
มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
มะเร็งตับอ่อน จัดเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นลำดับที่ 10 ในเพศชายของประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล ปี 2563 แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบมากที่สุด แต่กลับเป็นหนึ่งในชนิดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว
นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหาร อยู่บริเวณด้านหลังต่อกระเพาะอาหารและด้านหน้ากระดูกสันหลัง มีความยาวประมาณ 12–15 เซนติเมตร ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยสำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อการทำงานของตับอ่อนผิดปกติ จึงส่งผลทั้งต่อระบบย่อยอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดมะเร็งตับอ่อน แต่พบความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น เพศชาย อายุที่มากกว่า 55 ปี การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 2–3 เท่า โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ รวมถึงโรคทางพันธุกรรมบางชนิด
มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่แทบไม่แสดงอาการจำเพาะ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามและไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้
แม้อาการในระยะแรกจะไม่ชัดเจน แต่อาการที่มักพบเมื่อโรคเริ่มลุกลาม ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจปวดร้าวไปด้านหลัง รวมถึงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม และควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์
การวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการส่องกล้องอัลตราซาวนด์ผ่านทางเดินอาหาร (Endoscopic Ultrasound: EUS)
แนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อนที่ให้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายตับอ่อนออก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคอยู่ในระยะลุกลาม โดยวิธีการรักษามะเร็งตับอ่อน เราจะแบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ กรณีผ่าตัดได้ (resectable) – การผ่าตัด (Surgical resection) ในกรณีที่มะเร็งตับอ่อนอยู่ส่วนหัวของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัด Whipple’s operation เป็นการผ่าตัดใหญ่เอาส่วนหัวของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และท่อน้ำดีออกไปเป็นก้อนเดียวกัน (Enbloc resection) ร่วมกันกับเลาะต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งในตับอ่อนและอวัยวะใกล้เคียง

กรณีมะเร็งอยู่ส่วนท้ายของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัดเอาตับอ่อนส่วนปลายและม้ามออก ซึ่งการผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน ถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่และซับซ้อน ไม่สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องแบบทั่วไปได้ ต้องได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท่อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งสามารถผ่าตัดได้เทียบเคียงการผ่าตัดแบบเปิด แต่ฟื้นตัวเร็วกว่า แผลเล็กและเจ็บน้อย
กรณีก้ำกึ่ง (borderline) – กรณีที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดก่อน และ กรณีผ่าตัดไม่ได้ – ให้การรักษาด้วยการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด
มะเร็งตับอ่อน อาจเป็นโรคที่เงียบและรุนแรง แต่การรู้เท่าทันความเสี่ยง การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ คือโอกาสสำคัญในการเพิ่มทางเลือกในการรักษาและยืดอายุผู้ป่วย หากมีความกังวลหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

.jpg)
.jpg)

.jpg)
.png)
.png)
.png)

.jpg)







.jpg)

.jpg)
.jpg)







.jpg)
.jpg)
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567 ความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความยินดีที่ได้มามอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้ ขอแสดงความชื่นชมกับผู้ทรงคุณวุฒิและบัณฑิตทุกคนที่ได้รับเกียรติและความสำเร็จ หน้าที่ประการสำคัญประการหนึ่ง ของผู้เป็นบัณฑิตคือทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมการทำเช่นนั้น หาใช่การละทิ้งประโยชน์ส่วนตัวไม่ แต่คือการทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกันและมีความสุขความเจริญไปด้วยกัน การสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมจึงเป็นวิธีการที่ถูกต้องและยั่งยืนที่สุด ในการสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนตนของแต่ละบุคคลขอให้บัณฑิตทุกคนทำความเข้าใจในข้อนี้ และร่วมกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าขอมอบปริญญาบัตรให้แก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขออำนวยพรให้ทุกท่านมีความสุขและความก้าวหน้ามั่นคงทุกประการ”.jpg)
แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการบูรณาการการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Learning) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Experiential Learning) และการออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ โดยเริ่มทยอยปรับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 และตั้งเป้านำมาใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2570 ภายใต้แนวคิด Outcome-Based Education (OBE) ที่กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจนทั้งระดับหลักสูตรและรายวิชา ตามมาตรฐานของ กกอ. พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ รวมถึงการเรียนรู้ผ่านโครงงานและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคสนาม เพื่อสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมุ่งขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ โดยความร่วมมือจะครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ การถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนการร่วมพัฒนาหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่หลากหลายและเสริมศักยภาพผู้เรียนให้สามารถแข่งขันในเวทีนานาชาติได้อย่างเข้มแข็ง
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการลงนาม MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการศึกษาและความร่วมมือระดับนานาชาติ









.jpg)

.jpg)
.jpg)

