เลือกกิน เปลี่ยนโลกได้ เปิดผลจัดอันดับ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย

เลือกกิน เปลี่ยนโลกได้ เปิดผลจัดอันดับ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย

เลือกกิน เปลี่ยนโลกได้ เปิดผลจัดอันดับ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ในวันที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ คุณภาพอาหาร และที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น “ไข่ไก่” ซึ่งเป็นอาหารใกล้ตัวของทุกครัวเรือน กำลังถูกตั้งคำถามมากกว่าที่เคย – ไม่ใช่แค่เรื่องราคาและคุณค่าทางโภชนาการ  แต่รวมถึงชีวิตของแม่ไก่ที่อยู่เบื้องหลังไข่แต่ละฟอง

ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย เปิดเผยรายงาน “การจัดอันดับไข่ไก่ปลอดกรงในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย ปี 2568” ซึ่งเป็นการประเมินครั้งแรกที่รวบรวมข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกชั้นนำ 14 แห่งของไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ค้าปลีกที่เราคุ้นเคย ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์มากน้อยเพียงใด

ไข่ไก่ปลอดกรง คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free Eggs) มาจากแม่ไก่ที่ไม่ถูกขังในกรงตับแคบ ๆ แต่สามารถเคลื่อนไหว กางปีก ทำรัง และแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อสวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาหารที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนมากขึ้น ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแม่ไก่มากกว่า 54 ล้านตัวที่ยังคงถูกเลี้ยงในกรงตับ พื้นที่คับแคบจนเล็กกว่ากระดาษ A4 รายงานฉบับนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือน “กระจกสะท้อน” บทบาทของภาคค้าปลีก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

ใครทำได้ดี ใครยังต้องปรับตัว

จากการประเมินโดยใช้เกณฑ์ 6 ด้าน รวมคะแนนเต็ม 18 คะแนน พบว่า มีเพียง 5 จาก 14 ผู้ค้าปลีก ที่มีการเปิดเผยนโยบายหรือแนวทางเกี่ยวกับการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรงอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่มีผลการประเมินโดดเด่น ได้แก่ Sunshine Market ได้คะแนนสูงสุด 83% (ระดับ A) จากนโยบายที่ครอบคลุมทุกแบรนด์และทุกสาขา พร้อมกรอบเวลาการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน  Rimping ได้ 72% (ระดับ A) จากการประกาศเจตนารมณ์ด้านไข่ไก่ปลอดกรงอย่างเป็นทางการ Tops, Makro และ Lotus’s ได้คะแนนระดับ B (55%) สะท้อนความพยายามและความคืบหน้าบางส่วน แต่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาในด้านความครอบคลุมและความโปร่งใส ขณะที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่ง เช่น 7-Eleven, Big C, Villa Market, Foodland, Lawson 108, MaxValu และ Gourmet Market ยังไม่พบข้อมูลนโยบายไข่ไก่ปลอดกรงที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

หทัย ลิ้มประยูรยงค์ และ ศนีกานต์ รศมนตรี

เมื่อทางเลือกบนชั้นวางสินค้า ส่งผลมากกว่าที่คิด

ศนีกานต์ รศมนตรี กรรมการผู้จัดการ ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย ระบุว่า รายงานฉบับนี้ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นภาพชัดขึ้นว่า การเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน สามารถเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับอุตสาหกรรมได้

“ผู้ค้าปลีกคือผู้กำหนดทิศทางตลาด หากมีนโยบายที่ชัดเจนและโปร่งใส ก็จะช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งห่วงโซ่อุปทาน และตอบรับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ได้”

ด้าน หทัย ลิ้มประยูรยงค์ ผู้จัดการฝ่ายโปรแกรม ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย เสริมว่า แม้ความคืบหน้าบางส่วนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องอาศัยความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่

เทรนด์โลกกำลังไปทางไหน

ในหลายประเทศยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และลักเซมเบิร์ก ได้ยกเลิกการใช้กรงตับอย่างสมบูรณ์ ขณะที่บริษัทอาหารและค้าปลีกระดับโลกจำนวนมาก ต่างให้คำมั่นจัดหาไข่ไก่ปลอดกรงในห่วงโซ่อุปทานของตน แคโรลินา กาลวานี กรรมการบริหาร ซิเนอร์เจีย แอนิมอล มองว่า นี่คือโอกาสของภาคค้าปลีกไทยในการก้าวทันมาตรฐานสากล และแสดงบทบาทผู้นำด้านอาหารที่มีความรับผิดชอบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไลฟ์สไตล์เล็กๆ ที่สร้างผลลัพธ์ใหญ่

รายงานฉบับนี้ตอกย้ำว่า การดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายหรือเลือกอาหารคลีน แต่รวมถึงการตั้งคำถามกับที่มาของอาหารบนจานในแต่ละวัน สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อไข่ไก่ปลอดกรง อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการสร้างระบบอาหารที่เป็นมิตรกับทั้งคน สัตว์ และโลกใบนี้มากขึ้น

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็ม “การจัดอันดับไข่ไก่ปลอดกรงในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย ปี 2568” ได้ที่ http://www.breakingfreefromcages.com

ปิดฉากเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ส่งมอบความสุขแรกแห่งปี กระจายรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 1 ล้านบาท

ปิดฉากเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4  ส่งมอบความสุขแรกแห่งปี กระจายรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 1 ล้านบาท

ปิดฉากเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ส่งมอบความสุขแรกแห่งปี กระจายรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 1 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 เทศกาลแห่งความสุขที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร กับเครือข่ายภาคเอกชนนำโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) วัน แบงค็อก (One Bangkok) พร้อมด้วยพันธมิตรด้านความยั่งยืนอีกมากมาย โดยปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่สีเขียว 4 สวนใจกลางกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ อุทยานเบญจสิริ และสวนปทุมวนานุรักษ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยง “เมือง-สวน-ป่า-น้ำ” เข้ากับวิถีชีวิตของเยาวชน ชุมชน และคนกรุงเทพมหานครได้อย่างสมดุล

นอกเหนือจากกิจกรรมสร้างสรรค์ที่อัดแน่นตลอดทั้งงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้คนกรุงได้ร่วมสัมผัสและชื่นชมความงดงามของนิทรรศการอันงดงาม เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลาที่ทรงงาน พระองค์ได้ทรงส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ “ป่า” และ “น้ำ” ซึ่งเป็นต้นธารแห่งชีวิตของประชาชนไทย ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสที่ทรงเคยรับสั่งว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ” มาเป็นแนวทางการจัดงาน “กรุงเทพดีต่อใจ” อีกด้วย

ตลอด 3 วันมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่งในทุกมิติ ได้เห็นรอยยิ้มของทุกเพศทุกวัยที่มาร่วมเติมพลังกายและใจ เริ่มตั้งแต่กิจกรรมเสริมสิริมงคลทำบุญตักบาตรรับสุขแรกแห่งปี ฟังธรรมยามเช้าเริ่มต้นปีด้วยใจที่สงบ โดยพระเมธี วชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ที่ได้รับความสนใจจากสาธุชนเข้าร่วมรับฟังธรรมยามเช้ามากกว่า 600 คน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ทั้ง Kids Climbing, Chess Kids Club, Nature Journey Workshop,ระบายสีกลางสวนและฟังนิทานแสนสนุก, Nature Walk, บันทึกธรรมชาติ และ Open Sense to Nature เปิดประสาทสัมผัส สัมผัสธรรมชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจนมีผู้เข้าร่วมเต็มทุกกิจกรรม

สำหรับสายสุขภาพ กิจกรรม Yoga in the Park และ Sound Bath ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมีผู้สนใจ Walk-in เข้ามาร่วมฝึกโยคะเบาๆ ยามเช้า และยามเย็นท่ามกลางพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นของสวนเบญจกิติ รวมถึง Workshop CPR ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง

ด้านกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นจากปีที่แล้ว  SX WASTE MANAGEMENT STATION เปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจร่วมคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตามประเภท ส่งผลให้สามารถนำขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้จำนวน 31 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 52 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ SX REPARTMENT STORE ได้รับสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วจากผู้ร่วมงานเพื่อนำมาบริจาคจำนวนกว่า 369 ชิ้น และได้นำไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา เรียกว่าจากความร่วมมือเล็กๆ ของทุกคนในการทิ้งให้ถูกประเภทและร่วมกันแบ่งปันได้ต่อยอดเป็นผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม

นอกจากนี้ กิจกรรมใหม่อย่าง การฝึกชี่กงในสวน โดย A ROOT by THAI GROUP, ถ่ายภาพนกและธรรมชาติ กับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (RPST), SATI APP “ม้านั่งมีหู” และ กิจกรรมFIRST JOY RUN กับ 100 PLUS PRO ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ที่มาร่วมใช้ชีวิตดีๆ บนพื้นที่สีเขียวร่วมกัน

อีกหนึ่งสีสันของเทศกาลแห่งความสุขของคนรักการชอปปิ้ง นั่นคือ “มีสุข ฟาร์มมาร์เก็ต” ตลาดนัดชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้เข้าร่วมงานเลือกซื้อสินค้า สร้างความคึกคักตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ส่งผลให้ยอดจำหน่ายสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับร้านค้าชุมชนและวิสาหกิจชุมชนรวมกว่า 1,026,400 บาท จาก 34 ร้านค้า สะท้อนพลังของการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นับเป็นอีกหนึ่งเทศกาลแห่งความสุขที่ให้คนกรุงได้ฮีลใจ ฮีลกาย บนพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ที่จะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความประทับใจเป็นสุขแรกแห่งปี

Under Armour เปิดตัว UA Velociti Series คู่ซ้อมใหม่คู่ใจหนุ่มสาวนักวิ่ง

Under Armour เปิดตัว UA Velociti Series คู่ซ้อมใหม่คู่ใจหนุ่มสาวนักวิ่ง

Under Armour เปิดตัว UA Velociti Series คู่ซ้อมใหม่คู่ใจหนุ่มสาวนักวิ่ง

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) แบรนด์กีฬาชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา เอาใจหนุ่มสาวนักวิ่งเพื่อแข่งขันและนักวิ่งทั่วไป เปิดตัว UA Velociti Series คอลเลคชั่นรองเท้าวิ่งใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งวันแข่งขันและการฝึกซ้อมในทุกวัน โดยไฮไลต์หลักอยู่ที่ UA Velociti Elite 3 รองเท้าวิ่งตัวท็อปสาย Performance ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในสนามระดับโลก ผ่านชัยชนะของ Sharon Lokedi นักวิ่งมาราธอนหญิงระดับท็อปที่เลือกใส่รุ่นนี้ลงแข่ง Boston Marathon 2025 และคว้าแชมป์พร้อมทำลายสถิติสนาม ด้วยเวลา 2:17:22 ชั่วโมง

UA Velociti Series  ออกแบบเพื่อความเร็วและระยะทาง เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่นหลัก ได้แก่ UA Velociti Elite 3 สำหรับวันแข่งขันและทำเวลาให้ดีที่สุด UA Velociti Distance รองเท้าวิ่งซ้อมประจำวันที่รองรับการใช้งานหนักและระยะทางยาว ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาจากเทคโนโลยีล่าสุดของ Under Armour เพื่อตอบสนองการใช้งานของนักวิ่งที่หลากหลาย ตั้งแต่นักวิ่งสายแข่งขันที่ต้องการความเร็วสูงสุด ไปจนถึงนักวิ่งทั่วไปที่ต้องการความนุ่ม สบาย และทนทานในทุกกิโลเมตร

UA Velociti Elite 3 – Super Shoe สำหรับวันแข่งขัน

เป็นรองเท้าวิ่งรุ่นท็อปที่ถูกออกแบบมาสำหรับ Race Day โดยเฉพาะ พัฒนาให้เบาขึ้น เร็วขึ้น และตอบสนองไวขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ HOVR+ SuperFoam แบบสองชั้น  โฟม HTPU ที่เด้งและคืนพลังงานได้สูง ผสานแรงส่งในทุกย่างก้าวแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เต็มความยาว ช่วยเพิ่มแรงดีด (propulsion) และการเร่งความเร็วได้อย่างฉับไว อัปเปอร์ Leno-Weave น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี กระชับเท้าโดยไม่เพิ่มภาระ

UA Velociti Distance – รองเท้าวิ่งที่พร้อมสำหรับทุกวัน

คือรองเท้าวิ่งสำหรับการซ้อมยาว วิ่งสะสมระยะ และใช้งานเป็นประจำทุกวัน โดยถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น ตัวแทนรุ่นใหม่ของ UA Infinite Elite เดิม พร้อมอัปเกรดด้วยนวัตกรรมที่ให้ความนุ่ม เด้ง และสวมใส่สบายยิ่งกว่าเดิม Full-Length HOVR+ Midsole พื้นโฟมเต็มแผ่นที่ให้การรองรับแรงกระแทกอย่างสม่ำเสมอ พร้อมคืนพลังงานได้ดีในทุกก้าว Translucent Mono Mesh Upper – อัปเปอร์ผ้าโปร่งใส น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี และเผยโครงสร้างเทคโนโลยีภายใน Midsole Frame โปร่งใส– เสริมการทรงตัวและเผยดีไซน์โชว์เม็ดโฟม HTPU แบบเต็มความยาว รองรับการใช้งานหนัก โครงสร้างทนทานพร้อมพื้นรองเท้าที่ออกแบบเฉพาะจุด ให้ความมั่นคงในทุกระยะ เป็นรองเท้าที่นักวิ่งทุกระดับสามารถ “ใช้งานได้ทุกวัน”ตอบโจทย์ทั้งความต้องการทั้งความสบาย และการตอบสนอง

พบกับแคมเปญสนุก ๆ ในเดือนมกราคม นี้

Under Armour เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษให้เหล่านักวิ่งได้ ทดลองรองเท้า Velociti Distance ในการวิ่งจริง ตลอดเดือนมกราคมนี้ โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง Jetts Fitness และ กลุ่ม Run Club ที่เป็นที่นิยมหลากหลายกลุ่มในไทยเพื่อจัดเซสชันวิ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์รองเท้ารุ่นใหม่ในสถานการณ์จริง พร้อมคำแนะนำจากโค้ชและนักวิ่งผู้เชี่ยวชาญ โดยสามารถติดตามตารางกิจกรรมและรายละเอียดการลงทะเบียนได้ทาง Instagram: @underarmourth

สำหรับประเทศไทย Under Armour  นำเสนอเรื่อวราวของจุดเริ่มต้นการวิ่งที่สร้างแรงบันเดาลใจของนักวิ่งรุ่นใหม่ ในหลากหลายบทบาท นำโดย คุณรัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นักแสดงและนักกีฬาชื่อดัง ผู้เลือกเริ่มต้นวิ่งด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือการทำบางสิ่งเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อสปอร์ตไลท์หรือการยอมรับจากใคร แต่เป็นการก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยลมหายใจของตัวเองและสองขาของตัวเอง ทุกก้าวที่เกิดขึ้นไม่ต้องมีใครเชิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจลงมือทำ

นอกจากนี้ ยังมี โจนาธาน เข็มดี นักฟุตบอลขวัญใจชาวไทยและ  อีฟ ดาเรศ สุรเจริญพงศ์ อินฟลูเอนเซอร์สายวิ่ง ที่ร่วมถ่ายทอดเส้นทางการเริ่มต้นการวิ่งในแบบของตัวเอง เพื่อสะท้อนแนวคิด No Invitation Needed ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มีหัวใจเดียวกัน คือการเลือกลงมือทำและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

นักวิ่งที่สนใจจับจองรองเท้าตอบโจทย์สายวิ่ง Under Armour พร้อมวางจำหน่ายทั้ง 2 รุ่นแล้ว โดยวางขายพร้อมกันที่ UA Brand House ในวันที่ 15 มกราคม 2569 และช่องทางออนไลน์: http://www.underarmour.co.th และช่องทางออนไลน์ผ่าน http://www.underarmour.co.th   ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: UnderArmourThailand, Instagram: underarmourth, หรือเว็บไซต์ underarmour.co.th 

คุณแหน : 17 มกราคม 2569

คุณแหน : 17 มกราคม 2569

คุณแหน : 17 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 60 แก่ผู้สำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปีการศึกษา 2567-2568 จัดระหว่าง 17-22 ม.ค. ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยเชี ยงใหม่…ขอแสดงความยินดีกับ บัณฑิตใหม่ มช.ทุกท่านมา ณ โอกาสนี้…
  • เว็บไซต์ The Times Higher Education เผย ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ปี 2026 ซึ่งได้ทำการประเมินและจัดอันดับ 2,191 แห่งจาก 115 ประเทศ โดยตัวชี้วัดการประเมินได้แก่ การสอน สภาพแวดล้อมการวิจัย คุณภาพการวิจัย อุตสาหกรรม และมุมมองระหว่างประเทศ ในการจัดอันดับปี 2026 ซึ่ง 10 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ติดอันดับ ดังนี้ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2)มหาวิทยาลัยมหิดล 3)มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 4)มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 5)มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 6)มหาวิทยาลัยขอนแก่น 7)มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 8)มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 9)มหาวิทยาลัยสุรนารี 10)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ผศ.นาฎยา ตนานนท์ บินกลับเชียงใหม่โดยแอร์เอเชีย ปรากฎว่า อาจารย์ลืมเอกสารสำคัญไว้ที่สนามบินดอนเมือง แต่ก็สามารถตามคืนได้ครบทุกรายการอย่างน่าอัศจรรย์ใจ…จึงฝากขอบคุณ พนักงาน ทอท.ทั้งที่ ทดม. และ ทชม.รวมทั้งพนักงานสายการบินแอร์เอเชียที่เกี่ยวข้องทุกแผนก มา ณ โอกาสนี้ ที่ทำให้อาจารย์ได้รับเอกสารสำคัญคืนถึงมือครบถ้วนในที่สุด…
  • เรื่องเล่าฉลองอายุครบ 6 รอบของ ผศ.นาฏยา ตนานนท์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทราบว่า ป่วยไข้ไม่สบาย ถึงกับล้มหมอนนอนโรงพยาบาล เพราะตื่นเช้ามา ด้วยอาการคลื่นเหียน เวียนหัว ต้องเรียก1669 มารับตัวไปแอดมิทที่ รพ.สวนดอก ซึ่งหลังจากเยียวยา 1 คืนก็ฟื้นตัวกลับบ้านได้เป็นที่เรียบร้อย…
  • สมาคม YWCA เชียงใหม่ แต่งตั้งกรรมการอำนวยการชุดใหม่ได้ พิมล ปัญจสวัสดิ์วงศ์ เป็นนายกสมาคม มัทนา แสงสว่างวัฒนะ และ ผศ.นาฏยา ตนานนท์ เป็นอุปนายกสมาคม คนที่ 1 และ 2 ตามลำดับ…
  • ช่วงนี้หลายจังหวัดในภาคเหนืออากาศเย็นสบาย จะเห็นได้ว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมากมายหลั่งไหลไปเที่ยวที่นั่น นอกจากความที่คนเหนือเป็นเจ้าบ้านหัวใจงาม ให้การต้อนรับแขกแก้วที่มาเยือนอย่างน่าประทับใจ บวกกับอากาศก็แสนสบาย ทำให้เศรษฐกิจที่ได้จากการท่องเที่ยวดีขึ้นมากมาย…ขอแสดงความยินดีด้วย…เกี่ยวเนื่องจากการเป็นเจ้าบ้านน้ำใจงาม รัชนีวรรณ รัชตะประทาน ดูแลรุ่นพี่ที่เคารพตั้งแต่เหยียบพื้นดินเชียงใหม่พาไปทานอาหารเช้า สั่งไส้อั่วแคปหมู น้ำพริกหนุ่มเจ้าอร่อยให้ลองชิม แถมตอนเย็นพาไปร้องเพลงแกล้มไวน์ ทั้งนี้โดยมีคู่ชีวิต สัณชัย ร่วมเอนเตอร์เทนด้วยอย่างอบอุ่น…สร้างความปลาบปลื้มแก่ผู้มาเยือนเป็นยิ่งนัก…
  • สว.คู่นี้ก็เช่นกัน สมกับเป็นเจ้าบ้านที่น่ารักของเพื่อนๆ ทั้ง ประนอม-สมจิต เฉินบำรุง พอได้ข่าวเพื่อนสนิทจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ รีบเคลียร์คิวให้ว่างและจัดตารางเพื่อพาทัวร์ โดยไม่ลืมพาไปร้านโปรด พร้อมให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศอ่างแก้วแวววาว คุยเรื่องเก่า เล่าความหลัง เมื่อครั้งเป็นเฟรชชี่ มช. กว่า 50 ปีที่ผ่านมาด้วย…
  • @ Chailai Grace ดอกกุหลาบพันธ์ุอังกฤษหลากหลายสี พากันเบ่งบานสวยงามมาก ทำให้ ไฉไล โกมารกุล ณ นคร มีแขกมากมายให้ดูแล ทั้งที่มาพักค้างคืน และเข้ามาถ่ายรูปกับบรรยากาศงามๆ ดอกไม้แสนสวย รวมทั้งใช้บริการ After noon tea ที่มีชาหอมๆและขนมอร่อย ที่เธอประดิดประดอยปรุงรสมาเสิร์ฟ โดยเฉพาะ สโคน พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ลำแต้ๆเจ้า !!…

บารอนเนส

อพท. ร่วมกับ กรมอุทยานฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เดินหน้าโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง! พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนสู่ระดับสากล

อพท. ร่วมกับ กรมอุทยานฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ  เดินหน้าโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง! พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนสู่ระดับสากล

อพท. ร่วมกับ กรมอุทยานฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เดินหน้าโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง! พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนสู่ระดับสากล

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมกับ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงและแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งเป้าบริหารจัดการให้ยั่งยืนตามมาตรฐานสากล เชื่อมั่นกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงพร้อมเปิดบริการนักท่องเที่ยวปลายปี 2570

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้แนวทาง “การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ที่เน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2568 อพท. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการออกแบบกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง และเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในระดับนโยบายและปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิผล จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกันระหว่าง อพท. และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 ได้แก่ การส่งเสริม สนับสนุนและประสานงานในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยมีเป้าหมายในการร่วมกันศึกษาวางแผน บริหารจัดการ และพัฒนาพื้นที่พิเศษในความรับผิดชอบขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และฉบับที่ 2 ได้แก่ การศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่พิเศษของ อพท. โดยมีเป้าหมายในการร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนข้อมูลในการปฏิบัติงาน และการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวต่อว่า บันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นร่วมกันของ อพท. และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการสนับสนุนการพัฒนาโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่พิเศษ ให้ดำเนินงานได้อย่างบรรลุวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และเป็นประโยชน์สุขต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทุกเสียงคือพลังในการกำหนดทิศทางของพัฒนา และพร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้การพัฒนาโครงการกระเช้าไฟฟ้าแห่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความเข้าใจ และการพัฒนาอย่างสมดุลที่ยืนอยู่บนรากฐานของความรับผิดชอบร่วมกัน

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการของทั้งสองหน่วยงาน  เพื่อให้การดำเนินโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด  โดยยึดหลักการอนุรักษ์เป็นสำคัญ ควบคู่กับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม  ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมให้การสนับสนุนด้านข้อมูล วิชาการ และการกำกับดูแลตามภารกิจ เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานด้านการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว  นอกจากความร่วมมือในส่วนของโครงการศึกษาความเหมาสมและเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไปฟ้าภูกระดึงแล้ว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังมีความร่วมมือที่ขยายผลไปยังพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่มีความเหมาะสม ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่อยู่ในกรอบกฎหมายของทั้งสองหน่วยงานเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากร และประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจ ออกแบบรายละเอียดโครงสร้าง และจัดทำรายงาน EIA ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอรายงาน EIA เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2569 (โดยประมาณ) และกำหนดปักหมุดเสาต้นแรก ในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมกำหนดการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ในช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2570

“SEE ISAN EXPO 2026” มหกรรมสุดยอดสินค้าดีศรีอีสาน เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดสากล

“SEE ISAN EXPO 2026” มหกรรมสุดยอดสินค้าดีศรีอีสาน เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดสากล

“SEE ISAN EXPO 2026” มหกรรมสุดยอดสินค้าดีศรีอีสาน เชื่อมเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดสากล

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับเศรษฐกิจฐานรากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเป็นรูปธรรม เตรียมจัดงาน “SEE ISAN EXPO 2026 (ศรีอีสานเอ็กซ์โป)” ภายใต้โครงการยกระดับการค้าภาคอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) สู่โอกาสทางการค้าในระดับประเทศและนานาชาติ (Global Opportunity) ระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลาระหว่าง 10.00–20.00 น.

มหกรรมสินค้าดีศรีอีสาน SEE ISAN EXPO 2026 ถือเป็นหนึ่งในกลไกเชิงนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รวมถึงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจฐานราก และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเสริมสร้างเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศ ทั้งด้านการเกษตรและวัตถุดิบต้นน้ำ อาทิ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง อีกทั้งมีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งในการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านรายได้เฉลี่ยต่อหัว โอกาสทางการตลาด และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ SEE ISAN EXPO จึงถูกพัฒนาให้เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเชิงบูรณาการ ที่ผสานการแสดงสินค้า การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงตลาดเข้าไว้ด้วยกัน โดยภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการจากกว่า 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้ง 4 จังหวัดที่ได้รับผลจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 210 คูหา ครอบคลุมสินค้าเกษตรสร้างมูลค่า อาหาร สินค้านวัตกรรม ผ้าทออัตลักษณ์ และสินค้า Local Plus สินค้าท้องถิ่นเพิ่มมูลค่าที่มีศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์และขยายตลาดในระยะยาว

ไฮไลท์ของงานประกอบด้วยกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรมส่งเสริมการค้าดิจิทัล อาทิ Live Commerce และคลินิกให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ และการส่งออก ควบคู่กับ Pavilion Showcase ที่สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจอีสานผ่านการออกแบบเชิงกลยุทธ์ โดย “SEE ISAN Pavilion” นำเสนออัตลักษณ์และห่วงโซ่มูลค่าของสินค้าอีสาน ตั้งแต่ฐานการผลิต ภูมิปัญญา ไปจนถึงสินค้าที่พร้อมแข่งขันในตลาดสากล ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป สิ่งทอ หัตถกรรม และสินค้า GI จาก 20 จังหวัด ขณะที่ “พนมดงรัก Pavilion” ชูบทบาทอีสานใต้ในฐานะประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงศักยภาพสินค้าและวัฒนธรรมของ 4 จังหวัด สู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

กระทรวงพาณิชย์คาดว่า SEE ISAN EXPO 2026 จะเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าใหม่ และสนับสนุนบทบาทของอีสานในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในระยะต่อไป

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ info.seeisanexpo2026@gmail.com

‘รมว.ซาบีดา’ เปิดการเสวนาเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘รมว.ซาบีดา’ เปิดการเสวนาเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘รมว.ซาบีดา’ เปิดการเสวนาเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ซาบีดา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดการเสวนาเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยมและนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมไทยประยุกต์สู่สากล พร้อมด้วย คณะทูตานุทูต ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ,ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะที่ปรึกษาโครงการชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย , กิตติพร ใจบุญ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และ ศิวพร  ฉันทไกรวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มเผยแพร่และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เข้าร่วมพิธีเปิด ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

ซาบีดา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างกว้างขวาง ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ พร้อมกันนี้ ยังเป็นการ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่าง ๆ ในเวลาต่อมา ได้พระราชทาน “ชุดไทย” ให้เป็นชุดประจำชาติ สำหรับสวมใส่ในวาระโอกาสต่าง ๆ และเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอไทย นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพิจารณาขึ้นทะเบียน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ การแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การยูเนสโก ซึ่งจะได้รับการพิจารณาในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569

ด้าน ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดำเนินการโครงการส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมไทยประยุกต์สู่สากล กิจกรรมการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม  ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม เผยแพร่ และถ่ายทอดองค์ความรู้ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้อย่างกว้างขวาง ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการสวมใส่ชุดไทยและผ้าไทยในชีวิตประจำวันและในโอกาสสำคัญต่างๆ รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจ ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญ การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบสาน ให้ชุดไทยพระราชนิยมสามารถดำรงอยู่อย่างมีคุณค่า คู่ชาติไทยตลอดไป ที่สำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับการเสนอให้ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การแสดงแฟชั่นโชว์ เดินแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ มรดกแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเสื้อพระราชทาน 3 แบบสำหรับสุภาพบุรุษ โดยดาราและศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย อาทิ ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์ , หมิว-ณัชชา  เตชะมงคลาภิวัฒน์ และ กชเบล-ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ ซึ่งออกแบบและตัดเย็บชุดไทยพระราชนิยม โดย ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พุทธศักราช 2562  และ จารุต ภิญโญกีรติ ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญการตัดเย็บชุดไทย (PetchBoutique – ห้องเสื้อเพชร) และออกแบบและตัดเย็บเสื้อพระราชทานสำหรับสุภาพบุรุษ โดย ศิริชัย ทหรานนท์ ดีไซเนอร์และเจ้าของ  แบรนด์ Theatre และ ภาวันต์ หอมศิลป์กุล ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ Broadway Tailor

การเสวนาเรื่อง ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ มรดกแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญเรื่องชุดไทยพระราชนิยม ได้แก่ อาจารย์ ดร.กรกลด คำสุข อาจารย์ ดร.ศิบดี นพประเสริฐ และ ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  

นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุน ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา นักออกแบบตัดเย็บชุดไทย ผู้ผลิตชุดไทย ผู้ประกอบการผ้าไทย ผู้ให้เช่าชุดไทย และประชาชนผู้สนใจ ได้รับทราบ รับรู้องค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม ที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ซึ่งถือเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่มีศักยภาพ สามารถนำมาสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศต่อไป

สำหรับโครงการส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมไทยประยุกต์สู่สากล กิจกรรมการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม จะเป็นการดำเนินงานในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบด้วย  1) จัดทำสื่อองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม โดยจัดทำต้นฉบับหนังสือ วีดิทัศน์ แผ่นพับ รวบรวมองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  2)จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การถ่ายทอดทักษะและองค์ความรู้ในการตัดเย็บและการตกแต่งประดับลวดลายชุดไทยพระราชนิยม จำนวน 2 ครั้ง ซึ่งได้จัดเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568  ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดอุดรธานี 3) จัดงานเสวนาเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยมและการจัดนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 2 ครั้ง คือครั้งนี้ และครั้งที่ 2ในวันที่ 23 มกราคม 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น 4) การจัดกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมไทยประยุกต์สู่สากล ได้ที่ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ร้อยดวงใจ ถักทอสายใย แห่งความหวัง ในงาน ‘ธรรมศาสตร์รวมใจรักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน’

ร้อยดวงใจ ถักทอสายใย แห่งความหวัง ในงาน ‘ธรรมศาสตร์รวมใจรักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน’

ร้อยดวงใจ ถักทอสายใย แห่งความหวัง ในงาน ‘ธรรมศาสตร์รวมใจรักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน’

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ Beauty Gems และชมรมเพลินไทยสมัยนิยม ชวนย้อนรำลึกความงดงามแห่งสยาม ในค่ำคืนการกุศลกับงาน “ธรรมศาสตร์รวมใจรักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย รายได้นำไปสมทบทุนก่อสร้าง “อาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา (อาคาร 90 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)” เพื่อมอบโอกาสและต่อลมหายใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมผ่านเครื่องแต่งกาย “ชุดไทยยุครัตนโกสินทร์ ชุดไทยพระราชนิยม หรือผ้าไทยสากลร่วมสมัย” ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569  เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ The Event Hall ชั้น 3 เซ็นทรัลชิดลม

งาน “ธรรมศาสตร์รวมใจรักษ์ผ้าไทยคู่แผ่นดิน” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยตระหนักในพระราชกรณียกิจในแขนงต่างๆ ที่ทรงปฏิบัติโดยตลอดพระชนมชีพ ที่ล้วนเป็นคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อประชาชนไทยในทุกภาคส่วน สำหรับงานนี้คณะกรรมการได้เลือกจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทย ด้วยตระหนักว่า ทรงให้กำเนิดมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อเป็นสถานที่ฝึกวิชาชีพด้านงานฝีมือ โดยเฉพาะการทอผ้าเพื่อให้ราษฎรนำไปเป็นอาชีพเสริมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานแบบชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบ ให้แก่สตรีไทยได้ใช้เป็นชุดประจำชาติ โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสานพระราชปณิธานด้วยการผลักดันให้ชุดไทยพระราชนิยม ได้เข้าวาระการประชุม เพื่อรับการพิจารณาจากองค์การยูเนสโก้ และจะมีการประกาศผลในปี 2569 ในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ในช่วงแรกของงาน หลังพิธีถวายอาลัยและเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย นำโดยประธานและคณะกรรมการจัดงาน และปิดพิธีด้วยการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ จากเหล่านางงาม ดารา และนางแบบ ห้องเสื้อ Finale wedding Studio

จากนั้นเริ่มการประมูลการกุศลเพื่อเป็นกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการนำรายได้สมทบกองทุนเพื่อสร้างอาคารด้านมะเร็งและรังษีรักษา 90 ปี ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ทั้งนี้ การจัดประมูลสิ่งของสะสมของผู้ทีจิตศรัทธา อาทิ พระบรมสาทิสลักษณ์ โดยศิลปิน นพแก้ว ประยูรเมธา และ ม.ล ปุณยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา, นาฬิกาไซโก้ญี่ปุ่น รุ่นพิเศษผลิตเพื่อ รพ. ธรรมศาสตร์ฯ ที่มีหมายเลขมงคล 099 และ 999, สุริยน ศรีอรทัยกุล มอบกระเป๋าราตรี Judith Liber จากสหรัฐอเมริกา และเครื่องประดับแท้จาก Beuty Gems จำนวน 2 ชิ้น, ชมรมเพลินไทยสมัยนิยม มอบผ้ายกทองลำพูนคุณภาพสูง ทอได้ยากลวดลายมงคลนกยูงคู่, เสื้อผ้าสตรีที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทยจากศูนย์ศิลปาชีพฯ ของร้าน Niramon Couture จำนวน 3 ชุด, หมวกแฟชั่นจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นของสะสมจากรุ่นสู่รุ่นของ วันรัก ณ นคร จำนวน 3 ใบ, ชุดน้ำชาแอนทีค ยุโรปเนื้อพอร์ซเลนสีชมพูที่มีชื่อเสียง จาก กรรณิการ์ ศิลปวรางกูร ศิษย์เก่าและผู้มีอุปการะคุณของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ฯลฯ และของสะสมหายากอีกหลสายชิ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการชมรมเพลินไทยสมัยนิยม อาทิ นิติรัตน์ เปลี่ยนขำ วนิดา สุโกศล พรรณี ซาเอกิ รชตะ เศรษฐ์วรเดช ฐิติพร ไพบูลย์ปรีดี ฯลฯ ในการร่วมสนับสนุนและจัดผู้เข้าร่วมประมูล

อีกทั้ง เพื่อเป็นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงมีคุโณปการต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และวงการดนตรี ด้วยการแสดงขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9 อาทิ เพลง  ยูงทอง  โดมในดวงใจ เทวาพาคู่ฝัน รัก พรปีใหม่ คำหวาน ยิ้มสู้ ความฝันอันสูงสุดฯลฯ ด้วยการบรรเลงดนตรีของวง TU Symphony Orchestra และ TU Chorus. ร่วมด้วยนักร้องกิตติมศักดิ์ อาทิ แพทย์หญิงเฉลิมขวัญ รื่นอารมณ์, สันติ วจนพานิช, วทัญญู มุ่งหมาย, นภาดา เศรษฐเศรณีกุล, ดร. รมิดา นกไทยเจริญ, อธิป เจริญชัยสกุล

ช่วงสุดท้ายของงานจะเป็นการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ย้อนรำลึกถึงการแต่งกายยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ตอนต้น จาก 3 ห้องเสื้อ  ซึ่งต่างพร้อมใจกันนำผ้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และผ้าไทย จากภูมิภาคต่างๆ มาใช้ในออกแบบตัดเย็บครั้งนี้ จำนวน 30 ชุด โดยผู้แสดงแบบกิตติมศักดิ์

นำขบวนโดยห้องเสื้อ Finale wedding Studio นำเสนอคอลเลกชั่นอันทรงคุณค่า “นาฏราชสยาม”  ออกแบบโดย ดร.เกสินี กล่ำอยู่สุข และ สุดจิตร์ สุดจิตต์ สองนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำ ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงแฟชั่นสังคมระดับสูงของประเทศไทย เจ้าของรางวัล นักออกแบบชุดแต่งงานยอดเยี่ยม บนรันเวย์ระดับโลก ณ มหานครดูไป พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก Swarovski แบรนด์อัญมณีระดับโลก ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 55 ดีไซเนอร์ชั้นนำ จาก 15 ประเทศทั่วโลก การันตีด้วยรางวัลเกียรติยศมากมายทั้งในประเทศและนานาชาติ

สำหรับคอลเลกชัน “นาฏราชสยาม” จะนำเสนอเรื่องราวแห่งการแต่งกายไทยอันทรงคุณค่า ถ่ายทอดพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แฟชั่น ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงช่วงปลาย รัชกาลที่ 5 ผ่านความงดงามและความประณีตของผืนผ้าไทยสะท้อนถึงความวิจิตรสง่างามของ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ด้วยการคัดสรรเนื้อผ้าและรูปแบบการตัดเย็บที่ถูกต้องตามหลักประวัติศาสตร์ ผสานกับเครื่องประดับันทรงคุณค่าจาก Beauty Gems เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบแห่งศิลปะการแต่งกายไทยอย่างลงตัว ผู้แสดงแบบ อาทิ ศ. คลีนิค พญ. วลัยลักษณ์, ชัยสูตร ภุมรินรัตน์ นราธิปสกุลศิริ, อาทิตยา ไชยนา, พนิต พานารถ ฯลฯ

ตามด้วยห้องเสื้อ Tik Coutour โดย ศักสิทธิ์ บุญศักดาพร ผู้คลุกคลีอยู่กับผ้าภาคอีสานจากบุรีรัมย์ หยิบยกความน่าสนใจแห่งวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีในช่วงปี 1910 เป็นต้นมา ตรงกับช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 6-7-8 ทั้งชุดวิวาห์แบบสากลแห่งยุครัชกาลที่ 6 และชุดในสไตล์ Gatsby ของรัชกาลที่ 7 ตราบจนเข้าสู่ความเรียบง่ายในยุครัชกาลที่ 8 แสดงแบบโดย อาทิ พิมนรา บุนนาค, กรกช กองกันภัย, โชคชัย มณีอนันตเศรษฐ์, ทอปัด อิงคานุวัฒน์ ,เกรียงชัย วิสิษฐ์สรอรรถ, ไอโกะ ซาเอกิ, ฐิติพร ไพบูลย์ปรีดี ฯ

ห้องเสื้อ Supa East Glamor โดย สุภาพร เอลเดร็จ อดีตผู้ประกาศข่าวภาคภาษาอังกฤษ ผู้ผันตัวมาจับงานแฟชั่น ที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 พ.ศ. 2503 ที่ทรงใช้ในการตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป มาประยุกต์แบบในการจัดแฟชั่นครั้งนี้ ผู้แสดงแบบ อาทิ กัญญาวีร์ ใจบุญ, ชไมพร รัตน์นราทร, อาทิตยา สรรเพ็ชญ์พาณิชย์, รุจิรา จันทร์หอม ฯลฯ

ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความจำนงในการร่วมประมูลในงานครั้งนี้ได้ที่ หน่วยรับบริจาค รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โทร.02 926 9432 ชมรมเพลินไทยสมัยนิยม โทร.093 789 7557 , 095 364 3398 และ บิวตี้ เจมส์ โทร.084 361 4611

เตรียมเปิดม่านงานอัญมณีและเครื่องประดับ JGAB 2026 พร้อมโชว์คอลเลคชั่นพิเศษผลงานช่างฝีมือไทย เมษายนนี้

เตรียมเปิดม่านงานอัญมณีและเครื่องประดับ JGAB 2026  พร้อมโชว์คอลเลคชั่นพิเศษผลงานช่างฝีมือไทย เมษายนนี้

เตรียมเปิดม่านงานอัญมณีและเครื่องประดับ JGAB 2026 พร้อมโชว์คอลเลคชั่นพิเศษผลงานช่างฝีมือไทย เมษายนนี้

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) เปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าแล้ววันนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเข้าชมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก ภายใต้แนวความคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub ศูนย์กลางแหล่งผลิตและจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับของอาเซียน” และเตรียมพร้อมเชื่อมต่อทุกโอกาสทางธุรกิจในเวทีเดียวกัน ลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า ได้ที่ shorturl.asia/fS9L5

ภายในงานรวบรวมสินค้าและโซลูชันในสายอัญมณีและเครื่องประดับแบบครบครัน ตั้งแต่เครื่องประดับสำเร็จรูป (Fine Jewellery), เครื่องประดับเงิน (Silver), พลอยสี (Gemstone), เพชรแท้ (Diamond), เพชรสังเคราะห์ (Lab-Grown Diamond) ไปจนถึงเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี (Tools & Equipment) ที่ตอบโจทย์ทั้งการมองหาวัตถุดิบคุณภาพ ไปจนถึงการต่อยอดสร้างคอลเลกชันระดับลักชัวรี

เริ่มด้วย Craft & Design Spotlight I – Quiet Luxury Jewellery สำหรับไฮไลต์เด่นในปีนี้ อย่างแรกคือ The Next Gem Contest 2026 เวทีสำหรับนิสิต นักศึกษา และ Young Designer ได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Quiet Luxury Jewellery” พร้อมกิจกรรมเสริมอย่างเวิร์กช็อปและการแลกเปลี่ยนความรู้กับดีไซเนอร์ไทยชั้นนำ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานการออกแบบในระดับสากล – Quiet Luxury Jewellery จึงเป็นการเล่าเสน่ห์ของความหรูหราที่สงบนิ่งและทรงพลัง เด่นด้วยความเรียบง่ายที่เปี่ยมรสนิยม บนความประณีตที่สะท้อนออกมาจากทุกเส้นสายของงานฝีมือ และรายละเอียดที่ยิ่งดูยิ่งเห็นคุณค่า โดยผลงานจากทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้ร่วมจัดแสดงผลงานภายใต้บรรยากาศงาน JGAB 2026 อีกด้วย ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมสามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/dovqxTtsmPsKZiTj6

ส่วน Craft & Design Spotlight II – The Secret of Thai Legacy ไฮไลต์สำคัญ คือกิจกรรมใหม่อย่าง Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 เวทีรวมช่างฝีมือชั้นนำของไทย ถ่ายทอดผลงานที่สะท้อนความละเอียด ประณีต และเอกลักษณ์ของศิลปะไทย ภายใต้แนวคิด “The Secret of Thai Legacy” ซึ่งมุ่งรื้อฟื้นเทคนิคดั้งเดิมควบคู่การส่งต่อองค์ความรู้สู่ช่างรุ่นใหม่ ผ่านเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญและช่างระดับปรมาจารย์ในวงการ – The Secret of Thai Legacy จึงเป็นการดึงเสน่ห์ของมรดกไทยมาเล่าใหม่ในภาษาของเครื่องประดับร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้เห็นว่างานช่างไม่ใช่แค่ทักษะหรือเรื่องเทคนิค แต่คือศิลป์ที่สร้างความหมายและสะท้อนความงดงามแบบไทยได้ในสายตาโลก และเช่นเดียวกัน ผู้เข้ารอบของกิจกรรมนี้จะได้รับโอกาสจัดแสดงผลงานภายในงาน JGAB 2026

นอกจาก 2 เวที Craft & Design ภายในงานยังมีกิจกรรมที่มาร่วมเติมมิติของการเรียนรู้และการพบปะต่อยอดเครือข่ายธุรกิจ อาทิ Seminar & Workshop สัมมนาและเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ, Jewellery & Gem ASEAN Summit เสวนาพิเศษจากกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรม, Networking Night งานพบปะของผู้ประกอบการ ผู้ซื้อชั้นนำในวงการ และ JGAB Runway แฟชั่นโชว์อัญมณีสุดตระการตาของเครื่องประดับเอเชีย ที่ทำให้การชมงานเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าในศิลปะและงานฝีมือ พร้อมเป็นเวทีจุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างโอกาสอย่างไร้ขอบเขต ตลอดทั้ง 3 วัน ระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

ลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า (Visitor Pre-Registration): https://shorturl.asia/fS9L5 ดูรายละเอียดและติดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง https://jewellerygemaseanbkk.com,  Facebook: https://www.facebook.com/JGABThailand,  IG: https://www.instagram.com/jewelleryandgemaseanbangkok/,LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/jewellery-and-gem-asean-bkk/ และLine: https://lin.ee/cp9sd85

จุฬาฯ จัดงานประชุม Engagement Thailand ครั้งที่ 10 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ขับเคลื่อนบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม

จุฬาฯ จัดงานประชุม Engagement Thailand ครั้งที่ 10  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ขับเคลื่อนบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม

จุฬาฯ จัดงานประชุม Engagement Thailand ครั้งที่ 10 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ขับเคลื่อนบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (EnT) จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 10 “Future Holistic Engagement – from Local Power to Global Impact” ระหว่างวันที่ 13 – 16 มกราคม 2569  ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขับเคลื่อนการดำเนินงานมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมระหว่างเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีทักษะและความรู้ด้านการทำวิจัยรับใช้สังคม

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Role of University in Social Engagement Missions” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล นายกสมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม กล่าวต้อนรับ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในด้านพันธกิจเพื่อสังคม (Social Engagement) ซึ่งเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยี AI การส่งเสริมความรู้ในสังคมสูงวัย ฯลฯ มหาวิทยาลัยต้องใช้ความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์รวมทุกแขนงวิชาและความน่าเชื่อถือมาสร้างการตระหนักรู้และนำองค์ความรู้ลงไปแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจริง เช่น วิกฤตสภาพภูมิอากาศและฝุ่น PM 2.5 ผ่านการลดกำแพงกั้นระหว่างคณะและระหว่างสถาบัน เพื่อสร้างการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการในการขับเคลื่อนและช่วยแก้ปัญหาของประเทศอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่าพันธกิจของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการให้ความรู้หรือการมอบปริญญาไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ให้แก่ประเทศชาติ โดยอาศัยการผนึกกำลังทางวิชาการและงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์สังคม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกให้แก่เยาวชนและนิสิตนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลผลิตและมีบทบาทในการพัฒนาสังคมให้มากขึ้น

งานประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 10 Future Holistic Engagement – from Local Power to Global Impact มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย  Pre-Conference Workshop ให้ความรู้และศึกษาแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านการทำงานวิจัยรับใช้สังคม การประชุมวิชาการ การปาฐกถาพิเศษ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงานพันธกิจสัมพันธ์ผ่านการนำเสนอในรูปแบบการบรรยายและโปสเตอร์ Community & University Sustainable Marketplace ตลาดจากมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับชุมชน พร้อมกิจกรรม Workshop D.I.Y จากเศษสู่ศิลป์ พร้อมได้ผลงานน่ารักกลับบ้าน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนำผู้เข้าร่วมงานทัศนศึกษา แบ่งออกเป็น เส้นทางที่ 1 Chula GLAM (Garden, Library, and Museum) เป็นทัศนศึกษาที่จะพาไปชมการสร้างแหล่งเรียนรู้เพื่อชุมชนและสังคมเมืองที่ยั่งยืน อาทิ สวนสาธารณะ ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ภายในมหาวิทยาลัย และเส้นทางที่ 2 Chula Academic and Responsible Engagement (CARE) ทัศนศึกษาชมการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างชุมชนวิชาการบริเวณรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิ การจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยในภารกิจ Chula Zero Waste เยี่ยมชมพื้นที่ Block 28 : Creative & Startup Village เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการในการใช้พื้นที่อย่างยั่งยืน เป็นต้น

ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล

งานประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 10 สนับสนุนและส่งเสริมตามแนวคิด   พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมร่วมกันระหว่าง “มหาวิทยาลัย” และระหว่าง “มหาวิทยาลัย” กับ “หน่วยงานอื่นภายนอกมหาวิทยาลัย” มีการดำเนินงานด้านพันธกิจสัมพันธ์กับองค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง พร้อมส่งต่อให้“มหาวิทยาลัยมหาสารคาม” ในการสานต่อ “งานประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 11” ต่อไป