ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่

ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่

ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival และ ค่าย DOMUNDI ประกาศความพร้อมในฐานะตัวแทนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความภาคภูมิใจระดับสากล ผ่านแคมเปญใหญ่ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY หลอมรวมทุกความหลากหลาย สู่หนึ่งหัวใจแห่งความภาคภูมิ” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ชูไฮไลต์การแสดงพลุสีรุ้งครั้งแรกในไทยเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแลนด์มาร์กที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม   

สุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า “ไอคอนสยามมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ความหลากหลาย เท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (D.E.I.) ของกลุ่มสยามพิวรรธน์อย่างเต็มกำลัง เพื่อร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โดยได้จัดแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY หลอมรวมทุกความหลากหลาย สู่หนึ่งหัวใจแห่งความภาคภูมิ” เพื่อตอกย้ำการเป็น ‘The Global Stage’ หรือ เวทีระดับโลกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างไร้ขีดจำกัด ภายใต้มาตรฐานอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมปักหมุดไอคอนสยามให้เป็น Pride Friendly Destination จุดหมายปลายทางที่รอต้อนรับความหลากหลายจากทั่วโลก พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและยั่งยืน เพื่อผลักดันศักยภาพของคนไทยให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกอย่างสง่างามและภาคภูมิ”

สำหรับปี 2569 นี้ ไอคอนสยามเนรมิตกิจกรรมไฮไลต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชัน ผ่าน 3 ปรากฏการณ์แห่งความสุขที่จะเติมเต็มเดือนมิถุนายนนี้ด้วยสีสันและพลังบวกอย่างน่าประทับใจ

1. PRIDE THE WORLD: ปรากฏการณ์รุ้งบนแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา

• ICONIC Rainbow: ไอคอนสยาม จับมือกับ LightSource ผู้นำ Lighting Design ชั้นนำของไทย จัดการแสดง Rainbow Lighting บนยอดจั่วไอคอนสยามตลอดเดือนมิถุนายนนี้
• Rainbow Fireworks (14 มิ.ย. 2569): ตระการตากับการแสดง พลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย ความยาว 5 นาที เหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา สะท้อนภาพลักษณ์ Pride Friendly Destination สู่สายตาชาวโลก
• Pride & Greet (14 มิ.ย. 2569): กิจกรรมพิเศษกับศิลปินดังตัวแทนคนรุ่นใหม่จากค่าย DOMUNDI นำโดย น้ำปิง-นภัสกร, เติ้ล-เฟิร์สวัน และ นอร์ท-อ๊อตโต้ ณ บริเวณ ICONSIAM Park ชั้น 2 ไอคอนสยาม พร้อมลุ้นสิทธิ์ถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดกับ BL (Boy Love) คู่ดัง เติ้ล-เฟิร์สวัน และ นอร์ท-อ๊อตโต้ ในกิจกรรม Pride & Greet: Selfie Photocards Unity of Pride Collection 

2. TOGETHER WE PRIDE: การขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจ Y-Economy 

• Exclusive Content “Together We Pride”: ถอดรหัสความสำเร็จ Y-Content ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษใน THE STANDARD POP เจาะลึกบทบาท อ๊อฟชั่น – กิตติพัฒน์ จำปา และ น้ำปิง – นภัสกร ปิงเมือง ผู้บริหารและนักแสดงจากค่าย DOMUNDI ในฐานะผู้ขับเคลื่อน Ecosystem ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายให้เป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งและส่งออกสู่ตลาดสากล

3. POSITIVE PRIDE: ส่งมอบพลังบวกของ Rainbow Culture ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมมากมาย 

• A FAIR x UNITY OF PRIDE AT ICONSIAM (3-14 มิ.ย. 2569): ตลาดแห่งความสนุกที่รวมร้านค้าสุดเด็ดของเหล่าคนดังมาให้คุณได้เที่ยว กิน ฟิน ช็อป กันแบบจัดเต็มต้อนรับเดือนแห่งความภาคภูมิใจ พิเศษสุด! มาร่วมระเบิดความสนุกและกระทบไหล่ซุปตาร์ในวันเปิดงาน วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค พบกับ พี่เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร, นางเอกซุปตาร์ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และแก๊งหิ้วหวี พร้อมจัดเต็มความสุขต่อเนื่องตลอด 12 วันของการจัดงาน โดยจะมีเหล่าคนดังอีกมากมายสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำกิจกรรมและสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนอย่างจุใจ 
• Colors of Pride : Unity in Diversity สีสันแห่งความภาคภูมิใจ (3-21 มิ.ย. 2569): นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่รวบรวมผลงานจากศิลปินหลากหลายเพศ มุมมอง และประสบการณ์ชีวิต ภายใต้แนวคิด “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม” ถ่ายทอดผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และศิลปะร่วมสมัยในหลากหลายรูปแบบ จากกลุ่ม Queer Art Thailand นำโดย ดร.วิชัย อิมสุขสม, อ.ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร, ปิยะดา ณ พัทลุง พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญ รศ.พิเศษ ระพี ลีละสิริ, ชญานิษฐ์ ม่วงไทย, เสกสรรค ทุมมัย และศิริโรจน์ มานะอนุกูล จัดแสดงให้ชมฟรี บริเวณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังได้จับมือกับ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) เนรมิตสถานีรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีเจริญนคร ให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งสายรุ้งต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรก พร้อมชวนสัมผัสความงดงามของ “Pride Rainbow Waterfall” น้ำตกสีรุ้งในโซนอลังการ ชั้น 6 และชม “ICONIC Multimedia Water Features” การแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดียในธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ริเวอร์ พาร์ค โดยเปิดให้ชมฟรีทุกวัน วันละ 3 รอบ เวลา 19.00 น., 20.00 น. และ 21.00 น. ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ 

ไอคอนสยามขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจร่วมกัน เพราะเราเชื่อมั่นว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง สิ่งที่สวยงามที่สุดคือหัวใจที่กล้าหาญจะยอมรับและภูมิใจในตัวตนของตนเอง” ร่วมฉลองเทศกาลระดับโลกและสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับในแคมเปญ “UNITY OF PRIDE” ได้ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ http://www.iconsiam.com 

DITP สรุปผลสำเร็จการพัฒนาเครือข่าย Thai SELECT ผลักดันผู้ประกอบการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอาหารไทย ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก

DITP สรุปผลสำเร็จการพัฒนาเครือข่าย Thai SELECT ผลักดันผู้ประกอบการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอาหารไทย ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก

DITP สรุปผลสำเร็จการพัฒนาเครือข่าย Thai SELECT ผลักดันผู้ประกอบการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอาหารไทย ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการพัฒนาและสร้างเครือข่ายร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 การสร้างเครือข่าย พันธมิตรทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจากทั่วโลกเข้าสู่ซัพพลายเชนภาคการผลิตของไทยโดยตรง เพื่อต่อยอดการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าอาหารไทยในเวทีสากล ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ขับเคลื่อนมูลค่าการส่งออกจากซอฟต์พาวเวอร์อย่างยั่งยืน

นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในพิธีปิดโครงการว่า ผลสำเร็จสำคัญของโครงการในปีนี้ คือผู้ประกอบการทั้ง 15 รายจาก 6 ภูมิภาค     ทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเชื่อมโยงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ทำให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและขยายมูลค่าการส่งออกของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ตลอดจนรับฟังประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอาหารไทย ซึ่งล้วนสะท้อนถึงพันธกิจของพวกเราทุกคนในการร่วมกันอนุรักษ์ ส่งเสริม และรักษามาตรฐานความเป็นต้นตำรับของอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป
“อาหารไทยมิได้เป็นเพียงอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกเท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือที่สร้างภาพลักษณ์อันทรงพลังของประเทศไทย เป็นอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องมือสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความเชื่อมั่นของรสชาติอาหารไทย และมีคุณภาพในระดับสากล DITP มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่ารสชาติไทยแท้ คุณภาพ และมรดกทางวัฒนธรรมนั้นจะเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก ซึ่งผู้ประกอบการร้านอาหาร Thai SELECT ไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าของธุรกิจ แต่ยังเป็น ‘ทูตวัฒนธรรม’ ที่ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกด้วย”

สำหรับผู้ประกอบการจากร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่เดินทางมาร่วมโครงการ   ไม่ว่าจะเป็นร้าน WOKXPRESS จากเดนมาร์ก, ร้าน THAI SQUARE GROUP จากอังกฤษ, ร้าน KRAPPOM จากเกาหลีใต้, ร้าน IT’S THAI จากจีน, ร้าน TÓA 66 จากอินเดีย, ร้าน CHAO PHRAYA THAI FINE CUISINE จากอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือประทับใจในประสบการณ์ที่ได้พบเจอ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกับเครือข่ายร้านอาหารไทยต่างๆ ได้พบกับผู้ผลิตวัตถุดิบ/เครื่องปรุงอาหารไทยที่สามารถส่งออกไปให้ได้ ทำให้เพิ่มความมั่นใจต่อการขยายสาขาในอนาคต นอกจากนี้ การไปลิ้มลองรสชาติทั้งอาหารของแต่ละภูมิภาคและขนมไทยโบราณในรูปแบบต่างๆ ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ตลอดจนเป็นการตอกย้ำแนวทางการบริหารร้านอาหารว่า การรักษา “รสชาติไทยแท้แบบดั้งเดิม” ยังคงเป็นจุดขายหลักและหัวใจสำคัญในการสร้างความสำเร็จของร้านอาหารไทยในต่างแดน

“ความสำเร็จของโครงการพัฒนาและสร้างเครือข่ายร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 เป็นหนึ่งในกลไกสร้าง Thai SELECT community สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมฯ ขยายการรับรู้และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งกำเนิดอาหารไทยคุณภาพระดับโลก ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมทั้งสิ้น 1,419 ร้าน ใน 70 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569) โครงการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการได้นำองค์ความรู้และโอกาสที่ได้รับ ไปขยายผลในการขับเคลื่อนธุรกิจ รักษามาตรฐานอาหารไทยสู่สากล และเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งออกของอุตสาหกรรมอาหารไทยได้ต่อไป” นายสุรินทร กล่าวทิ้งท้าย

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร “iDekTep” ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่ ชูแนวคิด “ล้มแล้วลุกให้ไว” สู้ศึกเทคโนโลยีปี 2026

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร “iDekTep” ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่ ชูแนวคิด “ล้มแล้วลุกให้ไว” สู้ศึกเทคโนโลยีปี 2026

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร “iDekTep” ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่ ชูแนวคิด “ล้มแล้วลุกให้ไว” สู้ศึกเทคโนโลยีปี 2026

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

​คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพเด็กไทยยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในโครงการ “iDekTep (ไอเด็กเทพ) อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Project-based Learning และ Active Learning ที่มุ่งสร้างทักษะวิศวกรรมให้เข้าถึงง่าย ตั้งเป้าปั้นเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดเป็นระบบ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชันและก้าวสู่เวทีระดับโลก

​อาจารย์ภวิษย์พร กิจพัฒนาสมบัติ Head of Operations and Project Management ผู้ดูแลหลักสูตร iDekTep เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์พัชรี โตแก้ว หัวหน้าโครงการ ที่เล็งเห็นว่าทักษะทางวิศวกรรมที่ดูเป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้วสามารถเสริมสร้างให้กับเด็กได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อปูรากฐานให้พวกเขากลายเป็นนิสิตหรือวิศวกรที่แข็งแกร่งในอนาคต อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นการระดมสมองระหว่างวิศวกร อาจารย์ และทีมที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องสนุกผ่านการลงมือทำจริง

​”เราอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าทักษะวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเด็ก ๆ มีรูปแบบวิธีคิดแบบวิศวกรรม (Engineering Thinking) พวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Design Thinking คือการนำไอเดียมาแปลงเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกให้ไว (Fail Fast, Learn Faster) เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ” อาจารย์ภวิษย์พร กล่าว

​ปัจจุบันโครงการ iDekTep เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 และได้ขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรหุ่นยนต์ที่เน้นให้เด็กเข้าใจระบบ Microcontroller เพื่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Error) ล่าสุดหลักสูตร Digital Robot ได้พัฒนาขึ้นถึง 5 ระดับ ได้แก่

​Level 1 (AGV): หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อ Mecanum วิ่งได้รอบทิศทาง ควบคุมด้วยระบบ IoT

​Level 2 (Smart Watch & Smart Farm): เรียนรู้ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะและระบบฟาร์มยุคใหม่​

​Level 3 (Robotic Arm): เรียนรู้กลศาสตร์และการเชื่อมโยงจากการออกแบบฟรีสไตล์ทางวิศวกรรม

​Level 4 (Python): เรียนรู้การประมวลผลข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งรูปภาพและชุดคำสั่ง

​Level 5 (System Integration): การบูรณาการระบบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีมาตรฐานและชาญฉลาดนอกจากนี้ ในปี 2026 โครงการได้ยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก โดยการนำภาษา Python มารวมกับ AI และต่อยอดสู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Digital Twin (การสร้างโมเดลเสมือนจริงในโลกดิจิทัลร่วมกับ AI) พร้อมทั้งเปิดตัวหลักสูตร “Playground” (สนามเล็ก) สำหรับเด็กเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเน้นการท่องจำ​

​อาจารย์ภวิษย์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตร iDekTep ไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกรทุกคน แต่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลายอาชีพ เช่น การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รู้จักนำเทคโนโลยีและ AI Module เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและกำลังคน หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสายงานการตลาดและวิชาชีพครู

​นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ยังมีโครงการเบื้องหลังที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย มัธยมศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเน้นการส่งต่อความรู้และนวัตกรรมที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสให้เข้าถึงเยาวชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม​

 “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” โครงการ iDekTep ได้พิสูจน์แล้วผ่านการส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และกำลังมีแผนเตรียมพาน้อง ๆ ไปเปิดประสบการณ์แข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งผลงานของเด็กไทยหลายโปรเจกต์มีความสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก เพียงแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงออกอย่างมั่นใจ “ถ้าน้อง ๆ ชอบด้านนี้… ลุยเลย ไม่ต้องรอ” อาจารย์ภวิษย์พร ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ “วงการนี้เปิดกว้างเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน ขอแค่มีความชอบและอยากลงมือทำ ยิ่งเราพลาด เรายิ่งได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกให้ไวคือสิ่งสำคัญที่สุด”

​สำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน หรือเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iDekTep สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: iDekTep อัจฉริยะสร้างได้ https://www.facebook.com/search/top?q=idektep%20อัจฉริยะสร้างได้ และ เว็บไซต์: idektep.com

แม็คโคร-โลตัส แหล่งรวมร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส มากที่สุดในประเทศ

แม็คโคร-โลตัส แหล่งรวมร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส มากที่สุดในประเทศ

แม็คโคร-โลตัส แหล่งรวมร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส มากที่สุดในประเทศ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก     “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย เปิดพื้นที่ศูนย์รวมร้านค้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รวมร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากที่สุดในประเทศ ประเดิมเปิดวันแรกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการตอบรับคึกคัก สะท้อนบทบาทของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจากนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วันแรก

ในการสนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการ “ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย” ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ SME รวมถึงร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ โดยแม็คโคร-โลตัส เปิดพื้นที่ฟรีกว่า 1,500 บูธ ให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาจำหน่าย พร้อมเป็นศูนย์กลางของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 10,000 ร้านค้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น และสินค้าราคาคุ้มค่าได้สะดวกในจุดเดียว ทั้งร้านอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และบริการต่าง ๆ ที่มอบส่วนลดและดีลสุดคุ้มให้แก่ลูกค้า ตอกย้ำแนวคิด “มาแม็คโคร โลตัส ทุกวัน คุ้มทุกวัน” ตอบโจทย์ทั้งการจับจ่าย ใช้ชีวิต และความบันเทิงของทุกคนในครอบครัว

ขณะเดียวกัน แม็คโคร-โลตัส ยังเดินหน้าช่วยลดค่าครองชีพผ่านแพ็กเกจสุดคุ้ม “ซื้อเพียง 69 บาท รับคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 300 บาท” ครอบคลุมทั้งโซนซูเปอร์มาร์เก็ตและ Lotus’s Mall ควบคู่กับการนำสินค้า Own Brand อาทิ aro, Savepak, Lotus’s, Momento และคุ้มค่า รวมถึงสินค้าราคาพิเศษจากแคมเปญ Rollback ของโลตัส กว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน มาร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคในทุกการจับจ่ายอีกด้วย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เชื่อมั่นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาคุ้มค่าได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

#CPAXTRA #makroxlotuss #พื้นที่ความสุขของชุมชน #ไทยช่วยไทยพลัส #แพลตฟอร์มแห่งโอกาส

‘ไวรัสอีโบลา’ โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

'ไวรัสอีโบลา' โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

‘ไวรัสอีโบลา’ โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

จากการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาที่ดิอาร์คองโก – ยูกันดา  การระบาดยังรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก  สงสัยผู้ติดเชื้อ จำนวนมากกว่า 900 ราย และเสียชีวิตแล้ว 220 ราย โดยการระบาดครั้งนี้ เกิดจากสายพันธุ์ Bundibugyo (บุนดิบูโย) ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 บอร์ดโรคติดต่อ ฯ แห่งประเทศไทย ได้ยกระดับสกัด “อีโบลา” จากผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ “ดิอาร์คองโก-ยูกันดา” โดยเมื่อเข้าไทยจำเป็นต้องกักกันตัว 21 วัน

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายหลักการแพร่เชื้อ อาการ การรักษา และการป้องกัน ใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล 

เชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus) ก่อให้เกิดโรคอีโบลา (Ebola disease) โลกรู้จักเชื้อนี้ครั้งแรก ในปี 1976  โดยพบไวรัสนี้ที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก และพบการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 50% แต่อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 90% ของผู้ติดเชื้อ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เชื้อไวรัสอีโบลา มี 6 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดรุนแรง มี 3 สายพันธุ์ คือ  1.Ebola virus (EBOV) ทำให้เกิดโรค Ebola virus disease (EVD) 2.Sudan virus (SUDV) ทำให้เกิดโรค Sudan virus disease (SVD) 3.Bundibugyo virus (BDBV) ทำให้เกิดโรค Bundibugyo virus disease (BVD) โดยเชื้ออีโบลา อาศัยอยู่ในค้างคาวผลไม้และแพร่สู่คนผ่านสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น ลิง

การแพร่เชื้อจากคนสู่คน เกิดโดยการติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง บริเวณผิวหนังที่มีแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง โดยสัมผัสเลือดสารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำอสุจิ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต การติดจากการสัมผัสสิ่งของ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อประเภทเลือด หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น อาเจียน อุจจาระ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต

ระยะฟักตัวและการแพร่เชื้อ

ระยะฟักตัว 2-21 วัน  ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ เมื่อเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว จะยังแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสศพโดยตรง

อาการของโรคอีโบลา

อาการเริ่มแรก จะมี ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมาจะมีอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น ในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ สับสน พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และพบอวัยวะล้มเหลวร่วม เช่น ตับ ไต เนื่องจากอาการแสดงของโรค มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์   ดังนั้น การวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติความเสี่ยง คือ เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว อาการแสดงที่เข้าได้ร่วมกับการตรวจยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) ของไวรัส ตรวจทางภูมิคุ้มกัน การเพาะเชื้อไวรัส

การรักษาโรคอีโบลา

การรักษาเฉพาะ  โดยการให้ยาต้านไวรัส กลุ่ม monoclonal antibodies mAb114 (ansuvimabTM) or REGN-EB3 (InmazebTM) แนะนำให้เฉพาะการติดเชื้อจาก  Ebola virus disease เท่านั้น ส่วนการติดเชื้ออื่น ๆ ยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะ

การรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ การแก้ไขภาวะเกลือแร่ที่ผิดปกติ รักษาภาวะน้ำตาลต่ำ ภาวะช็อก (Shock) และใช้ยาต้านเชื้อโรค กรณีพบการติดเชื้อซ้ำซ้อนและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

การป้องกันโรคอีโบลา

หลีกเลี่ยงการไปประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีโบลา หลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลที่ป่วย หรือศพของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคอีโบลา วัคซีนปัจจุบันรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Ebola (Ebola virus) แต่สายพันธุ์อิ่น ๆ รวมถึง ไวรัสบุนดิบูโย ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน

แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย  แต่กรณีที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง แนะนำให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของทางรัฐบาล เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการอย่างเหมาะสม โดยกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ. 2569 ลงนาม ณ วันที่ 20 พ.ค.2569 เพื่อระบุเขตติดโรคติดต่ออันตราย มี 2 ประเทศ คือ 1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และ 2. สาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) โดยการแพร่ระบาดอาจมาจากการนำเข้าสัตว์ที่เป็นพาหะ เช่น ลิงชิมแปนซี และสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ โดยอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา

เนื่องจากอีโบลา เป็นโรคที่อุบัติการการเสียชีวิตสูง ยิ่งวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิด กรณีหากพบว่ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ  ควรรีบพบแพทย์ และให้ประวัติการเดินทางในระหว่าง 21 วัน ก่อนเกิดอาการดังกล่าว หรือประวัติความเสี่ยงอื่นๆ เพียงเท่านี้ เชื้อไวรัสอีโบลา ก็จะห่างไกลคุณและคนที่คุณรัก กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ  ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

เพราะวันยุ่ง ๆ ไม่ควรปล่อยให้ความโทรมมาดับออร่า found & found ชวนอัปเกรดลุคสวยฉ่ำแบบเร่งด่วน เพราะชีวิตสาววัยทำงานต้องพร้อมลุยทุกโมเมนต์ หน้าไม่ดรอป ผมไม่พัง ไม่ว่าจะประชุมเช้ายันเย็น งานด่วนเข้าแบบไม่มีพัก นัดเดตหลังออกจากออฟฟิศ หรือปาร์ตี้ต่อแบบไม่ต้องมีเวลารีเซ็ตลุค สาว ๆ ยุคนี้ต้องมี “ไอเทมกู้ชีพความสวย” ที่หยิบเติมได้ทันที พกง่าย ครบ จบในกระเป๋าเดียว พร้อมเสิร์ฟลุคสวยโกลว์ฉบับ J/K Beauty ที่เน้นผิวดูอิ่มฟู เมคอัพบางเบา แต่ให้ออร่าพุ่งเหมือนนอนครบ 8 ชั่วโมงตลอดวัน

งานนี้ขอแนะนำ 5 ไอเทมบิวตี้ตัวเด็ดที่ช่วยรีเฟรชลุคให้กลับมาดูเฟรช หน้าไม่ล้า ผิวไม่ดรอป พร้อมเติมความมั่นใจให้สวยเป๊ะได้ทุกสถานการณ์

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

บลัชออนโทนละมุนที่ช่วยปลุกผิวให้ดูสดใสขึ้นทันที กับพาเลทบลัชออนเนื้อเจลสูตรซอฟต์ฟิต สีชัด เนื้อสัมผัสนุ่มละลายเหมือนไอศกรีม เกลี่ยง่าย ให้ฟินิชลุคแก้มใสฟีลสาวเกาหลี พร้อมกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ    ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นระหว่างวัน เหมาะสำหรับเติมแก้มก่อนเข้ามีตติ้ง หรือเพิ่มลุคน่ารักแบบแก้มละมุนก่อนออกเดต

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

ลิปบาล์มสติกสีสวยฉ่ำวาว ที่ช่วยคืนความสดใสให้ใบหน้าได้ในปาดเดียว ด้วยสีเบอร์รี่ที่ช่วยขับผิวให้ดูมีเลือดฝาด พร้อมเนื้อสัมผัสชุ่มชื้น ให้ริมฝีปากดูอิ่มฟู สุขภาพดี ติดทนแบบไม่ต้องเติมบ่อย ตอบโจทย์ลุค Makeup No Makeup ตามสไตล์ K-Beauty ที่กำลังมาแรง

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

เพราะผมสวยมีชัยไปกว่าครึ่ง กู้หน้าโทรมแล้ว ผมก็ต้องเป๊ะไม่แพ้กัน ในวันที่ต้องเจอทั้งความร้อน มลภาวะ และแสงแดด ออยล์บำรุงผมเนื้อบางเบาที่ให้ทั้งการฟื้นบำรุงและกลิ่นหอมฟลอรัลในขวดเดียว ช่วยให้เส้นผมดูเงางาม นุ่มลื่น ลดชี้ฟู จัดทรงง่ายแบบไม่เหนียวเหนอะหนะ เติมแล้วผมดูสวยแพง พร้อมเพิ่มเสน่ห์ให้ลุคดูน่ามองขึ้นอีกระดับ

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

แป้งเซ็ตผิวตัวช่วยรีทัชหน้าหมองระหว่างวัน ด้วยเนื้อแป้งละเอียดที่ช่วยเบลอผิวและปรับผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้นทันที คุมมันได้แบบพอดี พร้อมล็อกเมคอัพให้ติดทน ช่วยให้ผิวดูเนียนใสแบบสาวเกาหลี เติมเมื่อไหร่ก็เหมือนได้ผิวเฟรชใหม่อีกครั้ง

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

สเปรย์ผิวตัวดังสไตล์ J-Beauty ที่รวมละอองน้ำมัน 2 ชั้นและเซรั่มน้ำไว้ในขวดเดียว เพียงเขย่าก่อนใช้ ก็ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูโกลว์ เล่นแสง และอิ่มฟูขึ้นทันทีระหว่างวัน พร้อมช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับ เหมาะสำหรับฉีดเติมออร่าก่อนประชุม ก่อนถ่ายรูป หรือก่อนออกไปสนุกต่อในค่ำคืนพิเศษ

แค่มี 5 ไอเทมบิวตี้คู่ใจ ก็พร้อมเปลี่ยนลุคโทรมให้กลับมาสดใส หน้าเป๊ะ ผมปัง ออร่าพุ่งได้ทุกสถานการณ์ ตอบโจทย์สาวยุคใหม่ที่ต้องสวยครบทั้งงาน เดต และปาร์ตี้แบบไม่มีดรอป โดยเลือกช้อปได้แล้ววันนี้ที่ร้าน found & found ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ง่าย ๆ ผ่าน GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้เพียงปลายนิ้วกด

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found  LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาทางออนไลน์ในกิจกรรมของ สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. จัดงาน “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” ผ่านระบบออนไลน์  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนสร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน

จากนั้นมีการการนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2569 โดยฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. และ ชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. ขณะที่สสน. ได้นำเสนอการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดย ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน ฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ที่แสดงให้เห็นการให้ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยทั้งในโซนที่เสี่ยงน้ำท่วม โซนที่เสี่ยงภัยแล้ง และโซนที่เสี่ยงจะโดนภัยทั้ง 2 ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้ มีการเสวนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคประชาชน โดยมี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย วิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผสสน. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้ข่อมูลจากสถานีโทรมาตร การอ่านค่าดาวเทียม และการอ่านค่าประสบการณ์จากทีมกู้ภัยในสนาม ตลอดจนการเชื่อมข้อมูลที่อยู่ของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องเร่งความช่วยเหลือในการช่วยอพยพส่งออกสู่ที่ปลอดภัย

ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ “ThaiWater New Version”  เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยมี ปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. พร้อมด้วย ดร.วรวิทย์ มีสุข ร่วมนำเสนอการใช้งานและฟังก์ชันใหม่ของระบบ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน 1 ไตร และพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จัดผ้าไตรจำนวน 48 ไตร ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อถวายพระสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569

ในการนี้มี พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโน) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย คณะสงฆ์จำนวน 48 รูป และ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และเครือข่ายมูลนิธิฯ อาทิ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ ไทยอาสาป้องกันชาติ ผู้บริหารและศิลปินสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  เข้าร่วมพิธี ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานประเคนผ้าไตร แด่ประธานสงฆ์และพระสงฆ์ ตามลำดับ 49 รูป โดยผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันเจริญจิตภาวนาโดยพร้อมเพรียง เพื่อถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569

‘Genomics Thailand’ ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

'Genomics Thailand' ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

‘Genomics Thailand’ ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

ประเทศไทยประกาศศักยภาพความก้าวหน้าด้านการแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics) บนเวทีระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่ ในงานประชุมนานาชาติ PacBio Prism 2026 : Color the future of genomics ณ เมืองฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้รับเกียรติร่วมบรรยายพิเศษเพื่อถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการ “Genomics Thailand” ได้เน้นย้ำบนเวทีโลกตอนหนึ่งว่า “ความสำเร็จที่แท้จริงของสาธารณสุขไทย คือการไม่หยุดเทคโนโลยีขั้นสูงไว้แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่เราสามารถขับเคลื่อนการถอดรหัสพันธุกรรมมาสร้างเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “สิทธิบัตรทอง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม” ส่งผลให้ปัจจุบันคนไทยสามารถเข้าถึงการตรวจยีนเสี่ยงมะเร็งเต้านมและรังไข่ (BRCA1/2) เพื่อการป้องกันล่วงหน้า การตรวจยีนเพื่อป้องกันการแพ้ยารุนแรง ตลอดจนการยกระดับความรวดเร็วและแม่นยำในการวินิจฉัยโรคหายากและโรคมะเร็งเพื่อเป้าหมายสำคัญในการพลิกโฉมระบบสาธารณสุขไทยให้สามารถ “รู้ก่อน ป้องกันได้ และรักษาตรงจุด”

ต่อยอดจากความสำเร็จในระยะแรก ปัจจุบัน สวรส. กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทยระยะที่ 2 เพื่อรับมือกับความท้าทายของ “สังคมผู้สูงอายุยิ่งยวด” โดยมุ่งเน้นการนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล (Personalized Risk Prediction) ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง ซึ่งการตรวจพบความเสี่ยงและการวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค  จะช่วยลดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส. เข้าร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากสิงคโปร์ (PRECISE), จีน (มหาวิทยาลัยฟูตัน), ญี่ปุ่น (มหาวิทยาลัยโทโฮคุ) รวมถึงนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป เพื่อร่วมกันผลักดันและตอกย้ำถึงความสำคัญของการจัดทำ “ฐานข้อมูลจีโนมประชากรของแต่ละประเทศ”

โดยการหารือบนเวทีโลกครั้งนี้สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ว่า ปัจจุบันฐานข้อมูลจีโนมโลกมีสัดส่วนข้อมูลของคนเอเชียเพียง 5.3% เท่านั้น ส่งผลให้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงจากฝั่งตะวันตกอาจไม่แม่นยำเพียงพอสำหรับคนในภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียจึงเป็นหัวใจสำคัญในการร่วมกันสร้าง ‘แผนที่จีโนมของตนเอง’ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างมัลติโอมิกส์ (Multi-omics) และอีพิจีโนมิกส์ (Epigenomics) เพื่อสร้างฐานข้อมูลชีวภาพที่หลากหลายและแม่นยำสูงสุดสำหรับประชากรชาวเอเชีย โดย นพ.ศุภกิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “เทคโนโลยีจีโนมิกส์จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คืออาวุธสำคัญที่จะพลิกโฉมการแพทย์ของภูมิภาคเอเชีย จากการรักษาตามอาการ สู่การป้องกันเชิงรุก ซึ่งความก้าวหน้านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนไทยและประชากรในเอเชียมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “รู้ก่อน ป้องกันได้ รักษาตรงจุด” พร้อมทั้งขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกันในอนาคต”

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย โอกาสนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ขับเคลื่อนนโยบายท้องถิ่นสู่หมุดหมายระดับโลก” อีกทั้ง Mr. Jean-Luc Romero-Michel รองนายกเทศมนตรีเมืองปารีส ร่วมกล่าวสารแสดงความยินดีสากล ซึ่งมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม.  รวมทั้ง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอน

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน ต่อมาได้ขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกเพศ ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมยอมรับทุกความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งกระทรวง พม. ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลองเดือน Pride Month และพร้อมสนับสนุนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ขณะนี้ ประเทศไทย โดยองค์กรภาคประชาสังคม ได้เตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเทศกาล World Pride 2030 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานธรรมการ และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ซึ่งกระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Pride 2030

“การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล สำหรับการสนับสนุนประเทศไทยในการได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 โดยการดำเนินงานขับเคลื่อนภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการมีส่วนร่วม โดยกำหนดทิศทาง และร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2) หลักความพร้อมเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และ 3) หลักมาตรฐานสากลและความเป็นมืออาชีพ โดยเชื่อมโยงและนำเกณฑ์การคัดเลือกขององค์กรอินเตอร์ไพรด์ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้เพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ อีกทั้งบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญร่วมกัน สำหรับการสร้างเมืองต้นแบบที่ยอมรับความหลากหลายและมีความยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ 5 ด้าน ตั้งแต่การบริหารนโยบาย, การพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว, การจัดสวัสดิการพื้นที่ปลอดภัย, การเชื่อมโยงสากล และการสนับสนุนองค์ความรู้” รมว. พม. กล่าว

สำหรับเดือน Pride Month นอกจากมีการจัดพิธีลงนาม MOU ทาง กระทรวง พม. ได้มีแผนการจัดกิจกรรมสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างกลไกในการคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ภายใต้ MOU เดินขบวนพาเหรดรณรงค์ Pride Month “พม. x Pride City Network Parade 2026” และ วันที่ 2 มิ.ย. 69 ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี