‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกในการรักษามะเร็ง

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกในการรักษามะเร็ง

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกในการรักษามะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพียงได้ยินคำว่า “มะเร็ง”  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนรู้จัก หรือกับคนมีชื่อเสียง อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกได้หลากหลาย ทั้งตกใจ หวาดหวั่น หรือวิตกกังวล ทำให้หลายๆ คนต้องหันมาทบทวนแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองที่ผ่านมาว่ามีพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดมะเร็งหรือไม่ หรืออีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือแนวทางการรักษาใหม่ๆ

องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 ประมาณร้อยละ 76 ภายใน 25 ปีข้างหน้า สำหรับประเทศไทย ข้อมูลในปี พ.ศ. 2562-2564 จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เฉลี่ยประมาณ 140,000 ต่อปี และจากรายงานสถิติสาธารณสุขพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดเฉลี่ยประมาณ 84,000 คน ซึ่งโรคมะเร็งไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งกระทบถึงครอบครัวและสังคมรอบข้าง ทั้งในแง่ของร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

“ภูมิคุ้มกันบำบัด” ทางเลือกใหม่ในการต่อสู้กับมะเร็ง

ในโลกของการแพทย์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การรักษาโรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ด้วยความตั้งใจที่จะลดอัตราการเสียชีวิต ลดผลข้างเคียง และป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งหลายชนิดได้ หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังเป็นทางเลือกใหม่ คือ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” หรือ Immunotherapy ซึ่งได้กลายมาเป็นแนวทางการรักษาที่พลิกโฉมการรักษามะเร็งในยุคปัจจุบัน 

มาทำความรู้จักกับ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ในร่างกายกันก่อน เพื่อที่จะเข้าใจวิธีการรักษาตามแนวทาง “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ให้ดียิ่งขึ้น ระบบภูมิคุ้มกัน เกิดจากการทำงานร่วมกันของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ รวมถึงต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล ไขกระดูก และเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง โดยเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้น

ผศ.ดร.นพ.ลักษมันต์ ธรรมลิขิตกุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

“ภูมิคุ้มกันบำบัด” ใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสู้กับมะเร็ง

ผศ.ดร.นพ.ลักษมันต์ ธรรมลิขิตกุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามะเร็ง โดยใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาเป็น “อาวุธ” ในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของเรามีเซลล์เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่หลักในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้คือ ทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งสามารถตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติได้ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ แต่เซลล์มะเร็งมีความซับซ้อนและชาญฉลาด เพราะมันสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มะเร็งสามารถเติบโตและแพร่กระจายในร่างกาย แต่ด้วยการค้นพบกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้เพื่อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน นักวิจัยจึงสามารถพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง”

ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากการรักษาอื่นอย่างไร

สิ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากการรักษามะเร็งแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่นั้นแทน หนึ่งในรูปแบบของภูมิคุ้มกันบำบัดที่ได้รับความสนใจในขณะนี้คือ ยายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint Inhibitors) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ช่วยเปิดทางและเพิ่มศักยภาพให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถโจมตีเซลล์มะเร็งได้

ไขความลับของอิมมูนเช็คพอยต์ กุญแจสำคัญของการรักษา

โดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีอิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint) เป็นกลไกของร่างกายที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำงานเกินความจำเป็น เช็คพอยต์ตัวสำคัญตัวหนึ่งชื่อ PD-1 อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งสามารถจับกับ PD-L1 ที่อยู่บนเซลล์มะเร็ง เมื่อ PD-1 และ PD-L1 จับกันแล้วจะส่งสัญญาณยับยั้งทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดนี้หยุดกำจัดเซลล์มะเร็ง เปรียบเสมือนการเหยียบเบรกทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหยุดทำงาน

ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นยายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ ซึ่งทำหน้าที่ขัดขวางไม่ให้ PD-1 และ PD-L1 จับกันได้ ทำให้เป็นการตัดสัญญาณยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ จึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งได้

มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่ายายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์นี้สามารถใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น ๆ เช่น ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือการฉายรังสี ในการรักษามะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งเต้านมที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมนและไม่มีตัวรับเฮอร์ทู (ทริปเปิลเนกาทีฟ, triple negative) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจะเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดและรูปแบบการของการใช้ยาให้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ผลข้างเคียง สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มการรักษา

แม้ว่าภูมิคุ้มกันบำบัดจะเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง แต่ยานี้อาจมีผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยควรทราบ ผลข้างเคียงเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นมากจนเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนังอักเสบทำให้มีผื่น ลำไส้อักเสบทำให้มีอาการท้องเสียหรือปวดท้อง ปอดอักเสบทำให้มีอาการไอหรือเหนื่อย ตับอักเสบทำให้มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือระบบต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ ทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จนเกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มีระดับความรุนแรงได้หลากหลาย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางราย อาจมีอาการรุนแรงทำให้แพทย์ต้องพิจารณาหยุดการรักษาชั่วคราว และให้การรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันเพื่อบรรเทาอาการ

ภูมิคุ้มกันบำบัด อีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการรักษามะเร็งรูปแบบหนึ่งที่ใช้การทำงานของร่างกายในการจัดการกับเซลล์มะเร็ง แม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งได้ทุกชนิด และยังมีข้อจำกัดบางประการ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในด้านนี้กำลังสร้างทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแลที่เหมาะสมและการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพราะทุกคนมีเส้นทางการรักษาที่แตกต่างกัน และการร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมแพทย์คือกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคร้ายนี้

‘เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์’ คว้ามาตรฐาน AACI ระดับ Excellence แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

‘เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์’ คว้ามาตรฐาน AACI ระดับ Excellence แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

‘เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์’ คว้ามาตรฐาน AACI ระดับ Excellence แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้อ ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรวัยทำงานและผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปยังคงเน้นการรักษาแบบแยกส่วน ทำให้โรคกระดูกสันหลังและข้อซึ่งมีความซับซ้อน ต้องการการดูแลที่ลึกและเฉพาะทางมากกว่าการบรรเทาอาการเพียงระยะสั้น

นพ.ดิตถพงศ์ บุญอำพล ผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์  กล่าวว่า โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ หรือ เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ (S Spine and Joint Hospital) ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่เล็งเห็นถึงข้อจำกัดของระบบการแพทย์ทั่วไป ซึ่งทรัพยากรมักกระจายไปยังหลายแผนก เช่น สูตินรีเวช กุมารเวชศาสตร์ ศัลยกรรม ฯลฯ ส่งผลให้การดูแลโรคเฉพาะทางอย่างกระดูกสันหลังและข้อที่มีจำนวผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของกรมอนามัยโลกที่รายงานว่า มีจำนวนผู้ที่มีภาวะทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Conditions) ทั่วโลก ประมาณ 1.71 พันล้านคน ที่มีอาการปวดหลัง ปวดคอ ข้อเสื่อม ซึ่งต้องการการฟื้นฟูและการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความเฉพาะทางในการรักษาไม่สามารถลงลึกและครอบคลุมได้เท่าที่ควร

ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสถานพยาบาลที่สามารถใช้ศักยภาพทางวิชาชีพได้อย่างเต็มที่ โรงพยาบาลแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้มีระบบที่ “ตรงจุด” ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์ และกระบวนการดูแลรักษา โดยยึดหลัก “การรักษาที่เริ่มจากความเข้าใจเชิงลึกของโรค” เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนในทุกมิติ

จากการบูรณาการทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และระบบสนับสนุนภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน High Reliability Degree – Excellence จาก American Accreditation Commission International (AACI) สหรัฐอเมริกา นับเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ผ่านเกณฑ์ระดับสูงสุดดังกล่าว

AACI เป็นองค์กรตรวจประเมินมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล ซึ่งได้รับการยอมรับในกว่า 40 ประเทศ การรับรองระดับ High Reliability Degree – Excellence สะท้อนถึงความพร้อมของโรงพยาบาลในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบดูแลผู้ป่วย ความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการรักษา มาตรฐานห้องผ่าตัด ความพร้อมด้านภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงในระดับองค์กร

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ให้การดูแลผู้ป่วยมากกว่า 100,000 ราย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังและข้อที่มีความซับซ้อนหรือเป็นโรคเรื้อรัง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบการรักษาที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางการแพทย์ ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้ป่วยในทุกขั้นตอน

ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ โรงพยาบาลได้นำนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ MIS (Minimally Invasive Surgery) มาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง โดยใช้กล้อง Endoscope ที่มีแผลผ่าตัดขนาดเล็กเพียง 0.5 เซนติเมตร ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และเร่งการฟื้นตัวของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน หลังการรักษา

นอกจากนี้ ยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้บริการ Standing MRI หรือ MRI ท่ายืน ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะกดทับเส้นประสาทและความผิดปกติของกระดูกสันหลังในสภาวะที่ร่างกายรับน้ำหนักจริง เพิ่มความแม่นยำในการค้นหาสาเหตุของอาการปวด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะขณะยืน เดิน หรือเคลื่อนไหว

ปัจจุบัน เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ยังขยายบทบาทสู่การเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์นานาชาติ (International Spine & Medical Technology Center – ISMTC) โดยร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำระดับโลก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านรังสีวินิจฉัยและเวชศาสตร์เฉพาะทางแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ระดับสูงสุดครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของโรงพยาบาลเฉพาะทางไทยในเวทีสากล แต่ยังสะท้อนทิศทางของระบบสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบการรักษาอย่างลึกซึ้ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ปรึกษาโทร. 02-034-0808            

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

ยานแคปซูล เอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) นำลูกเรือทั้ง 4 นายจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS ประกอบด้วย ซีนา คาร์ดแมน นักบินอวกาศจากนาซา วัย 38 ปี ในฐานะผู้บัญชาการยานเอนเดฟเวอร์, ไมค์ ฟินคี นักบินอวกาศชาวอเมริกันวัย 58 ปี, คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นวัย 55 ปี และ โอเลก ปลาโตนอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซียวัย 39 ปี เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัยช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยกางร่มชูชีพลงสู่ผิวน้ำที่สงบนิ่งนอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สิ้นสุดการเดินทางที่ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง นับตั้งแต่ถอนตัวออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS และพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความร้อนสูง

เหตุการณ์นี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซา ที่สั่งยุติภารกิจของลูกเรือบน ISS กลางคัน เนื่องจากเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพของนักบินอวกาศนายหนึ่ง ทำให้ต้องระงับภารกิจบนสถานีอวกาศก่อนกำหนดหลายสัปดาห์ โดยลูกเรือในภารกิจ Crew-11 นี้ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 167 วัน แต่นาซาปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนของนักบินอวกาศที่มีอาการป่วย รวมถึงไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการดังกล่าว อ้างเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

นอกจาก Edvard Munch แล้ว Thiel Gallery ยังมีผลงานของศิลปินนานาชาติที่มีชื่อเสียงมากอีกผู้หนึ่งนั่นคือ Edouard Vuillard เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1868 ที่ Cuiseaux ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นทหารเรือก่อนปลดประจำการมาเป็นผู้เก็บภาษี แม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้าที่อายุอ่อนกว่าบิดาของเขาถึง 27 ปี หลังจากบิดาเขาเกษียณก็ย้ายครอบครัวมาอยู่ปารีสเพื่อให้แม่เขามีร้านตัดเสื้อผ้า เขาเข้าเรียนหนังสือและได้รับทุนการศึกษาจาก Prestigious Lycee Fontaine ซึ่งต่อมาคือ Lycee Condorcet เขาเข้าเรียนสาขาวาทศิลป์และศิลปะโดยหัดวาดภาพเลียนแบบผลงานของ Michelangelo และงานประติมากรรมยุคคลาสสิค เขาได้พบกับศิลปินแนว Nabis หลายคนที่นี่รวมทั้ง Ker Xavier Roussel ซึ่งต่อมาเขาได้กลายเป็นน้องเขย Maurice Denis, Pierre Veber และ Aurelien Lugne-Poe

เดือนพฤศจิกายน 1885 เขาลาออกจาก Lycee และเข้าร่วมกับ Roussel เพื่อทำงานกับ Diogene Maillart ที่ห้องภาพเก่าของ Eugene Delacroix สถานที่ซึ่งทั้งสองได้เรียนรู้วิธีการเขียนภาพ นอกจากนี้เขายังเข้าเรียนที่ Academie Julian และไปเยือนห้องภาพของ William-Adolphe Bouguereau และ Robert Fleury บ่อย ๆ แต่เขาก็ไม่สามารถสอบเข้าเรียน Ecole des Beaux-Arts ได้ในการสอบ 3 ครั้งแรก อย่างไรก็ดี ความพยายามของเขาก็เป็นผลในครั้งที่สี่ เขาสามารถสอบเข้าได้ในเดือนกรกฎาคม 1887  และเข้าเรียนกับ Robert Fleury และปีต่อมาเขาก็เรียนกับ Jean-Leon Gerome เขาเริ่มประสบความสำเร็จจนสามารถนำภาพเหมือนของเขาและ Waroquoy และภาพเหมือนของย่าของเขามาจัดแสดงที่ Salon ได้ในปี 1889 ปลายปี 1889 เขาร่วมกับ Maurice Danis และเพื่อนอีกหลายคนร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Les Nabis ขึ้นโดยผลงานชิ้นแรกของศิลปะแนวนี้คือ The Talisman เขามีชื่อเล่นในกลุ่มว่า Nabi Zouave เพราะเขาเคยเป็นทหารมาก่อน หลังจากนั้นเขาแบ่งสตูดิโอร่วมกับ Bonnard และเริ่มออกแบบตกแต่งโรงละคร ปี 1891 เขาและกลุ่มศิลปิน Les Nabis ได้จัดนิทรรศการครั้งแรกขึ้นที่ Chateau of Saint Germain en Laye

เขาได้ซื้องานศิลปะแท่นพิมพ์ไม้ญี่ปุ่นมากถึง 180 ชิ้นซึ่งส่งอิทธิพลต่องานของเขาอย่างมากในเรื่องความเรียบง่ายและสีที่แตกต่าง นอกจากนี้เขายังทำงานตกแต่งทั้งกระจกสี จานเซรามิค แผ่นพับละครเวทีด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับโรงละคร Theatre d’Art by the young poet Paul Fort ก่อนย้ายไปทำงานตกแต่งภายใน และรังสรรค์งานจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภายในบ้านของคหบดีต่าง ๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการตกแต่งภายในโรงละครทำให้เขาสามารถสร้างผลงานได้รวดเร็วขึ้น  เทคนิคนี้เฉกเช่นเดียวกันกับการวาดภาพปูนเปียกที่ใช้กาวหนังกระต่ายเป็นตัวยึดกับชอล์ก และใช้ตัวฉาบเรียบลงบนผืนผ้าใบอันจะทำให้ศิลปินสามารถที่จะรังสรรค์ภาพได้ละเอียดขึ้นและกันน้ำด้วยอีกต่างหาก

นับจากปี 1892 เขาได้รับการว่าจ้างให้ทำงานตกแต่งหลายแห่งอาทิ ประตูทางเข้า Salon ของครอบครัว Paul Desmarais ห้องภาพของ Siegfried Bing ออกแบบกระจกสีที่หน้าต่างของบริษัท Louis Tiffany ซึ่งผลงานชิ้นนี้สุดท้ายไปจัดแสดงที่ National Society of Fine Arts ยิ่งกว่านั้นเขายังมีชื่อเสียงในวาดรูปสวนสาธารณะ อาทิ The Public Gardens ซึ่งเป็นภาพเด็ก ๆ ในสวนสาธารณะในกรุงปารีส แม้เขาจะมีผลงานจัดแสดงใน Thiel Gallery จำนวนไม่มาก แต่ทุกชิ้นล้วนสวยงาม และมีอัตลักษณ์ของงานแนว Nabis อย่างแท้จริง

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

ในวันที่ตลาดแรงงานเผชิญความท้าทายทั้งด้านการรักษาคนเก่งและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน “งานที่มีความหมาย” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในสายอาชีพ รายงาน Deloitte Global 2025 ระบุว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญกับงานที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (purpose-driven work) และใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกนายจ้าง สะท้อนว่าการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับคุณค่าทางสังคม กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรขนาดใหญ่

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานออกไปทำงานอาสาในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” กับชุมชน ตลอดปี 2568 มีพนักงานอาสามากกว่า 3,800 คน หรือกว่า 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม และศิลปะ สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำแนวคิด skills-based volunteering มาใช้จริง โดยพนักงานนำความรู้และทักษะจากการทำงานไปต่อยอดกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนามุมมอง ความเข้าใจสังคม และความหมายของบทบาทการทำงานของตนเอง

นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือหลักสูตรฝึกอบรม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้คนจริง “การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของบทบาทตัวเองชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม”

เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ธนาคารเปิดให้พนักงานใช้สิทธิ Volunteer Leave ได้ปีละ 3วัน เพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นภาระต่อภารกิจหลักในงานประจำ

ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ มองว่างานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับในชีวิตกับการส่งต่อให้ผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากขึ้น”

เพื่อสะท้อนคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ยูโอบี ประเทศไทย จัดงาน 2025 UOB Heartbeat Employee Volunteer Appreciation เพื่อยกย่องพนักงานและทีมงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลแก่ทีมที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด และทีมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างชัดเจน

การมีส่วนร่วมของผู้นำในแต่ละสายงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาส จัดสรรเวลา ไปจนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบาย คือกลไกสำคัญที่ทำให้งานอาสาไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในวันที่องค์กรต้องแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อผลประกอบการ แต่เพื่อคนทำงานที่มีคุณภาพ งานอาสาที่เชื่อมโยงทักษะจริงกับความต้องการของสังคม กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน – ทั้งต่อธุรกิจและต่อผู้คนภายในองค์กรงานอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่ Best regards

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Golden Globes 2026 หรือ งานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 83 งานประกาศรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของฮอลลีวูด เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 12 มกราคม (ตามเวลาประเทศไทย) นอกจากผลรางวัลที่ทุกคนต่างรอคอยแล้ว แฟชั่นของเหล่าคนดังก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน สัปดาห์นี้เลยชวนมาดูแฟชั่นพรมแดงของเหล่าคนดัง ทั้งสวยทั้งหล่อและชวนประทับใจ

(ภาพ 1-8)

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

ล่าสุด ปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ เริ่มปะทุจากความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงเป็นสถิติใหม่ ตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนและราคาพุ่ง จนกลายเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประท้วงรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นหลายพันคน บางสื่อบอกว่ายอดพุ่งไปถึงหลักหมื่นคน แล้วแต่ว่าติดตามจากสื่อฝั่งไหน และมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ปราบปรามเท่านั้น รัฐบาลอิหร่านยังตัดอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ประท้วงออกไปสู่โลกภายนอก

ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลายเป็นความท้าทายภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำศาสนาอิหร่านในรอบอย่างน้อย 3 ปี และเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป เข้ายึดครองหน่วยงานต่างๆ และย้ำว่าความช่วยเหลือกำลังไปถึง โดยที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความช่วยเหลือนั้นคืออะไร เขากล่าวด้วยว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง แสดงถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำอิหร่าน รวมถึงการข่มขู่ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประท้วง ทรัมป์ยังได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 กับสินค้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วย

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง ?

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้ ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ แม้ชาวอิหร่านมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคน้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม

แต่การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด การประท้วงในอิหร่านมักเกิดขึ้นแบบไร้หัวขบวน แม้จะควบคุมยาก แต่ก็ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นมาเจรจาหรือแทนที่โครงสร้างเดิมได้ทันที ขณะที่การก้าวออกมาของ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม  และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหาร (Basij) ยังคงซื่อสัตย์ต่อระบอบ เพราะผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของรัฐบาล ที่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ‘เดินเกม’ เป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการประท้วง เช่น การตัดอินเทอร์เน็ต และการใช้ AI ตรวจสอบใบหน้า และการใช้การทูตในภูมิภาคเพื่อลดแรงกดดัน

นั่นทำให้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน

ล่มแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ของ เจเรมี โบเว่น บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ที่เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า “ระบอบเผด็จการมักจะล่มสลายแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงพังทลายลงอย่างฉับพลัน” ซึ่งท่อนนี้หยิบยืมมาจากบทประพันธ์ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่พูดถึงวิกฤต ‘ถังแตก’ หมดเนื้อหมดตัว ว่า gradually then suddenly.

โบเว่นบอกว่า แม้สถานการณ์ในอิหร่าน ณ ปัจจุบัน จะ ‘ยังไปไม่ถึงจุดนั้น’ แม้จะดูเหมือนมีความสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอิหร่าน แสดงให้เห็นวิกฤตความชอบธรรมของคณะผู้นำ และสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ตัดขาดจากอุดมการณ์ของรัฐอิสลามอย่างสิ้นเชิง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญมาต่อเนื่องอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง และอัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลต่ออำนาจและความสามารถของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการประชาชนลดลง

ที่ต้องจับตาคือเรื่องของ ‘วิกฤตผู้นำ’

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด

ขณะนี้ คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย และในตอนนี้ ก็มีสัญญาณของความไม่ลงรอย เริ่มมีการเห็นต่างกันในกลุ่มผู้ปกครองว่าจะใช้วิธีปราบปราม หรือผ่อนปรน เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

หากเกิดความขัดแย้งภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง นั่นอาจเป็นชนวนเหตุ ยิ่งหากทหารระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน นั่นคือสัญญาณสุดท้ายของการล่มสลาย เหมือนที่โบเว่นเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่าง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือ อาหรับสปริง ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมั่นคงดีจนกระทั่ง ‘วินาทีที่มันไม่ใช่’

“ระบอบเผด็จการจะดูเหมือนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน จนกระทั่งถึงวันที่มันดูเหมือนไม่เคยมีความมั่นคงเลย” คือมุมมองของโบเว่น ที่เห็นว่า อิหร่านในตอนนี้เหมือน ‘เขื่อนที่มีรอยร้าวซึมอยู่ทั่ว’ แม้แรงดันน้ำจะมหาศาลและรอยร้าวจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวโครงสร้างหลักยังคงยันเอาไว้ได้อยู่ และเรายังไม่เห็นสัญญาณของ ‘การพังทลายของเขื่อน’ ในเร็ววันนี้

แต่อนาคตข้างหน้า…ไม่แน่

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่าการรักษาที่อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก ซึ่งพัฒนามาจากพิษของแมงมุมที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ได้เข้าสู่การทดลองในมนุษย์แล้ว เป็นการศึกษาทางคลินิคระยะที่ 1 ในปัจจุบันจะประเมินความปลอดภัย ความทนต่อยา และขนาดยาที่เหมาะสมของไอบี409 (IB409) ซึ่งเป็นยานวัตกรรมที่พัฒนาจากโมเลกุลในพิษของแมงมุมใยกรวยออสเตรเลีย ที่อาศัยอยู่บนเกาะเฟรเซอร์ รัฐควีนส์แลนด์

ทีมวิจัยเชื่อว่า เอชไอ1เอ (Hi1a) โปรตีนที่สกัดจากพิษของแมงมุมใยกรวย สามารถช่วยลดความเสียหายต่อหัวใจและสมองระหว่างเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการป้องกันการตายของเซลล์ที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน

ซีอีโอของ อินเฟนซา ไบโอไซเอนซ์ (Infensa Bioscience) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่า หากการทดลองทางคลินิคระยะที่ 1 และระยะต่อๆ ไปของไอบี409 แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจหลายล้านคนทั่วโลกได้ ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากภาวะดังกล่าวและโรคหลอดเลือดสมองได้

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่ตลาดแรงงานเผชิญความท้าทายทั้งด้านการรักษาคนเก่งและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน “งานที่มีความหมาย” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในสายอาชีพ รายงาน Deloitte Global 2025 ระบุว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญกับงานที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (purpose-driven work) และใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกนายจ้าง สะท้อนว่าการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับคุณค่าทางสังคม กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรขนาดใหญ่

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานออกไปทำงานอาสาในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” กับชุมชน ตลอดปี 2568 มีพนักงานอาสามากกว่า 3,800 คน หรือกว่า 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม และศิลปะ สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำแนวคิด skills-based volunteering มาใช้จริง โดยพนักงานนำความรู้และทักษะจากการทำงานไปต่อยอดกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนามุมมอง ความเข้าใจสังคม และความหมายของบทบาทการทำงานของตนเอง

นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือหลักสูตรฝึกอบรม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้คนจริง “การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของบทบาทตัวเองชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม”

เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ธนาคารเปิดให้พนักงานใช้สิทธิ Volunteer Leave ได้ปีละ 3วัน เพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นภาระต่อภารกิจหลักในงานประจำ

ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ มองว่างานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับในชีวิตกับการส่งต่อให้ผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากขึ้น”

เพื่อสะท้อนคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ยูโอบี ประเทศไทย จัดงาน 2025 UOB Heartbeat Employee Volunteer Appreciation เพื่อยกย่องพนักงานและทีมงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลแก่ทีมที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด และทีมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างชัดเจน

การมีส่วนร่วมของผู้นำในแต่ละสายงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาส จัดสรรเวลา ไปจนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบาย คือกลไกสำคัญที่ทำให้งานอาสาไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในวันที่องค์กรต้องแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อผลประกอบการ แต่เพื่อคนทำงานที่มีคุณภาพ งานอาสาที่เชื่อมโยงทักษะจริงกับความต้องการของสังคม กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน – ทั้งต่อธุรกิจและต่อผู้คนภายในองค์กรงานอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่ Best regards