กรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการ พัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชน สู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

กรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการ พัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชน สู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

กรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการ พัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชน สู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

กรมประชาสัมพันธ์ เชิญชวนนิสิต นักศึกษา นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ “การพัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชนสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล” ภายใต้ โครงการออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE SOFT POWER LEGACY: From Royal Wisdom to Global” เพื่อสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งได้รับการต่อยอดจากพระราชปณิธานสู่แฟชั่นร่วมสมัย พร้อมผลักดันผ้าไทยและสินค้าแฟชั่นไทยให้เป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งในเวทีโลก

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าแฟชั่นไทยทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ตลอดจนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการชุมชน ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ รวมถึงกระตุ้นความนิยมสินค้าแฟชั่นที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยผ่านช่องทางออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ชมนิทรรศการผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากผู้ประกอบการชุมชน จำนวน 10 ชุมชน รวม 100 ผลิตภัณฑ์ พร้อมรับชมแฟชั่นโชว์ และร่วมรับฟังเสวนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย แฟชั่น การออกแบบ และ Soft Power เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากภูมิปัญญาชุมชนไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของไทยเข้าร่วม อาทิ ดร.ศรินดา จามรมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและแฟชั่น ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE เจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA คุณฝน สรลักษณ์ ติกขะปัญญา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ARCHIVE026 อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์ วิทยาลัยอุตสาหกรรสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะ การออกแบบพัสตราภรณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Wisharawish

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์พิเศษกับแฟชั่นโชว์ โดย มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ศิลปิน นักแสดง และนายแบบชื่อดัง ที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของแฟชั่นไทยในมุมมองร่วมสมัยภายในงาน

EVEANDBOY จัดงาน ‘BEST SELLING AWARDS 2025’ ฉลองปีที่ 6 เวทีประกาศรางวัลการันตี 148 ไอเทมเด็ดจากยอดขายสูงสุดแห่งปี

EVEANDBOY จัดงาน 'BEST SELLING AWARDS 2025' ฉลองปีที่ 6   เวทีประกาศรางวัลการันตี 148 ไอเทมเด็ดจากยอดขายสูงสุดแห่งปี

EVEANDBOY จัดงาน ‘BEST SELLING AWARDS 2025’ ฉลองปีที่ 6 เวทีประกาศรางวัลการันตี 148 ไอเทมเด็ดจากยอดขายสูงสุดแห่งปี

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

เพราะ “Best Seller” ตัวจริง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือไอเทมที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ ด้วยความเชื่อมั่นนี้ EVEANDBOY บิวตี้สโตร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างเต็มภาคภูมิจัดงานสุดยิ่งใหญ่ “EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025” ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 เพื่อเฉลิมฉลองให้กับแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคและสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทย ภายใต้คอนเซปต์ ‘BEAUTY BEYOND REALITY’ ถ่ายทอดมิติใหม่ของความงามผ่านบรรยากาศเหนือจริงในโทนสีชมพู-เขียว สื่อถึงพลังไลฟ์สไตล์และจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด ไฮไลต์สำคัญคือการมอบรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดขายอันดับ 1 ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของแบรนด์ในแต่ละหมวดหมู่อย่างแท้จริง ณ ชั้น G, Parade Square, One Bangkok

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าวว่า จากผลรางวัล Best Selling Awards 2025 สามารถสะท้อนได้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปมาก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในมิติที่หลากหลายขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามแต่รวมถึงความมั่นใจไลฟ์สไตล์ และการแสดงตัวตนผ่านการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้นด้วย ทำให้กลุ่มสินค้าอย่าง Skincare, Fragrance และ Personal Care เติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ ขณะเดียวกันปีนี้ยังสะท้อนภาพการเติบโตของวงการบิวตี้ไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแส T-Beauty ที่เติบโตโดดเด่นมาก ทั้งในแง่ของคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ ทำให้เราได้เห็นแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ก้าวขึ้นมารับรางวัลในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าอุตสาหกรรมความงามไทยกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งจากผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

“สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในเรื่อง Beauty มากขึ้น และมีวิธีเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายกว่าเดิม บางคนเริ่มต้นจากการเห็นรีวิวบนโซเชียลมีเดีย บางคนเชื่อมั่นในคุณภาพและกลับมาซื้อซ้ำจากประสบการณ์ตรง ขณะที่หลายแบรนด์สามารถสร้าง Emotional Connection กับผู้บริโภคได้ผ่าน Storytelling, Brand Identity หรือ Personal Branding ของเจ้าของแบรนด์ จนทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากกว่าตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว ในฐานะ No.1 Beauty Retailer ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ EVEANDBOY จึงให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบแบบ 360 องศา ทั้งการคัดเลือกสินค้า การสร้างประสบการณ์ภายในร้าน การทำแคมเปญร่วมกับแบรนด์ การเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และคอมมูนิตี้ต่างๆ เพราะเราเชื่อว่า “Best Seller” ในยุคนี้ ไม่ได้เกิดจากแค่ยอดขายหรือกระแสในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือสินค้าที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจและกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าว

สำหรับ EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025 ในครั้งนี้ ผู้บริหาร EVEANDBOY เผยว่า มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 148 รางวัล ครอบคลุมทั้งหมด 6 ประเภท ประกอบด้วย เครื่องสำอาง (Makeup) จำนวน 40 รางวัล, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) จำนวน 37 รางวัล, น้ำหอม (Fragrance) จำนวน 13 รางวัล, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและอุปกรณ์เสริม (Hair and Accessories) จำนวน 21 รางวัล, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (Personal Care & Body) จำนวน 26 รางวัล และ อาหารเสริม  (Supplements) จำนวน 11 รางวัล ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่สะท้อนถึงคุณภาพ ความนิยมและความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างแท้จริง พร้อมเพิ่มมิติใหม่ให้กับหมวดน้ำหอม (Fragrance) ด้วยการแบ่งประเภทกลิ่นตาม “คาแรกเตอร์” และ “อารมณ์” ของผู้ใช้งาน เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น และยังมีกลุ่มสกินแคร์ที่มีการแบ่งรางวัลย่อยตามขั้นตอนการดูแลผิวของผู้บริโภค เพื่อสะท้อนพฤติกรรมและความต้องการด้านความงามที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้คนนึกภาพตามแล้วเห็นภาพทันที ไม่มีคำจำกัดความและเปิดกว้างถึงจินตนาการ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือการร่วมลุ้น “รางวัลใหญ่” ของกลุ่มไอเทมระดับตำนานที่มัดใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน จนสามารถคว้ารางวัลติดต่อกันถึง 6 ปีซ้อนนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดงาน ซึ่งต้องมาติดตามกันว่าจะมีผลิตภัณฑ์ชิ้นใดบ้างที่ยังคงครองบัลลังก์นี้ไว้ได้ 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่ถูกจับตามอง คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของ “T-Beauty” หรือแบรนด์ความงามสัญชาติไทย ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพลังใหม่ของอุตสาหกรรมบิวตี้ระดับโลก ทั้งในด้านคุณภาพ นวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่าน Personal Branding และ Social Media ที่เข้าถึงคนทั่วโลกได้อย่างไร้พรมแดน “วันนี้ T-Beauty ไม่ใช่เพียงกระแสในประเทศไทยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Beauty Destination สำคัญที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วโลก เราเชื่อว่าแบรนด์ไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก และ EVEANDBOY พร้อมเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการผลักดัน T-Beauty สู่เวทีระดับสากล” หิรัญ กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากการขับเคลื่อนวงการบิวตี้ EVEANDBOY ยังเดินหน้าทรานส์ฟอร์มแบรนด์สู่การเป็น “Lifestyle Destination” อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการสร้าง Experience ใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยง Beauty เข้ากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าจับตามอง คือการเปิด EVEANDBOY Pop-up ณ ย่านทรงวาด ซึ่งนำเสนอมิติใหม่ของบิวตี้สเปซ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าที่เต็มไปด้วย “ศิลปะ คาเฟ่ และวัฒนธรรมร่วมสมัย” โดยพื้นที่ถูกออกแบบให้ผสานความคลาสสิกของย่านทรงวาดเข้ากับ DNA ของแบรนด์ได้อย่างกลมกลืน ทั้งโซนทดลองสินค้า มุมถ่ายภาพ และ Experience Space ที่ตอบโจทย์ทั้งสายบิวตี้และ Café Hopper ในเวลาเดียวกัน

พร้อมกันนี้ EVEANDBOY ยังเตรียมเปิดตัว “EVEANDBOY Café” แห่งแรกของโลก ที่ “PLATINUM POP” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์ Beauty & Lifestyle ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ภายใต้ Mood & Tone ที่สนุก สดใส และเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ โดยคาเฟ่แห่งนี้จะเป็นมากกว่าพื้นที่นั่งพัก แต่คือ Social Space ที่รวมทั้งการช้อป ทดลองสินค้า ถ่ายคอนเทนต์ และใช้เวลาร่วมกับแบรนด์ไว้ในจุดเดียว ผสานทั้งรสชาติ ความสนุก และ Beauty Lifestyle เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเปิดให้สัมผัสเฉพาะที่ EVEANDBOY Café สาขา “PLATINUM POP” เท่านั้น

“เป้าหมายของ EVEANDBOY ในระยะยาว คือการเป็นมากกว่าบิวตี้รีเทล แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้เวลา สนุก พักผ่อน และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้ในทุกวัน เราอยากให้ EVEANDBOY เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในทุกมิติ และเป็น Top of Mind ที่ผู้คนคิดถึงเสมอเมื่อพูดถึงโลกแห่ง Beauty และ Lifestyle” คุณหิรัญ กล่าวทิ้งท้าย

เพื่อเป็นการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเวทีแห่งปี EVEANDBOY ยกทัพ 148 ไอเทมที่คว้ารางวัลการันตียอดขายสูงสุดแห่งปี “Best Selling Awards 2025” มาจัดแคมเปญฉลองความสำเร็จ พร้อมมอบคูปองส่วนลดพิเศษให้ช้อปกันอย่างจุใจที่ 2 สาขาหลัก ได้แก่ สาขา One Bangkok ระหว่างวันนี้จนถึง 18 มิ.ย. และ สาขา MEGA BANGNA ชั้น 1 ระหว่างนี้จนถึง 18 มิ.ย. นี้

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ในวันที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในวงการออกแบบอีกต่อไป รวิภา รมยะรูป  (Ravipa Ramyarupa) ยืนหยัดในฐานะสถาปนิกชาวไทยผู้มองโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยเติมลมหายใจใหม่ให้กับพื้นที่ เมือง และชุมชน

ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นในแวดวงสถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง adaptive reuse หรือการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงานออกแบบร่วมสมัย และสำหรับ รวิภา รมยะรูป นี่คือแนวทางหลักที่เธอประยุกต์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

รวิภา รมยะรูป

เพราะสำหรับ รวิภา อาคารทุกหลังที่มีอยู่เดิมต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายครั้งคุณค่าของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ และทำให้มันกลับมามีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง

ประโยคที่ว่า “อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด คืออาคารที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสถาปัตยกรรมโลก และยิ่งเมื่อเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นโจทย์สำคัญของยุคสมัย วิธีคิดเรื่องการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

แนวทางนี้ไม่ได้มองอาคารเก่าเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หมดอายุการใช้งาน หากแต่เห็นมันเป็นทรัพยากร เป็นความ  ทรงจำและเป็นจุดตั้งต้นของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งแต่อดีตโรงงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาคารสำนักงานร้างที่ถูกแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรมในวันนี้จึงกำลังตั้งคำถามมากขึ้นว่า อนาคตของการออกแบบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะสร้างเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่เราเลือกเก็บรักษาไว้ด้วย

รวิภา จบการศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design และได้ทำงานในฐานะสถาปนิกให้กับบริษัทต่างๆ  เช่น Skidmore, Owings and Merrill (SOM), Marble Fairbanks Architects, Caruso St. John Architects, SO-IL และ Thomas Phifer and Partners

แนวคิดด้านการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างสร้างสรรค์นี้ปรากฏชัดในผลงานของเธอ Sewn Into the City โครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดที่จัดโดย Buildner ภายใต้หัวข้อ Re: Form: New Life for Old Spaces เวทีประกวดแห่งนี้ได้ตั้งโจทย์ท้าทายให้สถาปนิกทั่วโลกร่วมคิดค้นแนวทางใหม่ในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่พื้นที่ว่างเปล่าและอาคารร้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ โรงงานสิ่งทอร้างในเมือง Sebeta ประเทศเอธิโอเปีย โดยแทนที่จะเลือกเริ่มต้นจากการรื้อถอน รวิภา กลับเสนอการเติมชีวิตใหม่ให้โครงสร้างเดิมผ่านการสอดแทรกฟังก์ชันใหม่เข้าไป ทั้งพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชน อาคารเดิมไม่ได้ถูกลบหรือปกปิด แต่ถูกฟื้นฟูและปรับบทบาทใหม่ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอีกครั้ง สมกับชื่อโครงการที่สื่อถึงการ “เย็บ” อาคารหลังนี้กลับเข้าไปในผืนผ้าของเมืองโดยรอบ

อีกหนึ่งโครงการของเธอคือ Greenpoint Library and Environmental Education Center ที่ บรู๊กลิน ระหว่างทำงานอยู่ที่ Marble Fairbanks Architects โครงการนี้ตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวกับมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าห้องสมุดสาธารณะทั่วไป แต่เป็นทั้งทรัพยากรของชุมชนและตัวอย่างของการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามาในตอนท้าย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของงานออกแบบตั้งแต่ต้น

อาคารหลังนี้ได้รับการรับรอง Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) Gold และใช้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ทั้งการรับแสงธรรมชาติ แผงโซลาร์เซลล์ หลังคาสีเขียว และระบบจัดการน้ำฝน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Architizer A+ Awards, Award of Merit จาก AIA Brooklyn+Queens Design Awards, รางวัลจาก NYCxDesign 2021 ในสาขา Greater Good: Social and Environmental Impact รวมถึง Design Excellence Award จาก New York Public Design Commission

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารางวัล สำหรับ รวิภา คือความเชื่อที่ยิ่งชัดขึ้นว่า สถาปัตยกรรมจะมีความหมายได้จริง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานทางรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ระดับความใส่ใจต่อบริบท ชุมชน และผลกระทบที่งานชิ้นนั้นมีต่อพื้นที่รอบตัว

ปัจจุบัน รวิภา ทำงานอยู่ที่ Thomas Phifer and Partners หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความประณีตบรรจงของงานออกแบบ ตลอดจนความใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทและรายละเอียดทางเทคนิค บริษัทนี้จึงได้รับคัดเลือกจาก Bureau of Overseas Buildings Operations (OBO) แห่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รับสัญญา Worldwide AE Design IDIQ อันทรงเกียรติ ส่งผลให้ Thomas Phifer and Partners เป็นหนึ่งในเพียง 12 บริษัททั่วโลก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและบริหารจัดการอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลก

ขอบเขตของภารกิจนี้นับว่าใหญ่ไม่น้อย เพราะหน่วยงานดังกล่าวดูแลทรัพย์สินที่ใช้งานจริงมากกว่า 3,000 แห่ง ในกว่า 290 สถานทูตและที่ทำการทางการทูต และงานจำนวนมากภายใต้ภารกิจนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างใหม่เสมอไป    แต่รวมถึงการบูรณะ การปรับปรุง และการนำอาคารเดิมกลับมาใช้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงบทบาททางการทูต

หากมองจากประเทศไทย เส้นทางของ รวิภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ ดีไซเนอร์ไทยเลือกใช้วิถีทางที่ยึดโยงกับอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกก็จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

ในช่วงเวลาที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามเรื่องเราควรสร้างอะไร สร้างอย่างไร และต้องแลกด้วยต้นทุนแบบไหน กำลังถูกถามด้วยความเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม และในบริบทเช่นนี้ การนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ก็ไม่ได้เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการปฏิบัติวิชาชีพอย่างรับผิดชอบ

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์อันเปี่ยมล้นผ่านโครงการที่หลากหลายรูปแบบ ผลงานในอนาคตของ รวิภา รมยะรูป จึงเปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง

น้องมีโชค แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง ‘น้องมั่งมี – น้องแค – น้องแคส’ แจกความน่ารัก ใน Pet Planet

น้องมีโชค แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง 'น้องมั่งมี - น้องแค - น้องแคส' แจกความน่ารัก ใน Pet Planet

น้องมีโชค แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง ‘น้องมั่งมี – น้องแค – น้องแคส’ แจกความน่ารัก ใน Pet Planet

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

คิวทองแค่ไหนก็มา!”น้องมีโชค” พระเอก100ล้าน แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง “น้องมั่งมี” จากบ้าน “ทริชเชียพี่มีโชค” และ “น้องแคน้องแคส” จากบ้าน “คิ้วคือมงกุฎของแค” มาบุกป่วนแจกความน่ารักในรายการ “Pet Planet รักนี้มาหาง” ห้ามพลาด! อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ทางช่อง 3HD

รายการ”Pet Planet รักนี้มาหาง”EPนี้ต้านความน่ารักแทบไม่ไหว ใจละลายไปกับแขกรับเชิญแสนน่ารัก น้องมีโชค (โกฮัง) , น้องมั่งมี (ทรีเซียมีโชค) , แค แคส (คิ้วเป็นมงกุฎของแค)เป็นเทปพิเศษ ที่ทางรายการมอบหมายภารกิจให้พิธีกรแต่ละคนเชิญ แขกรับเชิญหมาแมวที่มีชื่อเสียงมาในรายการ รับรองว่าแม่ๆพ่อๆขอเหล่าสัตว์เลี้ยงมีหางต้องรัก ต้องหลง ต้องมนตร์แขกรับเชิญของเราแน่ๆ 

รายการ“PET Planet รักนี้มีหาง” รายการวาไรตี้อารมณ์ดีอบอุ่นและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง โดยสัปดาห์นี้ทั้ง 3 พิธีกรอย่าง  เอ ไชยา, เอ๋ ดาเรศ และ น้องแป้ง ศรัณฉัตร จะพาไปที่ PET World By ESC Park   

แขกรับเชิญของพี่เอ ไชยา กำลังเป็นกระแส และดังที่สุดแล้วในเวลานี้ พระเอกหนังร้อยล้าน โกฮัง หรือพี่มีโชค และครูโจอี้ มาฟังว่าทำไมได้ไปเป็นพระเอกระดับ 100 ล้าน  เล่าเรื่องราวที่ทีมผลิตภาพยนตร์ค้นหา จนได้เจอพี่มีโชคที่ตรงทุกอย่างตามสุนัขต้นแบบ โกฮัง..หัวใจโกโฮม

แขกรับเชิญของพี่เอ๋ ดาเรศ  คือ ทริชเชียพี่มีโชค – Tricia and Meechok น้องแมวที่ใครเห็นคอนเทนท์ของเค้า ก็จะอดอมยิ้ม น้องทริชเชีย รับเลี้ยงแมวจรตัวแรก คือพี่มีโชค แล้วทำคลิปพูดคุยความนิ่งและความน่ารักของพี่มีโชค  ก็เลยได้ไอเดียทำคอนเทนท์ต่าง ๆมีคนติดตามเป็นล้านไม่ธรรมดา  ครั้งนี้ “น้องมั่งมี”ฝาแฝดหน้าเหมือนของน้องมีโชคเป็นตัวแทนมาออกรายการน่ารักสุดๆไม่ต่างกัน

แขกรับเชิญของแป้งวันนี้ น้องเป็นสายแฟชั่นแบบว่า แซ่บมากกกกก อินฟลูเอนเซอร์ 4 ขาสุดเซ็กซี่ “น้องแคน้องแคส” สุนัขพันธุ์ชิวาว่าจากเพจ “คิ้วคือมงกุฎของแค” มียอดผู้ติดตามในติ๊กต็อกกว่า 1.7 ล้านคน ตกหัวใจผู้ชมสร้างรอยยิ้มผ่านคาแร็กเตอร์จากการโพสท่าจิกกล้องและการแต่งตัวคัฟเวอร์ดาราต่างๆต้องรอชม

ติดตามชมความน่ารักของ “เซเลปมีหาง” ได้ในรายการ “PET Planet รักนี้มีทาง” วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ 2569 เวลา 16.00 น. ทางช่อง 3HD กด 33 และติดตามชมได้ทาง youtube : Pet Planet รักนี้มีหาง , IG: petplanetonline.th , Facebook: Pet Planet รักนี้มีหาง , TikTok: รักนี้มีหาง แอป : ch3plus.com

ห้ามพลาด!!! แฟนๆ รายการสามารถร่วมสนุก โดยส่ง “คลิปลูกรัก” ลุ้นขึ้นจอช่วง “แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง” กันได้  เพียงกด Follow Subscribe ช่องทาง Social Media ของรายการในทุกช่องทาง แล้วโพสต์คลิปน้อง ๆ ลงโซเชียลตัวเอง ติดแฮชแท็ก #แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง  พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ เพียงแค่นี้ก็สามารถลุ้นแจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง ในรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” พร้อมรับของที่ระลึกกันได้ทุกสัปดาห์

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนค้นหาเสน่ห์อาหารไทย จากผืนดินสู่ครัวโลก

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนค้นหาเสน่ห์อาหารไทย จากผืนดินสู่ครัวโลก

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนค้นหาเสน่ห์อาหารไทย จากผืนดินสู่ครัวโลก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรไทย ไปครัวโลก” ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00–17.00 น. ขอเชิญประชาชนร่วมค้นหาคุณค่าและเสน่ห์ของอาหารไทยตั้งแต่ผืนดินไทยสู่ครัวโลก สะท้อนคุณค่าของภาคการเกษตรไทยในฐานะแหล่งผลิตอาหารผ่านองค์ความรู้ด้านเกษตร การจัดการทรัพยากร และการสร้างความมั่นคงทางอาหารจากรากฐานภูมิปัญญา พร้อมเปิดอบรมฟรี 8 หลักสูตรวิชาของแผ่นดิน ที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและสร้างมูลค่าได้จริง ชม ชิม ช็อป ผลผลิตเกษตรคุณภาพในราคาสบายกระเป๋ากว่า 100 ร้านค้า

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “ปัจจุบันอาหารไทยได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ผัดไทย เมี่ยงคำ หรืออาหารพื้นถิ่นจากแต่ละภูมิภาค วันนี้โลกให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัย สุขภาพ และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรง ทั้งวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และวิถีเกษตร ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรไทย ไปครัวโลก” ครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดมุมมองให้เห็นว่า เกษตรไทยสามารถสร้างคุณค่าได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือนทั้งยังเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และถือเป็น Soft Power สำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน” 

ภายในงานจัดเต็มด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ “วิชาของแผ่นดิน” และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ 8 หลักสูตร ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้จากปราชญ์เกษตร เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และผู้ปฏิบัติจริงจากทั่วประเทศ โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหาร การแปรรูปวัตถุดิบพื้นบ้าน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการใช้ภูมิปัญญาไทยสร้างอาชีพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อาทิ หลักสูตรเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน หลักสูตรถังหนอนรักษ์โลก หลักสูตรผักพื้นบ้านสู่ตลาดโลก และหลักสูตรวิถีอาหาร วิถีใจ Food Spirit เป็นต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ นิทรรศการ “จากผืนดินไทย สู่รสชาติที่โลกหลงรัก” โดย “เชฟแตงโม” แห่งครัวงอแง ที่จะพาทุกคนร่วมออกเดินทางผ่านเรื่องราวของอาหารไทยระดับโลก ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบในแปลงเกษตรปลอดภัย ไปจนถึงจานอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ อาทิ แกงเขียวหวาน ผัดไทย มัสมั่น และอีกหลากหลายเมนูน่าทาน นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ “รสชาติแห่งภูมิปัญญา คุณค่าสู่สากล” ที่นำเสนอ 10 พืชผักของไทยในฐานะวัตถุดิบสำคัญของอาหารโลก ผ่านข้อมูลการส่งออกพืชผักสดของประเทศไทยกว่า 278 ชนิด ไปยัง 64 ประเทศทั่วโลก สะท้อนคุณภาพ มาตรฐาน และความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อสินค้าเกษตรไทย

และพลาดไม่ได้กับสีสันของร้านค้าเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 100 ร้านค้า ที่คัดสรรสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายอย่างหลากหลาย ทั้งผักอินทรีย์สดจากแปลง ผลไม้ปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร ขนมพื้นบ้าน เครื่องดื่มสมุนไพร และอาหารไทยจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่หารับประทานได้ยาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้แก่ครอบครัวและชุมชน

เชิญมาสัมผัสเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทย ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ การปลูก การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างมูลค่าและอาชีพจากภูมิปัญญาไทยในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรไทย ไปครัวโลก” 6 – 7 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปทุมธานี  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

‘จระเข้คัดสรร’ ปี 5 สานต่อภารกิจ ชุบชีวิต ‘ขยะพลาสติก’ เป็น ‘ชุดโต๊ะเรียนเพื่อน้อง’

‘จระเข้คัดสรร’ ปี 5 สานต่อภารกิจ ชุบชีวิต ‘ขยะพลาสติก’ เป็น ‘ชุดโต๊ะเรียนเพื่อน้อง’

‘จระเข้คัดสรร’ ปี 5 สานต่อภารกิจ ชุบชีวิต ‘ขยะพลาสติก’ เป็น ‘ชุดโต๊ะเรียนเพื่อน้อง’

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

บจก.จระเข้ คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสานต่อภารกิจ “ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้เพื่อเด็กไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการ “จระเข้คัดสรร” ภายใต้แนวคิด “สร้างฮีโร่ช่วยโลก ให้ขยะเป็นซีโร่” โดยเน้นการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนของประเทศ โดย จระเข้ ได้ชุบชีวิตขยะพลาสติกใช้แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า ผ่านการแปรรูปเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนรักษ์โลกที่ทั้งทนทานและใช้งานได้จริง ซึ่งการนำขยะพลาสติกมาผลิตเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ยังเป็นการจุดประกายให้นักเรียนและชุมชนได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ในปีนี้ได้ส่งมอบชุดโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนรักษ์โลก จำนวน 360 ชุด มูลค่ารวมมากกว่า 700,000 บาท ให้แก่ 12 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและจ.สระบุรีที่เข้าร่วมโครงการ โดยโต๊ะ-เก้าอี้แต่ละชุดผลิตจากวัสดุ rPET รีไซเคิลในสัดส่วนถึง 20% หรือเทียบเท่ากับขวดน้ำพลาสติกขนาด 500 มล. จำนวน 70 ขวดต่อชุด โดยโครงการนี้ สามารถลดขยะพลาสติกได้เทียบเท่าขวดน้ำขนาด 500 มล. รวมกว่า 25,200 ขวด และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,800 kgCO2e ทั้งนี้ ขวดน้ำพลาสติกทั้งหมดมาจากการร่วมแรงร่วมใจในการคัดแยกของพนักงานจระเข้ฯ รวมถึงโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ สะท้อนการเปลี่ยน “สิ่งที่ถูกทิ้ง” เป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

นายวรพจน์ ตั้งมนัสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานการตลาด บจก.จระเข้ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปัญหาขยะพลาสติกเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนด้านสิ่งแวดล้อมของสังคมไทย โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกราว 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 25% จระเข้ พร้อมเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะ และเปลี่ยนสิ่งที่ถูกทิ้งให้เป็นโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทย กิจกรรม “ส่งมอบโต๊ะ-เก้าอี้เพื่อเด็กไทย” ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง นอกจากเราจะได้สร้างประโยชน์ใหม่ๆ จาก ’ขยะ’ ให้กลายเป็นโต๊ะและเก้าอี้ที่แข็งแรง สวยงาม และใช้งานได้จริงแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังความเข้าใจเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดให้แก่เยาวชนไทย ที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เข้ามาร่วมดูแลสังคมในอนาคต จระเข้ เชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ยั่งยืนต้องเติบโตไปพร้อมกับการดูแลผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยเราเดินหน้าทำงานใน 3 มิติหลัก ทั้งการสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง สังคมที่ยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมที่สมดุล

ตลอด 5 ปีของการดำเนินโครงการ “จระเข้คัดสรร” สามารถจัดการขยะรีไซเคิลจากสำนักงานใหญ่ โรงงานสระบุรี และชุมชนโดยรอบ รวมแล้วกว่า 280,000 กิโลกรัม (ระหว่างปี 2565–2568) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 84,000 ต้น (ข้อมูล ณ มีนาคม 2569) นอกจากนี้ จระเข้ยังส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านทีมวิทยากรและพนักงานอาสาสมัครที่ลงพื้นที่จัดอบรมแนวทางการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครและจังหวัดสระบุรี ครอบคลุมตั้งแต่การแยกประเภทขยะ การลดปริมาณขยะที่ส่งเข้าถังขยะทั่วไป กระบวนการรีไซเคิล ไปจนถึงผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการคัดแยกอย่างถูกต้อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกให้เยาวชน

จระเข้ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างที่ใส่ใจทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม พิสูจน์แล้วว่าธุรกิจสามารถเติบโตควบคู่กับสังคมได้อย่างสมดุลผ่านการดำเนินงานที่คำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นๆ ร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และ Net Zero ภายในปี 2050

วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569

วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569

วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 และโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานแถลงข่าวงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” และ โครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” โดย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กรมประชาสัมพันธ์, หน่วยงานรัฐ, เอกชน, ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Gallery 5 หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานแถลงข่าวมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การฉายวิดีทัศน์โครงการฯ การสัมมนาโดย H.E. Ms. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ผู้อาวุโสคณะกรรมการจัดงาน, เอกอัครราชทูตอาวุโสในคณะกรรมการจัดงาน, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมประชาสัมพันธ์ และ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย นางปัจฉิมา ธนสันติ อดีตอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ริเริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2552

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายประสพ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ได้บูรณาการความร่วมมือในการจัด “โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์และเสน่ห์ของผ้าไหมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2569 มีสถานเอกอัครราชทูตเข้าร่วม 72 แห่ง สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 18 แห่ง เอกอัครราชทูตประจําประเทศไทย ร่วมเดินแบบบนเวที 36 ประเทศ รวมถึงเอกอัครราชทูต และคู่สมรสของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และ สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมทั้งหมด 31 ทีม จากอาชีวศึกษา 31 แห่ง มหาวิทยาลัย 48 ทีมจาก 28 แห่งทั่วประเทศ รวมอาจารย์และนิสิตนักศึกษาคณะแฟชั่นสิ่งทอกว่า 1,000 คน

โดยกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร ภายในงานมีนิทรรศการ 30 ผลงานสุดท้ายของการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” มีนิทรรศการเชิงวัฒนธรรม 41 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการ มีซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และมีบูธจำหน่ายสินค้าผ้าไหมคุณภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดพิธีเปิดนิทรรศการไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15พร้อมพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” ณ  Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร มีการจัดแสดงผลงานการออกแบบผ้าไหมร่วมสมัย ชุดเสื้อผ้ากว่า 250 ชุด รวมถึงตัวแทนของรัฐบาลไทยจาก 23 หน่วยงาน อาทิเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น เพื่อเผยแพร่ผลงานของเยาวชนไทยสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป

“กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้แก่เยาวชน นักออกแบบรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการผ้าไหม และร่วมภาคภูมิใจในมรดกภูมิปัญญาผ้าไหมไทยที่ได้รับการต่อยอดสู่เวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน” นายประสพ กล่าว

คุณแหน : 2 มิถุนายน 2569

คุณแหน :  2 มิถุนายน  2569

คุณแหน : 2 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

พยายามลอบสังหาร ประธานาธิบดีทรัมป์ อีกแล้ว!   นับเป็น 4th attempt on his life  หลังจาก 3rd attempt  เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งเดือน   ย้ำเตือนสิ่งที่ บารอนเนส ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ “คุณแหน” ลวท. 12/5/69   ว่าสังคมในสหรัฐฯกว้างใหญ่ไพศาลแถมยังมีสังคมย่อยของชนชาติอีกหลายชั้น   ในมุมหนึ่งนี่คือป่าดงดิบของบุคคลอันตรายยิ่ง “LONE  WOLF” (หมาป่าเดียวดาย) ผู้มีปัญหาจิตเวชเสมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาทำงาน   อันตรายมาก เพราะแม้แต่ Secret Service, FBI, ตำรวจท้องที่หรือเพื่อนร่วมงานต่างไม่รู้เบาะแสของบุคคลดังกล่าวเลย   จึงขอย้ำว่านี่คือเหตุผลที่ทางการสหรัฐฯซีเรียสมาก  กรณีที่มีผู้พยายามส่งสัญญาณอันตราย   บางครั้งสัญญาณครั้งเดียวอาจจะกระตุ้น LONE WOLF สร้างโศกนาฏกรรมที่เราหวาดกลัวได้…

 ฤาครั้งนี้จะเป็นฝันสลาย…กรณีการถ่ายทอดสด  World  Cup  26  สำหรับเมืองไทย   ฟังจากคำแถลงของท่าน อดีตบิ๊กข้าราชการ   อ้างว่า “ฟรีทีวี”  ไม่มีเงินพอซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ FIFA ตั้งราคาแพงเกินไป   ถ้าจะว่าไปแล้วเดิมทีก่อนหน้าที่หน่วยงานรัฐจะมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฟรีทีวี   พวกเขาก็แข็งแรงดีอยู่แล้ว (บางช่องกำไรหลายพันล้านบาทต่อปี)   และการถ่ายทอดสด World Cup เขาก็บริหารจัดการไปด้วยดีทุกครั้ง   เพราะฟรีทีวีเขารู้งานรู้ธุรกิจการค้าดี   พอท่านมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขทีวีแต่ละช่องกลายเป็นขาดทุนร่อแร่   ผู้นำรัฐบาลเองก็เพิ่งประกาศว่าชาวไทยจะได้ดูถ่ายทอดสด World  Cup  26  ชัวร์   ดังนั้นการที่ท่านมาแนะนำให้ไทยใช้วิธียอม “อดดูซักรอบ” เพื่อกดดันตีกลับไปที่ FIFA และ  Main  sponsors  จนในที่สุดฝรั่งต้องย้อนกลับมาอ้อนวอนไทย   ฟังแล้วน่าจะเป็นฝันกลางแดดมากกว่า…อย่างไรก็ตามขอให้เหล่า FC มีกำลังใจไว้   เพราะ บารอนเนส ฟังมาว่าขณะนี้มีการดำเนินการระดับสูงเพื่อหาทางออกที่ดีให้ชาวไทย…

ชื่นชมที่ กระทรวงวัฒนธรรม ได้เสนอให้ “ชุดไทย”ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของไทย ต่อ องค์การยูเนสโก เพื่อคุ้มครองสิทธิระดับชาติ…ยอมรับว่าเห็น”ชุดไทย” เมื่อใด ก็เกิดความรู้สึกภูมิใจในความเป็นชาติไทยเมื่อนั้น

ยังคงเป็น”ลูกกตัญญู” อย่างมั่นคง  ดาราหนุ่ม โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ  ทุ่มเทแรงกาย-แรงใจ และแรงเงินหลายล้านบาทสร้าง สถานปฏิบัติธรรม”เรือนธรรม” ในเนื้อที่ 2ไร่ แถวลาดกระบัง ให้ คุณแม่ปราณี  และเปิดให้คนทั่วไปมาปฏิบัติธรรมฟรีๆ ทั้งนี้สถานที่แห่งนี้เป็นทุนของโป๊ปล้วนๆ ไม่เปิดรับบริจาค เขาทำด้วยความเต็มใจ  เพราะ”ความสุขของแม่ไม่มีคำว่าแพง”…ซาบซึ้งจัง…

รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ นักวิชาการพุทธ – สอนพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎกสไตล์คนรุ่นใหม่ เล่าให้ฟังว่า อาจารย์จัด ธรรมะทอล์ค เป็นลักษณะ นาฏยธรรม โดย เบสออนทรูสตอรี่ เป็นเรื่องราวของ ความรัก การผูกพัน ข้ามภพ ข้ามชาติ  การตื่นรู้ การให้อภัย  ทั้งนี้ใช้ชื่อว่า”จิ๊กซอว์กรรม”จัดในวันที่ 27-28 มิ.ย. (มี 3 รอบ) ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ โดยมี ตั๊ก-นภัสกร เป็นผู้แสดงนำในการถ่ายทอด นาฏยธรรม ครั้งนี้…ซึ่งขณะนี้ตั๋วเข้าชมยังพอมีอยู่บ้าง สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.the concert.com …

ช่วงนี้ พล.ร.ท.พงศ์ชาญ เพ็ชรเทศ ยกครอบครัวไปเยี่ยมหนึ่งในลูกสาวฝาแฝด ที่กำลังเรียนปริญญาโท ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย…

อดีตท่าน ออท.นริศโรจน์ เฟื่องระบิล เป็นกรรมการคอยติดตามคณะถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่มาไทย พร้อมพาไปชมอาหารอร่อยๆให้คนอ่านนำ้ลายสอ…

ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ ไข้หวัดใหญ่เริ่มอาละวาดแล้ว ตอนนี้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ประกาศฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี โดยให้ walk in ไปได้ เริ่ม 2 มิ.ย.นี้…ใครว่า ของฟรีไม่มีในโลก ขอบอกว่า ที่นี่มีของฟรีแน่นอน…

ข่าวดีอีกเรื่อง มีข่าวเพิ่มเติมว่ารถไฟฟ้า 8 สาย ใช้ ไทยช่วยไทย พลัส 60 | 40 ได้ เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย.- 30 ก.ย.นี้ !!…

บารอนเนส

ส.ส.ท.จัดแข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส.ส.ท.จัดแข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส.ส.ท.จัดแข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ส.ส.ท.แข่งหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยปี 69 ถ้วยพระราชทาน “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เทคโนฯปทุมวัน – สกลราชวิทยานุกูล – ร.ร.องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท – ม.กาฬสินธุ์ แชมป์ “พันธุ์เพิ่มศักดิ์” ชี้เป็นเวทีสร้างกำลังคนคุณภาพขับเคลื่อนอนาคตประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการแข่งขันหุ่นยนต์สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี รศ.ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคม ส.ส.ท. คณะกรรมการวิชาการและตัดสินการแข่งขัน และผู้เข้าแข่งขัน เข้าร่วม ณ ห้องไดมอนด์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 เป็นเวทีส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ และการแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการพัฒนาประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่าย ให้กับนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ และผู้สนใจด้านเทคโนโลยี ได้พัฒนาความรู้ ทักษะ และสร้างประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อนำไปต่อยอดในการศึกษา พัฒนาตนเอง และก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อไป

ด้าน รศ.ปราณี กล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2536 และในปี 2569 มีนักเรียนและนักศึกษาจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมกว่า 500 ทีม โดยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขัน ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นเกียรติยศสูงสุดและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่เยาวชนไทยในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สำหรับการแข่งขันในวันนี้ ถือเป็นวันตัดสินแชมป์ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของงาน โดยมีการประลองความสามารถของทีมหุ่นยนต์ระดับหัวกะทิที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมที่จะคว้าตำแหน่งชนะเลิศระดับประเทศ และรับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่เวทีการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ (ABU Robocon 2026) ต่อไป โดยผลการแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 มีดังนี้

1.การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 313 เกมการแข่งขัน “Kung Fu Quest เส้นทางสู่ปรมาจารย์กังฟู”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 50,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) ได้แก่ ทีม MECHATRONICS 1 จาก สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 30,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีม ดอกคูณ จากสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม IVEC 3 Robot จากสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 วิทยาลัยเทคนิคนครนายกและทีม KANKRAO จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

รางวัลหุ่นยนต์อัตโนมัติยอดเยี่ยม (TPA Robot Automation Excellence Award) ได้รับถ้วยรางวัล และเงินรางวัล 15,000 บาท ได้แก่ ทีม iRAP_Savior จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

รางวัล Popular Vote ได้รับถ้วยรางวัล และ เงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ ทีมหนุ่มลำตะคอง จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

2. การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท.-สพฐ. ยุวชน ครั้งที่ 24 เกมการแข่งขัน “Robo Soccer”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 15,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) พร้อมทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ได้แก่ ทีม SAKOLRAJ-CS จาก โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีม KNW_KMITL จาก โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย, สถาบันโคเซ็นพระจอมเกล้าลาดกระบัง

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับ ถ้วยรางวัล เงินรางวัล 5,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม YB-SOCCER จาก โรงเรียนโยธินบูรณะกับทีม KP-NM จาก โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี

3. ชนะการแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท.-สพฐ. ยุวชน ครั้งที่ 26 เกมการแข่งขัน “Robo Rescue with MicroROS”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 15,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) พร้อมทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ได้แก่ ทีม CNTROBOT จาก โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีม Interstellar จาก โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม ROS หลอกหยอกเล่น จาก โรงเรียนราชวินิตบางแก้วและทีม CRMS6_2 จาก โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย

4. การแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. PLC Competition ครั้งที่ 21 “เกมการแข่งขันหุ่นยนต์ยกมวย Robo Punching”

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัล 50,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทอง) พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์ PLC และ SERVO รวมมูลค่า 66,000 บาท จากบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็คทริค แฟคเทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้แก่ ทีม ROBOT.KSU จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 30,000 บาท และเหรียญรางวัล (เงิน) ได้แก่ ทีมลูกพระธาตุพนม A จากมหาวิทยาลัยนครพนม

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับถ้วยรางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท และเหรียญรางวัล (ทองแดง) ได้แก่ทีม RC_AutoBrain1 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี และทีม Re-04_TNI จากสถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น

รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ได้รับถ้วยรางวัล และเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีม Harmonic Wave จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

มช. เปิดพื้นที่เรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ เสริมนักเรียน ม.ปลาย สะสมหน่วยกิต พร้อมต่อยอดสู่รั้วมหา’ลัย

มช. เปิดพื้นที่เรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์  เสริมนักเรียน ม.ปลาย สะสมหน่วยกิต พร้อมต่อยอดสู่รั้วมหา'ลัย

มช. เปิดพื้นที่เรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ เสริมนักเรียน ม.ปลาย สะสมหน่วยกิต พร้อมต่อยอดสู่รั้วมหา’ลัย

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.41 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดรับสมัครผู้เรียนเข้าร่วมโครงการ Entaneer Academy ประจำปี 2569ช่องทางการเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และต่อยอดสู่การประกอบอาชีพวิศวกรในอนาคต ภายใต้แนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง

Entaneer Academy ก่อตั้งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งพัฒนานักเรียน นักศึกษา บุคลากรวัยทำงาน และผู้สนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ พร้อมค้นหาศักยภาพและเส้นทางอาชีพของตนเองไปพร้อมกับการเรียนรู้

ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านรูปแบบการเรียนที่หลากหลาย ทั้งการเรียนในห้องเรียน (On-site) การเรียนออนไลน์ (Online) และการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบ MOOC ซึ่งช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างสะดวกและยืดหยุ่น ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะในยุคดิจิทัล

หลักสูตรพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่หลากหลาย อาทิ แคลคูลัสสำหรับวิศวกรรมศาสตร์ ฟิสิกส์สำหรับนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ วัสดุวิศวกรรม การเขียนแบบวิศวกรรม การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับวิศวกร พื้นฐานการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีโรงงาน และหลักสูตรเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและสังคมดิจิทัล เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจและเป้าหมายทางการศึกษา

จุดเด่นสำคัญของ Entaneer Academy คือการเป็นช่องทางพิเศษสำหรับนักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผู้ที่เรียนจบหลักสูตรและได้รับผลการเรียนระดับ B ขึ้นไป อย่างน้อย 3 หลักสูตร (วิชาหลัก 2 หลักสูตร และวิชาเลือก 1 หลักสูตร) สามารถใช้เป็นคุณสมบัติในการสมัครคัดเลือกผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 Portfolio ได้ นอกจากนี้ ผู้เรียนยังสามารถสะสมหน่วยกิตในระบบ Credit Bank CMU ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับการเทียบโอนหน่วยกิตวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้รับการรับรองจากวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตและสำนักทะเบียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยลดภาระการเรียนและวางแผนการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สมัครต้องเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ หรือผู้ที่มีความสนใจในศาสตร์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยใช้สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) หรือเอกสารแสดงคุณวุฒิการศึกษาเป็นหลักฐานประกอบการสมัคร

ปัจจุบัน Entaneer Academy ภาคการศึกษาที่ 2 ปี 2569 กำลังเปิดรับสมัครผู้เรียน ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2569 โดยเปิดรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 สายวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รวมถึงผู้ที่สนใจเรียนรู้ศาสตร์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผู้สนใจสามารถสมัครและชำระค่าเรียนได้ผ่านเว็บไซต์ Lifelong CMU

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Entaneer Academy หรือโทรศัพท์ 053-942095 และ 053-944179 ต่อ 109