Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ฮือฮา! พบเห็ดประหลาดคล้ายสมองคน ใหญ่เท่าหัวเด็ก โผล่ใต้ต้นกล้วย

Posted on July 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665822

ฮือฮา! พบเห็ดประหลาดคล้ายสมองคน ใหญ่เท่าหัวเด็ก โผล่ใต้ต้นกล้วย

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.08 น.

10 ก.ค 65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบเห็ดรูปร่างประหลาด ผุดขึ้นใต้ต้นกล้วยในบ้านชาวบ้านหมู่ 11 บ้านร่องไฮ ต.แม่ใส อ.เมือง จ.พะเยา กว่า 10 ดอก มีทั้งดอกเล็กและใหญ่มีรูปร่างคล้ายสมองคนขนาดเท่าหัวเด็กและยังมีลวดลายออกสีแดงคล้ายเส้นเลือดในสมอง มีความกว้าง 10-15 เซนติเมตร สูง 10 เซนติเมตรสร้างความประหลาดใจให้เจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก

นางเขมมิกา จันทร์แปล่ง เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า ปกติตนเองจะอยู่บ้านในเมืองชึ่งที่เห็ดออกเป็นบ้านสวนจะมาที่บ้านสวนช่วงสายๆของทุกวันแต่วันนี้ได้เดินมาดูที่ต้นกล้วยสังเกตเห็นเห็ดรูปร่างแปลกประหลาดออกมา และไม่แน่ใจว่าเป็นเห็ดอะไร และกินได้หรือไม่ หลังจากที่ถามผู้เฒ่าผู้แก่แล้วจึงทราบว่าเห็ดที่เจอมีรูปร่างคล้ายสมองคนเขาเรียกว่าเห็ดหัวเข่า มีกลิ่นหอม เนื้อในสีขาว นุ่มเหมือนขนมปัง และมีรูปร่างคล้ายสมองคนมีลวดลายออกสีแดงคล้ายเส้นเลือดในสมอง ออกดอกมาทั้งเล็กและใหญ่ดอกใหญ่สุดมีความกว้าง 10-15 เซนติเมตร สูง 10 เซนติเมตร หรือขนาดเท่าหัวเด็กและเห็ดสมองคนหรือเห็ดหัวเข่า. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รวบได้แล้ว! เจ้าหนี้ยกเค้าบ้านลูกหนี้ โดนข้อหาลักทรัพย์ ติดตามของคืนผู้เสียหาย

Posted on July 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665819

รวบได้แล้ว! เจ้าหนี้ยกเค้าบ้านลูกหนี้ โดนข้อหาลักทรัพย์ ติดตามของคืนผู้เสียหาย

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.39 น.

10 กรกฎาคม 2565 จากกรณี น.ส.ฉันทพิชญา คำอุ่น  อายุ 37 ปี เข้าร้องเรียนถูกเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบงัดบ้านยกเค้าทรัพย์สินภายในบ้านมูลค่า รวมกว่า 300,000 บาท เหตุเกิดภายในบ้านเลขที่ 50/149 หมู่ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ล่าสุดเย็นวันนี้ 9 ก.ค.65 พ.ต.อ.ดำรงค์ เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สภ.หนองปรือ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดเรื่องราวดังกล่าวในทันทีพร้อมทั้งติดตามนำของที่ยกไปมาคืนต่อผู้เสียหายทั้งหมด   พร้อมทั้งควบคุมตัว นายยศพนธ์ หรือดิน โสภา และนางบังอร ไชยศรี ในข้อหาร่วมการลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน และข้อหารับของโจร อีกทั้งยังได้ติดตามของกลางเป็น จักรเย็บผ้า 1 เครื่อง แอร์ 2 เครื่อง และตู้แช่อาหาร 1 เครื่อง ส่งคืนให้ผู้เสียหาย

ต่อมาทางด้าน พ.ต.อ.ดำรงค์ เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สภ.หนองปรือได้ เรียกน.ส.ฉันท พิชญา อายุ 37 ปี เข้ามาดูของที่ถูกเจ้าหนี้ยกไปโดยของได้คืนทั้งหมดแล้ วและยังได้กล่าวขอบคุณทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่นิ่งนอนใจและมีการติดตามนำของที่ยกไปทั้งหมดมาคืนให้ต่อผู้เสียหาย. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมะวันอาทิตย์ : มงคล9ประการปฏิบัติแล้วมีสุข โดย พระครูสารธรรมคุณ วัดป่ายักษ์คุธรรมานุสรณ์

Posted on July 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665810

ธรรมะวันอาทิตย์ : มงคล9ประการปฏิบัติแล้วมีสุข โดย พระครูสารธรรมคุณ วัดป่ายักษ์คุธรรมานุสรณ์

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.25 น.

10 กรกฎาคม 2565 ธรรมะวันอาทิตย์ ได้มีโอกาสเดินทางไปพื้นที่อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอำเภอชายแดนติดแม่น้ำโขง ตรงข้ามประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อทำบุญ ทำทาน สร้างกุศล ฟังธรรมเทศนา กับพระครูสารธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดป่ายักษ์คุธรรมานุสรณ์ ที่วัดป่ายักษ์คุธรรมานุสสรณ์ ต.ยักษ์คุ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ วัดนี้มีพระสงฆ์อยู่ 9 รูป สามเณรและแม่ชีไม่มี มรรคนายก 1 คน เป็นวัดสังกัดธรรมยุตินิกาย บนพื้นที่ 27 ไร่ เป็นที่ตั้งอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอระฆัง ฯลฯ 

ส่วนที่โดดเด่น ที่ญาติโยมเดินทางเข้ามาวัดเป็นประจำก็คือพระธาตุ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า มีลักษณะคล้ายพระธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งมีความสูง 19 เมตร ฐานกว้าง 10 เมตร ซึ่งญาติโยม พุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและ สปป.ลาวนับถือศรัทธามาก จึงต้องเดินทางเข้ามากราบไหว้ขอพรไม่ได้ขาด โดยเฉพาะในวันเพ็ญเดือน 3 และวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกปี ถือว่าเป็นงานประเพณี งานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งชาว สปป.ลาวจะข้ามแม่น้ำโขง เข้ามาเที่ยวงานและนมัสการทำบุญขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นประจำทุกปี  

นอกจากนี้ทางวัดป่ายักษ์คุธรรมานุสรณ์ ยังกำหนดพื้นที่วัดเป็นเขตอนุรักษ์ป่าไม้ ให้คงอยู่สภาพเดิม พร้อมกับปลูกป่าเพิ่มเติม เช่น ต้นพะยูง, ยางนา,มะค่า,สักทองและไม้มงคลอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม้หายากและยังเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกด้วย  

พระครูสารธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดป่ายักษ์คุธรรมานุสรณ์ เทศนาว่า ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ถือศีล 5 ข้อให้ได้ และปฏิบัติตนตามศีล 5 ข้อให้ได้ ซึ่งศีล 5 ข้อ ได้แก่ 1.ห้ามฆ่าสัตว์ 2.ห้ามลักทรัพย์ 3.ห้ามทำผิดในกาม 4.ห้ามดื่มสุราและ 5.ห้ามพูดเท็จ ถ้าทุกคนทำได้ สังคมก็จะสงบสุข ต่างคนก็ต่างทำมาหากิน และอยู่กันอย่างมีความสุข ส่วนที่วุ่นวายไม่สงบอยู่ทุกวันนี้ เพราะ คนเราขาดศีล 5 และเห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม มีความโลภ หลงยศ หลงลาภ ไม่คิดจะทำความดี เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ กอบโกยอย่างเดียว เกียรติยศ ชื่อเสียง เงิน ทอง ตายไปแล้วก็เอาไปด้วยไม่ได้ และเวลาตาย เขาก็เอาเงินใส่ปากให้เหรียญเดียว อยู่ในปากไม่นาน พอเผาไหม้ร่างกายหมดแล้ว กลายเป็นเถ้าถ่าน ก็ยังเขี่ยหาเงินเอาคืนเป็นที่ระลึก คิดดู เงินใส่ปากเขายังเอาคืน ความดี นี่คือสิ่งยั่งยืน คนเราถ้าสร้างคุณงามความดีแก่สังคมไว้มาก ตายไปแล้ว คนที่อยู่ก็ยังระลึกถึงและกล่าวถึงตลอดเวลาในคุณงามความดีที่เคยสร้างไว้ ยิ่งทุกวันนี้ โรคภัยไข้เจ็บเยอะมาก ทำให้คนอายุสั้นลง จำไว้เมื่อมีชีวิตอยู่จงทำความดี ทำบุญ ทำทาน สร้างกุศลให้มากๆ จิตใจจะได้สบายและชีวิตยืนยาว และขอฝากมงคล 9 ประการ ให้ไปปฏิบัติดังนี้

1. ซื่อตรง บุคคลใด ถ้าขาดความซื่อตรง ก็จะเกิดความเสื่อมโทรมเสียหาย เกิดความระแวงไม่ไว้วางใจ ขาดความเชื่อถือ เกิดความโกรธเคือง อาฆาตแค้น ดูถูกดูหมิ่นกัน กฎธรรมชาติมีอยู่ว่า บุคคลใดซื่อตรงเป็นบุคคลที่น่าคบค้าสมาคมมีเสน่ห์ใครๆก็ชอบคบค้าสมาคมกับคนซื่อตรง ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ถ้าเรามีนักการเมืองคดในข้องอในกระดูก โกงในสันดาน บ้านเมืองของเราก็มีแต่พังกับพังเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขอให้ถือความซื่อตรงเป็นหลักปฏิบัติสำคัญที่สุดของชีวิต 

2.สะอาด เพราะความสะอาดทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรคเกิดจากความสกปรก เมื่อเรามีความสะอาดเชื้อโรคเกิดขึ้นไม่ได้ เราก็มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ ยิ่งกว่านั้น ความสะอาดยังส่อแสดงให้เห็นถึงชีวิตจิตใจ การศึกษา และบุคลิกภาพ ตามคำโบราณที่ว่า ดูวัดให้ดูฐาน(ส้วม) ดูบ้านให้ดูครัว วัดใดส้วมสะอาด แสดงว่า วัดนั้นพระขยัน และบ้านใดครัวสะอาด แสดงว่า แม่ครัวหรือลูกสาวบ้านนั้นขยัน เพราะฉะนั้น ขอให้ถือความสะอาดเป็นหลักปฏิบัติสำคัญที่สุดของชีวิต 

3.ขยัน เพราะความขยันเป็นเครื่องผลักดันชีวิตให้เจริญก้าวหน้าไปสู่ความมั่งคั่ง บรรดาบุคคลสำคัญของโลก ได้ประสบความรุ่งโรจน์ เพราะอาศัยความขยันช่วยผลักดันชีวิต คือ ขยันศึกษา,ขยันคิด,ขยันพูด,ขยันทำและขยันหา คือ หาความรู้ หาความชำนาญ หาทางก้าวหน้า หาทรัพย์สินเงินทอง หามิตรสหาย หาพระสงฆ์องค์เจ้า หานักปราชญ์ผู้รู้ดี เป็นต้น 

4.ใช่จ่ายพอสมควรแก่ฐานะ ถ้าเราใช้จ่ายเกินฐานะเกินรายได้ ก็จะมีแต่ความทรุดโทรมลงและพินาศล่มจม ในที่สุดก็ดำรงชีวิตไม่ได้ มีคนจำนวนมากที่ต้องลำบากยากจนและเดือดร้อน เพราะใช้จ่ายเกินฐานะ จงประหยัดเพื่อใช้จ่าย แล้วใช้จ่ายเพื่อประหยัด จะมั่งมีเพราะประหยัด จะอัตคัดเพราะฟุ่มเฟือย 

5.งดเว้นสิ่งให้โทษคือ 1.สุราเมรัย เครื่องดองของเมา(งดเว้นกินกับยา) 2.ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ยาบ้า ยาอี เป็นต้น 3.การพนันขันต่อต่างๆ 4.แหล่งอบายมุข ตลอดจนสถานเริงรมย์ ที่ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นดีที่สุด 

6.ไม่ล่วงเกินผู้อื่นก่อน เพราะเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ทะเลาะวิวาท ตีกัน เข่นฆ่ากันนั้น เนื่องมาจากการล่วงเกินกันก่อนเป็นมูลเหตุ ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ล่วงเกินกัน หัดยอมเป็น ให้อภัย คิดว่า โลกทั้งผองพี่น้องกัน รู้รักสามัคคี  

7.งดติดต่อคบค้าสมาคมกับคนไม่ดี ถ้าเราติดต่อกับคนไม่ดีก็จะมีแต่เรื่องยุ่ง ผิดหวัง เดือดร้อน เสียหาย พินาศ อาจจะถึงแก่ชีวิตก็ได้ ไร้ประโยชน์ เสียเวลาด้วยประการทั้งปวง จึงควรดูคนดี แบบ 5 ดี คือคิดดี ทำดี พูดดี คบคนดี และไปสู่สถานที่ดี  

8.กตัญญู คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ผู้มีพระคุณแก่เรา สรุปได้มี 5 ประการ เรียงลำดับจากสูงดังนี้ 

8.1.พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้แนะนำสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดีและประพฤติตนเป็นตัวอย่างและที่พึ่งสูงสุด 

8.2.ชาติ กษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ผู้ให้สิทธิคุ้มครองความยุติธรรม ความมีหลักฐาน ถิ่นที่อยู่อาศัย 

8.3.บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดูรักษาให้ความสุขความเจริญและหลักฐานของชีวิต 

8.4.ครูบาอาจารย์ ผู้สั่งสอนศิลปะวิทยาการทั้งหลายให้ความเจริญรุ่งเรืองและป้องกันในทิศทั้งหลาย 

8.5.ญาติพี่น้อง มิตรสหาย เจ้านายผู้บังคับบัญชาเหนือตน ผู้ให้ความอุปการะเลี้ยงดู สนับสนุน ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง 

ผู้มีพระคุณทั้ง 5 ประการที่กล่าวมานี้ บุคคลผู้เจริญแล้วทั้งหลาย ต้องรู้จักบุญคุณและหาทางสนองตอบแทนบุญคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดีที่โลกต้องการบุคคลประเภทนี้ ดังคำที่ว่า คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เทวดาฟ้าดินย่อมคุ้มครองรักษาเสมอ 

9. รู้จักหน้าที่ ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด คนเรามีหน้าที่แตกต่างกัน ตามเพศ วัย และการทำงาน ใครจะอยู่ในหน้าที่อะไรก็ตาม ก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เต็มศักยภาพความรู้ ความสามารถ โดยไม่มุ่งผลตอบแทนเกินไป ให้ทำหน้าที่ด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขขณะทำงาน แต่คนส่วนมาก มีแต่ความอยากได้แต่ไม่อยากทำ อยากรวย อยากสบาย แต่ไม่อยากทำ อยากได้ดีแต่ไม่ยอมสะสมความดีเป็นต้น.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชักหน้าไม่ถึงหลัง! โพลเผยปชช.โอดรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ‘น้ำมัน-อาหาร-ไฟฟ้า’

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665784

ชักหน้าไม่ถึงหลัง! โพลเผยปชช.โอดรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ‘น้ำมัน-อาหาร-ไฟฟ้า’

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.46 น.

10 กรกฎาคม 2565 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “ปัญหาการใช้จ่ายของประชาชน” สอบถามความคิดเห็นระหว่างวันที่ 6-8 ก.ค. 2565 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,312 คน พบว่า มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 6.18 เท่านั้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.10 ระบุว่ารายได้ลดลง และใกล้เคียงกันคือร้อยละ 46.72 ระบุว่ามีรายได้เท่าเดิม 

ในทางกลับกัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.06 ระบุว่า รายได้น้อยกว่ารายจ่าย รองลงมา ร้อยละ 32.62 รายได้พอๆ กับรายจ่าย มีเพียงร้อยละ 7.32 เท่านั้นที่ระบุว่า มีรายได้มากกว่ารายจ่าย โดยรายจ่าย 10 อันดับแรก ที่กลุ่มตัวอย่างระบุ  อันดับ 1 การใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 32.73 

อันดับ 2 การใช้จ่ายด้านอาหารประจำวัน ร้อยละ 25.79 

อันดับ 3 การใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในครัวเรือน ร้อยละ 13.47 

อันดับ 4 การใช้จ่ายด้านแก๊สหุงต้ม ร้อยละ 6.10 อันดับ 5 การใช้จ่ายด้านการผ่อนชำระค่ารถ ร้อยละ 3.36 อันดับ 6 การใช้จ่ายด้านน้ำประปา ร้อยละ 3.18  

อันดับ 7 อื่นๆ  ได้แก่ การใช้จ่ายด้านหนี้สินนอกระบบ การใช้จ่ายด้านยาและเวชภัณฑ์ การใช้จ่ายด้านโทรศัพท์มือถือ การใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ต การใช้จ่ายด้านเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย และการใช้จ่ายด้านเคเบิ้ลทีวี ร้อยละ 3.05 

อันดับ 8  การใช้จ่ายด้านการผ่อนชำระค่าบ้าน ร้อยละ 2.79 

อันดับ 9 มีเท่ากัน 2 เรื่องอยู่ที่ร้อยละ 2.32 คือ การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์หรือวัตถุดิบในการประกอบอาชีพ และการใช้จ่ายด้านการเรียนหนังสือของตนเองหรือบุตรหลาน 

อันดับ 10 การใช้จ่ายด้านค่าเช่าที่อยู่อาศัย ร้อยละ 1.79

อันดับ 11 การใช้จ่ายด้านการโดยสารขนส่งสาธารณะ ร้อยละ 1.50 ทั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 1.56 เท่านั้น ที่ระบุว่า ไม่มีการใช้จ่ายใดที่สร้างผลกระทบ ขณะที่อีกร้อยละ 0.04  ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘จอกหูหนูยักษ์’วัชพืชน้ำร้ายแรง! หวั่นระบาดหนักกระทบ‘งานพืชสวนโลก’ปี69 แนะเร่งกำจัด

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665782

‘จอกหูหนูยักษ์’วัชพืชน้ำร้ายแรง! หวั่นระบาดหนักกระทบ‘งานพืชสวนโลก’ปี69 แนะเร่งกำจัด

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.13 น.

10 กรกฎาคม 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า

วัชพืชน้ำร้ายแรง…”จอกหูหนูยักษ์” อาจได้อวดสายตาชาวโลกใน #งานมหกรรมพืชสวนโลก จ. อุดรธานี ปี 2569

แต่ปัญหายังติดอยู่ตรงที่..จอกหูหนูยักษ์ ยังติดอยู่ในบัญชีรายชื่อสิ่งต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 แก้ไข พ.ศ. 2521 2550 และ 2551 ซึ่งกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้กำกับดูแล ได้ประกาศให้ “จอกหูหนูยักษ์” เป็น “สิ่งต้องห้าม” ลำดับที่ 349 ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ ปี 2521 แต่ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า “เฟิร์นน้ำซาลวิเนีย”

บทลงโทษ คือ “หากผู้ใดครอบครองสิ่งต้องห้าม จะต้องเป็นผู้ทำลาย และหากเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำลาย สามารถเรียกเก็บค่าเสียหายจากผู้ครอบครองได้ และผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขัดขืน ขัดขวาง การกระทำ  การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ล่าสุดปี 2565 .มีรายงานว่าพบ “จอกหูหนูยักษ์” ระบาดไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่หนองหาน-กุมภวาปี จ. อุดรธานี หรือ ชาวบ้านเรียกว่า “#ทะเลบัวแดง” พื้นที่ 22,000 ไร่ มีปริมาณจอกหูหนูยักษ์อยู่มากกว่า 2 ล้านตัน ทำให้เรือนำนักท่องเที่ยวชมความงามของทะเลบัวแดง ไม่สามารถวิ่งรับผู้โดยสารได้เพราะ มีจอกหูหนูยักษ์”มีความหนาแน่นมาก

ที่จริง.การระบาดของ “จอกหูหนูยักษ์” ใน จังหวัดอุดรธานี เริ่มต้นในปี 2560 ในจำนวนไม่มาก แต่”จอกหูหนูยักษ์” ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว   เพียง 1 ต้นสามารถ เพิ่มปริมาณครอบคลุมพื้นที่ 64,750 ไร่ ได้ ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งเร็วกว่าผักตบชวาหลายเท่า  ถึงแม้ว่าชุมชนร่วมแรง ร่วมใจ กันกำจัดโดยการเก็บต้นจอกหูหนูยักษ์ ไปทิ้งนอกพื้นที่แหล่งน้ำ ..แต่ก็ทำได้แค่เพียงปีละ 10% เท่านั้น 

การดูแลรักษาแหล่งน้ำ เป็นเรื่องที่มีหน่วยงานรับผิดชอบมากมาย ยกตัวอย่างเช่นในบริเวณเขื่อน อ่างเก็บน้ำ คลองส่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร อยู่ในความรับผิดชอบของ #กรมชลประทาน ส่วนในพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเช่นบึงบอระเพ็ดและอีกหลายแห่งทั่วประเทศ อยู่ในความรับผิดชอบของ #กรมประมง ในพื้นที่แม่น้ำที่ใช้สัญจรไปมาทางน้ำ อยู่ในความรับผิดชอบของ #กรมเจ้าท่า ในพื้นที่ แหล่งน้ำของชุมชน อยู่ในความรับผิดชอบของ อบต. และ อบจ.

ดังนั้น การจัดการวัชพืชร้ายแรงตัวนี้คงไม่สามารถดำเนินการได้เฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากทุกหน่วยงานทำงานร่วมกัน และบูรณาการวิธีป้องกันกำจัดที่มีประสิทธิภาพ เราคงกำจัด จอกหูหนูยักษ์” และวัชพืชน้ำชนิดอื่นๆ ให้หมดไปจากประเทศไทยได้โดยเร็ว 

สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ อีก 4 ปีข้างหน้า ใน งานมหกรรมพืชสวนโลกที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ เราคงไม่ได้อวดความงดงามของทะเลบัวแดง แต่อาจจะได้อวด “จอกหูหนูยักษ์ ..วัชพืชกักกันร้ายแรง “แทน‼️ นอกจากจังหวัดอุดรธานีแล้ว  ยังมีรายงานว่าพบ “จอกหูหนูยักษ์”  ระบาดในพื้นที่แหล่งน้ำอีกหลายจังหวัดได้แก่ สกลนคร กาฬสินธุ์ ลำปาง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรีสมุทรสงคราม สงขลา ที่เป็นพื้นที่รวมกันหลายหมื่นไร่  นอกจากนั้นยังพบว่า เจ้าหน้าที่ปล่อยให้มีการซื้อขายจอกหูหนูยักษ์ ทางออนไลน์อีกด้วย

แบบนี้เรายังสมควรเรียก “#จอกหูหนูยักษ์” ว่าเป็น “#สิ่งต้องห้าม” “#วัชพืชกักกัน” อยู่อีกหรือไม่ งานนี้..กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น.ที่ต้องออกมาชี้แจงให้สังคมรับทราบ. 012
 

ขอบคุณเรื่องจาก
https://www.facebook.com/1868825710042450/posts/3180539135537761/

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : คุณประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665719

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช่มูลสัตว์ เศษใบไม้ใบหญ้า หรือ อุจจาระมนุษย์ อย่างที่ชาวไร่ชาวนา คนทั่วไปข้าราชการบางท่าน และอาจารย์บางท่านของมหาวิทยาลัยเกษตรเข้าใจผิด ฝังลึกในจิตใจมาตลอด เพราะได้รับการโฆษณาชวนเชื่อและตอกย้ำจากเจ้าหน้าที่ของพ่อค้าผู้ขายปุ๋ยเคมีและนักวิชาการรับจ้างที่ไม่หวังดีมาตลอดเวลามากกว่า 50 ปี

ความจริงแล้ว มูลสัตว์และอุจจาระหรือต้นไม้ใบหญ้า เป็นเพียงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แต่ไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์ จึงไม่มีคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์เลย เหมือนกับหินปูนเป็นวัตถุดิบในการทำปูนซีเมนต์ แต่ไม่ใช่ปูนซีเมนต์ เพราะกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์จะต้องเอาหินมาผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงถึง 1,250 องศาเซนติเกรด กว่าจะทำเป็นปูนซีเมนต์ได้และนายช่างโยธาทั้งหลายในวงการก่อสร้างและโยธาทั้งหลายก็ไม่เคยหลงผิดคิดว่าหินปูนคือปูนซีเมนต์และก็ไม่เคยคิดว่าจะเอาหินปูนมาใช้แทนปูนซีเมนต์ได้

แต่ในทางเกษตร ชาวไร่ชาวนาและนักวิชาการเกษตรยังฝังจิตฝังใจ ว่ามูลสัตว์หรือใบไม้ใบหญ้าเป็นปุ๋ยซึ่งทำให้ทุกคนไม่อยากที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพราะว่าเวลาเอาไปใช้มันอยู่ในกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จึงทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นและพืช ต้นไม้อาจจะตายได้และนอกจากนั้น ยังเสียเวลานานหลายเดือนกว่าจะได้ประสิทธิผลเป็นปุ๋ย ฉะนั้นเมื่อเข้าใจผิดตลอดมาเลยทำให้คิดว่า เวลาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเห็นประสิทธิผล เลยไม่นิยมที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ในข้อเท็จจริงกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้องเอาสารอินทรีย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์มาหมักกับจุลินทรีย์ที่คัดมาให้มันช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนถึง 2 เดือน จึงจะได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สมบูรณ์แบบเมื่อเป็นปุ๋ยอินทรีย์สมบูรณ์แล้วก็สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ผลทันทีเหมือนกับใช้ปุ๋ยเคมี

การที่ชาวไร่ชาวนาหลงเชื่อ และฝังจิตฝังใจว่าปุ๋ยอินทรีย์ใช้แล้วไม่ได้ผลดีเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้ชาวไร่ชาวนา ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้ ข้อเท็จจริงปุ๋ยอินทรีย์ที่ทีพีไอผลิตอยู่แล้วขายถูกกว่าปุ๋ยเคมีมากแต่มีประสิทธิผลได้เร็วเท่ากัน และได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีด้วยซ้ำไปเพราะว่าในปุ๋ยอินทรีย์เรามีทั้งธาตุอาหารหลักและอาหารรอง พร้อมจุลธาตุ และยังมีจุลินทรีย์ และฮอร์โมนต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืชด้วย สำหรับจุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยอินทรีย์นี้มันก็จะช่วยย่อยธาตุอาหารในดิน ให้กลายเป็นธาตุอาหารเพิ่มขึ้น ธาตุอาหารและฮอร์โมนต่างๆ เหล่านี้ ช่วยทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น และไม่ทำให้ดินเสีย นอกจากนั้น ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นอันตรายกับร่างกายของชาวไร่ชาวนาและผู้บริโภค

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : วช.จับมือ ส.กีฬาเครื่องบินจำลองฯ ชูนวัตกรรมสุดล้ำ เร่งถ่ายทอดเทคนิคการบินโดรนแปรอักษรประยุกต์สู่การใช้งาน

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665712

สกู๊ปพิเศษ : วช.จับมือ ส.กีฬาเครื่องบินจำลองฯ ชูนวัตกรรมสุดล้ำ  เร่งถ่ายทอดเทคนิคการบินโดรนแปรอักษรประยุกต์สู่การใช้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากกระแสของ “อากาศยานไร้คนขับ” หรือ “โดรน” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในเรื่องการทำแผนที่ และทางการทหาร เพื่อการเกษตร และอื่นๆ การบังคับโดรนยังเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะทางเทคโนโลยี นวัตกรรม สามารถสร้างความเป็นเลิศให้เยาวชนไทยได้อย่างยอดเยี่ยม จนเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน และเป็นหนึ่งในเก้าของโลกกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ หรือโดรน ที่สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้ออกตระเวนสอนเครื่องบินบังคับในสถานศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพยายามจัดการแข่งขันในสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง และได้รับความนิยมมากคือร่วมจัดการแข่งขัน หนูน้อยเจ้าเวหาร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน การแปรอักษรในพระราชพิธี และบินโดรนเฉลิมพระเกียรติฯ ในรัฐพิธีต่างๆซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้จัดอบรม และถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีโดรนในด้านต่างๆ ส่งเสริมการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยีโดรน พัฒนาความรู้เพื่อนำไปต่อยอดปรับใช้กับการทำงานได้จริงมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคกลาง ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2565 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟต์แวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่างๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ในภาคกลาง

โดยเป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกิจกรรม “โดรนแปรอักษร” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่องผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน โดย สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เข้าร่วมในพิธีเปิดการอบรมฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติหรือ วช. ภายใต้กระทรวง อว. กล่าวว่า วช.มีความมุ่งมั่นในการที่จะสนับสนุนในเรื่องการพัฒนางานหรือประติมากรรมระดับเยาวชน ซึ่งในเรื่องของโดรนแปรอักษรเป็นการพัฒนาและให้ความรู้ที่ทาง วช. ให้การสนับสนุนผ่านทางสมาคมเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญอย่างหนี่ง ซึ่งมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จริงๆ ทำมาหลายช่วงปีเป็นหลักสิบปี มีพัฒนาการตั้งแต่เครื่องบินจำลองมาจนถึงปัจจุบันในเรื่องของโดรนแปรอักษรซึ่งพัฒนาการทางด้านนวัตกรรมถือว่ามีความทันสมัยและตอบโจทย์ในเรื่องของการวิเคราะห์ในระดับเยาวชน การมีส่วนร่วม และที่สำคัญสามารถนำไปใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้จริงและในช่วงของกิจกรรม 2-3 วันนี้ เราจะมีบุคลากรมีน้องๆ เยาวชนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของการเข้าใจการพัฒนาซอฟต์แวร์ในเรื่องของการแปรอักษรโดยใช้โดรนเกิดขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 50 คนซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 แล้ว

“หลังจากนี้ก็จะมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง ในช่วงระยะเวลาประมาณสัก 3-4 เดือน เราจะพัฒนาเยาวชนที่เป็นนักประดิษฐ์ในเรื่องของโดรนแปรอักษรได้ร่วม 200 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป และในส่วนของกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการให้ความรู้ทาง วช. ก็คาดหวังว่าในเรื่องของนวัตกรรมโดรนแปรอักษรที่เกิดขึ้นจะสามารถทำให้ทุนทางปัญญาของประเทศในเรื่องของความรู้ความสามารถของเยาวชนเรื่องเทคโนโลยีได้พัฒนาและสามารถที่จะตอบโจทย์ในความท้าทายใหม่ๆ มีความรู้ความชำนาญและมีประสบการณ์ในด้านนี้ เพิ่มมากขึ้น เกิดการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี ด้านการบินในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศต่อไป” ดร.วิภารัตน์กล่าว

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับทำงานร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2548 ระยะเวลาร่วม 20 ปี มีนโยบายที่มุ่งส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ  ในการนี้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับโดรนในประเทศ ที่ประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ กล่าวได้ว่าเป็น“โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย และเป็นนวัตกรรมหนึ่งเดียวในอาเซียน และ 1 ใน 9 ของโลก ซึ่งเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ 

นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ทางสมาคมฯได้ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ“โดรนแปรอักษร”และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่างๆ ให้กับนักเรียนนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆทั่วประเทศ โดยเป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะ

ด.ช.ศุภกร สุนทรธรรมรัต

“ผลที่ผ่านมาจากการอบรมครั้งที่ 1 เราได้นักเรียนที่มีความสามารถในการควบคุมโดรนแปรอักษรจำนวน 300 ลำ ขึ้นสู่บนท้องฟ้าด้วยตัวเขาเอง และที่สำคัญในเรื่องของภาษา c หรือ c++ เด็กเหล่านี้มีความสามารถในเรื่องของการสร้างและทำให้โดรนเหล่านั้นขึ้นได้ด้วยตนเอง โดยเขียนชื่อโรงเรียนของตัวเอง เขียนชื่อสถาบันของตัวเองได้ แล้วชื่อโรงเรียนหรือสถาบันของตัวเองขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เป็นผลสำเร็จด้วยตัวเขาเอง นี่คือความภาคภูมิใจและสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานและพิธีต่างๆที่จะเกิดขึ้น หลังจากนี้ต่อไปน่าจะไม่เกิน 1 ปี ทุกจังหวัดน่าจะมีโดรนแปรอักษรขึ้นได้ทั่วประเทศ” นายพิศิษฐ์ กล่าว

ส่วนกิจกรรมต่อไป จะจัดที่จังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนพรหมมานุสรณ์ ติดกับเขาวัง ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คที่สวยและเป็นสิ่งที่ชาวจังหวัดเพชรบุรีเรียกร้องมาว่าอยากให้เราไปจัดกิจกรรมตรงนั้น เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะพัฒนาเยาวชนให้ห่างไกลยาเสพติด โดยเฉพาะการเล่นเกมถือว่ามีประโยชน์อีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเล่นเกมแบบติดงอมแงม อันนั้นจะเกิดประโยชน์ไม่ได้ แต่สิ่งที่จะช่วยเขาให้เลิกจากการเล่นเกมคือทำให้เขาเกิดความเป็นฮีโร่ ได้มีเวทีให้เขาแสดงโดยเฉพาะโดรนแปรอักษร แค่นิ้วเดียวของเขาสามารถสั่งโดรนขึ้นเป็นร้อยเป็นพันลำผมว่าความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจที่จะทำให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีของประเทศในอนาคตเกิดขึ้นได้อีกมากมายแน่นอน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง

ด.ช.ศุภกร สุนทรธรรมรัต หรือ น้องปลื้ม อายุ 12 ปี จากโรงเรียนสาธิตพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หนึ่งในน้องๆ ที่เข้ารับการอบรม กล่าวว่าสนใจมาโครงการนี้เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องโดรนและเทคโนโลยี ซึ่งตนก็ชอบเรื่องโดรนและเทคโนโลยีอยู่แล้วด้วย และเคยเห็นผลงานของอาจารย์พิศิษฐ์ จึงอยากลองมา
เรียนมากๆ และวันนี้ได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เราจะทำยังไงโดรนถึงจะบินขึ้นไปแล้วไปทำรูปต่างๆ ได้เช่น วันนี้ตอนเช้าก็จะมีรูปโลกและอักษรอยุธยา ก็ได้เรียนรู้ว่ามันทำยังไงบ้าง ใช้โปรแกรมอะไรในการทำให้โดรนบินขึ้น ก็จะเอาความรู้ที่ได้เอามาพัฒนาตัวเอง อาจจะทำโชว์แปรโดรนอักษรเล็กๆ เพื่อหารายได้ให้กับตัวเองเพิ่มเติม

“อยากให้เพื่อนๆหันมาสนใจและหันมาลองทำดูในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น โดรน โดรนเป็นกิจกรรมที่สนุกมากๆและทำให้เราได้เรียนรู้บางอย่างเพิ่มเติมที่เรายังไม่เคยเรียนรู้มาก่อนด้วยผมได้ส่วนตรงนี้แล้วผมก็จะไปชวนเพื่อนๆว่าโดรนมันน่าสนใจและอยากให้มาลองทำดูและหลังจากนั้นเพื่อนๆก็จะได้รู้ถึงความสนุกว่าโดรนมันสามารถบังคับยังไงได้บ้าง นอกจากบังคับด้วยรีโมท ใช้โปรแกรมได้แล้ว และสามารถทำอะไรอย่างอื่นบ้าง และไปชวนเพื่อนของเพื่อนมาอีกทีเพื่อจะให้คนเยอะๆและความสนุกก็จะเพิ่มขึ้น” ด.ช.ศุภกร กล่าว

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล

สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” กำหนดจัดการอบรมในภาคกลางจำนวน 4 ครั้ง ที่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดราชบุรี มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 25 โรงเรียนอบรมครั้งละ 50 คน รวมจำนวนผู้เข้าอบรมรวมทั้งสิ้น 200 คน 

ทั้งนี้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ปรับใช้เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เทียบเท่าระดับสากลอย่างยั่งยืนต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กสม.’ย้ำต้องคุ้มครอง‘สิทธิแรงงาน’ หลังรับร้องทุกข์‘เลิกจ้างไม่เป็นธรรม’

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665727

‘กสม.’ย้ำต้องคุ้มครอง‘สิทธิแรงงาน’  หลังรับร้องทุกข์‘เลิกจ้างไม่เป็นธรรม’

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ความมั่นคงในอาชีพ” เป็นอีกปัจจัยในการที่คนคนหนึ่งใช้ตัดสินใจเดินเข้าไปสมัครงาน ณ สถานประกอบการ นอกเหนือจากค่าจ้างและสวัสดิการต่างๆ เพราะเมื่อทำงานแล้วก็ต้องการความมั่นใจว่าจะไม่ถูกเลิกจ้างโดยง่ายหากตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดหรือกิจการที่ทำงานอยู่ไปต่อไม่ไหว ซึ่งการลูกจ้างถูกเลิกจ้างแล้วเห็นว่าตนเองไมได้รับความเป็นธรรมก็มีช่องทางในการร้องทุกข์ เช่น สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือฟ้องต่อศาลแรงงาน

อย่างไรก็ตาม มีกรณีที่แรงงานไปร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ กสม. เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2565 ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่าง โดยเป็นเรื่องของ พนักงานขับรถพ่วงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม สืบเนื่องจากพนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าวซึ่งมีหน้าที่ในการขับรถขนส่งสินค้าให้ทันตามรอบเวลาที่บริษัทกำหนด แต่ในบางรอบด้วยเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจดำเนินการได้ทันเวลา เช่น สภาพรถไม่พร้อมใช้งาน หรือผู้เกี่ยวข้องไม่ได้เติมน้ำมันให้เพียงพอต่อการใช้งาน แม้พนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าวจะได้แจ้งปัญหาให้กับหัวหน้างานทราบแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา

ต่อมาในการขับรถส่งงานครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุระบบคลัตช์ของรถมีกลิ่นเหม็นไหม้ พนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าวจึงไม่ได้ขับรถต่อไปเนื่องจากต้องรอการตรวจสอบสภาพรถ เป็นเหตุให้ฝ่ายบุคคลของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องบอกเลิกจ้างด้วยเหตุผลปฏิบัติงานล่าช้า แม้พนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าวจะพยายามติดต่อบริษัทเพื่อชี้แจงเหตุผลแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้ชี้แจงแต่อย่างใด ทั้งนี้ได้รับแจ้งว่าการเลิกจ้างระหว่างช่วงเวลาที่มีการปฏิบัติงานไม่ถึงสามเดือนไม่เป็นความผิด จึงขอให้ตรวจสอบ โดยผู้ถูกเลิกจ้างได้มาร้องเรียนกับ กสม. เมื่อเดือน ม.ค. 2565

“กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่บริษัทผู้ถูกร้องเลิกจ้างพนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าว โดยไม่แจ้งล่วงหน้าหรือจ่ายค่าจ้างแทนการบอกเลิกจ้างล่วงหน้า โดยอ้างเหตุว่าพนักงานไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับหรือข้อสั่งการของบริษัทอันเป็นเหตุยกเว้นในการแจ้งการเลิกจ้างล่วงหน้า หรือจ่ายเงินชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น การดำเนินการเลิกจ้างดังกล่าวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้มีการตักเตือนลูกจ้างเป็นหนังสือแล้ว

แต่จากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่าบริษัทเคยมีหนังสือตักเตือนพนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าวแต่อย่างใด แม้บริษัทระบุว่าได้มีการตักเตือนด้วยวาจาโดยหัวหน้างานแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏบันทึกการตักเตือนด้วยวาจาตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับระเบียบการทำงานของบริษัทแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ให้การรับรองไว้ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ทั้งนี้ ในวันที่ 4 ก.ค.2565 กสม. ยังได้มีข้อเสนอแนะ แบ่งเป็น 1.มาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้บริษัทผู้ถูกร้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานซึ่งให้การคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับระเบียบการทำงานของบริษัทอย่างเคร่งครัด รวมทั้งแจ้งสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้รับทั้งก่อนการว่าจ้างและเมื่อสิ้นสุดการว่าจ้าง

และให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาให้บริษัทผู้ถูกร้องดำเนินการเยียวยาพนักงานขับรถพ่วงรายดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบนี้ นอกจากนี้ ให้กระทรวงแรงงานพิจารณาให้มีการเพิ่มเติมกฎ ระเบียบ หรือข้อกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างจะต้องจัดให้มีการสอบสวน หรือต้องรับฟังคำชี้แจงของลูกจ้างต่อข้อกล่าวอ้างอันเป็นเหตุให้ถูกเลิกจ้างก่อน

เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 158 ว่าด้วยการเลิกจ้าง ค.ศ.1982 (พ.ศ.2525)อันเป็นไปตามที่แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน(พ.ศ.2562-2565) ได้กำหนดให้กระทรวงแรงงานทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานที่ยังมีช่องว่างระหว่างกฎหมายและทางปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบนี้

2.มาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้กระทรวงแรงงานกำชับให้สำนักงานส่วนภูมิภาคส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการในพื้นที่รับผิดชอบนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practice : GLP) ไปใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจของตน ตามที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (พ.ศ.2562-2565) และให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิแรงงานแก่นายจ้างและลูกจ้างในพื้นที่ความรับผิดชอบ

โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับการคุ้มครองจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งช่องทางการร้องเรียน และกำชับให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เปลี่ยนมุมคิด ‘ที่อยู่อาศัย’ ลดต้นทุนค่าครองชีพ‘คนเมือง’

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665700

สกู๊ปแนวหน้า : เปลี่ยนมุมคิด ‘ที่อยู่อาศัย’  ลดต้นทุนค่าครองชีพ‘คนเมือง’

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เราไม่ค่อยจัดการที่อยู่อาศัยบนฐานคิดว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เราทุกคนเกิดมาเราจำเป็นต้องมีที่อยู่ แต่เราละเลยเรื่องเหล่านี้เกินไป เราปล่อยให้
ที่อยู่อาศัยถูกจัดการเหมือนสินค้า แปลว่าใครมีสตางค์มากคุณก็ไปซื้อ ใครที่ไม่มีสตางค์คุณก็ไปอยู่ตามซอกหลืบ เพราะว่าคุณไม่มีสตางค์ เราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเดียว อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ”

ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา “เปิดประตู่สู่ความเหลื่อมล้ำ” ในหัวข้อ “คนจนเมือง” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักข่าว ThaiPBS ที่ชั้น 5 อาคารสยามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ถึงปัญหาค่าครองชีพด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเกิดจากวิธีคิดที่มองที่อยู่อาศัยเป็นสินค้า ทั้งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

เมื่อที่อยู่อาศัยถูกมองเป็นสินค้าและมุ่งเน้นการทำกำไร บรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงไม่มีโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับตลาดคนรายได้น้อย เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบธนาคาร เนื่องจากจำนวนมากประกอบอาชีพอยู่นอกระบบ จึงไม่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยดังนั้นทางเลือกของผู้มีรายได้น้อย จึงมีเพียงการเป็นผู้บุกรุกที่ดินซึ่งถูกทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า หรือไม่ก็ต้องไปเช่าที่พักราคาถูกแต่สภาพไม่ค่อยดีนัก เช่น ตึกแถวสภาพเก่าทรุดโทรม ต้องใช้ห้องน้ำรวม เป็นต้น

อาจารย์บุญเลิศ กล่าวต่อไปว่า การจัดการที่อยู่อาศัยแบบที่เป็นอยู่นั้นเป็นการใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการที่ออกมาจึงเน้นไปที่การซื้อ-ขายที่อยู่อาศัย เช่น การลดหย่อนภาษี ซึ่งคนชั้นกลางหรือชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปได้ประโยชน์แต่คนรายได้น้อยหรือคนที่อยู่ในเศรษฐกิจไม่เป็นทางการเข้าไม่ถึง ประเด็นนี้อีกด้านก็น่าคิดว่า เป็นการนำเงินภาษีไปช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ในขณะที่ยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าที่พัก ทั้งที่กลุ่มผู้เช่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มีความสามารถในการซื้อบ้านลดลง

“ในทางวิชาการมีข้อถกเถียง เส้นแบ่งอยู่ที่ 30% ถ้าเรามีรายได้ 100 บาท เราจะแบ่งเงินไปเช่าที่อยู่อาศัยสัก 30% ถ้าใครใช้เงินรายได้เกิน 30% ของรายได้ตัวเองกับที่อยู่อาศัย เราจะเหลือเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่มากพอ คือถ้าคนที่มีรายได้ 9,000 บาท คุณจะไปซื้อที่อยู่อาศัยที่ให้คุณผ่อนเดือนละ 3,000 ในตลาดไม่มี มีตัวเลขของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำให้เห็นเลยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยที่ราคาไม่เกิน 1 ล้าน มันน้อยลงเรื่อยๆ

บริษัทเอกชนไม่อยากทำบ้านขายคนกลุ่มนี้ เพราะรู้ว่าคนกลุ่มนี้กู้แบงก์ไม่ผ่าน คนกลุ่มนี้ก็ต้องไปหาเช่า ก็ต้องไปหาเช่าที่อยู่อาศัยในราคาถูก ซึ่งผมติดว่าคุณภาพที่พออยู่ได้สำหรับนักศึกษาจบใหม่ตั้งแต่เรียนหนังสือมา แบบคุณภาพภาระชีวิตที่ดีเดือนละ 5,000-6,000 บาท แต่ถ้าคุณเป็นแม่บ้านเดือนละ 9,000 เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เช่าในเวลานี้” อาจารย์บุญเลิศ กล่าว

เช่นเดียวกับ นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวเสริมว่า หากต้นทุนในการดำรงชีวิตถูกลงคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้นทุนที่สำคัญที่สุดคือด้านที่อยู่อาศัยและไม่ใช่เฉพาะคนจน แต่เป็นคนทุกกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหานี้ “คนคนหนึ่งอยากมีบ้าน เงินเดือนออกมาจ่ายค่าผ่อนบ้านก็แทบหมดแล้ว” หากเหลือเงินน้อยไม่มีทางที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นได้

“ถ้าทำให้ต้นทุนเรื่องที่อยู่อาศัยมันถูกลงมันช่วยได้เยอะ ช่วยคนทุกกลุ่มด้วย ฉะนั้นนโยบายเรื่องนี้ทำได้เลย อย่างเช่นกรณีคนจนเมืองที่อยู่ในชุมชนที่เขาเป็นชุมชนอยู่แล้ว ผิดกฎหมายหรืออะไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ กทม. อาจจะสำรวจดูเลยว่ามีที่ไหนบ้างที่อยู่ในลักษณะแบบนี้ กทม. ก็ต้องไปทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย เป็นที่ดินของใคร อาจจะไปประสานหน่วยงานเจ้าของที่ดิน เจรจากันแล้วทำให้เขาเช่าอย่างถูกกฎหมายได้ไหม? ถ้าที่ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้เรื่องอื่นแล้ว” เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าว

นพพรรณ ยังกล่าวอีกว่า หากสามารถเปลี่ยนจากชุมชนบุกรุกผิดกฎหมายเป็นชุมชนที่เช่าพื้นที่อยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็สามารถใช้งบประมาณเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ได้ แต่ท้ายที่สุด หากที่ดินบริเวณนั้นจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อการพัฒนาจริงๆ ซึ่งต้องย้ายชุมชนออกไปก็ต้องเตรียมหาพื้นที่ที่เหมาะสมรองรับ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าที่พัก ซึ่งไม่ใช่แต่คนจนแต่ยังรวมถึงคนชั้นกลางด้วย กทม. จะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ภาระค่าเช่าลดลง

ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ได้หารือกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย และ การเคหะแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในที่ดินที่ยังไม่ถูกใช้งาน อย่างไรก็ตาม การจัดสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใด ต้องดูปริมาณความต้องการ (Demand) ในพื้นที่นั้นด้วย เช่น ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ที่อยู่อาศัยที่การเคหะแห่งชาติก่อสร้าง หลายแห่งยังว่างไม่มีผู้อยู่อาศัย และที่มากไปกว่านั้น สถานการณ์โควิด-19 ได้ให้บทเรียนว่า นอกจากการสร้างที่อยู่อาศัยแล้วยังต้องสร้างความเป็นชุมชนให้เกิดขึ้นด้วย

“ตอนโควิดชุมชนเข้มแข็ง เราไม่ได้สร้างที่อยู่อาศัย เราต้องสร้างชุมชน เราต้องสร้าง Body ให้เขาช่วยจัดการ อาจจะเป็นเรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษา เรื่องผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัยจริงๆ แล้วมันไม่ใช่การนอน มันคือการสร้างชุมชน ความสัมพันธ์ เพื่อจัดการปัญหาและดูแลกันเอง” ศานนท์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็น “ที่อยู่กับแหล่งงาน”ว่า ที่ผ่านมาเคยพบผู้ที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมเพราะถูกไล่รื้อ แต่เมื่อไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ก็ไม่สามารถทำงานเดิมได้อีกเพราะอยู่ไกลมาก ซึ่งการมีอาชีพทำให้คนสามารถลืมตาอ้าปากได้ แต่คนจนเมืองที่จำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบ เผชิญข้อจำกัดทั้งการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของกระบวนการบริหารจัดการเมือง เช่น กรณีผู้ค้าหาบเร่แผงลอย หรือสตรีทฟู้ด

“จริงๆ แล้วคนขายของคนเล็กคนน้อยเขาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ปรากฏว่า Function ตรงนี้มันถูกทำให้หายไปด้วยวิธีการที่เรียกว่าจัดการโดยไม่จัดการ ก็ทำให้ปัญหามันซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องของการมีงานทำและการสร้างงาน ถ้าโอกาสตรงนี้มันเปิด ผนวกกับเรื่องที่อยู่อาศัย คิดว่าโอกาสลืมตาอ้าปากก็จะเพิ่มขึ้น” อาจารย์นฤมล กล่าว

หมายเหตุ : เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) หรือเศรษฐกิจนอกภาคทางการกับแรงงานนอกระบบ (Informal Labour)หมายถึงธุรกิจและแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีเงินได้และระบบประกันสังคม

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวโดยไม่เจริญสมถะได้หรือไม่? : หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี

Posted on July 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665725

เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวโดยไม่เจริญสมถะได้หรือไม่? : หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.02 น.

ปุจฉา : ได้ยินบางคนเคยพูดให้ฟังว่า สมถะไม่ต้องหัด หัดแต่วิปัสสนาก็พอแล้ว สมถะสงบเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น ไม่สามารถทำให้สำเร็จมรรคผลได้ แต่ผมยังเห็นว่าสมถะนี้เป็นรากฐานสำคัญมาก ผมอยากทราบว่าเรื่องนี้อย่างไรกันแน่

วิสัชนา : มีนักปฏิบัติหลายคนในเมืองไทยเราที่คิดเห็นและเข้าใจในแนวนั้น คือถือว่าสมถะเป็นของไม่จำเป็น จะต้องเจริญวิปัสสนาอย่างเดียว แม้แต่ศีลก็ไม่จำเป็นจะต้องรักษา เขามีหลักอ้างว่าผู้ที่สำเร็จมรรคผลนิพพานได้เพราะปัญญา มีหลักอ้างว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ ดังนี้ จะบริสุทธิ์ได้ก็เพราะปัญญา ลืมหลักอีกนัยหนึ่งซึ่งเขาลืมไป เมื่อเวลาบวชพระเสร็จแล้ว อุปัชฌาย์จะต้องสอนก่อนอื่นว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ผู้เจริญศีลดีแล้ว มีสมาธิใหญ่เป็นอานิสงส์ใหญ่ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา เมื่อเจริญสมาธิดีแล้วปัญญาเป็นอานิสงส์ใหญ่

แล้วท่านอธิบายถึงเรื่องผล เมื่อเจริญปัญญาดีแล้วจะถึงวิมุตติหลุดพ้นได้ พ้นจากกิเลสทั้งปวงมีอยู่อย่างนี้ คนที่อธิบายหรือคนที่เข้าใจว่าสมาธิไม่จำเป็น แท้ที่จริงคนคนนั้นเข้าใจว่ายังไม่ได้สมาธิ จึงไม่เห็นอานิสงส์ของสมาธิ ถ้าผู้ได้สมาธิแล้วไม่มีใครเขาปฏิเสธเช่นนั้นกันดอก หรือได้สมาธิแล้วแต่ไม่เกิดปัญญาอย่างนี้กันโดยมาก เมื่อตนเองทำไม่ได้เลยหาว่าหลักที่ท่านว่าไว้นั้นผิด มันเป็นกิเลสเข้าตัว

วิสัชนาธรรมโดย…พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี) วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย คัดมาจากหนังสือ ธรรมะปฏิบัติ สนทนาธรรมระหว่างอาจารย์และศิษย์ (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,943,482 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สส.ส้มโยง'หลานทักษิณ' พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ
“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้
พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..
นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง 'ปลัด มท.' โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง
เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก
เปิดตัว16พ.ค. ปชป.สู้ศึกผู้ว่าฯกทม. ‘กรกสิวัฒน์’ลงอิสระ
กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่
นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์
อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

Recent Posts

  • เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี
  • ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม
  • “เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร
  • WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ
  • ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d