‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ในวันที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในวงการออกแบบอีกต่อไป รวิภา รมยะรูป  (Ravipa Ramyarupa) ยืนหยัดในฐานะสถาปนิกชาวไทยผู้มองโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยเติมลมหายใจใหม่ให้กับพื้นที่ เมือง และชุมชน

ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นในแวดวงสถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง adaptive reuse หรือการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงานออกแบบร่วมสมัย และสำหรับ รวิภา รมยะรูป นี่คือแนวทางหลักที่เธอประยุกต์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

เพราะสำหรับ รวิภา อาคารทุกหลังที่มีอยู่เดิมต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายครั้งคุณค่าของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ และทำให้มันกลับมามีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง

ประโยคที่ว่า “อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด คืออาคารที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสถาปัตยกรรมโลก และยิ่งเมื่อเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นโจทย์สำคัญของยุคสมัย วิธีคิดเรื่องการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

แนวทางนี้ไม่ได้มองอาคารเก่าเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หมดอายุการใช้งาน หากแต่เห็นมันเป็นทรัพยากร เป็นความ  ทรงจำและเป็นจุดตั้งต้นของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งแต่อดีตโรงงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาคารสำนักงานร้างที่ถูกแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรมในวันนี้จึงกำลังตั้งคำถามมากขึ้นว่า อนาคตของการออกแบบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะสร้างเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่เราเลือกเก็บรักษาไว้ด้วย

รวิภา จบการศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design และได้ทำงานในฐานะสถาปนิกให้กับบริษัทต่างๆ  เช่น Skidmore, Owings and Merrill (SOM), Marble Fairbanks Architects, Caruso St. John Architects, SO-IL และ Thomas Phifer and Partners

แนวคิดด้านการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างสร้างสรรค์นี้ปรากฏชัดในผลงานของเธอ Sewn Into the City โครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดที่จัดโดย Buildner ภายใต้หัวข้อ Re: Form: New Life for Old Spaces เวทีประกวดแห่งนี้ได้ตั้งโจทย์ท้าทายให้สถาปนิกทั่วโลกร่วมคิดค้นแนวทางใหม่ในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่พื้นที่ว่างเปล่าและอาคารร้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ โรงงานสิ่งทอร้างในเมือง Sebeta ประเทศเอธิโอเปีย โดยแทนที่จะเลือกเริ่มต้นจากการรื้อถอน รวิภา กลับเสนอการเติมชีวิตใหม่ให้โครงสร้างเดิมผ่านการสอดแทรกฟังก์ชันใหม่เข้าไป ทั้งพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชน อาคารเดิมไม่ได้ถูกลบหรือปกปิด แต่ถูกฟื้นฟูและปรับบทบาทใหม่ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอีกครั้ง สมกับชื่อโครงการที่สื่อถึงการ “เย็บ” อาคารหลังนี้กลับเข้าไปในผืนผ้าของเมืองโดยรอบ

อีกหนึ่งโครงการของเธอคือ Greenpoint Library and Environmental Education Center ที่ บรู๊กลิน ระหว่างทำงานอยู่ที่ Marble Fairbanks Architects โครงการนี้ตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวกับมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าห้องสมุดสาธารณะทั่วไป แต่เป็นทั้งทรัพยากรของชุมชนและตัวอย่างของการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามาในตอนท้าย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของงานออกแบบตั้งแต่ต้น

อาคารหลังนี้ได้รับการรับรอง Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) Gold และใช้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ทั้งการรับแสงธรรมชาติ แผงโซลาร์เซลล์ หลังคาสีเขียว และระบบจัดการน้ำฝน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Architizer A+ Awards, Award of Merit จาก AIA Brooklyn+Queens Design Awards, รางวัลจาก NYCxDesign 2021 ในสาขา Greater Good: Social and Environmental Impact รวมถึง Design Excellence Award จาก New York Public Design Commission

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารางวัล สำหรับ รวิภา คือความเชื่อที่ยิ่งชัดขึ้นว่า สถาปัตยกรรมจะมีความหมายได้จริง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานทางรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ระดับความใส่ใจต่อบริบท ชุมชน และผลกระทบที่งานชิ้นนั้นมีต่อพื้นที่รอบตัว

ปัจจุบัน รวิภา ทำงานอยู่ที่ Thomas Phifer and Partners หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความประณีตบรรจงของงานออกแบบ ตลอดจนความใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทและรายละเอียดทางเทคนิค บริษัทนี้จึงได้รับคัดเลือกจาก Bureau of Overseas Buildings Operations (OBO) แห่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รับสัญญา Worldwide AE Design IDIQ อันทรงเกียรติ ส่งผลให้ Thomas Phifer and Partners เป็นหนึ่งในเพียง 12 บริษัททั่วโลก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและบริหารจัดการอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลก

ขอบเขตของภารกิจนี้นับว่าใหญ่ไม่น้อย เพราะหน่วยงานดังกล่าวดูแลทรัพย์สินที่ใช้งานจริงมากกว่า 3,000 แห่ง ในกว่า 290 สถานทูตและที่ทำการทางการทูต และงานจำนวนมากภายใต้ภารกิจนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างใหม่เสมอไป    แต่รวมถึงการบูรณะ การปรับปรุง และการนำอาคารเดิมกลับมาใช้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงบทบาททางการทูต

หากมองจากประเทศไทย เส้นทางของ รวิภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ ดีไซเนอร์ไทยเลือกใช้วิถีทางที่ยึดโยงกับอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกก็จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

ในช่วงเวลาที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามเรื่องเราควรสร้างอะไร สร้างอย่างไร และต้องแลกด้วยต้นทุนแบบไหน กำลังถูกถามด้วยความเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม และในบริบทเช่นนี้ การนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ก็ไม่ได้เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการปฏิบัติวิชาชีพอย่างรับผิดชอบ

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์อันเปี่ยมล้นผ่านโครงการที่หลากหลายรูปแบบ ผลงานในอนาคตของ รวิภา รมยะรูป จึงเปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง 

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

นักธุรกิจชาวไทยนำโดย “สมาน คุณากรไพบูลย์ศิริ” พร้อมคณะคนไทย ร่วมกันจัดสร้างอนุสรณ์สถานตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาพร้อมรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาและบุษบก สำหรับบรรจุอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและความเสียสละของพระองค์ ณ วัดไจ๊กะลอ เมืองย่างกุ้ง เมียนมา โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

“ผมกับคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย รู้จักกันมานาน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 คุณดนัย ได้มาพบผมและเล่าให้ผมฟังว่า ได้เดินทางไปประเทศเมียนมา ไปพบศาลของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ที่ตั้งอยู่ที่วัดไจ๊กะลอ มีความคิดที่จะให้ชาวไทยร่วมสร้างตำหนักให้ใหม่เพื่อให้สมพระเกียรติ  ซึ่งคุณดนัยทราบว่า ผมรู้จักกับผู้ใหญ่ในประเทศเมียนมา จึงให้ผมขออนุญาตในการก่อสร้างตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา” นายสมานกล่าว

โครงการจัดสร้างอนุสรณ์สถานตำหนักนี้ยังเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีและประวัติศาสตร์ที่ยืนยาวของทั้งไทยและพม่า และการก่อสร้างได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากทางวัดไจ๊กะลอและกรมการศาสนาของเมียนมาเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง จากวัดไจ๊กะล่อ และทางกรมศาสนาแล้ว ได้บวงสรวงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ที่กองทัพภาคที่ 3 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 และได้เริ่มดำเนินการเซ็นสัญญาก่อสร้างให้บริษัท A1 เป็นผู้ดำเนินการสร้างและเริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568เริ่มก่อสร้างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ได้บวงสรวงวัดไจ๊กะล่อ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 และวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 จนถึงวันนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 80% คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม และฉลองประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2569

เตรียมจัดพิธีบวงสรวง ณ พิษณุโลก-วัดสระเกศ-แม่สาย เชียงราย

ก่อนที่จะอัญเชิญสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาไปประทับที่วัดไจ๊กะลอ เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมานั้น จะได้อัญเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไปยังจังหวัดพิษณุโลก ณ พระราชวังจันทร์ ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ในวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 ซึ่งในเย็นวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะมีการเสวนาประวัติของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาโดยผู้เชี่ยวชาญ ต่อด้วยพิธีบวงสรวงอัญเชิญดวงจิตของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา มาสถิตที่หุ่น พร้อมทั้งการทำพิธีเทวาภิเษกรูปสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาจำลอง

วันที่ 9-16 มิถุนายน 2569 จะอัญเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา มาที่วัดสระเกศ(ภูเขาทอง) ประทับวิหารของพระอัฏฐารส ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดวิหารทอง อ.เมืองพิษณุโลก แล้วเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา กระทำประทักษิณรอบบรมบรรพตภูเขาทอง 1 รอบ จากนั้นเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา  ประดิษฐานลานหน้าพระวิหาร พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา แล้วเสร็จพิธี

โดยจะเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาเข้าสู่พระวิหารพระอัฏฐารสฯ ประดิษฐานไว้บนพระแท่น วันที่ 10-16 มิถุนายน 2569 ให้ประชาชนเข้าสักการะสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา 

วันที่ 18-21 มิถุนายน 2569 จะอัญเชิญสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไปประทับที่วัดพระธาตุดอยเวา ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา รวมถึงพระอนุชาคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ และหลวงปู่โง่น โสรโย บวงสรวงสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา จัดนิทรรศการสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ณ บริเวณชั้นลอย ชั้น2 ทางเดินไปสกายวอล์ค วันศุกร์ที่19 – วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569

ทุกสถานที่ที่อัญเชิญสมเด็จพระสุพรรณกัลยาไปประทับ เพื่อให้ประชาชน ได้สักการะสมเด็จพระสุพรรณกัลยา จะเป็นดอกบัวสีขาว ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม จะเก็บไปทำมวลสาร เพื่อสร้างพระผง ด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ด้านหลังเป็นรูป 3 พระองค์ เพื่อแจกให้ประชาชนในวันฉลองตำหนักพระสุพรรณกัลยา และในวันที่อัญเชิญพระนางสมเด็จฯไปวัดไจ๊กะล่อ

ภายในงานแถลงข่าวยังมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ในโครงการก่อสร้างพระตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา , พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และพระอาจารย์กาญจน์ สุญาณิกโพธิ (ป.ธ.9) วัดสระเกศฯ , ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมด้วย

สำหรับเจดีย์ไจ๊กะลอ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา ปัจจุบันมีอายุ 2,334 ปี ตั้งอยู่ในเมืองมิงกะลาดอน แคว้นย่างกุ้ง โดยในพุทธศักราช 235 พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งจักวรรดิโมริยะ ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ภายใต้การกำกับดูแลของพระโมคคัลลีบุตรติสเถระ และได้ส่งพระสมณทูตเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังอาณาจักรต่างๆ 9 แห่ง โดยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ พร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า หนึ่งในเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า คือ เจดีย์ไจ๊กะลอ สร้างโดยพระเจ้าศรีมาโศกะมิน หรือพระเจ้าธิหะทีป ผู้ปกครองเมืองทะตอนร่วมด้วยพระอรหันต์ที่เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิ

“พระสุพรรณกัลยา”ขัตติยนารีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอยุธยา

ประวัติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 17 แห่งอาณาจักรอยุธยา และปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย และพระวิสุทธิกษัตรีย์ (พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 15 แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระสุริโยทัยแห่งราชวงศ์สุโขทัย) พระสุพรรณกัลยา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ประสูติในปีพุทธศักราช 2095 ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก

สำหรับพระสุพรรณกัลยา ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า ฉบับอูกาลา มหายาสะเวงจี (U Kala Mahayazawingji) และฉบับมหายาสะเวงเต๊ะ (Mahayazawinthet) และมีบันทึกผ่านทางจารีตการบอกเล่าในแวดวงนักประวัติศาสตร์ไทย ผ่านคำให้การชาวกรุงเก่า และคำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุว่าในปีพุทธศักราช 2112 เจ้าฟ้าสองแคว (พระอิสริยยศของพระมหาธรรมราชาเมื่อครั้งได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าบุเรงนองให้ขึ้นครองพิษณุโลก) ได้ถวายพระสุพรรณกัลยา พระชันษา 17 ปี กับบริวารและนางสนมรวม 15 คนแก่พระเจ้าบุเรงนองหรือพระเจ้าช้างเผือก ผู้ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ยอมพลัดพรากจากแผ่นดินเกิดไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสาวดี 

พงศาวดารพม่ามีการกล่าวถึงพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง มีฉายาว่า “อะเมียวหย่ง” แปลว่า “ผู้จงรักภักดีในชาติพันธุ์แห่งตน” นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ‘อะเมียวหย่ง’  คือพระนามที่ชาวพม่าใช้เรียกขานพระสุพรรณกัลยา พระนางมีพระธิดา 1 พระองค์กับพระเจ้าบุเรงนอง ทรงได้รับพระราชทานพระนามว่า เจ้านางเมงอทเว

ภายหลังจากที่พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ. 2124  พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์แทน ภายหลังจากที่พระมหาอุปราชามังกะยอชวาสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2135 จากการทำสงครามยุทธหัตถี กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งการสิ้นพระชนม์นั้นในพงศาวดารรวมถึงคำให้การต่างๆ ทั้งของไทยและพม่าต่างก็ให้ข้อมูลต่างกันออกไปเกี่ยวกับการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา ในปีพุทธศักราช 2135 รวมสิริพระชนมายุ 40 พรรษา

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

เปิดตำนานเมืองปราจีนบุรีไปกับสองหนุ่มสายลุย  อย่าง ‘เต้ย พงศกร’ และแขกรับเชิญสุดพิเศษ ‘น้ำ รพีภัทร’ ที่จะพาทุกคนไปตื่นตาตื่นใจกับ “วัดรัตนเนตตาราม” หรือ วัดล้านหอย สถาปัตยกรรมสุดวิจิตรที่ประดับประดาด้วยเปลือกหอยนับล้านตัว  จนดูราวกับเมืองใต้บาดาลอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อด้วยการลิ้มรสภูมิปัญญาความอร่อยระดับตำนานที่ “ร้านขนมเขียวแม่ปุก” ขนมพื้นบ้านแป้งนุ่มละมุนหอมกลิ่นใบเตยแท้ที่นึ่งสดใหม่แบบคำต่อคำ 

ก่อนจะไปปิดท้ายความตื่นเต้นระดับมรดกโลก ณ จุดชมกระทิงเขาแผงม้า เพื่อซุ่มดูฝูงกระทิงป่าตัวเขื่องที่ออกมาอวดโฉมท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ที่ยังคงความสมดุลไว้อย่างน่าอัศจรรย์ จากวิถีท่องเที่ยวสุดฟินสู่บทเรียนการเปลี่ยนโลก ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง จุดกำเนิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนผลไม้อย่าง “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมส่งออกไกลถึง 60% ทั่วโลก พร้อมเจาะลึกกระบวนการแปรรูปเป็น “มะม่วงกวน” เนื้อสีทองที่รักษาความหวานอมเปรี้ยวธรรมชาติไว้ครบถ้วน 100%    โดยมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นลมใต้ปีกที่สำคัญที่เข้ามาสนับสนุนทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีการจัดการสวน เพื่อพลิกฟื้นอดีตหมู่บ้านร้างให้กลายเป็นแผ่นดินทองคำที่สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

การเดินทางครั้งนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังแห่งความร่วมมือสามารถยกระดับเกษตรกรไทยสู่สากลได้อย่างไร

ติดตามชมได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ทางช่อง 9 MCOT HD เวลา 20.20 น. บอกเลยว่าสาระและความสนุกครบรสจนคุณไม่ควรพลาด!!

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็ก ๆ ไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายด้านการเรียนเท่านั้น   แต่ยังต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างความสัมพันธ์ การรับมือกับความขัดแย้ง และการเผชิญกับการกลั่นแกล้งทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรงพยาบาลพระรามเก้า ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรหลานอายุ 3–12 ปี เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา “เมื่อโลกไม่ใจดี ต้องสอนลูกให้มีทักษะสังคม” เพื่อเรียนรู้แนวทางเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้ลูกตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมทำความเข้าใจพัฒนาการด้านอารมณ์และการเข้าสังคม เรียนรู้วิธีสังเกตสัญญาณเตือนเมื่อลูกเริ่มมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนแนวทางดูแลและส่งเสริมให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า เจ้าของเพจ “หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง” ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กในยุคดิจิทัล ผ่านหัวข้อสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น ทักษะทางสังคมคืออะไร, วิธีสังเกตว่าลูกเริ่มมีปัญหาการเข้าสังคม, ทำไมเด็กจึงต้องมีเพื่อน, การรับมือกับการบูลลี่ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ รวมถึงวิธีช่วยให้ลูกเข้าสังคมได้ดีขึ้น

กิจกรรมจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องประชุม Grand Hall ชั้น 5 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน QR Code  หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่  โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ครอบครัวเท่านั้น กิจกรรมดี ๆ ครั้งนี้เปิดให้เข้าร่วม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพราะในโลกที่ไม่ได้ใจดีกับทุกคนเสมอไป การสอนให้ลูกมีทักษะในการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมั่นคง อาจเป็นหนึ่งในภูมิคุ้มกันชีวิตที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูกได้ตั้งแต่วันนี้

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

แนะนำ 4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับมือใหม่ พร้อมทางเลือกอย่างการนำแบรนด์เนมมาขายฝากเพื่อรับเงินก้อนด่วน อนุมัติไว ดอกเบี้ยถูก เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

อยากเริ่มทำธุรกิจแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน? หลายคนมักนึกถึงการกู้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ความจริงเรามีอยากเริ่มทำธุรกิจแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน? หลายคนมักนึกถึงการกู้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ความจริงเรามีเงินก้อนซ่อนอยู่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินออม หรือแม้แต่ขายฝากสินค้าแบรนด์เนมหรือของสะสม ซึ่งปัจจุบันมีบริการรับขายฝากที่ปลอดภัยกว่า ถือเป็นแหล่งเงินทุนสำรองที่ช่วยสานฝันธุรกิจคุณได้แบบไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยมหาโหด

ทำไมสินเชื่อส่วนบุคคลถึงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด?

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ย่อมมีความเสี่ยงและต้องใช้เวลากว่าธุรกิจจะคืนทุน หากคุณเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยสูงถึง 16-25% ต่อปี ภาระดอกเบี้ยที่เดินหน้าทุกวันอาจทำให้เกิดภาวะเงินตึงมือและกลายเป็นหนี้พอกพูนจนธุรกิจสะดุดลงได้ การหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจึงปลอดภัยกว่ามาก

4 แหล่งเงินทุนสำรอง กู้ฝันธุรกิจให้เป็นจริง

เมื่อสินเชื่ออาจทำให้ต้นทุนสูงเกินไป เราลองหันมามอง 4 แหล่งเงินทุนรอบตัวที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์มากกว่ากันดีกว่า

1. เปลี่ยนสินทรัพย์ลักชัวรี่เป็นทุนหมุนเวียน

ของใช้แบรนด์เนมอย่างกระเป๋าหรือนาฬิกาหรู คือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง หากต้องการเงินก้อนด่วนไปหมุนเวียนในธุรกิจ คุณสามารถนำมาแปลงเป็นเงินสดระยะสั้นได้ ให้วงเงินสูง ยืดหยุ่น ไม่ต้องเช็กเครดิตบูโร ถือเป็นช่องทางหาเงินทุนที่ตอบโจทย์คนทำธุรกิจที่สุด

หากกำลังมองหาแหล่งเงินทุนที่ไว้ใจได้ JIPJIPMONEY ผู้นำด้านบริการรับขายฝากสินค้าลักชัวรี่ พร้อมเป็นผู้ช่วยคุณ เราประเมินราคาอย่างเป็นธรรม วงเงินสูง โอนไวใน 1 ชั่วโมง และคิดดอกเบี้ยถูกเพียง 0.89% ต่อเดือน เมื่อธุรกิจมีกำไรก็สามารถนำเงินมาไถ่ถอนกระเป๋าใบโปรดคืนไปได้แบบสบายๆ

2. เงินออมฉุกเฉิน

แหล่งเงินทุนที่ปลอดภัยที่สุดเพราะไม่มีดอกเบี้ย แต่หลักการคือไม่ควรทุบกระปุกนำเงินเก็บทั้งหมดมาลงทุน แนะนำให้แบ่งมาใช้เพียงบางส่วน และควรเหลือสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน

3. ระดมทุนจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิท

เป็นแหล่งทุนที่เข้าถึงง่ายและมักจะไม่มีดอกเบี้ย หรือมีในอัตราที่ต่ำมาก แต่เพื่อป้องกันปัญหาผิดใจกันในอนาคต แนะนำให้พูดคุยแผนธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และทำสัญญายืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายในการทำธุรกิจระยะยาว

4. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากภาครัฐ

หากต้องการเงินก้อนใหญ่ ควรพิจารณาโครงการของรัฐหรือธนาคารเฉพาะกิจ (เช่น SME D Bank) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักให้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารทั่วไปและผ่อนชำระได้นาน แต่อาจต้องใช้เวลาเตรียมแผนธุรกิจและรออนุมัตินานกว่าวิธีอื่น

สรุปบทความ

การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องแบกรับดอกเบี้ยมหาโหดเสมอไป แค่สำรวจสินทรัพย์รอบตัวและวางแผนการเงินให้ดี ก็มีเงินทุนที่ปลอดภัยได้ และถ้าคุณมีสินค้าลักชัวรี่ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นทุน JIPJIPMONEY พร้อมสนับสนุนทุกก้าวการเติบโตของคุณด้วยบริการขายฝากที่โปร่งใสและได้มาตรฐานที่สุด

Facelift คืออะไร? เจาะลึกดึงหน้าเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ที่ ALINE Clinic

Facelift คืออะไร? เจาะลึกดึงหน้าเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ที่ ALINE Clinic

Facelift คืออะไร? เจาะลึกดึงหน้าเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ที่ ALINE Clinic

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

Facelift คืออะไร? เจาะลึกผ่าตัดดึงหน้า ลดผิวหย่อนคล้อย ลดริ้วรอยร่องลึก ด้วยเทคนิคซ่อนแผล แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ที่ ALINE Clinic โคราช

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยที่ตัวเลขเพิ่มขึ้น ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยร่องลึก และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้า ย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนพยายามหาวิธีดูแลตัวเองสารพัดรูปแบบ แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ปัจจุบันเทคนิคทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก หนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจและช่วยให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ลงอย่างตรงจุดคือการทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือที่เรียกกันว่า Facelift

บทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกว่า Facelift คืออะไร? มีกี่แบบ? พร้อมแนะนำสถานที่ดูแลความงามที่ได้มาตรฐานอย่าง ALINE Clinic โคราช ที่โดดเด่นเรื่องเทคนิคซ่อนแผลและมีการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง

ผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) คืออะไร?

การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift หรือ Rhytidectomy) คือกระบวนการทางศัลยกรรมที่มุ่งเน้นการยกกระชับผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าและลำคอที่มีความหย่อนคล้อย แพทย์จะทำการปรับโครงสร้างและจัดเรียงเนื้อเยื่อชั้นลึกให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมกับนำผิวหนังส่วนเกินออกไป เพื่อลดเลือนริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า ทำให้โครงหน้าดูมีมิติและผิวหน้าแลดูตึงกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สัญญาณความหย่อนคล้อยแบบไหนที่ควรพิจารณาทำ Facelift

ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้าเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการยุบตัวของมวลกระดูก ความหย่อนคล้อยของเอ็นยึดผิว และความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ โดยสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าอาจถึงเวลาพิจารณาการทำ Facelift มีดังนี้

●      ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

●      มีริ้วรอยร่องแก้มลึก หรือร่องน้ำหมากที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า

●      กรอบหน้าไม่ชัดเจน มีปัญหาแก้มย้อย หรือมีเนื้อส่วนเกินบริเวณเหนียงและลำคอ

●      ผู้ที่เคยผ่านการดูแลผิวด้วยวิธีอื่น เช่น โปรแกรมยกกระชับด้วยเครื่องมือแพทย์ หรือโปรแกรมร้อยไหม แล้วยังได้ผลลัพธ์ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ดึงหน้า Mini Facelift และ Full Facelift ต่างกันอย่างไร?

การทำ Facelift ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อดึงผิวทั้งใบหน้าเสมอไป แพทย์จะประเมินปัญหาของแต่ละบุคคลเพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสม โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้

1. Mini Facelift (ดึงหน้าเฉพาะจุด)

เทคนิคนี้เป็นการผ่าตัดดึงหน้าแบบเฉพาะส่วน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการลดปัญหาเฉพาะจุด เช่น บริเวณแก้มส่วนล่าง กรอบหน้า หรือแนวกราม ข้อดีของ Mini Facelift คือแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กกว่า อาการบวมช้ำน้อยกว่า และใช้เวลาในการพักฟื้นค่อนข้างสั้น ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น โดยยังคงให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

2. Full Facelift (ดึงหน้าแบบครอบคลุมทั้งใบหน้า)

สำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยทั่วทั้งใบหน้าค่อนข้างมาก มีร่องลึกหลายจุด หรือต้องการปรับรูปหน้าให้ตึงกระชับแบบองค์รวม การทำ Full Facelift จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

เทคนิคนี้จะครอบคลุมการประเมินตั้งแต่ใบหน้าส่วนบน ส่วนกลาง ส่วนล่าง ไปจนถึงลำคอ แม้จะใช้เวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นนานกว่าแบบเฉพาะจุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะครอบคลุมและช่วยลดปัญหาความหย่อนคล้อยทั่วใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและความเสี่ยงที่ควรรู้

การเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การพักฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้เข้ารับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้

●      แจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

●      งดรับประทานวิตามิน อาหารเสริม หรือยาที่มีฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด อย่างน้อย 7-10 วันก่อนผ่าตัด เพื่อลดโอกาสที่เลือดจะออกมากผิดปกติ

●      งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังทำ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องแผลหายช้า

●      ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดน้ำและอาหารอย่างเคร่งครัด หากต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย

แม้การผ่าตัดจะมีความเสี่ยงทั่วไป เช่น อาการบวมช้ำหลังทำ แต่การเข้ารับบริการกับแพทย์ผู้ชำนาญการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน จะช่วยประเมินและดูแลความเสี่ยงเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

แนะนำโปรแกรมผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ซ่อนแผล ที่ ALINE Clinic โคราช

หากกำลังมองหาสถานพยาบาลสำหรับปรับโครงสร้างใบหน้าและลดความหย่อนคล้อยที่ได้มาตรฐาน ALINE Clinic ถือเป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ โดยมีคุณหมอภูวิช แพทย์ผู้ชำนาญการคอยดูแลและประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด ชูจุดเด่นด้วยเทคนิคการผ่าตัดดึงหน้าที่เน้นซ่อนรอยแผล แผลผ่าตัดเล็ก และให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติของใบหน้า

เทคนิค SMAS และ Deep Plane ยกกระชับล้ำลึก

ความโดดเด่นของโปรแกรมผ่าตัดดึงหน้าที่นี่ คือการเลือกใช้เทคนิคที่ลงลึกถึงโครงสร้างภายใน ทั้งแบบ SMAS Facelift และ Deep Plane Facelift ซึ่งเป็นการเข้าไปจัดการถึงชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและชั้นกล้ามเนื้อ แพทย์จะทำการเย็บล็อคเนื้อเยื่อหลายชั้น เพื่อพยุงโครงสร้างใบหน้าให้มีความตึงกระชับจากภายในสู่ภายนอก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้แลดูเป็นธรรมชาติ ไม่ตึงรั้งจนเกินไป และช่วยคงสภาพความกระชับได้ยาวนาน

วิเคราะห์ปัญหาและออกแบบดึงหน้า 5 ส่วน

เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละบุคคลอย่างตรงจุด แพทย์จะทำการประเมินและออกแบบการดึงหน้าโดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนหน้าผากเพื่อลดรอยย่นและปรับระดับคิ้ว ส่วนบนบริเวณขมับเพื่อยกหางตา ส่วนกลางเพื่อลดร่องแก้มลึก ส่วนล่างเพื่อเก็บกรอบหน้าและลดร่องน้ำหมาก รวมถึงส่วนลำคอเพื่อลดปัญหาเหนียงและคอหย่อนคล้อย ผู้รับบริการสามารถเลือกปรับเฉพาะส่วนที่มีปัญหา หรือเลือกดึงร่วมกันหลายส่วนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม

ราคาโปรโมชันและการดูแลแบบ VIP

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย ทาง ALINE Clinic มักจะมีการจัดแคมเปญหรือโปรโมชันพิเศษอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะโปรโมชันสำหรับเคสรีวิวที่ให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น ราคาโปรโมชันเพียงส่วนละ 69,900 บาท* พร้อมบริการดูแลแบบ VIP ครบวงจร เช่น บริการที่พักสำหรับผู้เข้ารับบริการ รวมถึงทีมงานดูแลติดตามผลและทำแผลอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดช่วงเวลาพักฟื้น

*อัตราค่าบริการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่คลินิกอีกครั้งก่อนเข้ารับบริการ

สรุปบทความ

การทำ Facelift เป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยร่องลึกและจัดการกับความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการดึงหน้าแบบ Mini หรือ Full Facelift การเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติและมีความปลอดภัย สำหรับผู้ที่สนใจทำโปรแกรมผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ซ่อนแผล ที่ ALINE Clinic โคราช สามารถส่งภาพมาให้ประเมินโครงสร้างใบหน้า หรือนัดหมายเข้ามาพบคุณหมอล่วงหน้าได้เลยที่โทรศัพท์ 099-269-2663 หรือ LINE OA: @alineclinic เจ้าหน้าที่ทางคลินิกพร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Facelift (FAQ)

ร้อยไหมกับผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) แบบไหนดีกว่ากัน?

การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อย โปรแกรมร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางและไม่ต้องการผ่าตัด ส่วนโปรแกรม Facelift จะตอบโจทย์ผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินและมีความหย่อนคล้อยของโครงสร้างชั้นลึกที่ต้องการปรับอย่างชัดเจน ซึ่งให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ครอบคลุมกว่า

ผ่าตัดดึงหน้าเจ็บไหม ใช้เวลาพักฟื้นนานเท่าไร?

ระหว่างการผ่าตัดจะมีการใช้ยาชาหรือยาสลบร่วมด้วย ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกเจ็บน้อย ขณะที่หลังทำอาจมีอาการบวมช้ำบ้างซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ทำ หากเป็นแบบเฉพาะจุดจะใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างสั้น แต่โดยทั่วไปจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในเวลาไม่นานเมื่อแผลเริ่มสมานตัว

ผลลัพธ์หลังทำ Facelift อยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลลัพธ์ของการดึงหน้าโดยเฉพาะเทคนิคที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS หรือ Deep Plane) จะช่วยพยุงโครงสร้างผิวได้ยาวนาน อย่างไรก็ตาม สภาพผิวจะยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยรักษาผลลัพธ์ให้คงความแลดูอ่อนเยาว์ไว้ได้นานขึ้น

คุณแหน : 29 พฤษภาคม 2569

คุณแหน:29 พฤษภาคม 2569

คุณแหน:29 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และกิจกรรม “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ชาวพิจิตร” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2569 ณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร..๐๐

๐๐ ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เข้ารับรางวัลเชิดชูเกียรติแก่คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) และใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.)..๐๐

๐๐ มิตรสหายปลื้มใจกับ ทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท PFP ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ที่ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นุรักษ์ มาประณีต เป็นประธานในงาน..๐๐

๐๐สุรช ล่ำซำ และครอบครัว มอบเงินช่วย รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาด โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุฒม์ ศรีรัตนบัลล์ รับมอบ..๐๐

๐๐ชาวนิติศาสตร์ มธ. รุ่น 10 เข้ารุ่นแรกปี 2503 นัดทำบุญ เลี้ยงพระ และสังสรรค์กันเป็นประจำทุกปี ปีนี้มีสมาชิกร่วม 40 คน อาทิ ระพีพรรณ รุจิรัต, นิภา สารกะภูติ, นิตยา ช้อนทอง, สุรินทร์ นาควิเชียร, วิรัช กาณจนวานิช, ธรรมนูญ อินทรโยธา, พงษ์ศักดิ์ วงษ์สวรรค์, วีระ ถนอมศักดิ์..๐๐

๐๐ธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ แม้มีภารกิจมากแต่ก็จัดสรรเวลาไปบรรยายให้หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9..๐๐

๐๐ ไม่เจอกันนาน พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#3 กว่า 40 คน มาสังสรรค์ 7 ปีรียูเนียน งานนี้ พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล, รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม, สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล, ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์, ปวิช ใจชื่น, กษาปณ์ เงินรวง, ทวีป วุฒิบาทุกาจิตต์, นงลักษณ์ วัชระเกียรติพงษ์, วราภรณ์ โอสถาพันธุ์, ศิรินทรา จงพิพัฒนสุข, ดร.ศรุต วานิชพันธุ์, แซม ตันสกุล, เฉลิม ประดิษฐอาชีพ, ถิรวัฒน์ พูนกาญจนะโรจน์, สุนันท์ พูลธนกิจ, ดร.อลิสา คงทน, วิทัศท์ สุรสิงห์โตทอง, เกริกกุล โกกนุทาภรณ์ ไม่ยอมพลาดโดยเฉพาะ บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล บินมาจาก จ.ตรัง เพื่องานนี้..๐๐

๐๐วันเกิดปีนี้ ทองคำ เกตุโชติ ได้ไปไหว้ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช กับ ไหว้พระบรมธาตุ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร..๐๐

๐๐ สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ร่วมบริจาคเงินเป็นทุนการศึกษาเยาวชนของมูลนิธิเพื่อการศึกษาสมาคมการตลาดแห่งประเทศ..๐๐

๐๐กรรณิการ์ เทววิชชุลดา วันเกิดไปทำบุญที่วัดปากน้ำ และปล่อยเต่าปล่อยปลา พร้อมบริจาคช่วยการศึกษาของเด็กพิเศษ ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..๐๐

๐๐ ณรงค์วิทย์ ชดช้อย แจ้ง สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี แจ้งเปิดเที่ยวตอนกลางคืน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นั่งรถส่องสัตว์ยามค่ำ บรรยากาศดีมาก ส่องน้องแบบใกล้ชิดสุดๆที่สำคัญจะได้เห็นชีวิตสัตว์จริงๆเพราะสัตว์ป่าส่วนใหญ่ จะใช้ชีวิตออกหากินตอนกลางคืนกัน เที่ยวได้ทั้งครอบครัวด้วย..๐๐

น้องใหม่

ชวนรู้จัก ‘กองทุน DE’ โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัล

ชวนรู้จัก 'กองทุน DE' โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัล

ชวนรู้จัก ‘กองทุน DE’ โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจึงได้ผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุนดีอี : DEF) ขึ้นตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริหารงานโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)

บทบาทของกองทุนดีอี ตามพระราชบัญญัติฯ หมวด 4 คือ การส่งเสริม สนับสนุน และให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา แก่หน่วยงานรัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป ครอบคลุม 6 ภารกิจหลัก คือ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อสาธารณะ ให้ทุนวิจัยและพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงาน สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลกระทบสูงและวงกว้าง จัดสรรงบดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และบริหารค่าใช้จ่ายกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ “ที่เป็นการต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่มีอยู่เดิมหรือโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่น”

กองทุนดีอี ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินของรัฐ ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่มีความพร้อมในการดำเนินโครงการด้านดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงการเปิดกว้างและการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

“กองทุนดีอี ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสนับสนุนเงินทุนแต่เป็นกลไกสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เราเป็นกองทุนชั้นนําในการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งเน้นโครงการที่สามารถต่อยอดได้จริง เกิดผลกระทบ เชิงบวกในวงกว้าง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในระยะยาว”

สำหรับเกณฑ์การพิจารณา กองทุนดีอี ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนดิจิทัล มีความสามารถในการบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมาย และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อสังคม ตลอดจนศักยภาพในการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืนหลังสิ้นสุดการสนับสนุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

โดยผู้ที่สนใจขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนดีอี สามารถติดตามความคืบหน้าของกรอบนโยบายการให้ทุนประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ

มาเปลี่ยนไอเดียของคุณให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ เพราะทุกความคิดมีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง กองทุนดีอีพร้อมสนับสนุนให้ทุกไอเดียเติบโตสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตดิจิทัลอย่างยั่งยืน

Booking.com เผยเทศกาลดนตรี EDM ดันพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

Booking.com เผยเทศกาลดนตรี EDM ดันพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

Booking.com เผยเทศกาลดนตรี EDM ดันพัทยาขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

แม้ปลายปี 2569 จะดูเหมือนยังอีกนาน แต่เมืองพัทยาในช่วงเดือนธันวาคมนี้กลับกำลังได้รับความสนใจจากผู้เดินทางทั่วโลก หลังจากที่มีการประกาศจัดงานเทศกาลดนตรีชื่อดังระดับโลกซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศเบลเยียมอย่าง Tomorrowland ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เทศกาลดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และ Booking.com แพลตฟอร์มการเดินทางดิจิทัลชั้นนำระดับโลกเปิดได้เผยว่า ยอดค้นหาที่พักในพัทยาสำหรับช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้น 13.78%* เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาจากยอดการค้นหาโดยรวม พบว่าผู้เดินทางจาก 10 ประเทศที่มีจำนวนการค้นหาที่พักในพัทยามากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย มาเลเซีย ไต้หวัน ไทย สหราชอาณาจักร อิสราเอล เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนการค้นหาสูงสุด ได้แก่ ไต้หวัน (667%) ญี่ปุ่น (215%) สิงคโปร์ (209%) ออสเตรเลีย (116%) และแอฟริกาใต้ (103%) ส่วนจำนวนการค้นหาจากผู้เดินทางจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น 9% แม้ว่าบัตรเข้าชมเทศกาลจะเปิดจำหน่ายและถูกจองเต็มอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 แต่พัทยายังคงมีตัวเลือกที่พักหลากหลายเพื่อรองรับผู้เดินทาง โดย Booking.com ไม่เพียงแนะนำที่พักที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรี EDM ได้สะดวก แต่ยังเหมาะสำหรับผู้เดินทางที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอันเต็มไปด้วยสีสันของเมืองพัทยาและกิจกรรมที่หลากหลายอีกด้วย

ที่พักแนะนำในพัทยา

La Miniera Pool Villas Pattaya

ที่พักแห่งนี้มอบบรรยากาศการพักผ่อนสุดหรู เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางเป็นกลุ่มและต้องการเข้าพักในบรรยากาศแบบสบาย ๆ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี พื้นที่อาบแดด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการผ่อนคลายอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องฟิตเนส อ่างแช่น้ำร้อน และแพ็กเกจสปาเพื่อสุขภาพ ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมืองพัทยา ผู้เข้าพักสามารถเดินทางโดยรถยนต์ไปยัง Wisdom Valley ได้อย่างสะดวกภายในเวลาประมาณ 15 นาที

Sea Sand Sun Resort and Villas

รีสอร์ทระดับ 5 ดาวแห่งนี้ตั้งอยู่บนชายหาดทรายขาวส่วนตัวในย่านนาจอมเทียน มาพร้อมตัวเลือกห้องพักที่หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้เดินทางทุกประเภท ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือเดินทางคนเดียว นอกจากสามารถขับรถยนต์ไปยัง Wisdom Valley ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 นาทีได้แล้ว ผู้เข้าพักยังสามารถเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงในพัทยาได้ เช่น หาดบางเสร่ สวนนงนุชพัทยา และสวนน้ำรามายณะ

มีเลีย พัทยา โฮเต็ล

หลังจากดื่มด่ำกับค่ำคืนสุดมันจากเทศกาลดนตรี ผู้เดินทางสามารถกลับมาพักผ่อนในโรงแรมดีไซน์ทันสมัยอันกว้างขวางเพื่อเติมพลังและผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ โรงแรมนี้มอบประสบการณ์การเข้าพักระดับ 5 ดาว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างพื้นที่อาบแดด สวนหย่อมแสนร่มรื่น และสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกห้องอาหารหลากหลายภายในโรงแรมที่นำเสนอทั้งอาหารจีน เอเชีย และนานาชาติ ในบรรยากาศที่ผสมผสานความดั้งเดิมและความทันสมัยอย่างลงตัว

Amari Pattaya

ในบริเวณทางเหนืออันเงียบสงบของอ่าวพัทยา ผู้เดินทางสามารถเพลิดเพลินกับห้องพักสุดหรูของ Amari Pattaya ได้อย่างสะดวกสบายซึ่งมาพร้อมกับหน้าต่างกระจกสูงจรดเพดานหรือระเบียงส่วนตัวที่สามารถชมวิวระยิบระยับของอ่าวได้อย่างเต็มตา นอกจากนี้ผู้เข้าพักจะได้ผ่อนคลายไปกับบริการสปาและฟิตเนสอีกด้วย สำหรับครอบครัวที่เดินทางพร้อมเด็ก ๆ ก็ยังสามารถสนุกสนานกับ Kids Aqua Park ของโรงแรม ที่มาพร้อมสไลเดอร์น้ำ รวมถึงได้รับสิทธิ์เข้าใช้ Tree House Kids’ Club ที่ช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการเข้าพักมากยิ่งขึ้น

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี 'ภรณี ลีนุตพงษ์' ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนฯ ร่วมยินดี ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.54 น.

คณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่รุ่นที่1 -รุ่นปัจจุบัน มาร่วมแสดงความยินดีกับ ภรณี ลีนุตพงษ์ ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ที่ร้านบ้านนอกเข้ากรุง โดยมีอดีตผู้บังคับบัญชา ท่าน สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์ (อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาค1) คุณชูจีรา กองแก้ว (อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี) คุณจารุวดี กู้ตลาด คุณวิไลวรรณ อินทปันตี คุณวิษา เจริญวัฒนานนท์ คุณมารยาท พัธนพันธุ์ คุณศิรินทรา จงพิพัฒนสุข คุณจุไรรัตน์ ปันยารชุน คุณสกุลรักษ์ วัฒนสิทธิสิน คุณมณี พูนพิริยะ คุณอัมพาพันธุ์ เจียรวนนท์ คุณพิสมัย บุณยเกียรติ คุณมยุรี วงษ์สามี คุณมยุรี น้อยใจบุญ และ ดร.นันทกา ยุกตะนันท์