Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

พ่อแม่คาใจ! มือถือลูกหายในห้องเรียน ใช้แอปฯค้นหา 3 วัน โผล่ที่ ผอ.เอามาส่ง

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680825

พ่อแม่คาใจ! มือถือลูกหายในห้องเรียน ใช้แอปฯค้นหา 3 วัน โผล่ที่ ผอ.เอามาส่ง

พ่อแม่คาใจ! มือถือลูกหายในห้องเรียน ใช้แอปฯค้นหา 3 วัน โผล่ที่ ผอ.เอามาส่ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.03 น.

ผู้ปกครองนักเรียน  ม.2 โรงเรียนชื่อดังที่บุรีรัมย์ คาใจมือถือลูกหายในห้องเรียนโร่แจ้งความนึกว่าเพื่อนขโมย  แต่พอใช้แอพค้นหาตำแหน่งจนเจอพิกัดชัด  ผ่านไป 3 วัน ผอ.ถือมาส่งให้ตำรวจแต่อ้างไม่เจตนาเอาไป  ทั้งพยายามขอไกล่เกลี่ยให้ถอนแจ้งความ   แม่เผยรับไม่ได้ถ้าไม่เจตนาทำไมไม่บอกผู้ปกครองแต่แรก   ด้าน ผอ.รุดขอเคลียร์ถึงบ้านแต่ปัดไม่สะดวกให้ข้อมูลสื่อ

18 ก.ย.65 นายสมชาย และนางเดือน (นามสมมติ) พ่อและแม่ ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดบุรีรัมย์  ได้ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อเพราะเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีที่เมื่อวันพุธที่ 14 ก.ย.65 ที่ผ่านมา  โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อวีโว้ Y12 สีน้ำเงิน ราคาประมาณ 3,500 บาท ที่แม่ซื้อให้ลูกชายเพื่อใช้เรียนออนไลน์ ค้นหาข้อมูลในบางวิชาเรียน และไว้ติดต่อกับผู้ปกครองตอนเลิกเรียนได้หายไปขณะเสียบชาร์ตไว้ในห้องเรียน  จึงให้ลูกชายไปแจ้งความ และใช้แอ๊พพลิเคชั่นในการติดตามค้นหาตำแหน่งมือถือที่หายไป  พอเจอพิกัดก็แจ้งตำรวจให้ช่วยติดตามให้  กระทั่งผ่านไป 3 วัน  ผอ.โรงเรียนได้นำโทรศัพท์มือถือของลูกชายที่หายไป  มาส่งให้ตำรวจแต่กลับอ้างว่าไม่เจตนาจะเอาไป  แค่ยึดไว้เพราะไม่อนุญาตให้เด็กเอาโทรศัพท์มาโรงเรียน ทั้งบอกให้ลูกชายถอนแจ้งความเดี๋ยวจะเสียชื่อเสียงโรงเรียน   โดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของลูกชายทั้งที่ลูกชายเป็นฝ่ายเสียหาย 

จากการสอบถาม ด.ช.เอ ก็เล่าให้ฟังว่า  ช่วงประมาณบ่าย 3 วันพุธที่ผ่านมา ตนได้เสียบชาร์ตโทรศัพท์มือถือเอาไว้บนโต๊ะครูหน้าห้องเรียนแล้วใช้หนังสือปิดทับเอาไว้  จากนั้นก็ลงไปทำกิจกรรมลูกเสือกับเพื่อนคนอื่น  กระทั่งช่วง 4 โมงเย็นเสร็จก็กลับขึ้นมาบนห้อง  พบว่าทั้งมือถือและสายชาร์ตหายไป   ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นนักเรียนในโรงเรียนลักขโมยไป  จึงได้แจ้งครูประจำชั้นทราบ จากนั้นครูประจำชั้นจึงลองใช้มือถือของครูโทรเข้าเครื่องของตนเองหลายครั้ง  ก็โทรติดแต่ไม่มีคนรับสาย ครูจึงได้ประกาศหน้าเสาธงก่อนเลิกเรียน และขอตรวจกระเป๋านักเรียนทุกคนแต่ก็ไม่เจอ จากนั้นเช้าวันที่ 15 ก.ย. แม่ก็ให้ครูพาไปแจ้งความที่ สภ.หนองสองห้อง    


 แล้วตนเองก็พยายามใช้แอพพลิเคชั่นในการค้นหาตำแหน่งโทรศัพท์มือถือที่หายไป  จนช่วงสายของวันที่ 15 ก.ย. ก็พบพิกัดแจ้งว่าโทรศัพท์อยู่บริเวณด้านหลังเสาธง  ตนกับครูอีกคนก็พยายามเดินหาเพราะคิดว่านักเรียนคนที่ขโมยไปอาจจะเอาไปซ่อนไว้  อีกทั้งได้เดินหาบนอาคารเรียนด้วยแต่ก็ไม่เจอ

กระทั่งเลิกเรียนก็กลับบ้าน  แล้วใช้แอพจับสัญญาณอีกรอบคราวนี้แจ้งพิกัดว่าอยู่หอพักแห่งหนึ่งแถว ต.สะแกโพรง ก็โทรไปบอก ตร.  แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นยามวิกาลไม่สามารถไปขอตรวจค้นได้  กระทั่งช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 16 ก.ย. ก็จับพิกัดได้ว่ามือถือกลับมาโผล่ใน ร.ร. อีก  จึงโทรบอกตำรวจอีกครั้ง   จากนั้นช่วง 11 โมง พ่อแม่และตนก็เดินทางไปโรงพัก  ตร.โทรไปหา ผอ.ว่ามีใครพบเห็นมือถือน้องหรือไม่  แต่ ผอ.ก็ตอบว่าไม่เห็น  แต่พอตำรวจแจ้งกลับไปว่ามีหลักฐานว่ามือถืออยู่ตรงไหน   ต่อมา ผอ.จึงได้นำโทรศัพท์มาส่งให้ตำรวจที่โรงพัก  แต่อ้างว่าไม่ได้เจตนาจะเอาไปแค่ยึดเอาไว้เพราะไม่ได้อนุญาตให้เด็กเอามือถือมาเรียนเท่านั้น   ซึ่งตนมองว่ามันย้อนแย้งเพราะถ้ายึดไปทำไมไม่เอาไว้ที่โรงเรียนหรือมอบให้ฝ่ายปกครอง  ก็อยากให้ ผอ.รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น  

ขณะที่นางเดือน ผู้เป็นแม่ บอกว่า ตอนแรกที่ลูกมาบอกว่ามือถือหายในห้องเรียนก็คิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกันหยิบฉวยเอาไป  แต่พอมีหลักฐานว่าคนที่หยิบเอาไปเป็นถึงผู้บริหารโรงเรียนที่น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก แต่หาก ผอ.ไม่มีเจตนาจะหยิบฉวยเอาไปทำไมไม่แจ้งใครที่โรงเรียนหรือบอกผู้ปกครองก็ได้ว่าจะยึดเอาไว้ก่อน แต่นี้ปล่อยเงียบหายไปถึง 3 วันแล้วค่อยเอามาส่งให้ตำรวจแล้วอ้างว่าไม่มีเจตนา  ทั้งยังมาขอเคลียร์กับพ่อแม่ให้ถอนแจ้งความอีก ก็อยากจะขอความเป็นธรรมด้วย 

อย่างไรก็ตาม​ ขณะนี้กำลังสอบถามข้อมูลกับทางครอบครัวน้อง  ผอ.คนที่ถูกกล่าวอ้างถึงก็ได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อมาขอเคลียร์กับพ่อแม่ เมื่อผู้สื่อข่าวขอสอบถามรายเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ผอ.แจ้งว่า​ ยังไม่สะดวกจะให้ข้อมูล.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์ : การรักษาศีลคือ..การรักษาใจ โดย’พระครูวรรณ คุณาภรณ์’

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680824

ธรรมะวันอาทิตย์ :  การรักษาศีลคือ..การรักษาใจ โดย'พระครูวรรณ คุณาภรณ์'

ธรรมะวันอาทิตย์ : การรักษาศีลคือ..การรักษาใจ โดย’พระครูวรรณ คุณาภรณ์’

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.01 น.

18 กันยายน 2565 ธรรมะวันอาทิตย์ พาญาติโยม พุทธศาสนิกชน ไปที่วัดดอนขวัญ ต.พนา อ.พนา จ.อำนาจเจริญ โดยมี พระครูวรรณ คุณาภรณ์ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนขวัญและเจ้าคณะตำบลพนา เพื่อทำบุญสร้างกุศล ฟังพระธรรมเทศนา อันนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สะดวกราบรื่น อยู่เย็นเป็นสุข ร่ำรวย เจริญรุ่งเรืองนั่นเอง

สำหรับวัดดอนขวัญ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ 15 รูป สามเณร 8 รูป ไวยาวัชกรวัด 2 คน สังกัด มหานิกาย บนเนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ประกอบด้วย อุโบสถ กุฏิ ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูปนามว่า พระพุทธรัตนวิสุทโคดม โดยเฉพาะ พระพุทธรัตนมหาเจดีย์ศรีอำนาจเจริญ ลักษณะคล้ายพระธาตุพนม จ.นครพนม ทั้งนี้ พระพุทธรัตนมหาเจดีย์ศรีอำนาจเจริญ ยอดฉัตร บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า เพื่อให้ ญาติโยม พุทธศาสนิกชน กราบไหว้บูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิตสูงสุด 

ก่อนเดินทางกลับควรแวะฟังธรรมเทศนา กับพระครูวรรณ คุณาภรณ์ ท่านเทศนาให้ข้อคิดแนวทางในการต่อสู้ชีวิต เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจดี ว่า การที่คนเราจะเกิดมาได้นั้น จะต้องเวียนว่ายต่อสู้กับผลกรรมและหลายจิตหลายวิญญาณ ก่อนจะอยู่ในครรภ์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะถือกำเนิดเกิดเป็นคน และวัฒนธรรมอันดีงาม ที่มีมาต่อพ่อแม่ แต่ปัจจุบันเริ่มจางหายไป ขาดความเคารพ ยำเกรงต่อบาปกรรม ไม่มีหิริโอตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป ทำให้คนหลงทาง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ทำให้คนเปลี่ยนไป จากเป็นคนก็กลายเป็นสัตว์ ซึ่งอวัยวะทุกส่วนเป็นคนหมด

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่เป็นคน คือใจ เพราะขาดศีลธรรม ขาดความเกรงกลัว ขาดปัญญา เช่น ตัวเป็นคน ใจเป็นสัตว์ ใจเป็นคนใจเป็นอสูรกาย ถ้าตัวเป็นคนใจเป็นเปรต ไม่รู้จักบุญคุณพ่อแม่ ถ้าใจดี เป็นคนสมบูรณ์ เริ่มคิดว่า วันแม่จะเอาอะไรไปฝากแม่ อยากให้อะไรแม่ พาแม่ไปกินข้าว นี่คือ คนที่มีปัญญา ใจเป็นคน จิตเป็นคน หาแต่เรื่องดีๆมาทำ คือ ใจเป็นคน กายเป็นคน คิดหาสิ่งดีมาทำ โดยเฉพาะวันแม่ ให้ถือดอกไม้ ไปหา แม่ กราบไหว้พ่อแม่ สำนึกถึงพระคุณพ่อแม่ ซึ่งก่อนจะมีอาชีพติดตัว อาชีพเลี้ยงตัวเองทุกวันนี้ เพราะมือของพ่อแม่ ก็ขอขมาลาโทษ ถือขันดอกไม้กราบพ่อแม่ ด้วยความจริงใจ นั่นคือ ลูกกตัญญูที่แท้จริง 

พระครูวรรณ คุณาภรณ์ เทศนาต่อไปว่า ถ้าไม่รู้จักบุญคุณพ่อแม่ เป็นลูกอกตัญญู จะไม่มีความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง ซึ่งพ่อแม่ กว่าจะส่งเรียนจบมีความรู้ ท่านลำบากมาก เห็นความลำบากของพ่อแม่จึงจะเจริญได้ ที่สำคัญ อย่าทำให้พ่อแม่เสียใจ เพราะเรานี่เรียกว่า คน ถ้าคนใครก็ตาม ทำให้พ่อแม่เสียใจ เป็นทุกข์ คนๆนั้น แม้ร่างกายจะเป็นคน ก็ถือว่า เป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะ ไม่รู้บุญคุณพ่อแม่ 

และยังเทศนาเกี่ยวกับคุณสมบัติของชาวพุทธว่า ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราควรจะปฏิบัติตนในเบื้องต้นอย่างไร เมื่อเรามาปฏิญาณตนถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง แล้วเราควรปฏิบัติอย่างไรให้สมกับเป็นพุทธบริษัท ไม่ใช่ว่า เป็นแล้วยังเป็นคนที่ทำตัวเหมือนเดิม เคยคิดอย่างไร ทำอย่างไร ก็ทำเหมือนเดิม การเป็นพุทธบริษัทก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าของชาวเราทั้งหลายนั้น พระองค์เป็นนักปฏิรูปคำสอนทางศาสนา คือทรงเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ไม่เหมาะสม และไม่ควรให้เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่ควรขึ้น ที่เป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องที่มีสาระเป็นแก่นสารขึ้น

เรื่องที่เคยถ่วงให้ไม่ก้าวหน้าในทางปฏิบัติ เพื่อความงดงามแห่งจิตใจ ให้สะอาด สว่าง สงบ พระองค์ได้แก้ไขสิ่งเหล่านี้ การแก้ไขสิ่งต่างๆ อันเป็นข้อปฏิบัตินั้นทรงกระทำโดยความเป็นธรรม ไม่ได้เข้าใครออกใคร ไม่ทรงเกรงกลัวผู้นั้น มีอยู่ในที่นี่ที่นั่น เช่น พวกพราหมณ์ทั้งหลาย ที่มีความรู้ ความฉลาด เป็นครู เป็นอาจารย์ในท้องถิ่นนั้น ในสมัยนั้นพระองค์ทรงถือธรรม เอาธรรมเป็นหลัก เป็นแนวทาง ต้องการปรับปรุงให้เข้าหาหลักธรรม ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เราต้องเลิกจากสิ่งที่ควรเลิก ถ้าจะเดินตามรอยของพระพุทธเจ้าได้ต้องถือหลักดังนี้ 

ต้องให้มีศรัทธามั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ไม่เอาใจออกห่างไปหาสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง แม้จะมีความทุกข์ก็ต้องนึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งเท่านั้น 

ผู้เป็นพุทธบริษัท จะต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ที่ใจของผู้ปฏิบัติธรรม ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าชี้แนวทางให้เราเดิน คือ เริ่มต้นด้วยการรักษาศีล การเจริญสมาธิ ที่เราเรียก ภาวนา ต่อไปก็จะเกิดปัญญาด้วยด้วยการค้นคิดให้รู้แจ้งชัดในเรื่องนั้น 

การรักษาศีล เรารักษาศีลเพื่ออะไร รักษาทำไม วัดพระก็ไปรักษาศีลที่วัด หรือเวลามีงานอะไรที่เป็นพิธี เรามักจะมีการรับศีลแต่สังเกตดูทั่วๆไปแล้ว ดูเหมือนว่า รับศีลพอเป็นพิธีเท่านั้น พอเสร็จพิธีกลายเป็นคนไม่มีศีล ไปนั่งล้อมวงดื่มสุรากันต่อไป หารู้ไม่ว่า เรารับศีลเพื่ออะไร รับทำไม เวลามีงานศพ ก็นิมนต์พระไปสวดอภิธรรม แล้วก็มานั่งรับศีลกัน รับเสร็จแล้วก็มานั่งดื่มเหล้ากัน เป็นเสียอย่างนี้ การทำเช่นนี้แสดงว่า ไม่เข้าใจความมุ่งหมายว่าเรารับศีลเพื่ออะไร หรือบางทีอาจไม่ต้องรับจริงจัง ทำไปพอเป็นพิธีว่าพระให้ศีล 

ขอให้เข้าใจเสียว่า เรารับศีลนั้น คือการรับแบบฝึกหัดเพื่อจะเอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติ ขัดเกลาใจของเราให้สะอาดขึ้น ถ้ารับแล้วไม่ปฏิบัติก็ไม่ใช่การรับศีล เพราะการรับศีล การให้สัญญากับพระสงฆ์ ผู้ให้ศีลว่า เราจะงดเว้นอย่านั่น อย่างนี้ ถ้ารักษาไม่ได้ แสดงว่า ราผิดสัญญา จิตโลเลไม่มีความหนักแน่น 

การรักษาศีลนั้น เราต้องรับเอาข้อปฏิบัตินั้นมาไว้ที่ใจ การรักษาศีลนั้นคือการรักษาใจ ในคำบาลีท่านบอกว่า เจตะนาหัง ภิกขะเว สีวัง วันทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคำตั้งใจว่าเป็นศีล ตราบใดเรายังตั้งใจรักษาอยู่ ก็เรียกว่า เรายังมีศีลอยู่ตลอดไป ถ้าเราไม่ตั้งใจรักษา มันก็ขาดไปเอง.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนึ่งปีมีครั้งเดียว!! ชาวบ้านเก็บ ‘ด้วงกว่าง’ ขายตัวละ 500 สร้างรายได้

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680819

หนึ่งปีมีครั้งเดียว!! ชาวบ้านเก็บ 'ด้วงกว่าง' ขายตัวละ 500 สร้างรายได้

หนึ่งปีมีครั้งเดียว!! ชาวบ้านเก็บ ‘ด้วงกว่าง’ ขายตัวละ 500 สร้างรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 11.55 น.

18 ก.ย 65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านทั้งชายและหญิง บ้านต๊ำใน ตำบลต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ต่างพากันเข้าป่าหาด้วงกว่างที่เกาะตามต้น ไม้ในป่านำมาขายและชนเล่น ซึ่งเป็นช่วงฤดูด้วงกว่างพากันออกจากรูในดินบินออกมาจับคู่ผสมพันธุ์ตามฤดูกาลเล่นชนกว่างหรือกีฬาชนกว่างของคนท้องถิ่นชาวเหนือล้านนา ที่มีมา ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน จนถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ของคนเมืองเหนือ ที่นำกว่างมาชนเล่น ซึ่ง1 ปีจะมีเพียง 1 ครั้ง และกว่างยังนำมาขายได้ราคาโดยเฉพาะตัวผู้มีเขา ยาว สูงสวย งาม ตัวละ20-500 บาท อยู่ที่ความสวยงามแข็งแรงของรูปร่างด้วยส่วนตัวเมียตัวละ1-3บาท ตัวเล็กใหญ่ ด้วงกว่างยังนำมาทำอาหารกินเล่นได้หลายอย่างอาทิ  ต้ม ทอด ตำน้ำพริก และอื่นๆ หลากหลายวิธี กินแล้วอร่อย

นายเป้ และนายดอน ชาวบ้านต๊ำใน ต.ต๊ำ อ.เมืองพะเยา กล่าวว่าช่วงนี้เป็นช่วงด้วงกว่างกำลังออกซึ่งจะพากันออกไปหาตามต้นไม้ในป่าโดยเฉพาะต้นคามต้นมะค่า ต้นชมพอ ต้นไป่รวก ซึ่งด้วงกว่างจะพากันออกมากินดูดกินน้ำค้างน้ำหวาน ใบไม้ ของต้นไม้ จะจับมาขายและเล่นชนกว่าง  1 ปีจะมีเพียง 1 ครั้งเท่านั้นสำหรับกว่างตัวผู้ที่มีลักษณะสวยงามจะขายตั้งแต่ตัวละ 20 จนถึง 500 บาทตัวเมียตัวละ 1-3 บาท 

นอกจากจับกว่างมาขายแล้วก็จะนำด้วงกว่างมาเป็นกีฬาชนกว่างซึ่งในถิ่นของภาคเหนือจะมีประเพณี ชนกว่าง และมีอาการอนุรักษ์ ไว้ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณในการจนถึงปัจจุบัน  สำหรับฤดูของกว่างจะมีในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมของแต่ละปีเพียงเท่านั้น

สำหรับกีฬาชนกว่างจะมีไม้คอนตัวผู้และตัวเมียมาชนกันบนคอนและจะมีด้วงกว่างตัวเมียอยู่ในรูคอน ตรงกลาง เพื่อดึงดูดให้กว่างตัวผู้เข้ามาต่อสู้กันแย่งชิงตัวเมีย หากตัวไหนชนะก็จะได้ครอบครองตัวเมียไป.-008  

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แน่น’หาดสมิหลา’ นักท่องเที่ยวมาเลเซียทะลัก รถบัส30กว่าคันล้นลานจอด

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680804

แน่น'หาดสมิหลา' นักท่องเที่ยวมาเลเซียทะลัก รถบัส30กว่าคันล้นลานจอด

แน่น’หาดสมิหลา’ นักท่องเที่ยวมาเลเซียทะลัก รถบัส30กว่าคันล้นลานจอด

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.05 น.

18 กันยายน 2565 ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอดทั้งวัน ที่บริเวณลานจอดรถสวนสาธารณะเมืองสงขลา เขตเทศบาลนครสงขลา ใกล้กับชายหาดสมิหลาสงขลาคึกคัก มีรถบัสของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกว่า 30 คันจอดเรียงรายเต็มลานจอดรถ จนไม่มีที่จอดและจะต้องขับเวียนไปหาที่จอดด้านนอก

หลังส่งนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียลง เพื่อเข้าไปยังชายหาดชายหาดสมิหลา บริเวณถนนมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินกันขวักไขว่ ทั้งเดินทางมาและเดินทางกลับ ร้านค้ารถเข็นบริเวณริมถนนทั้งโรตีกรอบ อาหารทะเลทอดกรอบและไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ทุกเจ้าขายดิบขายดี มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ยืนรอซื้อแบบชนิดล้อมรถเข็นกันทีเดียว อาศัยว่าแม่ค้าทุกร้านสามารถพูดภาษามาเลย์ได้ ทำให้ไม่ยุ่งยาก ส่งภาษากันรู้เรื่องจนขายดิบขายดี แม่ค้าทุกคนยิ้มได้ โดยเฉพาะแม่ค้าขายไอศกรีมมะพร้าวอ่อน “อมีนา”ของพี่กุ้ง เจ้าประจำของชาวมาเลเซีย วันนี้มีทัวร์จองไอศกรีมมะพร้าวอ่อนล่วงหน้า 2 รถบัสแม่ค้าทำแทบไม่ทัน

ในขณะเดียวกัน ร้านค้าด้านใน ที่ขายอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งของที่ระลึกมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียก็เข้ามาอุดหนุนกันแน่นเช่นเดียวกัน ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ เป็นอีกวันหนึ่ง ที่แม่ค้าชายหาดสมิหลา ต้องจดจำ เนื่องจากเป็นวันที่รอคอยมากว่า 2 ปีแล้ว ขณะนี้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้กลับมาท่องเที่ยวดั่งเดิมเหมือนเช่น 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจในเมืองสงขลาดีขึ้น อย่างรวดเร็ว พ่อค้าแม่ค้าบริเวณชายหาดสมิหลายิ้มได้ทุกคน อีกทั้งบริเวณนางเงือกทองสัญลักษณ์ของชายหาดสมิหลาสงขลา วันนี้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียก็เข้าคิวกันถ่ายรูปยืนรอชนิดที่ไม่กลัวแดดร้อน อย่างไรก็ต้องถ่ายให้ได้ เนื่องจากมาแล้วจะต้องเก็บภาพนางเงือกทองกลับไปเป็นที่ระลึก

นอกจากนี้ ร้านค้าที่ขายเสื้อผ้ากว่า 20 ร้าน บริเวณชายหาดสมิหลาก็มีลูกค้าชาวมาเลเซียเข้าไปเลือกซื้อเสื้อผ้า เพื่อนำไปเป็นของฝากให้กับญาติพี่น้องเนื่องจากเสื้อผ้าที่นี่มีราคาถูกกว่าในมาเลเซียและมีความสวยงามโดดเด่นทันสมัยอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งสีสันสดใสสวยงามเป็นที่สะดุดตาของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่จะต้องเข้าไปในร้านเพื่อจับต้องและสอบถามราคาเนื่องจากมีความสะดุดตาทั้งรูปแบบและสีสันที่อดใจไม่ได้ที่จะต้องซื้อติดมือกลับไป

จากการพูดคุยกับไกด์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาบอกว่า เนื่องจากในจังหวัดสงขลาโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่มีการจัดงานอีเว้นท์ต่างๆเพื่อการท่องเที่ยวที่น่าสนใจและในปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียก็เริ่มออกมาท่องเที่ยวตามปกติ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์วันศุกร์เสาร์และวันอาทิตย์จะจัดทัวร์เข้ามาเพียง 3 วันทำให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียสามารถมาท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก

อีกทั้งมีเมื่อวานนี้(ที่ 16 ก.ย.65) รถไฟKTMของประเทศมาเลเซียจัดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษวิ่งตรงจากสถานีรถไฟKL Sentral กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มายังปลายทางที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถที่สถานีปาดังเบซาร์เหมือนปกติ ขนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวน 402 คนมาท่องเที่ยวในจ.สงขลาเป็นเวลา 3 วัน และเป็นรถไฟท่องเที่ยวนำร่องขบวนแรกระหว่างไทยกับมาเลเซียโดยมีแผนจะเปิดวิ่งเดือนละครั้ง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถไฟก็ได้

นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียมาจับจ่ายซื้อของทั้งของกินและของฝาก ทำให้ในช่วงนี้เศรษฐกิจในจังหวัดสงขลาดีขึ้น หลังจากที่มีการเปิดประเทศไปแล้วทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680799

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.17 น.

อาฟเตอร์ช็อก!ผู้ปลูกกัญชาเผยกม.ถูก‘แช่แข็ง’ วิสาหกิจชุมชนเคว้ง-เสี่ยง‘เถื่อน’

18 กันยายน 2565 ดร.โยธิน ไชยธงยศ อายุ 70 ปี ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกษตรอุตสาหกรรม 61 บ้านหนองแซง ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม เปิดเผยว่า กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกษตรอุตสาหกรรม 61 บ้านหนองแซง ถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแห่งเดียวของ จ.นครพนม หรือแห่งเดียวของประเทศไทยก็เป็นได้ ที่มีการขับเคลื่อนเสนอขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์มาตั้งแต่ปี 2562 โดยการลงนามความร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์ เพื่อนำผลผลิตทั้ง ใบ ช่อดอก ราก ลำต้น นำส่งวิจัยผลิตเพื่อทางการแพทย์เป็นหลัก

จนกระทั่งได้รับหนังสืออนุญาต ให้ดำเนินการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 เกี่ยวกับการมีไว้ครอบครองเมล็ดกัญชา รวมถึงผลิตปลูก ยาเสพติดประเภท 5 กัญชา ภายใต้การขออนุญาต ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และเป็นไปตามกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวของ จ.นครพนม และของประเทศไทย ที่สามารถขออนุญาตได้ถูกต้องตามขั้นตอน

“ส่วนรายอื่นๆ จากการศึกษาข้อมูลพบว่ายังเป็นวิสาหกิจชุมชนเถื่อน มีจำนวนมากกว่า 300 แห่งทั้งประเทศ โดยเฉพาะ จ.นครพนม มีมากเกือบ 100 แห่ง ที่ยังไม่มีการรองรับทางกฎหมาย บางรายมีการลงทุนล่วงหน้าไปก่อน อาทิ สร้างโรงเรือน เตรียมพื้นที่ปลูก รวมถึง ดำเนินการปลูกนำร่องล่วงหน้า ถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด” ดร.โยธิน กล่าว

ดร.โยธิน กล่าวอีกว่า ล่าสุด พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่จะเสนอเข้าสภาถูกคว่ำไม่สามารถพิจารณาออกกฎหมายรองรับได้ชัดเจน ยิ่งส่งผลกระทบหนัก ถือว่ากัญชาที่ไม่ได้รับการขออนุญาต เพื่อผลิตทางการแพทย์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมที่ปลูกตามครัวเรือนด้วย ถือเป็นความผิดพลาดของหน่วยงานที่ออกกฎหมาย รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องที่ไม่มีความชัดเจน ไม่มีความรัดกุม ในการดำเนินการ ปล่อยให้ เกษตรกรดำเนินการเอง เป็นโครงการขายฝัน สุดท้ายไม่สามารถดำเนินการได้ ประชาชนต้องแบกภาระ

ดร.โยธิน กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เกษตรอุตสาหกรรม 61 บ้านหนองแซง ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ เพราะลงนามความร่วมมือชัดเจน และได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายนิรโทษกรรม ส่งผลผลิตให้มหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์ วิจัยเพื่อการแพทย์ เริ่มการผลิตในรอบต้นปี 2565 ขออนุญาตผลผลิต 2 รอบการผลิตต่อปี ครั้งละประมาณ 3,200 ต้น เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ภายในโรงเรือนมาตรฐาน สามารถส่งผลผลิตขาย ทั้งใบ ราก ช่อดอก และลำต้น รวมมูลค่ารอบละ 3 -4 ล้านบาท  มีสมาชิกประมาณ 30 ราย ส่วนราคาช่อดอกกิโลกรัมละประมาณ 15,000 บาท รากกิโลกรัมละประมาณ 20,000 บาท ใบกิโลกรัมละประมาณ 10,000 บาท และลำต้นประมาณกิโลกรัมละ 1,000 บาท ถือว่ามีราคาที่ชัดเจนตามกลไกของตลาด แต่หากมีการปล่อยให้มีการผลิตแบบผิดกฎหมาย จะส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งขายยากแน่นอน

“ฝากถึงรัฐบาลจะต้องหาทางออก ช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ยังไม่สามารถขออนุญาตปลูกได้ และยังเป็นวิสาหกิจชุมชนเถื่อน รวมถึงชาวบ้านที่ปลูกตามครัวเรือน เพราะตนเชื่อว่าหากปล่อยไว้จะเป็นนโยบายขายฝัน เพราะสุดท้ายประชาชนไม่ได้ประโยชน์  และยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จะต้องไปศึกษาหาทางออกประกาศกฎกระทรวงมารองรับ และเน้นส่งเสริมการผลิตเพื่อการแพทย์เท่านั้น เพราะสำคัญที่สุดกัญชาจะต้อง ผ่านการขออนุญาตตามข้อตกลงจากสหประชาชาติ หรือยูเอ็นด้วย เพราะยังถือว่าเป็นยาเสพติด ยิ่งร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ถูกคว่ำตกจากการพิจารณาจากสภาฯ ทำให้ส่งผลกระทบหนัก สำหรับเกษตรกรที่มีการดำเนินการลงทุนล่วงหน้าไปก่อน ต้องแบกภาระต้นทุน และประสบปัญหาขาดทุนตามมา เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมาย กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนเถื่อน” ดร.โยธิน กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กสม.’แนะแก้ปัญหาจ่ายเบี้ยคนชรา ปรับปรุงระเบียบ-เชื่อมฐานข้อมูลปชช.

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680705

‘กสม.’แนะแก้ปัญหาจ่ายเบี้ยคนชรา  ปรับปรุงระเบียบ-เชื่อมฐานข้อมูลปชช.

‘กสม.’แนะแก้ปัญหาจ่ายเบี้ยคนชรา ปรับปรุงระเบียบ-เชื่อมฐานข้อมูลปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ในปีนี้เรามีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และอีก 9 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ” เป็นการเปิดเผยของ สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในงาน “มหกรรมสร้างสุขที่ปลายทาง ครั้งที่ 4”ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาถึงโครงสร้างสังคมที่ปัจจุบันเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” ที่สัดส่วนประชากรวัยเกษียณเพิ่มขึ้น และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า

เมื่อพูดถึงผู้สูงอายุ “เบี้ยยังชีพ” คือหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่รัฐไทยจัดให้ โดยแบ่งตามเกณฑ์อายุดังนี้, อายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท, อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท, อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด ด้านหนึ่งมีความพยายามจากภาคประชาสังคมเรียกร้องให้เพิ่มเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง (เช่น เดือนละ 3,000 บาท) ซึ่งก็มีข้อถกเถียงกันว่ารัฐไทยมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่อีกด้าน ลำพังการจ่ายเบี้ยยังชีพ ณ ปัจจุบันก็ยังพบปัญหา

ดังกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หยิบยกมานำเสนอในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีมีผู้สูงอายุร้องเรียนเข้ามาเรื่องจำนวนเบี้ยยังชีพที่ได้รับ โดยเหตุที่ร้องเรียนเพราะอายุ 70 ปีแล้ว ควรจะได้รีบเดือนละ 700 บาท แต่ยังได้ในอัตราอายุ 60-69 ปีอยู่ คือเดือนละ 600 บาท โดยเป็นการขยายผลจาการตรวจสอบข้อร้องเรียนสู่การทำข้อเสนอแนะแก้ปัญหาเชิงระบบ ซึ่ง กสม. มีข้อสังเกตถึงปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่บังคับใช้ในปัจจุบัน อาทิ

“สิทธิในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ที่ก่อนปีงบประมาณ 2562 จะเริ่มจ่ายเบี้ยให้ในเดือนแรกของปีงบประมาณหลังจากที่ผู้สูงอายุมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และยังคงใช้บังคับกับกรณีผู้สูงอายุซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 เป็นต้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเดือนถัดไป

เช่นเดียวกับการปรับเบี้ยผู้สูงอายุตามอัตราขั้นบันได เนื่องจากแนวปฏิบัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีการปรับอัตราเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุระหว่างปีงบประมาณ ทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนเสียสิทธิที่ตนพึงจะได้รับในระหว่างนั้น อันอาจเกิดจากความเข้าใจต่อระเบียบการลงทะเบียนที่คลาดเคลื่อน และการขาดการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีผู้สูงอายุซึ่งถูกสวมสิทธิการรับเบี้ยยังชีพจากบุคคลที่ตนมอบอำนาจให้รับเงินแทน กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพไม่ครบถ้วน หรือล่าช้า หรือกรณีผู้สูงอายุโยกย้ายภูมิลำเนาและไม่ได้ไปลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นภูมิลำเนาใหม่ หรือกรณีถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน จนเป็นเหตุทำให้เสียสิทธิการได้รับเบี้ยยังชีพหลังขึ้นปีงบประมาณใหม่ อันส่งผลต่อการดำรงชีพ

กรณีเหล่านี้สะท้อนปัญหาการบังคับใช้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และวิธีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้สูงอายุบางกลุ่มที่อาจถูกลิดรอนสิทธิที่ตนพึงได้รับ ตลอดจนปัญหาการเชื่อมโยงระบบของหน่วยงานรัฐด้วยกัน ที่สร้างขั้นตอนและภาระเกินความจำเป็น

โดยในคราวประชุม กสม. ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2565 ได้มีข้อเสนอแนะให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2552 และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นหลักเกณฑ์การลงทะเบียนและกระบวนการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาผู้สูงอายุที่อาจถูกลิดรอนสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ตนพึงมี โดยให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546

นอกจากนี้ กสม. ยังมีข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีโดยกระทรวงมหาดไทย ต้องเร่งรัดการดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของประชาชนทุกส่วนราชการกับฐานข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรให้เป็นระบบเดียวกันให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด และนำไปปรับใช้กับการลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การปรับจ่ายเบี้ย การย้ายสิทธิจากการโยกย้ายภูมิลำเนา และการตรวจสอบการสวมสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วย

ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจถึงแนวทางการลงทะเบียนและกระบวนการจ่ายรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแก่ประชาชน พร้อมดำเนินการเชิงรุกด้านการสำรวจจำนวนประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนผู้สูงอายุในแต่ละปี เพื่อให้ความช่วยเหลือในการลงทะเบียนเพื่อป้องกันปัญหาการเสียสิทธิ

รวมถึงดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้ถูกต้อง โปร่งใส และครบถ้วนตามสิทธิที่ผู้สูงอายุพึงได้รับ!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680709

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมด้านการสร้างองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ดีกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เรื่อง “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” โดยหนึ่งในนั้นคือการเสวนา หัวข้อ “เปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม” เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นใด เพียงแต่สิ่งที่รู้สึกถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องยากหรือง่ายในการปรับเปลี่ยนโดยเชื่อว่าสิ่งที่หนักใจกันก็คือแม้จะมีความพยายามปฏิรูปแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม “เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิธีการดำเนินการหรือเรื่องของอำนาจ ก็ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของหัวหรือส่วนบน..แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย” ซึ่งเป็นเรื่องของ “กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงสังคม” อีกทั้งไม่อาจมองได้จากมุมกฎหมายเพียงด้านเดียว “ปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาของญาณวิทยา” หมายถึงปัญหาว่าด้วยอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง อะไรคือสิ่งที่เป็นองค์ความรู้แท้ๆ

“เรายังมีปัญหา เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ในระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเราไม่ได้สอนเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ระบบการศึกษาเราสอนให้จำว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้วพยายามเอาไปใช้ ซึ่งทำให้เราสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริงว่า แรงที่จะทำให้มีความคุ้มกัน หรือว่าทำให้เราสามารถพัฒนาสังคม พัฒนาตัวเราเองได้มีข้อจำกัด อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น

เพราะฉะนั้นเวลาเราโทษว่าผู้นำไม่ยอมเปลี่ยน ผู้นำเป็นพวกอำนาจนิยม ผมว่าเราลองกลับไปคิดดูว่าผู้นำอย่างเดียวมันอยู่ไม่ได้ มันต้องมีประชาชนที่มาสนับสนุนผู้นำด้วย มันถึงจะอยู่กันได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริง ฉะนั้นเวลาเราเถียงกันว่าอะไรผิด-ถูก มันเป็นมุมหนึ่ง-มิติหนึ่ง เราเถียงกันในเชิงเหตุเชิงผลได้ แต่พอปัญหาในทางปฏิบัติก็ต้องมาดูอีกสภาพหนึ่ง” ศ.ดร.อุดม กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดในกระบวนการยุติธรรมของไทย คือ “หลักการด้านสิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปได้อย่างดี เกิดความเป็นธรรมและได้มาตรฐานสากล โดยสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายประเด็น 1.สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้ (non-derogablerights) หมายถึงไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะใด รัฐก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อละเมิดสิทธิบางประเภทได้

เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมาย สิทธิจะไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้ายที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย (อุ้มหาย) ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากในอดีตที่มีข้อถกเถียง อาทิ การอุ้มหายหรือการฆ่าอาชญากรโดยวิธีนอกกฎหมาย หรือการทรมานอาชญากรเพื่อรีดเอาข้อมูลสามารถทำได้หรือไม่ มาล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ที่รัฐสภาไทยเพิ่งผ่านร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งนำหลักสิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้นี้ไปใส่ไว้ด้วย

2.ความเป็นอิสระของตุลาการ เพราะฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องจำกัดหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพบ้างตามกรอบของกฎหมาย จึงคาดหวังให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของประชาชน แต่จะทำหน้าที่เช่นนั้นได้ตุลาการต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงไม่ว่าทางหนึ่งทางใดทั้งนี้ ในยุโรปมีการกล่าวถึงการแทรกแซงทั้งจากแนวราบ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร และแนวตั้ง เช่น หัวหน้าหรือผู้บริหารศาล

3.สิทธิที่จะพบกับศาลภายหลังถูกควบคุมตัว กฎหมายไทยกำหนดให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (หากเป็นเด็กหรือเยาวชนคือไม่เกิน 24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง เรื่องนี้มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดให้ผู้ถูกจับกุมต้องถูกนำไปปรากฏตัวต่อศาลโดยไม่ชักช้า อย่างไรก็ตามหลักสิทธิมนุษยชนข้อนี้ ยังมีเจตนารมณ์ให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบด้วยว่าระหว่างการควบคุมตัวนั้นมีการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง (เช่น ทรมานผู้ต้องหา ควบคุมตัวไว้เกินเวลาที่กำหนด) หรือไม่

“สิทธิมนุษยชนควรจะเข้ามาอยู่ในตัวกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ควรจะเข้ามาอยู่ในทางปฏิบัติ และแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม คราวนี้ทำอย่างไรที่จะให้สิทธิมนุษยชนเข้ามามันก็มีอยู่ 2 แบบ 1.เราเรียกร้องคณะนิติศาสตร์ เรียกร้องการศึกษากฎหมายสอนกันเข้าไป เพิ่มบทบาทเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อให้ได้นักกฎหมายที่คำนึงถึงเรื่องพวกนี้ 2.ไปปฏิรูประบบ ไปแก้กฎหมายเพื่อให้พวกนี้มันเข้าไปอยู่ในกฎหมาย นิติศาสตร์จะได้สอน ผมว่ามันเหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี แต่ความเห็นผมคือทั้งคู่” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า สังคมเสียโอกาสมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีเพชรซาอุที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมนักการทูต ผู้เกี่ยวข้องเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถูกดำเนินคดีจนพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ระบบตำรวจก็ยังไม่ถูกปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง, คดีเชอรี่แอนที่มีการจับผู้ต้องหาผิดคน กว่าจะทราบความจริงบางคนก็เสียชีวิตในคุกไปแล้ว ปัญหาอยู่ที่ศาลไม่สามารถไต่สวนข้อเท็จจริงได้เองเพราะไทยใช้ระบบกล่าวหา, คดีบอสเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ขึ้นมาจนถึงระดับอัยการ เป็นต้น

“ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่อาจารย์วิชา มหาคุณสอบข้อเท็จจริงมา พลิกข้อเท็จจริงทั้งระบบเลยว่าบกพร่องตรงไหนถามว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว? ได้แตะต้องระบบตรงไหนบ้าง? ยกเว้นบอกว่าถ้าร้องขอความเป็นธรรมต้องมีตัวผู้ร้องความเป็นธรรมเท่านั้นที่แก้ แต่ก่อนไม่มีตัวผู้ร้องขอความเป็นธรรม อยู่ต่างประเทศก็ร้องได้ถึง 14 ครั้ง เราไม่ได้แก้อะไรเลย” ประสงค์ กล่าว

พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไว้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ “เมื่อผู้เสียหายจะใช้สิทธิฟ้องคดีโดยตรงด้วยตนเองในกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง..ต้องขอสำนวนที่ตำรวจและอัยการรวบรวมไว้มาใช้ได้” เพราะผู้เสียหายไม่สามารถมีข้อมูลมากพอเมื่อเทียบกับสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจส่งต่อไปยังอัยการ หริอสำนวนที่อัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม

“ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องให้ผู้เสียหาย ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหายต้องสามารถขอสำนวนการสอบสวนจากอัยการ เพื่อประกอบในการที่เขาจะฟ้องเองได้” อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680723

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ  ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันก่อน นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุรัฐสภา เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกงในอดีต ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรง

ย้อนไปดูสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ยังไม่มีปัญหาแชร์ลูกโซ่ มีแต่การปล้นสะดมซึ่งโทษสูงมาก และการลักทรัพย์ฉ้อโกงก็มีกฎหมายบัญญัติโทษไว้สูง ซึ่งความผิดฉ้อโกงของไทยเริ่มมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการตรากฎหมายเรื่อง “ฉ้อ” ไว้ในพระไอยการอาญาหลวง ซึ่งประกาศใช้เมื่อพ.ศ. ๑๘๙๕ แต่ต่อมาถูกยกเลิกโดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ รวมเวลาใช้กฎหมายนี้ประมาณ ๕๕๖ ปี

สำหรับเนื้อหาของความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายลักษณะอาญาร.ศ. ๑๒๗ นี้ ยังคงใช้ตามที่บัญญัติไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่มีการจัดปรับปรุงใหม่ให้มาอยู่ในที่เดียวกันไม่ให้กระจัดกระจายออกไป เช่น ในพระไอยการลักษณะโจร บทที่ ๑๑๒ บัญญัติว่า “เจ้าของทองเงินเขาตกเขาหล่น ผู้ใดเก็บได้และผู้อื่นมิใช่ของตนมาว่าเป็นของตนตก หายก็ดี ฝังไว้ก็ดี มาอธิบายเอาทรัพย์นั้นไป อยู่มามีเจ้าของแท้ออกมาว่าก็ดี เมื่อพิจารณาเป็น สัตย์ว่ามิใช่ทรัพย์ของตนและตนเองเท็จมุสาวาทว่า ดังนั้น ท่านว่าคือคนร้ายฉ้อเอาทรัพย์ท่านและให้เอาทรัพย์นั้นตั้งไหมทวีคูณทำเป็น ๓ ส่วน และให้เป็นของหลวงส่วนหนึ่ง ให้เจ้าของส่วนหนึ่งและให้แก่ผู้ได้อีกส่วนหนึ่ง”

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ออกประกาศลักษณะ ฉ้อ ร.ศ. ๑๑๙ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาที่มีการวางแนวทางของความผิดฐานฉ้อโกงให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยผู้ร่างได้แนวความคิดมาจากหลักกฎหมายอังกฤษ มีการแบ่งแยกความ รับผิดทางแพ่งและทางอาญาออกจากกัน เช่น มีการลงโทษผู้ฉ้อในทางอาญาและในขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจเรียกค่าชดใช้ในส่วนที่ตนเสียไปในทางแพ่งได้อีก ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายได้รับเงินส่วนแบ่งจากเงินปรับไหมเข้าหลวงเช่นแต่ก่อน

ตามประกาศฉบับนี้วางหลักไว้ในมาตรา 1 ว่า ผู้ใดหลอกลวงเอาเงินหรือของจากผู้อื่น โดยจงใจที่จะฉ้อ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔ เท่าหรือทั้งจำ ทั้งปรับ และอธิบายคำว่า “หลอกลวง” ไว้ในมาตรา ๒ ว่า หมายถึง การกระทำโดยวาจาก็ดี โดย หนังสือก็ดี กิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่าการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นไปหรือเกิดขึ้นหรือมีอยู่ ผิดไปจาก ความเป็นจริง แต่การหลอกลวงในการที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรในเบื้องหน้านั้น ไม่เรียกว่าหลอกลวงแต่เรียกว่าไม่ทำตามปฏิญาณ นอกจากนี้ ในมาตรา ๓ ยังได้อธิบายคำว่า “เอามาได้จากผู้อื่น” ว่า เป็นการเอาไปเองหรือหลอกให้เขาไปให้ผู้อื่น และมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

ดังนั้นผมขออนุญาตหยิบยกกฎหมาย ร.ศ.119 มาประกอบ โดยผมขออนุญาตใช้คำโบราณ โดยไม่ตัดแต่งข้อความ เพื่อให้เพื่อนๆ พ่อแม่พี่น้องได้อ่านกฎหมายและเข้าใจ (บางคำอาจจะใช้ไม่เหมือนปัจจุบัน) โดยมีการประกาศใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5

ประกาศลักษณฉ้อ มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยแต่ก่อน ถ้าราษฎรผู้ใดได้หลอกฉ้อทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยประการต่างๆ แล้ว ผู้ที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งหลายก็ฟ้องร้องเรียกเงินปรับเปนสินไหมพินัย ถ้าผู้ฉ้อไม่มีเงินให้ ก็มีวิธีจำเร่งซึ่งเปนโทษอาญากลายๆ ครั้นได้มีพระราชบัญญัติยอมอนุญาตให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ การจำเร่งเงินก็เปนอันเลิกไป ผู้ฉ้อผู้โกงจึงมีใจกำเริบขึ้น ถือว่า ถ้าฉ้อเขามาได้ โทษก็เพียงแต่ต้องให้ของเขาคืน ไม่ต้องถูกเร่งจำจองเปนโทษอาญาอย่างไร สมควรที่จะให้มีกฎหมายทำโทษผู้ร้ายเช่นนี้ไว้บ้าง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ถ้าผู้ใดประพฤติตนดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ให้มีโทษดังที่ได้บ่งไว้

มาตรา ๑ ถ้าผู้ใดหลอกลวงเอาเงินฤๅของมาได้จากผู้อื่นโดยจงใจที่จะฉ้อแล้ว ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปีฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒ คำที่ว่า หลอกลวง นั้น คือ หลอกลวงโดยวาจาก็ดี โดยหนังสือก็ดี โดยกิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่า การอย่างใดอย่างหนึ่งได้เปนไป ฤๅเกิดขึ้น ฤๅมีอยู่ผิดจากที่เปนจริง แต่หลอกลวงในการที่ว่า ตั้งใจจะทำอะไรในเบื้องน่านั้น ไม่เรียกว่า หลอกลวง เรียกแต่ว่า ไม่ทำตามคำปฏิญาณ

มาตรา ๓ เอามาได้จากผู้อื่น นั้น คือ จะเอามาเอง ฤๅหลอกให้เขาให้ไปแก่ผู้อื่น แลมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก ฤๅหลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ แลขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ โดยที่ทราบว่า ที่ดินโรงเรือนนั้นหาใช่ของตนไม่ แลโดยที่มีความประสงค์จะฉ้อเอาผลประโยช แลได้รับผลประโยชนมาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ฤๅให้ปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๕ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก หลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ แต่ที่ดินโรงเรือนนั้นตนได้ให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก ไว้แก่ผู้อื่นครั้งหนึ่งแล้ว หาบอกความสำคัญนี้ ให้ผู้ซื้อ ผู้แลก ผู้รับประกัน จำนำ ขายฝาก ภายหลังทราบไม่ โดยที่มีความประสงค์จะฉ้อผลประโยชน์ แลได้รับผลประโยชน์มาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี ฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ที่ถูกฉ้อมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์ที่มันได้ฉ้อไปได้ แต่จะต้องฟ้องครั้งเดียว จะเป็นความอาญาอย่างเดียวก็ดี ฤๅแพ่งเรียกทรัพย์คืนก็ดี ฤๅทั้งอาญาแลแพ่งรวมกันก็ดี แต่ถ้ากรมอัยการฟ้องทางอาญาแล้ว ผู้ที่ถูกฉ้อจะฟ้องแพ่งรวมสำนวนกับสำนวนกรมอัยการก็ได้ ฤๅจะฟ้องเปนคดีของตนต่างหากก็ได้ อย่างไรก็ดี จะเปนแพ่งฤๅอาญา ต้องฟ้องภายในกำหนด ๖ เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้ทราบความ มาตรา ๗พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ได้แต่เรื่องที่ได้ฉ้อกันภายหลังวันนี้ไป

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๕ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เปนวันที่ ๑๑๖๔๑ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นหนี้ ฉ้อโกง หลอกลวงมาต้องใช้เงินคืน และ ถูกปรับ ไม่งั้นติดคุกติดตะรางไม่ได้ออกมา

สัปดาห์หน้าพบกับการปราบปรามขบวนการแชร์ลูกโซ่ ขบวนการหลอกลวง ที่ภาครัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหามากกว่าเดิม ???

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : sacit ปลื้มหัตถกรรมไทยบูม ปิดฉากงานใหญ่รายได้ทะลุเป้าเฉียด 157 ล้าน

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680745

สกู๊ปพิเศษ : sacit ปลื้มหัตถกรรมไทยบูม  ปิดฉากงานใหญ่รายได้ทะลุเป้าเฉียด 157 ล้าน

สกู๊ปพิเศษ : sacit ปลื้มหัตถกรรมไทยบูม ปิดฉากงานใหญ่รายได้ทะลุเป้าเฉียด 157 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 13 และ Crafts Bangkok 2022 ซึ่งทางสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) หรือ sacit ได้เดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ ส่งผลให้หัตถกรรมไทยขึ้นแท่นสินค้าเนื้อหอม กวาดรายได้ทะลุเป้า

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ sacit เปิดเผยว่าการจัดงานในปีนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าชมงานและเลือกซื้อสินค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ สะท้อนให้เห็นว่า เทรนด์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและคราฟต์ไทยในขณะนี้ได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลาย และทำให้การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศหลังผ่านผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

ตลอด 4 วันของการจัดงาน ตั้งแต่วันที่ 8-11 กันยายน 2565มีผู้เข้าชมงานรวม 32,430 คน และมียอดการจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมไทยและงานคราฟต์สูงเกือบ 157 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลบวกจากความนิยมสินค้าหัตถกรรมและงานคราฟต์เพิ่มขึ้น ประกอบกับการจัดงานในปีนี้โดดเด่นในคอนเซ็ปต์street art ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และการประชาสัมพันธ์งานปีนี้ sacit สร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ผู้สนใจสินค้าหัตถกรรมและงานคราฟต์เลือกซื้อสินค้าได้ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์

ขณะที่ภายในงานมีผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อ อาทิ เครื่องเงิน, เครื่องทอง, ผ้าไหม, ผ้าฝ้าย, งานจักสานและเครื่องไม้โดยเฉพาะสินค้างานคราฟต์จาก Crafts Bangkok 2022 ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มลูกค้าชาวต่างประเทศ ซึ่งพบว่าสินค้า 5 อันดับแรกที่ต่างชาติให้ความสนใจเลือกซื้อ ได้แก่ ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จักสาน เครื่องประดับ เซรามิก และของตกแต่งบ้าน ตามลำดับ

ขณะที่ 5 อันดับร้านค้ายอดขายสูงสุด ในปีนี้แบ่งเป็นงานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 13 ได้แก่ ร้านอุษาคเนย์ประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, บ้านทองสมสมัยประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, ร้านคำปุนอุบลราชธานีประเภทสินค้าผ้าไหมผ้าฝ้าย,ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่านศรนารายณ์ประเภทสินค้างานจักสาน

ส่วนงาน Crafts Bangkok 2022 มี 5 อันดับร้านค้ายอดขายสูงสุด ได้แก่ ร้านบุตรระย้า ประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, ร้าน Dhanu ประเภทสินค้าเครื่องเงินและเครื่องทอง, ร้านจันทร์หอมประเภทสินค้าผ้าไหมผ้าฝ้าย, ร้านรังแตน ประเภทสินค้าผ้าไหมผ้าฝ้ายและร้านเชียงใหม่ ประเภทสินค้าเครื่องไม้

สำหรับทั้ง 2 งานดังกล่าวเป็นงานที่ sacit จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นงานหัตถศิลป์ไทยและงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะรวบรวมฝีมือการสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลปกรรมไทยตั้งแต่ชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม รวมถึงผู้ประกอบการงานคราฟต์รุ่นใหม่ไว้ในงานเดียวกัน

โดยปีนี้ sacit นำผู้ประกอบการร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากว่าหมื่นรายการ จาก 650 ร้านค้าทั่วประเทศและตั้งเป้าว่าในปีต่อไปจะผลักดันการจัดงานและส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการจัดงานในปีนี้ยังเห็นการตอบรับจากผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นว่า ตลาดงานหัตถกรรมและคราฟต์ไทยยังได้รับความสนใจจากคนไทยในการต่อยอดองค์ความรู้สร้างเอกลักษณ์แก่ผลิตภัณฑ์และต่อยอดเป็นรายได้อย่างยั่งยืนโดย sacit มีแผนที่จะผลักดันสมาชิกให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันในเวทีสากล

สำหรับแผนสนับสนุนศักยภาพช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ sacit จะมุ่งเน้นสร้างโอกาสทั้งช่องทางออฟไลน์จากการจัดงานแฟร์และออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดต่างชาติที่ปัจจุบันสนใจผลงานที่มีเอกลักษณ์ นวัตกรรม และความละเอียดในชิ้นงานแบบไทยมากขึ้น เช่น สินค้าประเภทงานไม้งานจักสานและงานผ้าไหมได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มลูกค้าจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป

“แผนในปีหน้าเราจะผลักดันผู้ประกอบการออกงานแฟร์ต่างประเทศ และจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อสร้างตลาดการค้าแบบไร้พรมแดนโดยตลาดสำคัญขณะนี้ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง และยุโรป เริ่มนิยมในสินค้าจากไทย ซึ่งคาดหวังว่าจะสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเติบโตได้เป็นเท่าตัว” นายพรพล
กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ sacit เน้นย้ำคือการอนุรักษ์ สืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่คนไทยโดยดำเนินการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์ เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ สู่การผลิตที่ได้มาตรฐาน เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย กระจายรายได้สู่กลุ่มชาวบ้าน ชุมชนผู้ผลิตงานหัตถกรรม ให้เกิดรายได้สม่ำเสมอ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง

สำหรับการจัดงานในปีนี้ มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ซึ่งนำมายกตัวอย่างได้ดังนี้

วิทวัส ปิยะชัยวุฒิ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Another Cup งานปั้นแก้วจากเนื้อดินพอร์ซเลน เผยว่า หลังคลุกคลีในวงการเซรามิกมา 7-8 ปี ก็เริ่มมาทำร้าน Another Cup เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะอยากสื่อสารงานศิลปะให้คนเข้าถึงได้ง่ายและราคาไม่สูงมาก จึงนำเทคนิคการปั้นมาพัฒนาเป็นงานถ้วย ซึ่งสามารถนำมาเป็นของใช้ หรือของตกแต่งก็ได้ โดยสินค้าเซตแรก มีชื่อว่า Someone ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 ที่เราแทบไม่ได้พบปะผู้คน ไม่ได้เจอไม่ได้สัมผัส จึงอยากสร้างงานที่เป็นตัวแทนของใครสักคน โดยปั้นถ้วยที่มีโทนสี 16 สีตามเฉดสีผิวของมนุษย์

ภาคภูมิ นรังศิยา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ W.K. Studio แบรนด์ของตกแต่งบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการมู โดยเอาความชอบในคาแร็กเตอร์ท่าทางของเทพที่ขึงขังมาปั้นแต่งให้ดูน่ารัก ผ่อนคลาย เข้าถึงได้ง่าย โดยช้างมีต้นแบบมาจากพระพิฆเนศ แมวจากแมวกวัก และเสือจากศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งลูกค้าสายมูที่ซื้อแล้วนำไปปลุกเสกเอง และสายนักสะสมที่ซื้อไปตกแต่งบ้าน แต่ละคอลเลคชั่นจะมีจำนวนจำกัด 30-50 ชิ้นต่อแบบเท่านั้น และจะมีตัวเลขกำกับ ทำให้ผู้ที่ซื้อไปรู้สึกพิเศษที่ได้ครอบครอง

สุพัจนา ลิ่มวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ La Orr ผู้ซึ่งเรียนออกแบบเครื่องประดับ แต่ไม่อยากทำเครื่องประดับเหมือนคนอื่นๆ จึงสร้างสรรค์หาความแตกต่างของตัวเอง ด้วยการนำผ้าไหมปักธงชัยมาออกแบบประยุกต์เป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่มีสีสันสวยงามสะดุดตา อาทิ แหวน ต่างหู เข็มกลัด สร้อยคอ และกำไลข้อมือ

มัลลิกา สงเคราะห์ และ จิตราพร อุดมก้านตรงผู้ก่อตั้ง แบรนด์ Mullika Handmade จำหน่ายตุ๊กตาผ้ายีนส์ยัดไส้ด้วยใยสังเคราะห์ เล่าว่า เริ่มจากความชอบตุ๊กตา เคยเปิดร้านกิฟต์ช็อปซื้อมาขายไป บ่อยเข้าก็เริ่มเบื่อ ที่ตุ๊กตาซ้ำแบบเดิม ก็เลยลองทำเองแล้วเอาไปแจกให้คนอื่น จากนั้นเริ่มมีคนขอซื้อ จึงทำเป็นธุรกิจ โดยมีแนวคิดคือ ต้องมีสตอรี่สร้างความแตกต่าง ให้แต่ละตัวมีชื่อ เราเริ่มจากช้าง เพราะสุพรรณบุรีเป็นแดนยุทธหัตถี ต่อมาเป็นควาย เพราะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แล้วมาเป็นหมา แมว ที่เป็นกลุ่มสัตว์เลี้ยงแสนรัก จากนั้นก็แตกไลน์ตามที่ลูกค้าร้องขอเข้ามาด้วย วัสดุที่เป็นผ้ายีนส์เนื่องจากต้องการความแตกต่าง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแปลงวัตถุที่เหมือนทิ้งแล้วให้มันมีมูลค่า สินค้ามีความคงทน ยิ่งทำความสะอาดยิ่งดูน่าใช้ การตอบรับดีมาก ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะตุ๊กตาน้องควายที่มาแรงในขณะนี้

พิมพ์แก้ว กิติรัตน์ธนโชติ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pimya แห่งบ้านผักตบชวา ที่อยู่ใน ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาจากผักตบชวา เล่าว่าด้วยความที่จบเพาะช่าง รู้จักงานศิลปะ บวกกับโดยมีแนวคิดนำวัชพืชอย่างผักตบชวามาสร้างมูลค่า ผลิตภัณฑ์เริ่มจากตุ๊กตาชาวเขา ตุ๊กตานักรบ ตุ๊กตา 12 นักษัตร ชาวนา นักมวย ตอนนี้ก็มีร่วม 100 รายการ ใน 1 ปี จะออก3 คอลเลคชั่น และยังมีที่ลูกค้าสั่งเข้ามา ซึ่งทำได้หมด เราเอาศิลปะ ภูมิปัญญา เรื่องเล่าใส่เข้าไปในงาน เพื่อสร้างสตอรี่ สร้างจุดขาย อย่างมวยไทย นายขนมต้ม เราก็ยกเรื่องของท่านมา เอาท่าทางแม่ไม้มวยไทยมาใช้ งานก็มีหลายขนาดตั้งแต่ตัวเล็ก เป็นพวงกุญแจ เป็นดินสอ ราคาเริ่มต้นที่ 60 บาท ไปจนถึงตัวใหญ่ราคาเป็นหมื่น ส่วนลูกค้ามีทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทั้งเอกชนและภาครัฐ บางรายเหมาสินค้าไปเป็นลอตใหญ่เลยก็มี

รุ่งรักษ์ เสรีโรจน์ วิทยากรร้านของเล่นพื้นบ้านจากธรรมชาติ และของเล่นพื้นบ้านจากงานวัด อธิบายว่า ของเล่นพื้นบ้านจากธรรมชาติ มีที่มาจาก ไม้ ใบไม้ ก้อนหิน ส่วนของเล่นจากงานวัดจะเน้นในเรื่องของกระดาษเพราะมีสีสันที่สวยงาม เช่น ว่าว ป๋องแป๋ง จักจั่น พัดดอกไม้ ไม้มายากล กังหันไม้ไผ่ ฯลฯ สำหรับแนวคิดของร้านคือ อนุรักษ์สินค้าที่เป็นของเล่นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเด็กยุคก่อนอาศัยสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาเป็นของเล่นได้ทั้งหมด ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เช่น ไม้ ก้อนหิน ผัก ผลไม้แล้วส่งต่อแนวคิดนี้ไปยังเด็กยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะนำของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น และพัฒนาไปเป็นรูปแบบเฉพาะตามจินตนาการของตนเองได้เช่นกัน ทำให้เกิดความอบอุ่น เกิดสายใยในครอบครัว ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมการเล่นในอดีต เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงถึงรากเหง้า ความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีต ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้โดยไม่ต้องมีตัวหนังสือ

สำหรับภาพรวมของการจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 13 และ Crafts Bangkok 2022 นั้น ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้เข้าชมงาน และรายได้จากการจำหน่ายสินค้า ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความนิยมในสินค้าหัตถกรรมและงานคราฟต์ไทย ที่สามารถต่อยอดไปได้อีกไกล และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ผีวัดไทรใหญ่’ ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิร้าง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680734

'ผีวัดไทรใหญ่' ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิร้าง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

‘ผีวัดไทรใหญ่’ ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิร้าง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.42 น.

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” วัดท่าซุง (วัดจันทาราม) บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี เล่าเรื่อง “หลวงพ่อจง พุทฺธสโร หรือพระอธิการจง พุทฺธสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก ให้หวยแม่น วันนี้มาถึงตอน “ผีวัดไทรใหญ่” โดยมีเนื้อหาดังนี้  

ทีนี้มาคุยกันถึงวัดไทรใหญ่ วัดไทรใหญ่นี่อาตมาจำไม่ได้นะ ว่าเป็น พ.ศ. เท่าไหร่ ปีนั้นเขาฝังลูกนิมิต เขานิมนต์ไป เอารูปหล่อหลวงพ่อปานไป แล้วก็นิมนต์หลวงพ่อจงไป แล้วก็มีอาจารย์เกิด แกไปหุงน้ำมัน อยู่จังหวัดนนทบุรี ไปหุงน้ำมันแจก แกคุยว่าน้ำมันของแกเดือนแล้วไม่ร้อน ความจริงเครื่องสมุนไพรมันค่อนกระทะ ตามปกติเท่าที่เคยสังเกต ถ้ามีสมุนไพรมากๆ ไอ้เจ้าน้ำมันนี่มันเดือดง่าย ไม่ทันจะร้อนเท่าไรก็มีเดือดปุดๆ ถ้าเราเอามือจุ่มลงไปละก็มันจะเพียงแค่อุ่นๆ ร้อนไม่มาก แต่ห้ามเอามือถูกก้นกระทะ ก้นกระทะมันจะร้อนมาก แต่ว่าท่านว่ามันเป็นวิชาการของท่าน ก็เป็นเรื่องของท่านไป

ขณะที่เขานิมนต์ไป เอารูปหล่อของหลวงพ่อปานไปตั้งไว้ มีคนไปปิดทอง ปีนั้นปรากฏว่าได้เงินหมื่นแปดพันบาท กว่าจะหมดเวลา นี่รูปหล่อหลวงพ่อปานนะ หลวงพ่อจงนั่งลงนะหน้าทอง ก็ได้เงินหมื่นแปดพันเหมือนกัน ได้เท่ากัน หลวงพ่อจงหัวเราะชอบใจใหญ่ บอกว่าหลวงพ่อปานนั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้หมื่นแปดพันบาท ฉันลงนะหน้าทองเกือบตาย ได้หมื่นแปดพัน ฉันสู้หลวงพ่อปานไม่ได้ ท่านว่ายังงั้น

ทีนี้ ในระหว่างที่พักอยู่ด้วยกัน เขาให้อยู่กุฏิ 2 ชั้น อยู่ชั้นสอง คืนหนึ่งอาตมานอนตื่นขึ้นประมาณตีสอง งานเขาก็เงียบไปแล้ว ลิเกละครก็เลิกหมดแล้ว ไฟฟ้าจุดสว่างก็เดินไปส้วม ส้วมอยู่ไกลกุฏิสักหน่อย ผ่านหน้ากุฏิร้างหลังหนึ่งไป ความจริงเป็นกุฏิสะอาดสวยและเป็นกุฏิใหม่ แต่ไม่รู้ว่าร้าง ขณะขาเดินไปก็ไม่มีอะไร

ขากลับมาทั้งๆ ที่ไฟฟ้าสว่าง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญครางคล้ายกับเจ็บหนักอยู่ในกุฏิ ก็เดินเข้าไปดูเห็นกุฏิใส่กุญแจพอไปถึงหน้าประตู เสียงนั้นก็เงียบไป แต่พอถอยห่างออกมาเสียงนั้นก็ครางอีกเป็นเสียงผู้หญิง เห็นกุฏิใส่กุญแจก็นึกในใจว่าเอ๊ะใครมันจะเอาผู้หญิงมาทำมิดีมิร้ายในนี้กระมัง คนเลวๆ ก็มีอยู่เหมือนกัน เห็นกุฏิพระว่างๆ อาจจะทำปู้ยี่ปู้ยำก็ได้ ก็เลยหาทางเข้า เดินไปดูรอบๆ นอกเห็นหน้าต่างเปิดอยู่บานหนึ่ง ก็เลยเอาไม้พาดปีนขึ้นไปดูบนหน้าต่างแล้วก็เข้าไปในห้องนั้น ปรากฏว่าไม่มีอะไรเลย หาคนสักคนก็ไม่มี สิ่งที่มีชีวิตไม่มี ของที่มีค่าก็ไม่มี เป็นกุฏิว่าง ก็สงสัยว่าเอ๊ กุฏิว่างอยู่ทั้งหลัง มีงานใหญ่ๆ แบบนี้น่าจะจัดให้คนพัก ทำไมเจ้าอาวาสไม่จัดให้คนพัก ก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน

ทีนี้เมื่อลงมาห่างกุฏิ ได้ยินเสียงครางอีก ก็เลยเข้าใจว่าอีคราวนี้ไม่ใช่คนแน่ ผีแน่ ก็เลยไม่สนใจ เดินกลับมาที่นอนพอขึ้นไปถึงชั้นบนปรากฏว่าหลวงพ่อจงตื่นขึ้นแล้ว ลุกขึ้นมานั่งคอย พอขึ้นไปท่านก็ถามว่านี่ เมื่อกี้นี่พบนักเลงโตใช่ไหม ก็ถามว่าอะไรขอรับหลวงพ่อ เมื่อกี้นี้ได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง ใช่ไหม ความจริงกุฏินั่นอยู่ไกลกันมากนะ แกร้องไม่ดังนัก ถ้าจะคิดว่าหลวงพ่อจงได้ยินละ ไม่ได้ยินแน่ แต่ว่าท่านรู้และท่านได้ยิน ก็เลยบอกว่า ขอรับได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง กระผมเข้าไปดูแล้วขอรับ ไม่เห็นมีผู้หญิง ผู้ชายก็ไม่มีผู้หญิงก็ไม่มี คนก็ไม่มี กุฏิใส่กุญแจ แต่ว่าหน้าต่างเปิดไฟฟ้าสว่าง ถ้าบังเอิญคนจะลงไปผมต้องเห็น พอผมเห็นกุฏิใส่กุญแจผมก็เดินออกมา ยังได้ยินเสียงครางอยู่ เดินอ้อมไปทางหลัง ถ้าเขาจะลงตอนนั้นผมต้องเห็นแน่ เพราะไฟฟ้าสว่าง

ท่านก็บอกว่าดูไม่พบหรอก เพราะว่าคนที่ร้องนั่นไม่ใช่คนเป็นนางไม้ กุฏินั้นก็มีเสาตกน้ำมันไม่มีพระกล้าอยู่ เขากลัวกัน ก็เลยถามว่าหลวงพ่อทราบได้ยังไง ท่านก็เลยบอกว่าเมื่อกี้นี้เธอไปส้วม ฉันก็เลยตามไปด้วย ก็เลยสงสัยไม่เห็นท่านตามไปสักนิดหนึ่ง เห็นท่านนอนหลับสนิท แต่ความจริงอาจจะไม่หลับก็ได้ หลับตาไว้ แต่ไอ้ตอนเดินตามนี่ไม่มีแน่ ก็เลยกราบเรียนท่านว่าหลวงพ่อตามผมไปยังไงขอรับ ผมเห็นหลวงพ่อนอนอยู่นี่ แล้วก็ไฟฟ้าสว่างคนทั้งคนถ้าตามผมไปผมต้องเห็นท่านก็บอกว่าฉันไม่ได้เอาตัวไปหรอก ฉันเอาใจไป ฉันเอาใจตามเธอไป ฉันจึงรู้เรื่อง ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า เรื่องเสาตกน้ำมันนี่จะแก้ไขได้ไหม ท่านบอก ไม่ยากเป็นของไม่ยาก แต่ว่าเจ้าวัดเขาโง่ ปล่อยให้กุฏิร้างเฉยๆ ได้ ทำเสียนิดเดียว รับรองเขาเสียหน่อยเดียว พูดกันให้รู้เรื่องพระเจ้าก็จะอยู่อย่างเป็นสุข ถ้าใครปฏิบัติชอบเขาอาจจะสนับสนุนให้รวยก็ได้

เอาละเรื่องนี้ผ่านไปนะ เท่านี้แหละ ไม่วิพากษ์วิจารณ์อะไรเล่าสู่กันฟัง

……………………………

โดยพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” วัดท่าซุง (วัดจันทาราม) บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี คัดลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=39746

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,936,571 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ
จบสัมพันธ์สามีภรรยา หญิงออน แยกทาง ตั้ม วิชญะ ลูกชายของดวงดาว จารุจินดา
สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า
UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม
ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส
บรรจง นะแส เบรก นิกร ปมแลนด์บริดจ์ ไล่ให้ไปอ่าน พ.ร.บ. SEC ก่อนออกตัวแรง!
ยกเลิก MOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.
โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic
รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

Recent Posts

  • ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ
  • เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง
  • “ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3
  • “ทรัมป์” ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก “ประพฤติตัวไม่ดี'”
  • จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d