เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย! ‘MCM x Monchhichi’ การพบกันครั้งใหม่ของสองไอคอน

3 กันยายน 2569 เวลา 17:39 น.

ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นจุดหมายแรกของโลกสำหรับการเปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษ “MCM x Monchhichi” เมื่อ MCM แบรนด์แฟชั่นลักชัวรีจากเยอรมนี ที่โดดเด่นด้านงานเครื่องหนังและแอ็กเซสซอรี เตรียมเผยโฉมความร่วมมือครั้งสำคัญอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายนนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่โลกแห่งแฟชั่นมาบรรจบกับเสน่ห์ของคาแรกเตอร์และวัฒนธรรมป๊อปได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการผสมผสานเอกลักษณ์ของ MCM เข้ากับความน่ารักอันเป็นที่จดจำของ ม่อนชิชิ (Monchhichi) พร้อมด้วย ฟรีน–สโรชา จันทร์กิมฮะ ที่มาร่วมถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของคอลเลกชั่นผ่านสไตล์โดดเด่นในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่

โดยความร่วมมือครั้งนี้ได้นำเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ MCM มาตีความผ่านมุมมองใหม่ โดยหยิบองค์ประกอบที่เป็นภาพจำของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ลวดลาย Visetos Monogram (วิเซโต้ โมโนแกรม), โทนสีคอนยัค (Cognac), อะไหล่โลหะสีทอง และแคนวาสคุณภาพสูง มาผสานเข้ากับรายละเอียดและคาแรกเตอร์ของ ม่อนชิชิ (Monchhichi) ถ่ายทอดออกมาเป็นคอลเลกชั่นที่ผสานความคลาสสิกของงานเครื่องหนังเข้ากับความน่ารักและความสนุกได้อย่างลงตัว 

สำหรับ MCM x Monchhichi ได้ถ่ายทอดผ่านกระเป๋าซิกเนเจอร์ 4 รุ่น ได้แก่ Liz Shopper กระเป๋าชอปเปอร์ขนาดกะทัดรัดสำหรับวันสบายๆ รวมถึง Aren East-West Shoulder Bag กระเป๋าสะพายทรงยาวแนวนอนที่ให้ลุคร่วมสมัย อีกทั้งยังมี Aren Vanity Case กระเป๋าทรงกล่องที่โดดเด่นด้วยรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ และ Toni Zip Shopper กระเป๋าชอปเปอร์ที่มาพร้อมความคล่องตัวในการใช้งาน โดยแต่ละรุ่นได้รับการเติมดีเทลของ ม่อนชิชิ (Monchhichi) ผ่านลวดลายพิมพ์ที่เพิ่มความน่ารักให้กับดีไซน์

ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดตัวคอลเลกชั่นครั้งแรกในประเทศไทยยังมาพร้อมความพิเศษที่จัดทำขึ้นสำหรับแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ กับ Monchhichi Keychain ของสะสมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทยในจำนวนจำกัด และมอบให้ในรูปแบบของของสมนาคุณเมื่อซื้อสินค้า เพื่อเติมเต็มความพิเศษให้กับการเปิดตัวครั้งนี้ 

และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการเปิดตัวคอลเลกชั่นครั้งแรกในประเทศไทย MCM ยังเตรียมจัดกิจกรรมพิเศษในวันที่ 10 กันยายนนี้ ณ MCM EmQuartier พร้อมชวนแฟนๆ มาร่วมสัมผัสคอลเลกชั่น MCM x Monchhichi อย่างใกล้ชิด ในวันแรกของการวางจำหน่าย โดยภายในงานจะมีกิจกรรมลุ้นรับ Monchhichi Keychain จากการจับรางวัลสำหรับผู้เข้าร่วมในจำนวนจำกัด พร้อมพบกับ Monchhichi Mascot ที่จะมาสร้างสีสันและเติมความสนุกให้กับบรรยากาศการเปิดตัว

ด้าน ฟรีน-สโรชา ยังได้เผยถึงความชื่นชอบที่มีต่อคอลเลกชั่น “MCM x Monchhichi” ว่า “ชอบคอลเลกชั่นนี้ตรงที่นำความคลาสสิกของ MCM มาผสมกับความน่ารักของม่อนชิชิได้อย่างพอดี ทำให้ดีไซน์ดูสนุกขึ้น แต่ยังคงความเรียบหรูในแบบของ MCM ปกติฟรีนชอบแต่งตัวสไตล์แคชชวล เรียบง่าย และเลือกไอเทมที่มีรายละเอียดมาเติมเต็มลุค กระเป๋าจากคอลเลกชั่นนี้จึงเข้ากับสไตล์ของฟรีนมาก เพราะสามารถใช้เป็นจุดเด่นของลุคได้โดยไม่ต้องแต่งเยอะ และยังนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายอีกด้วย”

สำหรับคนที่ต้องการเติมความสนุกให้กับการแต่งตัว ลวดลายของ ม่อนชิชิ (Monchhichi) สามารถช่วยสร้างจุดเด่นให้กับลุคได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับเสื้อผ้าดีไซน์เรียบๆ หรือโทนสีกลางๆ ซึ่งคอลเลกชั่นนี้ได้เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้สนุกกับการเลือกและมิกซ์แอนด์แมทช์ในแบบที่สะท้อนสไตล์เฉพาะตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

เตรียมพบกับ MCM x Monchhichi ได้ในวันที่ 10 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ณ MCM สาขาสยามพารากอน, ดิ เอ็มควอเทียร์, ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี หรือติดตามรายละเอียดและข่าวสารเกี่ยวกับคอลเลกชั่นเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @mcmthailand 

เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย! MCM @mcmthailand เผยโฉมคอลเลกชั่นพิเศษ “MCM x Monchhichi” กับการพบกันครั้งใหม่ของสองไอคอนต่างวัฒนธรรม พร้อม ฟรีน-สโรชา @srchafreen ที่มาร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่น โดยคอลเลกชั่นนี้ได้ผสานงานเครื่องหนังลักชัวรีจากเยอรมนีเข้ากับเสน่ห์ของ ม่อนชิชิ (Monchhichi) คาแรกเตอร์ขวัญใจจากญี่ปุ่น ถ่ายทอดผ่านกระเป๋าซิกเนเจอร์ 4 รุ่น ได้แก่ Liz Shopper, Aren East-West Shoulder Bag, Aren Vanity Case และ Toni Zip Shopper ที่นำเอกลักษณ์ของ MCM ทั้งลวดลาย Visetos Monogram, โทนสีคอนยัค (Cognac), อะไหล่โลหะสีทอง และแคนวาสคุณภาพสูง มาตีความใหม่ผ่านลวดลายของ Monchhichi ที่เติมความน่ารักและความสนุกให้กับดีไซน์อันหรูหราและร่วมสมัย  โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้

#MCMxMonchhichi #MCMThailand #Monchhichi

ประกาศความร่วมมือ ELIE SAAB H&M: การเฉลิมฉลองความหรูหราและความสง่างามเหนือกาลเวลา

3 กันยายน 2569 เวลา 17:08 น.

H&Mภูมิใจเปิดตัวชื่อดีไซเนอร์ที่จะมาร่วมงานในคอลเลกชันครั้งต่อไป นั่นคือ ELIE SAAB แบรนด์โอต์กูตูร์ชั้นนำระดับโลกในปัจจุบันก่อตั้งขึ้นที่กรุงเบรุตซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณเอลีซาบได้รับการยอมรับจากผลงานชุดเจ้าสาวอันประณีตงดงามก่อนจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสมาชิกนานาชาติรุ่นแรกๆของ Chambre Syndicale de la Haute Couture แห่งประเทศฝรั่งเศสถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำการยอมรับผลงานของเขาในระดับสูงสุดของวงการโอต์กูตูร์ผลงานการออกแบบของเขาได้สร้างสรรค์ช่วงเวลาสุดตราตรึงบนพรมแดงมานับไม่ถ้วนสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านแฟชั่นที่หยั่งรากลึกในงานฝีมือความประณีตความหรูหราและความหรูหราสมัยใหม่ ปัจจุบันโลกของแบรนด์ได้ขยายครอบคลุมทั้งโอต์กูตูร์ เรดี้ทูแวร์ และเครื่องประดับ

คอลเลกชัน ELIE SAAB H&M จะสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมสมัยของแบรนด์ พร้อมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ ครอบคลุมทั้งแฟชั่นสตรี แฟชั่นบุรุษ และเครื่องประดับหลากหลายรายการรวมถึงรองเท้า ไฮไลต์เด่นของคอลเลกชันได้แก่ชุดราตรีประดับตกแต่ง เซตแยกชิ้นสุดแวววาว และงานตัดเย็บทรงคมชัดรายละเอียดต่างๆประกอบด้วยลูกไม้ชั้นดี เลื่อมไล่โทนสี และลายมอโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์

“เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ ELIE SAAB คุณซาบเป็นดีไซเนอร์ที่เราเคารพนับถือมาโดยตลอดเส้นทางจากปรมาจารย์ด้านชุดเจ้าสาวในกรุงเบรุตสู่ศูนย์กลางแฟชั่นแห่งปารีส เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งและเปี่ยมด้วยความล้ำค่า เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้สำรวจโลกของเขาลูกค้าของเราสามารถคาดหวังคอลเลกชันที่มีมนต์เสน่ห์ วิจิตรบรรจง และเปี่ยมด้วยความหรูหรา” – แอนน์-โซฟี โยฮันส์สัน ที่ปรึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์และหัวหน้าฝ่ายออกแบบแฟชั่นสตรีของ H&M

“คอลเลกชันนี้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อทุกคนที่ชื่นชมโลกของ ELIE SAAB และผมหวังว่าจะได้รับการต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นเช่นเดียวกับที่เราได้สร้างสรรค์มันขึ้นมา ผมมีความสุขเป็นอย่างมากกับความร่วมมือครั้งนี้ และกับวิธีการทำงานร่วมกับทีม H&M เพื่อทำให้คอลเลกชันนี้เป็นจริงขึ้นมานับเป็นกระบวนการทำงานร่วมกันที่แท้จริงและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ทุกชิ้นงานถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจและความทุ่มเท ผสมผสานกันจนกลายเป็นวอร์ดโรบที่ครบครัน สะท้อนทุกช่วงเวลาในชีวิตของผู้หญิง” — เอลี ซาบ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์

คอลเลกชัน ELIE SAAB H&M จะวางจำหน่ายที่ร้าน H&M บางสาขาและทางออนไลน์ที่ th.hm.com ในวันที่ 22 ตุลาคม 2026

found & found จับมือ SUGI Holdings ชวนสายบิวตี้เปิดโลกในงาน Nippon Haku 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 15:24 น.

ผ่านไปแล้วสำหรับงาน NIPPON HAKU BANGKOK 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ found & found ร่วมกับ SUGI Holdings หนึ่งในผู้นำธุรกิจสุขภาพและความงามจากประเทศญี่ปุ่น ชวนสายบิวตี้มาเปิดโลก Japan Beauty และทำความรู้จักแบรนด์ญี่ปุ่นใหม่ ๆ จาก SUGI PHARMACY ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมยกขบวนไอเทมสุขภาพและความงามจากญี่ปุ่นมาให้เลือกช้อปกันแบบจุใจ โดยได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้ง 3 วัน สะท้อนความสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากญี่ปุ่นมาสร้างการรับรู้และเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทย พร้อมเติมสีสันให้การช้อปสนุกยิ่งขึ้นด้วยกิจกรรม Beauty Check ของพิเศษ และไอเทมลิมิเต็ดที่จัดมาให้สายบิวตี้ได้ช้อป ได้ลอง และได้ลุ้นกันตลอดงาน

นอกจากนี้สินค้าจาก SUGI PHARMACY ที่นำมาจัดจำหน่ายผ่าน found & found ยังได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น S SELECT, CICA METHOD, MELLSAVON, Promony, Off & Relax, ISSHI, EVERYYOU, Drip Tune, DR ZERO และอีกหลากหลายแบรนด์ ขณะเดียวกัน Monchhichi คาแรคเตอร์ญี่ปุ่นสุดไอคอนิกก็เข้ามาเติมความคิวต์ให้กับงาน ด้วย Monchhichi Pouch กระเป๋าลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากทั้งสายบิวตี้และแฟนคาแรคเตอร์ได้ไม่น้อย เรียกว่ามางานเดียวได้ทั้งอัปเดตไอเทมใหม่ ๆ เติม Beauty Item เข้า Stock พร้อมได้ของน่ารักติดมือกลับบ้านไปอีกด้วย

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ดึงดูดผู้ร่วมงานให้เข้ามาร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคักคือ Beauty Check ที่ชวนทุกคนมาทำความรู้จักผิว เส้นผม และหนังศีรษะของตัวเองให้มากขึ้น เริ่มจาก Drip Tune กับ Skin Check ที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาผิวและเลือกใช้สกินแคร์ได้อย่างเหมาะสม ขณะที่ Off & Relax ก็มี Scalp Check ให้ได้เช็กกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานได้ลองและรู้จักตัวเองมากขึ้น แต่ยังตอกย้ำแนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ สภาพผิว เส้นผม และหนังศีรษะที่แตกต่างกัน ก่อนนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การดูแลได้อย่างตรงจุดอีกด้วย

ส่วนงานนี้ใครพลาดก็ไม่ต้องเสียใจไป สามารถไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามของแท้จากญี่ปุ่นได้ที่ร้าน found & found ทุกสาขา และพิเศษ!! ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 เพียงช้อปบิวตี้ไอเทมที่หน้าร้าน found & found ครบ 1,590 บาท รับฟรีทันที “Monchhichi POUCH” สินค้าลิขสิทธิ์แท้ มูลค่า 495 บาท จำนวน 1 ชิ้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย     ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ทั้ง GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line เพื่อช้อปได้ทันที พร้อมอัปเดตสินค้าใหม่และกิจกรรมสนุก ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, Instagram: found.n.found และ LINE Official Account: @foundnfound

found & foundNippon Haku 2026SUGI Holdings

TiTA Style เปิดพรีออเดอร์เสื้อแจ็กเก็ตผ้าไทย ‘เนเน่’ เวที AGT 2026 ลิมิเต็ด เอดิชั่น 100 ตัวในโลก

3 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

TiTA Style เปิดพรีออเดอร์แจ็กเก็ตผ้าไทยสุดไวรัลจากเวที AGT 2026 ผลงานออกแบบเพื่อ “เนเน่” พร้อมนำรายได้สมทบทุนโรงพยาบาลหนองบัวลำภู เที่ยงตรงวันที่ 5 กันยายน นี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ของแบรนด์

แบรนด์ทีท่าไทย (TiTA Style) โดย  ธูป – นพมณี (ผลพานิชย์) ชัยจรูญรัตน์ ดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังช่อง Make It REAL ประกาศเปิดพรีออเดอร์เสื้อแจ็กเก็ตผ้าไทยรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่สร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกจากผลงานการออกแบบชุดให้แก่ “เนเน่” บนเวที America’s Got Talent 2026 (AGT 2026) เพื่อตอบรับกระแสเรียกร้องจากแฟนๆ และผู้ที่ชื่นชอบงานแฟชั่นทรงคุณค่า

ธูป – นพมณี (ผลพานิชย์) ชัยจรูญรัตน์  กล่าวว่า เสื้อแจ็กเก็ตที่เปิดพรีออเดอร์ครั้งนี้  เป็นแบบเดียวกับที่ออกแบบให้น้องเนเน่สวมใส่บนเวที America’s Got Talent 2026 (AGT 2026) ในคอนเซ็ปต์เดียวกันคือ “LET’S ROCK THE WORLD” เพื่อสะท้อนตัวตนความเป็นร็อกสตาร์ในแบบสาวไทย   ตัวเสื้อแจ็กเก็ตเป็นเสื้อครอปตัวสั้น ตัดเย็บด้วยการผสมผสานผ้าไทยเข้ากับหนัง ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและความร่วมสมัย   ด้านนอกเลือกใช้ “ผ้าดุจดาว” ผ้าทอมืออันประณีตจากกลุ่มทอผ้าจังหวัดหนองบัวลำภู ด้านในซ่อนผ้าปาเต๊ะลายประแจจีน สื่อถึงจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเนเน่ พร้อมความหมายมงคลที่สื่อถึง “ความสำเร็จ” ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเมื่อรูดซิปเปิดออกมา

“ความพิเศษคือ เป็นงาน Original Tailor-Made ตัดเย็บตามไซส์ของลูกค้า ลิมิเต็ด เอดิชั่น ตั้งเป้าเพียง 100 ตัวทั่วโลก ตอนนี้ชาวบ้านที่หนองบัวลำภูกำลังทอผ้าดุจดาวให้เรา อาจต้องใช้เวลารอสักนิด เราทีมงานทีท่า และ Make IT Real ทุกคนทำทุกขั้นตอนด้วยหัวใจ   เริ่มเปิดจองลอตแรกในวันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป  ราคาจำหน่ายตัวละ 4,590 บาท นอกจากจะเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวบ้านที่ทอผ้าแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ มอบให้แก่โรงพยาบาลหนองบัวลำภูอีกด้วย” ธูป – นพมณี กล่าว

สำหรับช่องทางการพรีออเดอร์ มีดังนี้  เฟสบุ้ค:  TiTa Style : https://www.facebook.com/share/1CpUAq4SVW/?mibextid=wwXIfr  อินสตราแกรม : TiTA_Style

:https://www.instagram.com/tita_style?igsi=MWRhYXI3ZjYwNnpidQ%3D%3D&utm_source=qr ติ๊กต็อก : https://www.tiktok.com/@tita_thailifestyle?_r=1&_t=ZS-99ChrYTHGfV  และไลน์ : @titaoffial

ธูป – นพมณี (ผลพานิชย์) ชัยจรูญรัตน์   ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Tita Style  พร้อมสโลแกนแบรนด์  “ผสานศิลป์ รากเหง้าไทย สู่ Global Style” ภายใต้แนวคิดเปลี่ยนภาพจำผ้าไทยให้สนุก ทันสมัย และสวมใส่ได้จริง เธอและทีมงานลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกลุ่มชุมชน “พ่อใหญ่แม่ใหญ่” ตามต่างจังหวัด เพื่อนำภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมืองมาดีไซน์ มิกซ์แอนด์แมตช์ใหม่ ให้มีความทันสมัย แซ่บ สนุก ใส่ได้ทุกวัน  ผลงานเด่นออกแบบเสื้อแจ็กเก็ตผสมผสานผ้าไทยและผ้าปาเต๊ะลายประแจจีนให้ “เนเน่ รอยัล” สวมใส่ในการประกวด America’s Got Talent ภายในเวลาเร่งด่วนเพียง 2 วัน จนกลายเป็นไวรัลและช่วยขับเคลื่อน Soft Power ไทยในระดับสากล

AGT 2026TiTA Styleพรีออเดอร์เนเน่เสื้อแจ็กเก็ตผ้าไทย

มัดรวม 7 โรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก ไม่ต้องรถติด

3 กันยายน 2569 เวลา 14:38 น.

โรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้า เป็นตัวเลือกที่ช่วยให้การเดินทางในกรุงเทพฯ สะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากเสียเวลาไปกับรถติด เพราะสามารถเดินจากที่พักไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ง่าย และเดินทางต่อไปยังย่านต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งรถยนต์

บทความนี้เลยรวบรวมวิธีเลือกโรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้า พร้อมตัวอย่างโรงแรมในย่านต่าง ๆ ให้เลือกตามแผนการเดินทางและสไตล์การเที่ยว

โรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้าดียังไง ทำไมถึงเลือกกัน?

ใครที่เคยเจอรถติดในกรุงเทพฯ คงเข้าใจดีว่า การเดินทางใช้เวลานานแค่ไหน การเลือกพักโรงแรมใกล้รถไฟฟ้าจึงช่วยให้เดินทางได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไปแหล่งช้อปปิ้งอย่างสยามและเซ็นทรัลเวิลด์ หรือเดินทางต่อไปสนามบินผ่านแอร์พอร์ตลิงก์และรถไฟสายสีแดงก็ทำได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะคนที่มีเวลาเที่ยวจำกัด การลดเวลาที่ต้องเสียไปบนท้องถนนช่วยให้มีเวลาเที่ยว พักผ่อน หรือทำธุระได้มากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่โรงแรมใกล้รถไฟฟ้าจะเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ

ต้องดูอะไรบ้างก่อนจองโรงแรมใกล้รถไฟฟ้า?

อยากได้โรงแรมในกรุงเทพฯ ที่ใกล้รถไฟฟ้าแบบเดินถึงได้จริง ไม่ใช่แค่คำว่า “ใกล้” ลองเช็กเรื่องเหล่านี้ก่อนจอง จะได้เลือกที่พักที่ตอบโจทย์การเดินทางของเรา

  • ระยะเดินจากโรงแรมถึงสถานี: เลือกที่เดินถึงได้ภายใน 5-10 นาที ลองเช็กระยะทางจากแผนที่ประกอบด้วยเพื่อความชัวร์ จะได้วางแผนเวลาเดินทางได้แม่นยำขึ้น
  • เส้นทางรถไฟฟ้าที่เชื่อมไปยังย่านอื่น: ถ้าจะเที่ยวหลายย่าน ลองดูว่าสถานีที่ใกล้โรงแรมว่าอยู่สายไหน ใกล้จุดเปลี่ยนสายอย่างสยาม อโศก หรือหมอชิตไหม จะช่วยให้ต่อรถไฟฟ้าไปย่านอื่นได้ลื่นไหลกว่าเดิม
  • สิ่งอำนวยความสะดวกรอบที่พัก: เช็กว่าใกล้ ๆ มีร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ไหม จะได้หาของกินหรือทำธุระระหว่างทริปได้ง่าย ๆ

รวมโรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้า

รวมโรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้า จากหลากหลายทำเล ตั้งแต่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง แหล่งช้อปปิ้ง ไปจนถึงย่านไลฟ์สไตล์ยอดนิยม เพื่อให้เลือกที่พักได้ตรงกับจุดหมายและแพลนการเดินทางของแต่ละทริปมากที่สุด

1.ฮิลตัน กรุงเทพฯ แกรนด์ อโศก (Hilton Bangkok Grande Asoke)

โรงแรมระดับ 5 ดาวใจกลางย่านอโศก ตัวอาคารเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าในระยะเดินไม่กี่ก้าว ห้องพักกว้างขวางพร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งและฟิตเนสครบครัน เหมาะกับคนที่อยากพักย่านธุรกิจ ใกล้ห้าง Terminal 21 และแหล่งกินดื่มยามค่ำคืน

  • รถไฟฟ้า: BTS สถานีอโศก, MRT สถานีสุขุมวิท
  • พิกัด: 30 ถนนสุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
  • โทร: 02-204-4000
  • ราคาเริ่มต้น: 2,9xx บาท

2.ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส บางกอก สยาม (Holiday Inn Express Bangkok Siam)

โรงแรมระดับ 4 ดาวย่านสยาม ห้องพักเรียบง่ายทันสมัย ราคาจับต้องได้ เดินถึงสยามสแควร์และสยามพารากอนได้ในไม่กี่นาที เหมาะกับคนที่อยากให้สยามเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางเพื่อต่อรถไฟฟ้าไปย่านอื่นได้

  • รถไฟฟ้า: BTS สนามกีฬาแห่งชาติ
  • พิกัด: 889 ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
  • โทร: 02-217-7555
  • ราคาเริ่มต้น: 2,6xx บาท 

3.โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร (Eastin Grand Hotel Sathorn)

โรงแรม 5 ดาวที่มีจุดเด่นเรื่องทำเล เพราะมีทางเชื่อมตรงจากตัวโรงแรมไปยังรถไฟฟ้าได้เลย มีสระว่ายน้ำวิวเมือง เหมาะกับสายทำงานหรือคนที่อยากพักย่านสาทร ใกล้เส้นสีลม-สาทรที่เป็นย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

  • รถไฟฟ้า: BTS สุรศักดิ์
  • พิกัด: 33/1 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
  • โทร: 02-210-8100
  • ราคาเริ่มต้น: 3,6xx บาท

4.515 โรงแรมวิคตอรี (515 Victory Hotel)

โรงแรมเปิดใหม่สไตล์อินดัสเทรียลชิคใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ห้องพักตกแต่งดี บริการดี ทำเลอยู่ใกล้ทั้งสถานีรถไฟฟ้าและถนนพญาไท เหมาะกับคนที่อยากพักย่านที่เดินทางสะดวกไปได้ทั้งฝั่งสยามและฝั่งดอนเมือง

  • รถไฟฟ้า: BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • พิกัด: 5/15 ถนนพญาไท แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
  • โทร: 02-245-1515
  • ราคาเริ่มต้น: 1,5xx บาท 

5.โรงแรมโฮเทล รอยัล บางกอก (Hotel Royal Bangkok)

โรงแรม 4 ดาวตั้งอยู่ติดถนนเยาวราช มีสระว่ายน้ำและบาร์บนดาดฟ้าที่มองเห็นวิวเมือง เหมาะกับคนที่อยากพักใกล้แหล่งสตรีทฟู้ดชื่อดังของกรุงเทพฯ แล้วยังต่อรถไฟฟ้าไปย่านอื่นได้สบาย

  • รถไฟฟ้า: MRT วัดมังกร
  • พิกัด: 421/4 ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
  • โทร: 02-226-0026
  • ราคาเริ่มต้น: 1,1xx บาท

6.บูทีค ผู้ใหญ่ลี (Boutique Poo-Yai Lee @BP Place)

ที่พักสไตล์บูทีคย่านจตุจักร ห้องพักกว้างขวาง มีตัวเลือกห้องครอบครัวสำหรับพักหลายคน อยู่ใกล้ตลาดนัดจตุจักรและเดินทางไปรถไฟฟ้าได้ไม่ไกล เหมาะกับคนที่อยากไปตลาดนัดตอนเช้าแล้วยังต่อรถไฟฟ้าเข้าเมืองได้สะดวก

  • รถไฟฟ้า: BTS สะพานควาย, BTS หมอชิต, MRT สวนจตุจักร
  • พิกัด: 5 พหลโยธิน ซอย 18 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
  • โทร: 02-617-7080
  • ราคาเริ่มต้น: 1,1xx บาท

7.โรงแรมคิวว์ สุขุมวิท อ่อนนุช (Qiu Hotel Bangkok)

โรงแรมระดับ 4 ดาวย่านอ่อนนุช มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งและมินิกอล์ฟในตัว อยู่ใกล้ตลาดอ่อนนุชและห้างสรรพสินค้า เหมาะกับคนที่อยากพักย่านสุขุมวิทที่เงียบกว่าใจกลางเมือง แต่ยังต่อรถไฟฟ้าเข้าเมืองได้สบาย

  • รถไฟฟ้า: BTS อ่อนนุช
  • พิกัด: 9 สุขุมวิท 79 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10260
  • โทร: 02-730-3277
  • ราคาเริ่มต้น: 1,6xx บาท

สรุป

โรงแรมในกรุงเทพฯ ใกล้รถไฟฟ้ามีตัวเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ย่านธุรกิจอย่างอโศกและสาทร ไปจนถึงย่านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างไชน่าทาวน์และอนุสาวรีย์ชัยฯ ก่อนจองโรงแรม ลองนึกถึงแพลนทริปของตัวเองก่อนว่าจะเน้นช้อปปิ้ง เดินเที่ยวเรื่อย ๆ หรือเน้นความคุ้มค่า แล้วเลือกย่านที่ตอบโจทย์ที่สุด รับรองว่าแค่พักโรงแรมใกล้รถไฟฟ้า การเดินทางทั้งทริปจะง่ายขึ้นเยอะ

ปักหมุดไว้เลย ‘BEM Care 2026’ Health Station 4 – 6 กันยายน สถานีสวนจตุจักร ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ฟรี

3 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ชวนคนเมืองใส่ใจสุขภาพกับกิจกรรม “BEM Care 2026 Health Station” สถานีเพื่อสุขภาวะที่ดี ตั้งแต่วันที่ 4 – 6 กันยายน 2569 ณ MRT สถานีสวนจตุจักร ยกระดับพื้นที่สถานี MRT ให้เป็น “Health Station” และ “จุดเช็กอินสุขภาพของคนเมือง” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย สะดวก และตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบ โดยการจับมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อนำบริการและความรู้ด้านสุขภาพมาไว้ใกล้ตัวคุณ


ตลอด 3 วัน พบกับบริการด้านสุขภาพฟรี ได้แก่ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จากโรงพยาบาลปิยะเวท (1,000 สิทธิ์/วัน รวม 3,000 สิทธิ์) โดยต้องมีอายุ 15 ปี – 65 ปี ตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ Mobile Stroke Unit Stroke One Stop (MSU-SOS) จากโรงพยาบาลศิริราช (50 สิทธิ์/วัน) ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สามารถสแกนสมองผู้ป่วยได้ทันที ให้การรักษาเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยผู้ที่ต้องการใช้บริการจะต้องอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปและมีเลขประจำตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชเรียบร้อยแล้ว พร้อมรับคำแนะนำด้านสุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งบูธกิจกรรมมากมาย อาทิ การตรวจสุขภาพทั่วไป การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเช็กสุขภาพสมอง การเช็กความเครียด การคัดกรองโรคตา การตรวจแพทย์แผนไทย เป็นต้น ร่วมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจในแต่ละวัน ดังนี้

ศุกร์ 4 กันยายน 2569 พบกับ เบเบ้ – ธันย์ชนก ฤทธินาคา กูรูและเทรนเนอร์ออกกำลังกายสายสุขภาพ, พี่ฝุ่ง อมต ชัยเกรียงไกร เภสัชกรและนักวิจัยสกินแคร์ ปิดท้ายวันด้วย ลีโอ ไมค์หมดหนี้ ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกภายในงาน

เสาร์ 5 กันยายน 2569 พบกับสาระเรื่องสุขภาพจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ และโรงพยาบาลบางโพ กิจกรรมเวิร์กช็อปปรุงกลิ่นบำบัดเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด และสาธิตการทำเมนูสุขภาพจาก เชฟบีม นอกจากนี้ยังได้พูดคุยเรื่องสุขภาพจาก วีเจจ๋า – ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี วีเจและนักแสดงสายสุขภาพ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมเต้นแอโรบิกจาก ครูตุ๊ก ครูสอนเต้นแอโรบิกชื่อดัง

อาทิตย์ 6 กันยายน 2569 พบกับกิจกรรม เต้นเพลิน เบิร์นไขมัน ชวนขยับร่างกายไปพร้อมกัน จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทอล์คบนเวทีไปกับสาระสุขภาพจาก โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 และเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งจาก กลุ่มมะเร็งเรียกพี่ ก่อนปิดท้ายความสนุกด้วย ครูหนุ่ม ซุมบ้า ครูสอนซุมบ้าและฟิตเนสแถวหน้าของเมืองไทย

อย่าพลาด!! กิจกรรม BEM Care 2026 Health Station ตั้งแต่วันที่ 4 -6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 -20.00 น. ณ สถานีสวนจตุจักร ทางออก 2 และ 3 มาเช็กอินสุขภาพดีไปด้วยกัน เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากความใส่ใจ ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) : BEM Bangkok Expressway and Metro

BEMCare2026บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด(มหาชน)

Sea (ประเทศไทย) ชวนคุยกับผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM จากโครงการ ‘Women Made: Girl in STEM 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 11:20 น.

การขาดต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กีดกันเด็กผู้หญิงจากเส้นทางอาชีพในแวดวง STEM (สะเต็ม) หรืออาชีพในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), insKru และ a-chieve สานต่อ โครงการ Women Made: Girl in STEM ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริงผ่าน “พี่ต้นแบบ” ในแวดวง STEM ถึง 21 อาชีพ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ร่วมโครงการ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

วิศวกรหญิงผู้ขับเคลื่อนความฝันสู่ห้วงอวกาศ

แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในสาย STEM เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงปรากฏชัดในบางสาขา โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์  โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้หญิงในสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียง 16.8% หนึ่งในนั้นคือ  มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศจากความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก ก่อนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอวกาศที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มโครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS ซึ่งกลายเป็นประตูบานแรกสู่งานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

 มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์

“เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบและถนัดอะไร เมื่อความชอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผนวกกับพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมดาวเทียมและวิศวกรรมอวกาศที่สถาบัน ISAE (Institut Supérieur de L’aéronautique et de L’espace) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีเวลาเพียง 5 เดือนในการเตรียมตัว ในการปรับตัวกับการเรียน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก”  มิ้ง– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา กล่าว

หลังจบการศึกษา เธอกลับมาทำงานเป็น วิศวกรฝ่ายควบคุมดาวเทียม ดูแลการปฏิบัติการดาวเทียม THEOS ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก่อนก้าวสู่งานด้านนวัตกรรมอวกาศ ขณะเดียวกัน ความสนใจเรื่องอวกาศยังนำพาเธอเข้าสู่โครงการ AXE Apollo Space Academy ผ่านการแข่งขันรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Apollo” โดยเธอสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการบินของยานอวกาศ Apollo ได้อย่างถูกต้องทุกคำถาม จนได้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 23 คนจากทั่วโลกให้ได้รับตั๋วเดินทางสู่อวกาศ แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป

“แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้ขึ้นไปอวกาศจริง ๆ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะเราได้ทำเต็มที่ในทุกขั้นตอน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานสาย STEM คือเราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เราเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในวันข้างหน้า เราจึงต้องเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและการทำงานมากที่สุด”  มิ้ง- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา กล่าวทิ้งท้าย

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Women Made: Girl in STEM กล่าวว่า  ช่วงมัธยมศึกษาเป็นช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ การเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นอาชีพที่หลากหลาย เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกการทำงานจริงและค้นพบศักยภาพของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นเส้นทางอนาคต

“กิจกรรม Human Library ภายใต้โครงการ ‘Women Made: Girl In STEM’ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองให้นักเรียนหญิงเห็นว่า STEM มีเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และเด็กผู้หญิงก็สามารถเติบโตและสร้างความสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ของโลก STEM ไม่ว่าจะเป็นอวกาศ สุขภาพ การเกษตร เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต การได้พบกับพี่ต้นแบบจากหลากหลายเส้นทางจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนเห็นว่าโลกของการทำงานว่ามีอาชีพอะไรอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเองและกล้าที่จะออกแบบเส้นทางอนาคตของตัวเอง” พุทธวรรณ กล่าว

ภาพสะท้อนจากความสำเร็จของรุ่นพี่ต้นแบบ มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ คือเครื่องพิสูจน์ว่าโลก STEM กว้างกว่าที่คิดและไม่มีเส้นทางสู่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว  การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้เยาวชนได้เรียนรู้จากพี่ต้นแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงกับเด็กผู้หญิงได้ เป็นสิ่งสำคัญในการทลายกรอบความคิดทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ ช่วยให้เด็กผู้หญิงค้นพบศักยภาพของตนเองและก้าวเข้าสู่เส้นทางสาย STEM อย่างมั่นใจ

Sea(ประเทศไทย)

แฟชั่นเฮาส์ Dolce&Gabbana เปิดแคมเปญ ADV ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 11:19 น.

Dolce&Gabbana ถ่ายทอดตัวตนของแฟชั่นเฮาส์ผ่านแคมเปญโฆษณาประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 สำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผ่านมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของช่างภาพแฟชั่นระดับตำนาน Steven Meisel ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

บุคลิกภาพถูกหล่อหลอมขึ้นจากอัตลักษณ์ และเมื่อบุคลิกที่แตกต่างมาบรรจบกัน อัตลักษณ์ก็ยิ่งโดดเด่นชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแก่นแท้ของ Dolce&Gabbana  แคมเปญนี้สำรวจเคมีของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ทั้งแรงปรารถนาและอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เมื่อบุคลิกที่แตกต่างกันได้มาพบปะ ผสมผสาน และหลอมรวมเข้าด้วยกัน

การศึกษาภาษากายของ Meisel ถูกถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ของแบรนด์ สำหรับสุภาพสตรี พลังแห่งบุคลิกภาพถูกเสริมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านรหัสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolce&Gabbana ไม่ว่าจะเป็นภาษาของการแต่งกายที่หยั่งรากจากซิซิลี สีดำ ลูกไม้ การตัดเย็บ ความเย้ายวน และความศรัทธา ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนให้มีชีวิตชีวาด้วยความจริงใจและแรงปรารถนา

สำหรับสุภาพบุรุษ อัตลักษณ์ดังกล่าวถ่ายทอดผ่านภาพลักษณ์ความเป็นชายร่วมสมัยในแบบเฉพาะตัวของ Meisel โดยที่ DNA ของ Dolce&Gabbana ถูกนำมาตีความให้เข้ากับยุคปัจจุบันผ่านความพิถีพิถันในการตัดเย็บ เสื้อถัก เดนิม และความเย้ายวนแบบเมดิเตอร์เรเนียน ขณะเดียวกันยังคงยึดโยงกับท่าทางและทัศนคติของชีวิตร่วมสมัยไว้ หนึ่งในบุคคลสำคัญของแคมเปญคือ ซาน (San) แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ Dolce&Gabbana จากวง ATEEZ ประเทศเกาหลีใต้

แคมเปญทั้งสองมีความเป็นอิสระจากกัน และยังคงเติมเต็มซึ่งกันและกัน เนื่องจากพลังทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างที่สอดคล้อง และแรงดึงดูด โดยผ่านบทสนทนาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอระหว่างความเป็นหญิงและความเป็นชาย ซึ่งหล่อเลี้ยงจินตนาการทางแฟชั่นของเฮาส์มาอย่างยาวนาน 

บุคลิกภาพและมุมมองคือหัวใจสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ของ Dolce&Gabbana และความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์กับ Steven Meisel ตั้งแต่ ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี1989 ภาพถ่ายของ Meisel มีบทบาทสำคัญในการวางภาพลักษณ์ของแบรนด์  ถ่ายทอดความเย้ายวนพร้อมความหรูหรา และคาแรกเตอร์ของ Dolce&Gabbana ให้คงอยู่เหนือกาลเวลา

ผลลัพธ์ในฤดูกาลนี้ คือแคมเปญสองชุดที่เน้นย้ำความโดดเด่นของคอลเลกชันซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแคมเปญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตอกย้ำว่าอัตลักษณ์คือหลักสำคัญที่กำกับทั้งฤดูกาลและตัวตนของ Dolce&Gabbana เอง ในฐานะแฟชั่นเฮาส์ที่ยืนหยัดอย่างเป็นอิสระมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น แบรนด์ยังคงยึดมั่นในตนเอง ด้วยการพัฒนา ขยายขอบเขต และทดลองตีความรหัสทางแฟชั่น ทัศนคติ และบุคลิกต่างๆ ที่ทำให้อัตลักษณ์ของ Dolce&Gabbana โดดเด่นและเป็นที่จดจำ

Dolce&Gabbana

‘ชินเซเก’ จับมือ ‘ห้างเซ็นทรัล’ เปิดตัว 7 แบรนด์เกาหลี Next Generation ในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 11:14 น.

“ชินเซเก” (SHINSEGAE) ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าและดิวตี้ฟรีชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ จับมือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชวนคนรัก K-Lifestyle สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งสไตล์เกาหลี พร้อมเปิดตัว 7 แบรนด์เกาหลี Next Generation ที่คัดสรรมาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก (First-to-Market in Thailand) มาครบทั้งแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงานครั้งนี้ พาทุกคนก้าวสู่โลกของ K-Lifestyle อัปเดตเทรนด์เกาหลีแบบไม่ต้องบินไปไกล
ถึงโซล เพราะห้างเซ็นทรัลและชินเซเก พา 7 แบรนด์ Next Generation จาก SHINSEGAE Hyperground
ที่กำลังได้รับความนิยมในเกาหลี ส่งตรงมาให้ลูกค้าเซ็นทรัลได้สัมผัสก่อนใคร ครบครันในทุกหมวดหมู่

เริ่มต้นด้วยไอเทมฝั่งแฟชั่นที่โดดเด่น มีสไตล์ สร้างเอกลักษณ์พร้อมเติมลุคให้คุณดูดีได้ทุกวันในแบบฉบับของคุณ อาทิ แบรนด์ Lartigent (ลาทิเจน), Tannat (ทานัต) และ Threetimes (ทรีไทมส์)  อัพเดตเทรนด์ความงามกับ Dear Dahlia (เดียร์ ดาเลีย), Toun28 (โทน ทเวนตี้เอท) และ Verries (เวรีส์) พร้อมปลุกเอเนอร์จี้ด้วย Sans (ซานส์) แบรนด์กาแฟจากเกาหลีใต้กับนวัตกรรม “กาแฟไร้เมล็ด” (Bean-Free Coffee) ปราศจากคาเฟอีน ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักกาแฟที่ใส่ใจสุขภาพ

SHINSEGAE Hyperground K-Experience x CENTRAL @ centralwOrld ถือเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือระยะยาวระหว่าง “ห้างเซ็นทรัล” และ “ชินเซเก” ในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม เทรนด์ และแบรนด์ศักยภาพจากเกาหลีใต้สู่ลูกค้าชาวไทย พร้อมสร้างประสบการณ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง โดยมองว่าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นผู้นำที่ช่วยเฟ้นหา คัดสรรเทรนด์ แบรนด์ และประสบการณ์ใหม่ๆ จากทั่วโลก มาส่งต่อถึงมือลูกค้าคนไทย จึงขยายบทบาทจาก Retailer ไปสู่ “Trend Curator” ผู้คัดสรรแบรนด์ เทรนด์ และประสบการณ์จากทั่วโลกมาสู่ลูกค้าไทย

ชินเซเกห้างเซ็นทรัล

ดิบ บางกอก เปิดนิทรรศการครั้งใหม่ ‘ชีวิต ชีวา (Giving Life)’ โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซหาชมยาก ‘อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์’ ในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 11:11 น.

ดิบ บางกอก เตรียมเปิดนิทรรศการครั้งที่ 2 “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” นำเสนอผลงานกว่า 160 ชิ้นจากศิลปินไทยและนานาชาติ 33 คน โดยมีผลงานชิ้นสำคัญที่หาชมได้ยากของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินผู้พลิกโฉมประติมากรรมแห่งศตวรรษที่ 20 เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการ เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ผ่านศิลปะ

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ

ดิบ บางกอก คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้วยพันธกิจในการเชื่อมโยงวงการศิลปะไทยเข้ากับบทสนทนาศิลปะระดับโลก พร้อมเป็นพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดคิด ใคร่ครวญ และเชื่อมโยงกับศิลปะ เช่นเดียวกับบทบาทของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนครนิวยอร์ก และ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ในฐานะสถาบันศิลปะสำคัญประจำกรุงเทพฯ ดิบ บางกอก จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ และมีบทบาทเพื่อกรุงเทพฯ และศิลปินในภูมิภาค ด้วยความเชื่อว่ากรุงเทพฯ สมควรมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และพื้นที่ที่จะรองรับและส่งเสริมชุมชนสร้างสรรค์ของเมืองอย่างแท้จริง ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจดังกล่าว การที่ ดิบ บางกอก ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังเปิดตัว จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าความตั้งใจของสถาบันกำลังเริ่มส่งเสียงของกรุงเทพฯ ให้ดังขึ้นบนแผนที่ศิลปะโลก

หลังจากเปิดประตูต้อนรับผู้ชมได้เพียง 8 เดือน ดิบ บางกอก ก็ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ ทั่วโลก จนขึ้นชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ล่าสุดเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน TIME’s World’s Greatest Place 2026 หนึ่งในจุดหมายระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด ขณะที่นิตยสาร Monocle สื่อนานาชาติชั้นนำด้านธุรกิจการออกแบบและวัฒนธรรมยังกล่าวถึงในฐานะ แลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรม พร้อมนิยาม ดิบ บางกอก ว่าเป็น “Thailand’s answer to New York’s MoMA” ขณะที่ South China Morning Post ยกให้ ดิบ บางกอก เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดในประเทศไทย รวมถึงยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น Finalist ในรางวัล Cathay Member’s Choice Award 2026 สาขา Asia’s Best New Attraction ของสายการบินระดับโลกอย่าง คาเธย์ แปซิฟิก ด้วย

อารียนา ชัยวาระนนท์

หลังจากที่ใช้เวลาปิดเพื่อเตรียมงานสำหรับนิทรรศการครั้งใหม่ ดิบ บางกอก กำลังเตรียมมอบ ชีวิต ชีวา Give Life สู่ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงการขับเคลื่อน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผ่านงานประติมากรรมระดับโลกของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินชาวอเมริกัน อดีตนักศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ผู้พลิกแนวคิดของประติมากรรมจากวัตถุที่หยุดนิ่งสู่ผลงานที่เคลื่อนไหวได้ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งนิทรรศการครั้งใหม่ของ ดิบ บางกอก ยังจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปครบ 50 ปีของศิลปินอีกด้วย

ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์

ผลงานของ คาลเดอร์ เป็นที่รู้จัก และสะสมในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกซึ่งคนรักศิลปะจำเป็นจะต้องบินไปเยี่ยมชมในต่างประเทศ เช่น The Museum of Modern Art (MoMA), Guggenheim Museum, The Metropolitan Museum of Art (The Met) นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา, Centre Pompidou กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หรือ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ครั้งนี้ ดิบ บางกอก จะนำมาให้ชมได้ในประเทศไทยโดยไม่ต้องบินไปไกล

งานของ คาลเดอร์ จะจัดแสดงร่วมกับ 32 ศิลปินทั้งไทยและนานาชาติ เช่น อิซุมิ กาโตะ, เคทลิน คีโอห์, ตวน แอนดรูว์ เหงียน, โทเบียส เรห์แบร์เกอร์, เซซิเลีย บีกุญญา, เมเรียม เบนนานี และ ยูกิโนริ ยานากิ ส่วนศิลปินไทยได้แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, สุธี คุณาวิชยานนท์ และ วสันต์ สิทธิเขตต์ ผู้โดดเด่นในฐานะศิลปินนักเคลื่อนไหวทางสังคมของไทย

ผลงานของ เคทลิน คีโอห์

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก ยังเน้นแนวทางการทำงานของ ดิบ บางกอก ผ่านแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการใหม่ว่า “ที่ ดิบ บางกอก ผู้ชมไม่ได้มาแค่เพื่อชมศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากเชิญให้ผู้ชมมาศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทยเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จะพาผู้ชมย้อนกลับไปมองพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยและจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการศิลปะไทยในทศวรรษ 1970 (ช่วงพ.ศ. 2513-2523) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดแสดงงานของคาลเดอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของ ดิบ บางกอก และของนิทรรศการ กล่าวว่า “ศิลปินคือ ผู้ที่มอบชีวิตให้สรรพสิ่งจนออกมาเป็นงานศิลปะ พวกเขานำวัสดุรอบตัวมาดัดแปลงให้เข้ากับแนวคิดที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คนผ่านยุคสมัย ยิ่งในยุคสมัยที่การกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น เราขับเคลื่อนตัวเองตลอดเวลา ทั้งจากการทำงาน การแสดงออก และการดำรงชีวิต ผลงานเหล่านี้จึงสะท้อนประสบการณ์อันซับซ้อนในชีวิตเราว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’”

ขณะที่ ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวว่า “ดิบ บางกอก คือสถาบันที่มีชีวิต เติบโตไปพร้อมกับคอลเลกชัน ผู้ชม และบริบททางวัฒนธรรมรอบตัว นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life คือก้าวใหม่ของการเดินทางนั้น ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่สามารถพูดคุยกับโลกในมาตรฐานเดียวกับเมืองศิลปะชั้นนำ โดยยังสะท้อนมุมมองของประเทศไทยอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผมทำงานด้านการศึกษาและการลงทุนระยะยาวมาโดยตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างคือการลงทุนในคน เราหวังว่าสิ่งที่ภาคธุรกิจสร้างขึ้นจะกลับมาสร้างโอกาสให้สังคม ผ่านศิลปะ การศึกษา และการพัฒนาสถาบันที่อยู่ต่อไปได้อีกหลายรุ่น”

นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จัดแสดงที่ ดิบ บางกอก ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 เปิดให้จองบัตรล่วงหน้าแล้ว ทางเว็บไซต์ www.dibbangkok.org เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10:00-19:00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)  บัตรเข้าชม: บัตรทั่วไป 700 บาท 550 บาทสำหรับคนไทย บัตรนักศึกษา 250 บาท บัตรนักเรียน 150 บาท

ชีวิตชีวาดิบบางกอก