‘เอ-แป้ง’พาลุยสวนมะยงชิดนครนายกชิมสดจากต้น พร้อมเปิดสูตรแปรรูปของดีชุมชน

'เอ-แป้ง'พาลุยสวนมะยงชิดนครนายกชิมสดจากต้น พร้อมเปิดสูตรแปรรูปของดีชุมชน

‘เอ-แป้ง’พาลุยสวนมะยงชิดนครนายกชิมสดจากต้น พร้อมเปิดสูตรแปรรูปของดีชุมชน

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ห้ามพลาด ! อาทิตย์ที่ 22 มีนาคมนี้ พ่อเอ-ไชยา พาลูกแป้ง-ศรันฉัตร์ ลุยสวนเก็บมะยงชิดของดี  GI ขึ้นชื่อของจังหวัด นครนายก  พร้อมเรียนรู้การแปรรูปสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างใกล้ชิด แฟนรายการ “มิตรรัก ทั่วไทย” เตรียมออกเดินทางไปสัมผัสของดีประจำถิ่นกันแบบเต็มอิ่ม เมื่อสองพิธีกรอารมณ์ดี เอ–ไชยา มิตรชัย และลูกสาว แป้ง–ศรันฉัตร์ บุกจังหวัดนครนายก ตามหาของอร่อยและผลไม้ขึ้นชื่อประจำฤดูกาลอย่าง มะยงชิดนครนายก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัด  

เริ่มต้นทริปกันที่ร้านขายของฝากชุมชนบริเวณหน้า เขื่อนขุนด่าน ซึ่งเป็นจุดรวมมะยงชิดสดจากสวนของชาวบ้านที่นำมามัดเป็นช่อ ๆ วางจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ ก่อนที่สองพ่อลูกจะพาไปตระเวนชิมร้านอร่อยในย่านตลาดเก่านครนายก คลายร้อนด้วย ไอติมกะทิเจ๊ปุ๊ ร้านไอติมโบราณที่ขายมานานกว่า 40 ปี ทีเด็ดอยู่ที่ไอติมทำเอง มีเพียง 2 รสชาติ คือ กะทิซาหริ่ม และกะทิธรรมดา แต่รสชาติถูกใจลูกค้าทุกรุ่น  จากนั้นแวะร้านของฝากชื่อดัง กุยช่ายคุณเอ้ & ของฝากพิชชาภัทร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องกุยช่ายแป้งบาง ไส้แน่น ทำสดใหม่วันต่อวัน ก่อนเดินทางต่อไปยัง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคุ้มเขาราชสีห์ เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านถึงที่มาของการรวมกลุ่มสร้างอาชีพ พร้อมชมขั้นตอนการปอกมะยงชิดเพื่อเตรียมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน  

ไฮไลต์สำคัญคือให้ผู้นำชุมชนพาไปถึงสวนมะยงชิด เก็บผลสดจากต้นมาชิมกันแบบสด ๆ ก่อนจะเรียนรู้กระบวนการแปรรูปสินค้าเด่นของกลุ่ม เช่น กล้วยอบราดซอสมะยงชิด ตั้งแต่ขั้นตอนการทับกล้วย อบแห้ง จนถึงการราดซอสมะยงชิดเพิ่มรสชาติความอร่อย  

งานนี้ เอ–แป้ง ยังได้ลองชิมเมนูสร้างสรรค์จากมะยงชิดอีกหลายเมนู ทั้ง มะยงชิดสมูทตี้, มะยงชิดเอสเพรสโซ่ และส้มตำมะยงชิด ก่อนปิดท้ายด้วยการช่วยชุมชนขายสินค้าภายใต้แบรนด์ แม่จำลอง ที่มีให้เลือกทั้งมะยงชิดอบแห้ง มะยงชิดกวน คุกกี้มะยงชิด รวมถึงผลไม้แช่อิ่มต่าง ๆ  แฟน ๆ ที่สนใจสินค้าของวิสาหกิจชุมชนที่รายการพาไปเยี่ยมชม สามารถสนับสนุนสั่งซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์ shop.bugaboo.tv  ออกเดินทางไปหาของดีไปกับ เอ-แป้ง ไป .นครนายก ในรายการ “มิตรรัก ทั่วไทย” วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมนี้ เวลา 13.00 น. รับชมสดทาง ช่อง 7HD  กด 35  สดออนไลน์ BUGABOO.TV และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG,X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

‘หนุ่มแท่ง อารามทัวร์’พาไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพัทยา

'หนุ่มแท่ง อารามทัวร์'พาไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพัทยา

‘หนุ่มแท่ง อารามทัวร์’พาไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพัทยา

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เต็มอิ่ม ครบรส ไปกับ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” พาไปเที่ยววัดสวยใจกลางพัทยาใต้ ไหว้พระพุทธชัยมงคล พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพัทยา อิ่มอร่อยสกับร้านอาหารซีฟู้ดรสเด็ด ระดับมิชลิน เสาร์ที่ 21 มีนาคมนี้

ไปทัวร์กันต่อกับสองพิธีกรอารมณ์ดี หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ และ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง กับรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์”  สัปดาห์นี้จะเดินทางไปเที่ยววัดสวยใจกลางพัทยาใต้ที่ วัดชัยมงคล พระอารามหลวง วัดที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพัทยา 

มาถึงวัดชัยมงคล ก็ต้องมากราบขอพรพระพุทธชัยมงคล พระพุทธรูปเก่าแก่สมัยอยุธยา ขอบารมีองค์พระพุทธชัยมงคลให้ปกปักรักษา แต่การมาขอพรพระพุทธชัยมงคลนั้นนิยมมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจการค้า มีนักธุรกิจในเมืองพัทยามาขอพรกันเยอะ เมื่อสมปรารถนาตามที่ขอแล้วจะนำผลไม้มาถวาย หรือบางท่านก็จะนำหัวหมูมาถวายแล้วไปต่อกันยังมุมสำคัญต่าง ๆ ที่ล้วนแต่มีประวัติที่น่าสนใจ ทั้งพระอุโบสถ, พระเจดีย์ที่มีความสวยงามแปลกตา พระวิหารหลวงพ่อสามสมัย  ฯลฯ

และหลังจากอิ่มบุญแล้ว หนุ่ม-แท่ง พาแฟนรายการไปอิ่มท้องต่อที่ ร้านครัวบ้านพ่อตา  ร้านแนะนำที่ชาวพัทยาใต้ยกให้เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารซีฟูดรสเด็ด การันตีด้วยรางวัลจาก Michelin Guide 2025 เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารทะเลพื้นบ้าน  ที่หนุ่มแท่งบอกเลยว่าถ้ามาพัทยาต้องห้ามพลาดเลยทีเดียวเชียว

โดย หนุ่ม-แท่ง เผยความประทับใจว่า “วันนี้เต็มอิ่มทั้งวัดสวย ได้กราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพัทยา แล้วอาหารทะเลที่ต้องบอกว่าสดและแซ่บถึงใจ มาพัทยามาเที่ยวทะเลแล้ว อย่าพลาดมาเที่ยววัดชัยมงคล และไปชมวิวที่วัดพระใหญ่กันนะครับ”เที่ยวพร้อมกับ หนุ่ม-แท่ง ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 21 มีนาคมนี้ เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35    และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

เมื่อ ร.4 ทรงใช้ ‘เจดีย์เขาตังกวน’ ผนึก‘สงขลา’ เข้ากับ ‘บางกอก’

เมื่อ ร.4 ทรงใช้ ‘เจดีย์เขาตังกวน’ ผนึก‘สงขลา’ เข้ากับ ‘บางกอก’

เมื่อ ร.4 ทรงใช้ ‘เจดีย์เขาตังกวน’ ผนึก‘สงขลา’ เข้ากับ ‘บางกอก’

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระองค์แรก ที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองสงขลาโดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เสด็จฯ ถึงราวปี พ.ศ. 2402 โดยมีการสร้างพลับพลาที่ประทับ บนไหล่ “เขาตังกวน” บริเวณฝั่งบ่อยาง (อำเภอเมืองสงขลาปัจจุบัน) ในช่วงเวลานั้น

สำนักหอจดหมายเหตุระบุว่า
พุทธศักราช 2402 เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตก ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 สิงหาคม ผ่านสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ ท่าปากน้ำเมืองปราณบุรี, ท้องอ่าวตำบลเกาะหลัก แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์,  ตำบลแหลมทองหลาง แขวงเมืองกำเนิดนพคุณ, พลับพลาปากน้ำชุมพร, ตำบลเกาะง้าม เกาะพลีกรรม์ แขวงเมืองนครศรีธรรมราช, ปากน้ำเมืองนครฯ, พลับพลาตำบลท่าสัก ทรงนมัสการพระมหาธาตุเจดีย์ ทอดพระเนตรพระพุทธสิหิงค์ที่หอพระ ทอดพระเนตรวัดโพ วัดประดู่ แหลมสน เมืองสงขลา ตลาดภูเขาเก้าเซ่ง แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับทางแขวงเมืองนครศรีธรรมราช แหลมชุมพุก ช่องมุกตะเภา ปากน้ำชุมภร เกาะหลัก ด่านปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ต่อมาเดือนมกราคม เสด็จประพาสอากาศที่สามมุข เมืองชลบุรี โดยเสด็จกลับทางปากน้ำบางปะกง ทอดพระเนตรเขาดิน และเสด็จเมืองปราณบุรี ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร

ชื่อ “เขาตังกวน” ปรากฏหลักฐานครั้งแรก ในแผนที่ภาพกัลปนาวัดเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยา  “ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ”  นักวิชาการ วิเคราะห์ควาหมายของคำว่า “ตังกวน” เอาไว้ว่า
“มีผู้รู้พยายามอธิบายว่า “ตังกวน” มาจากคำภาษามลายูว่า “ควน” หมายถึง ที่สูง ซึ่งมีขนาดเตี้ยกว่าภูเขา แต่สูงกว่าเนินเขา โดยแต่เดิมคงเรียกว่า “เขาควน” แล้วค่อยเรียกเพี้ยนมาเป็น “เขาตะกวน” ในที่สุด

 ผมก็เลยขอคำปรึกษาจากผู้รู้ภาษาจีน ได้แก่ คุณสมชาย แซ่จิว ท่านให้ความเห็นว่า ชื่อ “ตังกวน” อาจมาจากภาษาจีนคือ “ตงกวน” ซึ่งแปลว่า “ด่านทางทิศตะวันออก” (คำนี้ออกเสียงแบบจีนกลาง แต่เป็นไปได้ว่าเลียนเสียงมาจากเสียงจีนถิ่นอื่น เพราะคำว่า ตงกวน ในภาษาจีนกลางมักจะหมายถึง ข้าราชการ หรือรับราชการ) ผมเองก็เห็นว่า ข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวนะครับ  เพราะพื้นที่บริเวณที่ตั้งของเขาลูกนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแหลมมลายู อันเป็นที่ตั้งของเมืองสงขลา และทะเลที่ตั้งอยู่ทางฟากตะวันออกนี้ก็คือ อ่าวไทย ซึ่งจะไหลออกไปบรรจบกับทะเลจีนใต้ หมายความว่า เป็นเส้นทางเดินเรือที่ติดต่อกับเครือข่ายของจีนเป็นสำคัญ ดังนั้น ถ้าจะมีชื่อเรียกเขาลูกนี้ด้วยภาษาจีนก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลก?

ภูเขาที่ขนาดสูงพอประมาณ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแหลมมลายู อันเป็นเหมือนประภาคาร คือจุดหมายสำคัญที่จะเข้าสู่เมืองสงขลา, ทะเลสาบสงขลา และคาบสมุทรสทิงพระ จะถูกเรียก “เขาตังกวน” คือ “ภูเขาที่เป็นด่านทางทิศตะวันออก” ก็ไม่เห็นจะเป็นไปไม่ได้”

บนยอดเขาตังกวน มีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่ง  พระเจดีย์ที่อยู่บนยอดเขาตังกวนนี้ มีประวัติการก่อสร้างไม่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่มีปรากฏข้อมูลหลักฐานการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ชัดเจนในเอกสารพงศาวดารเมืองสงขลา ที่เขียนขึ้นโดย “เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์)” ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ 5 ระบุไว้ว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสเมืองสงขลา ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม พ.ศ.2402 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนเขาตังกวน เมื่อวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2402 เพื่อสักการะพระเจดีย์และทอดพระเนตรทัศนียภาพเมืองสงขลาจากมุมสูง

ทรงมีพระราชดำริจะให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ให้มีขนาดสูงใหญ่ขึ้นกว่าของเก่า จากนั้นในวันที่ 28 สิงหาคม 2402 ทรงโปรดเกล้าฯให้สมุหพระกลาโหม (ช่วง บุนนาค) เอาตัวอย่างพระเจดีย์มาให้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ถึงทำเนียบผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 เสด็จนิวัติถึงพระนครแล้ว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาสามภพพ่าย (หนู เกตุทัต) เป็นข้าหลวงออกไปให้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ดำเนินการบูรณะพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน มีความสูง 9 วา 3 ศอก (ประมาณ 18.75เมตร) โดยได้พระราชทานเงินทั้งสิ้นจำนวน 37 ชั่ง 4 บาท

ในโอกาสเดียวกันนั้นเจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ได้สร้างคฤห์ (ซุ้มพระ) ต่อที่ฐานทักษิณ 2 คฤห์ อยู่ทางด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ขององค์พระเจดีย์เพื่อเป็นที่ทำการสักการะบูชาพระเจดีย์ พร้อมทั้งก่อสร้างอาคารเก๋งจีนขนาดเล็กอยู่ทั้ง 4  มุม และมีกำแพงแก้วล้อมรอบ โดยสิ่งดังกล่าวนี้เจ้าพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ทำขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศลเข้าในพระเจดีย์หลวง คิดเป็นเงิน 17 ชั่ง 3 บาท

การบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์องค์นี้ ดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อปีขาล อัฐศก จุลศักราช 1228 (พ.ศ. 2409) ซึ่งนักวิชาการตีความว่า การสร้างเจดีย์ทรงระฆัง อันเป็นรูปแบบตามพระราชนิยมนี้ เป็นการ “ประกาศพระราชอาณาเขต” ในฐานะ “พระเจ้ากรุงสยาม” และเป็นการผนึก “เมืองสงขลา” เข้ากับ “เมืองบางกอก” อย่างเป็นทางการ ซึ่งในรัชกาลของพระองค์ท่าน  มีการสร้างเจดีย์รูปทรงนี้ ไว้บนภูเขาที่เป้ฯ “จุดหมายตา” ของนักเดินเรือ เอาไว้หายแห่ง

เมื่อ พ.ศ.2427 จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จฯ เขาตังกวน และทรงบันทึกถึงเรื่องพระเจดีย์บนเขาตังกวนรวมทั้งสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองสงขลาไว้

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสแหลมมลายูถึงเมืองสงขลา เมื่อวันอังคาร เดือน 9 แรม 13 ค่ำ (ตรงกับวันอังคารที่ 4 เดือนกันยายน พ.ศ.2431) เวลาเช้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวนทรงพระราชศรัทธาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลาพระวิหารแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชดำริจะสร้างค้างอยู่ จนแล้วเสร็จในปีศก 108 (พ.ศ. 2432)

นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างบันไดนาคซึ่งเป็นบันไดที่สร้างขึ้นด้วยหินตั้งอยู่ระหว่างศาลาพระวิหารขึ้นสู่พระเจดีย์หลวงบนยอดเขาตังกวน รวมทั้งประภาคารก่ออิฐถือปูน โดยก่อสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2445 ดังปรากฏข้อความในหนังสือจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445) ซึ่งประภาคารดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อให้แสงไฟแสดงที่หมายในการนำเรือเข้าร่องน้ำ อ่าว เขตท่าเรือหรือเตือนอันตรายเวลาเดินเรือ ปัจจุบันประภาคารบนเขาตังกวนอยู่ในความดูแลของกองเครื่องหมายทางเรือ กรมอุทกศาสตร์

ในปี พ.ศ.2447 พระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชขอพระราชทานกราบทูลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภานุพันธุวงษ์วรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เรื่องขอรับพระราชทานปืนทองเหลืองขนาดย่อม ๆ จำนวน ๒ กระบอก สำหรับไว้ยิงเป็นเครื่องสัญญาณบนยอดเขาพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 4 เดือน มกราคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) ซึ่งจะส่งสัญญาณเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบในเวลาที่เรือเมล์หรือเรือราชการเข้าออก เพื่อความสะดวกทางการค้าและทางราชการ

ในการเฉลิมฉลองเมืองสงขลา 300 ปี ซึ่งจัดงานระหว่างวันที่ 20-27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 จังหวัดสงขลาได้ทาสีองค์พระเจดีย์และทาสีทองปลียอดพระเจดีย์หลวง ทำบันไดนาคจากเชิงเขาขึ้นตังกวน และเริ่มโครงการขอพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อบรรจุ ณ พระเจดีย์หลวงบนเขาตังกวนนี้

ต่อมาเมื่อปี 2539 อันเป็นปีมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 50 ปี นายภาณุ อุทัยรัตน์ นายอำเภอเมืองสงขลา ได้รวบรวมเงินบริจาคจากชาวสงขลาผู้มีจิตศรัทธา จำนวน 30,000 บาท ดำเนินการทาสีองค์พระเจดีย์หลวง ขณะเดียวกันสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๐ สงขลา ได้บูรณะพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน

จากนั้นในระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม พ.ศ.2539 นายบัญญัติ จันทร์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสำนักพระราชวังมาถึงจังหวัดสงขลา เพื่อทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระเจดีย์หลวงเขาตังกวน โดยมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธาน

พระเจดีย์และพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบนเขาตังกวน (ศาลาวิหารแดง) ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเป็นครั้งแรก ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2475  
 

ใครมีโอกาสได้ไปสงขลา อย่าลืมขึ้นไปชมความงามบนยอดเขาตังกวนแห่งนี้ และกราบพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

ภรรยาสายซัพพอร์ตตัวจริง!’เจี๊ยบ พิจิตตรา’เคียงข้าง ‘บอย อนุวัฒน์’

ภรรยาสายซัพพอร์ตตัวจริง!'เจี๊ยบ พิจิตตรา'เคียงข้าง 'บอย อนุวัฒน์'

ภรรยาสายซัพพอร์ตตัวจริง!’เจี๊ยบ พิจิตตรา’เคียงข้าง ‘บอย อนุวัฒน์’

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งคู่รักคนบันเทิงที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบของคำว่า คู่ชีวิต” สำหรับ เจี๊ยบ พิจิตตรา และ บอย อนุวัฒน์ หรือ บอย PEACEMAKER ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความรักและการซัพพอร์ตของทั้งคู่ก็ยังคงชัดเจนและอบอุ่นเหมือนเดิม

โดยเฉพาะในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตและการทำงานของบอย มักจะมี เจี๊ยบ” อยู่เคียงข้างเสมอ ทั้งในฐานะภรรยา คนรัก และกำลังใจสำคัญที่คอยผลักดัน สนับสนุน และเชื่อมั่นในตัวสามีแบบเต็มร้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานเล็กหรือโปรเจกต์ใหญ่ เธอก็พร้อมซัพพอร์ตทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข

ล่าสุด เจี๊ยบได้ออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลด้วยข้อความน่ารัก

@jeab_pijittra ฝาก support ผู้ชายคนนี้ @boypeace หน่อยได้มั้ยคะ   ใกล้วันกดบัตรแล้วใครเป็นแฟนเพลง Peacemaker ห้ามพลาด  จองบัตรได้วันที่ 22 มีนาคม นะคะ  ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนที่มาให้กำลังใจพี่บอยพี่พีธนะคะ  @peacemaker.concert

PEACEMAKER THE RE:PEACE CONCERT 23RD ANNIVERSARY

SHOW DATE 16–17 MAY 2026 (7 PM) UOB LIVE, EMSPHERE

UOB PRE-SALE: 19–21 MAR 2026

PUBLIC SALE: SUN 22 MAR 2026

TICKETS AVAILABLE AT

WWW.THAITICKETMAJOR.COM

 นอกจากจะเป็นแรงใจสำคัญแล้ว เจี๊ยบ ยังไม่ลืมขอบคุณแฟนๆและเพื่อนพี่น้องในวงการที่ร่วมกันส่งกำลังใจให้บอยอย่างอบอุ่น เรียกได้ว่า ความรักของคู่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความหวาน แต่คือการ อยู่ข้างกันในทุกสถานการณ์” เป็นทั้งแรงผลักดันและพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งคู่ที่แฟนๆชื่นชมว่า เป็นความรักที่เรียบง่ายแต่แข็งแรง และเต็มไปด้วยความเข้าใจ เพราะในทุกความสำเร็จของ บอย อนุวัฒน์ ไม่ได้มีแค่เสียงปรบมือจากแฟนเพลง แต่ยังมี เจี๊ยบ พิจิตตรา” ที่คอยยืนอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจสำคัญในทุกก้าวของชีวิตเสมอ

แม่เกตุเปิดหมดเปลือก สาเหตุมีรักครั้งใหม่ ไม่อยากนั่งเหงา รอน้อยใจลูกฝ่ายเดียว

แม่เกตุเปิดหมดเปลือก สาเหตุมีรักครั้งใหม่ ไม่อยากนั่งเหงา รอน้อยใจลูกฝ่ายเดียว

แม่เกตุเปิดหมดเปลือก สาเหตุมีรักครั้งใหม่ ไม่อยากนั่งเหงา รอน้อยใจลูกฝ่ายเดียว

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘แม่เกตุ’ เปิดใจปมรักครั้งใหม่ ไม่อยากเหงา-เลิกน้อยใจลูก แฮปปี้มีเพื่อนคู่คิดในวัยนี้

กลายเป็นเรื่องราวดีๆ ที่แฟนคลับต่างเข้าไปร่วมยินดี เมื่อ “แม่เกตุ” คุณแม่คนเก่งของสองนักร้องสาว เจนนี่-ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุการตัดสินใจเปิดประตูหัวใจรับรักครั้งใหม่

โดยแม่เกตุยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การมีแฟนในครั้งนี้เพราะอยากมี “เพื่อนคู่คิด” ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันได้ตลอดเวลา ที่สำคัญยังช่วยเติมเต็มความเหงาในวันที่ลูกๆ ต้องออกไปทำงานหนัก โดยระบุว่า “ที่ตัดสินใจมีแฟน เพราะอยากมีคนที่อยู่ข้างๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ แม่จะได้ไม่เหงา และไม่ต้องมานั่งน้อยใจลูกๆ ว่าทำไมเจนนี่กับลิลลี่ไม่มาหาเลย” จึงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด เพื่อให้ชีวิตมีความชีวา และไปไหนมาไหนได้แบบไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

ขอบคุณภาพ : Somruay Phetrit

‘อิงฟ้า’ควงคู่ ‘ชาล็อต’พร้อมนำทัพศิลปิน-นางงาม ร่วมยินดีกับ ‘บอสณวัฒน์’

'อิงฟ้า'ควงคู่ 'ชาล็อต'พร้อมนำทัพศิลปิน-นางงาม ร่วมยินดีกับ 'บอสณวัฒน์'

‘อิงฟ้า’ควงคู่ ‘ชาล็อต’พร้อมนำทัพศิลปิน-นางงาม ร่วมยินดีกับ ‘บอสณวัฒน์’

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

สร้างกระแสฮือฮาอีกครั้งสำหรับ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI หลังประกาศเปิดตัวธุรกิจใหม่ “THE GRAND CLINIC” ศูนย์สุขภาพและความงามครบวงจร ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนและแฟนคลับจำนวนมาก ณ ศูนย์การค้า เดอะวอล์ค เกษตรนวมินทร์

ภายในงาน คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เผยวิสัยทัศน์การขยายธุรกิจครั้งสำคัญ ภายใต้ชื่อ บริษัท เดอะ แกรนด์ คลินิก จำกัด (THE GRAND CLINIC CO., LTD.) งบประมาณการลงทุนราว 30 ล้านบาท  เน้นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และนวัตกรรมด้านความงามที่ครอบคลุมทั้งรูปร่าง ใบหน้า สุขภาพองค์รวมทั้งภายในและภายนอก โดยไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นทั้งหุ้นส่วนและกำลังหลักของคลินิก อย่าง “หมอฟอส” นพ.ชยุตม์ ตั้งต่อสกุล, “หมอมิ้ว” พญ.ภิษัชชนม์ ภัทรกุล และ พญ.ฐิติรัตน์ ตั้งต่อสกุล เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลความงามและสุขภาพอย่างครบวงจร

บรรยากาศภายในงานยิ่งคึกคักเมื่อเหล่านักแสดง ศิลปิน และนางงามในสังกัด MGI มาร่วมสร้างสีสัน ไม่ว่าจะเป็น อิงฟ้า วราหะ ควงคู่ ชาล็อต ออสติน , วีนา ปวีนา ซิงห์ , แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง , อ๋อ ญาดา เทพนม , ฯลฯ รวมถึงผู้เข้าประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 ทั้ง 77 คน และ PD หรือผู้อำนวยการกองประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์  เดินทางร่วมงานคับคั่ง

สำหรับ “THE GRAND CLINIC” ถูกวางให้เป็นศูนย์สุขภาพและความงามครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่

เวชกรรมความงาม (Aesthetic Medicine) การดูแลสุขภาพองค์รวมและชะลอวัย (Holistic Wellness & Anti-Aging) โดยเน้นแนวคิด Personalized Care หรือการดูแลเฉพาะบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ปลอดภัย และยั่งยืนระยะยาวในเชิงกลยุทธ์ การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ MGI ในการต่อยอดจากธุรกิจบันเทิงและนางงาม สู่ธุรกิจสุขภาพที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมเป้าหมายในอนาคตในการเติบโตและเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “ธุรกิจยักษ์ใหญ่” ที่น่าจับตามองในปีนี้เลยทีเดียว

ติดตามกิจกรรม มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ได้จากทุกช่องทาง YouTube Chanel : Grand TV

Facebook : Miss Grand Thailand ,Instagram : missgrandthailand และ TikTok

#นับจากนี้ทุกพื้นที่มีแต่แกรนด์ #WeAreGRANDthe1andOnly #MGT2026 GrandEvolution #MissGrandSoftPowerOfThailand #MissGrandThailand #MissGrandThailand2026

#เวทีอันดับ1ของประเทศไทย  #มิสแกรนด์เวทีเพื่อประชาธิปไตย

‘ชมพู่ อารยา’ฟาดลุคเขียววิบวับออร่าพุ่งปิดโชว์ SIRIVANNAVARI

'ชมพู่ อารยา'ฟาดลุคเขียววิบวับออร่าพุ่งปิดโชว์ SIRIVANNAVARI

‘ชมพู่ อารยา’ฟาดลุคเขียววิบวับออร่าพุ่งปิดโชว์ SIRIVANNAVARI

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

ทำรันเวย์ลุกเป็นไฟอีกครั้ง ชมพู่ อารยา ที่ปรากฏตัวใน ช่วงฟินาเล่ของโชว์ SIRIVANNAVARI Spring/Summer 2026 แบบสวยสะกดทุกสายตาลุคนี้โดดเด่นด้วยโทนสีเขียวแวววาวสะท้อนแสง ให้ฟิลสดจัดจ้าน แต่ยังคงความหรูในแบบแฟชั่นชั้นสูง ดีไซน์ของชุดมีการจับเลเยอร์อย่างลงตัว ผสมผสานรายละเอียดงานปักที่ช่วยเพิ่มมิติ ทำให้ภาพรวมดูแพง และมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ส่วนเครื่องประดับก็มาแบบจัดเต็มตามสไตล์สายแฟ เพิ่มความโดดเด่นให้ลุค ยิ่งดูมีพลัง และน่าจับตามอง  ปิดท้ายด้วยแอ็กเซสซอรีดีเทลพลิ้วไหว ที่ช่วยเติมความสนุกให้ทั้งลุคดูมีชีวิตกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของโชว์ครั้งนี้

ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงหนาหูที่สุดในนาทีนี้สำหรับ “พราด้า-ธันย์สิตา ดิลกอนันต์สกุล” เจ้าของตำแหน่งรองอันดับ 3 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 และ Miss Globe Thailand 2024 เพราะนอกจากดีกรีความสวยแกร่งระดับพรีเมียม ล่าสุดเธอยังสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาด้วยการเปิดตัวหวานใจคนสำคัญที่ทำเอาชาวเน็ตต้องขยี้ตาและร่วมยินดีกันสนั่นหวั่นไหว

สำหรับ พราด้า (หรือชื่อเดิม “ปอม รุจิรดา”) เป็นสาวกทม. โดยกำเนิด จบการศึกษาจากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอไม่ได้มีดีแค่ใบหน้า ที่เก็และดูอินเตอร์ แต่ยังมีพรสวรรค์ด้านดนตรีที่ลันเหลือ โดยเคยแจ้งเกิดในรายการ Show Me The Money Thailand 2 โชว์สกิลการแร็ปที่เฉียบคมจนได้รับฉายาแร็ปเปอร์สาวสุดมั่นที่วงการนางงามต้องจับตามอง

บนเส้นทางมิสแกรนด์ พราด้าคือตัวแทนของหญิงสาวยุคใหม่ที่ “กล้าคิด กล้า พูด” เธอสร้างชื่อจากการเป็นมิสแกรนด์กาญจนบุรี 2021 ที่โดดเด่นเรื่องการตอบคำถามฟาดประเด็นคอร์รัปชันอย่างตรงไปตรงมา และคัมแบ็กอย่างสง่างามในนามมิสแกรนด์ลำปาง 2024 จนคว้ามงกุฎรองอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ พร้อมสร้างไวรัลการ “ตัดผมสั้น” หลังเวที

‘เอ-ไชยา’ควง‘แป้ง-มิตรชัย’ นั่งแท่นพิธีกร ประกบ ‘เอ๋-ดาเรศ’ ในรายการวาไรตี้สุดคิวท์

‘เอ-ไชยา’ควง‘แป้ง-มิตรชัย’ นั่งแท่นพิธีกร ประกบ ‘เอ๋-ดาเรศ’ ในรายการวาไรตี้สุดคิวท์

‘เอ-ไชยา’ควง‘แป้ง-มิตรชัย’ นั่งแท่นพิธีกร ประกบ ‘เอ๋-ดาเรศ’ ในรายการวาไรตี้สุดคิวท์

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

ช่อง 3HD เตรียมผุดรายการใหม่สุดคิวท์ เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ รายการวาไรตี้อารมณ์ดีอบอุ่นและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้องในรายการ“PET PLANET รักนี้มีหาง” ผลิตโดย บริษัท เทล ทู เทล จำกัด ได้ฤกษ์ดีจัดพิธีบวงสรวง เอาฤกษ์เบิกชัย โดยได้รับเกียรติจาก คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการสำนักกิจการและสื่อสารองค์กรสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, ปุ๊กกี้-สินีนารถ, ธัญญาเรศ เองตระกูล, สมบูรณ์ พัฒนรัตน์เจริญ และดาเรศ พัฒนรัตน์เจริญ ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีบวงสรวง

โดย ได้สองพ่อลูกอารมณ์ดี “เอ ไชยา” และ “แป้ง มิตรชัย” มาทำหน้าที่ พิธีกรดำเนินรายการ ร่วมกับผู้บริหารสาวคนเก่ง “เอ๋’ดาเรศ” สามพิธีกรเผยความรู้สึกถึงการทำงานในรายการนี้ 

ไชยา มิตรชัย พิธีกร กล่าวว่า “ผมเลี้ยงนกและสุนัข เขาแสดงออกถึงความรัก โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูด ทุกครั้งที่อยู่ใกล้รู้สึกว่าคลายเครียด และเติมเต็มความสุขทางใจ สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกของครอบครัวที่ให้ความรักความผูกพันสร้างบรรยากาศที่น่ารักและเกิดความสุขภายในบ้าน ผมดีใจมากที่คุณเอ๋ ดาเรศ ชวนมาร่วมเป็นพิธีกร ในรายการ “PET PLANETรักนี้มีหาง”  โดยส่วนตัวเรารู้จักและร่วมงานกันมาหลายปีแล้ว เป็นน้องสาวที่น่ารักเสมอมา”

แป้ง มิตรชัย พิธีกร กล่าวว่า “ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่อสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูก แถมยังมองว่าตนเองไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นพ่อหรือแม่ของสัตว์เลี้ยง ทุ่มเทเอาใจใส่น้องทั้งการใช้ชีวิต การกินและดูแลสุขภาพ ไม่ต่างจากการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีสาเหตุหลักๆ ที่คนสนใจเลี้ยงสัตว์ ส่วนหนึ่งด้วยหน้าตาสุดน่ารักและนิสัยแสนขี้อ้อนที่ทำให้เหล่าทาสรู้สึกแฮปปี้ที่ได้ใกล้ชิด  เป็นเหมือนเพื่อนเล่นคลายเหงาและช่วยเยียวยาจิตใจให้กับเจ้าของไปในตัว”

เอ๋-ดาเรศ พัฒนรัตน์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทล ทู เทล จำกัดและพิธีกร กล่าวว่า

“Pet Planet รักนี้มีหาง” เริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า สัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์ แต่คือสมาชิกสำคัญในครอบครัว จึงตั้งใจสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขที่รวมทั้งรอยยิ้มและให้สาระ เพื่อให้ทุกหัวใจทั้งคนและเพื่อนมีหางได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขที่สุดอีกทั้งเล็งเห็นว่าการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจึงเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ยากไร้ในอนาคต”

ติดตามชมรายการน่ารักๆ จาก 3 พิธีกรอารมณ์ดี เอ ไชยา, แป้ง มิตรชัย และ เอ๋ ดาเรศ ที่จะมาเอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงได้ในรายการ “PET PLANET รักนี้มีหาง” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.30 น. ทางช่อง 3HD  เริ่มวันอาทิตย์ที่  5 เมษายน 2569 และติดตามชมทางออนไลน์ได้ทาง

 youtube:Pet Planet รักนี้มีหาง , IG: petplanetonline.th ,   Facebook: Pet Planet รักนี้มีหาง , TikTok: รักนี้มีหางแอป : ch3plus.com

‘นารา เครปกะเทย’ ลั่นคนด่าคือรายได้! เผยประโยคช็อกชาติหน้าไม่อยากเกิดเป็นลูกแม่

'นารา เครปกะเทย' ลั่นคนด่าคือรายได้! เผยประโยคช็อกชาติหน้าไม่อยากเกิดเป็นลูกแม่

‘นารา เครปกะเทย’ ลั่นคนด่าคือรายได้! เผยประโยคช็อกชาติหน้าไม่อยากเกิดเป็นลูกแม่

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

เปิดหมดเปลือกผ่านรายการ Woody Talk ย้อนเล่าเหตุการณ์ทั้งน้ำตาถึงเส้นทางชีวิตที่พุ่งสุดแล้วร่วงแรงของ นารา เครปกะเทย ในวันที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำกลับทำให้เห็นคุณค่าของอิสรภาพ ความรู้สึกผิดที่สะสมมาตลอด เผยคำพูดในอดีตที่เคยทำร้ายจิตใจแม่จนวันนี้กลายเป็นบาดแผลที่อยากขอโทษ ยอมรับตรง ๆ ว่ายิ่งโดนด่ายิ่งได้เงิน ใช้ดราม่าเป็นเครื่องมือสร้างกระแส และโอกาสที่ไม่คิดว่าจะได้กลับมาอีกครั้งในชีวิต

ในวันที่ความเกลียดของคนดูคือเครื่องผลิตเงินของคุณ รู้สึกยังไงกับประโยคนี้ ?

นารา : หนูรู้สึกว่าถูกต้องนะ เพราะว่ายิ่งคนด่าเราเยอะ เขาจะยิ่งเกิดความสนใจ แต่ในที่นี้ด่าเราในขั้นไหนบ้าง ด่าเพราะเราทำผิดหรือว่าด่าจากผลงานของเรา วันนี้คนที่ด่าเยอะๆ คือด่าจากการอินผลงานของเรา มันทำให้คนเปิดการมองเห็น ทำให้คนรู้สึกว่าอยากจะดูว่าเขาด่าเราในเรื่องอะไร เลยทำให้ดึงดูดคนมาดูเยอะ พอด่าแล้วมีความสนุกเข้าไปในตัวเนื้อเรื่องนั้นด้วย ไม่ใช่ด่าแบบว่าจะเอาให้ตายเลย แบบให้มันจมดินเหมือนคนที่ทำผิดดราม่า แต่รายการเราเป็นรายการที่แบบคนด่าแล้วคนชอบ ด่าในสิ่งที่เขาไม่รู้ หมายความว่า เช่น เรามีเบื้องหลังมีอีกแบบหนึ่ง เราอาจจะเตรียมไว้บ้าง เราอาจจะผลิตไว้แบบนี้ แต่เขาก็ด่าแบบจริงจัง เรารู้สึกดีใจ เขาอินในสิ่งที่เราทำ แน่ใจว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ที่บอกว่าคนด่าเป็นเครื่องผลิตหาเงินจริงไหม หนูว่าจริงนะ อย่างโพสต์นั้นเราได้แล้วนะ 30,000 บาท เยอะนะ คนด่าอยู่ได้นั่นแหละว่ารายการออนไม่ตรงบ้าง อะไรไม่ตรงบ้าง งั้นเราก็ทำเป็นแถลงการณ์เลย เวลาเราทำผิดมันจะต้องมีการมาแถลงการณ์ขอโทษ เพราะคนเขาอยากรู้อยู่แล้ว เราก็ไล่เรียงไปเลย สุดท้ายเข้าขายของคลินิกไป แล้วคนเขาก็บอก “นาราแกหลอกฉันอีกแล้ว ฉันโดนหลอกอีกแล้ว” คนแชร์เยอะก็เปิดการมองเห็น

บาลานซ์ยังไงว่าควรที่จะต้องเบรกแล้ว เพราะคนจับทางได้ ?

นารา : คือหนูดูจากคอมเมนต์ค่ะ ซึ่งเวลาหนูทำคลิป คือถ้าคนไม่รู้ควรจะแชร์เยอะ แต่ถ้าสมมติคนรู้ คนจะเริ่มแชร์ไม่ถึง 100 แล้ว ถ้าแชร์ไม่ถึง 100 คนรู้แล้วว่าเราไปทางไหน ก็ต้องเบรกแล้ว และก็กลับมานั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่าจะไปแผนไหนต่อดี หรือไม่ว่าต้องรอดูสถานการณ์ว่าสถานการณ์ไหนที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา เราเอามาเล่นก็ค่อยใส่ไปตอนนั้น เพราะว่าหนูรู้สึกว่า คือโลกสมัยนี้มันไม่ได้เหมือนสมัยก่อนที่ต้องมีคนชมตลอด สมัยนี้ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือว่าเหตุการณ์ใด ๆ ต่าง ๆ มันจะมีคนเห็นต่างอยู่แล้ว จะมีคนเห็นดีกับเราแล้วก็เห็นต่างกับเรา ซึ่งหนูรู้สึกว่าเวลาคนที่ด่าบางครั้งด่าไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนะ เหมือนแค่อยากด่า อยากระบายอารมณ์ของตัวเองอย่างที่พี่วู้ดดี้พูด หนูก็เลยเอาจุดตรงนี้มาทำให้คนได้รู้ว่า เวลาคุณจะด่าใครสักคนหนึ่ง ลองอ่านให้มันจบก่อน ถ้าคุณอ่านไม่จบแล้วคุณไม่รู้เรื่องของเขาจริงๆ แล้วคุณด่า น่าอายนะ ก็เลยเอาจุดตรงนี้ขึ้นมาทำผลงานด้วย

เหตุการณ์ไหนคือบทเรียนล้ำค่าที่ทำให้เราโตขึ้น ?

นารา : อย่างการติดคุกนี่แหละ หนูไม่เคยพูดในรายการไหนนะว่าการติดคุกมันเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับหนู การติดคุกของมันเป็นสิ่งที่หนูเป็นคนที่อยากทำอะไรหลายอย่างในชีวิตมาก แต่พอเราอยู่ในคุก มันทำไม่ได้ เราอยากกลับไปกอดแม่ก็ออกไม่ได้ อยากออกไปทำหลายอย่างในชีวิตบ้าง ทำไม่ได้เลย ทำให้คิดทบทวนกับตัวเองว่าการติดคุกเป็นประสบการณ์ที่ฉันหาซื้อไม่ได้เลย แล้วจะไม่กลับมาซื้ออีก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ได้ทบทวนกับตัวเองว่าฉันทำอะไรผิดพลาดมากเหรอถึงต้องไปอยู่ในนี้มาอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด แล้วออกไปต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องทำยังไงบ้างให้คนมองเราไปว่าไม่ใช่อีคนขี้คุก แต่มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี ก็เลยมองกับตัวเองว่า งั้นถ้าเราทำไม่ได้ ต้องเริ่มต้นใหม่ให้มันดี มีเสียน้ำตาแรก ๆ ตอนที่ติดคุกสงสารครอบครัว สงสารแม่ที่เขาไม่รู้อะไรเลย และเขาจะต้องมารับความเจ็บปวด ยังจำได้แบบวันที่นักข่าวเขารุมสัมภาษณ์แม่ แม่มายืนรอหนูที่หน้ากองปราบ ไม่รู้ว่าลูกจะได้กลับมาหรือเปล่า เพราะหนูบอก “แม่เดี๋ยวหนูกลับมานะ บอกน้องด้วยว่าเดี๋ยวหนูกลับมา” แม่เขาคงมีความหวัง เขาก็ยืนรอหนูยัน 20:00 น. ซึ่งตอนที่หนูออกมาแล้วได้ดูภาพที่นักข่าวบันทึกไว้ สุดท้ายแล้วแม่ก็รอเก้อ ไม่ได้ออกมา ก็รู้สึกว่าเราทำให้เขาเจ็บปวด

เชื่อว่าตอนออกมาก็คงทำทุกทางให้แม่ไม่เจ็บปวด ?

นารา : ใช่ คือช่วงนี้ไม่ค่อยได้รับสายโทรศัพท์แม่ เพราะเขาจะถามมาตลอดว่าไหวไหม เขาจะมาเล่นโซเชียลเยอะขึ้นและจะเห็นทุกคำด่า เวลาหนูโดนด่า เขาจะไปคอมเมนต์ตอบกลับให้ตลอด เขาก็บอกกับเรา บอกว่าไม่ต้องตอบกลับเดี๋ยวแม่ตอบให้เอง เวลาแม่โทรมาหนูก็จะตัดสายเพราะรู้สึกโกรธ โกรธตัวเองว่าทำไมจะต้องทำให้แม่เดือดร้อน พอเวลาแม่เขาไปด่ากับคนอื่นใช่ไหม ก็จะต้องมีคนด่ากับเขาเหมือนแม่มารับแรงกระแทกแทนเรา ทั้งที่แม่บอกว่าไม่เป็นไร แต่ความรู้สึกของเขาต้องเป็นอยู่แล้วเพราะคนเป็นแม่ เรารู้สึกโกรธ อยากจะขอพรให้ข้อหนึ่งแบบเกิดมาไม่ต้องเป็นลูกแม่อีกเลย เพราะรู้สึกทุกครั้งที่หนูเป็นลูกแม่ แม่จะพูดกับหนูตลอดเลยว่า “แม่ยอมเหนื่อย ยอมอดทน ยอมสู้เพื่อลูก” เราก็รู้สึกว่าแม่เขายอมทนเพื่อเรา แต่ถ้าวันหนึ่งเขาไม่ได้เกิดมาเป็นแม่ของเรา แล้วถ้าเขาเกิดไปเป็นแม่ที่ดีของคนอื่น โดยที่ไม่ต้องมาเหนื่อย ไม่ต้องมาทนเพราะเรา ไปเกิดในครอบครัวดีๆ ก็อยากให้แม่เราไปอยู่ในจุดนั้นด้วยซ้ำ จะไม่ต้องมาเหนื่อยแทนเรา

ทุกวันนี้ยังตัดสายแม่อยู่ไหม ?

นารา : ก็ตัดสายอยู่ค่ะ เพราะว่าเวลาทุกครั้งที่คุยกับแม่หนูจะบ่นเหนื่อยตลอด จะแบบ “แม่หนูเหนื่อยมาก เหนื่อยมาก” เขาก็จะแบบพยายามหาทุกวิถีทาง “เดี๋ยวขับรถไปหาไหม” อะไรอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เขาอยู่อยุธยาแล้วหนูอยู่กรุงเทพฯ เขาก็จะแบบหาทุกทางที่ทำให้หนูจะหายเหนื่อย ก็รู้สึกแบบไม่ได้อยากคุยกับเขามาก ๆ จนกว่าหนูพร้อมแล้วก็จะกลับไปบ้านแล้วก็จะคุยกับเขาเต็มที่เลย

แต่ขอแนะนำให้ครั้งหน้าที่แม่โทรมาก็แค่ฟัง เขาแค่อยากได้ยินเสียงเรา

นารา : เขาจะมีหลายอย่างมากที่เขาอยากทำแต่ไม่กล้าทำเพราะกลัวเราว่าด้วย ซึ่งหนูเคยว่าแม่ครั้งหนึ่งจำได้ไม่อยากให้แม่มายุ่ง อยากอยู่กับเพื่อนไม่ได้อยากอยู่กับแม่ หนูพูดว่า “อยากอยู่กับเพื่อนมากกว่าที่อยู่กับแม่” วันนั้นจะไปเที่ยวกันแล้วแม่ก็อยากไปด้วย แม่เลยบอก “แม่ไม่ไปแล้ว” เราก็เลยเสียใจถึงทุกวันนี้ทำไมถึงพูดแบบนี้ออกไป เพราะว่า ณ ตอนนั้นเรายังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่มีแม่อยู่แล้วเราอยู่ไม่ได้ จะเจอเหตุการณ์ที่ต้องมีเพื่อนอยู่ตลอด ให้ตัวเองมีความสุขไปวัน ๆ แต่พอเจอเหตุการณ์ที่ติดคุก ทำให้รู้เลยว่าเพื่อนไม่อยู่เลยมีแต่แม่ อยู่แค่เพื่อนบางคน แต่แม่อยู่กับเราทุกวัน

อยากบอกอะไรกับแม่ ?

คือหนูอยากขอโทษแม่มาก เพราะว่ามีหลายอย่างที่ทำผิดกับแม่มาก หนูเคยพูดกับแม่หลายคำพูดมากที่ทำให้แม่รู้สึกไม่ดี บางครั้งที่พูดไปหนูจะไม่คิดแต่คนที่คิดคือแม่ เคยบอกกับแม่ครั้งหนึ่งว่า “แม่บ้านหลังนี้หนูจะซื้อ แต่แม่ไม่ต้องมาอยู่นะ หนูอยากอยู่กับเพื่อนมากกว่าอยู่กับแม่” ทุกครั้งที่อยากจะซื้อบ้านหลังนี้ เวลาแม่ผ่านจะไม่หันมามองเลยเพราะเขาเสียใจว่าลูกเคยพูดแบบนี้กับเขา อยากจะบอกแม่ว่าขอโทษแม่ทุกอย่างที่เคยพูดจาไม่ดีกับแม่ แล้วก็วันนี้หนูอาจจะไม่ได้กลับไปมีบ้านเหมือนคนอื่นเขา แต่ไม่รู้ว่าอนาคตจะมีโอกาสสร้างบ้านให้แม่อยู่ไหม หนูจะทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด ให้แม่ได้มีความสุขที่สุด อะไรที่มันเคยทำให้แม่ทุกข์หนูก็จะไม่กลับไปทำอีก

มีประโยคหนึ่งที่นาราเคยพูดตอนที่มีคนโอนเงินมาให้ตอนที่คุณลำบาก รู้สึกเหมือนกับเขาทำบุญให้กับคนตาย ?

นารา : ใช่ คือเอาตรง ๆ ตอนวันที่ติดคุก หนูรู้สึกว่าคนเราชีวิตจะตกต่ำ มีไม่กี่อย่างหรอกที่คนจะลืม คือ 1. ติดคุก 2. ตาย หนูยังโชคดีที่ว่าตัวเองตอนที่อยู่ในคุก จะคิดกับตัวเองเสมอว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่เรายังไม่ตาย เพราะการที่มีชีวิตอยู่ ได้เรียนรู้กับเพื่อนมนุษย์รอบข้างเลยว่า ทุกครั้งที่เราจริงใจกับเพื่อนไปจะได้อะไรกลับมาบ้าง อย่าบอกว่าการที่คุณคบเพื่อนคุณไม่หวังอะไร ทุกคนหวังอยู่แล้ว ไม่มีใครที่จะไม่หวัง ทีนี้ตอนที่อยู่ในเรือนจำหนูมีเพื่อนรอบข้างเยอะมาก ไม่ว่ารูปแบบไหน เพื่อนธรรมดา เพื่อนอินฟลูฯ เพื่อนนักธุรกิจ มีหมด มีไม่กี่คนเองที่ซื้อข้าวมาให้หนู ข้าวมื้อหนึ่งในนั้นมันมีค่าสำหรับเรามาก แกงเขียวหวานถุงหนึ่งก็มีค่าสำหรับเรา มันทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ได้ลืมเรานะ เพราะอยู่ในนั้นมันหากินไม่ได้จะต้องกินในแบบที่เขามีให้เรากิน ซึ่งมันไม่ถูกปากเราอยู่แล้ว เราได้รู้ว่าเขายังไม่ลืมเรานะ การถูกลืมเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากที่สุด ถ้าฉันตาย แกคงแค่มาหาฉันแค่ 7 วัน ใช่ไหม 7 วันในที่จัดงานศพ แล้วถ้าหลังจากนั้นก็คงไม่มีแล้ว สุดท้ายตายไปคนก็ลืม หนูจะบอกเสมอว่าตายไปยังไงคนก็ลืมแน่นอน บางคนมีคู่เป็นแฟนรักกัน พอวันหนึ่งตายจากกันก็ลืมกัน อีกคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ก็ไปมีชีวิตใหม่ เพราะทุกคนรักตัวเอง

จุดไหนที่คิดว่าจะไม่เอาแล้ว ?

นารา : ตอนที่ได้กลับมาเจอเพื่อน แก๊งหิ้วหวี ค่ะ เพราะ ณ ตอนนั้นวันที่เกิดเรื่องเกิดราวทั้งหมดในชีวิต หนูโดนเฟดออกมาจากแก๊งพี่ ๆ เพราะทุกครั้งที่อยู่ในแก๊งพี่ ๆ เรามีความสุขตลอด จะมีความสุขทุกครั้งที่แบบว่าได้อยู่กับพวกเขา รู้สึกว่าเราเป็นคนที่โตขึ้นแล้ว และวันหนึ่งที่เราออกมา พี่นิสามณีไม่คุยกับเรา หลาย ๆ คนก็เปลี่ยนไปก็รู้แล้วนี่แหละคือเหตุผลจากตัวนาราเอง และอย่างคดีถ้าใครไปย้อนดูใน Google ประวัติจะมีเยอะมาก หนูยังมองกับตัวเองว่าเราจะผ่านไปยังไง แล้ววันนั้นออกมาจากเรือนจำแล้วได้เข้าไปเจอกับแก๊งหิ้วหวีอีกรอบหนึ่ง พี่นิสาได้คุยกับเรา พี่มิกซ์ได้กลับมาคุยกับเรา ทุก ๆ คนได้กลับมาคุยกับเรา นั่นคือจุดที่ทำให้รู้สึกว่าฉันจะไม่กลับไปทำผิดพลาดอีก เพราะไม่อยากเสียสิ่งดี ๆ ออกจากชีวิตไป ณ วันนั้นทำให้ได้ฉุกคิดว่า โอกาสกลับมาอีกรอบหนึ่งแล้ว มี FC เข้ามาอีกแล้ว มีคนรักเราอีกแล้ว มีเจ้าของแบรนด์เอ็นดูใจดีกับเรา เรารู้สึกว่าฉันจะไม่ยอมเสียโอกาสตรงนี้ไปอีกแล้ว มันเลยเป็นจุดคิดที่ทำให้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง จะไม่ใช่นาราคนเดิม แต่จะเป็นนาราคนใหม่

พอเราล้มแล้วใครหายไป ?

นารา : เยอะมาก ไม่ใช่แค่คนที่ติดคุกอย่างหนูนะ มันมีหลายคนบนโลกนี้มากที่มีคนรอบข้างเยอะแยะมาก แต่พอตัวเองเกิดปัญหาจริงๆ แล้วมันจะได้รู้เลยว่าใครที่อยู่กับเราบ้าง ใครที่เขาอยากจะเดินออกจากชีวิตเราไป จะได้ยินคำตลอดว่า “ไม่มีเงินก็เหมือนหมาตัวหนึ่ง” หนูไม่เคยเชื่อเลย เพราะตัวเรายังไม่เกิดกับตัวเอง พอเกิดกับตัวเอง เข้าใจแล้วจริง ๆ ว่า “หมาตัวหนึ่ง” เป็นยังไง เพราะวันที่เราไม่เหลืออะไรแล้ว คือนิสัยคนเราก็ได้เห็นว่าเขาเป็นยังไงกับเรา ร้องไห้กับตัวเองตลอด เพราะว่าบางครั้งหนูจะอธิบายกับใครไม่ค่อยเข้าใจหรอก เพราะตัวเองเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง จะโดนด่าตลอด (เสียงสั่นจะร้องไห้)

อะไรที่อยากเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้เราไปต่อ ?

นารา : รู้สึกว่าถ้าเรายอมแพ้ ณ ตอนนั้น ร้องไห้กับคอมเมนต์ในโซเชียล เขารอเหยียบเราอยู่ หนูไม่อยากให้ใครมาทำร้ายหนูได้ พยายามนะ อยากเป็นคนพูดให้รู้เรื่อง อยากจะเป็นคนไล่เรียงคำพูด อยากประดิษฐ์คำพูดเป็นคนให้เก่งๆ แต่ทำกี่ครั้งก็ทำไม่ได้ พยายามอยากเรียนกับใครหลาย ๆ คน อยากอ่านหนังสือเยอะ ๆ นะ ก็ทำไม่ได้

มีปมอะไรในชีวิตที่รู้สึกว่าทำไมฉันต้องเป็นแบบนี้ นิสัยอะไรบางอย่าง ?

นารา : ขี้วีน เป็นคนที่จะพูดจาไม่รักษาน้ำใจคน เวลาทำงานปากหนูจะไม่ค่อยดี เพราะตัวหนูเองอยากให้งานมันประสบความสำเร็จที่ดีที่สุด เพราะรู้สึกว่างานเวลามันสื่อออกไปแล้วมันต้องดี มันต้องเพอร์เฟกต์ จะด่าคนว่า “โง่” คือสิ่งที่เมื่อก่อนนะ แล้วก็ชอบด่าคนต่อหน้าคนอื่น มันเลยทำให้คนเขาอาย กลายเป็นว่าเราทำงานเป็นคนที่ดูเด็กด้วยซ้ำไป ไม่มีวุฒิภาวะ นั่นคือข้อเสียของหนูอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่โต แต่หนูก็ค่อย ๆ ปรับตัวเองมาตลอด

ยังรู้สึกอยู่ไหมกับคำคอมเมนต์ต่าง  ?

นารา : มันจะมีค่ะ คือหนูก็เป็นคนที่พยายามจะไม่ตอบคอมเมนต์อะไรนะ แต่รู้สึกว่าบางอันหนูก็บล็อก บางอันก็ทำไม่ได้ ก็จะมีการตอบโต้เพื่อให้เขารู้บ้างว่าสิ่งที่คุณมอบให้เรามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือในคอมเมนต์ “อีขี้โกง” หนูไม่เคยซีเรียสเลย เรื่อง “อีขี้คุก” ชินชาไปกับมันแล้ว แต่คำที่หนูรู้สึกว่าหนูไม่โอเคที่สุดคือการที่แบบว่า “นาราอยู่ในจุดที่เตือนแล้วไม่ฟัง” หนูก็เลยตั้งคำถาม  การเตือนมีหลายรูปแบบมากเลยนะ “น้องนาราพี่ว่าเป็นแบบนี้ดีไหม” อันนี้เตือนในฐานะที่เป็นแฟนคลับแล้วกัน เรารู้สึกก็โอเคขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวเราจะปรับปรุงให้ จะไม่บอกตัวเองว่าหนูเปลี่ยนเป็นนาราคนใหม่ 100% แต่สำหรับตัวหนู 60% ถึง 70% ที่เปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้แล้ว เพราะบางอย่างที่ผ่านมาในอดีตมันเยอะมากที่เราทำตัวแย่ ทุกครั้งที่เจออะไรแบบนี้ หนูจะเอาเรื่องดราม่าให้มันเป็นเรื่องตลกตลอด เพื่อให้ตัวเองไม่ไปคิดเยอะกับพวกคอมเมนต์ต่าง ๆ เราจะได้ไม่ต้องคิดอะไรพวกนั้น แล้วคนเขาจะไม่พูดถึงเราแบบนั้นอีก

ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครสนใจคุณแล้วจะกลับไปขายเครปเหมือนเดิมไหม ?

นารา : เอาตรงๆ กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ แต่จะไม่ขายเครป จะไม่ทำอะไรที่มันเคยทำมาแล้ว เพราะหนูเชื่อในตัวเองตลอดว่าถ้าวันหนึ่งไม่ได้เป็นนาราเครปกะเทยแล้ว หนูจะทำอะไรใหม่ ๆ ได้เสมอ เพราะหนูก็เริ่มต้นจากการที่ไม่มีอะไรเลย แล้วมันเป็นนารา เครปกะเทยได้ วันหนึ่งถ้ามันพังไปหนูสามารถเป็นอย่างอื่นได้ แต่หนูต้องทำทุกอย่างให้มีความสุข วันที่ขายเครปวันนั้นคงไม่ได้มีความทุกข์เยอะขนาดนี้ ในตอนนั้นความสุขก็คือได้เจอคน ได้เจอเด็ก ๆ “พี่นารา หนูอยากกินเครปพี่นารา” ทั้ง ๆ ที่เครปไม่ค่อยได้กำไรหรอกนะ แต่ได้ชื่อเสียง ได้คนแชร์ ได้เจอเด็ก ๆ มานั่งต่อแถวรอกินของที่เราทำ รู้สึกดีใจมากที่เขาแบบมาหาเรา เพราะอยากมากินฝีมือเรา

อยากจะบอกคนที่มองว่าชีวิตมันยากลำบากมากในวันนี้ว่าอะไร ?

นารา : ที่หนูไม่กลัวอะไรเลยเพราะหนูกลัวจะกลับไปเจ็บปวดเหมือนเดิม ความเจ็บปวดมันจะสอนทำให้หนูก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้น ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราได้ ทุกคนจะเจอเรื่องราวในชีวิตเยอะแยะมากมายต่างกันไป คุณก็ต้องแก้ไขต่างกันไปเหมือนกัน คนจะถามหนูเสมอว่า “ทำไมนารา เครปกะเทยไม่กลัวอะไรเลย ถึงเป็นแบบนี้เพราะอะไร?” ก็เพราะหนูกลัวความเจ็บปวด หนูติดคุกก็เพราะว่าหนูทำผิดพลาด ทุกวันนี้หนูเริ่มต้นใหม่หนูระวังตัวเอง เพราะหนูกลัวจะกลับไปติดคุก เพราะตอนติดคุกหนูมีแต่ความเจ็บปวดมาตลอด หนูถึงบอกกับทุกคนว่าในวันนี้ใครที่ล้มเหลวในชีวิตหรืออะไรก็ตามให้จำไว้เสมอว่า ถึงแม้จะไม่มีใครรักเรา คนที่รักเราที่สุดก็คือตัวเราเอง ไม่ต้องไปอยากได้อยากมีแบบคนอื่นเขา เพราะคนอื่นที่เขามีหรือที่เราได้เห็นเขามีความสุขจริง ๆ หรือเปล่า ถามกับตัวเองว่าคุณต้องการอะไร ก็ทำอย่างงั้น และนึกเสมอว่าผลของการที่เราอยากได้มันน่ะมันจะดีกับตัวเราหรือเปล่า ทุกคนมีสมอง ทุกคนคิดได้ ทุกคนทำได้