‘สมเด็จพระพระราชินี’ เสด็จฯ ทรงร่วมงาน ‘รัน ฟอร์ วีลส์#5 (Run for Wheels#5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5’

‘สมเด็จพระพระราชินี’  เสด็จฯ ทรงร่วมงาน ‘รัน ฟอร์ วีลส์#5 (Run for Wheels#5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5’

‘สมเด็จพระพระราชินี’ เสด็จฯ ทรงร่วมงาน ‘รัน ฟอร์ วีลส์#5 (Run for Wheels#5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5’

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมเดิน และพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันวิ่ง  โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์#๕ (Run for Wheels#5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร  (เป็นการส่วนพระองค์) จัดโดย มูลนิธิ ศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ และสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อเสด็จฯ ถึงหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน นายดำรงค์  ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นายคงศักดิ์  เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์พิบูล  ไชยอนันต์ ประธานมูลนิธิ ศาสตราจารย์ จักร พิชัยรณรงค์สงคราม พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

จากนั้น  ทรงพระดำเนินไปยังจุด “สตาร์ท” (START)  พระราชทานพระราชวโรกาสให้  นายดำรงค์  ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กราบบังคมทูลรายงานการจัดงานการแข่งขันวิ่ง โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์#5 (Run for Wheels#5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปจัดทำวีลแชร์ให้แก่สัตว์พิการ และสนับสนุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ต่อจากนั้น ทรงกดแตรสัญญาณปล่อยขบวนนักวิ่ง และนักวิ่งพร้อมสุนัข (ระยะทาง 10 กิโลเมตร)  และทรงกดแตรสัญญาณปล่อยขบวนนักวิ่ง และนักวิ่งพร้อมสุนัข (ระยะทาง 3 กิโลเมตร)

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมกิจกรรมเดิน พร้อมกับสุนัขหลวงวินเทอร์ (ระยะทาง 3 กิโลเมตร)  เมื่อทรงร่วมกิจกรรมเดินถึงจุด “ฟินิช” (FINISH)  ณ บริเวณหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระราชทานพระราชวโรกาสให้ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญ “รัน ฟอร์ วีลส์#๕” (Run for Wheels#5) แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และโล่ประกาศเกียรติคุณ สำหรับสุนัขหลวงวินเทอร์

จากนั้น เสด็จฯ ไปยังเวทีหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระราชทานพระราชวโรกาสให้ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กราบบังคมทูลเบิกผู้ชนะเลิศการแข่งขันวิ่งฯ โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์#5  (Run for Wheels#5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5” (ระยะทาง 10 กิโลเมตร)  ประเภทชนะเลิศชาย  ประเภทชนะเลิศนักวิ่งพร้อมสุนัข  และประเภทชนะเลิศหญิง  เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  รับพระราชทานรางวัล  ตามลำดับ

ต่อจากนั้น พระราชทานพระราชวโรกาสให้ คณะกรรมการจัดงาน ฯ และผู้ให้การสนับสนุนการแข่งขันวิ่ง ในโครงการฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึก สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงให้ความสำคัญของการออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ทรงพระปรีชาสามารถในกีฬาหลากหลายประเภท ทรงพระวิริยะอุตสาหะ กับทรงทุ่มเทพระวรกายในการฝึกฝน และทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ มาโดยตลอด จนเป็นที่ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงเป็นแรงบันดาลใจและทรงเป็นแบบอย่างให้กับพสกนิกรชาวไทยให้หันมาสนใจในการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี รวมทั้งการแข่งขันวิ่ง ในโครงการฯ ในวันนี้ เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ทั้งยังให้ความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ  เกิดการเรียนรู้และปรับพฤติกรรมในการให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย ส่งผลให้ทุกคนรวมทั้งสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงต่อไป

โรช และมูลนิธิสร้างรอยยิ้มฯ สนับสนุนโครงการศัลยกรรมต่อเนื่อง มอบทุนผ่าตัด ‘24 รอยยิ้ม’ สร้างชีวิตใหม่แก่เด็กในภาคเหนือ

โรช และมูลนิธิสร้างรอยยิ้มฯ สนับสนุนโครงการศัลยกรรมต่อเนื่อง  มอบทุนผ่าตัด ‘24 รอยยิ้ม’ สร้างชีวิตใหม่แก่เด็กในภาคเหนือ

โรช และมูลนิธิสร้างรอยยิ้มฯ สนับสนุนโครงการศัลยกรรมต่อเนื่อง มอบทุนผ่าตัด ‘24 รอยยิ้ม’ สร้างชีวิตใหม่แก่เด็กในภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ร่วมกับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย (Operation Smile Thailand) สนับสนุนโครงการศัลยกรรมต่อเนื่องระยะยาว 50 รอยยิ้ม ณ โรงพยาบาลเชียงราย ประชานุเคราะห์ เพื่อมอบทุนในการผ่าตัดที่จำเป็นแก่เด็กและครอบครัวในพื้นที่ภาคเหนือ โดยได้รับทุนสนับสนุน จากโครงการ โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค (Roche Children’s Walk 2025)

พิธีมอบทุนจัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเร็ว นี้  โดยมี  มิไฮ อีริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ แมทธิว โคทส์ ผู้จัดการทั่วไป โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว เป็นตัวแทนส่งมอบการสนับสนุนโครงการ “ผ่าตัดแบบต่อเนื่องไม่จำกัดระยะเวลา จำนวน 24 รอยยิ้ม” ให้แก่ นพ.สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

พลังแห่งความกล้าหาญจากชุมชนบนดอย

การสนับสนุนครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ แผลไหม้รุนแรง หรือความผิดปกติของนิ้วมือ/นิ้วเท้า  มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ชุมชน ชนบท หรือ บนพื้นที่สูง (บนดอย/บนเขา) การขาดแคลนสารอาหารหรือการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ ของบิดามารดาในช่วงตั้งครรภ์อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง

“เราได้พบกับครอบครัวผู้ป่วยหลายครอบครัว ที่ลูกหลานต้องเดินทาง อย่างยากลำบาก จากหมู่บ้านบนดอยเพื่อมาถึงโรงพยาบาล”  มิไฮ อีริเมสซู กล่าว “ความกล้าหาญและ ความมุ่งมั่นของเด็กๆ เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การบริจาคนี้จึงไม่ใช่เพียง การให้ทุน แต่คือการมอบโอกาสให้เด็กๆ ได้กลับมา ยิ้มได้ ทานอาหารได้ตามปกติ มีความมั่นใจ และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ”

โครงการ Roche Children’s Walk – 22 ปีแห่งความผูกพัน

โครงการ Roche Children’s Walk เป็นกิจกรรมระดมทุนที่ขับเคลื่อนโดยพนักงานโรชทั่วโลก อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการช่วยเหลือ เด็กผู้ด้อยโอกาสทั่วโลก สำหรับปี พ.ศ. 2568 นี้ พนักงานโรช หน่วยธุรกิจการตรวจวินิจฉัย และหน่วยธุรกิจยา ได้ร่วมกันระดมทุนรวมกับเงินสมทบจากบริษัทเป็นจำนวน 1,220,000 บาท โดยเงินจำนวน  610,000 บาท ได้รับการมอบให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการผ่าตัดประมาณ 24 เคส (24 รอยยิ้ม)

แมทธิว โคทส์ กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ‘OneRoche’ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและชุมชน นอกเหนือจากนวัตกรรม ทางการแพทย์ เรายังให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมและจิตใจ เพื่อส่งต่อการดูแลและรอยยิ้ม ให้กับเด็ก ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอย่างทั่วถึง”

นพ. สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวว่า “โครงการผ่าตัดต่อเนื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคเหนือ เนื่องจากเราเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่ให้บริการผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล การสนับสนุนจากโรชและมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ทำให้เราสามารถขยายการเข้าถึงการผ่าตัดที่มีความชำนาญสูงได้อย่างยั่งยืน ขอขอบคุณจากใจจริง แทนผู้ป่วยทุกราย”

พนิดา พรหมจรรยา ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม กล่าวว่า “รอยยิ้มที่สร้างขึ้น แต่ละครั้งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง การสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่อง จากโครงการ โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค ช่วยให้เราวางแผนการรักษาได้ในระยะยาว เพื่อให้เด็กๆ ได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน”

นางสาวฤทัยวรรณ ศิลปาจารย์ หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารองค์กร บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “พวกเราภูมิใจที่ทุกๆปี กิจกรรมระดมทุนที่เราทำ กับพนักงาน ในโครงการ Roche Children’s Walk ได้กลายเป็นเงินทุนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ชีวิตจริง เมื่อได้เห็นภาพเด็กๆ ที่จะได้รับโอกาสนี้ มันเป็นแรงผลักดันให้พวกเรา ทำงานเพื่อสังคมต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง”

กิจกรรม “โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค – Roche Children’s Walk” ในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปี ที่ประสบความสำเร็จ และโรช  ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการช่วยเหลือและสนับสนุน เด็กด้อยโอกาส ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ การจัดกิจกรรม “โรช ชิลเดรนส์ วอลค์ – Roche Children’s Walk” อย่างต่อเนื่องทุกปีนั้นแสดงถึงความตั้งใจของโรช ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนโครงการเพื่อเด็กในระดับประเทศและนานาชาติ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากพนักงานโรชทั่วโลกแสดงถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง และความเชื่อมั่นในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในทุก ๆ กิจกรรมของโรช

นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ ‘Art Speaks One Language’ ผลงานกลุ่มศิลปินอิสระและศิลปินเด็กพิเศษกว่า 100 ชิ้น

นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ ‘Art Speaks One Language’   ผลงานกลุ่มศิลปินอิสระและศิลปินเด็กพิเศษกว่า 100 ชิ้น

นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ ‘Art Speaks One Language’ ผลงานกลุ่มศิลปินอิสระและศิลปินเด็กพิเศษกว่า 100 ชิ้น

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ครั้งแรกกับปรากฎการณ์ครั้งสำคัญทางศิลปะ นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Art Speaks One Language ศิลปะไร้พรมแดน ต่างคน ต่างศิลป์ หนึ่งหัวใจ” พื้นที่แห่งโอกาสในการสร้างความเท่าเทียม หลากหลาย และการอยู่ร่วมกัน ผ่านการผสานพลังของกลุ่มศิลปินอิสระและศิลปินเด็กพิเศษ (ออทิสติก / ผู้พิการทางการได้ยิน และทางสายตา) นำโดย “ปราง เวชชาชีวะ” แท็กทีม “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเด็กพิเศษดิจิทัลอาร์ท ที่จะมาถ่ายทอดภาพสะท้อนของหัวใจที่เปิดกว้าง เพื่อเปลี่ยนความต่างเป็นพลังแห่งการยอมรับ พร้อมส่งต่อรายได้สร้างห้องเรียนศิลปะให้เด็กยากไร้ ผ่านมูลนิธิซี.ซี.เอฟ.ฯ

ปราง เวชชาชีวะ

นิทรรศการ “Art Speaks One Language” นำเสนอผลงานศิลปะกว่า 100 ชิ้น จากศิลปินทั่วไปและศิลปินเด็กพิเศษรวมกว่า 40 คน ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านภาพวาด ลายเส้น สี และเทคนิคเฉพาะตัว สะท้อนความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพื่อสร้างสังคมที่ยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง ผ่านผลงานศิลปะอย่างทรงพลัง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานและผลิตภัณฑ์ศิลปะจะนำไปสนับสนุนมูลนิธิซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพัฒนาห้องเรียนศิลปะสำหรับเด็กยากไร้ทั่วประเทศ

นิทรรศการ Art Speaks One Language เข้าชมฟรี! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ศิลปะพูดภาษาเดียวกันเพื่อทุกคน ระหว่างวันที่ 10–15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องไปรษณีย์นฤมิต ไปรษณีย์กลางบางรัก เดินทางสะดวกด้วย BTS สะพานตากสิน

อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์

ภายในงานพบกับกิจกรรมไฮไลท์ ได้แก่ Gallery Tours, i-stamp i-memory เก็บโมเมนต์ดีๆ กิมมิคสุดชิคภายในงาน ด้วยแสตมป์ที่สกรีนภาพไม่เหมือนใคร ตามความชื่นชอบจากผลงานศิลปินที่คุณชื่นชอบภายในงาน ใช้เวลาผลิตไม่เกิน 5 นาที รอรับได้เลย  พลาดไม่ได้!!หนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือ สร้างสรรค์ Post Card แบบ DIY ด้วยตัวคุณเอง ส่งให้คนสำคัญในวันพิเศษ

RMHC Thailand จัดงานวิ่งการกุศลระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัว

RMHC Thailand จัดงานวิ่งการกุศลระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัว

RMHC Thailand จัดงานวิ่งการกุศลระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัว

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผนึกพลังพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและเอกชนสร้างปรากฏการณ์งานวิ่งการกุศลเพื่อคนรักสุขภาพ รวมพลังส่งต่อความดีสู่สังคมในงาน ‘RMHC Mini Marathon Run For Kids วิ่งเพื่อน้อง 2025’ ที่จบลงไปอย่างงดงาม ด้วยพลังแห่งการให้และกำลังใจจากนักวิ่งกว่า 5,000 คน ซึ่งร่วมกันระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัวให้ได้อยู่ใกล้กัน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิตติวรรณ อนุเวชสกุล รองประธานกรรมการ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย (RMHC Thailand) ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมายาวนานกว่า 24 ปี สำหรับการจัดงานวิ่งการกุศล ‘RMHC Mini Marathon Run For Kids วิ่งเพื่อน้อง 2025’  ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 11 แล้ว โดยในปีนี้ ยังคงได้รับเกียรติจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการจัดงาน พร้อมทั้งผนึกกำลังกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างปรากฎการณ์งานวิ่งการกุศลที่พร้อมส่งต่อพลัง ความหวัง และสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยเด็กและครอบครัว มูลนิธิขอขอบคุณทุกการสนับสนุนจากนักวิ่งกว่า 5,000 คน ที่ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ เพื่อสนับสนุนมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทยในการสานต่อภารกิจในการดูแลครอบครัวผู้ป่วยเด็กได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการจัดงานวิ่งการกุศล ‘RMHC Mini Marathon Run For Kids วิ่งเพื่อน้อง 2025’  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักวิ่งผู้รักสุขภาพ โดยเล็งเห็นว่าการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยสานต่อพันธกิจของมูลนิธิในการสนับสนุนให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ได้มีที่พักพิงที่อบอุ่นและได้อยู่ใกล้ชิดบุตรหลานระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพบาบาล ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมพลังใจให้ทั้งเด็กและครอบครัวสามารถต่อสู้กับโรคภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการรักษาแบบมีครอบครัวเป็นศูนย์กลางให้เป็นมาตรฐานใหม่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

ภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักวิ่งทุกเพศทุกวัย นำโดย ณจ๋า – ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ไอคอนสาวผู้รักสุขภาพ และคนดังจากหลากหลายวงการที่มาร่วมวิ่งด้วยหัวใจแห่งการให้อย่างสนุกสนาน คึกคักไปด้วยกิจกรรมสุดสนุกจากหลากหลายบูธ ให้เหล่านักวิ่งได้ลุ้นรับของรางวัล   พร้อมอิ่มอร่อยกับเมนูจากแมคโดนัลด์ และพันธมิตรอีกมากมายตลอดทั้งงาน เพื่อร่วมระดมทุนสนับสนุนโครงการต่างๆ ภายใต้การดูแลของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้แก่ โครงการบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หรือ “บ้านแมค” ทั้ง 4 แห่งที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อมอบที่พักพร้อมมื้ออาหารให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็ก หน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่โรนัลด์ แมคโดนัลด์ ให้บริการด้านทันตสุขภาพ ทั้งด้านการรักษาและป้องกันให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลและ โครงการห้องสันทนาการเด็ก ในโรงพยาบาลรัฐกว่า 40 แห่งทั่วประเทศเพื่อคลายความกังวลให้ผู้ป่วยเด็กระหว่างรอพบแพทย์ นอกจากนั้นมูลนิธิยังต้องการขยายการบริการครอบครัวให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นผ่าน โครงการ RMHC Family Room ห้องพักผ่อนสำหรับครอบครัวผู้ป่วยเด็กภายในโรงพยาบาล เพื่อให้พ่อแม่และครอบครัวได้ใช้พักผ่อนและได้อยู่เคียงข้างกันอย่างอบอุ่น ระหว่างช่วงการดูแลบุตรหลานระหว่างเข้ารับการรักษาเพื่อส่งเสริมการรักษาผู้ป่วยเด็กแบบมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้ สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ง่ายๆ ที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาทั่วประเทศผ่านโปรแกรม Round-Up  หรือสแกน QR Code ที่กล่องรับบริจาคของมูลนิธิและเครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ หรือบริจาคผ่านเว็บไซต์เทใจ https://taejai.com/th/d/freedentaltreatment_ch/#donate  (ลดหย่อนภาษีได้) สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ที่ FB • IG • TikTok • LINE @rmhcthailand หรือ http://www.rmhc.or.th

เซ็นทรัลพัฒนา มอบทุนประกวดคลิปสั้น ปลุกพลังรักษ์โลกของเด็กรุ่นใหม่

เซ็นทรัลพัฒนา มอบทุนประกวดคลิปสั้น ปลุกพลังรักษ์โลกของเด็กรุ่นใหม่

เซ็นทรัลพัฒนา มอบทุนประกวดคลิปสั้น ปลุกพลังรักษ์โลกของเด็กรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เซ็นทรัลพัฒนา ปลุกพลังรักษ์โลกของเด็กรุ่นใหม่ เฟ้นหาผู้ชนะจากนักเรียนกว่า 120 ทีมทั่วประเทศ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรและทุนการศึกษาผ่านการประกวดคลิปสั้นประกอบเพลง “ลองมา(RE)” ภายใต้โครงการ “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” ระหว่างกระทรวงศึกษาฯและเซ็นทรัลพัฒนา

ในวันเด็กแห่งชาติ ที่ผ่านมา เซ็นทรัลพัฒนา ประกาศความสำเร็จจากความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมศักยภาพนักเรียน นักศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด  (มหาชน) และกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล เพื่อตอบสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” สร้างระบบนิเวศทางการศึกษา ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวง ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ประกอบการ อีกทั้ง เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ ผ่านการลงมือทำจริง ตามแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน- เซ็นทรัล ทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรและทุนการศึกษาใน “คลิปสั้นประกอบเพลง ‘ลองมา(RE)’ ภายใต้โครงการ “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” ระหว่างกระทรวงศึกษาฯและเซ็นทรัลพัฒนา รวม 8 รางวัล และ 2 รางวัลพิเศษ จากผลงานของนักเรียนกว่า 120 ทีมทุกภูมิภาค ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ

โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ปวช. และผู้เรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมแสดงความคิดสร้างสรรค์ สวมบทบาทตามเนื้อหาในบทเพลง เต้น รวมถึงร้องเพลง ถ่ายทอดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในบทเพลง ‘ลองมา(RE)’ ลงในวิดีโอคลิปความยาวระหว่าง 1 ถึง 2 นาที ที่ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับการเผยแพร่บน TikTok หรือ Facebook โดยผู้ชนะจากทีมต่างๆ พร้อมทั้งคณะครูอาจารย์และผู้ปกครอง ได้เข้าร่วมในพิธีรับประกาศนียบัตร ทุนการศึกษา และ ของที่ระลึกรวมมูลค่า 100,000 บาท จากตัวแทนศึกษาธิการจังหวัดฯ ผู้บริหารระดับสูงของเซ็นทรัลพัฒนา และ ผู้จัดการทั่วไปของศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ,เซ็นทรัล พิษณุโลก, เซ็นทรัล อุดร, เซ็นทรัล นครปฐม, เซ็นทรัล นครสวรรค์เซ็นทรัล ชลบุรี และ เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี โดยผลการตัดสิน จากคณะกรรมการ มีรายละเอียดดังนี้

ภาคเหนือ จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่  โรงเรียน ดาราวิทยาลัย เชียงใหม่  (รางวัลชนะเลิศ ระดับ ประถมศึกษา)  โรงเรียน ฮอดพิทยาคม เชียงใหม่  (รางวัลชนะเลิศ ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช.)  ภาคตะวันตก จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่  โรงเรียน สรรพวิทยาคม ตาก (รางวัลชนะเลิศ ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น)  โรงเรียน ตากพิทยาคม ตาก  (รางวัลชมเชย ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น)) ภาคอีสาน จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่  สกร.ระดับอำเภอเซกา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดบึงกาฬ (รางวัลชมเชย ระดับ  กรมส่งเสริมการเรียนรู้ )  ภาคกลาง จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียน วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม  (รางวัลชมเชย ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช.) โรงเรียน นครสวรรค์ปัญญานุกูล นครสวรรค์ (รางวัลพิเศษ) โรงเรียน วิทยาลัยเทคนิคแม่วงก์ นครสวรรค์ (รางวัลพิเศษ)   ภาคตะวันออก จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียน นาวิกโยธินบูรณะ ชลบุรี  (รางวัลชมเชย ระดับ ประถมศึกษา) ภาคใต้ จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่ สกร.ระนอง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ เมืองระนอง (รางวัลชนะเลิศ ระดับกรมส่งเสริมการเรียนรู้)

สำหรับเพลง “ลองมา(RE)” เป็นบทเพลงสนุกๆ ที่เชิญชวนให้เด็กรุ่นใหม่มีหัวใจรักษ์โลก ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้รักษ์โลกตามแนวคิด (RE)Lifestyle ด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการรีไซเคิลขยะเหลือใช้รอบตัว ลดการสร้างขยะโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์ทั้งในแง่การดูแลชุมชน การลดขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างรายได้พิเศษจากการนำขยะรีไซเคิลมาแลกพอยท์ ซึ่งมียอดรับชมกว่า 500,000 วิว และ คลิปจากของทีมที่ชนะทั้งหมด ยังได้รับการเปิดประชาสัมพันธ์บนจอในศูนย์การค้า ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อโลกของเราให้กับเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคน

​เปิดกล่องดำ ‘Black Box’ กับโจทย์การศึกษาในโลกที่ไม่ปกติ

​เปิดกล่องดำ ‘Black Box’ กับโจทย์การศึกษาในโลกที่ไม่ปกติ

​เปิดกล่องดำ ‘Black Box’ กับโจทย์การศึกษาในโลกที่ไม่ปกติ

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อสงครามไม่ใช่เหตุเดียว และการศึกษาต้องยืดหยุ่นกว่าที่เคย ในโลกยุคใหม่ ความไม่ปกติไม่ได้มาในฐานะ “เหตุฉุกเฉิน” อีกต่อไป แต่มาในฐานะ “สภาพแวดล้อมถาวร” ที่มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใน สงคราม ภัยพิบัติ โรคอุบัติใหม่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีที่เคลื่อนตัวเร็วกว่าสถาบัน ล้วนไม่ได้เกิดสลับกันเป็นช่วง ๆ หากซ้อนทับกันเป็นฉากหลังของชีวิตผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก

ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่คำถามของนักนโยบายหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่คือคำถามเรียบง่ายของเด็กบางคน ไม่ใช่คำถามว่า จะเรียนอะไรดี แต่คือคำถามที่เบากว่านั้น และหนักกว่านั้น “พรุ่งนี้ยังจะปลอดภัยพอให้ฝันต่อได้ไหม”

คำถามเช่นนี้ไม่ใช่ถ้อยคำเชิงอารมณ์ หากเป็นตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างที่แม่นยำกว่าสถิติทั้งระบบ เพราะมันท้าทายสมมติฐานพื้นฐานของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ว่า เรากำลังออกแบบระบบการเรียนรู้บนโลกแบบใด และเพื่อเด็กกลุ่มใด

เมื่อการเรียนรู้ยังถูกผูกไว้กับเงื่อนไขของ “ความปกติ” โลกที่ไม่ปกติย่อมผลักเด็กจำนวนหนึ่งออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอ แต่เพราะระบบไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตที่เปราะบาง และเมื่อการเรียนรู้หยุด สิ่งที่หยุดตามไปด้วยไม่ใช่เพียงชั้นเรียน แต่คือเส้นทางอนาคตของเด็ก และศักยภาพของสังคมในระยะยาว

สงครามเป็นเหตุหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุเดียว เมื่อระบบการศึกษาถูกทดสอบด้วยความผันผวนถาวร ภาวะสงครามในพื้นที่ชายแดนคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดภาพหนึ่ง เมื่อความปลอดภัย การดำรงชีวิต และปัจจัยพื้นฐานต้องมาก่อนห้องเรียน การเรียนรู้ของเด็กจึงหลุดวงโคจรอย่างฉับพลัน ไม่ใช่เพราะเด็กไม่อยากเรียน แต่เพราะชีวิตไม่เอื้อให้เรียนได้ตามระบบ

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น สงครามเป็นเพียง “เหตุการณ์ปลายยอด” ของปัญหาใหญ่กว่า คือโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความเสี่ยงซ้อนทับ ตั้งแต่สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ภัยพิบัติที่เกิดถี่ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วกว่าองค์กรจะปรับตัว โรคอุบัติใหม่ ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำที่ทำให้เด็กจำนวนมาก “เข้าไม่ถึงความปกติ” ตั้งแต่แรก

กรอบคิดเชิงนโยบายระดับนานาชาติเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบการศึกษาต้องไม่เพียง “ตอบสนองต่อวิกฤต” แต่ต้อง “มีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวน” และสร้างสมรรถนะเพื่ออนาคตไปพร้อมกัน OECD เสนอกรอบเรื่อง responsiveness และ resilience เพื่อทำให้ระบบการศึกษาปรับตัวได้และยืนหยัดได้เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ขณะที่ UNESCO เน้นย้ำว่าการเรียนรู้ต้องดำเนินต่อได้แม้ในภาวะฉุกเฉิน และสถานศึกษายังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้เรียน

เมื่อการศึกษาเดินทางไปหาเด็ก ภายใต้บริบทดังกล่าว ช่วงสัปดาห์คริสต์มาสปลายเดือนธันวาคม 2568 มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ร่วมกับมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ลงพื้นที่ศูนย์อพยพในเขตชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อนำชุดการเรียนรู้ “Black Box” ไปมอบให้แก่เด็กที่ต้องหยุดการเรียนในระบบ

สาระสำคัญของกิจกรรมนี้จึงไม่ใช่ “ภาพกิจกรรม” หากเป็น “ความหมายของกิจกรรม” เพราะการมอบ Black Box ไม่ได้เป็นเพียงการแจกสื่อการเรียนรู้ แต่เป็นการสื่อสารเชิงสัญญะว่า เด็กไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่ลำพังกับคำถามเรื่องความปลอดภัยและอนาคต และแม้โลกจะไม่ปกติ การเรียนรู้ของเด็กยังคงมีความหมาย

“ในภาวะสงคราม เด็กไม่ได้สูญเสียแค่โอกาสทางการศึกษา แต่สูญเสียความรู้สึกมั่นคงในชีวิต คำถามของเด็กจึงไม่ใช่เรื่องบทเรียน แต่คือเรื่องความปลอดภัยและอนาคต”

รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิจัยและแผนพัฒนามหาวิทยาลัย กล่าวว่า Black Box คือ กล่องออฟไลน์ที่ออกแบบให้ ‘การเรียนรู้ไม่ต้องรอความพร้อม’ Black Box คือชุดการเรียนรู้แบบออฟไลน์ ที่ออกแบบให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีห้องเรียน และไม่มีตารางเวลาตายตัว ภายในกล่องไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นโครงสร้างการเรียนรู้ที่ชวนให้เด็กคิด ทดลอง ลงมือทำ และเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตจริงของตนเอง ตรรกะของ Black Box แตกต่างจากการศึกษาที่คุ้นเคย หากระบบเดิมถามว่า “เด็กจำได้ไหม” Black Box กลับถามว่า “เด็กทำได้ไหม” และ “เด็กใช้ความรู้เพื่อยืนอยู่ในชีวิตจริงได้หรือไม่” ซึ่งในภาวะวิกฤต คำถามแบบหลังคือเงื่อนไขสำคัญของการดำรงชีวิต

“Black Box ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนโรงเรียน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อประคองการเรียนรู้ ในช่วงเวลาที่โรงเรียนไม่สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่”

รศ.ดร.ธันยวิช กล่าวต่อไปว่า ในศูนย์อพยพ เด็กๆใช้การเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการดูแลชีวิต ตั้งแต่การจัดการอาหาร น้ำสะอาด สุขภาพขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการรักษากำลังใจและความหวังต่อวันข้างหน้า นัยสำคัญคือ Black Box ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงลด Learning Loss แต่ทำหน้าที่ประคองทั้ง “การเรียนรู้” และ “หัวใจของเด็ก” ในช่วงเวลาที่ความกลัว ความสูญเสีย และความไม่มั่นคงทับซ้อนอยู่ในชีวิตประจำวัน

บทเรียนเชิงระบบ จากสมมติฐานเดิม สู่สมมติฐานใหม่ของการศึกษา กรณีพื้นที่ชายแดนสระแก้วสะท้อนจุดอ่อนของสมมติฐานเดิมของระบบการศึกษา ที่เชื่อว่าเด็กทุกคนต้องมาโรงเรียนได้ มีเวลาเหมือนกัน มีทรัพยากรขั้นต่ำพร้อม และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มั่นคงพอให้ตารางเรียนทำงานได้ แต่โลกใหม่กำลังบอกว่า สมมติฐานนี้ไม่ใช่ฐานที่มั่นอีกต่อไป วิกฤตอาจมาในรูปสงคราม ภัยพิบัติ โรคระบาด หรือการย้ายถิ่น และมีแนวโน้มจะเกิดซ้ำอย่างถาวร งานของ OECD ชี้ชัดว่า การหยุดชะงักทางการศึกษาไม่ได้กระทบเพียงผลสัมฤทธิ์ แต่ขยายความเหลื่อมล้ำและต้นทุนทางสังคมในระยะยาว สมมติฐานใหม่จึงต้องเปลี่ยนจาก เด็กต้องปรับตัวเข้าหาระบบ เป็นระบบต้องขยับไปหาเด็ก และมีความยืดหยุ่นเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลัก

รศ.ดร.ธันยวิช กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่จะทำให้ความยืดหยุ่นเป็นระบบ ไม่ใช่โครงการ จากบทเรียนพื้นที่และแนวโน้มโลก ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การทำให้การศึกษาที่ยืดหยุ่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลัก ไม่ใช่ทางเลือกพิเศษ สนับสนุนสื่อและโครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัลควบคู่ออฟไลน์ บูรณาการการดูแลสุขภาวะทางใจเข้าในนโยบายการศึกษา เปิดพื้นที่ให้ชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นมีบทบาท และปรับบทบาทรัฐจากผู้ควบคุมรูปแบบ ไปเป็นผู้อำนวยความเป็นไปได้

โดยบทสรุป โลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นการศึกษาต้องมีมากกว่าหนึ่งคำตอบ กรณี Black Box ที่สระแก้วในปลายปี 2568 ไม่ใช่เพียงกิจกรรมช่วยเหลือในภาวะสงคราม หากเป็นบททดสอบเชิงนโยบายว่า ระบบการศึกษาไทยพร้อมเพียงใดที่จะอยู่กับโลกที่ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า และเมื่อความไม่ปกติกลายเป็นความปกติ คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะรอให้โลกกลับมาปกติเมื่อไร แต่คือเราจะออกแบบการศึกษาให้เดินไปกับโลกแบบนี้ได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“การศึกษาที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่สิ่งพิเศษสำหรับเด็กบางกลุ่ม แต่คือสิ่งปกติที่จำเป็น เพื่อไม่ให้มนุษย์บางคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางความหนาวเหน็บ โดยไม่รู้ว่าแสงสว่างที่ปลายทางอยู่ไกลแค่ไหน” เพราะท้ายที่สุด การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่คือเรื่องของการไม่ปล่อยให้ใครคนหนึ่งหายไปจากอนาคตของสังคม รศ.ดร.ธันยวิช กล่าวทิ้งท้าย

สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง MELAND เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้เด็กที่ขาดโอกาส

สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง MELAND เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้เด็กที่ขาดโอกาส

สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง MELAND เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้เด็กที่ขาดโอกาส

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เดินหน้าสานต่อปณิธานการขับเคลื่อนธุรกิจที่อำนวยประโยชน์ให้กับผู้คน ชุมชน และสังคม ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เพื่อการเติบโตของทุกคน (Well-growing Platform) ผ่านโครงการ Citizen of Love by Siam Piwat  ผนึกกำลังพันธมิตร MELAND – World Leading Indoor Theme Park สวนสนุกในร่มชั้นนำระดับโลก แห่งใหม่ล่าสุด ณ สยามพารากอน ร่วมกันมอบโอกาสให้แก่เด็กที่ขาดโอกาส ได้มาเปิดประสบการณ์ความสนุก และสร้างรอยยิ้ม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ที่ผ่านมา

ด้วยปณิธานที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานและแบ่งปันความรัก มอบโอกาส ความเท่าเทียมและความสุขให้กับทุกคน สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ Citizen of Love by Siam Piwat   เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2569 กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ได้มอบโอกาสให้นักเรียนจาก 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนราชานุกูล มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี และโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ มาร่วมเปิดประสบการณ์ความสนุกในอาณาจักรสวนสนุกสุดมหัศจรรย์ระดับโลกของ MELAND ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นอาณาจักรแห่งการเรียนรู้ครบวงจร พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ของ “เอ็ดดูเทนเมนต์” ล้ำสมัย ก้าวข้ามขีดจำกัดสวนสนุกแบบเดิม ภายในประกอบด้วย 7 โซนธีมสุดตระการตา และ กว่า 500 กิจกรรมเสมือนจริง ที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ค้นหา และสนุกสนานไปพร้อมกัน อย่างไร้ขีดจำกัด

ทั้งนี้ น้องๆ หนูๆ จะได้สนุกไปกับเครื่องเล่นในร่มที่มีความแปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้มีอิสระในการเล่นและเรียนรู้ผ่านโซนกิจกรรมต่างๆ ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม และยังได้สัมผัสประสบการณ์ศิลปะ Immersive Art รวมถึงสนุกสุดจินตนาการไปกับกิจกรรม Interactive ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม ซึ่งช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ พัฒนา และสนุกสนานไปพร้อมกัน

นอกจากนั้น กิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ Citizen of Love by Siam Piwat ยังมอบอุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนจากทั้ง 4 โรงเรียน เพื่อส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้มๆ ให้กับเด็กๆ เนื่องในวันเด็กชาติแห่งอีกด้วย

สำหรับโครงการ Citizen of Love by Siam Piwat คือหนึ่งในความมุ่งมั่นของสยามพิวรรธน์ที่เดินหน้าสานต่อปณิธานการขับเคลื่อนธุรกิจ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการให้โอกาส ความเท่าเทียมและการสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จ อันจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติสืบไป

ทรู ผนึก ม.แม่โจ้ เสริมแกร่ง อินทนิลเกมส์ 2026 ชูแนวคิด Rank YOU Up ยกระดับอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

ทรู ผนึก ม.แม่โจ้ เสริมแกร่ง อินทนิลเกมส์ 2026  ชูแนวคิด Rank YOU Up ยกระดับอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

ทรู ผนึก ม.แม่โจ้ เสริมแกร่ง อินทนิลเกมส์ 2026 ชูแนวคิด Rank YOU Up ยกระดับอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จับมือ ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 หรือ ‘อินทนิลเกมส์ 2026’ อย่างยิ่งใหญ่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ รวมสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศกว่า 109 แห่ง พร้อมทัพนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 20,000 คน ร่วมชิงชัยใน 40 ชนิดกีฬา ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Dream & Green’ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ควบคู่กับการปลูกฝังจิตวิญญาณนักกีฬา ‘Spirit Smart Sport’ เพื่อพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ โดยทรูสนับสนุนและเสริมแกร่งการจัดการแข่งขันด้วยโครงข่ายทรู 5G ระบบสื่อสารที่ทันสมัย ยกระดับประสบการณ์การรับชมผ่านการถ่ายทอดสดครอบคลุมทุกสนามแข่งขัน ทั้งยังผลักดันกีฬาอีสปอร์ตภายใต้แนวคิด “Rank YOU Up” เพื่อวางรากฐานกีฬามหาวิทยาลัยและอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน

รศ. ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 หรือ อินทนิลเกมส์ 2026 เป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และเครือข่าย 12 สถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพร่วม มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมกว่า 109 สถาบัน นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 20,000 คน พร้อมการแข่งขันมากกว่า 40 ชนิดกีฬา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้ความสำคัญในการจัดการแข่งขันภายใต้ แนวคิดการจัดงาน Spirit | Smart | Sport | Sustainability  เล่นด้วยสปิริต  คิดอย่างสร้างสรรค์  ปลุกฝันคนรุ่นใหม่ ใส่ใจความยั่งยืน  “อินทนิลเกมส์ 2026”  ตั้งเป้าหมายให้เป็นการจัดแข่งขันกีฬาระดับชาติครั้งนี้แบบ Low Carbon Model  กีฬาคน Gen Z ที่ใส่ใจความยั่งยืน รวมถึงกิจกรรมในวันนี้เราก็มุ่งลดการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด  มีระบบบริหารจัดการขยะ  เสื้อคณะกรรมการผลิตจากวัสดุรีไซเคิล  มีกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานปลูกต้นกล้าอินทนิล ซึ่งจะช่วยดูดซับคาร์บอน ลดโลกร้อน และมีแนวทางการรองรับการจัดการพลังงานโดยเฉพาะอาคารทศมินทรบพิตร สามารถรองรับการแข่งขันกีฬาได้หลายชนิด  มีรถไฟฟ้าบริการรับส่งนักกีฬาแต่ละสนามภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้  นอกจากนั้น ยังจัดทำสูจิบัตรการแข่งขันแบบ E-book ที่ให้ทุกคนสามารถรับทราบรายละเอียดการแข่งขันได้อย่างทั่วถึง

อีกไฮไลต์สำคัญของ อินทนิลเกมส์ 2026 ในครั้งนี้  ได้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้รูปแบบของเหรียญกีฬาสำหรับการแข่งขันเป็นแบบ สตริงไทด์  นอกจากความภาคภูมิใจในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาระดับประเทศในครั้งนี้แล้ว  ยังสามารถนำไปใช้สวมเป็นเครื่องแต่งกายแทนเนคไทเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความเป็นคาวบอยแม่โจ้  ที่มีความแข็งแกร่ง อดทน สู้งาน ถือเป็นที่ระลึกจาก อินทนิลเกมส์ 2026 ความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่สนับสนุนด้านโครงข่าย การสื่อสาร และการถ่ายทอด รองรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ในนามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอขอบคุณทรูที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอินทนิลเกมส์ 2026 ให้สำเร็จด้วยดี”

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 หรือ อินทนิลเกมส์ 2026 เป็นเวทีกีฬามหาวิทยาลัยที่ทรูภาคภูมิใจได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ทั้งด้านโครงข่าย ทรู 5G และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมผลักดันกีฬาระดับอุดมศึกษาให้เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศ ทรูเชื่อว่ากีฬาเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และพลังบวกให้กับสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ Gen Z จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ที่ได้แสดงศักยภาพและเติบโตไปพร้อมกัน สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ ทรูสนับสนุนโครงข่าย 5G ครอบคลุมทุกสนาม พร้อมการถ่ายทอดและเผยแพร่การแข่งขัน เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์จากสนามสู่ผู้ชมทั่วประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกีฬา อีสปอร์ต ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่เยาวชน ทรูจึงเข้ามาสนับสนุนภายใต้แนวคิด ‘Rank YOU Up’ เพื่อยกระดับนักกีฬาอีสปอร์ตอย่างรอบด้าน ทั้งการ Rank Up Performance ด้วยเครือข่าย5G ที่เร็ว แรง เสถียร และปลอดภัย Rank Up Experience ถ่ายทอดสดผ่านแอปฯ TrueVisions NOW เพื่อเชื่อมต่อความมันส์จากสนามแข่งสู่ผู้ชมทั่วประเทศ และ Rank Up Offers & E Sportsmanship ผ่านการมอบ ‘ซิม YOU’ ซิมสำหรับวัยรุ่น อายุ 7-24 ปี จำนวนกว่า 800 ซิม ให้แก่นักกีฬา เพื่อใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในการแข่งขัน ทรูหวังว่าการสนับสนุนครั้งนี้ จะเป็นอีกแรงสำคัญในการขับเคลื่อนกีฬามหาวิทยาลัยและอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

“ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ชิงถ้วย กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทย

“ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ชิงถ้วย กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทย

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานงานแถลงข่าว “ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ผศ. นพ.ธีรวุฒิ ธรรมวิบูลย์ศรี รองคณบดีฝ่ายเสริมสร้างสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ทพญ.ชรินญา กาญจนเสวี Influencer สายวิ่งชื่อดัง และคณะกรรมการผู้เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย ณ ห้องประชุมสิรินธร ชั้น G อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมว่า “ในฐานะสถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน ที่มีความมุ่งมั่นในการยกระดับความก้าวหน้าทางการแพทย์สู่ความเป็นเลิศในระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเป้าหมายของศิริราชไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือการสร้างสังคมไทยให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ซึ่งในยุคที่การดูแลสุขภาพกลายเป็นวิถีชีวิตของคนทุกวัย ผมยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เราผลักดันมาตลอดนั้นมาถูกทาง เพราะเราเชื่อเสมอว่าเกราะป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือการเริ่มสร้างสุขภาพด้วยตัวเราเอง โดยในครั้งนี้กิจกรรมศิริราช เดิน-วิ่ง ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนไทยในการก้าวสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรง อีกทั้งยังเป็นวาระอันสำคัญที่พสกนิกรจะได้รวมพลังกันเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้อีกด้วย”

ผศ. นพ.ธีรวุฒิ ธรรมวิบูลย์ศรี รองคณบดีฝ่ายเสริมสร้างสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดกิจกรรม เปิดเผยถึงรายละเอียดของกิจกรรม “ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” ว่า “ในปีนี้กำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 โดยเรามีความตั้งใจออกแบบการแข่งขันให้ตอบโจทย์นักวิ่งทุกกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน 2 ระยะทางหลักที่ท้าทายความสามารถ ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) และ มินิมาราธอน (Mini Marathon) ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มอายุทั้งชายและหญิงอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งรุ่นนี้จะมีการแข่งขันเฉพาะมินิมาราธอน รุ่นอายุ 18-29 ปี 30-39 ปี 40-49 ปี 50-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เข้าถึงการออกกำลังกายอย่างทั่วถึง เรายังมีประเภท Fun Run หรือการเดินเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมสนุกโดยไม่เน้นการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้ศิริราชพร้อมเปิดรับสมัครนักวิ่งรวมทั้งสิ้น 11,000 คน เพื่อร่วมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วยกัน”

รายละเอียดในแต่ละประเภทการวิ่งมีดังนี้

ฮาล์ฟมาราธอน ระยะทางประมาณ 21.1 กิโลเมตร Cut-Off เวลา 7.00 น. รับสมัคร 3,500 คน ค่าสมัคร 850 บาท เริ่มปล่อยตัวเวลา 03.30 น. ที่หน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ วิ่งสวนทางจราจรขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ วิ่งชิดเส้นทางด้านขวา (สวนทางจราจร) วิ่งขึ้นทางลาด (ทางรถลงที่มาจากสะพานพระราม 8) เลี้ยวขวาวิ่งไปทางสะพานพระราม 8 จนลงสะพานพระราม 8 วิ่งตรงไปตามถนนวิสุทธิกษัตริย์ จนถึงแยก จปร. วิ่งกลับสะพานพระราม 8 (สวนทางจราจร) วิ่งเข้าทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้า ผ่านหน้าพาต้า วิ่งตรงไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดเปิดที่กั้น (บริเวณ สน.ตลิ่งชัน) วิ่งข้ามาฝั่งขาออก แล้ววิ่งตรงไปตามทางจราจร จนถึงจุดกลับตัว (บริเวณปั๊ม ปตท.ตลิ่งชัน) กลับตัว วิ่งตามทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้า ผ่านเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เบี่ยงขวาลงทางลาด ผ่านวัด
อมรินทราราม วิ่งเข้าลานหน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เข้าเส้นชัย และคืนพื้นผิวการจราจร

มินิมาราธอน ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร Cut-Off เวลา 7.00 น. รับสมัคร 4,000 คน ค่าสมัคร 650 บาท เริ่มปล่อยตัวเวลา 04.20 น. ที่หน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ วิ่งสวนทางจราจรขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ วิ่งชิดเส้นทางด้านขวา (สวนทางจราจร) วิ่งขึ้นทางลาด (ทางรถลงที่มาจากสะพานพระราม 8) เลี้ยวขวาวิ่งไปทางสะพานพระราม 8 จนลงสะพานพระราม 8 วิ่งตรงไปตามถนนวิสุทธิกษัตริย์ จนถึงแยก จปร. กลับตัวเข้าสู่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ (สวนทางจราจร) วิ่งตรงผ่านแยกบางขุนพรหม วิ่งกลับสะพานพระราม 8 (สวนทางจราจร) วิ่งเข้าทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้า ผ่านหน้าพาต้า ถึงจุดเปิดที่กั้น (ลุมพินีเพลส) วิ่งข้ามมาฝั่งขาออก กลับตัว วิ่งตามทางคู่ขนานลอยฟ้าฯ ฝั่งขาเข้าเบี่ยงขวาลงทางลาด วิ่งขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวซ้ายผ่านวัดอมรินทราราม วิ่งเข้าลานหน้า รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เข้าเส้นชัย และคืนพื้นผิวการจราจร

เดินเพื่อสุขภาพ (Fun Run) ระยะทางประมาณ 5.5 กิโลเมตร Cut-Off เวลา 7.00 น. รับสมัคร 2,500 คน ค่าสมัคร 550 บาท เริ่มปล่อยตัวเวลา 05.30 น. ที่ศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช (SiMR) วิ่งตรงไปตามถนนเรียบทางรถไฟ ลอดใต้สะพานอรุณอมรินทร์ ขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ จากนั้นกลับตัวขึ้นทางยกระดับมุ่งหน้าไปกรมอู่ทหารเรือ วิ่งไปตามทางยกระดับจนลงทางยกระดับ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวังเดิม จนทะลุออกแยกถนนวังเดิม เลี้ยวขวาที่แยกถนนวังเดิม จนถึงทางยกระดับ วิ่งขึ้นบนทางยกระดับไปจนถึงสะพานอรุณอมรินทร์ เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นชัย และคืนพื้นผิวการจราจร

ในแต่ละประเภทมีรางวัลและของที่ระลึกดังนี้ ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 1 ในการแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอน จะได้รับถ้วยรางวัล Overall ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนผู้เข้าเส้นชัย เป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของระยะทางวิ่งฮาล์ฟและมินิมาราธอน ในทุกกลุ่มอายุ จะได้รับถ้วยรางวัลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ผู้ที่เข้าเส้นชัย 50 อันดับแรกของระยะฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอน จะได้รับหมอนพิมพ์ลายน้องไบโอบ 1 ใบ และผู้สมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ทุกระยะทาง จะได้รับเสื้อที่ระลึก 1 ตัว พร้อมรับเหรียญที่ระลึก Collection 6 ปี ศิริราชเดิน-วิ่ง ที่บอกเล่าเรื่องราวสถานที่สำคัญของ รพ.ศิริราช จำนวน 1 เหรียญ

พิเศษสุดสำหรับผู้สมัครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ สามารถเข้าร่วมประเภท VIP โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เหนือระดับ โดยสามารถเลือกเข้าร่วมวิ่งได้ทุกประเภทระยะทาง พร้อมทั้งรับ Race Pack สุดพิเศษเฉพาะระดับ VIP เท่านั้น ประกอบด้วย เสื้อโปโลดีไซน์หรู เครื่องนวดเพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งภาพถ่ายบรรยากาศการวิ่งจากช่างภาพฟรีตลอดทั้งงาน เปิดรับสมัครจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ท่าน ค่าสมัคร 2,000 บาท

ศิริราช เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18 ยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันสู่ระดับสากล ด้วยการใช้ระบบ Chip Timing จับเวลาในระยะฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอน พร้อมมุ่งเน้นสวัสดิภาพนักวิ่งด้วยทีมแพทย์และรถพยาบาลฉุกเฉินตลอดเส้นทาง รวมถึงมอบสิทธิพิเศษประกันอุบัติเหตุให้กับผู้สมัครทุกท่าน นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกครบวงจร ทั้งจุดบริการน้ำดื่ม เกลือแร่ และพื้นที่จอดรถฟรีที่เซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า จำนวน 1,000 คัน และหอประชุมกองทัพเรือ จำนวน 300 คัน โดยมีรถรับ-ส่งให้บริการรับจากจุดจอดรถเข้าสู่บริเวณงานตั้งแต่เวลา 02.00 – 08.00 น. เพื่อให้มั่นใจว่าทุกก้าวของนักวิ่งจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

ผู้สนใจร่วมกิจกรรมสามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.runlah.com ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะครบจำนวน หากมีข้อสงสัยหรือพบปัญหาในการสมัคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทีมงาน “ศิริราชเดิน-วิ่ง ครั้งที่ 18” โทร. 02 419 9981, 02 419 8802, 02 419 9983, 02 419 8967 หรือติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook : ศิริราช เดิน-วิ่งผสานชุมชน

รักบี้ฟุตบอล นักเรียน 7 คน ชาย-หญิง เพื่อสภากาชาดไทย ส่งต่อพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบบริเวณชายแดน

รักบี้ฟุตบอล นักเรียน 7 คน ชาย-หญิง เพื่อสภากาชาดไทย  ส่งต่อพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบบริเวณชายแดน

รักบี้ฟุตบอล นักเรียน 7 คน ชาย-หญิง เพื่อสภากาชาดไทย ส่งต่อพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบบริเวณชายแดน

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

Donation HUB  สภากาชาดไทย ร่วมกับ สมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  จัดการแข่งขันรักบี้ฟุตบอล 7 คน นักเรียน ชาย – หญิง รอบชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย  เพื่อสภากาชาดไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 10 -11 มกราคม 2569 ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) เพื่อพัฒนาทักษะกีฬารักบี้ฟุตบอลในระดับเยาวชน พร้อมเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เข้าร่วมการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ควบคู่กับการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยรายได้จากการแข่งขันหลังหักค่าใช้จ่าย นำไปสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ประธานพิธี กล่าวว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันรักบี้ฟุตบอล 7 คน นักเรียนชาย–หญิง เพื่อสภากาชาดไทย รอบชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า ไม่เพียงส่งเสริมทักษะทางกีฬา เสริมสร้างวินัย ความสามัคคี และน้ำใจนักกีฬาให้แก่เยาวชน หากแต่ยังเป็นการแข่งขันเพื่อการกุศลที่มีวัตถุประสงค์ในการสมทบทุนสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย นำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดน พร้อมทั้งชื่นชมคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ผู้ให้การสนับสนุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดการแข่งขันในครั้งนี้ พร้อมให้กำลังใจนักกีฬาทุกคน ที่ทำการแข่งขันด้วยความมุ่งมั่น เต็มความสามารถ ยึดมั่นในกติกา และแสดงออกถึงน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง”

การแข่งขันครั้งนี้มีทีมเยาวชนจากนานาประเทศในทวีปเอเชียเข้าร่วมแข่งขันกัน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไต้หวัน อินเดีย และปากีสถาน แบ่งเป็นทีมชาย 8 ทีม และทีมหญิง 5 ทีม โดยผลการแข่งขัน  ประเภททีมชาย คือ ทีมปาหัง มาเลเซีย ซูร์ตส์ สคูล เอาชนะ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ไปด้วยสกอร์ 27–17 จุด ประเภททีมหญิง คือ คาลินกา อินส์ติทิวต์ ออฟ สคูล ไซแอนซ์ จากอินเดีย คว้าแชมป์ หลังเอาชนะ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 66 จังหวัดนราธิวาส 20–10 จุด