ลั่น เฟสติวัล L.U.N FEST เปลี่ยนสเปซประวัติศาสตร์ สู่ปรากฏการณ์ดนตรีแห่งปี

10 กันยายน 2569 เวลา 17:11 น.

ผ่านพ้นไปด้วยความประทับใจ สำหรับเทศกาลดนตรี “ลั่น เฟสติวัล (L.U.N FEST)” ที่เนรมิตพื้นที่สเปซประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเทศกาลดนตรีแห่งปี ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ต่อยอดความสำเร็จในโปรเจกต์ MUSIC INDUSTRY NEXUS    โดย สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ที่ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดนตรี มุ่งยกระดับวงการเพลงไทยสู่ระดับสากล เพื่อสร้างเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างศิลปินมืออาชีพ อุตสาหกรรมดนตรีและสถาบันการศึกษา ผ่านแนวคิด “กลั่น•ลั่น•เล่า” 

โดยได้รับเกียรติจาก คุณดนุพร ปุณณกันต์ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กล่าวเปิดงานพร้อมร่วมถ่ายภาพกับคณะผู้บริหารสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ได้แก่ รศ.คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ นายกสภา, ผศ.ดร.อโณทัย นิติพน รักษาการแทนอธิการบดี รวมถึง นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ปรึกษาโครงการ Music Industry Nexus มหาวิทยาลัยเครือข่ายความร่วมมือ และนักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ ลั่น (L.U.N Live Unit Network)  

“ลั่น เฟสติวัล (L.U.N FEST)” จัดเต็ม! ทั้งระบบ แสง สี และเสียง จัดหนัก! ด้วยไลน์อัปศิลปินหลากสไตล์   ทำเอาแฟน ๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับ 2 เวทีหลัก เริ่มจากเวที  “กลั่น” หรือ “NOISE BREWERY STAGE” เวทีใหญ่ใจกลางโถงสถานีหัวลำโพง มาพร้อมทัพศิลปิน  Tattoo Colour, BANK SORNRAM, GALCHANIE, GENE KASIDIT, ANNALYNN, ASIA7, สิงโต นำโชค และ Foon (ฝุ่น) รับช่วงส่งต่อความมันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันยันค่ำ ไปกับเวที L.U.N STAGE  เวทีที่ตั้งอยู่บริเวณชานชลารถไฟสุดคลาสสิก โดยเปิดเวทีให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีไม้ลายมือ ไม่ว่าจะเป็น  HOT LIKE HELL, murrph., UNDA ALUNDA, Par-T (พาที), THE PUBLISH, B35 บรม ๓๕ และ ภูมิจิต ประเดิมเวทีใหญ่ ด้วยศิลปิน ASIA7  ที่นำซาวด์เอเชียนป๊อปมาผสานกลิ่นอายเวิลด์มิวสิกและเครื่องดนตรีพื้นบ้านไทย เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมอย่างล้นหลาม  ก่อนเปลี่ยนบรรยากาศไปยังเวทีชานชลาเพิ่มดีกรีควาคึกคักกับโชว์ของ HOT LIKE HELL ต่อเนื่องด้วยแนวเพลงอาร์แอนด์บีและโซลในสไตล์ของ GALCHANIE  ตามด้วยดนตรีอินดี้และอัลเทอร์เนทีฟจาก murrph., 

จากนั้นเร่งความมันขึ้นอีกระดับด้วยพลังดนตรีเมทัลคอร์จาก ANNALYNN   พร้อมเดินหน้าต่อกับซาวด์ของ UNDA ALUNDA ที่ผสานความหนักแน่นของร็อกเข้ากับลูกเล่นทางดนตรีจากแจ๊ส  เติมสีสันบนเวทีเมื่อ GENE KASIDIT ขึ้นปล่อยพลังผ่านเพลงอิเลกโทรป๊อปสุดจัดจ้าน  ตามด้วยเพลงอินดี้โฟล์กร็อกจาก Par-T(พาที) ก่อนถึงคิวของ “BANK” SORNRAM ที่ยกมนต์เสน่ห์ของศิลปะการแสดงลิเกมาเสิร์ฟถึงเวทีคอนเสิร์ต  ต่อด้วยพลังดนตรี Alternative Rock จาก THE PUBLISH ก่อนเข้าสู่ช่วงที่แฟนเพลงได้อินกันต่อกับเสียงเพลงแนวอินดี้ป็อปจาก FOON (ฝุ่น) และโชว์สุดพิเศษจาก B35 บรม๓๕ ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม  จากนั้น สิงโต นำโชค  ขึ้นเวทีเรียกเสียงกรี๊ดด้วยบทเพลงป๊อบมีกลิ่นอายเซิร์ฟมิวสิก   ต่อเนื่องด้วยพลังอินดี้ร็อก จาก ภูมิจิต ที่มาพร้อมบทเพลงถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและมุมมองต่อสังคม ก่อนปิดท้ายด้วยโชว์สุดมันของวง Tattoo Colour  ที่ทำเอาทุกคนร้องตามกระหึ่มทั่วทั้งหัวลำโพง 

นอกจากไลน์อัปโชว์สุดพิเศษบนเวทีแล้ว ภายในงานยังสร้างแรงบันดาลใจผ่านโซน L.U.N Showcase และ Artists & Partners Exhibition ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้ค้นพบทั้งเสียงใหม่ ศิลปินใหม่ และโอกาสใหม่ ๆ ในโลกของดนตรี พร้อมเปิดโอกาสให้คนในวงการเพลงได้พบปะและแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานอย่างคับคั่ง 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปิดโอกาสให้นักศึกษากว่า 200 คน ได้ลงมือทำงานจริง ก้าวจากบทบาท “คนดู” สู่ “คนทำ”  พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์และทักษะต่าง ๆ   เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอุตสาหกรรมดนตรีอย่างมืออาชีพต่อไป โดย L.U.N – Live Unit Network เหล่านักศึกษาไม่ได้เรียนรู้คอนเสิร์ตจากการนั่งดูอยู่หน้าเวที  แต่ต้องข้ามไปอยู่หลังเวทีและลองเป็นคนทำให้งานเกิดขึ้นจริง  ตั้งแต่ Project Manager, Artist Relations, Production, Stage, Sound, Lighting ไปจนถึง Marketing, PR, Content, Front of House  และ Audience Experience พวกเขาผ่าน Hackathon การออกแบบคอนเสิร์ต การเป็นทีม Host ใน Live House จริง การไป Support ทีมอื่น และการเผชิญกับสิ่งที่ไม่มี worksheet ไหนสามารถจำลองได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องผู้ชม เรื่องเวลา รวมถึงแผนที่ต้องปรับเปลี่ยน และปัญหาหน้างานที่ต้องตัดสินใจในทันที  L.U.N FEST จึงเป็น Final Project ของกระบวนการทั้งหมด เมื่อแต่ละ Unit ต้องกลับมารวมกัน ทำงานเคียงข้างทีมมืออาชีพ และพิสูจน์ว่าสิ่งที่เคยเรียนและทดลองมาตลอดทางสามารถประกอบขึ้นเป็นเทศกาลจริงได้หรือไม่ จากคนที่เคยรู้จักคอนเสิร์ตในฐานะ “คนดู” สู่คนที่เริ่มมองเห็นว่าเบื้องหลังหนึ่งโชว์ต้องมีคนกี่แบบ ทำหน้าที่อะไร และต้องเชื่อมต่อกันอย่างไร 

สิ่งที่น่าสนใจของ L.U.N FEST อาจไม่ใช่แค่คำถามว่า “วันนี้มีใครเล่นบ้าง?” แต่คือคำถามว่า “ใครบ้างที่ทำให้วันนี้เกิดขึ้นได้?” บนเวที ได้เห็นศิลปินที่กำลังกลั่นประสบการณ์ของตัวเองออกมาเป็นงาน และหลังเวที ได้เห็นคนรุ่นใหม่กำลังสร้างประสบการณ์แรก ๆ ที่วันหนึ่งอาจกลายเป็นความรู้  และบางทีนี่อาจเป็นภาพของคำว่า Nexus ที่ชัดที่สุด ไม่ใช่เพียงการเอาคนในวงการมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่คือการทำให้ความรู้ คน และการลงมือทำ เดินทางถึงกันจริง ๆ ที่กลั่น จากประสบการณ์ สู่ความรู้ และลั่น จากความรู้ สู่ประสบการณ์

เปิดใจ ‘สายป่าน’ เป็นห่วงอนาคต วางแผนชีวิตคู่จริงจัง เผยเหตุผลที่ต้องฝากไข่

10 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

หายห่วงแบบสบายใจ สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ สำหรับนางเอกมากความสามารถ สายป่าน อภิญญา ที่ไร้กังวลในเรื่องของเวลาที่จะต้องมาพะวงกับการสร้างครอบครัวมีเจ้าตัวน้อยไปเลย หลังจากได้เข้ามาปรึกษาและได้ทำการ ฝากไข่ (Oocyte Freezing) กับทาง GFC (Genesis Fertility Center) หนึ่งในผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก ที่เดินหน้าส่งต่อความหวัง ความสุข และเติมเต็มความฝันของหลากหลายครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะว่า 9 ปี

นอกจากจะทำให้เจ้าตัวใช้ชีวิตกำหนดเวลาในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่ ทุ่มเวลาและลุยทำงานเต็มที่แบบอิสระไม่ต้องกังวลกับเรื่องของเบบี๋ และทำเพื่อลูกในอนาคตแล้ว ยังเป็นหลักประกันสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ

สายป่าน เล่าว่า  “อย่างแรกต้องบอกก่อนเลยว่า 3 ปีแล้วที่ “ฝากไข่. ไว้ที่ GFC โชคดีที่ได้ตัดสินใจมาที่นี่ GFC เพราะเรื่องของสุขภาพ หลายคนอาจจะค่อนข้างมั่นใจในตัวเองและคิดว่าตัวเองแข็งแรง ถึงเวลาพอแต่งงานไปปล่อยปุ๊บติดปั๊บจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะว่าป่านกับวุฒิก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว แล้วไม่มีก็คือไม่มีเลยจริงๆ แล้วก็ไม่ติดเลยจริงๆ นะคะ ซึ่งอาจจะเกิดจากหลายๆ อย่างด้วย ดังนั้นการเริ่มต้นก็คือการเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ลองตรวจหลายๆ อย่างดูก่อนว่ามีความผิดพลาดหรือบกพร่องตรงไหนหรือเปล่าเราจะได้แก้ไขและเตรียมตัวได้”

“ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ป่านมองเห็นว่าสำคัญมากๆ เลยก็คือ เป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตคู่จริงๆ อย่างของป่านกับวุฒิร่างกายแข็งแรง สุขภาพไม่มีไม่ดีตรงไหนเลยทุกอย่างผ่านหมดเลย แล้วก็เราได้แพลนได้ว่าเราจะทำแบบนี้ ขั้นตอนเป็นแบบนี้ ลองกลับไปทำเองก็ยังมีเวลาถ้าเกิดไม่ทำเองให้หมอช่วยเลยก็จะถูกกระชับเข้ามา ส่วนระยะเวลาก็คุยกับคุณหมอได้ปรับเปลี่ยนได้ ยิ่งเร็วยิ่งดี ดังนั้นไม่ต้องกังวลอยากให้ลองเปิดใจเข้ามาปรึกษาก่อนไม่ว่าจะเป็น ฝากไข่ ก็ดี ตรวจคุณภาพของสเปิร์มก็ดี ตรวจสภาพของรังไข่ ท่อนำไข่ หรือว่าอะไรก็ดี รวมไปถึงการวางแผนการทำน้องหรือว่า อิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection)”

“สำหรับวัยรุ่นที่แบบใช้ชีวิตไปก่อนอย่ารอนะ เพราะอายุ 30 ไม่ใช่ตัวเลขเล่นๆ แล้วนะคะ ถ้าบางคนรอไปอาจจะไม่ติดเลยและอาจจะเฟลไปเลยก็ได้ หลายคนคาดหวังว่าอยากมีลูกเพื่อมาเติมเต็มชีวิตคู่ หลายคนคาดหวังว่ามีลูกแล้วจะมีกำลังใจในตอนแก่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต หรือหลายๆ คนอาจจะคาดหวังมีลูกแล้วจะได้ไม่เหงามาเป็นเพื่อน อย่ารอค่ะ เพราะว่าเมื่อไหร่ที่ 40 ไปแล้วป่านว่าถึงเวลานั้นจะมียากนะ แล้วจะอยากย้อนเวลากลับมาแก้ไขก็จะทำไม่ได้แล้ว ดังนั้น 30 ปุ๊บ ไปปรึกษาคุณหมอเลยค่ะ ไปวางแผนไว้ก่อน จริงๆ แล้วสำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะแบบป่านกับวุฒิเป็นวัยรุ่นที่ทำกิจกรรมทุกอย่างสุดโต่งมากจริงๆ การปรึกษาคุณหมอที่ GFC เป็นเรื่องที่ทำให้ป่านสบายใจและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ได้มากขึ้น ตอนนี้กิจกรรมที่ป่านทำคือดำน้ำป่านก็ไปดำน้ำได้อย่างสบายใจไม่ต้องมานั่งห่วง นั่งนับวันรอวันทำการบ้านวันไหน คือสบายใจได้เลย เราสามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่กับชีวิตไปเลย”

เซอร์ไพรส์! คนแต่งเพลง ‘SaWaDiKa’ ให้ LISA ปักหลักทำงานในไทย เปิดวาร์ป ‘Danny Chung’

10 กันยายน 2569 เวลา 15:15 น.

วินาทีนี้คงไม่มีกระแสไหนในวงการดนตรีจะแรงไปกว่าซิงเกิล ‘SaWaDiKa’ ของ LISA ที่หยิบเอาคำทักทายของไทยมาใส่บีตฮิปฮอปสุดเฟียร์ซ จนกลายเป็นไวรัลซาวด์ที่คนทั่วโลกร้องตามและทำชาเลนจ์กันสนั่นโซเชียล แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังท่อนแรปสุดสับที่ติดหูตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน มีชื่อของ Danny Chung (แดนนี่ ชาง) Head of Creation แห่ง THEBLACKSEA เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของความปังระดับโกลบอลนี้ซ่อนอยู่

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘SaWaDiKa’ ท่อนฮิตที่คิดมาแล้วทุกกระเบียดนิ้ว

ทำไม ‘SaWaDiKa’ถึงทำงานกับคนฟังทั่วโลกได้อย่างมหาศาล? คำตอบคือ “ความเข้าใจใน Attitude” Danny Chung รู้วิธีดึงอินเนอร์ความขี้เล่นแต่ดุดันของ LISA มาผสานกับกลิ่นอายฮิปฮอปตะวันตก เขาสร้างเพลงที่ไม่ใช่แค่ Catchy แต่เป็นคำที่เข้าปาก ร้องตามง่าย และสามารถหยิบไปตั้งแคปชันบนอินสตาแกรม ทำคอนเทนต์ใน TikTok หรือตะโกนร้องในผับได้อย่างไม่เคอะเขิน

กว่าที่คำว่า “สวัสดีค่ะ” จะดูอินเตอร์และเต็มไปด้วยจริตความเท่ การทำงานของ Danny ในโปรเจกต์นี้เรียกได้ว่าพาเราดำดิ่งลึกลงไปถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมจากการซึมซับความเป็นไทยที่เขาได้มาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯเพื่อทำหน้าที่ Head of Creation ให้กับ THEBLACKSEA นานกว่า 3 ปี เขาไม่ได้แค่เขียนเนื้อร้องภาษาอังกฤษให้คล้องจองแต่ได้ร้อยเรียงความโมเดิร์นและกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เขาช่วยออกแบบการออกเสียง จังหวะกระแทกคำ โฟลว์การแรป ไปจนถึงเมสเซจที่ต้องการสื่อสาร ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน เพื่อดึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ LISA ออกมาให้เปล่งประกายที่สุด การตีความรากเหง้าวัฒนธรรมใหม่ให้กลายเป็น Pop Culture Moment ครั้งนี้ คือข้อพิสูจน์ว่าเทสต์ในการเลือกใช้คำของเขานั้นหาตัวจับยากจริงๆ

The Mastermind ผู้อยู่เบื้องหลังศิลปิน A-List และโปรเจกต์ระดับโลก

ความสำเร็จของ ‘SaWaDiKa’ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย หากใครติดตามวงการเพลงสากลจะรู้ดีว่า Danny Chung คือเจ้าของลายเซ็นในเนื้อเพลงภาษาอังกฤษและท่อนแรปที่สร้างภาพจำให้ศิลปินระดับโกลบอลมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นท่อนฮิตของ BLACKPINK ในเพลง How You Like That, Pink Venom และ Shut Down รวมถึงการปั้นคอนเซปต์และเนื้อเพลงสุดซ่าให้กับ JEON SOMI

นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ของเขายังก้าวข้ามขีดจำกัดของวงการดนตรี ไปสู่การร่วมงานในโปรเจกต์แอนิเมชันระดับอินเตอร์อย่าง K-Pop Demon Hunters  และล่าสุดกับการเป็นหนึ่งใน 5 นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ระดับโกลบอลในรายการ Tinh Hà “Say Hi” รายการออดิชันเซอร์ไววัลล่าสุดในแฟรนไชส์ “Say Hi” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการบันเทิงเวียดนาม ซึ่งตอกย้ำว่า Danny ไม่ใช่แค่นักแต่งเพลง แต่เป็น ‘Storyteller’ (นักเล่าเรื่อง) ที่เข้าใจบริบทของอุตสาหกรรม Pop Culture ระดับโลกอย่างถ่องแท้

ก้าวใหม่ที่น่าจับตาในฐานะ Head of Creation แห่ง THEBLACKSEA

หลังจากสร้างมาตรฐานระดับโลกไว้มากมาย มูฟเมนต์ล่าสุดที่ทำเอาวงการดนตรีและครีเอทีฟไทยต้องตื่นเต้น คือการที่ Danny Chung ดำรงตำแหน่ง Head of Creation ให้กับ THEBLACKSEA ค่ายเพลงและบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง THEBLACKLABEL และ CP GROUP  ซึ่งกำลังมาแรงและถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้

การคว้าตัวคนเบื้องหลังระดับเวิลด์คลาสมาคุมบังเหียนด้านการสร้างสรรค์ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรฐานการผลิต ผลงานศิลปิน และทิศทางของค่าย จะไม่ได้โฟกัสแค่ตลาดโลคัล แต่มุ่งเป้าไปที่สเกลระดับโลก การนำความเชี่ยวชาญในการสร้าง ‘ปรากฏการณ์ไวรัล’ แบบที่ทำสำเร็จมาแล้วใน ‘SaWaDiKa’ มาประยุกต์ใช้กับศิลปินและโปรเจกต์ในค่าย จะผลักดันให้ THEBLACKSEA กลายเป็นฮับเอนเตอร์เทนเมนต์แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พร้อมผลิตผลงานระดับเวิลด์คลาส

โดย Danny เผยว่า “ครั้งแรกที่ผมได้ร่วมงานกับลิซ่าคือเมื่อ 9 ปีที่แล้ว หลังจากที่ BLACKPINK เพิ่งเดบิวต์ แต่การได้มาร่วมงานกันในเพลง ‘SaWaDiKa’ นั้นมีความหมายกับผมเป็นพิเศษ การได้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผมได้ซึมซับวัฒนธรรมบ้านเกิดของเธออย่างลึกซึ้ง ซึ่งช่วยมอบความเข้าใจในมิติที่ละเอียดอ่อน และสามารถนำมาสร้างสรรค์เมสเซจที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเธอออกมาได้อย่างแท้จริง  ลิซ่ามีเรื่องราวที่สำคัญมากมายที่จะสื่อสาร และการได้เห็นว่าเธอทำให้ทั้งประเทศไทยและคนทั้งโลกภาคภูมิใจได้ขนาดไหน ถือเป็นความรับผิดชอบที่ผมให้ความสำคัญและจริงจังกับมันมากๆ ครับ และการสร้างความเชื่อมโยงที่จริงใจในแบบเดียวกันนี้เอง คือสิ่งที่เราตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปกับ THEBLACKSEA”

ถ้า ‘SaWaDiKa’ คือการเปิดประตูบานใหม่ให้วัฒนธรรมไทยในเวทีโลก… การมาเยือนและตั้งฐานทัพของ Danny Chung ที่ THEBLACKSEA ในไทย ก็คือการวางรากฐานเพื่อสร้าง ‘Iconic Moments’ ครั้งใหม่ ที่แฟนเพลงและวงการ T-Pop ต้องจับตาดูแบบห้ามกะพริบตา!

‘ข่าวเที่ยงช่องวัน’คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติ ‘ฐานันดร ๔’ โดย สมาคมสมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย)

10 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

รายการ “ข่าวเที่ยงช่องวัน” ตอกย้ำความปัง!! คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติ “ฐานันดร๔” ประจำปี ๒๕๖๙ ประเภทสาขา รายการข่าววาไรตี้ ดีเด่น  ที่จัดโดย สมาคมสมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย) เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี  เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ นักข่าว สื่อมวลชน และบุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ

ล่าสุด 2 พิธีกรข่าว แจ๊ค ศรีสุภางค์ และ อ๊อฟ ชัยนนท์ เป็นตัวแทนรับมอบรางวัลดังกล่าว พร้อมกล่าวขอบคุณผู้ชมทางบ้านที่ติดตามข่าวเที่ยงช่องวันมาโดยตลอด  รางวัลนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจแก่ทีมงาน “สำนักข่าววันนิวส์”  ที่จะก้าวต่อไปด้วยความยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสื่อ พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป โดยสามารถติดตามชม “ข่าวเที่ยงช่องวัน” ได้ ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 11.10 น. ทางช่อง one31

‘ใหม่ ดาวิกา’สวยสะกด เปล่งประกายในชุดราตรีสีทอง ร่วมงาน ‘The Vogue Gala 2026’

10 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

เรียกเสียงฮือฮาและแสงแฟลชได้ไม่น้อย สำหรับนางเอกสาวมากความสามารถ “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” ที่ล่าสุดปรากฏตัวในงานสุดยิ่งใหญ่ “The Vogue Gala 2026” ณ Capella Bangkok ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Vogue Thailand งานนี้สาวใหม่จัดเต็มความสวย สง่า และเลอค่า สมฐานะแฟชั่นไอคอนระดับแนวหน้าของเมืองไทย

โดยในค่ำคืนพิเศษนี้ “ใหม่ ดาวิกา” สวมชุดราตรีเกาะอกสีทองอร่าม ที่สั่งตัดพิเศษ ดีไซน์เน้นสัดส่วนที่เป๊ะปัง ท่อนบนเป็นคอร์เซ็ตเข้ารูป เพิ่มความหรูหราด้วยรายละเอียดปักประดับที่ประณีต ช่วงเอวคาดด้วยผ้าสีบรอนซ์เงิน และมีดีเทลด้านหลังเป็นผ้าลากยาวสีดำ เสริมลุคให้ดูสง่างามดุจเจ้าหญิง พร้อมแมตช์เข้ากับถุงมือยาวสีขาว และเครื่องประดับเพชรสุดเลอค่า ทั้งสร้อยคอและต่างหูเข้าชุด เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับลุคนี้ได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ “ใหม่ ดาวิกา” ยังได้โพสต์ภาพบรรยากาศในงานผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว @davikah เผยให้เห็นภาพคู่น่ารักๆ กับ “กุลวิทย์ เลาสุขศรี” บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue Thailand และภาพโพสท่าสวยๆ ในชุดสุดปัง ซึ่งมีแฟนๆ และเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเมนต์ชมความสวย และกดไลก์กันอย่างล้นหลาม ยืนยันความฮอตของเธอได้เป็นอย่างดี

‘ออฟโรด’ เปิดชีวิตสุดลำบาก เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก ใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้

10 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ ต้าห์อู๋ ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ?

ออฟโรด: เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ

ระหว่าง Introvert กับ Extrovert คิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ?

ออฟโรด: ผมเป็น Introvert

ระหว่าง Logic กับ Emotional ?

ออฟโรด: Logic

คุณเป็นมนุษย์ดินที่ข้อมูลสำคัญมาก ?

ออฟโรด: ผมชอบเรื่องของ Compound Interest ถึงเลือกเรียนไฟแนนซ์ เพราะว่าชีวิตของคน ๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนได้ด้วย Compound Interest เราอยากมั่งคั่งอยากรวยบ้าง อยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงไปสู่เส้นทางนั้นได้

Compound Interest คืออะไร ทำไมเราควรจะรู้ไว้ ชีวิตจะดีขึ้นเพราะสิ่งนี้ ?

ออฟโรด: เหมือนกับการเล่นเกม สมมุติมีเงินอยู่ 100 บาท แล้ววันนี้ได้เงินมา สมมุติดอกเบี้ย 2% ก็คือ 2 บาท ได้มาเป็น 102 บาท ณ วันนี้ทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 102 บาท แล้วปีหน้า 2% เท่าเดิม ก็จะทบจาก 102 บาท ไปเป็นแบบ 104, 106, 108 บาทก็จะทบไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือ Compound Interest แบบง่าย ๆ ครับ

ถ้าเกิดเราไม่ได้ศึกษาหรือไม่เข้าใจเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น ?

ออฟโรด: น่ากลัวมาก จะถูกเงินเฟ้อกินไป จะจนลงโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคิดว่ามีเงิน 1 ล้านบาท วันนี้คิดว่ารวยแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ข้าวไข่เจียวอาจจะอยู่ที่ 20 บาท สมมุติมีเงิน 100 บาท สามารถซื้อไข่เจียวได้ 5 จาน แต่ ณ วันนี้อาจจะกินข้าวไข่เจียวได้แค่ 2 จาน ซื้อของน้อยลง ความรวยน้อยลง แล้วถ้าต่อไปถือเงิน 100 บาทซื้อไข่เจียวได้แค่จานเดียว หรือซื้อไม่ได้ คือความน่ากลัวเท่ากับเงิน 1 ล้านบาท ที่คุณมี คุณไม่ได้รวย แต่ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ นี่แหละความน่ากลัว ถ้ายังไม่ได้ลงทุนวันนี้ ไม่มี Compound Interest เข้ามา ชีวิตในอนาคตน่ากลัวมาก ๆ

ในวันนี้กับสังคมไทยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเรื่องของการเงินคือเรื่องอะไร ?

ออฟโรด: เรื่องของความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา ค่อนข้างที่จะน่ากลัวขึ้นทุก ๆ วัน เพราะมี Gap ที่กว้างขึ้นเยอะ ในเรื่องของ Data ที่ส่งไปไม่ถึง คนอาจจะเสพได้มากขึ้น แต่บางสิ่งบางอย่างมีข้อมูลที่เร็ว ข้อมูลที่ช้า บางทีการส่งไปสู่สิ่งนั้น ไม่เท่าเทียม

การเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เล่าให้ฟังหน่อยว่าก้าวแรกที่กล้าท้าทายตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน ?

ออฟโรด: เชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ

จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย  เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้ ?

ออฟโรด: Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้

ที่บอกว่าต้องอยู่กับความเป็นจริงช่วยขยายความให้ฟังหน่อยได้ไหม?

ออฟโรด: โดน Comment ว่าร้องเพลงก็ไม่ดีหรือเต้นก็ไม่ได้ จะโดนเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ในวงการ ก็จะรู้สึกแย่ แต่สิ่งนี้ผมเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอด แล้วไม่ได้เป็นคนน้ำเต็มแก้ว ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะเก่งขึ้นได้เหมือนกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเร่งแล้วกดดันตัวเอง ผมการที่เร่งมากเกินไปก็เหมือน HYROX ที่ไปแข่งมา ถ้าเร่งมากก็คือ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีแข่งครั้งแรกกับพี่ต้าห์อู๋ เพราะต้องซ้อมต่อเนื่อง ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายมาก ๆ ในอาทิตย์หนึ่ง อย่างน้อยออกได้สัก 3 วันเป็นอย่างต่ำ ใน Routine ของผม รู้สึกไม่ได้ยากมาก แต่แค่สิ่งที่เพิ่มไปก่อนที่จะไปแข่งจริง ๆ ก็คือการวิ่ง การเพิ่ม VO2 Max ให้ตัวเอง ประมาณ 58 ซึ่งค่อนข้างที่จะเยอะมาก ๆ ก็ไปดูค่าเฉลี่ยว่าอยู่เหนือคนทั่วไปประมาณหนึ่ง เพราะว่าผมเป็นคนชอบเตะบอล ชอบออกกำลังกายที่แบบใช้ Cardio อยู่แล้ว เวลาผมเทรนก็จะเป็น High-Intensity Interval Training เป็น Circuit แบบ Functional ซึ่งค่อนข้างที่จะเหนื่อยอยู่แล้วครับ

เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนเราต้องดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ?

ออฟโรด: เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นยังไง ให้ตัวเองยังยืนหยัดและผ่านมันมาได้?

ออฟโรด: อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผม

การต้องยืนร้องเพลงข้างคนที่เสียงเหมือนมาจากสวรรค์อย่าง ต้าห์อู๋ กดดันเหมือนยืนข้าง Mariah Carey ในใจเรารู้สึกยังไง แล้ววันที่ตัดสินใจเปิดใจคุยกันตรง  วันนั้นคุยอะไรกัน?

ออฟโรด: แต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ

มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?

ออฟโรด: เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง ?

ออฟโรด: สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว

แล้วในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง ?

ออฟโรด: ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ

เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?

ออฟโรด: เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป

ช่วงเวลาที่หยุดเชื่อมต่อกับโลกภายนอกช่วยให้คุณได้ยินเสียงในใจตัวเองชัดเจนขึ้นยังไงบ้าง?

ออฟโรด: ได้คุยกับตัวเอง เหมือนรีวิวชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในแบบความวุ่นวาย ชีวิตฉันคืออะไร ยังมี Passion เหมือนเดิมไหม เป้าหมายเหมือนเดิมหรือเปล่า เหมือนการที่ได้รีวิวควรจะต้องยังไงต่อไป ผมจะ Social Detox ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า วันนี้อยาก Healing ตัวเอง รับสิ่งอื่นมากเกินไปแล้ว กลัวสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็จะเริ่ม Social Detox แล้วช่วงนี้ชอบมากไป Ice Bath คนเดียว ไปทีหนึ่ง 2-3 ชั่วโมง

การต้องเป็นที่พึ่งและส่งต่อรอยยิ้มให้คนเป็นร้อยเป็นพัน จนบางทีกลายเป็นการกดดันตัวเองที่จะต้องดูแลทุกคน ในมุมของคนที่แคร์คนอื่นมาก  แบบเรา มองและรับมือกับความท้าทายนี้ยังไง?

ออฟโรด: ผมแคร์แฟนคลับ แต่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง สมมุติแคร์ทุกคน จริง ๆ Level ของทุกคนกำหนดยากมากว่าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ผมแค่มาโฟกัสที่ตัวเอง วันนี้ตอนที่โชว์ โมเมนต์ตรงนั้น มีความสุขไหม ถ้ามีความสุข Emotional สิ่งนี้ส่งไปถึงคนรอบข้าง สมมุติถ้าคนหนึ่ง ผมเดินมาวันนี้ ผมเหนื่อยมาก ไม่อยากมาคุย ไม่อยากทำอะไร สามารถสื่อกันได้ แต่ถ้าวันนี้ผมมาด้วย Energy อยากคุย มีความสุขจะส่งออกได้เหมือนกัน เวลาผมไปขึ้น Concert จะโฟกัสให้ตัวเอง มีความสุข ตอนผมไปงาน K-2O กลัวและตื่นเต้นมาก เพราะว่าตอนนั้นไปเป็น Guest พี่ต้าห์อู๋เพื่อร้องเพลง  เป็นเวทีใหญ่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลัวคนจะร้องเพลงตามเราได้ไหม ต้องมันส์นิดหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นเอาเพลง Closer ไปร้องแล้วคนร้องตามเยอะมาก พอกลับมาดูคลิป Full Fill กับตัวเอง

เคยมองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไหม สำหรับเราแล้ว ภาพเส้นทางชีวิตที่กำลังจะก้าวไปชัดเจนแค่ไหน?

ออฟโรด: เห็นภาพชัดตัวเองตลอด เวลามีจำกัด แค่ว่าอาจจะยืมเวลาคนอื่นมาใช้ทำอะไรบางอย่าง ในวันที่มีเงินมาก ตอนนี้คือผมทำงานในวงการ เอาเวลาของตัวเองไปเยอะ ซึ่งตอนนี้กำลังจะสร้างสิ่งใหม่ ลงทุนใน Asset ที่ Generate รายได้มาให้เป็นกระแสเงินสด อยากทำสิ่งนี้มากแล้วเป็น Passion คือการมีบริษัทของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เริ่มแล้วขายกล้วยฉาบ ธุรกิจสิ่งที่ยากที่สุดคือ “คน” ผมเพิ่งเริ่ม ถ้าจะพูดใน Chapter นี้ในชีวิต คือ “Baby Boss” ผมเองไม่เคยเป็นบอสใคร เรียนรู้ไปด้วย เติบโตไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง Handle บริษัทตัวเอง challenge ตัวเองเหมือนกัน เหมือนย้อนกลับไปใน 5 ปีที่แล้ว ที่ก้าวเข้ามาในวงการ สิ่งนี้เหมือนกับกำลังก้าวเข้ามาในการทำธุรกิจครับ

Mindset การมองโลกในแง่ที่ดีและพลังบวกที่สะสมมาขนาดนี้ คิดว่าได้ต้นแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่เยอะไหม?

ออฟโรด: ผมเจอโลกมาเยอะมากเล่าเป็นละครเรื่องหนึ่งได้เลยคือ เกิดมาบ้านมีฐานะ ทุกคนรัก แฮปปี้ ญาติพี่น้องรักกันกลมเกลียว พอในวันหนึ่งธุรกิจล้มไม่ประสบความสำเร็จ ไปพึ่งพาจนเขารู้สึกรำคาญ ไม่ชอบ แล้วก็ไม่มีเงิน โดนดูถูกจากญาติตัวเองอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ ไม่มีเงินจะกินข้าว อยากกินไก่ทอดก็ไม่ได้กินไม่มีเงินจะซื้อ ลำบากตั้งแต่ ป.4 จนขึ้นปี 4 หลายปีมากที่ลำบาก เกือบ 10 ปี

จำได้ไหมว่าวันที่ลำบากที่สุดที่ยังอยู่ในใจเลยคือเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาในหัว?

ออฟโรด: การที่ผมขายแหนม ผมทอดแหนมปลากรายใส่กล่องโฟมที่หาดใหญ่ เดินน่าจะ 10 กิโลไปกับแม่ที่อุ้มน้อง เดินไปขายแหนมถือกล่องโฟมนั้น “เอาแหนมไหมครับ” จนเหนื่อย พอไปตั้งก็มีคนมาช่วยซื้อ รู้สึกว่าเหมือนคนที่ขายดอกไม้แล้วข้างทาง แล้วเราสงสารเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธกลับมา “ไม่เอาครับ” ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อนโดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก เอายายมาปล่อยด้วย ยายผมเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ตรงข้ามบ้านกัน คนไม่อยากเลี้ยงอยู่แล้ว รำคาญ ก็เอายายมาให้แม่ผมเลี้ยง แล้วก็บอกว่า “เอาเชื้อโรคมาฝาก” อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า “สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ” ผมอยู่กับความลำบาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด

ตอนเด็ก  ที่โดนคนปฏิเสธ เด็กคนนี้คุยกับตัวเองว่ายังไงเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา?

ออฟโรด: ความรู้สึกของผมรู้สึกเสียใจไหมที่ปฏิเสธ ในช่วงแรก ๆ ที่ทำเสียใจ แต่พอไปเรื่อย ๆ โอเค ไม่เป็นไร ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่ซื้อของเรา เหมือนเรียนรู้ว่า สมมุติเอาไปขายคนที่ไม่ได้หิว เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ไปตรงที่เขาหิวข้าวกัน อย่างเช่น ที่เตะบอล ไปออกกำลังกายที่เหนื่อย ๆ แล้วก็ไปขายตรงนั้นไหม ได้เรียนรู้เหมือนได้ลงสนามอย่างแท้จริง เข้าใจหลักการในชีวิตและในวันนั้นที่ขายแหนมก็นำมาทานด้วย ตอนนั้นบ้านผมไม่ได้จะมีเงินไปซื้อของอย่างอื่นกิน บางทีแหนมเหลือ เราก็ไม่อยากจะขายของซ้ำ ก็กินแหนมปลากรายทอด หรือแหนมตุ้มเอามาผัดไข่ กินสิ่งนี้ประทังชีวิต แล้วรู้สึกเสียดายด้วยไม่อยากทิ้ง

ก้าวออกจากห้วงนั้นของชีวิตยังไงทั้งบ้านเลย ?

ออฟโรด: แม่ผมกับผมค่อนข้างที่จะตีกันเยอะ เพราะค่อนข้างกลัวแล้วก็ Conservative แต่ผมเข้าใจได้ว่าเขาเจออะไรมาก็เป็นคนแบบนี้ แม่ผมมีเท่านี้ก็จะกินเท่านี้ สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำยังไงก็ได้ให้ฉันพอ แม้กระทั่งจะหิวก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าไม่พอ ก็ต้องหาเพิ่ม และผมเชื่อว่าโอกาสสำคัญมาก ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ คือแม่ผมอยากให้อยู่ ม.อ. หาดใหญ่ แต่รู้สึกว่าโอกาสของผมก็จะถูกตีกรอบให้เล็กมาก ผมก็ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมาเรียนกรุงเทพฯ ก็กู้ กยศ เรียน เข้าไฟแนนซ์ เป็นประธานรุ่น มีกิจกรรมทำหมด อาจารย์มีให้ไปแข่งไฟแนนซ์ผมก็ไป ทำทุกอย่างให้ได้เจอคน

ไปแข่ง HYROX ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

ออฟโรด: ผมสนุกที่ได้ไปได้เจอคนที่ชอบการออกกำลังกายเหมือนกับเรา โดยส่วนตัวป็นคนชอบออกกำลังกาย เป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่เด็ก บ้าพลัง พอได้ออกกำลังกายจะมีความสุขมาก ๆ แล้วอยาก challenge ตัวเองด้วยที่ออกกำลังกายมามี Six Pack อยากรู้ว่าจะทำเวลาได้เร็วแค่ไหน คือเป้าหมายของผม แต่ว่าจะไม่เอาความกดดันของผมไปใส่กับคู่ Partner คือพี่ต้าห์อู๋ ก็ต้องดูด้วยว่าเขาไหวแค่ไหน พี่ต้าห์อู๋เทรนไม่เหมือนกันจะเป็นอีกฟิลหนึ่ง พี่ต้าห์อู๋ Pace ตอนวิ่งอยู่ข้างหน้า ผมจะวิ่งตาม ส่วนฐานผมก็จะแบกมากกว่าเขา ช่วย ๆ กัน วันนั้นตะคริวก็ถามหาเหมือนกันช่วงฐานที่ 3 ก็มาแล้ว พี่ต้าห์อู๋มาตั้งแต่ฐาน 2 Sled push pull ก็ Challenge เป็นการแข่ง HYROX ครั้งแรกที่ท้าทาย แล้วอยากให้เก่งขึ้นอีก

อยากให้คนนึกถึงคำว่าอะไรเวลาได้ยินชื่อ Offroad?

ออฟโรด: ความพยายาม ผมไม่เคยทิ้งความพยายาม ทุกวันนี้ผมมีความคิดว่าคนที่พยายามทำสิ่งใด ถ้าสมมุติทำไปเรื่อย ๆ จะเก่งขึ้น บางคนพยายามแล้วกดดันจะถึงวันที่รู้สึกว่า ทำไมทำไม่ได้ ก็จะรู้สึกนอยด์ตัวเอง เลิกไปในเส้นทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่ทนกับสิ่งนี้ได้นาน เพราะพยายามแล้วรอไปในอนาคต เพราะผมเป็น Value Investor อดทนวันนี้เพื่อที่จะรวยในอนาคตได้ หลักการเดียวกัน ณ วันนี้อดทนให้คนดูถูกผมไปก่อน ในอนาคตก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นได้

‘สไมล์ ศศินา’ ชวนรอลุ้น’ทุกอณูฤทัย’โผล่แจมบทเซอร์ไพรส์แฟนละคร

10 กันยายน 2569 เวลา 11:43 น.

“ทุกอณูฤทัย” ทวีความเข้มข้น “สไมล์ ศศินา” ชวนลุ้นความสนุก กับบทรับเชิญ สุดเซอร์ไพรส์ ที่แฟน ๆ ช่อง 7HD ต้องห้ามพลาด!

เข้มข้นขึ้นทุกทีแล้วจ้า สำหรับละครแอ็กชั่น โรแมนติกดราม่า จากค่าย มุมใหม่ เรื่อง ทุกอณูฤทัย ทาง ช่อง 7HD โดยเฉพาะครึ่งหลังของเรื่อง ที่เดินเครื่องสนุก น่าลุ้นไม่ไหว เพราะตัวร้ายเริ่มเผยไต๋ ส่วนนางเอกอย่าง นรีรัตน์ ที่รับบทโดย ฮาน่า ลีวิส ก็พอจะเริ่มใจอ่อนกับพระเอก ม.จ.อธิธัช ที่รับบทโดย จิณณ์ จิณณะ ขึ้นมาบ้าง ไม่อย่างนั้นคงถูกแฟนละคร แห่คอมเมนต์ว่าจะไปเหมาแผงปลามาให้นางเอกกินเต็มโซเชียลแน่นอน

แต่บอกเลยว่าความสนุกน่าลุ้นของละคร ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีอีกหนึ่งนักแสดงรับเชิญที่เตรียมโผล่มาสร้างสีสัน ก็คือนางเอกสาว สไมล์-ศศินา พนมธรนิจกุล ที่จะมารับบทตัวละครสำคัญ ช่วยเพิ่มความสนุกให้เนื้อเรื่องกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น แต่จะรับบทเป็นใคร สไมล์ มาชวนรอชมว่า

“สไมล์ติดตามดูละคร ทุกอณูฤทัย และเห็นกระแสตอบรับจากแฟนละครช่อง 7HD มาตั้งแต่ต้น เห็นหลายคนชื่นชอบก็รู้สึกดีใจแทนทีมงาน และนักแสดงทุกคนค่ะ สำหรับเรื่องนี้ มีแฟนละครหลายคนพอจะรู้แล้วว่า สไมล์จะมาร่วมแสดงรับเชิญด้วย ซึ่งทุกคนก็ตั้งตารอว่าสไมล์จะออกมาตอนไหน และรับบทเป็นใคร เอาเป็นว่าแอบบอกใบ้ให้ทุกคนลุ้นนิดหน่อยแล้วกันค่ะ ว่าเป็นตัวละครสำคัญที่จะคลายปมบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เกี่ยวกับตัวนางเอก นรีรัตน์ (ฮาน่า) กับ ม.จ.ขวัญฤทัย (ฝ้าย-พีรญา มะลิซ้อน) แล้วก็จะมีเส้นเรื่อง ที่ต้องมาเชื่อมโยงกับ พศวัต (เวลล์-ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก) ด้วย แต่จะรับบทเป็นใคร และจะออกมาตอนไหน อยากให้มารอลุ้นกันดีกว่า แต่รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งบทบาท ที่จะมาเป็นตัวช่วย ให้เรื่องราวกลมกล่อมมากขึ้นแน่นอน

ยังไงก็ขอฝากแฟน ๆ ให้กำลังใจ รอติดตามชม ทุกอณูฤทัย ด้วยนะคะ เป็นละครอีกหนึ่งเรื่องของ ช่อง 7HD ที่สนุก น่าติดตาม แล้วตอนนี้ก็กำลังเข้มข้นมาก ๆ เลย แล้วก็ฝากรอดูสไมล์ด้วยนะคะ (ยิ้ม)”

ติดตามความสนุกของละคร  “ทุกอณูฤทัย” ได้ทุกวันจันทร์ อังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD  

3 หนุ่ม 3 ความเร้าใจ ‘นิกกี้–น็อต–แชมป์’ เปิดตัวตนอีกด้าน คว้า Friends of Triumph ครั้งแรกในไทย

10 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

เมื่อ 3 หนุ่มต่างสไตล์ “นิกกี้ – ณฉัตร จันทพันธ์”, “น็อต – ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม” และ “แชมป์ – ชนาธิป โพธิ์ทองคำ” ขอมาเปิดอีกด้านของตัวเอง พร้อมโชว์ 3 นิยามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ทั้งความสนุกจากการออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ความเท่ที่สะท้อนผ่านดีไซน์และสไตล์ และความสุขจากการออกเดินทางค้นหาเรื่องราวระหว่างทาง ก่อนรวมตัวกันขึ้นแท่น “Friends of Triumph” ครั้งแรกในประเทศไทย ถ่ายทอดภาพของผู้ชายต่างคาแรกเตอร์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน แต่มีสิ่งที่ตรงกันคือการกล้าออกไปสนุกกับสิ่งที่ตัวเองหลงใหล

เริ่มจาก นิกกี้ ณฉัตร ตัวแทนความสนุกและมุ่งมั่น ใช้ความหลงใหลทำในสิ่งที่รัก และนำทางในการออกไปเปิดโลกใหม่ ๆ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ พร้อมลองสิ่งใหม่และท้าทายตัวเองอยู่เสมอ ขณะที่ น็อต ณัฐสิทธิ์ มาในมุมของหนุ่มนักเลือกสรรเพื่อแมตช์สไตล์ที่ใช่ ที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เลือก ตั้งแต่เสื้อผ้า รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงเส้นทางที่ออกไป สามารถบอกตัวตนและรสนิยมได้โดยไม่ต้องพูด ส่วน แชมป์ ชนาธิป เป็นตัวแทนของความเร้าใจในการผจญภัยจากการเดินทาง ที่ไม่ได้วัดความสนุกจากการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด แต่สนุกกับเส้นทาง ผู้คน และทุกประสบการณ์ที่ได้พบระหว่างทาง ซึ่งทั้งหมดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีอยู่ในเรื่องราวของทั้งสามหนุ่ม

หนุ่มนิกกี้ ณฉัตร ตัวแทนของคนที่ชื่นชอบการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และมองว่าการขี่รถจักรยานยนต์เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเติมสีสันให้กับชีวิต โดยเจ้าตัวเผยถึงความหลงใหลในตัวตนของไทรอัมพ์ว่า

“ส่วนตัวผมชอบทุกอย่างที่เป็นอังกฤษอยู่แล้ว อย่างที่ทุกคนทราบกันดี เช่น ฟุตบอล ซึ่งไทรอัมพ์เองก็เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวมาอย่างยาวนาน ซึ่งไทรอัมพ์ Bonneville T100 คันนี้ ทำให้ผมรู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ ทั้งความเป็น British Spirit และ DNA ของแบรนด์ที่มีความชัดเจนและเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ

สำหรับผมการขี่รถจักรยานยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของการได้ขับขี่ แต่คือการได้พาตัวเองออกไปเปิดโลก เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ และได้ท้าทายตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนความเป็นตัวผมเหมือนกัน เพราะผมเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ชอบเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ผมเลยรู้สึกว่าการขี่ไทรอัมพ์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผมได้สนุกกับชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และที่สำคัญคือได้เป็นตัวเองในอีกด้านหนึ่ง”

ขณะที่ น็อต ณัฐสิทธิ์ เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่สะท้อนความหลงใหลผ่านเรื่องของดีไซน์และสไตล์ ที่เจ้าตัวให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะสำหรับน็อตความมีสไตล์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเสื้อผ้าหรือการแต่งตัว แต่คือทุกสิ่งที่เราเลือกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และสามารถบ่งบอกความเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน

โดยน็อตเผยว่า “สำหรับผมรถจักรยานยนต์เป็นมากกว่าพาหนะที่ใช้เดินทาง แต่เป็นเหมือนแฟชั่นไอเทมที่ช่วยเติมเต็มความเป็นตัวเอง คล้ายกับแฟชั่นที่แต่ละคนสามารถเลือก Mix & Match ให้เข้ากับบุคลิกและสไตล์ของตัวเองได้ ซึ่งผมชอบความเป็นตัวเองของไทรอัมพ์ Scrambler 900 เพราะมีดีไซน์และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถเลือกสไตล์ของเราเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การแต่งรถ หรือแม้แต่เส้นทางที่เราเลือกออกไปค้นหา อีกทั้งผมรู้สึกว่ารถจักรยานยนต์ที่ดีจึงไม่ใช่แค่รถที่เราชอบ แต่ต้องเป็นรถที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่เราอยากถ่ายทอดออกมา”

ปิดท้ายด้วย แชมป์ ชนาธิป ที่มองการขับขี่ในอีกมุมหนึ่ง โดยสำหรับเขาแล้ว การได้อยู่บนท้องถนนคือช่วงเวลาที่ได้พักจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้อยู่กับปัจจุบัน และออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความท้าทายอย่างเขา ทุกเส้นทางจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย แต่คือโอกาสในการก้าวออกจาก Comfort Zone และสนุกกับสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

โดยแชมป์ได้กล่าวว่า “ในชีวิตประจำวันที่มีทั้งงานและเรื่องต่าง ๆ การได้ออกไปขี่รถทำให้เราได้หยุดพักและกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง ได้สัมผัสบรรยากาศได้เจอผู้คน และได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งผมเป็นคนที่ชอบความท้าทายอยู่แล้ว การได้ออกไปเจอเส้นทางใหม่ ๆ หรืออะไรที่เราไม่คุ้นเคย จึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกและตื่นเต้น สำหรับผมความสนุกของการขี่ไทรอัมพ์ Tiger 1200 Rally Pro ไม่ได้อยู่แค่ที่ปลายทาง แต่อยู่ในทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะแต่ละเส้นทางมักมีเรื่องราวและประสบการณ์บางอย่างให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ผมรู้สึกสนุกกับการได้เป็นหนึ่งใน Friends of Triumph”

การเปิดตัว “Friends of Triumph” ครั้งนี้ จึงเป็นการนำเสนออีกมุมของโลกการขับขี่ผ่านตัวตนของผู้คนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่คนที่พร้อมออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ คนที่หลงใหลในดีไซน์และสไตล์ ไปจนถึงคนที่สนุกกับการออกเดินทาง โดยมีความหลงใหลเดียวกันภายใต้แนวคิด “For The Ride” ที่มองว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องสมรรถนะหรือดีไซน์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าตัวตน ประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และเรื่องราวที่แต่ละคนเลือกสร้างขึ้นในแบบของตัวเอง

จากนี้เตรียมติดตามกันต่อว่า Friends of Triumph “นิกกี้–น็อต–แชมป์” ทั้ง 3 คนจะพารถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ไปเปิดประสบการณ์ความเร้าใจในรูปแบบไหนอีก เพราะแม้จะมีความหลงใหลนำทางเหมือนกัน แต่เส้นทางและไลฟ์สไตล์ของทั้งสามก็ไม่จำเป็นต้องมีแค่คำตอบเดียว

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ที่เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th  และ  www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ผนึกพลังภาครัฐ–อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เปิดตัว ‘ชวนคนไทย ดูหนังไทย’

10 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการรับชมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ“ชวนคนไทย ดูหนังไทย” มุ่งสร้างการรับรู้ ขยายฐานผู้ชม และเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์และคอนเทนต์ไทยเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตและบุคลากรในอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันคอนเทนต์ไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีผลงานที่ได้รับความสนใจและการยอมรับ
ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันผู้ผลิตไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคอนเทนต์ต่างประเทศ แพลตฟอร์มที่หลากหลาย และพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่เป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะผลงานที่มีคุณภาพแต่ยังมีข้อจำกัดด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงผู้ชม

โครงการจึงมุ่งผนึกความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ไทยผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เชื่อมโยง “คอนเทนต์ไทยกับผู้ชมไทย” กระตุ้นให้เกิดการรับชม ติดตาม และบอกต่อ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผลงานไทยเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

โดยงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯ จัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ Plaza Club Siam Glowfish ชั้น 11 อาคารสยามปทุมวันเฮ้าส์ โดยได้รับเกียรติจาก

นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน จากนั้นพบกับการเสวนา  ในหัวข้อ “Partners Talk: ทำให้ไทยเห็น” ร่วมกับตัวแทนจากสื่อโฆษณานอกบ้าน Out-of-Home (OOH)  สื่อออนไลน์ Influencer และเครือข่ายพันธมิตร ก่อนต่อด้วย “Industry Talk: ทำให้ไทยดู” จากตัวแทนผู้ประกอบการโทรทัศน์ ผู้ประกอบการซีรีส์วาย และบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ บุคลากรในอุตสาหกรรม สื่อมวลชนและประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งต่อคอนเทนต์ไทย เพื่อให้ “คนไทยได้เห็น คนไทยได้ดู และคอนเทนต์ไทยเติบโตไปด้วยกัน”

L&E Beyond เตรียมพานวัตกรรมงานเบื้องหลังฝีมือไทย ขึ้นเวที The Voice TRUEgether สร้างโชว์อลังการระดับสากล

10 กันยายน 2569 เวลา 11:32 น.

L&E Beyond ผู้นำธุรกิจระบบแสงสว่างและ Entertainment Production Solution Provider ของไทย ผนึกกำลัง EXIT365 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกลับมาของ “The Voice TRUEgether” เวที “เสียงจริง ตัวจริง” รายการประกวดร้องเพลงระดับตำนานของประเทศไทย พร้อมส่งต่อความบันเทิงผ่าน 3 รายการ ได้แก่ The Voice Thailand 2026The Voice Celebrity และ The Voice Teens ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ L&E Beyond นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสง สี และเอฟเฟกต์ มาร่วมยกระดับโปรดักชันของรายการ โดยออกแบบจังหวะของแสงและการเคลื่อนไหวให้สอดรับกับอารมณ์และความหมายของแต่ละบทเพลง เพื่อถ่ายทอดตัวตนของผู้เข้าแข่งขัน เสริมพลังให้ทุกโชว์มีความโดดเด่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ พร้อมนำเทคโนโลยีโคมไฟหมุนและเอฟเฟกต์พิเศษที่ออกแบบ ผลิต และควบคุมคุณภาพได้เองจากโรงงานในประเทศไทยของ L&E Solid State มาใช้ในโปรดักชันระดับสากล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์โชว์

ยกระดับศักยภาพเทคโนโลยีไทย สู่โปรดักชันระดับสากล

นางสาวอโรชา กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจ L&E Beyond กล่าวว่า “L&E Beyond ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์โปรดักชันไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี และความเชี่ยวชาญด้านระบบแสง เสียง ภาพ และ Entertainment Tech แบบครบวงจร รวมถึงศักยภาพในการออกแบบและผลิตโคมไฟภายในประเทศไทย เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันที่ตอบโจทย์งานบันเทิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำศักยภาพของธุรกิจไทยมาสร้างสรรค์งานศิลปะและความบันเทิงบนเวทีระดับสากล”

ที่ผ่านมา L&E Beyond มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์โปรดักชันของ The Voice Thailand อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ The Voice All Stars 2022, The Voice Thailand 2024 และ The Voice Pride Thailand ก่อนต่อยอดสู่ The Voice TRUEgether ในปีนี้ โดยมุ่งพัฒนาแสง สี และเอฟเฟกต์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องในแต่ละโชว์ สะท้อนตัวตนของผู้เข้าแข่งขันและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างในทุกเวที

สัมผัสประสบการณ์การชมโชว์ที่เต็มอิ่มและอินยิ่งกว่าเดิม

“The Voice TRUEgether” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ EMSPHERE พร้อมนำ “เก้าอี้แดง” สัญลักษณ์ของรายการออกจากสตูดิโอมาสู่ใจกลางเมือง และเผยโฉม 8 โค้ชของ The Voice Thailand 2026 และ The Voice Celebrity ได้แก่ ก้อง–สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โอ๊ต–ปราโมทย์ และจ๋าย–ไททศมิตร พร้อม กบ–ทรงสิทธิ์ ในบทบาทพิธีกร และ The Voice Teens เปิดตัว 4 โค้ช ได้แก่ เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์–วรันธร, โบกี้ไลอ้อน และทอย เดอะ ทอยส์ พร้อม ไอซ์–พาริส ในบทบาทพิธีกร

เตรียมสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงครั้งใหม่กับ “The Voice TRUEgether” ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. รับชมสดฟรีทาง True4U ช่อง 24 และรับชมออนไลน์และย้อนหลังผ่านแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW ก่อนส่งต่อความสนุกสู่ The Voice Celebrity และ The Voice Teens ต่อไป