คิง เพาเวอร์ ฉลองมหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ ในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำTHE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตร อภิ ‘มาหา’ ความมันส์” จัดเต็มมหกรรมความบันเทิง วันนี้วันสุดท้าย

คิง เพาเวอร์ ฉลองมหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่  ในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำTHE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย”  รวมมิตร อภิ ‘มาหา’ ความมันส์” จัดเต็มมหกรรมความบันเทิง วันนี้วันสุดท้าย

คิง เพาเวอร์ ฉลองมหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ ในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำTHE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตร อภิ ‘มาหา’ ความมันส์” จัดเต็มมหกรรมความบันเทิง วันนี้วันสุดท้าย

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.37 น.

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และชุมชนย่านรางน้ำ จัดเต็มสีสันความสนุกแบบไทย ชวน ‘มาหา’ โมเมนต์แห่งความสนุกภายในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตร อภิ ‘มาหา’ ความมันส์ เปิดพื้นที่เนรมิต เทศกาลสงกรานต์ผสานเทศกาลดนตรี SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER จากศิลปินตัวท็อปทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 60 ชีวิต พร้อมร่วมเฉลิมฉลองวันมหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่กับขบวนพาเหรดจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึง คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ผสานวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยจากนักแสดงและศิลปินชื่อดัง นำโดย เจฟ- ซาเตอร์, ปอนด์-ณราวิชญ์, ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน, เจมีไนน์-นรวิชญ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์, แอนนา เสืองามเอี่ยม และ LYKN และพบกิจกรรมความบันเทิงอีกมากมาย นอกจากนี้ อิ่มอร่อยกับโซนอาหารร้านดังจาก ROBINHOOD FOOD และดีลสุดฮอต วันนี้วันสุดท้าย ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ครอบครัวคือหัวใจหลัก ของความปลอดภัยของใช้ยาในผู้สูงวัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ครอบครัวคือหัวใจหลัก ของความปลอดภัยของใช้ยาในผู้สูงวัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ครอบครัวคือหัวใจหลัก ของความปลอดภัยของใช้ยาในผู้สูงวัย

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

การก้าวเข้าสู่ช่วงวัยชรา ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความเสื่อมถอยของร่างกายตามกาลเวลา แต่ยังรวมถึงความซับซ้อนในการใช้ชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ยา ที่หลายคนมักมองข้ามและปล่อยให้ผู้สูงอายุจัดการเองตามลำพังด้วยหลากหลายสาเหตุ อาจเพราะเชื่อมั่นในประสบการณ์ของผู้อาวุโสในบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือ จุดเสี่ยงสำคัญที่อาจเปลี่ยนการรักษาโรคให้กลายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ หากขาดการตรวจสอบ และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากลูกหลาน หรือสมาชิกในบ้าน

แม้ท่านผู้อาวุโสในบ้านจะเคยเข้มแข็งและดูแลตัวเองมาได้ทั้งชีวิต แต่เมื่อถึงวัยที่ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มถดถอย ปัจจัยทางกายภาพและพฤติกรรมจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าที่เราคิด ประการแรกคือ ความจำที่เลือนราง ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการหลงลืมว่า “มื้อนี้กินไปหรือยัง” นำไปสู่การกินยาซ้ำซ้อนจนได้รับยาเกินขนาด หรือในทางกลับกันคือการลืมกินยาติดต่อกันหลายมื้อจนการรักษา และควบคุมโรคเป็นไปได้ไม่ดี ส่งผลให้โรคประจำตัวกำเริบหนักขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ข้อจำกัดทางประสาทสัมผัส เช่น สายตาที่พร่ามัวทำให้การอ่านฉลากยาที่มีตัวหนังสือขนาดเล็กเป็นเรื่องยากลำบาก นำไปสู่การหยิบยาผิดซอง หรือปัญหาเรื่องมือสั่น มือและนิ้วไม่มีแรง ที่ทำให้การแกะเม็ดยาออกจากแผงกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง ในบางท่านอาจพบปัญหาที่มือไม่มีแรงบีบยาหยอดตาออกจากขวดยา หรือมือไม่มีแรงกดยาพ่น บวกกับ ความซับซ้อนของตารางยา ที่ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวมากกว่าหนึ่งโรค ต้องกินยาหลายกลุ่มพร้อมกัน ทั้งยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหารทันที หรือยาที่กินเฉพาะวันเว้นวัน ความซับซ้อนเหล่านี้ต่อให้คนอยู่ในวัยทำงานเองก็ยังพลาดได้ง่าย นับประสาอะไรกับวัยชราที่ระบบการประมวลผลเริ่มช้าลง

ยังมีอีกหลายกรณีที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับอันตรายจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง   เช่น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค อยู่มาวันหนึ่งมีอาการปวดข้อ ปวดเข่าจึงไปซื้อยาแก้ปวด แก้อักเสบในกลุ่ม เอ็นเสด (NSAIDs) มารับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการโดยไม่ได้บอกลูกหลาน ยาแก้ปวดกลุ่มนี้อาจมีปฏิกิริยากับยาโรคหัวใจบางชนิด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมอยู่เดิม จนอาจส่งผลเสียต่อไตได้ ดังนั้นก่อนซื้อยาแก้ปวดใด ๆ มากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง และอีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบบ่อยคือการ “หยุดยาเอง” เมื่อรู้สึกว่ากินยาเยอะเกินไปจนรู้สึกเบื่อหน่าย หรือท่านมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ท้องอืด การกินบ้างหยุดบ้าง เมื่อไปตรวจตามนัดจึงทำให้ค่าผลตรวจเลือดผิดปกติ จนแพทย์อาจต้องเพิ่มขนาดยาให้แรงขึ้น ทั้งที่สาเหตุจริง ๆ มาจากการกินยาไม่ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือหากพลาดกินยาไป ควรแจ้งแพทย์ตามความเป็นจริงเสมอ เพราะแพทย์ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อรักษาได้เหมาะสม

การมีส่วนร่วมของสมาชิกในครอบครัวจึงเป็นการสร้างความปลอดภัย โดยผ่านขั้นตอนง่าย ๆ เช่น ช่วยจัดระบบการการรับประทานยา หรือระบบเตื่อนการรับประทานยา ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเก็บยาในซองดั้งเดิมมาใช้กล่องแบ่งยาประจำสัปดาห์ ที่มีช่องแยกมื้อ เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน อย่างชัดเจน  จะช่วยทำให้ท่านผู้สุงอายุใช้ยาได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เราตรวจสอบย้อนหลังได้ทันทีว่ามื้อไหนผิดพลาดไปหรือไม่ 

หากจำเป็น สมาชิกในครอบครัวควรไปพบแพทย์เป็นเพื่อนผู้สูงวัย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลกับแพทย์และเภสัชกร ทุกครั้งที่พาไปโรงพยาบาล สมาชิกในครอบครัวควรเข้าไปรับฟังผลตรวจและจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของยาไปพร้อมกับท่าน เพื่อป้องกันปัญหาท่านจำสับสนว่าตัวไหนเพิ่มหรือตัวไหนสั่งหยุด และหากมีข้อสงสัยเรื่องปฏิกิริยาของยา สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมจากเภสัชกรได้โดยตรง 

เมื่อท่านต้องใช้ยาที่บ้านก็ควรหมั่นสังเกตสัญญาณเตือน เพราะผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยบ่น สมาชิกในครอบครัวต้องคอยจับตาดูว่า ท่านดูซึมผิดปกติไหม เดินเซหรือไม่ หรือมีผื่นขึ้นตามตัวไหม อาการเหล่านี้อาจเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน อีกหน้าที่หนึ่งคือ ตรวจสอบ “ยาแฝง” คอยสอดส่องว่าท่านแอบซื้อยาสมุนไพร ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมตามโฆษณามากินเองหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะไปล้างฤทธิ์ยาหลักหรือเพิ่มภาระให้ตับและไตโดยไม่จำเป็น

การช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ และการใช้ยาให้ผู้สูงอายุ เป็นผลดีต่อสุขภาพท่านเหล่านั้นได้มาก การที่เราเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละวันเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง สามารถลดความเสี่ยงจากการเข้าโรงพยาบาลด้วยอุบัติเหตุการใช้ยาไม่ถูกต้องได้อย่างมหาศาล ในฐานะลูกหลาน วันนี้คุณได้ลองเปิดกล่องยาของผู้สูงอายุที่บ้านมาเช็กดูแล้วหรือยัง การเริ่มต้นเพียงนิดในวันนี้ อาจหมายถึงการที่ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ท่านได้

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Life & Health : ช่วงอากาศร้อนจัด เสี่ยง โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก

Life&Health : ช่วงอากาศร้อนจัด เสี่ยง โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก

Life&Health : ช่วงอากาศร้อนจัด เสี่ยง โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.59 น.

ช่วงหน้าร้อนนี้มีอุณหภูมิสูงหรือสภาพอากาศร้อนจัดโดยเฉพาะในภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ปีนี้ประเทศไทยเผชิญคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูงกว่า 42°C โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย หนึ่งในภาวะที่มีความรุนแรงที่สุดคือ ฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคลมแดด ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

ข้อมูลจาก นพ. วีระพล บ่อหิรัญรัตน์ อายุรแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะสำคัญหลายระบบ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

ฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว

ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน, การทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน, สภาพอากาศที่มีทั้งอุณหภูมิสูงและความชื้นสูง, ภาวะขาดน้ำ

เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อหรือการไหลเวียนเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

อาการของฮีทสโตรกที่ควรสังเกต

อาการของฮีทสโตรกมักเริ่มจากอาการของความเครียดจากความร้อน ก่อน และอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการที่พบได้ ได้แก่ อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ, ไม่มีเหงื่อออกแม้อยู่ในสภาพอากาศร้อน, กระหายน้ำอย่างมาก, ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ, หน้ามืด หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ, คลื่นไส้ อาเจียน, หัวใจเต้นเร็ว, หายใจเร็วหรือหอบ, ผิวหนังแดงหรือร้อน, กระสับกระส่าย สับสน หรือซึมลง, ในบางกรณี หากภาวะรุนแรงขึ้น อาจเกิดอาการชัก หมดสติ หรือ ภาวะหัวใจหยุดเต้น

เนื่องจากฮีทสโตรกสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้สัญญาณเตือนและได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยภาวะฮีทสโตรก

หากพบผู้ที่มีอาการสงสัยภาวะฮีทสโตรก ควรดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมทั้งรีบนำส่งโรงพยาบาล โดยมีแนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่

1. เคลื่อนย้ายผู้มีอาการไปยังบริเวณที่ร่มหรือมีอากาศถ่ายเท
2. ให้ผู้ป่วยนอนราบ และยกขาเล็กน้อยเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด
3. คลายเสื้อผ้าให้หลวมเพื่อลดการกักเก็บความร้อน
4. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และศีรษะ
5. ใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน
6. หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี อาจให้จิบน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควร รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและให้การดูแลตามความเหมาะสม

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก

แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ, เด็กเล็ก, นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง, ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่ร้อน, ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ, ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน

ในทางคลินิก แพทย์มักพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ร่วมกับอาการทางร่างกายและสภาพแวดล้อม เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น

แนวทางการป้องกันฮีทสโตรกในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง แต่ในหลายกรณีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้แก่

– หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หากจำเป็นต้องทำกิจกรรม ควรเลือกช่วงเวลาเช้าตรู่หรือช่วงเย็น
– ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานใช้แรงหรือออกกำลังกาย อาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำตามความเหมาะสมของกิจกรรม
– หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือเครื่องดื่มกระตุ้น อาจเพิ่มการขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
– เลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่น สามารถช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น
– ป้องกันร่างกายจากแสงแดด การสวมหมวก แว่นกันแดด หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด สามารถช่วยลดการรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง

สงกรานต์ปีนี้อากาศร้อนจัด เสี่ยงโรคลมแดดสูง ควรดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวัน และสังเกตอาการเตือน หากพบผู้ป่วยต้องรีบปฐมพยาบาลและโทร 1669 ทันทีเพื่อความปลอดภัย ซึ่งโทร 1669 เป็นสายด่วนที่ให้บริการเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตินอกสถานพยาบาล สงกรานต์นี้ขอให้ทุกคนขับขี่อย่างระมัดระวัง เมา-ไม่ขับ ง่วง-ไม่ขับ เดินทางปลอดภัยกันทุกคน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

เปิดโลกผจญภัย! นั่งรถไฟตะลุย ‘แดนป่าต้องคำสาป’ ในงาน THE MALL LIFESTORE JUNGLE WALK 2026

เปิดโลกผจญภัย! นั่งรถไฟตะลุย ‘แดนป่าต้องคำสาป’  ในงาน THE MALL LIFESTORE JUNGLE WALK 2026

เปิดโลกผจญภัย! นั่งรถไฟตะลุย ‘แดนป่าต้องคำสาป’ ในงาน THE MALL LIFESTORE JUNGLE WALK 2026

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.39 น.

ปิดเทอมนี้ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ชวนทุกครอบครัวก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ที่มากกว่าความสนุก กับงาน “THE MALL LIFESTORE JUNGLE WALK 2026 ท่องโลกมหัศจรรย์ แดนสัตว์แปลกพิศวง” ภารกิจผจญภัยใน 4 แดนป่าต้องคำสาป ที่จะเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นการผจญภัยครั้งใหญ่ของทั้งครอบครัวเพราะนี่คือ “สนามสำรวจ” ที่รวมทั้งความตื่นเต้น ความรู้ และความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ป่าไว้ในที่เดียว ตอกย้ำคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์ (Pet Parents Community) อย่างแท้จริง ภายใต้ความร่วมมือจากเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ กรมป่าไม้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ

สนุกกับภารกิจผจญภัยสุดตื่นเต้นใน 4 แดนป่าต้องคำสาป ครั้งแรก! กับขบวนรถไฟสำรวจป่าลึกลับ สัมผัสโลกของสัตว์เอ็กโซติกหาชมยากนานาชนิดกว่า 300 ชีวิต อาทิ อีกัวน่าหางหนามมาดากัสการ์, พญาควาย, นกกระตั้วเมเจอร์มิตเชลล์ และสัตว์แปลกหาชมยากอีกมากมาย พบชนเผ่าโบราณ และกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดมันส์ตลอดงาน ที่ MCC HALL ชั้น 3 ระหว่างนี้ – 19 เมษายน 2569 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, วันที่ 24 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เดอะมอลล์ โคราช, 8 -17 พฤษภาคม 2569 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค และวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2569  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

ปิดเทอมนี้ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ชวนทุกครอบครัวก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ที่มากกว่าความสนุก กับงาน “THE MALL LIFESTORE JUNGLE WALK 2026 ท่องโลกมหัศจรรย์ แดนสัตว์แปลกพิศวง” ภารกิจผจญภัยใน 4 แดนป่าต้องคำสาป ที่จะเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นการผจญภัยครั้งใหญ่ของทั้งครอบครัวเพราะนี่คือ “สนามสำรวจ” ที่รวมทั้งความตื่นเต้น ความรู้ และความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ป่าไว้ในที่เดียว ตอกย้ำคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์ (Pet Parents Community) อย่างแท้จริง ภายใต้ความร่วมมือจากเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ กรมป่าไม้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ

เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ นำทีมผจญภัยโดยคู่จิ้นสุดฮอต ตี๋ตี๋-วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ และ ป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล ที่จะพาทุกคนออกเดินทางสู่แดนป่าต้องคำสาป พร้อมแชร์ประสบการณ์จริงแบบใกล้ชิด และทันทีที่ก้าวเข้าไป…คุณจะไม่ได้อยู่ใน “ห้างฯ” อีกต่อไป แต่กำลังยืนอยู่กลางผืนป่าขนาดกว่า 3,000 ตารางเมตร พบกับไฮไลต์ที่ห้ามพลาด! ได้แก่ ขึ้น “รถไฟสำรวจป่าลึกลับ” ครั้งแรกในไทย กับระยะทางกว่า 200 เมตร ที่จะพาคุณเผชิญหน้าสัตว์หายากระดับโลกแบบใกล้ชิด อาทิ อีกัวน่าหางหนามมาดากัสการ์ คู่เดียวในไทย! จากเกาะมาดากัสการ์ โดดเด่นด้วย “หางหนาม” เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร  พญาควาย สัตว์ตำนานโบราณของไทย ที่มีลักษณะมงคลหน้าผากขาวรูปโพธิ์, หางขาว, ขาขาวทั้ง 4 ข้าง (เหมือนใส่ถุงเท้าขาว) และกีบเท้าขาว สลอธ สัมผัสความน่ารักของสัตว์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดในโลก

สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก M CARD แลก 59 M Point ถ่ายรูปใกล้ชิดกับน้องสลอธ ลามะ ซุปตาร์ขนปุย ได้ชื่อว่าเป็น ยอดนักแบก(สัมภาระ) จากทวีปอเมริกาใต้ ลิงกระรอก “เจ้าจิ๋วซ่าจอมซนแห่งแดนป่า” ลิงขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ว่องไวและเฉลียวฉลาด อูฐ เจ้าแห่งทะเลทราย นกกระตั้วเมเจอร์มิตเชลล์ ราชินีแห่งวงศ์ตระกูลนกแก้ว ลำตัวสีขาวอมชมพูอ่อน  จุดเด่นคือ “หงอนขนาดใหญ่” ที่เมื่อกางออกจะเห็นแถบสีแดงส้มแกมเหลืองอย่างสวยงาม ขอบตาและจะงอยปากมีสีขาวสะอาดตา และ นกปักษาสวรรค์ หรือนกการเวก อัญมณีแห่งป่าดิบชื้น ชื่อว่าเป็นกลุ่มนกที่สวยที่สุดในโลก

แต่การผจญภัยยังไม่จบแค่นั้น…เพราะต้องนั่งรถไฟบุกป่า, ชมสัตว์ทะเลในโลกใต้น้ำผ่านเรือยักษ์กลางป่า (เฉพาะงามวงศ์วาน) หรือเร่งความมันส์กับการขับ ATV ตะลุยป่า (เฉพาะโคราช) เติมเต็มประสบการณ์ด้วยกิจกรรมที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ ขุดฟอสซิลไดโนเสาร์ สัมผัสใกล้ชิดสัตว์หลายประเภท พร้อมรับกล้าไม้ฟรีจากกรมป่าไม้ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การดูแลโลกใบนี้ไปพร้อมกัน  พิเศษยิ่งขึ้นที่สาขาบางกะปิ กับการประกวดปลาช่อน (กั้ง) สวยงาม ชิงถ้วยเกียรติยศ พร้อมตระการตากับปลาช่อนสวยงาม มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้…ไม่ใช่แค่ “ความสนุก” แต่คือประสบการณ์ที่เด็กจะจดจำและผู้ใหญ่จะอยากกลับมาอีกครั้ง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK: THE MALL GROUP

ไทยเบฟ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงาน กปร. ‘โครงการพัฒนาเศรษกิจฐานรากระดับอำเภอ’ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ไทยเบฟ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงาน กปร.  ‘โครงการพัฒนาเศรษกิจฐานรากระดับอำเภอ’ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ไทยเบฟ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสำนักงาน กปร. ‘โครงการพัฒนาเศรษกิจฐานรากระดับอำเภอ’ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ขอความร่วมมือและความอนุเคราะห์จาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟมุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และในปีนี้ไทยเบฟได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐

พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมในงานดังกล่าว ณ ห้องหนุมาน 1 สำนักงาน กปร.

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้นับเป็นมิติสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสนับสนุนข้อมูลให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินการของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยสำนักงาน กปร. พร้อมสนับสนุนการให้ความรู้ และการอบรมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง ๖ ศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน กปร. ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผล เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน”

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยมุ่งหมายเพื่อ ‘สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข’

ไทยเบฟได้ดำเนิน โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘ บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้าและการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)

การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

ทั้งนี้ ไทยเบฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และร่วมผลักดันศักยภาพชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืน

ปังมากแม่! 3 สาวไทย เลดี้ปราง – ก้อย – มารีญา เฉิดฉายบนพรมแดง กระทบไหล่ไอคอนระดับตำนาน Meryl Streep – Anne Hathaway

ปังมากแม่! 3 สาวไทย เลดี้ปราง – ก้อย – มารีญา เฉิดฉายบนพรมแดง กระทบไหล่ไอคอนระดับตำนาน Meryl Streep - Anne Hathaway

ปังมากแม่! 3 สาวไทย เลดี้ปราง – ก้อย – มารีญา เฉิดฉายบนพรมแดง กระทบไหล่ไอคอนระดับตำนาน Meryl Streep – Anne Hathaway

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.33 น.

นับเป็นโมเมนต์ระดับอินเตอร์ที่ต้องร้องว้าว เมื่อ 3 สาวตัวแทนประเทศไทย เลดี้ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, ก้อย-อรัชพร โภคินภากร และ มารีญา พูลเลิศลาภ แท็กทีมกันไปประกาศความปังบนพรมแดงงาน The Devil Wears Prada 2 Red Carpet Event in Tokyo ฉลองการกลับมาของภาพยนตร์ระดับตำนานที่คนทั้งโลกตั้งตารอ งานนี้นอกจากจะกระทบไหล่ตัวแม่แห่งฮอลลีวูด บอกเลยว่าทั้ง 3 สาวยังสวยเริดจนเรียกเสียงแฟลชและสะกดสายตาสื่อทั่วโลก สมฐานะตัวแทนไทยที่ได้ร่วมต้อนรับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลก “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ซึ่งกำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งยุคอีกครั้ง 30 เมษายน นี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

บรรยากาศภายในงานเรียกได้ว่าเริ่ดตั้งแต่ก้าวแรก เพราะนอกจากจะรวมตัวแม่จากทั่วโลกมาไว้ในงานเดียว ยังมีไฮไลต์สุดพิเศษกับการปรากฏตัวของสองไอคอนระดับตำนานอย่าง Meryl Streep (ผู้รับบทเป็น Miranda Priestly) และ Anne Hathaway (ผู้รับบทเป็น Andy Sachs) ที่มาร่วมอวดโฉมบนพรมแดง พร้อมทักทายแฟน ๆ อย่างเป็นกันเอง ก่อนขึ้นเวทีเผยเรื่องราวความสนุกเบื้องหลังการทำงานของ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ที่ต้องไปดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้นถึงจะได้ฟีลตัวแม่ตัวมัมแบบถึงใจ 

และหนึ่งในความพิเศษของงานนี้คือการที่สองสาวจากประเทศไทย ก้อย อรัชพร และ มารีญา ได้รับโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการสัมภาษณ์สองตัวมัมแบบใกล้ชิด ส่วนเรื่องที่คุยจะสนุกหรือมีเซอร์ไพรส์อะไรบ้าง เตรียมรอชมคลิปสัมภาษณ์พิเศษจากก้อยและมารีญาได้ เร็ว ๆ นี้

สำหรับ 3 สาวตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้ร่วมเดินพรมแดงงาน The Devil Wears Prada 2 Red Carpet Event in Tokyo แต่ละคนต่างมาในลุคสุดเริด สะท้อนตัวตนของผู้หญิงในหลากหลายมิติได้อย่างน่าสนใจ

เริ่มที่ เลดี้ปราง ปรากฏตัวในลุคสวยเริด สมกับเป็น Brand Ambassador จาก TRESemmé Thailand พาร์ตเนอร์ระดับโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมาพร้อมภาพลักษณ์ผู้หญิงที่สะท้อนความเป็นธรรมชาติแต่ทรงพลังแบบผู้หญิงยุคใหม่ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ ด้าน ก้อย อรัชพร ตัวแทนจาก TRESemmé Thailand เผยเสน่ห์ความสวยเก่ง เต็มไปด้วยพลัง ที่กล้าเป็นตัวเอง

ขณะที่ลุคของ มารีญา เปี่ยมด้วยความมั่นใจและการเป็นตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายในแบบของแฟชั่นยุคใหม่ และครั้งนี้เธอไม่เพียงไปร่วมงานในฐานะแฟชั่นไอคอน แต่ยังเป็นหนึ่งในทีมพากย์เสียงภาษาไทยของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

นับได้ว่าการปรากฏตัวบนพรมแดงงาน The Devil Wears Prada 2 Red Carpet Event in Tokyo ของ 3 สาวไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของคนไทยบนเวทีระดับโลก แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” คือภาพยนตร์ที่สื่อให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงในทุกมิติ

30 เมษายน นี้ เตรียมพบกับการกลับมาฟาดฟันในโลกแฟชั่นยุคดิจิทัลของเหล่าไอคอน ที่ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องราวแบบภาคต่อ แต่คือการคัมแบ็กของตัวแม่ที่ทั้งโลกแฟชั่นและโลกภาพยนตร์ตั้งตารอ แล้วไปเช็กอินความปังพร้อมกันในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ผนึกกระทรวงวัฒนธรรมและชมรมสยามพัสตราภรณ์ จัดนิทรรศการเชิดชู ‘มรดกผ้าไทยทรงคุณค่า’สู่มิติร่วมสมัยระดับสากล

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ผนึกกระทรวงวัฒนธรรมและชมรมสยามพัสตราภรณ์  จัดนิทรรศการเชิดชู ‘มรดกผ้าไทยทรงคุณค่า’สู่มิติร่วมสมัยระดับสากล

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ผนึกกระทรวงวัฒนธรรมและชมรมสยามพัสตราภรณ์ จัดนิทรรศการเชิดชู ‘มรดกผ้าไทยทรงคุณค่า’สู่มิติร่วมสมัยระดับสากล

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.30 น.

เมื่อเส้นใยแห่งภูมิปัญญาไทยยังคงถักทออยู่ในจังหวะของโลกปัจจุบัน มรดกทางวัฒนธรรมจึงมิได้เป็นเพียงเรื่องราวในอดีต หากคือพลังสร้างสรรค์ที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ชมรมสยามพัสตราภรณ์, ฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ และ บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดฉากงาน “A SENSE OF THAI 2026: ROOTED IN HERITAGE” A Textile through time ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยมรดกอันทรงคุณค่า” ถ่ายทอดความงดงามของผ้าไทยผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่บริบทไลฟ์สไตล์ระดับสากล

งานครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระมารดาแห่งผ้าไทย” ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูผ้าไทยให้ดำรงอยู่คู่แผ่นดิน พร้อมกันนี้ยังสอดรับกับเทศกาลสงกรานต์ไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNESCO ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยงานจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 19 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ภายในงานถูกออกแบบให้เป็นเสมือนการเดินทางผ่านกาลเวลา ที่เชื่อมโยงรากเหง้าของผ้าไทยสู่บริบทปัจจุบันอย่างกลมกลืน ตั้งแต่ความละเมียดละไมของนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ไปจนถึงงานหัตถศิลป์หาชมยากที่ถ่ายทอดความประณีตในทุกรายละเอียด ผสานการจัดวางในบรรยากาศร่วมสมัยที่เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัส ‘ผ้าไทย’ ในฐานะส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

ความสง่างามนี้สะท้อนต่อเนื่องสู่พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, นายทศพล วรรณศุภผล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายสุดจิตร์ สุดจิตต์ กรรมการผู้จัดการ ฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ, นางสาวสุพรรณรัตน์ อนุเขตร์ ที่ปรึกษาชมรมสยามพัสตราภรณ์, สินธุนนท์ ชวนะเวสน์ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ แบรนด์ ชวนา (CHAVANA), อ. สมาน คลังจัตุรัส ปรมาจารย์ศิลปะสีน้ำมันและผู้ก่อตั้งหอศิลป์คลังจัตุรัส พร้อมด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงศิลปะ แฟชั่น และวัฒนธรรม อาทิ มล.ปุณยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา, นางมยุรี เตยะราชกุล, นางสุมิตรา กิจกำจาย, นางภัสรา จิตตะเสนีย์ และ นางสาวรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ เป็นต้น มาร่วมชื่นชมความวิจิตรของผ้าไทยในมิติใหม่ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยจากสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ แฟชั่นโชว์ชุดไทยร่วมสมัยคอลเลกชันพิเศษ ‘A Sense of Thai Diamond’ โดยฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ ร่วมกับชมรมสยามพัสตราภรณ์ นำเสนอผลงานรวม 29 ลุค ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระราชจริยวัตรและจังหวะของเส้นใยไทยในฐานะ ‘มรดกที่มีชีวิต’ ผ่านโครงสร้าง การจับเดรป และรายละเอียดงานฝีมือที่สะท้อนทักษะเชิงช่างในทุกมิติ โดยเหล่านางแบบและนายแบบชั้นนำ อาทิ ซอนญ่า สิงหะ, แอนโทเนีย โพซิ้ว, รัญชน์รวี เอื้อกูลวราวัตร, ศรัณวุฒิ นิตยสุทธิ, ภูษณุ วงศาวณิชชากร, ทะเล สงวนดีกุล เป็นต้น ที่มาร่วมถ่ายทอดพลังแห่งความสร้างสรรค์บนเส้นทางแห่งกาลเวลา ความงามของผืนผ้าถูกเติมเต็มด้วยเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงจาก ชวนา (CHAVANA) แบรนด์จิวเวลรีไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 110 ปี โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกอันสง่างามและงานฝีมือชั้นครู ผสานอัญมณีหายากอย่างมีชั้นเชิง เสริมเอกลักษณ์ให้แต่ละลุค พร้อมสะท้อนรสนิยมร่วมสมัยที่ยังคงหยั่งรากในคุณค่าดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืนและสมเกียรติ

เริ่มต้นการเดินทาง ณ THE ROOTED LEGACY ชั้น G นำเสนอความงามของลวดลายผ้าไทยผ่านการตีความในมุมมองร่วมสมัย ควบคู่กับการจัดแสดงเครื่องทอผ้าดั้งเดิมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การทอผ้าด้วยตนเอง พร้อมไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ประกอบด้วย ชุดไทยเรือนต้น, จิตรลดา, อมรินทร์, บรมพิมาน, ดุสิต, จักรี, ศิวาลัย และจักรพรรดิ ที่ตัดเย็บอย่างประณีตตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ผสานความร่วมสมัยด้วยการประดับคริสตัลสวารอฟสกี้เป็นครั้งแรกโดย ฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ เคียงข้างผลงานจิตรกรรมภาพพิมพ์พระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวงอันวิจิตรบรรจง โดย อ. สมาน คลังจัตุรัส ปรมาจารย์ศิลปะสีน้ำมัน และนิทรรศการชุดผ้าไทย 4 ภาค ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ที่สะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น จากนั้นต่อเนื่องมายังบริเวณทางเชื่อม ชั้น 2 ถ่ายทอดความงดงามของลวดลายผ้าไทยผ่านการขยายสเกล  เผยให้เห็นรายละเอียดของเส้นใยในมุมมองศิลปะร่วมสมัยที่เชื่อมประสานอดีตสู่ปัจจุบันอย่างลื่นไหล

อีกหนึ่งมิติของงานคือ THE HERITAGE EXPRESSIONS ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยจากสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน (จัดแสดงทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันที่ 18-19 เมษายน), Live Station สาธิตงานหัตถศิลป์การปักผ้าและเทคนิคการจับจีบผ้า (Drape) ที่ประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงงานคราฟต์หาชมยากอย่างการถักกระเป๋าจากทองเหลือง และทักษะเชิงช่างเครื่องถมทอง รวมถึงเวิร์กช็อปผ้าไทยทวิสต์ โดย เบรนเวฟ สตูดิโอ ที่เชิญชวนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสัมผัสคุณค่ามรดกภูมิปัญญาไทย

ปิดท้ายที่โซน THAI CRAFT & CULTURE ชั้น 5 พื้นที่ที่คัดสรรผ้าไทยชั้นครูและงานหัตถศิลป์ล้ำค่ามาให้เลือกสรร อาทิ ผ้ายกทองโบราณ โดย อ. วีรธรรม ตระกูลเงินไทย จากร้านจันทร์โสมา จ.สุรินทร์, ผ้าลายอย่าง ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลายที่ใช้ในราชสำนักที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาจากร้านอาภรณ์พิศวาส, ผ้าปักมือกองหลวงฝีมือประณีต โดย อ. สิริวัฑน์ เธียรปัญญา จ.เชียงราย และผ้าไหมลายทอง ที่ใช้เทคนิคการเขียนทองคำมาเขียนลวดลายลงบนผืนผ้าไหมที่มีความวิจิตร เป็นเอกลักษณจากจังหวัดบุรีรัมย์ เครือข่ายผู้ผลิตกว่า 17 ร้านทั่วประเทศ คัดสรรโดยชมรมสยามพัสตราภรณ์ เพื่อสนับสนุนและต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นทางอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังสามารถร่วมสรงน้ำหลวงพ่อโตจากวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง เพื่อความเป็นสิริมงคลตามวิถีปีใหม่ไทย

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์กับแคมเปญ “CENTRAL SONGKRAN FEST” ตั้งแต่วันนี้จนถึง 29 เมษายน 2569 ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ติดตามรายละเอียดและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/centralembassy หรือ www.centralembassy.com สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2119-7777#2001 

บีชโปโลการกุศล ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026’ สนับสนุน ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

บีชโปโลการกุศล ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล - บี.กริม บีช โปโล 2026’ สนับสนุน ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

บีชโปโลการกุศล ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026’ สนับสนุน ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.00 น.

 การแข่งขัน Princess Pa’s Cup InterContinental – B.Grimm Beach Polo Hua Hin ครั้งที่ 15 ปิดฉากลง ณ ชายหาดหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท โดยผสานความตื่นเต้นของกีฬาเข้ากับบรรยากาศริมทะเลและกิจกรรมทางสังคมได้อย่างลงตัว

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นโดย บี.กริม ร่วมกับ กลุ่มบริษัทพราว โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท และบลูพอร์ต หัวหิน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้พัฒนาให้รายการนี้กลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์สำคัญของทั้งวงการกีฬาและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุน“โครงการกำลังใจ” ในพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ผ่านการฝึกอาชีพและการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา บีชโปโลหัวหินได้กลายเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยสนามแข่งขันบนชายหาดที่ต้องอาศัยจังหวะน้ำขึ้นน้ำลงอย่างแม่นยำ ผสานกับเสน่ห์ของเมืองหัวหินซึ่งมีวัฒนธรรมการขี่ม้าเลียบชายหาดมาอย่างยาวนาน

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายของกีฬานี้อยู่ที่การบริหารจัดการธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เหมาะสมของสภาพพื้นทราย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแข่งขัน

นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว กล่าวว่า หัวหินยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยในปีที่ผ่านมาเมืองมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพัก

“กลุ่มบริษัทพราวมุ่งนำเสนอกิจกรรมไลฟ์สไตล์ระดับโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวของหัวหิน ทั้งด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ และอาหาร ซึ่งบีชโปโลถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ของเมืองได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ยังคงให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของพื้นที่ชายหาดที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขัน พร้อมทั้งการพัฒนาและยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ครบครันและมีเอกลักษณ์

การแข่งขันในปีนี้มีทีมจากประเทศไทย เบลเยียม อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เข้าร่วม สะท้อนถึงความเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ได้รับความสนใจจากนักกีฬาทั่วโลก ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมยังได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นโชว์บนหลังม้า ขบวนพาเหรดริมชายหาด รวมถึงซุ้มกิจกรรมและอาหารเครื่องดื่มหลากหลาย นอกเหนือจากการแข่งขัน บรรยากาศของงานยังดึงดูดแขกผู้มีเกียรติ นักธุรกิจ และผู้สนใจกีฬาจากทั้งในและต่างประเทศ ให้มารวมตัวกันท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่ผ่อนคลาย

ช่วงค่ำ งานได้เปลี่ยนบรรยากาศสู่ค่ำคืนแห่งความสง่างามในสวน ภายใต้ธีม “Celestial Blue & Pearl Summer Elegance Dinner” ริมชายหาดที่สะท้อนโทนสีของท้องทะเล อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดประมูลการกุศล โดยรายได้ทั้งหมดนำไปสนับสนุนโครงการกำลังใจภายใต้พระดำริฯ ปิดท้ายด้วยการแสดงของวง Royal Bangkok Symphony Orchestra ซึ่งเติมเต็มมิติทางวัฒนธรรมให้กับงาน ท่ามกลางบรรยากาศของท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือชายหาดหัวหิน

คุณแหน : 14 เมษายน 2569

คุณแหน : 14 เมษายน 2569

คุณแหน : 14 เมษายน 2569

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.39 น.

รัฐแคลิฟอร์เนีย มีนิกเนมว่า “THE GOLDEN STATE” หรือง่ายๆว่าแผ่นดินทอง เหตุใดเป็นเช่นนั้น เริ่มต้นก็มีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลพลเมืองเยอะแยะ แถมยังมี GDP มหึมาถ้านำมาเรียงเป็นรายประเทศจะอยู่ลำดับที่ 4 ! (เหนือกว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ลำดับที่ 5) จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ในรอบร้อยปีที่ผ่านมาเยาวชนตลอดจนวัยรุ่นจากมลรัฐต่างๆ ใฝ่ฝันที่จะมาสร้างอนาคต “AMERICAN DREAM” ในโกลเด้นสเตทนี้ เฉพาะประเด็นว่ามหาอาณาจักร HOLLYWOOD อยู่ในนครลอสแอนเจลิสก็น่าคิดแล้ว มีตำนานเล่าขานไม่รู้จบว่า MARILYN MONROE เด็กสาวบ้านนาก้าวขึ้นรถบัสเกรย์ฮาวด์ มุ่งหน้าหาความฝันที่ปลายทางลอสแอนเจลิส ถึงจุดหมายยามค่ำแล้วที่พักหลักแหล่งไม่มี จึงไปนั่งจิบกาแฟฆ่าเวลาในร้าน REXAL ตามความเชื่อว่าฟ้ากำหนดบังเอิญมี คณะผู้อำนวยการสร้างฮอลลีวู้ดมานั่งกินกาแฟคุยงาน แค่ชำเลืองเห็นความงามตามธรรมชาติ (RAW BEAUTY) และอากัปกิริยาของสาวน้อยเท่านั้น ผอ.ใหญ่ถึงกับอุทานว่า ใช่เลย! นั่นคือการค้นพบครั้งสำคัญของโลกเซลลูลอยด์ ในรอบกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาคำนวณคร่าวๆมีอเมริกันสาวบ้านนานับแสนคนพยายามลอกเลียนปรากฏการณ์นี้ แต่มีเพียงหยิบมือเดียวที่พบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ในระดับแตกต่างกัน ส่วนมากจะพบกับความผิดหวังโดยสิ้นเชิง… สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวไวรัล TALK-OF-THE-TOWN วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องวิทยฐานะการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในแอล.เอ.สหรัฐฯ ของ เสนาบดีคนดัง ความว่า 1) สถาบันดังกล่าวถูกปิดตาม กม. ไปแล้วตั้งแต่ คศ. 2019 , 2) ขณะสถาบันดำรงอยู่นั้นได้รับการรับรองวิทยฐานะจาก กพ.หรือไม่? ขณะที่มีการถกเถียงกันอยู่ก็มีเพจชื่อดังนำรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับสถาบันดังกล่าวมาตีแผ่เพิ่มไปอีก วันนี้ บารอนเนส เลยขอเสนอมุมมองของอเมริกันชนบ้าง ในสหรัฐฯเขามีปรัชญาวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่อง “อุดมศึกษา” ที่แตกต่างจากชาวเอเชีย เขามองว่า: 1) ชาวอเมริกันทั่วไปมี MATUARITY เพียงพอที่จะพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสมของตนเองได้ 2) หากไม่ใช่มุ่งหวังจะเข้ารับราชการหรือบริษัทใหญ่มัลไทเนชั่นแนล ก็จะไม่มีใครสนใจเรื่องวิทยฐานะของสถาบัน 3) ส่วนบริษัท SME ไม่สนใจเรื่องวิทยฐานะ เขาสัมภาษณ์งานประเด็นเดียวผู้สมัครมีประสบการณ์ตามหน้าที่งานหรือไม่เท่านั้น…-0- ข่าวน่ายินดี องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) ให้เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการระหว่างประเทศ ครั้งที่ 18 ณ ประเทศบอตสวานา เมื่อช่วงปลายปี 2023 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สมบัติล้ำค่าของคนทั้งโลก โดยไม่ใช่เพียงแค่เทศกาลสาดน้ำเพื่อคลายร้อน หรือความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความผูกพันของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน…

-0- ช่วงนี้ลูกชายคนโตกับภรรยามาเยี่ยม คุณแม่ นิศากร โฆษิตรัตน์ แต่ต้องรีบกลับอเมริกาก่อนวันครอบครัว โดยคุณพ่อคุณแม่พาไป Farewell lunch ล่วงหน้า ที่ร้านโปรดย่านประดิษฐ์มนูธรรม… อนึ่ง นิศากร เป็นทั้งคุณย่าและคุณยาย แต่ครอบครัวลูกสาวอยู่ฝรั่งเศส ไม่ได้กลับไทยระหว่างนี้…

-0- หยุดยาวหลายวันหลายคนเฝ้ากรุงเทพฯ อาทิ พล.ร.ต.กฤษดิ์กมล – ธนษร กีรติบุตร ,รัชนี กอไผ่แก้ว เป็นต้น…

-0- งาน “ช้อนพวง เดอะซีรีย์” ของ ชมรมนักเรียนเก่าราชินี จัดวันที่ 23 พ.ค.69 ณ โรงเรียนราชินี …มีกิจกรรมหลากหลาย เริ่มด้วย 10.00 น. ทำบุญให้คุณครูที่เสียชีวิต (กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก) , 11.30 น.กินข้าวโรงเรียนกับเพื่อน ย้อนบรรยากาศเก่าๆ ในเมนูที่คุ้นเคย…อิ่มแล้วไปสนุกกับ Netball Challenge เกม=ท้าทายความสามารถ ชู้ตดีมีรางวัล…บัตรเข้างาน 500.-บาทขาดตัว ที่นั่งมี 400 ที่ (นั่งโต๊ะละ 8 คน)…ศิษย์เก่าราชินีเตรียมจองบัตรให้ทัน จะได้สังสรรค์สโมสรกันพร้อมหน้าสวยๆ !!…

บารอนเนส

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เบาหวาน  โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของคนวัยทำงานอย่างน่าเป็นห่วง จากสถิติในไทย พบว่า ในทุก 9 คน จะมีผู้เป็นเบาหวาน 1 คน และทุกๆ 5 ปีมีผู้เป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน และสิ่งที่น่าวิตกคือ อายุเฉลี่ยของผู้เป็นเบาหวานได้ลดลงจาก 50 ปี เหลือเพียง 40 ปี และเริ่มพบในคนอายุ 30 ปีมากขึ้นเรื่อย ๆ  จึงเห็นได้ว่าโรคเบาหวานไม่ใช่โรคไกลตัวของวัยทำงานต่อไป

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน  ได้จัดกิจกรรมพิเศษโดยมี  ศ.เกียรติคุณ นพ. เทพ หิมะทองคำ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวเปิดงาน ภายใต้แนวคิด “Diabetes and the Workplace” (สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน) เพื่อสร้างความตระหนักและติดอาวุธความรู้ให้ผู้เป็นเบาหวานวัยทำงานสามารถดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานมีการบรรยายให้ความรู้ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ รวมถึง Workshop แนะการเคลื่อนไหวที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเลือกอาหารที่เหมาะสำหรับวัยทำงาน

เรื่องที่ผู้เป็นเบาหวานวัยทำงาน….ควรรู้

พญ. เกษณี ร่มโพธิ์ทอง อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ กล่าวว่า การมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราใช้เวลาในที่ทำงานมาก การดูแลตนเองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานในวัยทำงานมีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนที่สูงขึ้น การเข้าใจและจัดการปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาอย่างมีวินัย และการพักผ่อน จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน

หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ ช่วงเสวนา “สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน” นำโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นพ. เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ และผู้อำนวยการศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อเทพธารินทร์ ที่มาอัปเดต สถานการณ์โรคเบาหวานปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเป็นโรคในกลุ่ม NCDs ที่เพิ่มขึ้นเร็ว ในทุก ๆ 5 ปี จะมีผู้ป่วยเพิ่ม 1 ล้านคน หรือ ในทุก 9 คน จะเป็นเบาหวาน 1 คน นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังเริ่มคุกคามคนวัยทำงานมากขึ้น อายุเฉลี่ยผู้ที่ป่วยลดลงจาก 50 ปี เป็น 40 ปี และเริ่มพบในวัย 30 ปีมากขึ้น โดยกลุ่มวัยทำงานมักมีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้น “คนวัยทำงานจำเป็นต้องใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”

งานเสวนามีแขกรับเชิญมาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเอาชนะเบาหวานด้วยสูตรดูแลตัวเอง “2ก 1ย 1น” ได้แก่  กิน – ควบคุมอาหาร กาย – ออกกำลังกาย ยา – ใช้ยาอย่างมีวินัย และ นอน – นอนให้เพียงพอ ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และให้ข้อคิดแก่ผู้เป็นเบาหวานได้เป็นอย่างดี Workshop “Being active” ฟิตเฟิร์มร่างกาย โดย ทีม มีดี เฮลท์ โซลูชั่น คลับ ศูนย์ออกกำลังกาย (ชั้น 8) โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ โดยหัวหน้าแผนกแอคทีฟไลฟ์สไตล์ มีดี เฮลท์ โซลูชั่น คลับ ได้นำเสนอ Workshop ที่เน้นการเคลื่อนไหวที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนวัยทำงาน คือ การเดินหรือวิ่งสะสมระยะทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์มากมาย เช่น ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง และลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด และหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ถึง 30%  การจัดกิจกรรมองค์กรอย่าง UMC SO GOOD “เดิน-วิ่งสะสมระยะทาง” ที่กระตุ้นให้พนักงานเดิน-วิ่งสะสมระยะ 17 กม. ภายใน 1 เดือน เพื่อรับรางวัล เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความแอคทีฟ

Workshop “Healthy eating”: สูตร 2:1:1 สำหรับอาหารในที่ทำงาน โดยทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้ถ่ายทอดความรู้ในการจัดการคุณภาพอาหารในที่ทำงาน โดยมุ่งเน้นที่การสร้างจานอาหารสุขภาพใน 1 ตะกร้า ด้วยหลักการ 2:1:1 ที่จำง่ายและนำไปใช้ได้จริง ได้แก่ 2 ส่วน : ผัก  1 ส่วน: เนื้อสัตว์/โปรตีน (เน้นไม่ติดมัน/หนัง, ปลา, ไข่) และ 1 ส่วน: ข้าว-แป้ง (เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน) นอกจากนี้ ยังแนะแนวทางสำหรับ แก๊งค์เวฟแอนด์โก ในร้านสะดวกซื้อให้สามารถสร้างจาน 2:1:1 ได้ และสำหรับมื้อว่าง ควรเลือกที่มีพลังงานไม่เกิน 200 kcal และมีปริมาณน้ำตาลเพียง 0-5 กรัม

นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การดูแลสุขภาพเพื่อรักษาและป้องกันความเสี่ยงของโรคเบาหวานสำหรับคนทำงาน โดย ทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และผู้มีประสบการณ์ตรง และกิจกรรมเกมร่วมสนุกรับรางวัลปิดท้ายแล้ว โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ยังได้จัดบูธตรวจเช็คค่าน้ำตาลในเลือด รวมถึงบูธจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจค่าน้ำตาล และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้คนวัยทำงานมีสุขภาพที่ดีและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเองเพื่อสร้าง “สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน” อย่างยั่งยืน  และหากต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อเทพธารินทร์ โทร 02-348-7000 ต่อ 4020 หรือ 4024 ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.