กรุงเทพประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำโดย ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เป็นประธานวางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026  ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

CURIOOkids โรงเรียนเสริมทักษะแห่งอนาคตด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอายุ 1.5–12 ปี มาตรฐานสากล ร่วมนำเสนอแนวคิด “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ภายในงาน Alpha Skills Summit 2026 ผ่าน Interactive Experience และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ทดลอง ลงมือทำ และสื่อสารอย่างมั่นใจ สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่เชื่อว่า เด็กยุค Alpha ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการจดจำในห้องเรียนแต่ควรได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต” 

 พร้อมกันนี้ CURIOOkids ยังเผยกลยุทธ์การเติบโตในฐานะผู้นำตลาดการศึกษาทางเลือก เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยแผนการขยายสาขาจาก 12 แห่งในปัจจุบัน สู่ 17 แห่งภายในสิ้นปี และตั้งเป้าเติบโตกว่า 200% สู่ 37 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ปกครองยุคใหม่ ที่มองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่คือการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น 

ในวันที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตของเด็กยุคใหม่ CURIOOkids จึงนำเสนอ ‘โมเดลการศึกษา Future Skills’ ที่มุ่งพัฒนาทักษะซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่าน 4 กลุ่มการเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ ภาษาและการสื่อสาร (Communication), การคิดเชิงธุรกิจและความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology & Innovation) รวมถึงความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ (Creative Design) เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้พร้อมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการใช้ชีวิตในโลกอนาคตอย่างมั่นใจ 

 ความสำเร็จในการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการเป็น “ผู้ร่วมออกแบบเส้นทางการเรียนรู้” ให้กับเด็กและครอบครัว โดย CURIOOkids ทำงานร่วมกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดในฐานะเพื่อนคู่คิดผู้ปกครอง เพื่อออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน สร้างความไว้วางใจ และทำให้ CURIOOkids ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันเสริมทักษะ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างยั่งยืน 

CURIOOkids พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบ “Project-Based Learning” และ “Inquiry Approach” ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกการตั้งคำถาม คิดอย่างเป็นระบบ ลงมือแก้ปัญหา และกล้าแสดงออก ผ่านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนุก ทันสมัย และเข้าใจธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว CURIOOkids จึงมุ่งมั่นพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่าง Future Ready พร้อมทั้งด้านความรู้ (Knowledge), ทักษะทางสังคม (Soft Skills) และทักษะชีวิต (Life Skills) เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัว คิดสร้างสรรค์ และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

เพราะ CURIOOkids เชื่อว่า อนาคตของเด็ก ไม่ได้วัดจากการจำได้มากแค่ไหน แต่คือความสามารถในการคิด สื่อสาร สร้างสรรค์ และเติบโตอย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

สำหรับผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ ของ CURIOOkids พร้อมรับข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครได้แล้ววันนี้ ที่สาขาใกล้บ้านท่าน โทร: 066 125 0921 , https://www.facebook.com/CuriookidsThailand/ , www.curiookids.in.th และ  Line OA: @curiookids 

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ DMT นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา  พรรณไวย  บอสใหญ่ DMT  นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ DMT นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT นำโดย ดร.ศักดิ์ดา  พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ  เตรียมนำทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ร่วมแรงเกี่ยวข้าว 20 ไร่  ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” ที่ร่วมกันหว่านข้าวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การทำนาลดคาร์บอนนี้ ใช้วิธีบริหารจัดการน้ำแบบ “เปียกสลับแห้ง” ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อตัดวงจรการเกิดสภาวะไร้ออกซิเจนในดิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดก๊าซมีแทน รวมถึงการไม่เผาพอซังข้าวอีกด้วย โดยตั้งเป้าผลผลิตข้าวสารไว้ประมาณ 8,000 กิโลกรัม ซึ่งข้าวเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ส่งต่อความอร่อย ในกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของทางบริษัท อาทิ ใส่ในกระเป๋ากันง่วงสำหรับมอบให้ผู้ใช้ทาง ในช่วงวันปีใหม่และช่วงสงกรานต์ และนำไปเป็นของขวัญสวัสดีปีใหม่ให้พันธมิตร คู่ค้า สื่อมวลชน และผู้มีอุปการคุณกับบริษัทต่อไป

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี เชิงลึกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เพื่อสร้างผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี ให้พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดโลก

โดยภายหลังพิธีเปิดงาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ยังเป็นประธานในพิธีลงนามลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปั้น Food Tech ไทย กินได้จริง ขายได้ระดับโลก” โดยเน้นย้ำว่า การปั้น Food Tech ไทยให้กินได้จริงและขายได้ระดับโลก ไม่เน้นเพียงแค่การใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับ ‘คุณภาพและรสชาติที่ถูกใจ พร้อมรักษาเอกลักษณ์ภูมิปัญญาไทย’ ซึ่งเทคโนโลยีการฉายรังสีจาก สทน. จะทำหน้าที่เป็น New Growth Engine ปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องอายุสินค้าและการปนเปื้อน ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก

รองศาสตราจารย์ ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สทน. และสถาบันอาหาร ในการริเริ่มบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยีรังสีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว ให้เพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการเข้ามาของ NIA ในวันนี้จะเข้ามาเติมเต็มในฐานะ ‘สะพานเชื่อมสู่เชิงพาณิชย์’ ด้วยการสนับสนุนกลไกทุนนวัตกรรมและโอกาสในการพบปะนักลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้แผนธุรกิจของผู้ประกอบที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 15 ราย จาก 60 รายที่เข้ารับการอบรม ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับกิจกรรมการอบรมเชิงลึก ในโครงการฯ ได้จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดยผู้ประกอบการ จะได้รับการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร กฎหมายและมาตรฐานอาหาร การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้าง Storytelling การจัดทำแผนธุรกิจ รวมถึงการ Pitching เพื่อนำเสนอธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการ และการเสวนาเกี่ยวกับความร่วมมือในโครงการฯ และภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมพิธีเปิดในภาคเช้าแล้ว ช่วงบ่ายผู้ประกอบการได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฉายรังสี คลอง 5 ของ สทน. เพื่อเข้าชมโรงงานต้นแบบมาตรฐานสากลที่ใช้เทคโนโลยี “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ที่ทันสมัยที่สุด สอดรับกับเป้าหมายของ สทน. ที่เตรียมดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฉายรังสีประจำภูมิภาค ทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงเทคโนโลยีได้ใกล้แหล่งผลิต ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สินค้ามูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ต่อจากนั้น ผู้ประกอบการยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ซึ่งปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับสทน. นำเทคโนโลยี Electron Beam (E-Beam) และ โคบอลต์-60 ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษหรือสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม 100%

สะกดทุกสายตาปอย ตรีชฎา ออร่าพุ่งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ Hyamax

สะกดทุกสายตาปอย ตรีชฎา ออร่าพุ่งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ Hyamax

สะกดทุกสายตาปอย ตรีชฎา ออร่าพุ่งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ Hyamax

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับงาน Hyamax – Dares to Shine” งานเปิดตัว “The Executive Grand Launch of the NEW HYAMAX” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย บริษัท ร่ำรวย สบาย จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ความงามชั้นนำ ให้กลายเป็นรันเวย์แห่งความงามและนวัตกรรม ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คีย์แมนในวงการบิวตี้ และเซเลบริตี้ชื่อดังตบเท้าเข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่งจนแน่นงาน

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการเปิดวิสัยทัศน์ใหม่บนเวที โดย คุณกู๋-อนัญญา ภัคคภาคย์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารบริษัท ร่ำรวย สบาย จำกัด ได้ขึ้นกล่าวต้อนรับพร้อมเผยถึงแรงบันดาลใจในการนำเข้าแบรนด์ว่า “การจัดงานในวันนี้คือความตั้งใจของ บริษัท ร่ำรวย สบาย จำกัด ที่อยากจะส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับวงการแพทย์และความงามไทยค่ะ เรามองเห็นว่าผู้บริโภคยุคนี้ฉลาดเลือก สิ่งที่เขาต้องการคือความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า Hyamax จึงเข้ามาตอบโจทย์ภายใต้แนวคิด ‘Affordable Luxury’ หรือคุณภาพยุโรปที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยสถิติการันตีความสำเร็จจากยุโรปกว่า 3 ล้านเคส เรามั่นใจว่านี่จะเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมระดับโลกได้อย่างมั่นใจค่ะ”

พร้อมเจาะลึกนวัตกรรมความงามที่น่าสนใจ โดยได้รับเกียรติจากทัพแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมาร่วมพูดคุย ด้วย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสาขาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์ความงาม ที่ขึ้นมาฉายภาพความเชื่อมั่นของแบรนด์สู่มาตรฐานระดับสากล

ต่อด้วยการเจาะลึกนวัตกรรมสุดล้ำโดย พันโทหญิง ณัฐพร สัมปัตตะวนิช (หมอนัท) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง  และหัตถการทางผิวหนัง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้ร่วมพูดคุยบนเวทีถึงความโดดเด่นของตัวยาว่า “ความพิเศษของ Hyamax คือเทคโนโลยีเนื้อเจลที่ละเอียดมาก ทำให้หลังฉีดแล้วคนไข้เห็นผลลัพธ์ทันที (Immediate Result) โดยที่เนื้อเจลไม่เป็นก้อน กลืนไปกับชั้นผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยให้แพทย์ทำงานง่ายและแม่นยำขึ้นค่ะ”

นอกจากนี้ในช่วง Expert Insights ยังได้ นพ.ลัทธพล ม้าลายทอง และ นพ.เกรียงไกร อ่าวอุดมพันธ์ สองแพทย์ผู้เชียวชาญ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ยืนยันถึงประสิทธิภาพของการปรับรูปหน้าแบบองค์รวม (Total Face Transformation) ผ่านผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 รุ่นที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม

และที่ทำเอาฮอลล์จัดงานแทบแตก เมื่อเสียงปรบมือดังสนั่นต้อนรับการปรากฏตัวของไอคอนความงามอย่าง “ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก” ในฐานะพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ โดยเผยความรู้สึกว่า “สำหรับปอย คำว่าความสวยมันต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ การเลือกสิ่งที่จะเข้ามาอยู่ในร่างกายเราจึงสำคัญที่สุด พอปอยได้ศึกษาข้อมูลของ Hyamax และรู้ว่าเป็นฟิลเลอร์พรีเมียมส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีการใช้จริงในยุโรปมาเยอะมาก ยิ่งทำให้ปอยมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ พอได้ลองแล้วชอบมาก ผลลัพธ์มันละเมียดละไม ดูละมุนเป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะเลย ปอยอยากให้ทุกคนได้มาลองเปิดประสบการณ์ความงามระดับ World Class นี้ด้วยกันนะคะ”

ความสำเร็จของงานเปิดตัวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ Hyamax เพื่อยกระดับมาตรฐานความงามของเมืองไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยนวัตกรรมที่ทั่วโลกยอมรับและผลลัพธ์ที่ทุกคนสัมผัสได้

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Hyamax Thailand

#HyamaxSwissFiller #Hyamax #PoydTreechada #ปอยตรีชฎา #HyamaxXPoyd

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อหรือไม่ว่า… กว่า 300 ปีมาแล้ว สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   ขณะที่สหรัฐอเมริกายังก่อตั้งเป็นประเทศ และโลกฝั่งตะวันตกหลายแห่งยังต้องตักน้ำจากบ่อมาใช้สอย    แต่ที่ “เมืองลพบุรี” กลับมีระบบส่งน้ำประปาที่ล้ำสมัยแล้ว! นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทย

หลักฐานสำคัญที่ขุดพบในจังหวัดลพบุรี เผยให้เห็นระบบชลประทานโบราณที่น่าทึ่ง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช    โดยมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ “ทะเลชุบศร” ที่ผันน้ำมาจาก “อ่างซับเหล็ก” ซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่าตัวเมืองลพบุรี ราว 2 เมตร   เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเป็นตัวขับเคลื่อนสายน้ำ

 น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะถูกลำเลียงผ่าน “ท่อดินเผาเคลือบ” ขนาดใหญ่ที่นำมาเชื่อมต่อกันแบบปากแตร  แล้วยาแนวด้วยปูนขาว ยางไม้และเปลือกหอยที่บดเคี่ยวจนเหนียว ไม่ให้มีรูน้ำรั่ว  ฝังท่ออยู่ใต้ดินยาวหลายกิโลเมตรเข้าสู่เขตพระราชฐานวังนารายณ์ราชนิเวศน์   ก่อนจะเข้าถึงจุดใช้งาน น้ำเหล่านั้นต้องผ่าน “อาคารกรองน้ำ  คชะยาน ” เพื่อให้น้ำไหลช้าดักตะกอน   ผ่านวัสดุกรอง เช่นกรวด ทราย ถ่าน แล้วเพิ่มแรงดันน้ำด้วยการลดขนาดท่อให้เล็กลง  จนได้น้ำพุ และน้ำที่สะอาดพอสำหรับใช้ภายในพระราชวัง

จุดพิเศษ ที่สร้างความประหลาดใจในสมัยนั้นคือ “น้ำพุ” ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งพุ่งขึ้นสูงอย่างสวยงามโดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าแม้แต่นิดเดียว   โดยช่างไทยและฝรั่งเศส  อิตาลี) ได้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ได้อย่างอัศจรรย์ คือหลักกาลักน้ำ (Siphon): การส่งน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำผ่านระบบท่อปิดและกฎของเบอร์นูลลี (Bernoulli’s Principle): การใช้ความต่างของระดับความสูงและการบีบปลายท่อให้เล็กลง เพื่อสร้างแรงดันน้ำมหาศาลให้น้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ความล้ำหน้าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ได้จบลงแค่การสร้างถาวรวัตถุ     แต่คือการ “สร้างคน”  โดย ในปี พ.ศ. 2229 เมื่อครั้งคณะราชทูตนำโดย พระวิสูตรสุนทร หรือ โกษาปาน เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับราชทูตเดอโชมองต์  ได้มีการส่งคนไทย 12 คน เดินทางไปพร้อมคณะทูต เพื่อเข้าศึกษาที่ โรงเรียนหลุยส์ เดอ กรัง (Lycée Louis-le-Grand) ในกรุงปารีสเพื่อเรียนวิชาที่จะนำกลับมาพัฒนาชาติ คือ ช่างน้ำพุและชลประทาน ช่างก่อสร้างป้อมปราการ และช่างเงินช่างทอง

นอกเหนือจากเรื่องน้ำประปา รัชสมัยนี้ยังเป็นยุคที่กรุงศรีอยุธยารับเอาวิทยาการทางดาราศาสตร์ มีการสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล และการทำตำราเรียนภาษาไทย “จินดามณี”   สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความทันสมัย แต่คือความใฝ่รู้ ความเปิดกว้าง และการมองการไกลของบรรพบุรุษไทย

เรื่องราวของระบบประปาและนักเรียนนอกสมัยอยุธยา เป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยในปัจจุบันเห็นว่า “รากฐานของความรู้และความก้าวหน้า” มีอยู่ในสายเลือดของคนไทยมานานหลายร้อยปีมาแล้ว

เรื่องการประปาในกรุงศรีอยุธยานี้ เป็นบทเรียนความรู้ที่ชาวฝรั่งเศสถ่ายทอดมายังคนไทย  ซึ่งเป็นความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10    เรื่องการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 21 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้ แก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น องคมนตรี  ประกาศเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ..
  • ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 1 มิ.ย.16.00 น..
  • ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย จัดคอนเสิร์ตการกุศล “สุนทราภรณ์ บทเพลงแห่งความหวังสู่ปารีส  Songs of Hope to Paris” เพื่อสนับสนุนนักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคหญิงไทย ในฟุตบอลไทย 24 พ.ค.13.00 น.ที่สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ถ.ราชดำริ  พบกับศิลปินดัง นำโดย เท่ห์ อุเทน,ก้อย ศรัณย่า, ธัช กิตติธัช,อลิศ โกลเด้นซอง,พรศุลีและนักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์,การแสดงเชียร์ลีดเดอร์จาก TU Cheerleaders,ศิลปินทูตสเปเชียลโอลิมปิค GMMTV และ BNK48 ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเกตเมเจอร์ หักลดหย่อนภาษีได้..
  • รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เชิญร่วมทอดผ้าป่ามหากุศล รายได้สมทบทุนกองทุนเพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจ รพธ.ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ครบรอบ 20 ปี กองบุญเจ้าภาพ 2,020 บาท วันที่ 2 ก.ค.07.00 น. ห้องประชุมสถาพร กวิตานนท์ 1 ชั้น 3 อาคารบริการ  ร่วมทำบุญที่บัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธ.กรุงเทพ สาขา มธ.-รังสิต เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถาม 02-9269432..
  • แพม บุนนาค หัวใจสลายเมื่อสูญเสียลูกรักมะหมา  “มีนา” สุนัขพันธุ์ชิวาวา 7 ขวบ ไปด้วยสุนัขพิทบูลล์ ของข้างบ้านกระโจนกัดไม่ปล่อย หูฉีก กรามหัก กระดูกแตกทั้งตัว เสียงน้องมีนาร้องกรี๊ดกรี๊ด ติดหูติดตาถึงปัจจุบัน..  เจ้าตัวจัดการเผาและลอยอังคารให้ลูกรักเรียบร้อยแล้ว .. โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวร้ายพิทบุลล์ไปกัดสุนัขเพื่อนบ้าน  เจ้าของเสียเงินรักษาไปแสนกว่าบาท รักษาได้ 1 สัปดาห์ ..สุดท้ายก็ตาย..
  • เมื่องานแต่งงาน ภัทริน บุราวาศ  บุตรชายคนเล็กของ ภาวิไล-พ.ต.อ.พลวัต บุราวาศ..เพื่อนสนิทคุณแม่เจ้าบ่าว จากวัฒนาวิทยาลัย,เตรียมอุดมฯและอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มาร่วมงานแน่นขนัด ..ถือโอกาสเป็น Reunion สนุกสนานครึกครื้นกันทั่วหน้า..บ่าว-สาว ลงมาสาย จึงหารูปบ่าวสาวยากหน่อย..
  • งาน “มหกรรมผ้าไทย 2569 ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15”  จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และฟื้นฟูชุดไทย ให้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เชิญชมชุดผ้าไหมกว่า 250 ชุดจาก 90 ประเทศ  ชมนิทรรศการการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7  และชมนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบูทจำหน่ายผ้าไหม  6 มิ.ย.17.30 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ ..
  • ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ  ผู้นำเข้าแบรนด์ คริสปี้ ครีม, ซินนาบอน, บูลโกกิ บราเธอร์ส, พาย เฟสซ์ และซีส์ แคนดีส์ พร้อมแบรนด์น้องใหม่ ในเครือฯ  ALM x Impact Tennis & Sport Center  ส่งคริสปี้ ครีม สาขาใหม่ป้ายแดง  ณ ชั้น G โซน Indoor ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ตั้งแต่ 29 พ.ค.นี้แวะไปอุดหนุนกันได้..

น้อง

Airbnb.org จับมือ กทม. ยกระดับการจัดหาที่พักฉุกเฉินในช่วงวิกฤต

Airbnb.org จับมือ กทม. ยกระดับการจัดหาที่พักฉุกเฉินในช่วงวิกฤต

Airbnb.org จับมือ กทม. ยกระดับการจัดหาที่พักฉุกเฉินในช่วงวิกฤต

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งแรกที่หลายคนสูญเสียอาจไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือ “ความรู้สึกปลอดภัย” และ “ที่พักพิง” จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ  เมื่อปี 2568 เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญว่า เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนและอาคารสูง ก็สามารถเผชิญภาวะวิกฤตที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่พักของตนเองอย่างกะทันหันได้เช่นกัน

กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ Airbnb.org ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการยกระดับการเข้าถึงที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ความร่วมมือในครั้งนี้ได้วางกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานครกับ Airbnb.org เพื่อให้ผู้ที่ต้องอพยพจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงบุคลากรที่ร่วมปฏิบัติงาน สามารถเข้าถึงที่พักที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด 
ความร่วมมือนี้ยังถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกในระดับเมืองของ Airbnb.org ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกด้วย

คุณคริสทีน ชาง ผู้อำนวยการโครงการและการปฏิบัติการระดับโลกของ Airbnb.org กล่าวว่า Airbnb.org ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยมีพันธกิจในการช่วยจัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้ผู้ประสบภัยและผู้เดือดร้อนทั่วโลก ผ่านเครือข่ายโฮสต์ของ Airbnb ซึ่งปัจจุบันมีที่พักกว่า 9 ล้านแห่งทั่วโลก สิ่งที่ทำให้องค์กรนี้แตกต่าง คือ การทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพราะรู้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือ เมื่อไร และในรูปแบบไหน ส่วนหน้าที่ของเราคือสนับสนุนระบบที่พักและเชื่อมโยงทรัพยากรให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด 

สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครถือเป็นที่ก้าวสำคัญในการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว Airbnb.org ยังให้การสนับสนุนที่พักให้กับบุคลากรด่านหน้า ไม่ว่าจะเป็นทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และอาสาสมัคร ซึ่งต้องเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานในช่วงวิกฤต เนื่องจากหน้างานอาจมีที่พักไม่เพียงพอ

“ในหลายสถานการณ์หน้างานอาจมีที่พักไม่เพียงพอสำหรับทีมช่วยเหลือ เราจึงต้องดูแลทั้งผู้ประสบภัยและผู้ที่กำลังเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย” คุณคริสทีน กล่าว

ภายใต้ความร่วมมือนี้ Airbnb.org จะสนับสนุนเป็นจำนวนเงินมูลค่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,000,000 บาทไทย สำหรับการเข้าพักฉุกเฉินในกรุงเทพฯ โดยทำงานร่วมกับกทม.อย่างใกล้ชิดเพื่อจัดหาที่พักให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเวลาจำเป็น โดยครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจะได้รับเครดิตจาก Airbnb.org สำหรับจองที่พักบน Airbnb ตามความต้องการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Airbnb.org และผู้บริจาค

ความร่วมมือในครั้งจึงไม่ใช่เพียงแค่การลงนามในเอกสารเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนใหม่ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Airbnb.org ได้จัดหาที่พักฟรีแล้วกว่า 1.6 ล้านคืน ให้แก่ผู้เดือดร้อนกว่า 250,000 รายใน 140 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว Airbnb.org ได้เข้าไปช่วยเหลือเหตุวิกฤตกว่า 78 เหตุการณ์ ใน 16 ประเทศ รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ โดยได้จัดหาที่พักสำหรับผู้ประสบภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายมากกว่า 4,000 คืน รวมถึงเหตุระเบิดในมาเลเซีย และภัยพิบัติจากไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์”
“สำหรับเราไม่มีภัยพิบัติไหนเล็กเกินไป หากมีคนคนหนึ่งประสบเหตุไฟไหม้บ้าน และจำเป็นต้องมีที่พักชั่วคราวในคืนนั้น เราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ หรือหากเกิดเหตุใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เราก็จะขยายการสนับสนุนตามสถานการณ์” คุณคริสทีน กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากการทำงานร่วมกับกทม. อีกหนึ่งตัวอย่างของการทำงานในประเทศไทย คือความร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา ภายใต้โครงการ “โรงพยาบาลมีสุข” เพื่อสนับสนุนที่พักสำหรับเด็กป่วยและครอบครัวจากต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ และอาจประสบปัญหาค่าใช้จ่ายด้านที่พัก โดยตั้งแต่เริ่มความร่วมมือ ทางโครงการโรงพยาบาลมีสุขสามารถขยายการช่วยเหลือโดยจัดหาที่พักฟรีเกือบ 50 คืนให้แก่ผู้ป่วยเด็ก สมาชิกในครอบครัว และผู้ดูแล ที่เดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อเข้ามารับการรักษาในเมืองหลักของประเทศไทย ผ่านเครือข่ายโฮสต์ของ Airbnb.org

ฉีดฟิลเลอร์ปาก คืออะไร ทรงไหนดี และต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ฉีดฟิลเลอร์ปาก คืออะไร ทรงไหนดี และต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ฉีดฟิลเลอร์ปาก คืออะไร ทรงไหนดี และต้องดูแลตัวเองอย่างไร

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

ฉีดฟิลเลอร์ปาก ปรับรูปทรงริมฝีปากให้เหมาะกับใบหน้า เลือกแบบไหนดี และควรรู้อะไรก่อนทำ

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นหนึ่งในหัตถการที่ช่วยปรับรูปทรงริมฝีปากให้ดูอวบอิ่มและได้สัดส่วนมากขึ้น โดยโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากสามารถแก้ปัญหาปากบาง ปากไม่เท่ากัน หรือมุมปากตกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก หรือการฉีดปากได้รับความนิยมมากขึ้น สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้หลังทำและปรับทรงได้ตามต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นการเติม Filler ปาก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หรือปรับลุคให้ดูละมุนขึ้น การเลือกทรงและเทคนิคที่เหมาะสมถือเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการดูแลหลังทำ เพื่อช่วยให้เข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์ปาก คืออะไร?

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก (Lip Filler) คือการนำสารเติมเต็มประเภทกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ฉีดเข้าบริเวณริมฝีปากเพื่อปรับรูปทรงและเพิ่มความอิ่มเอิบให้กับปาก ซึ่ง HA เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายอยู่แล้ว สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป

โปรแกรมฟิลเลอร์ปากไม่ได้แค่ทำให้ปากดูอวบขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมความชุ่มชื้น (Hydration) ปรับสมมาตรของปาก และแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น มุมปากตก รอยย่นรอบปาก หรือปากที่บางและไม่มีรูปทรงชัดเจน ช่วยให้ริมฝีปากดูอิ่มฟูและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์ปาก เหมาะกับใครบ้าง?

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก ไม่ได้เหมาะแค่กับคนที่อยากได้ปากอวบขึ้นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมปัญหาปากหลายแบบที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ โดยผู้ที่เหมาะกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก เช่น

  • ปากบางหรือเนื้อปากน้อย ไม่ว่าจะมาจากพันธุกรรมหรืออายุที่เพิ่มขึ้น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากช่วยเพิ่มความอิ่มเอิบและปรับทรงปากให้ได้รูปขึ้นได้
  • ปากเบี้ยวหรือปากไม่สมมาตร การฉีดปากช่วยปรับ Lip Symmetry ให้ทั้งสองข้างดูสมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • มุมปากตก ทำให้ใบหน้าดูบึ้ง โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากช่วยยกมุมปากให้ดูผ่อนคลายและเป็นมิตรขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ปากแห้ง แตก หรือมีร่องริ้วรอยรอบปาก สาร HA (Hyaluronic Acid) ในโปรแกรมฟิลเลอร์ปากช่วยเติมความชุ่มชื้นและลดริ้วรอยได้พร้อมกัน
  • ปากดำหรือปากคล้ำ ฟิลเลอร์ช่วยให้ปากดูฉ่ำ สดใส และดูเรียบเนียนและมีความชุ่มชื้นมากขึ้น
  • อยากปรับทรงปากใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทรงฉีดปากแบบฉีดปากเกาหลี ทรงปากสายฝอ หรือปากกระจับ ก็สามารถออกแบบให้เหมาะสมกับโครงหน้าและความต้องการของแต่ละบุคคล

ฉีดฟิลเลอร์ปาก บวมกี่วัน?

หลายคนสงสัยว่า โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากบวมกี่วัน คำตอบคือหลังฉีดฟิลเลอร์ปากอาจมีอาการบวมหรือช้ำเล็กน้อยในช่วง 1-3 วันแรก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลงเอง 

ฉีดฟิลเลอร์ปาก ทรงไหนดี?

หนึ่งในคำถามยอดฮิตก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก คือฉีดปากทรงไหนที่เหมาะกับหน้าตัวเองมากที่สุด? เพราะแต่ละทรงปากฉีดฟิลเลอร์ให้ลุคที่แตกต่างกันออกไป การเลือกเรฟฉีดปากให้ตรงกับโครงหน้าจึงสำคัญมาก โดยทรงที่ได้รับความนิยม ได้แก่

  • ฉีดปากสายฝอ คือทรงฉีดปากที่เน้นความอวบอิ่ม เห็นขอบปากชัด (Lip Border) ดูมีมิติ เหมาะกับคนที่อยากได้ปากที่ดูมีเสน่ห์
  • ฉีดปากเกาหลี หรือโปรแกรมฟิลเลอร์ปากกระจับ เน้นขอบปากบนที่เรียวคมเหมือนปีกนก (Cupid’s Bow) ให้ลุคหวานละมุนสไตล์เกาหลี เป็นทรงที่ได้รับความนิยม
  • ทรงปากธรรมชาติ เหมาะกับคนที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงมาก แต่อยากให้ปากดูอวบขึ้นเล็กน้อย ชุ่มชื้น (Healthy Lip) โดยยังคงความเป็นธรรมชาติของปากตัวเองไว้

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ปากควรรู้อะไรบ้าง?

การเตรียมตัวก่อนเข้าโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

  • งดรับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) เช่น Aspirin หรือ Ibuprofen อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนเข้ารับบริการโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาทิ Vitamin E, Fish Oil หรือสารสกัดจากใบแปะก๊วย เป็นเวลา 7 วันก่อนทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก
  • งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายอย่างหนัก 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก
  • งดการสครับริมฝีปาก การแว็กซ์ขน หรือการใช้สารผลัดเซลล์ผิวบริเวณปาก 3 วันก่อนเข้าทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก
  • หากมีโรคประจำตัว มีประวัติการเกิดเริมที่ริมฝีปาก หรือประวัติการแพ้ยาควรแจ้งข้อมูลแก่แพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก

วิธีดูแลตัวเองหลังทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก ให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานและได้รูป

  • ดื่มน้ำให้ปริมาณที่เพียงพอเพื่อให้ Hyaluronic Acid ในฟิลเลอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคงความอิ่มฟูได้นานขึ้น
  • หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก ในช่วง 12 ชั่วโมงแรกควรงดการทาลิปสติกและการสัมผัสริมฝีปากรุนแรงเพื่อลดการรบกวนผิวบริเวณที่ทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก
  • หลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ปาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารที่ร้อนจัด และของหมักดองในช่วง 3 วันแรก เพื่อลดโอกาสการระคายเคือง
  • ข้อห้ามหลังฉีดฟิลเลอร์ปากที่สำคัญคือ การงดใช้หลอดดูดน้ำ การสูบบุหรี่ หรือการบีบนวดริมฝีปากแรง ๆ เพราะอาจทำให้ฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นก้อนหรือเสียทรงได้ง่าย
  • ควรเลี่ยงการอบซาวน่า การออกกำลังกายหนัก หรือการสัมผัสความร้อนสูงในช่วง 2 สัปดาห์แรกเพื่อให้สารเติมเต็มเซตตัวได้ดี
  • หากพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการหลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ปาก ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากแพทย์

โปรแกรมฟิลเลอร์ปากฉีดที่ไหนดี?

การเลือกคลินิกสำหรับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากไม่ควรตัดสินใจแค่จากราคาหรือโปรโมชั่น แต่ควรดูจากปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย

  • คลินิกได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การเข้ารับบริการเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์
  • ฟิลเลอร์และอุปกรณ์ได้มาตรฐาน ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. มีการจัดเก็บที่ถูกต้องและไม่หมดอายุ
  • ทำหัตถการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากควรทำโดยแพทย์ที่มีความเข้าใจในโครงสร้างใบหน้าและเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง ช่วยให้ผลลัพธ์มีความสมดุลและเหมาะสมกับโครงหน้า
  • มีรีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากจากเคสจริง ไม่ว่าจะเป็นรูปก่อน-หลัง หรือคลิปวิดีโอ เพื่อให้ประเมินผลลัพธ์ได้ตรงกับความคาดหวัง โดยสามารถดูรีวิวฟิลเลอร์ปากจากคนไข้จริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ
  • มีจรรยาบรรณและให้ข้อมูลตรงไปตรงมา คลินิกที่ดีจะไม่กดดันหรือยัดเยียดบริการที่ไม่จำเป็น และให้คำแนะนำที่ตรงกับปัญหาของแต่ละคน

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปาก ปรับทรงปากได้รูป ที่ Amarante Clinic 

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นทางเลือกในการปรับรูปริมฝีปากให้ดูอิ่มฟูและได้สัดส่วน สามารถเลือกทรงปากให้เข้ากับใบหน้าได้อย่างเหมาะสม สำหรับใครที่กำลังมองหาโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านการออกแบบรูปทรงและผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ Amarante Clinic พร้อมดูแลตั้งแต่การประเมินโครงสร้างปากเฉพาะบุคคล ออกแบบรูปทรงปากให้เหมาะกับใบหน้า เลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ผ่าน อย. และทำหัตถการโดยแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์มีความสมดุลกับโครงหน้า นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันสำหรับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากและโปรแกรมอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งฟิลเลอร์ใต้ตา โบท็อก Radiesse Profhilo และ Skinvive ในราคาที่คุ้มค่า 

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

  • Line : @amarante.official
  • Facebook : @amaranteclinic
  • Instagram : amarante_clinic
  • สาขา อารีย์ : อาคารบ้านยสวดี (BTS อารีย์ ทางออกที่ 3) Tel : 080-393-6669
  • สาขา บางนา : For You Park Tel : 080-556-5294 
  • เปิดให้บริการทุกวัน : 11.00-20.00 น.

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

มหิดล ส่งต่อเปียโน 300 หลัง ร่วมสร้างโอกาสทางดนตรีแก่เยาวชนและสังคมไทย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศิริราชมูลนิธิ เปิดตัวโครงการ Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” สร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยนำเปียโนที่ไม่สามารถใช้งานในการฝึกหัดนักดนตรีมืออาชีพกลับมาปรับปรุง (refurbish) และส่งมอบให้แก่โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนทั่วประเทศที่ประสงค์จะมีเปียโนไว้ใช้งาน จำนวน 300 หลัง พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ด้านดนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรีแก่เยาวชน และสังคมไทย โดยได้จัดงานแถลงข่าวเมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อน Real World Impact in Action” ผ่านการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรจากมหาวิทยาลัยไปสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่สังคม โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ควรมีโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรี ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีทรัพยากรทางการศึกษาที่สามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้ โครงการ Play It Forward จึงเป็นการเชื่อมโยงทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ผ่านการนำเปียโนที่ใช้งานมาราว 30 ปี มาปรับปรุง ซ่อมแซม และส่งต่อไปยังโรงเรียน ชุมชน รวมถึงโรงพยาบาลที่มีความต้องการ เพื่อให้ดนตรีเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ และช่วยเติมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้คนในสังคมได้

โดยโครงการ Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มบริษัท จี สตีล (G Steel) คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra: TPO) คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ศิริราชมูลนิธิ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งจะมีการดำเนินการซ่อมแซม ปรับจูน ตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการขนส่งและติดตั้งเปียโนอย่างเหมาะสม โดยบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งสะท้อนพลังความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชนในการร่วมกันสร้างคุณค่าและโอกาสให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีร่วมจัดกิจกรรมและสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนและชุมชนที่ได้รับมอบเปียโน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องดนตรีอย่างเต็มศักยภาพ

มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์ฯ จะมีกระบวนการคัดเลือกโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่มีความพร้อมในการรับมอบเปียโน โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความพร้อมในการดูแลรักษาเครื่องดนตรี ตลอดจนศักยภาพในการนำเปียโนไปใช้ประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็ก และเยาวชนอย่างแท้จริง

โครงการนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมหิดลในหลายมิติ ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ ตลอดจนการพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน ทั้งด้านวินัย ความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และการแสดงออก อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิด From Knowledge to Impact และ From Institution to Ecosystem คือการนำองค์ความรู้และทรัพยากรไปใช้ให้เกิดผลจริงในสังคม พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวคิด Wisdom of the Land” ที่ภาคประชาชน องค์กร และผู้มีจิตศรัทธา มีส่วนร่วมผ่านในการสนับสนุนโครงการ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาสังคม (Impact Network) อย่างเข้มแข็ง ศ. นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย

ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เชื่อมั่นว่าดนตรีไม่ใช่เป็นเพียงศาสตร์แห่งศิลปะ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีพันธกิจสร้างนักดนตรีอาชีพ รวมทั้งมีหน้าที่สร้างคนที่ดีให้กับสังคมโดยใช้ดนตรี เปียโนแต่ละหลังในโครงการนี้ ไม่ได้มีอายุการใช้งานแค่ในห้องซ้อมของวิทยาลัย คุณค่าของเปียโน สามารถส่งต่อไปยังชุมชน และขยายผลออกไปในสังคมได้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความยั่งยืนในแบบที่ดนตรีทำได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การให้ชีวิตใหม่กับเครื่องดนตรี แต่คือการให้โอกาส และส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น เปียโนทุกหลังในโครงการนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน และสร้างโอกาสให้แก่สังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อาจยังไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดนตรีอย่างแท้จริง โครงการนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการส่งมอบเปียโน แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบการเรียนรู้ทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ นำนักศึกษาและศิษย์เก่าจากภาควิชาเปียโน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จัดกิจกรรมเวิร์กชอป การเรียนรู้ และการสร้างกิจกรรมด้านดนตรีให้แก่โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบเปียโน เพื่อให้เปียโนทุกหลังสามารถสร้างคุณค่าและต่อยอดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน อันสะท้อนพลังของดนตรีในการสร้าง Real World Impact ที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคม

ซึ่งเปียโนทุกหลังในโครงการนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะนักดนตรีและศิลปินระดับประเทศจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในวันนี้เปียโนเหล่านั้นได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งดำเนินการตรวจสอบ เปลี่ยนชิ้นส่วน พร้อมปรับจูนเสียง เพื่อให้เปียโนทุกหลังมีคุณภาพเสียงที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ก่อนดำเนินการขนส่งและติดตั้งไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชาชน ได้สัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีอย่างแท้จริง ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาส และส่งต่อพลังแห่งดนตรี ผ่านการสนับสนุนโครงการ Play It Forward — Piano for Life, Chance for Change” ได้ที่ชื่อบัญชี : มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 959-0-06344-6 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 016-412541-7 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 059-8-17389-3 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 012-7-04897-3 เพื่อร่วมส่งต่อเปียโน ส่งต่อโอกาส และส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน และชุมชนทั่วประเทศ ร่วมสร้างโอกาสใหม่ผ่านเปียโน 300 หลัง เพื่อเปิดประตูสู่การเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และอนาคตบนเส้นทางดนตรีให้แก่เด็ก ๆ และสังคมไทยอย่างยั่งยืน