Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : ‘มรภ.กาญจนบุรี’กับภารกิจ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาในพื้นที่

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636651

บทความพิเศษ : ‘มรภ.กาญจนบุรี’กับภารกิจ  ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาในพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของประเทศ มีชุมชนห่างไกลบริบทของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่หลากหลายและค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีเด็กไร้สัญชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก อีกทั้งมีความแตกต่างด้านฐานะทางครอบครัว ทำให้ไม่สามารถดำเนินการรูปแบบการจัดการศึกษาของจังหวัด ดังเช่นจังหวัดอื่นๆ ได้

ขณะเดียวกัน กาญจนบุรี มีนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่หลากหลายที่ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ในโรงเรียนนำร่องนวัตกรรมการศึกษา ปี 2562 จำนวน 41 สถานศึกษาเป็นการศึกษา ที่ดำเนินการจัดรูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเชิงพื้นที่ของจังหวัด ในเรื่องการพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก โดยยึดเพียงแค่หลักสูตรแกนกลางเป็นพื้นฐาน ส่วนรูปแบบอื่น วิธีการจัดการศึกษา เนื้อหารายวิชาในกลุ่มสาระบางอย่างทางจังหวัด โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาจะเป็นผู้ดำเนินการได้”

ณรงค์เดช รัตนานนท์เสถียรอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีบอกเล่าถึงบริบทการจัดการศึกษาในพื้นที่กาญจนบุรี จังหวัดทางตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมามรภ.กาญจนบุรี ทำงานร่วมกับ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เริ่มจากโครงการ “ระยะที่ 1” ตั้งเป้าหมายการสำรวจไว้ 13 อำเภอ กลุ่มเป้าหมายเด็กปฐมวัยยากจนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) จำนวน 10,565 คน สำรวจได้จริง 3,560 คน คิดเป็นร้อยละ 33

ในส่วนของเด็กที่อยู่ในเกณฑ์ยากจนและได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 1,489 คน จากจำนวน ศพด. 90 แห่งใน 39 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด และสนับสนุนช่วยเหลือพัฒนาสถานปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 25 ศพด. กลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งสิ้นจำนวน17,749 คน สำรวจได้จริง 2,386 คน คิดเป็นร้อยละ 13.44 ในส่วนของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ได้รับการช่วยเหลือจริง 223 คน

จากนั้น “ระยะที่ 2” แบ่งการช่วยเหลือเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยยากจนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และการช่วยเหลือเด็กเสี่ยงหลุด ซึ่งการดำเนินงานและการทำงานในระยะ 6 เดือนแรก ของโครงการระยะที่ 2 มีผลการดำเนินงานที่น่าพึงพอใจ ตัวอย่างเช่นวันที่ 22-23 ม.ค. 2565 ณ สวนไทรโยครีสอร์ท

ในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมพัฒนาศักยภาพครู ศพด. ให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการช่วยยกระดับทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้รับด้านการพัฒนาทักษะสมอง EF ไปพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาทักษะสมองของเด็กปฐมวัย 2-6 ขวบ ของแต่ละศูนย์ได้ การสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรม การจัดหาวิทยากรเพื่อพัฒนาศักยภาพครู ให้ได้รับความรู้

สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิทยากรได้ในด้านต่างๆ ที่ทีมงานของโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จัดให้ ผมคิดว่า Impact ที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างโอกาส ไม่ว่าจะสร้างโอกาสให้เด็กนอกระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาในระบบ หรือมีอาชีพในการดำรงชีวิตเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จากที่เราจะได้ยกระดับพัฒนาเด็กปฐมวัย คิดว่าเป็นโครงการที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์มากสำหรับการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เพื่อความเสมอภาค

กลไกโครงสร้างการทำงานของระยะที่ 1 มีการทำงานร่วมกันเชื่อมโยงกับส่วนราชการหลายส่วน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่ปรึกษาโครงการ ทั้งนี้ การทำงานเชิงพื้นที่ในระยะที่ 1 ต้องมีการเชื่อมโยงผู้บริหารท้องถิ่น หากในพื้นที่ไม่รับนโยบายการเชื่อมต่อการทำงานกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กลุ่มเป้าหมายเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และการพัฒนาสถานปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จะทำให้การทำงานไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลือตามเป้าหมายได้

โครงการระยะที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีมุ่งเป้าหมายการจัดการศึกษาไปที่ศึกษาธิการจังหวัด เนื่องจากการดำเนินงานด้านข้อมูลการช่วยเหลือเด็ก และข้อมูลการดำเนินงานด้านการศึกษา ศึกษาธิการจังหวัดน่าจะเป็นผู้ดูแลโครงการและงบประมาณ ประสานงานร่วมกับผู้นำชุมชน ระดับนายอำเภอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญมาก ส่วนระยะที่ 2 การทำงานจะดำเนินการขับเคลื่อน โดย มรภ.กาญจนบุรี เป็นองค์กรผู้เสนอโครงการ

โดยมีคณะกรรมการดำเนินงาน (Core Team) เป็นอาจารย์ เจ้าหน้าที่ มรภ.กาญจนบุรี และคณะกรรมการสมาคมสภาการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี เป็นภาคีเครือข่ายหลักพร้อมทั้งมีหน่วยงานภาครัฐต่างๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยงานภาคเอกชน สถานศึกษา และหน่วยงานประชาสังคม(NGO) ใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งทั้งหมดเป็นภาคีเครือข่ายการทำงานจากระยะที่ 1 ที่เข้าร่วมเป็นคณะทำงานในระยะที่ 2 ต่อเนื่อง

“การทำงานการช่วยเหลือเด็กจะอยู่ในกลไกและวัตถุประสงค์ของโครงการ การทำงานการเชื่อมโยงจะดำเนินงานโดยทำหนังสือแจ้งผู้บริหารท้องถิ่น ในระดับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกเทศมนตรีเทศบาล หรือมีการประสานงานกับผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อสม. อพม.ร่วมถึงนักศึกษา และกลุ่มคณะทำงาน U2T ของ มรภ.กาญจนบุรีดำเนินงานอยู่ในพื้นที่ 5 อำเภอ ที่โครงการได้ดำเนินงานในระยะที่ 2 ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง” ณรงค์เดช ระบุ

อธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี กล่าวในตอนท้ายว่า การที่กสศ. เสนอให้ กาญจนบุรี เป็นหนึ่งใน 20 จังหวัดนำร่อง และได้อนุมัติโครงการปีที่ 2 ในการทำงานนั้นเป็นการสร้างโอกาส กำลังใจ ทำให้มุมมองของคนในพื้นที่เห็นความสำคัญ ซึ่งแม้จะดึงเด็กนอกระบบกลับมาได้ไม่ทั้งหมด แต่ก็จะทำให้เกิดความตระหนัก และหากระบวนการ มาตรการสนับสนุนส่งเสริมเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

ทั้งนี้ สมาคมสภาการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งเครือข่ายที่เป็นผลผลิตในการดำเนินงานจากการทำงานโครงการระยะที่ 1 จะสามารถเชื่อมต่อการช่วยเหลือและ
เชื่อมต่อหน่วยงานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐภาคเอกชน ในการจัดตั้งงบประมาณช่วยเหลือต่อไปได้หรือไม่แต่ทุกคนตระหนักว่าในพื้นที่มีเด็กที่ด้อยโอกาสและอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่ง กสศ. ทำให้เห็นแล้วว่ามีกลไกที่สามารถเชื่อมโยงการช่วยเหลือแบบนี้

แม้งบประมาณช่วยเหลือเด็กแต่ละรายจะไม่มากมาย แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการให้โอกาสทางการศึกษา!!!

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จับมือมหา’ลัยไทย-อังกฤษ พัฒนาเครือข่ายนักการศึกษา

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636661

จับมือมหา’ลัยไทย-อังกฤษ  พัฒนาเครือข่ายนักการศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคณะศึกษาศาสตร์ร่วมกับ University of Hull, สหราชอาณาจักรจัดโครงการ DEVELOPING INNOVATIONAND RESEARCH CAPACITY IN THE CIRCULAR ECONOMY THROUGH CITIZEN INQUIR เพื่อส่งเสริม สร้างการตระหนักรู้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะภาคพลเมือง ทำการประชุมวิชาการสรุปโครงการ ทั้งนี้มีคณาจารย์ นักวิชาการศึกษา ครูประจำการร่วมประชุมกว่า 120 คน ผ่านระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์

ผศ.ดร.นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น Co-Principal Investigators (Co-PI) กล่าวว่า โครงการ DEVELOPING INNOVATION AND RESEARCH CAPACITY IN THE CIRCULAR ECONOMY THROUGH CITIZEN INQUIR เป็นโครงการความร่วมมือจาก 2 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hull ประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย ทำงานร่วมกันตลอด 1 ปีเต็ม เพื่อถ่ายทอดวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Citizen Inquiry หรือกระบวนการสืบเสาะภาคพลเมือง

ภายใต้บริบทที่อยากให้ผู้ร่วมโครงการเข้าใจเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพลาสติกแบบหมุนเวียน กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ คุณครู หรือนักการศึกษา เพราะเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาคือตัวครู โครงการคาดหวังว่าใน 1 ปีนี้ จะสามารถสร้างคุณครูวิทยาศาสตร์หรือสร้างนักวิทยาศาสตร์ศึกษาที่เข้าใจแนวทางนี้ซึ่งเป็นแนวทางนวัตกรรมการจัดการศึกษาแนวใหม่ ที่นำผู้เรียนมาสู่ธรรมชาติ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ของจริง และเกิดการเชื่อมต่อเข้าใจธรรมชาติและสามารถไปใช้ในชีวิตจริงได้

ผศ.ดร.นิวัฒน์กล่าวอีกว่า ภายในโครงการได้มีการจัดตั้งเครือข่าย Thai Citizen Science and Inquiry in Education (Thai CSI-ED) Network ทำการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ อีก 9 มหาวิทยาลัย ในประเทศไทย ทั้ง 4 ภาค ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ทำการเซตอัพเครื่อข่ายที่เราเรียกว่า (Thai CSI-ED) Network คือ เครือข่ายของมหาวิทยาลัยไทยที่ใช้วิธีการสืบเสาะภาคพลเมืองในการทำงานทางการศึกษาด้วยกันนำวิธีการกระบวนการ Citizen Inquiry เข้าไปจัดการเรียนการสอน นำเทคโนโลยีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เช่น เครื่องวัดคุณภาพน้ำ โดรน กล้อง 360 องศา และ โปรแกรมวีดีโอแบบมีปฏิสัมพันธ์ ถ่ายทอดกระบวนการวิธีการสืบเสาะภาคพลเมืองแก่ครูประจำการ และนักศึกษา นิสิตครูเพื่อปลูกฝังสร้างการตระหนักรู้ให้แก่เยาวชนต่อไป

ศ.เควิน เบอร์เดน (Prof.Kevin Burden) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา University of Hull กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นพันธมิตรในฐานมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูงทางด้านการวิจัยและการสอน โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือในประเทศไทยรวมทั้งในสหราชอาณาจักรให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า กระบวนการสืบเสาะภาคพลเมือง ซึ่งเป็นส่วนย่อยของวิทยาศาสตร์พลเมือง

ซึ่งด้วยผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงสัมมนาและการเวิร์กช็อปหลายครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ลงมือสืบเสาะจริงในชุมชนของตนเอง โดยมุ่งความสนใจไปที่ครูผู้สอนในมหาวิทยาลัย เพราะครูมีความสามารถในการยกระดับการทำงานที่สร้างแรงกระเพื่อมไปยังนักศึกษาซึ่งจะเข้าไปสอนในโรงเรียนและทำงานกับเด็กและครูคนอื่นๆ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จึงนำแนวคิดกระบวนการสืบเสาะภาคพลเมืองมาใช้ สอนเด็กและคณะครูให้รู้จักการจัดการ และนำโครงการมาประยุกต์เข้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อม

เช่น ขยะพลาสติก น้ำ มลพิษ และอื่นๆ เพราะเป็นปัญหาสำคัญโดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย โครงการต่างๆ ที่เราได้ส่งเสริมริเริ่มและสนับสนุนกำลังสร้างผลกระทบในระดับท้องถิ่น เราเชื่อว่าการเชื่อมโยงโครงการร่วมกับเครือข่ายใหม่ๆ โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นและทางเราเอง จะยกระดับการทำงานให้ขยายผลกระทบออกไปทั่วประเทศ รวมทั้งในระดับชุมชนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน

ในการประชุมครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ บรรยายพิเศษ อาทิ Dr.Charlotte Dean University of Hull บรรยายพิเศษเรื่อง แนวคิดวิทยาศาสตร์สืบเสาะภาคพลเมืองกับเศรษฐกิจพลาสติกแบบหมุมเวียน และ ผศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บรรยายเรื่อง สถานการณ์ขยะในประเทศไทยและการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานทางเลือก และมีผู้ร่วมประชุมทั้ง 9 มหาวิทยาลัยรายงานสรุปโครงการย่อย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : เปิด‘ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์’เครื่องแรกของอาเซียน พลังงานสะอาดแห่งอนาคตเพื่อคนไทย

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636653

สกู๊ปพิเศษ : เปิด‘ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์’เครื่องแรกของอาเซียน  พลังงานสะอาดแห่งอนาคตเพื่อคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงที่ผ่านมา ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานสะอาด และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้คือการใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเพื่อผลิตพลังงานเลียนแบบปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่นหรือเครื่องโทคาแมค ผลจากการทดลองเดินเครื่องโทคาแมคที่มีอยู่ทั่วโลก สามารถสร้างให้เกิดพลาสมาที่มีความร้อนถึง 70-120 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการจุดประกายความหวังในการหาแหล่งพลังงานสะอาด เพื่อทดแทนกับแหล่งพลังงานบนโลกที่กำลังจะหมดไป

ประเทศไทยของเราก็ได้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมากเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาเครื่องโทคาแมคเครื่องแรกของประเทศไทย“ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์” พลังงานสะอาดแห่งอนาคตเพื่อคนไทยโดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผอ.สทน. ผู้บริหาร อว. และหัวหน้าส่วนราชการ อ.องครักษ์ เข้าร่วม ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. อ.องครักษ์ จ.นครนายก

รมว.อว. กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงที่จะดีดตัวเองออกจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายใน 20 ปีข้างหน้า เรากำลังเดินตามญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไม่ใช่ชาติตะวันตก และส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่สำคัญคือ ด้านพลังงาน เราต้องมีพลังงานพอเพียง สะอาดและปลอดภัยเช่น พลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเหมือนกับพลังงานที่เกิดบนดวงอาทิตย์ และเวลานี้ อว. โดย สทน. กำลังจะสร้างพลังงานแบบเดียวกับดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกของไทยที่ จ.นครนายกชื่อว่า เครื่องโทคาแมค หรือ “ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์” พลังงานสะอาดแห่งอนาคตเพื่อคนไทย

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวต่อว่า ใครจะเชื่อว่าไทยจะสามารถทำเรื่องนี้ได้เป็นประเทศแรกในอาเซียน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถสร้างดวงอาทิตย์ประดิษฐ์หุ้มความร้อนด้วยพลาสมาได้ มีความปลอดภัย อุณหภูมิเป็นล้านองศาแต่ถูกห่อหุ้มด้วยพลาสมา พลังงานสะอาดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตได้มากมาย เป็นพลังงานสะอาดที่ทดแทนพลังงานฟอสซิลเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน ที่สำคัญสามารถนำไปทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รูปแบบเดิม

โดย อว. ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระเมตตา เสด็จฯทรงเป็นประธานในพิธีรับมอบแกนหลักของเครื่องโทคาแมคเครื่องแรกของไทย ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และยังทรงติดตามความก้าวหน้าในอีกหลายโอกาส นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อโครงการนี้โดยแท้

“ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปีไทยจะสร้างเครื่องโทคาแมคได้เองเราจะมีความมั่นคงทางพลังงาน มีพลังงานสะอาดใช้ และสามารถส่งออกพลังงานเหล่านี้เพื่อสร้างรายได้มหาศาลกลับเข้าประเทศที่สำคัญ เราจะทำให้คนในพื้นที่ จ.นครนายก และจังหวัดใกล้เคียงได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด โดยสร้างงานสร้างรายได้ เอาคนในพื้นที่มาร่วมทำงาน นำนักเรียน นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ในโครงการ สร้างนักนิวเคลียร์รุ่นใหม่ของประเทศ ขอให้มั่นใจว่า อว. ให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่มากที่สุด และพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์หน้าสำคัญนี้อย่างแน่นอน” ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าว

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่าสทน. มีแผนการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยอีก 15 แห่ง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้การสนับสนุนงบประมาณ และ สทน.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถาบันพลาสมาฟิสิกส์ ประเทศจีน หรือ ASIPP มาตั้งแต่ปี 2560โดยมีขอบข่ายความร่วมมือในการพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อการทำวิจัยด้านพลาสมา และการพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่น

จากความร่วมมือดังกล่าว ASIPP ได้มอบเครื่องโทคาแมคหรือดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ HT-6M ให้ สทน. อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561

หลังรับมอบเครื่องโทคาแมค สทน.ได้วางแผนการทำงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เป็นการถอดแบบและศึกษาองค์ประกอบของเครื่องโทคาแมคและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างอาคาร เพื่อเตรียมการติดตั้งเครื่องโทคาแมค ในระยะที่ 2สทน.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ารับการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมร่วมออกแบบและพัฒนาระบบต่างๆ ของเครื่องโทคาแมคและประกอบเครื่องจนสามารถเดินเครื่องได้ และระยะที่ 3 เป็นการย้ายเครื่องกลบมาประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา สทน. ได้ลงนามกับ ASIPP เพื่อที่จะพัฒนาระบบสนับสนุนต่างๆ ที่ประเทศจีน จนเมื่อเครื่องทำงานได้ก็จะทำการถอดประกอบและขนส่งมาติดตั้ง ณ สทน.องครักษ์ ปัจจุบันการดำเนินการอยู่ในระยะที่ 2ในส่วนการก่อสร้างอาคารสำหรับติดตั้งเครื่องโทคาแมคนั้น ความคืบหน้าของการก่อสร้าง และอุปกรณ์สำหรับอาคารห้องปฏิบัติการคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 80 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 2565 นี้

สำหรับเครื่องโทคาแมคหรือดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ที่ไทยพัฒนาร่วมกับ ASIPP จะมีชื่อว่า Thai Tokamak-1 หรือ TT-1 เมื่อเดินเครื่อง คาดว่าอุณหภูมิของพลาสมาในระยะแรกจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนองศาเซลเซียสและ สทน. มีแผนพัฒนาระบบให้ความร้อนเสริมแก่พลาสมาด้วยวิธีการให้ความร้อนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุณหภูมิของพลาสมาไปสู่ระดับ 1 ล้านองศาเซลเซียส

และในอนาคตจะมีการออกแบบและสร้างเครื่องโทคาแมคเครื่องใหม่ขึ้นมาเองโดยจะใช้เทคโนโลยี Superconducting magnet เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงขึ้นสำหรับกักพลาสมาและการให้ความร้อนเสริมด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงในระดับ 10 ล้านองศาเซลเซียสได้ เครื่องโทคาแมคที่ติดตั้งที่ สทน. จะใช้สำหรับการศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งการเดินเครื่องพลาสมาจากเครื่อง TT-1 ในครั้งแรกคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2566

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่าในระยะสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นแนวโน้มที่พลังงานฟิวชั่น จะเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ ที่เป็นไปได้มากขึ้นๆ ทุกขณะ ดังที่เราได้ประโยชน์จากปฏิกิริยาฟิวชั่นจากดวงอาทิตย์ จากวิกฤตทางพลังงานที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้ ความสามารถอันจำกัดของแหล่งพลังงานที่เรามีอยู่ในปัจจุบันผนวกกับการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งพลังงานทางเลือก ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนไปซ้ำเติมสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ประกอบกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์และพลาสมา เพื่อผลิตพลังงานฟิวชั่นมีพัฒนาการอย่างสูงยิ่งในระยะสองสามปีที่ผ่านมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่เทคโนโลยีดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงมีโครงการผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยวิศวกรนวัตกร ให้เพียงพอรองรับการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ โดยจะเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องของสถาบันวิทยสถานวิทยาศาสตร์ (Thailand Academy of Science; ThAS, ธาส) ที่ อว. มีดำริจะจัดตั้งขึ้น เพื่อยกศักยภาพการวิจัย การศึกษา และนวัตกรรม สร้างนักวิจัยหรือบัณฑิตที่มีศักยภาพ ของกระทรวงฯ ของหน่วยงานในสังกัด และของประเทศ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จุดเช็คอินใหม่! ไปดูสาวระยองใจบุญ เปิดคาเฟ่เลี้ยงดูกระต่ายที่ถูกทอดทิ้ง

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636691

จุดเช็คอินใหม่! ไปดูสาวระยองใจบุญ เปิดคาเฟ่เลี้ยงดูกระต่ายที่ถูกทอดทิ้ง

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 23.21 น.

สาวระยองใจบุญยอมเปิดคาเฟ่เลี้ยงดู กระต่ายที่ถูกทอดทิ้ง ลูกค้าส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว ชื่นชอบบรรยากาศ ส่งเสริมให้ลูกหลานโอบอ้อมอารีย์รักสัตว์เมื่อเลี้ยงแล้วต้องไม่ทอดทิ้ง

FUNNY BUNNY (ฟันนี่ บันนี่)ร้านคาเฟ่กระต่ายที่แปลว่า กระต่ายแสนสนุก เป็นร้านคาเฟ่ที่เปิดขึ้นเพื่อเลี้ยงดูกระต่ายที่ถูกทอดทิ้ง เปิดมาแล้ว 2 ปีกว่ามีกระต่าย มากว่า 30 ตัว  ภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์มินิมอล สะอาด และดูอบอุ่น มีมุมให้นั่งสบายๆ และมุมที่เป็นลานสัตว์เลี้ยงซึ่งมีกระต่ายหลากหลายสายพันธุ์ วิ่งเล่นรออวดโฉมความน่ารักให้กับบรรดาลูกค้าที่เข้ามาซึ่งส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัวเลือกเล่นกับน้องกระต่ายน้อยได้อย่างมีความสุข โดยพระเอกของที่นี่ คือ ฮาเฮ กระต่ายสายพันธุ์ ฮฮลแลนด์ลอฟ และเจ้าจิ๋วกระต่ายสายพันธุ์เฟลมมิสไจแอ้น ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ใหญ่สุดในโลก

น.ส. สุชานันท์ สฤษฎีชัยกุล อายุ 27 ปี บอกว่า เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯพักอยู่ในคอนโด ซึ่งไม่สามารถจะนำสัตว์อื่นๆไปเลี้ยงได้ จึงเลือกเลี้ยงกระต่าย เพราะไม่ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน พอเลี้ยงได้สักพัก ก็ชอบและหลงรักกระต่ายเพราะมีความผูกพันธ์กันอย่างมาก แล้วก็ยังได้ออกไปเที่ยวตามคาเฟ่กระต่ายเพื่อจะได้เห็นชีวิตของกระต่ายตัวอื่น จนทราบว่ายังมีกระต่ายที่ถูกทอดทิ้งจำนวนมาก ทำให้เกิดความคิดอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าของคาเฟ่หลายๆแห่งที่ไม่อาจดูแลกระต่ายที่มีอยู่ได้เพราะพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงเปิดคาเฟ่กระต่ายในกรุงเทพเพื่อนำกระต่ายที่คนเลี้ยง เลี้ยงไม่ไหวมาช่วยดูแล พอเศรษฐกิจไม่ดี ก็สู้กับภาระค่าเช่าที่ในกรุงเทพฯไม่ไหว จึงตัดสินใจกลับมาเปิดคาเฟ่กระต่ายที่บ้านระยอง กระต่ายส่วนหนึ่งนำมาจากกรุงเทพฯที่เคยเลี้ยงดูอีกส่วนหนึ่งมีคนนำมาให้ช่วยเลี้ยงดูเพราะเจ้าของเลี้ยงไม่ไหว ทำให้ในคาเฟ่ มีกระต่ายทุกสายพันธุ์ ยังมีพันธุ์ที่หายาก มีราคาก็จะซื้อมาเพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและเห็นความน่ารัก ความแสนรู้ของกระต่ายในทุกสายพันธุ์

“ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะมาเป็นครอบครัว พาลูกพาหลานมาเล่นกับกระต่าย ซึ่งรายได้จากการขายบัตรเข้าชม คนละ 50 บาท จะนำมาใช้เป็นค่ารักษา ค่าอาหาร และคนเลี้ยง โดยลูกค้าจะได้อาหาร1ถ้วย ให้กับกระต่ายได้ใกล้ชิดและสัมผัสกับกระต่ายทุกตัว ซึ่งต่างก็มีความน่ารัก และไม่ดุร้ายเพราะทุกตัวถูกเลี้ยงจากความรัก เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว โดยทางเราจะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ลูกค้าให้เข้าดูแล ใกล้ชิดกับกระต่ายได้อย่างมีความสุข ส่วนมาตรการโควิดของทางร้านก็มีการให้คนในร้านตรวจ ATK เป็นประจำและมีการตรวจวัดอุณหภูมิฉีดแอลกอฮล์ทำความสะอาดทุกวัน “น.ส.สุชานันท์ กล่าว

เจ้าของร้าน ยอมรับว่า ที่ทำไม่มีผลกำไรแต่ที่ทำก็เพราะความสุขใจ ซึ่งจุดประสงค์หลักที่เปิดคาเฟ่กระต่าย นอกจากรับเลี้ยงดูกระต่ายที่ถูกทอดทิ้ง ก็อยากจะให้ กระต่ายทุกตัว ได้รับความรัก ความเอ็นดูจากคน และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ลูกค้าลดน้อยลง ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ก็จะยังสู้ต่อเพื่อให้กระต่ายทุกตัวได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

นอกจากกระต่ายแล้ว ทางร้านก็จะมีเมนู อาหาร เครื่องดื่ม และขนมหวาน เพื่อรองรับลูกค้า ที่เข้ามาดูกระต่ายเมนูน้ำแนะนำก็จะมี Pink In black ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของทางร้าน เป็นส่วนผสมของช็อกโกแลตกับน้ำแดง ในสูตรของทางร้านเอง ราคาเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 45 – 70 บาท ส่วนเมนูอาหารและเมนูทานเล่นก็มีหลากหลายเมนูราคาเริ่มต้นที่ 50 – 150 บาท 

FUNNY BUNNY Café ร้านตั้งอยู่ หมู่ 5 ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เปิดบริการ วันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 11:00-19:00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการเวลา 10:00-19:30 น. และปิดทุกวันจันทร์เบอร์โทรศัพท์ 080-9898345

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เสี่ยหนุ่ม’เปิดใจเผาศาลพระภูมิไม่เกี่ยวเรื่องหวย​ แต่ถูกผีตามรังควาญ-โดนทำของใส่

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636679

'เสี่ยหนุ่ม'เปิดใจเผาศาลพระภูมิไม่เกี่ยวเรื่องหวย​ แต่ถูกผีตามรังควาญ-โดนทำของใส่

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.08 น.

“เสี่ยหนุ่ม”เจ้าของธุรกิจแว่นตา​ จ.บุรีรัมย์เปิดใจสาเหตุเผาศาลตายายไม่เกี่ยวเรื่องหวย แต่ถูกผีตามรังควาญและมีคนไม่หวังดีทำของใส่จนทำให้ครอบครัวมีปัญหา ทั้งที่หวังดีตั้งศาลให้อยู่แต่ก็ไม่ยอมหยุดจึงตัดสินใจเผาทิ้ง  ยันไม่เจตนาหลบหลู่  เตรียมนำศาลหลังใหม่มาตั้งเพื่อความสบายคนในหมู่บ้าน  ด้าน”หมอพราหมณ์”ชี้เป็นความเชื่อส่วนตัวแต่ควรแก้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่กระทบความรู้สึกคนที่เคารพเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์

19​ ก.พ.65​ ความคืบหน้ากรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอจากแอปพลิเคชั่น TikTok ที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นภาพการจุดไฟเผาศาลตายาย พร้อมเพลงประกอบ  ระบุเปลืองน้ำแดง ตั้งมานานไม่เคยถูกหวย ให้ผิดตลอด ทั้งที่เลี้ยงน้ำแดงอย่างดีทุกวันพระ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ใน ต.อิสาณ  อ.เมือง  จ.บุรีรัมย์   โดยเจ้าของศาลเป็นคนจุดไฟเผาเอง

ล่าสุดนายนิกร ทองฟู อายุ 40 ปี เสี่ยหนุ่มเจ้าของธุรกิจแว่นตา ได้ออกมาเปิดใจกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุผลที่จุดไฟเผาศาลตายายดังกล่าวว่า ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหวยเพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบซื้อหวยอยู่แล้ว แต่น้องที่เขาเอาไปลง TikTok  อาจจะลงเพื่อความสนุกขำๆเท่านั้น ซึ่งตนเองก็ไม่ได้อยากให้เกิดกระแสอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆส่วนตัวเป็นคนเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากกว่าไสยศาสตร์ แต่ยอมรับว่าเป็นคนเผาศาลตายายเอง

“สาเหตุที่เผาก็เพราะเมื่อ 3 ปีก่อน​ ที่มาอยู่บ้านหลังนี้ตนเคยเห็นผีผู้หญิงหัวขาดมาขอข้าวกินหรือเรียกว่าขอส่วนบุญ ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่ากลัวเพราะยังไม่รู้ความจริงบางอย่าง จึงตัดสินใจตั้งศาลให้อยู่ก็มีการทำพิธีตั้งศาลเหมือนที่เขาทำกันทั่วไป หลังจากนั้นก็ไม่เจอผีผู้หญิงหัวขาดอีกเลย  แต่กลับมีผีตนอื่นหรืออาจจะเป็นสัมพเวสีมาคอยตามหลอกรังควาญด้วยการสื่อสารเป็นเสียงพูดหลายครั้ง ถ้าใครไม่เจอกับตัวก็คงจะคิดว่าตนเองบ้า แต่ตนคิดว่ามนุษย์คนเรามีสัญญาณอะไรบางอย่างอยู่ในตัวทุกคนหรือเรียกว่าโทรจิต ซึ่งนอกจากจะถูกวิญญาณตามรังควาญแล้ว ภรรยาของตนก็ไปดูหมอเขาก็บอกว่ามีคนที่ไม่หวังดี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครแอบทำของใส่ด้วยการฝังบาตรแตก ตะปู สายสิญจน์ เศษผ้า ไว้ใต้ดินหน้าบ้านอีกหลังหนึ่ง จนทำให้ครอบครัวตนมีปัญหาแตกแยก”นายนิกร กล่าว

นายนิกร ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่ตัวเองโดนผีตามรังควาญจนวันหนึ่งได้ค้นพบความจริง จนทำให้ไม่รู้สึกกลัวและไม่เชื่อเรื่องดังกล่าวจึงได้ตัดสินใจเผาศาลตายายทิ้งเพราะเลือกที่จะเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากว่าเรื่องไสยศาสตร์  ซึ่งหลังจากเผาศาลดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดอาถรรพ์หรือสิ่งลี้ลับอะไรกับตนเองอีก แต่ยืนยันว่าที่ตนเองจุดไฟเผาศาลตา ยายทิ้ง  ไม่มีเจตนาจะหลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของใคร แต่เป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว จึงตัดสินใจทำเพราะคิดว่าทำไปแล้วจะสามารถปกป้องครอบครัวของตัวเองจากสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยอมรับว่าที่ตนเองเผาศาลตายายคนที่เห็นก็คงจะรับไม่ได้ อาจจะคิดว่าเป็นสิ่งอัปมงคลเพราะคนไทยจะได้รับการปลูกฝังเรื่องความเชื่อแบบนี้มานาน จนบางคนมีการหากินกับความกลัวของคน อย่างไรก็ตามเพื่อความสบายใจของคนในหมู่บ้านตนก็จะนำศาลตายายหลังใหม่มาตั้งให้แทนหลังเดิมที่ถูกไฟเผาไปแล้ว

ด้านนายอินทร์ เพียขันทา อายุ 70  ปี พ่อพราหมณ์หรือหมอทำขวัญ กล่าวว่า คนภาคอีสานส่วนใหญ่จะนิยมตั้งศาลพระพรหม ศาลพระภูมิ หรือศาลตายายไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน  สำนักงาน หรือสถานที่ต่างๆ เพราะมีความเชื่อว่าทุกที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักษ์รักษา หรืออาจจะมีวิญญาณ ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนั้น พอถึงวันสำคัญต่างๆ ก็จะทำพิธีกราบไหว้บูชาตามความเชื่อที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ

ส่วนกรณีที่มีคนเผาศาลตายายนั้น ส่วนตัวไม่ขอวิจารณ์ถึงการกระทำของเขาเพราะเป็นความคิดเห็นความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ถ้าคนอื่นมองก็คิดว่าไม่ควรจะทำแบบนั้นคนที่เขาเชื่อหรือศรัทธาในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็อาจจะกระทบต่อจิตใจ หากเป็นไปได้ก็อยากจะให้เลือกใช้วิธีอื่นเช่นอาจจะย้ายศาลไปไว้ที่อื่น หรือเลือกที่จะทำบุญบริจาคทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผีหรือวิญญาณต่างๆ ที่มาปรากฏให้เราเห็น เชื่อว่าเรื่องร้ายที่พบเจออาจจะกลายเป็นดีขึ้น แต่การที่เผาศาลทิ้งแล้วจะเจออาถรรพ์หรือสิ่งไม่ดีหรือไม่นั้น ตนก็บอกไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับความคิดหรือสิ่งที่เขากระทำว่าจะสะท้อนกลับมาในรูปแบบไหน เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อความศรัทธาของแต่ละบุคคล -001 
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636667

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.15 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ช่วงพรรษาที่ ๔๐ หลวงปู่เจี๊ยะท่านได้ละทิ้งภาระอื่นๆ สิ้นในทันที เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระอาจารย์ขาว อนาลโย ป่วยหนัก เพราะท่านเคารพองค์ท่านอย่างยิ่ง จึงได้เร่งเดินทางกลับไปจำพรรษา ที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่อปฏิบัติองค์หลวงปู่ขาวโดยเฉพาะ

เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้างหลวงปู่เจี๊ยะ จึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการามท่านอยู่อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนั้นเอง

เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่งประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวรารามเพราะสมเด็จฯ ท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน

สมเด็จฯ ท่านปรารภว่า “วัดอโศฯ กับ วัดบวรฯ มีพระหนาแน่นมาก ต้องมีสถานที่วิเวกให้พระปฏิบัติกันบ้าง เราควรแสวงหาที่สัปปายะเพื่อพระที่เป็นกุลบุตร สุดท้ายภายหลังจะได้มีที่ปฏิบัติธรรมในที่ที่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก” 

เมื่อสมเด็จฯ ท่านปรารภดังนี้ ก็แสวงหาที่อันเหมาะสม ในที่สุดก็ไปได้ที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดย นายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ ถวายที่จำนวน ๓๐๐ ไร่เศษ และคณะกรรมการจัดสร้างวัดซื้อที่ข้างเคียงอีก ๕๙ ไร่ ๙๙ ตารางวา รวมเป็น ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ประกอบกับเนื้อที่โครงการพระราชดำริอีก ๒,๕๐๐ ไร่เศษ ด้วยศรัทธาปณิธานของผู้ถวายที่แด่สมเด็จพระญาณสังวรฯ จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดญาณสังวราราม”

เมื่อรับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณสังวรารามแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะได้เดินทางมาพร้อมพระอีกจำนวนหนึ่งเพื่อมาจำพรรษาที่วัดนี้วัตรปฏิบัติในขณะนั้น…หลังจากฉันน้ำร้อนน้ำชาประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ท่านจะนำทำความเพียรทางจิตภาวนาจนถึงเที่ยงคืนพอถึงเที่ยงคืนท่านสั่งหยุดเลยให้เข้านอน

พอถึงตอนตี ๓ พระอาจารย์เจี๊ยะจะทำเสียงสัญญาณด้วยการไอค๊อกแค๊กๆ ถ้ากุฏิที่ท่านเดินผ่านแล้วพระรูปที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ส่งเสียงไอตอบหรือจุดตะเกียงออกมาล้างหน้าล่ะ เสียงเคาะปี๊ป! จะดังตามมาทันที

ถ้ายังไม่ตื่นทำความเพียร ครั้งที่ ๒ ก็โน่น ทุบฝากุฏิพังเลยล่ะ หรือใช้ค้อนขว้างเลย แล้วท่านก็จะสอนพระองค์นั้นๆ เลยว่า “ตอนที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าท่านกระแอมก็ต้องแอ้มตอบ แล้วต้องทำความเพียรต่อเลย เราจะต้องมีชาครธรรมต้องตื่นอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์ครอบงำเราได้”

เหล่าพระและแม่ชีที่อยู่วัดญาณฯ ตอนนั้น ตี ๓ ง่วงขนาดไหนก็ต้องออกมา เดินจงกรมหัวทิ่มหัวตำ ชนตอ ชนต้นไม้ เดินจงกรมออกนอกทางเพราะไม่เคยทำอย่างนั้น ใครก็ตามที่ไปอยู่กับท่าน ต้องปรับสภาพร่างกายให้รับได้ทนได้ ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะชินวิธีปฏิบัติแบบท่าน พระทั้งหลายเดินจงกรม เซไปเซมาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่ ไม่ให้หยุดเลย 

และการดำรงชีวิตตามอย่างสมณะที่วัดญาณสังวรารามกับท่านหลวงปู่เจี๊ยะนี้ ท่านกำชับมาก ท่านเน้นว่า “ความถูกต้อง ตามธรรมวินัยให้พากันทำ ไม่ต้องอาย แต่อันไหนผิดธรรมวินัยให้รู้จักละอาย” 

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่ที่วัดญาณสังวรารามนี้ นอกจากจะนำพระปฏิบัติทางด้านจิต ภาวนาแล้ว ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระอุโบสถ, พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ และเสนาสนะอื่นๆ ตามพระบัญชาของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ แต่ด้วยเหตุไม่สะดวกอะไรบางอย่าง ตามนิสัยวาสนาของท่าน ท่านจึงเดินทางกลับมา วัดอโศการาม ซึ่งเหมือนร่มโพธิร่มไทรใหญ่ เนื่องด้วย ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นบุพพาจารย์ของท่าน เมื่อไปที่ไหนมีเหตุขัดข้องก็จะกลับมาที่นี่ 

การกลับมาครั้งนี้ แม้ท่านพ่อลีจะล่วงไปแล้วถึง ๑๘ ปี แต่สายใยแห่งธรรมก็ยังค้ำจุนในจิตใจอยู่เสมอหลวงปู่เจี๊ยะมาจำพรรษาที่วัดอโศการาม ได้พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน นิมนต์ให้อยู่อบรมพระเณรต่ออย่าเพิ่งด่วนไปที่อื่น

แต่ด้วยความไม่สะดวกตามนิสัยวาสนาของท่านหลวงปู่เจี๊ยะ มาอยู่ที่วัดอโศการามนี้ ก็ได้อบรมสั่งสอนพระเณรเต็มความสามารถ แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาอาภัพ การอบรมสั่งสอนของท่านจึงไม่เป็นที่ถูกจริตนิสัยของพระเณรนัก คงไม่เคยร่วมทำบุญ ร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน ไปสอนเขาอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ

ท่านเปรียบตัวท่านเองกับท่านพ่อลีว่า “เราก็เหมือนขี้ไก่ ท่านพ่อนั้นเป็นประดุจทองคำ”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงว่า “ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใครก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงู ที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ

ฉะนั้น จึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่นอย่างเรานี้ ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ”

*ธรรมกิริยา

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นคนทำอะไร ถ้าตามประสาโลกก็คงจะหาว่าท่านไม่ใคร่เรียบร้อยนัก พูดจาโผงผาง ตรงเผงจนคนรับไม่ได้ การสอนของท่านก็ตรงทะลุ ซ้ำยังสอนไปดุไปแรงๆ ซ้ำด้วย ยกตัวอย่างในการสอนให้พิจารณาของหลวงปู่เจี๊ยะ 

(๑) เมื่อพระเณรลูกศิษย์ท่านพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า “อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมากก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้

ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า “เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่” 

พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า “ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา…เอาเลย…พิจารณาเลย”

(๒) และครั้งหนึ่งหลวงปู่เจี๊ยะท่านสนทนากับ ท่านอาจารย์เฟื่อง โชติโก ผู้เป็นสหธรรมิก

อาจารย์เฟื่อง : “เจี๊ยะ! ไปสอนเขาแบบนี้ เขาก็หนีหมดซิ ผู้หญิงฯ สอนให้พิจารณาแต่ของเน่าของเหม็น”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ไอ้ฉิบหาย! กูไม่เชื่อเลย ไอ้พวกนั่งจับลมๆ แม่งมึงก็หลับซิ พระพุทธเจ้าไปอยู่กับอาฬารดาบส และอุททกดาบส จนสำเร็จฌานแปด รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ถึงมาเจริญอานาปานสติในตอนหลัง นี่ยังไม่ได้อะไรเลย จะมาจับลม เข้าพุท โธออก ไม่ทันหรอก อยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ ปี ๔ แล้ง ไม่เคยสอนซักที จับลมนี่ มีแต่ให้พุทโธเร็วๆ บริกรรมพุทโธเร็วๆ เฟื่อง! สอนอย่างไรวะ”

อาจารย์เฟื่อง : “ไอ้ฉิบหาย! สอนเขาอย่างนี้ให้เหม็นเน่า ตัดคอตัดแขน ตัดขา แลบลิ้นออกมาตัด คอขาด แขนขาด เน่าเฟะ เรี่ยราดอยู่กลางศาลา แค่ฟังเขาก็กลัวแล้ว แล้วใครเขาจะมาฟังเทศน์เล่า ใครเขาจะเข้ามาใกล้ มีเพลงเดียว กัณฑ์เดียว ๑๐ ปี ก็เอาอย่างเก่า ปรับปรุงสำนวนให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้หรือ? บางทีคนเหล่านี้เขาเข้ามาฟังพอสบายใจ ก็กลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียเขา ธรรมะรุนแรงเอาไปทำเองเอามาออกสังคมไม่ได้”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ที่เทศน์ที่แสดงอยู่นี่ เพราะพริ้งที่สุดในโลกแล้ว หาฟังที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มันไม่น่าฟังก็ชั่งแม่งมัน ก็ธรรมะเป็นอกาลิโกไม่จำกัดกาล เทศน์ที่ไหนก็ซัดมันซะจนเต็มเหนี่ยว”

(๓) พระอาจารย์เจี๊ยะ กิริยาของท่านทำอะไรไม่ติดข้องทางโลกเลย เช่น ปวดท้องฉี่ ท่านจะฉี่ตรงนั้นเลย คนเยอะไม่ต้องอาย ฉี่ตรงนั้นเลย ทีนี้ท่านก็ถูกตำหนิว่าเป็นพระผู้ใหญ่ทำไมถึงไม่ละอาย

แต่เมื่อเรามาพินิจพิเคราะห์ด้วยดี การกระทำแบบท่านนี้ทำยากนะ อย่างเช่นท่านนั่งเกากลางศาลาคนเยอะๆ นี่ คนธรรมดาทำได้เมื่อไร ชนทั้งหลายเขาก็ว่าพระองค์นี้ ไม่มีระเบียบเรียบร้อยเลย นึกไปนึกมาท่านก็รู้ๆ อยู่ แต่ท่านแกล้งทำเพราะรำคาญคน อยากให้มันหนีไปๆ จะได้อยู่สงบสงัด ท่านชอบอยู่เงียบๆ ทำอะไรๆ ของท่านไปไม่มีใครรู้เรื่องท่านหรอก

ศิษย์พระอาจารย์มหาบัวที่เป็นฆราวาส ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงๆ พระอาจารย์มหาบัวก็แนะนำให้มากราบอาจารย์เจี๊ยะนะ นี่แหละ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

(๔) พระอาจารย์เจี๊ยะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดท่านละเอียดมาก ผ้าสบงเย็บชุนเป็นระเบียบมาก การใช้จ่ายรัดกุมมาก ใครก็ตามที่ไม่เคยฝึกมาก็จะคิดว่า “ทำไมท่านทำอย่างนี้นะ”

ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะดูหยาบ ถ้าเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นประโยชน์ทุกอย่างที่ท่านทำ เช่นอย่างเดินไปนี่ เห็นตะปู ท่านจะให้ถอนออก แล้วเคาะๆ ๆ เก็บไว้มีประโยชน์ไม่ต้องซื้อหา เวลาเดินไปเจอถังพลาสติกแตกๆ ท่านก็เอามาเคาะๆ เอามาป่นใช้แทนครั่ง ทำด้ามสิ่วด้ามขวาน 

เจอหมอนแตกท่านให้พระที่ติดตามลงไปงมมาจากในน้ำ ชาวบ้านมองกันหมด เมื่อได้หมอนมา เอามาตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเย็บให้ดี บางทีพระรูปที่ติดตามต้องสะพายบาตรเดินตามหลังอยู่แล้ว ยังต้องมาสะพายหมอนขาดอีก ใครๆ เขาเห็นเขาก็ว่า “บ้า” แม้แต่ผู้ที่ติดตามยังคิดว่า “ทำยังงี้เหมือนบ้า” แล้วคนอื่นที่มองมันจะคิดมากขนาดไหน ดูๆ แล้วเหมือนผีบ้าเดินตามกัน คนจะมองเหมือนคนบ้ากับคนบ้าอยู่ด้วยกัน

ท่านห้าวหาญมากไม่กลัวใคร แม้พระที่นับถือท่านหรือไม่นับถือท่านก็ไม่กลัวเลย ยกตัวอย่างเช่น พระเดินตามกัน ๒ รูปไม่ได้เลย ถ้าท่านรูปใดทำ เป็นได้เรื่อง ท่านจะด่าเลย ท่านจะให้เร่งความเพียร การเดินตามก้นกันเหมือนฆราวาส ท่านไม่ให้ทำ

พระบางรูปข้อวัตรปฏิบัติดีเยี่ยม เป็นเพียงกิริยา แต่พอเสร็จจากการทำตามตาราง ก็คุยกันจุกๆ จิกๆ ท่านพูดเมื่อเห็นพระกระทำเช่นนั้นว่า “กูไปนั่งเยี่ยวอยู่นี่ เท่ากับพวกท่านพิจารณากันทั้งคืนมั้ง”

พระอาจารย์เจี๊ยะดุพระเณรมาก จนบางครั้งพระอาจารย์เฟื่องต้องเตือนพระเณรว่า “อาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นอย่างนี้แหละ อยู่กับหลวงปู่มั่น แหย่หลวงปู่มั่นให้ดุได้ทุกวัน พวกท่านอยู่กับท่านอาจารย์เจี๊ยะอย่าถือสาท่านนะ”

(๕) เวลาอบรมลูกศิษย์ท่านจะดุมาก เพราะนิสัยท่านชอบฟังธรรมะที่เผ็ดร้อน เวลาอบรมพระเหมือนว่าท่านจะปั้นหน้า หันหน้าเข้าฝา ทั้งๆที่คุยกันอยู่ ทั้งๆที่ยิ้มๆกันอยู่ดีๆ พอท่านหันหน้ากลับออกมาพูดเรื่องธรรมะนี่ หน้าท่านดุเลย

วันไหนถ้าท่านได้ยินเสียงพระคุยกัน ไม่ประกอบความเพียร ท่านลงทุนทุบร่ม กระแป๋ง ขว้างลงมาโครมครามๆ ท่าจะพูดบ่นๆ ว่า “โน่น!…มันพากันหนีไปทางโน่นแล้ว พวกนี้ต้องสอนแบบนี้ ไม่งั้นไม่กลัว” พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะ…เสียงดัง ฮ่า ฮ่า…

เมื่อใดใครก็ตามได้เข้าไปสัมผัสจริง จะรู้ว่าพระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นที่อบอุ่นมีเมตตาอารี ท่านมีนิสัยล่อหลอกทดสอบคนใกล้ชิดท่านอยู่เสมอ ไม่ให้ตายใจ เหมือนว่าเวลาเราจะเดินหน้า ท่านจะถอยหลัง เราถอยหลัง ท่านเดินหน้า เราไป ท่านจะเหยียบเบรค เราต้องจับเอาธรรมะท่านไม่ซ้ำซาก พูดตรงๆ

แต่เฉพาะการพิจารณากายนี้ ๑๐๐ ครั้ง ก็พูดอย่างเก่า เทศน์อย่างเก่าไม่เปลี่ยนแปลง เฉพาะการพิจารณากายอย่างเดียว อย่างอื่นอาจมีแหลมคมตามแง่เหตุผล 

สำหรับการสอนพระ สอนให้ “พุทโธ” ถ้าพุทโธไม่อยู่ ให้กลั้นหายใจพุทโธไป ๒๐ ครั้ง แล้วออกอีก ๒๐ ครั้งในลมหายใจเดียว ให้รัวเหมือนเอ็ม ๑๖ ท่านว่าอย่างนั้น “พุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ให้อย่างนั้นเลย มันถึงจะอยู่ ต้องไว ท่านสอนต่อไปว่า “ถ้าพิจารณากายไม่ไหวนี่ เอาระเบิดใส่ในตัวเรา เอ็ม ๑๖ จ่อขมองเลย ถ้าตัดลิ้นตัดคอยังเสียวอยู่ เอาระเบิดให้แม่มันคอขาดไป”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านออกเที่ยวแสวงหาถิ่น ที่วิเวกทางกายและจิตพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็จะเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามในฤดูฝน เพื่ออบรมสั่งสอนพระเณรเท่าที่ความสามารถที่พึงจะกระทำได้

แต่เมื่อท่านกลับเข้ามาอยู่วัดอโศการาม เป็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง พระเณรก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟังท่านมากนัก มักมองท่านด้วยสายตาว่าเป็นพระแก่เลอะเลือนไม่มีความหมาย พระบางรูปถึงขนาดดูหมิ่นว่า “ท่านเป็นพระบ้า”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านกล่าวว่า “พระทุกวันนี้มักติดรูปแบบในการปฏิบัติ มากกว่าวิธีปฏิบัติจริงเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ดังคำที่ว่า “โลกชอบ แต่ธรรมชัง หรือธรรมชอบ แต่โลกชัง”

สาเหตุเพราะว่าทุกๆ คนชอบมองแต่กิริยาภายนอกอันเป็นไปแบบสบายๆ เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ท่านจึงสลดใจ

…………………………..

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พระกากัน มาลิค’ ผู้รับบทเป็นพระพุทธเจ้า ‘เจิมป้ายวัดหงษ์’ กรุงเก่า

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636631

'พระกากัน มาลิค' ผู้รับบทเป็นพระพุทธเจ้า 'เจิมป้ายวัดหงษ์' กรุงเก่า

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.49 น.

“พระกากัน มาลิค” ผู้รับบทเป็นพระพุทธเจ้า เจิมป้ายวัดหงษ์ กรุงเก่า และรับพระพุทธปฏิมาสมบัติประดิษฐานยังประเทศอินเดีย เพื่อยังศรัทธาชาวพุทธของทั้งสองประเทศให้เบ่งบาน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 19 ก.พ.65 ที่วัดหงษ์ ตำบลหันสัง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาวพุทธวัดหงษ์และคณะกรรมการของวัดหงษ์ ได้รับเป็นเจ้าภาพถวายพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งแก่พระกากัน มาลิค ทูตสันติภาพ ซึ่งเป็นดาราบอลลีวู้ด เป็นที่รู้จักกันในการแสดงบทบาทภาพยนตร์ดังเรื่อง “สิทธัตถะ เจ้าชายผู้กลายเป็นพระพุทธเจ้า” และซีรี่ย์อินเดียอื่นๆ อีกมากบทบาท 

และเพื่อให้คณะเจ้าภาพที่ได้ทำบุญร่วมถวายมาได้ทำอามิสบูชาให้ถูกต้องตามจุดประสงค์เดิม น้อมใจถวายพระพุทธปฏิมาสมบัติซองวัดหงษ์นี้และรับถวายพระพุทธรูปในขนาดต่างๆ ที่ทำจากโลหะไปประดิษฐานยังประเทศอินเดีย เพื่อยังศรัทธาชาวพุทธของทั้งสองประเทศให้เบ่งบานอีกครั้งให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาต่อไปในแผ่นดินพุทธภูมิ ดินแดนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ใช้ประกาศธรรมคำสอนตลอด 45 พรรษาแล้ว พระกากัน มาลิค ทูตสันติภาพ ยังไปเจิมป้ายวัดหงษ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดและประชาชนชนทึ่เข้าร่วมอีกด้วย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เผยมะเร็งปอดคร่าชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แนะสังเกตสัญญาณเตือนภัย

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636622

เผยมะเร็งปอดคร่าชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แนะสังเกตสัญญาณเตือนภัย

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 16.47 น.

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แนะสังเกตสัญญาณเตือน เรื้อรังติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือดหรือมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือมีปอดติดเชื้อซ้ำซาก

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย (เป็นอันดับ 2 ในผู้ชายรองจากมะเร็งตับ และ เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง) การตรวจคัดกรองให้พบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และมีอัตราการตายสูง สาเหตุสำคัญ ได้แก่ 1.การสูบบุหรี่รวมถึงยามวนต่างๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคมะเร็งปอด ผู้สูบบุหรี่อาจมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 10 เท่า รวมถึงผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่เองโดยตรง แต่สูดดมจากบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบก็มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เพราะในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งมากกว่า 60 ชนิด 2.ได้รับแร่ใยหิน (แอสเบสตอส) เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่นการก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค ฉนวนกันความร้อน 

ผู้เสี่ยงคือผู้ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแอสเบสตอสปนเบื้อนเป็นเวลานาน อาจใช้เวลา 15-35 ปี ในการทำให้เกิดมะเร็งปอด สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ทำงานกับฝุ่นแอสเบสตอส อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า 3.สาเหตุอื่นๆ มลภาวะเช่น PM 2.5 สารเบนซิน ฟอร์มาลดีฮายด์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนมาก ไม่เคยมีประวัติสูบบุหรี่ หรือ แอสเบสตอส มาก่อน ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการคัดกรองโรคมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมักจะเป็นโรคในระยะที่ลุกลามไปแล้ว ทำให้การตรวจพบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และ มีอัตราตายสูง วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันจึงเป็นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นโรคมะเร็งปอดได้แก่ ไอเรื้อรังติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือดหรือมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือมีปอดติดเชื้อซ้ำซาก ซึ่งจริงๆ แล้วอาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาการที่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็งปอดอาจพบในโรคอื่นได้ เช่น วัณโรคปอด หากมีอาการสงสัยต้องทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม การวินิจฉัย ทำโดยการถ่ายภาพรังสีปอด (X-ray หรือ CT scan) ร่วมกับการตรวจหาเซลมะเร็งเช่นการตรวจจากเสมหะ หรือการตัดชิ้นเนื้อจากปอดมาตรวจ 

เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งปอดแน่นอนแล้วแพทย์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติร่วมตัดสินใจ โดยพิจารณาจากชนิดของมะเร็ง ระยะโรคและการลุกลาม ความแข็งแรงของผู้ป่วยเป็นหลัก สำหรับการรักษามีทั้งการผ่าตัด การใช้ยา การฉายแสง หรือรักษาร่วมกันหลายวิธี เนื่องจากมะเร็งปอดการตรวจคัดกรองให้พบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และ มีอัตราตายสูง ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่นงดสูบบุหรี่ ป้องกันตัวจากการสัมผัสแร่ใยหิน หรือ มลภาวะ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ รีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ไปบุรีรัมย์กินขนมจีนบุฟเฟ่ต์​ผักไม่อั้นแค่ 40 บาท​ท่ามกลางบรรยากาศล้อมรอบท้องทุ่งนา

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636614

ไปบุรีรัมย์กินขนมจีนบุฟเฟ่ต์​ผักไม่อั้นแค่ 40 บาท​ท่ามกลางบรรยากาศล้อมรอบท้องทุ่งนา

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.49 น.

ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผักเจ๊เล็กที่บุรีรัมย์ มีผักให้เลือกกว่า 10 อย่างเติมได้ไม่อั้นแค่ชามละ 40 บาทพิเศษ 50 น้ำยาแซ่บนัวสูตรตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ สามารถนั่งทานแบบห้อยขาท่ามกลางบรรยากาศสุดชิวล้อมรอบท้องทุ่งนา เจ๊เล็กเจ้าของร้านการันตีใครได้ทานแล้วจะติดใจ เผยยอดขายวันละ 3 – 4 พัน 

วันนี้จะพาไปรับประทานขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผัก ร้าน “เจ๊เล็ก​ ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผัก สารพัดน้ำยา” ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดมาได้ไม่ถึงปี แต่มีลูกค้าทั้งข้าราชการ ประชาชนทั่วไปที่ขับรถผ่านไปมาแวะเวียนมารับประทานไม่ขาดสาย เพราะร้านขนมจีนของเจ๊เล็กจะมีน้ำยาให้เลือกหลากหลาย อาทิ น้ำยากะทิปลาสดที่มีเนื้อปลาเน้นๆ และไข่ปลาด้วย, น้ำยากะทิไก่ที่มีทั้งเนื้อไก่เครื่องในและตีนไก่, น้ำยาป่าขาไก่ใส่ปลาร้า ซึ่งบางวันก็จะมีน้ำยาเขียวหวาน และน้ำยาแกงพะแนงให้ลูกค้าเลือกรับประทานอีกด้วย และจุดเด่นของที่ร้านก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์ผักที่มีผักให้เลือกแบบไม่อั้นมากกว่า 10 อย่าง อาทิ ผักชีลาว, โหระพา, กระหล่ำปลี, ถั่วงอก, แมงลัก, ถั่วฟักยาว, เม็ดกระถิน, ฝักอ่อนกระถิน, แตงกวา, ผักกาดดอง, มะละ และผักตามฤดูกาล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่เพราะเขาจะปลูกแบบปลอดสารใส่ปุ๋ยมูลสัตว์

ส่วนราคาก็ไม่แพงเพียงชามละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท หากซื้อกลับบ้านก็ชุดละ 40 พิเศษ 50 บาทเหมือนกัน ก็สามารถเลือกผักใส่ถุงกลับไปทานที่บ้านได้ ซึ่งนอกจากรสชาติน้ำยาจะแซ่บนัวถูกปากแล้ว ยังถูกใจคนรักสุขภาพกับผักที่เติมได้ไม่อั้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังจะได้นั่งรับประทานขนมจีนแบบห้อยขา ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิว ที่ล้อมรอบไปด้วยท้องทุ่งนาแบบธรรมชาติอีกด้วย

นางพจนา เกรงรัมย์ หรือเจ๊เล็ก เจ้าของร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผัก บอกว่า เดิมก็ขายไก่ย่างปลาเผาอยู่ถนนสายบุรีรัมย์ – ประโคนชัย แต่ช่วงสถานการณ์โควิดระบาดก็ค่อนข้างเงียบเหงา ก็เลยปรึกษากับสามีว่าจะขายอะไรดีที่รับประทานได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ก็เลยตัดสินใจขายขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผักซึ่งก็ได้สูตรน้ำยาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ที่เคยทำให้ทาน มาปรับรสชาติให้ถูกปากลูกค้า เปิดขายที่บริเวณสี่แยกสวนนก บ.โคกตาล ต.สะแกซำ ห่างจากถนนสายบุรีรัมย์ – ประโคนชัย เข้าไปประมาณ 200 เมตรเท่านั้น ซึ่งหลังจากเปิดขายมาได้เกือบ 1 ปี  ก็มีลูกค้าทั้งข้าราชการ และประชาชนที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาแวะเวียนมารับประทานไม่ขาดสายก็จะขายได้เฉลี่ยวันละ 3,000 – 4,000 บาท หักต้นทุนแล้วก็จะเหลือวันละ 1,000 – 2,000 บาท โดยร้านจะเปิดตั้งแต่ 08.00 -16.00  น.ทุกวัน

ทั้งนี้​ เจ๊เล็ก ยังการันตีว่า​ หากใครได้มาลองลิ้มรสชาติขนมจีนของที่ร้านรับรองว่าแซ่บนัวติดใจแน่นอนคะ – 003
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เดือดจนผีกระเจิง! เผาศาลพระภูมิวอด ฉุน 3 ปีให้หวยไม่เคยถูก อยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง(คลิป)

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636600

เดือดจนผีกระเจิง! เผาศาลพระภูมิวอด ฉุน 3 ปีให้หวยไม่เคยถูก อยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง(คลิป)

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.00 น.

เดือดจนผีกระเจิง!!! หนุ่มบุรีรัมย์ฉุนตั้งศาลพระภูมิ 3 ปี ให้หวยไม่เคยถูก จุดไฟเผาวอดบอกอยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง หักมุมเตรียมจะตั้งศาลใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม เป็นทรงโมเดิร์นเผื่อผีจะชอบ

19 ก.พ.65 บนโลกโซเซียลมีการแชร์คลิปวิดีโอจาก TikTok หนุ่มวัย 40 ปี ลงมือจุดไฟเผาศาลพระภูมิบ้านตัวเองวอด หลังจากตั้งใจตั้งเอาไว้หน้าบ้าน นานกว่า 3 ปี ไม่เคยถูกหวย ได้เลขมาจากการขอ ผิดตลอด โดยในภาพเป็นคลิปขณะเกิดเพลิงไหม้ศาลพระภูมิอย่างรุนแรง ก่อนที่จะมีผู้หญิงรีบวิ่งเอาน้ำมาดับ และขณะเพลิงโหมลุกไหม้อยากหนัก ชายอีกคนได้ใช้ไม้เข้าไปตีซ้ำจนศาลพังก่อนฉีดน้ำดับ เมื่อเพลิงสงบศาลก็เหลือแต่ซาก

จากการตรวจสอบพบ ศาลพระภูมิดังกล่าว อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ 13 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พบศาลพระภูมิทรงเรือนไทย เหลือแต่ซาก เอาใบมะพร้าวมาคลุมไว้ ขณะที่เจ้าของคลิปเล่าว่า เจ้าของศาลพระภูมิดังกล่าวเป็นของญาติ ชื่อนิกร อายุ 40 ปี เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. คืนวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหวยออก ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาจะเผาศาลพระภูมิ ตอนนั้นออกมาเก็บผ้าที่ระเบียงมองมาเห็นเหมือนมีใครจุดเทียนเอาไว้ที่ศาลพระภูมิ แต่ดูแสงไฟผิดปกติ จึงลงมาดูเห็นไฟลุกจึงถือขวดน้ำจะไปดับ แต่นายนิกรเดินออกมาจากบ้านบอกไม่ต้องดับ เพราะเป็นคนจุดไฟเผาเอง

เจ้าของคลิปเล่าอีกว่า พอไฟเริ่มลุกไม้เกือบทั้งหลัง นายนิกรยังเอาไม้ไปตีซ้ำจนศาลพระภูมิพัง ก่อนจะฉีดน้ำดับ ทั้งเล่าถึงที่มาที่ไปของศาลพระภูมินี้ว่า เป็นเพราะนายนิกรเคยฝันเห็นผีผู้หญิงหัวขาดมาขออยู่ด้วยจึงตั้งศาลพระภูมิให้ ซึ่งจุดนั้นตรงทางสามแพร่งพอดี หลังตั้งศาลผีผู้หญิงหัวขาดก็หายไป แต่ผีตัวอื่นมาอยู่อีกหลายตน ทำให้นายนิกรโมโหว่าตั้งศาลให้ยังตามมาหลอกหลอน ประจวบขอหวยหลายครั้ง แต่ไม่เคยถูกสักที มีแต่เฉียดไปเฉียดมา ทั้งที่ก็เอาน้ำแดงมาไหว้ทุกวันพระ

“ทุกครั้งก่อนหวยออกมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะงวดล่าสุดที่ได้เลข 537 แต่หวยกลับออก 957 ทำให้นายนิกรโมโหจุดไฟเผาศาลพระภูมิ ทั้งบอกว่า “อยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง” แต่จะตั้งศาลให้ใหม่ใหญ่กว่าเดิม อาจจะเป็นทรงโมเดิร์นเผื่อผีจะชอบ”-001

ชมคลิบที่นี่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,278,070 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

หวานเว่อร์!!'รัศมีแข'หมั้นแล้วแฟนหนุ่มชาวสวีเดน
Trump says that as soon as Election Day ends, 'we're going in with our lawyers' #SootinClaimon.Com
ฉลองมงคลสมรส ธารา รัตนาวะดี - ปภาดา ตันติมาสกุล
'พิชัย' เชื่อ 'ทรัมป์' จะทำ ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น พาประเทศออกจากวังวนเดิม
Thais give alms to monks on Father’s Day
New tack for Trump: Delay final vote count #SootinClaimon.Com
โซไซตี้ : เอสจีเอส ประเทศไทย อาสาทำดีเพื่อน้อง ระดมพลังพนักงานจิตอาสา ลงแรง ด้วยใจ ให้น้องๆ ในจังหวัดสตูล ‘เพื่อชีวิต...ที่ดียิ่งกว่า’
SIA flies first batches of Covid-19 vaccines to Australia and New Zealand #SootinClaimon.Com
Apple accelerates work on car, aims for fully autonomous vehicle #SootinClaimon.Com
Davies reiterates US concerns over rights

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,689 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d