมายทนายความและไวยาวัจกรวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการปิดทางเข้า-ออกวัด ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทราบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ตลอดจนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง และกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะปมโฉนดที่ดินวัด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ จะประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ถือว่าได้รับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และจะเร่งนำเรื่องกลับไปพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามกฎหมาย รวมถึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด ตลอดจนภาระภาษีจากการยกที่ดินถวายวัด โดยจะนำกรณี “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางป้องกันปัญหาในภาพรวม

จากนั้นช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากรองเจ้าอาวาส ก่อนรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และได้เดินทางไปยังวัดป่าแสงอรุณ เพื่อกราบสรีระพระพรหมวชิรดิลก ซึ่งละสังขาร เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

กมธ.ศาสนาวัดป่าอดุลยาราม

นายกฯ หนุน TH-AI Passport ยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า มั่นใจ ไชยชนก ชี้แจงเรื่องนี้ได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น.

“อนุทิน” หนุน “TH-AI Passport” ช่วยยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า ให้ดูจำนวนคนลงทะเบียน รัฐบาลเร่งอัพสกิล-รีสกิล แก้ปัญหา AI แย่งงาน มั่นใจ “ไชยชนก” ชี้แจงเรื่องนี้ได้หากถูกอภิปรายในสภา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สัมภาษณ์ ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรกแต่เป็นการต่อยอด และปรับปรุงมาจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้ได้นำมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้โครงการล่าช้าไปประมาณเดือนเศษ เนื่องจากมีการเจรจาขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน ที่ผ่านมานายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการปรับปรุงทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และท้ายที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ แม้ว่าจะล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ต่ออนาคตของแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายการ อัพสกิลและรีสกิล(Upskill-Reskill) เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

นายอนุทินยังได้ตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่าโครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยี AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานของไทยในอนาคต

นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องนี้คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเอง คือหากรัฐบาลไม่ทำเรื่องอัพสกิลและรีสกิลประชาชน สิ่งที่อดีตนายกฯกังวลก็จะเกิดขึ้นจริงโดยในปัจจุบันแรงงานไม่ได้หมายถึงผู้ใช้กำลังเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั่วไปที่ใช้ “แรงงานสมอง” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่นายทักษิณกังวล เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากที่สุดและลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่โลกใบนี้มีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา นายอนุทินกล่าวด้วยว่ารัฐบาลยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาหากมีการตั้งข้อสงสัยหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในเรื่องนี้ และมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายเรื่องนี้จริงนายไชยชนกจะสามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้

TH-AI Passportรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลไชยชนก

‘ดร.ณัฏฐ์’ สวนกลับ ‘สส.เต้’ อย่าให้แฉพฤติกรรม ท้าดีเบตออกสื่อ ถ้าแพ้ต้องลาออก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

ดร.ณัฏฐ์

วันที่ 19 ส.ค.69 สืบเนื่องจากนายภัณฑิล น่วมเจิม หรือนายเต้ สส.พรรคประชาชน กทม. แถลงปม พยาน ฝ่าย กกต.ในคดีบัตรเลือกตั้ง ทำให้ องค์กร กกต.ลดความน่าเชื่อถือ นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน โต้กลับทันควันว่า นายภัณฑิล น่วมเจิม หรือนายเต้ สส.พรรคประชาชน กทม.เขต 4 ไม่รู้ว่า พี่น้องประชาชนเลือกมาเป็นตัวแทนได้อย่างไร อยากให้ พี่น้องประชาชนช่วยสั่งสอนในการเลือกตั้ง สส.ครั้งหน้าให้หน่อย

ดร.ณัฏฐ์

ผมต้องเรียนต่อพี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทางบ้านว่า พยานผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าด้านใด ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ

ตนเรียนจบกฎหมาย จบเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกสาขาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือด้านกฎหมายและด้านรับศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลสายสถาบัน ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน มีลูกศิษย์มากมาย

ตนศึกษาและเขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.โดยตรง โดยสมัยเป็นนักศึกษากฎหมายปริญญาเอกกฎหมาย ลงภาคสนามในต่างประทศ ดู กกต.วในต่างประเทศ จัดการเลือกดตั้ง สส. ทำให้รู้ว่า บาร์โค้ดและคิดวอาร์โค้ดในประเทศตะวันตก เขามีพัฒนาการก่อนประเทศไทยเข้าสู่จากยุคอนาล็อก สู่ยุดดิจิทัล ต้องไปดูว่า ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการาเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง กกต.สามารถกระทำได้หรือไม่ ตรวจสอบย้อนกลับไปละเมิดสิทธิผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ กระบบวนการเลือกตั้ง สส.ของ กตต.ในต่างประเทศภาคพื้นยุโรป อาทิ เยอรมัน อังกกฤษ สก็อตแลนด์ เนเธิแลนด์ เบลเยี่ยมและประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ เป็นต้น

ถามว่า นายต้า หรือนายภัณฑิล น่วมเจิม คุณเรียนจบอะไรมา ปัดโธ่ อย่าให้ผมขุดประวัติแฉคุณนะ จะไม่มีที่ยืนในสังคม สส.พรรคนี้บางคน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศเสียด้วย คุณแค่มีประสบการณ์เด็กๆ ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก ทำอะไรให้กับสังคมมาบ้าง แค่ อนุ กมธ.การเงิน การคลัง เป็นแค่สามล้อถูกหวยได้เป็น สส. ครั้งหน้า ตนขอฝากพี่น้องประชาชนว่า อย่าไปเลือกนายต้า มาเป็นตัวแทนอีกนะ ไม่มีผลงานอะไรเลย

เต้ ภัณทิล

ส่วนประเด็น พยานผู้เชี่ยวชาญในศาล รธน. เขาวัดกันที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ เท่านั้น หาก กกต.เชิญตน ลองพิจารณาดูก่อน เพราะ ที่ประชุมใหญ่ กกต.มีมติให้ตนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง ในฐานะนักวิชาการ แล้วคุณจะมาห้ามผมได่อย่างไร ตนเคยให้ถ้อยคำและลงนามไว้แล้ว จะทำเพื่อประเทศชาติ มันผิดตรงไหน ส่วน กกต.จะอ้างเป็นพยานหรือไม่ ตนไม่อาจยืนยันได้เพราะตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้ ไม่มีเวลาไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน เน้นทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่เสียเวลาและไม่ให้ราคาคุณกับคนอย่างคุณ เพราะตนไม่รู้จัก มาดีเบตเรื่องบัตรเลือกตั้งกันไหม นัดผ่านสื่อมาเลยช่องไหน ถ่ายทอดสด หากคุณดีเบตสู้ไม่ได้ คุณต้องลาออกจาก สส.นะ อยู่ไปเสียงบประมาณภาษีประชาชน

ต้องถามว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า ผมเป็นพยานให้ กกต. เพราะคุณไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและใม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในศาลรัฐธรรมนูญ อย่าเพิ่งคาดคะเน เพราะคุณอย่าไปชี้นำศาล จะติดคุกฐานละเมิดอำนาจศาลป่าวๆ ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้คุ้มค่าเงินเดือน สส.ภาษีประชาชนจะดีกว่า ก่อนจะกล่าวหาใคร ให้หันดูตัวเองก่อนนะ อย่าให้แฉ ผมมีข้อมูลของคุณอยู่ในมือ ฝากพี่น้องประชาชน ช่วยแชร์ถึงนายต้า สส.ปชน.เขต 4 กทม.ด้วย

หากตนได้รับเชิญให้ไปเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล หากศาล รธน.มีหมายเรียก ตนจะให้ความร่วมมือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ประเทศชาติย่อมได้ประโยชน์

แต่ต้องดูก่อน เพราะเปิดอาณาจักรธุรกิจครบวงจรลงทุนในเมกะโปรเจคหลายหมื่นล้านร่วมทุนกับเพื่อนนักธุรกิจภาคพื้นยุโรปสัญชาติอเมริกันในไทย เพิ่งเปิดตัวยิ่งใหญ่ที่โรงแรมอัศวิน แกรน์คอนเวนชั่น หลักสี่ ในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตนดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือกลุ่ม AG ทั้งหมด 27 บริษัท โดยตนถือหุ้นใหญ่ ไม่แน่ใจว่า จะมีเหตุขัดข้องไม่อาจไปเบิกความหรือไม่

เพราะต้องดูแล บจ.AURELIAN GROUP องค์กรขนาดใหญ่ ต้องกำกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนลงทุนทางธุรกิจเมกะโปรเจคทั้งหมด มีอำนาจตัดสินใจแต่ผู้เดียวในการเงิน โดยคุณมดแดง นางสาวชัชชลัยย์ ยุ้นพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร(CEO) ขับเคลื่อนองค์กร บจ.AURELIAN GROUP โดยดูแลทรัพยากรบุคคลและขับเคลือนนโยบาย

นายต้า คุณไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย อยากแนะนำว่า คุณอย่าหิวแสง ประชาชนเขาไม่รู้จักคุณ หากคุณละเมิดกฎหมาย ผมจะมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินคดีอาญากับนายต้า ให้เป็นตัวอย่าง และขอให้ ปปช.ไต่สวนข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เหมือนกับ สส.หญิงรายหนึ่งที่ถูกพิมพ์มือประวัติอาชญากรที่ สน.ทองหล่อ ที่ผ่านมา ผมไม่รู้จักและไม่ให้ราคา

ส่วน ที่นายต้า เอ่ยถึงชื่อ ท่านฐิติเชษฐ์ นุชนาฎ กกต. คุณพูดเอง เออเอง ทำให้สังคมสับสน ตนอยู่ภาคเอกชน เป็นนักธุรกิจ มีเพื่อนทุกวงการจำนวนมาก แทบทุกองค์กร ถามว่า มีกฎหมายห้ามไหมว่า ห้ามรู่จักกัน ปัดโธ่ สำหรับตนไม่มีพรรค มีแต่พวก เพราะใม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หากพี่น้องสื่อมวลชน มาถามความเห็น ตนต้องให้ความรู้ในฐานะนักวิชาการกฎหมายมหาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ตนจะสอนมวยให้ กกต.เป็นองค์กรอิสระ มีกฎหมายคุ้มครองและกระทำในรูปแบบคณะกรรมการ คุณเป็น สส.ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจไปแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น หากมีเวลาช่วยไปอ่าน รธน.มาตรา185 ด้วยนะ คุณต้องรับผิดชอบในคำพูดและการะทำของตนเอง สส.ก็ติดคุกได้

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมนักกฎหมายมหาชนพรรคประชาชนภัณฑิล น่วมเจิมสส.

โรม กังขา กรมราชทัณฑ์ ปล่อยตัว เล่าต๋า จี้ ปรับปรุงเกณฑ์พักโทษ-อภัยโทษ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:24 น.

โรม กังขา กรมราชทัณฑ์ ปล่อยตัว เล่าต๋า หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม จี้ ปรับปรุงเกณฑ์พักโทษ-อภัยโทษให้โปร่งใสวัดผลได้จริง

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมราชทัณฑ์ ดำเนินการปล่อยตัวนายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้ต้องขังคดีสำคัญว่า ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้แก่สังคม และไม่ได้ส่งผลดีต่อภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม

ตนมีข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีนี้ 3 ประเด็นหลัก 1.ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้มีฐานะทางเงินทอง จะได้รับสิทธิในการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษในลักษณะเดียวกับกรณีนี้หรือไม่ 2.ทรัพย์สินหรือเงินทองที่อาจจะยังไม่ถูกยึดทั้งหมด จะกลับมาสร้างอิทธิพลบางประการในสังคมหลังจากปล่อยตัวหรือไม่ และ 3.กระบวนการยุติธรรมไทยยังมีพลังมากพอในการลงโทษและปราบปรามอาชญากรรมรายใหญ่หรือไม่ เนื่องจากกรณีนี้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้เกี่ยวข้องในสายธารยุติธรรมทั้งหมด

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์การลงโทษและการพักโทษ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ควรแยกการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ กรณีทั่วไป ที่ต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การประเมินนักโทษชั้นดีต้องวัดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจของบุคคลเพียงอย่างเดียว และ กรณีเฉพาะ อย่างในกรณีของนายเล่าต๋า ตนมองว่าต้องไปตรวจสอบเพิ่มว่ายังมีคดีอื่นที่ยังไม่แล้วเสร็จหรือไม่ แม้เชื่อว่าเจ้าตัวอาจไม่กลับไปสู่วงการเดิมแล้ว แต่หน่วยงานรัฐยังต้องมีมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อเป็นหลักประกันแก่สังคม โดยไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิ์จนเกินสมควรแก่เหตุ

เมื่อถามว่า ในประเด็นการอ้างเงื่อนไขทางกฎหมายเรื่องอายุเกิน 70 ปีนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เข้าใจว่ามีระเบียบรองรับอยู่ แต่ต้องกลับไปดูว่ากฎระเบียบ หรือข้อยกเว้นเหล่านั้นมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในทุกกรณีหรือไม่ ซึ่งต้องมีการพิจารณารายละเอียดเชิงลึกต่อไป

กรมราชทัณฑ์เล่าต๋าแนวหน้าออนไลน์โรม

อนุทิน ประเดิมนายกฯไทยคนแรก เยือนวัดธัมมธโร พบปะชุมชนไทยในแคนเบอร์รา ร่วมปลูกต้น Inspiration

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:21 น.

“อนุทิน” เยือนวัดธัมมธโร ออสเตรเลีย เป็นนายกฯ ไทยคนแรก พบปะชุมชนไทยในแคนเบอร์รา ร่วมปลูกต้น “Inspiration” เป็นที่ระลึก

เมื่อเวลา 15.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ เดินทางเยี่ยมชมวัดธัมมธโร โดยมีนางแอน แอลลี รัฐมนตรีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศและพหุวัฒนธรรม นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ตลอดจนคนไทย มารอต้อนรับทั้งผู้ใหญ่และเด็กมารอต้อนรับ และร่วมถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี

เมื่อเดินทางถึงศาลาสวดมนต์ นายกรัฐมนตรีเข้ากราบนมัสการพระราชสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโร และประธานกรรมการบริหารคณะสงฆ์ธรรมยุตในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (คธอ.) ถวายผ้าไตร เครื่องไทยธรรม และดอกไม้ธูปเทียน

โอกาสนี้ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโรกล่าวอนุโมทนานายกรัฐมนตรีคนที่ 33 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาเยือนวัดนี้ อีกทั้งยังได้ขอบใจนายกรัฐมนตรี ที่ได้ทุ่มเททำงานหนักท่ามกลางวิกฤตปกป้องประเทศชาติ เมื่อดำรงตำแหน่งสูง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกระทบ ไม่มีใครไม่ถูกวิจารณ์ ขอเป็นกำลังใจและอวยพรให้นายกรัฐมนตรี ทำงานเพื่อประเทศชาติตามที่ตั้งใจไว้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาเข้ากราบสักการะพระพุทธอังคีรสจำลอง ซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระเจดีย์ศรีธัมมธโร ภายในอาคารใต้พระมหาธาตุเจดีย์ ก่อนถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นายกรัฐมนตรีและภริยารวมทั้ง รัฐมนตรีด้านกิจการพหุวัฒนธรรมฯ ออสเตรเลียได้ร่วมกันปลูกต้นแมกโนเลีย สายพันธุ์ “Inspiration” เพื่อเป็นที่ระลึกในการเยือนวัดธัมมธโร โดย “Inspiration” หมายถึง แรงบันดาลใจ และเป็นความทรงจำในการมาเยือนครั้งนี้

วัดธัมมธโร เป็นวัดไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในกรุงแคนเบอร์รา ก่อตั้งมาแล้ว 30 ปี และเป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญของชุมชนไทยในออสเตรเลีย

โดยในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมคณะ มีกำหนดเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ โดยมีนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย และภริยา เป็นเจ้าภาพ ณ บ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา

อนุทินออสเตรเลียแคนเบอร์รา

อนุทิน โพสต์ระดม รมต.ลงพื้นที่น้ำท่วมน่านแล้ว ส่งกำลังใจผู้ประสบภัย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:52 น.

อนุทิน โพสต์ระดม รมต.ลงพื้นที่น้ำท่วมน่านแล้ว ส่งกำลังใจผู้ประสบภัย 

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ท่านรองนายกยศชนัน ท่าน รมต สุริยะ ท่าน รมช เจเศรษฐ์ และ ผช รมต ธีระรัตน์(อิ่ม) กำลังเข้าไปในพื้นที่จังหวัดน่าน รัฐบาลได้สั่งการให้ระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ครับ ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนที่จังหวัดน่านทุกคนครับ”

น่านนายกฯน้ำท่วมน้ำป่าไหลหลากปัว

การดี ชี้ เงื่อนไข AIPASS บังคับส่งข้อมูล ประมวลผลต่างประเทศ ขัด TOR ชัดเจน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:45 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์คลิปวีดีโอและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดเผยข้อสังเกตสำคัญภายหลังจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดระบบให้ประชาชนลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์ม AI PASS เป็นวันแรก โดยระบุว่า #จับตา AiPASS ขัด TOR ชัดเจน! หรือกำลังใช้ “ยอดลงทะเบียน” เป็นตัวประกันเพื่อเบิกงบ?

วันนี้ระบบ AiPASS เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ อ้อได้เข้าไปอ่าน “ประกาศความเป็นส่วนตัวและข้อกำหนดการใช้งาน” อย่างละเอียด และพบข้อความหนึ่งที่สำคัญมาก

ในเอกสารระบุไว้ว่า

“แพลตฟอร์มไม่สามารถรับคำสั่ง ประมวลผล และสร้างคำตอบให้แก่ท่านได้ หากปราศจากการส่งต่อข้อมูลไปยังโมเดล AI ที่ท่านเลือกใช้งาน…หากท่านไม่ประสงค์ให้มีการประมวลผลข้อมูลดังกล่าว ท่านจะไม่สามารถใช้บริการได้”

พูดง่ายๆ คือ กระทรวงฯ ยอมรับด้วยเอกสารตัวเองแล้วว่า การส่งข้อมูลของคนไทยไปประมวลผลที่ต่างประเทศ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขบังคับ”

ซึ่งประเด็นนี้ ขัดกับ TOR ข้อ 2.2 อย่างชัดเจน ที่ระบุว่าโครงการนี้จะต้อง “จัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย พร้อมยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายไทยอย่างสูงสุด”

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อสงสัยของฝ่ายค้านอีกต่อไปค่ะ แต่เป็นความจริงที่ปรากฏออกมาแล้ว

อ้อขอย้ำจุดยืนในการตรวจสอบเรื่องนี้ ดังนี้ค่ะ
1.ต้องไม่มีการเบิกจ่ายเงินงวดใดๆ เพิ่มเติม จนกว่าจะมีคำชี้แจงที่ชัดเจนและโปร่งใส ถึงความขัดแย้งระหว่าง TOR กับเงื่อนไขการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง

2.ต้องเปิดเผยรายละเอียดสัญญาที่แก้ไข ซึ่งตอนนี้ทราบว่ามีการแก้ไขสัญญาเสร็จแล้ว แต่กระทรวงฯ ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรูปแบบการจ่ายเงินแบบ Pay per “active user”

3.”ยอดผู้ลงทะเบียน” ไม่ใช่ตัวชี้วัดความคุ้มค่านะคะ และอ้อขอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเลยค่ะว่า ต่อจากนี้จะมีความพยายามนำ “ยอดผู้ลงทะเบียน” มาเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการต่อ ซึ่งยอดผู้ลงทะเบียน ไม่ใช่ตัวชี้วัดความคุ้มค่า

ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังที่สุดเลยก็คือ หน้าต่างลงทะเบียนนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมืออ้างสิทธิ์ว่าเป็น Active User เพื่อให้เกิดการ “จ่ายเงินรายหัวโดยทันที” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ประชาชนอาจจะแค่กดลงทะเบียน แต่ยังไม่ได้มีการใช้งานจริง หรือยังไม่ได้เกิดการพัฒนาทักษะตามวัตถุประสงค์ของโครงการเลยด้วยซ้ำ

ตัวเลขผู้ลงทะเบียน ไม่ใช่คำตอบของการประมวลผลข้อมูล ไม่ใช่คำตอบของการนับ Token และไม่ใช่คำตอบของการจ่าย Pay per use ที่ยังค้างคาอยู่แม้แต่ข้อเดียว และเดาว่าผู้ที่ pre register นี้ จะโดนเหมารวมนับเพื่อจ่ายตังค์แม้ว่าจะไม่มีการใช้งานเลยก็ตาม

ขณะนี้อ้อกำลังรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากกระทรวงฯ ในทุกประเด็นที่เคยตั้งคำถามไว้

และขอยืนยันว่าจะไม่หยุดตรวจสอบเพียงเพราะมีตัวเลขผู้ลงทะเบียนสวยๆ มาอ้างอิง

เพราะหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่การนั่งนับยอดผู้ใช้งาน แต่คือการ “ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงที่สุด” ค่ะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดวิธีลงทะเบียน TH-AI Passport รับสิทธิ์ใช้ AI ระดับโลกฟรี สูงสุด 5 ล้านสิทธิ์

AiPASSTH-AI Passportการดี เลียวไพโรจน์ประชาธิปัตย์

งานเข้า สส.ปชน. ! DSI เร่งสืบสวน-จ่อเรียกแจง ปมถูกกล่าวหาถือหุ้นแทนคนต่างชาติ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงกรณีที่ น.ส.มณฑานี ตันติสุข หรือ นักเขียน เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก โดยการแชร์คลิปรายการข่าว ซึ่งกล่าวพาดพิงถึง สส.พรรคประชาชน ว่า DSI กำลังเตรียมออกหมายเรียกให้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของบริษัทนิติบุคคลแห่งหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต ว่า จากการตรวจสอบพบข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อร้องเรียนที่มีผู้สงสัยว่าบุคคลซึ่งเป็น สส.สังกัดพรรคประชาชน กระทำผิดกฎหมายนอมินีในพื้นที่ จ.ภูเก็ต กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงตั้งเรื่องไว้เพื่อสืบสวนสอบสวน ซึ่งการสอบสวนก็จะต้องเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือถูกพาดพิงเข้ามาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง พร้อมนำเอกสารทั้งหมดมาชี้แจง ว่าเจ้าตัวได้ถือหุ้นแทนบุคคลต่างชาติหรือไม่ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้

พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยอีกว่า สำหรับกระ บวนการของกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือการสืบสวน กรณีที่มีคำร้องขอ หรือพบข้อมูลการกล่าวหาที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดในคดีพิเศษเกิดขึ้น ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะไม่ได้รับคำร้องทุกข์ และสอบสวนทันที เพราะภายใต้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 การรับเป็นคดีพิเศษจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย และกรณีนี้ยังเป็นขั้นตอนของการสืบสวนอยู่ แต่หากสืบสวนสอบสวนแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในเงื่อนไข ก็จะรับไว้เป็นคดีพิเศษเพื่อสืบสวนสอบสวนต่อ โดยหากพบว่าเป็นคดีความผิดทางอาญา แต่ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะสอบสวนได้ ทางกรมฯ ก็จะส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการ

DSI,กรมสอบสวนคดีพิเศษ,มณฑานีตันติสุข,พรรคประชาชน,นอมินี,

นายกฯเตรียมขึ้นเรือ รล.จักรีนฤเบศร ย้ำ’รล.ภูมิพลฯ’ อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

“นายกฯ” เตรียมตรวจความพร้อมรบ บน ร.ล.จักรีนฤเบศร กลางอ่าวไทย ย้ำ ร.ล.ภูมิพลฯ ที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ร่วมการฝึก ด้าน โฆษก ทร. แจงผลสอบเครื่องยนต์ เสียหาย ยังไม่เสร็จ ชี้ หากสาเหตุเกิดความบกพร่องของคน ต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานคร พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้ากรณีปัญหาเครื่องยนต์เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช หลังตรวจพบความเสียหายตั้งแต่ปี 2567 ว่า ขณะนี้กรมอู่ทหารเรือเตรียมการไว้แล้ว ทันทีที่พร้อมก็จะมีการเรียกเรือหลวงภูมิพล เข้าอู่เพื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ 2 เครื่อง วงเงินประมาณ 490 ล้านบาท ทันที โดยใช้เวลาราว 1-2 เดือน พร้อมกับทดสอบทดลอง ตรวจรับเพื่อให้เรือกลับมาพร้อมปฏิบัติภารกิจโดยเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้ทำโดยช่างของกรมอู่ทหารเรือทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับบริษัทอู่ต่อเรือของเกาหลีใต้ สำหรับเครื่องยนต์ที่จะนำมาเปลี่ยนในครั้งนี้ เป็นเครื่องยนต์ MTU ที่ไทยสั่งซื้อโดยตรงจากเยอรมนี เหมือนกับเครื่องยนต์ชุดแรก

ทั้งนี้ ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากเรือหลวงภูมิพล เดินทางปฏิบัติราชการหลายครั้ง โดยเฉพาะภารกิจต่างประเทศ พบความผิดปกติของอะไหล่จนทำให้เครื่องยนต์หยุดทำงาน (Shutdown) ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด และพบความเสียหายภายในเครื่องยนต์ โดยเมื่อประเมินแนวทางซ่อมบำรุง พบว่าการจัดหาเครื่องยนต์ใหม่มีความเหมาะสมกว่าการซ่อมและใช้งานเครื่องยนต์เดิม จึงนำไปสู่การตั้งงบประมาณจัดซื้อเครื่องยนต์ใหม่ทั้ง 2 เครื่อง โดยกระบวนการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ประเด็นของเรือหลวงภูมิพล จะมีผลต่อการพิจารณาโครงการเรือฟริเกตในอนาคตหรือไม่ โฆษกกองทัพเรือ ยอมรับว่า มีผลกระทบ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีก่อนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ ซึ่งผู้บัญชาการทหารเรือในขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ก็เห็นความจำเป็นของเรื่องนี้จนนำไปสู่การเร่งรัดงบประมาณ การจัดหา จนนำมาสู่การติดตั้ง ทำให้กระบวนการเดิมที่วางแผนไว้อาจจะล่าช้า เพื่อทำให้เรือมีความพร้อมมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายปีแห่งความพร้อมรบ เราพยายามหยิบทุกอย่างที่ไม่พร้อมในกองทัพเรือ มาทำให้พร้อมมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเรือหลวงภูมิพลเรานำมาทบทวน ซึ่งบางส่วนมีผลกระทบต่อการกำหนดทีโออาร์ในโครงการเรือฟริเกตที่จัดหาอยู่ในปัจจุบันด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีก

โฆษกกองทัพเรือ ย้ำอีกว่า เรือหลวงภูมิพล ถือเป็นเรือรบหลัก จึงเร่งรัดกระบวนการจัดหาและซ่อมทำ เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ โดยปัจจุบันระบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas Turbine) ของเรือยังสามารถใช้งานได้ ทำให้เรือยังสามารถออกปฏิบัติภารกิจได้ตามแผน

ส่วนสาเหตุความเสียหาย ผลการตรวจสอบบางส่วนจากกรมอู่ทหารเรือได้นำข้อมูลบทเรียนไปใช้ประกอบการปรับปรุงข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) สำหรับโครงการเรือฟริเกตลำใหม่

ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการออกแบบเรือของบริษัทผู้ต่อเรือจากเกาหลีใต้ กองทัพเรือเห็นว่า ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ พร้อมชี้แจงว่าแบบเรือได้รับการรับรองจากสถาบันจัดชั้นเรือเกาหลี (KR Class) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานการต่อเรือของเกาหลีใต้
ขณะที่กรณีข้อสงสัยเรื่องความผิดพลาดจากมนุษย์ หรือ Human Error กองทัพเรือยืนยันว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยยังมีคณะกรรมการสอบสวนอีกชุดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ หากผลสอบพบว่ามีผู้กระทำผิดจริง จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และพยานหลักฐานประกอบ ไม่สามารถสรุปจากข้อกล่าวอ้างเพียงบางส่วนได้ เพราะหากจะดำเนินการทางละเมิดเพื่อเรียกร้องความเสียหาย จำเป็นต้องมีหลักฐานที่ครบถ้วน

ส่วนข้อสันนิษฐานว่ากำลังพลอาจขาดความชำนาญในการดูแลเครื่องยนต์ กองทัพเรือยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากกำลังพลชุดรับเรือมีการโยกย้ายหมุนเวียน ทำให้องค์ความรู้บางส่วนอาจสูญหายระหว่างการส่งต่อหน้าที่ แต่ต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ส่วนระบบป้องกันระยะประชิดของเรือ Phalanx CIWS ยอมรับ มีการชำรุดบกพร่องจริง หลังจากที่เราได้มีการตรวจรับและมาถึงไทย ซึ่งเดิมยังใช้ได้ แต่มาตรวจพบในช่วงใกล้หมดระยะเวลาประกัน จึงมีการเคลม ซึ่งอุปกรณ์นี้เป็นของสหรัฐฯ ที่มาติดตั้งในเรือเกาหลีฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างซ่อมโดย บริษัท Raytheon ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กองทัพเรือยืนยันว่า เรือหลวงภูมิพลฯ ยังคงใช้งานได้ โดยใช้ระบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส และ ในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดไปตรวจการฝึกความพร้อมรบกองทัพเรือประจำปีครั้งสุดท้าย เรือหลวงภูมิพล ก็ร่วมภารกิจนี้ด้วย

โดยตามกำหนดการ นายกรัฐมนตรี จะนั่งเฮลิคอปเตอร์ จากสนามบินอู่ตะเภาไปลงที่เรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่จอดอยู่กลางอ่าวไทยตอนบน เพื่อชมการฝึกประจำปีงบประมาณ 2569 ของกองทัพเรือ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2569

นายกร.ล.จักรีนฤเบศรร.ล.ภูมิพล

ผอ. JIC ซัดนักลงทุนจีนในกัมพูชา อย่าอ้างรัฐบาลจีน กล่าวหาไทย ยึด-ปล้นทรัพย์สิน ย้ำคุมพื้นที่ตามข้อตกลงหยุดยิง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

19 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย -กัมพูชา (ผอ. JIC) กล่าวถึงกรณีที่มีเจ้าของโรงแรมเฮงฟ่าง พาเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนประจำกัมพูชาลงพื้นที่ และเรียกร้องให้ไทยคืนทรัพย์สิน ทั้งหมดให้ทางนักลงทุนชาวจีนในกัมพูชา ว่า ตนอยากแยกเรื่องนี้ให้ชัด ระหว่าง นักลงทุน รัฐบาลจีน ข้อเท็จจริง เขตแดน แยกส่วนกันอย่านำมาปะปนกัน

ส่วนบุคคลใดจะร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากสถานทูตของประเทศตน เป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ แต่การกล่าวอ้างของบุคคลว่า ประเทศไทยรุกราน ยึดที่ดิน หรือ ปล้นทรัพย์สินไม่ได้ทำให้คำกล่าวนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริง และมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือ การวางกำลังของทหารไทยในปัจจุบันเป็นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลัง ณ ที่ตั้งของตนตามที่ตกลงกัน และไม่เคลื่อนกำลังไปข้างหน้าหรือที่เรียกว่า “Troop Deployment Line”

ดังนั้น การที่กำลังทหารไทยรักษาพื้นที่ตามแนวการวางกำลังดังกล่าว ไม่ควรถูกนำไปตีความโดยบุคคลฝ่ายเดียวว่าเป็นการ รุกรานหรือ ยึดครองพื้นที่ ถือเป็นคนละเรื่องกันทหารไทยไม่ได้กำหนดเส้นขึ้นมาเองตามอำเภอใจ แต่กำลังปฏิบัติตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน หากฝ่ายใดมีข้อสงสัยหรือเห็นต่างเกี่ยวกับตำแหน่งการวางกำลัง ก็ต้องนำเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงกัน ไม่ใช่ใช้การให้สัมภาษณ์ คลิปวิดีโอ หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดียมาตัดสินสถานะของพื้นที่

ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน ก็ต้องแยกออกจากเรื่องการวางกำลังทางทหาร และพิสูจน์ให้ชัดว่าทรัพย์สินตั้งอยู่ตรงไหน ใครเป็นเจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ภายใต้เขตอำนาจของฝ่ายใดและสถานะของพื้นที่ตามข้อตกลงและกลไกชายแดนเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้ต้องคุยกันด้วย เอกสาร พิกัด หลักฐาน และกลไกระหว่างรัฐ ไม่ใช่ใช้กล้อง ใช้กระแส หรือใช้คำว่ารุกรานมาตัดสินเขตแดน

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ทางการทูตของจีน หากเดินทางไปดูแลหรือรับฟังปัญหาของพลเมืองจีนในกัมพูชา เราไม่ควรรีบด่วนสรุปว่านั่นหมายความว่า รัฐบาลจีนรับรองข้อกล่าวหาของนักลงทุนรายนั้น

ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน และเราเชื่อว่าจีนในฐานะประเทศสำคัญในภูมิภาค ย่อมเข้าใจดีว่าข้อพิพาทระหว่างสองประเทศต้องแก้ด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ขอย้ำว่านักลงทุนมีสิทธิเรียกร้อง แต่ไม่มีใครมีสิทธิเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้เป็นข้อเท็จจริงและไม่มีใครเปลี่ยนเขตแดนได้ด้วยโพสต์ในโซเชียลมีเดียและสำหรับทหารไทยก็ชัดเจนเช่นกันว่า เราไม่ได้รุกไปข้างหน้า เรารักษาการวางกำลังตามข้อตกลงและเราจะไม่ละทิ้งหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศไทย ประเทศไทยไม่ต้องการขยายความขัดแย้งกับใคร แต่ในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ เราจะยึด ข้อเท็จจริง หลักฐาน ข้อตกลง และกฎหมาย เป็นหลัก”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนว่าประเทศไทยรุกรานหรือ ปล้นทรัพย์สิน ฝ่ายไทยก็พร้อมนำข้อเท็จจริงออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ทะเลาะกับนักลงทุน เราไม่ทะเลาะกับสถานทูต และเราไม่ต้องการทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราจะไม่ยอมให้คำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน กลายเป็นความจริงในสายตาสาธารณชน นี่คือจุดยืนของเรา รักษาข้อตกลง รักษาพื้นที่ รักษาอธิปไตย และรักษาสันติภาพไปพร้อมกัน

ประภาสสอนใจดี,นักลงทุนจีน,กัมพูชา,รัฐบาลจีน