พม. มอบโล่เชิดชูองค์กรที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว

4 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มอบโล่ประกาศเกียรติคุณองค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และรับข้อเสนอสมัชชาครอบครัวระดับชาติ 2569  พร้อมผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณองค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว จำนวน 30 องค์กร พร้อมรับข้อเสนอเชิงนโยบาย และเป็นประธานปิดการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สานพลังสร้างสุขในครอบครัว” โดยมี นางจตุพร โรจนพาณิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวสุดา  สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้แทนทุกจังหวัด และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของกล่าวว่า สืบเนื่องจากตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสถาบันครอบครัวแห่งชาติ พ.ศ. 2551 กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับจังหวัดและสมัชชาครอบครัวระดับชาติ      ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว (กสค.) กำหนด ซึ่งในปี พ.ศ. 2569 นี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์            โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ดำเนินการจัดการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สานพลังสร้างสุขในครอบครัว” ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะทางสังคมอย่างกว้างขวางและหลากหลาย การมีส่วนร่วม   การระดมความคิดเห็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ระหว่างผู้แทนครอบครัว ผู้แทนภาคประชาชน ผู้แทนจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนของสังคม อันนำไปสู่การจัดทำและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย มาตรการ และแนวทาง  การขับเคลื่อนงานด้านครอบครัวที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

“แนวคิดการ ‘สานพลังสร้างสุขในครอบครัว’ เป็นการมองภาพครอบครัวแบบองค์รวมไม่แยกส่วนการทำงาน ทั้งการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อครอบครัวเพิ่มศักยภาพความรู้ความสามารถของสถาบันครอบครัวเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนเสริมสร้างครอบครัวให้มีภูมิต้านทานทางสังคมต่อภัยคุกคามสมัยใหม่ ซึ่งข้อเสนอที่ได้เสนอมาแน่นอนว่าย่อมไม่พ้นนโยบายและพันธกิจเหล่านี้ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มุ่งเน้นให้คนไทยมีความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการที่เหมาะสม อันนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืนตามบริบทของประเทศ”

ทั้งนี้ ผลการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2569 มีข้อเสนอ 4 ประเด็นหลัก โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้   1. สานพลังสร้างสุขในครอบครัว ส่งเสริมการพัฒนาทักษะพ่อแม่ เตรียมความพร้อมก่อนมีครอบครัว ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดูแลบุตรระยะไกล ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จัดวิชาการอารมณ์ เสริมศักยภาพการเป็น           นักจิตบำบัดในชุมชน

  1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในที่ทำงาน ให้มีความยืดหยุ่น สร้างพื้นที่กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกัน พัฒนาระบบตอบแทนและชดเชยการทำหน้าที่ผู้ดูแลในครอบครัว สนับสนุนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกลางวัน (Day Care) และบูรณาการฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน (One Data for All)
  2. เสริมสร้างพลังเศรษฐกิจครอบครัว สร้างตลาดรับซื้อสินค้า/บริการให้แก่ครัวเรือนเปราะบาง ภาครัฐพิจารณาการกำหนดแนวทางสนับสนุนสินค้า/บริการที่ผลิตโดยครัวเรือนยากจนหรือเปราะบาง สร้างรายได้เสริมให้แก่เยาวชนและผู้สูงอายุ พัฒนาวินัยการเงิน โค้ชการเงิน การออมสำหรับฉุกเฉิน ส่งเสริมตลา
  3. Cyber Safe Family ครอบครัวปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ พัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence) การรู้เท่าทันสื่อ จัดทำระบบตรวจสุขภาพการใช้มือถือ ลดการติดจอและสนับสนุนการทำกิจกรรมร่วมกันและพื้นที่สร้างสรรค์ข้ามช่วงวัยในชุมชน ผลักดันระบบคุ้มครองความปลอดภัยไซเบอร์ และออกข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียคำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประชาชน

“ผมขอแสดงความยินดีกับองค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว จำนวน 30 หน่วยงาน ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในวันนี้ และขอขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาและใช้ความรู้ในการเสนอข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ในครั้งนี้ ทั้งนี้ ผมขอเป็นตัวแทนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรรมการในคณะกรรมการนโยบานและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ รับข้อเสนอจากการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2569 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกข้อเสนอต่อครอบครัว จะถูกผลักดันในเชิงนโยบายและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นายอเนกชัย กล่าว

ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ชวนมองให้ลึกกว่าคำว่า ‘ไข่ไก่อารมณ์ดี’ ชี้ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ คือก้าวแรกสู่สวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้น

4 กันยายน 2569 เวลา 14:22 น.

เมื่อคำว่า “ไข่ไก่อารมณ์ดี” เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นบนผลิตภัณฑ์และในบทสนทนาเรื่องอาหารในประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าไข่ฟองนั้นมาจากไหน แต่คือ แม่ไก่ที่อยู่เบื้องหลังไข่ฟองนั้นมีชีวิตอย่างไร ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล องค์กรพิทักษ์สัตว์ระหว่างประเทศ ชวนผู้บริโภคทำความเข้าใจเรื่องสวัสดิภาพแม่ไก่ พร้อมชี้ว่าการเปลี่ยนจากระบบกรงสู่ระบบปลอดกรง (Cage-Free) เป็นหนึ่งในก้าวแรกที่ช่วยให้แม่ไก่มีพื้นที่และโอกาสแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติมากขึ้น

ความสนใจเรื่องสวัสดิภาพแม่ไก่ไม่ได้เป็นเพียงกระแสในภาคธุรกิจหรือผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับความสนใจของผู้บริโภคไทย ข้อมูลจากงานวิจัยที่เผยแพร่ใน Frontiers in Animal Science  ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 4,292 คน ใน 14 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย สะท้อนว่าประเด็นสวัสดิภาพแม่ไก่ไม่ได้ไกลตัว โดย 74.6% ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทยเชื่อว่าแม่ไก่ไข่ส่วนใหญ่ในประเทศถูกเลี้ยงในระบบกรง ขณะที่ 68.6% มีแนวโน้มเลือกซื้อไข่จากแม่ไก่ที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงในกรง

“คำว่า ‘ไข่ไก่อารมณ์ดี’ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจชีวิตของแม่ไก่มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการมองให้ลึกกว่าชื่อเรียก ว่าแม่ไก่ได้รับการเลี้ยงดูในระบบแบบไหน การเปลี่ยนจากระบบกรงสู่ระบบปลอดกรงจึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแม่ไก่ได้อย่างเป็นรูปธรรม” ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าว

แล้ว “ปลอดกรง” สำคัญอย่างไร?

หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของระบบกรง คือการจำกัดการเคลื่อนไหวและโอกาสในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติของแม่ไก่ เช่น การกางปีก เกาะคอน อาบฝุ่น ทำรัง และคุ้ยเขี่ยหาอาหาร ขณะที่ระบบปลอดกรงที่มีการจัดการอย่างเหมาะสมเปิดโอกาสให้แม่ไก่แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Cage-Free ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาด้านสวัสดิภาพทั้งหมดจะหมดไป คุณภาพชีวิตของแม่ไก่ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความหนาแน่นในการเลี้ยง สุขภาพของฝูง คุณภาพอากาศ การเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมถึงการจัดการโรงเรือนและการดูแลจากผู้เลี้ยง

การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นในภาคธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับผู้บริโภค แต่กำลังขยายไปสู่ภาคธุรกิจในประเทศไทย โดยซิเนอร์เจีย แอนนิมอลทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำหลายแห่งเพื่อผลักดันนโยบายไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free Egg Policy) อาทิ Chatrium Hospitality, Banyan Tree, ZEN Group, Sukishi, Minor Food และ Minor Hotels

ขณะเดียวกัน ONYX Hospitality Group ได้เปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรง 100% แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบอาหาร และการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านความร่วมมือระหว่างผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และผู้ผลิต

สำหรับผู้บริโภค “ไข่ไก่อารมณ์ดี” อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มมองไปไกลกว่าคำบนบรรจุภัณฑ์ และให้ความสำคัญกับ ชีวิตของสัตว์ที่อยู่เบื้องหลังอาหารที่เราเลือกในแต่ละวัน

อายิโนะโมะโต๊ะ เปิดเวที ‘Young Chef 2026’ ปีที่ 2 พลิกโฉมอาหารสุขภาพแบบไทย ต่อยอดโภชนาการยั่งยืน

4 กันยายน 2569 เวลา 14:18 น.

บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค เปิดตัวโครงการ “Ajinomoto Young Chef Thailand 2026” ชวนนิสิต-นักศึกษาทั่วประเทศ ประชันฝีมือทำอาหารสุขภาพ รสเลิศ ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท บูรณาการทักษะด้านการประกอบอาหาร วิทยาศาสตร์การอาหาร และโภชนาการ มุ่งบ่มเพาะเยาวชนสู่การเป็นผู้นำด้านอาหารสุขภาพเพื่อสร้างสังคม “กินดี มีสุข” อย่างยั่งยืน

โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพ รสชาติ และคุณภาพชีวิตมากขึ้น อายิโนะโมะโต๊ะจึงนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้าน “AminoScience” มาต่อยอด เวที Ajinomoto Young Chef Thailand 2026 จึงไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันทำอาหาร แต่เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะและสร้างสรรค์มื้ออาหารสุขภาพที่ทั้งอร่อยและรับประทานได้อย่างเพลิดเพลินในทุกๆ วัน

“ในปีนี้ เรานำแนวคิด ‘โภชนาการที่มุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ’ หรือ ‘Nutrition without Compromise’ มาเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการ เพราะเชื่อว่าอาหารสุขภาพที่ดีจะต้องไม่ละเลยองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่Taste (รสชาติ): อาหารจะต้องอร่อย ชวนรับประทาน Access (การเข้าถึง): ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน Local Way of Life (วิถีชีวิตท้องถิ่น): ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันคือการนำระบบ NPS-M (Nutrient Profiling System for Meals) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การประเมินสารอาหารของมื้ออาหาร พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย และอายิโนะโมะโต๊ะ มาเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการตัดสินมื้ออาหารสุขภาพ ผ่านการสร้างสมดุลโภชนาการทั้ง 6 ด้าน ได้แก่: พลังงาน (Energy): ให้ปริมาณพลังงานที่เหมาะสมต่อมื้อ, โปรตีน (Protein): มีสัดส่วนโปรตีนคุณภาพดีเพียงพอ, ไขมัน (Fat): ควบคุมปริมาณไขมันอย่างเหมาะสม, ผัก (Vegetables): เพิ่มปริมาณใยอาหารและวิตามินจากผัก, น้ำตาล (Sugar): ควบคุมปริมาณน้ำตาลไม่ให้เกินเกณฑ์สุขภาพ, โซเดียม (Sodium): ลดปริมาณโซเดียมลง ด้วยรสอูมามิและเทคนิคทางวิทยาศาสตร์การอาหาร โดยไม่เสียรสชาติแบบไทย

โครงการฯ ยังส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสาขาวิชา (Cross-functional Team) ร่วมกับ วิทยาลัยดุสิตธานี ในโจทย์ “Re-design” สำรับอาหารไทยให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมจับมือกับ คณะนิเทศน์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผ่านโครงการ “Ajinomoto Young Creator” ปั้นคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ให้ผู้เข้ารอบสร้างสรรค์ผลงานผ่านสื่อ TikTok

การแข่งขัน  รอบที่ 1 : Individual Challenge (1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569) – เปิดรับสมัครไอเดียเมนูสุขภาพผ่าน TikTok คัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบ 60 คน รอบที่ 2 : Intensive Camp (17-18 ตุลาคม 2569) – แคมป์ติวเข้ม 2 วัน เจาะลึกศาสตร์แห่งกรดอะมิโน “AminoScience” กับเชฟ นักวิทยาศาสตร์การอาหาร และนักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญ เฟ้นหา 10 ทีมสุดท้ายสู่รอบชิงชนะเลิศ รอบที่ 3 : Final Competition (12 ธันวาคม 2569) – ประชันฝีมือรอบชิงชนะเลิศ รังสรรค์สำรับอาหารไทยเพื่อสุขภาพ ณ วิทยาลัยดุสิตธานี กรุงเทพฯ

คุณสมบัติผู้สมัครและช่องทางการสมัคร อายุ 17-25 ปี กำลังศึกษาในสาขาโภชนาการและการกำหนดอาหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร คหกรรมศาสตร์ และศิลปะการประกอบอาหาร สมัครออนไลน์ได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fan Page: Ajinomoto Young Chef Thailand และเว็บไซต์ http://www.ajinomoto.co.th

YoungChef2026อายิโนะโมะโต๊ะ

CHOL Aromatique เปิดตัว ‘SOUL STATES’ Functional Fragrance 5 สภาวะอารมณ์ สู่กลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตน

4 กันยายน 2569 เวลา 11:21 น.

CHOL Aromatique (ชล อโรมาทีค) แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทย เดินหน้าขยายธุรกิจ ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Aromatherapy ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สู่ตลาด Personal Fragrance เปิดตัว “SOUL STATES” คอลเลกชัน Functional Fragrance ที่นำ Natural Essential Oils มาผสานกับศาสตร์การปรุงน้ำหอมสมัยใหม่ ถ่ายทอด 5 สภาวะอารมณ์ผ่าน 5 กลิ่นที่มีบุคลิกแตกต่างกัน

การเปิดตัว SOUL STATES นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในพัฒนาการของ CHOL หลังจากเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการเมื่อปี2023  ด้วยจุดยืนในการนำศาสตร์ Aromatherapy และ Aromachology มาตีความใหม่ให้เข้ากับ Urban Lifestyle ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใช้กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศและช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน จากผลิตภัณฑ์ Natural Essential Oils และ Home Fragrance  CHOL ได้พัฒนาพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์รวมกว่า 70 รายการ ครอบคลุม 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย Home&Aroma 50% Personal Care 20% และ Fragrance 30%

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา CHOL สามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 แบรนด์ เติบโตด้านยอดขายเฉลี่ย 25% โดยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home & Aroma ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าหลักของแบรนด์ โดยสร้างรายได้คิดเป็น 60% ของยอดขาย

ทิน โชคกมลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชล แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด  ผู้ก่อตั้งแบรนด์ CHOL Aromatique กล่าวว่า  “จากวันแรกที่เริ่มต้น CHOL เรามีความตั้งใจที่จะทำให้ศาสตร์แห่งกลิ่นและน้ำมันหอมระเหยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ตลอดช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้เติบโตเพียงในแง่จำนวนผลิตภัณฑ์หรือช่องทางจำหน่าย แต่ยังได้เรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้นว่า คนไม่ได้มองหาความหอมเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความรู้สึก และความหมายที่ได้รับจากกลิ่นมากขึ้นด้วย สิ่งนี้ทำให้เราเห็นโอกาสในการนำจุดแข็งเดิมของ CHOL มาต่อยอดไปสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ Personal Fragrance ซึ่งเป็น Category ที่มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น และสามารถสะท้อนทั้งบุคลิก ความรู้สึก และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน การเข้าสู่ตลาดน้ำหอมจึงไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ แต่เป็นการขยายขอบเขตของสิ่งที่ CHOL เชี่ยวชาญอยู่แล้วให้กว้างขึ้น”

จาก Aroma สู่ Personal Fragrance ขยายโอกาสจาก Core Expertise เดิม

ในเชิงกลยุทธ์ CHOL มองการเข้าสู่ตลาด Personal Fragrance เป็นการต่อยอดจาก Core Competency ด้าน Essential Oils, Aromatherapy และ Aromachology ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น โดยนำองค์ความรู้เดิมมาพัฒนาร่วมกับศาสตร์การปรุงน้ำหอม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากการพัฒนาน้ำหอมโดยมุ่งเน้นเพียงกลิ่นหรือเทรนด์ของตลาด

ขณะเดียวกัน การเพิ่ม Personal Fragrance เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ ยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของ CHOL สู่ตลาด Lifestyle ที่หลากหลายยิ่งขึ้น จากผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์บรรยากาศรอบตัว สู่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถพกพาและใช้ในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจในน้ำหอม Wellness และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดโอกาสให้ CHOL เข้าถึงทั้งฐานลูกค้าเดิมและกลุ่มผู้บริโภคใหม่ได้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ CHOL ยังมองเห็นโอกาสจากตลาดน้ำหอมและผลิตภัณฑ์ Fragrance ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูล Euromonitor International ตลาดน้ำหอมในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 14,900 ล้านบาทในปี 2025 ในแง่ยอดขายปลีก และเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มเปิดรับแบรนด์เฉพาะทางและน้ำหอมที่มีแนวคิดหรือเรื่องราวเฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ไทยในการสร้างความแตกต่างด้วย Product Concept และความเชี่ยวชาญของแบรนด์

SOUL STATES ก้าวใหม่ของ CHOL ในตลาด Personal Fragrance

ภายใต้แนวคิด “Fragrance is more than scent.” CHOL ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งกลิ่นสู่ตลาด Personal Fragrance ผ่าน SOUL STATES คอลเลกชันน้ำหอมที่พัฒนาจากแนวคิด Aromachology ซึ่งเชื่อมโยงกลิ่นเข้ากับสภาวะอารมณ์ของผู้ใช้ พร้อมการผสาน Natural Essential Oils ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ    แบรนด์ เข้ากับศาสตร์การปรุงน้ำหอมสมัยใหม่ เพื่อสร้าง Fine Fragrance ที่มีเอกลักษณ์และถ่ายทอด Emotional State ที่แตกต่างกัน สะท้อนทิศทางของ CHOL ในการขยายพอร์ตจาก Aromatherapy และผลิตภัณฑ์เครื่องหอม สู่หมวด Personal Fragrance ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้าและโอกาสการเติบโตของแบรนด์ในระยะต่อไป

SOUL STATES — 5 กลิ่น 5 สภาวะอารมณ์

SOUL STATES ประกอบด้วยน้ำหอม 5 กลิ่น ซึ่งแต่ละกลิ่นได้รับการออกแบบให้มีบุคลิก พลัง และสภาวะอารมณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่ความสงบและชัดเจนภายใน ไปจนถึงความอ่อนโยน ความมั่นคง เสน่ห์ และความลุ่มลึก เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่เลือกกลิ่นให้สอดคล้องกับความรู้สึก บุคลิก หรือช่วงเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวัน

  • Silent Matcha น้ำหอมที่ถ่ายทอดสภาวะของความสงบและสมาธิ หรือ Calm Focus ผ่านโทนกลิ่น Fresh, Green, Airy และ Clean ให้ความรู้สึกเหมือนลมหายใจสีเขียวอ่อนในยามเช้า ท่ามกลางความสงบที่เปิดพื้นที่ให้ความคิดเริ่มชัดเจนขึ้น
  • Cloud Petals ถ่ายทอดพลังของ Gentle Comfort ผ่านกลิ่นโทน Creamy และ White Floral เสมือนกลีบดอกไม้สีขาวที่ลอยเบาอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย อ่อนโยน และโอบล้อมผู้สวมใส่อย่างเป็นธรรมชาติ
  • Between Trees น้ำหอมสำหรับสภาวะของ Quiet Confidence ถ่ายทอดความรู้สึกมั่นคงและสมดุลผ่านโทน Woody, Dry และ Clean กลิ่นถูกออกแบบให้ชวนให้นึกถึงอากาศที่ไหลผ่านแนวต้นไม้ รากที่หยั่งลึกลงสู่พื้นดิน และความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากภายใน
  • Velvet Vanda ตัวแทนของ Magnetic Attraction ผ่านกลิ่น Warm, Soft และ Skin-Scent ที่สร้างเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศอบอุ่น น่าค้นหา และเปล่งประกายอย่างไม่จำเป็นต้องพยายาม
  • Ashen Rose กลิ่นที่สะท้อน Emotional Depth และความลุ่มลึกของตัวตน ผ่านโทน Deep, Shadowed และ Resinous สร้างบรรยากาศของความนิ่งลึก ความครุ่นคิด และประสบการณ์ที่ค่อย ๆ เปิดเผยความหมายเมื่อเวลาผ่านไป

หัวใจสำคัญในการพัฒนา SOUL STATES อยู่ที่ 4 แนวคิดหลัก ได้แก่ Aromachology-inspired Functional Fragrance, การใช้ Natural Essential Oils, Modern Fine Fragrance Construction และ Emotional State-driven Design ทำให้แต่ละกลิ่นไม่ได้ถูกสร้างจากโครงสร้างความหอมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากสภาวะอารมณ์ที่ต้องการถ่ายทอด ก่อนนำองค์ประกอบของกลิ่นมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย

“สำหรับเรา SOUL STATES ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวน้ำหอมคอลเลกชันใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ของ CHOL จากแบรนด์ที่นำกลิ่นเข้ามาสร้างบรรยากาศในชีวิตประจำวัน ไปสู่แบรนด์ที่ต้องการให้กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการรู้จักและแสดงออกถึงตัวตน เราอยากให้คนสามารถเลือกกลิ่นตามสิ่งที่ตัวเองต้องการในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นความสงบ ความอ่อนโยน ความมั่นคง เสน่ห์ หรือความลุ่มลึก เพราะในแต่ละวัน เราทุกคนสามารถมี Soul State ที่แตกต่างกันได้” ทิน กล่าวทิ้งท้าย

SOUL STATES by CHOL Aromatique วางจำหน่ายในขนาด 50 มล. ราคา 2,690 – 3,290 บาท ประกอบด้วย Silent Matcha, Cloud Petals, Between Trees, Velvet Vanda และ Ashen Rose ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ที่ CHOL Aromatique สาขา Central World, ICONSIAM, King Power Suvarnabhumi & Rangnam รวมถึงช่องทางออนไลน์ http://www.cholaromatique.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @cholaromatique หรือ http://www.cholaromatique.com

CHOL AromatiqueSOUL STATES

โอเรียนท์เปิดตัว Diver Design ด้วยรุ่น GMT รุ่นแรก พร้อมหน้าปัดสีสันใหม่ที่โดดเด่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

4 กันยายน 2569 เวลา 11:12 น.

โอเรียนท์ (Orient) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่น นำโดย UKT (UNITED KRUNGTHONG Trading) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว Orient Pop-up ณ ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมการเปิดตัวนาฬิกา Diver Design GMT และรุ่น Diver Design GMT Limited Edition ซึ่งมีฟังก์ชั่น GMT ที่สามารถบอกเวลาได้ 2 ไทม์โซน พร้อมนำเสนอผ่าน Pop-up ที่ดีไซน์บูธด้วย 2 สถานที่ที่แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของเวลา ทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จัก อย่างหาดไมอามี่ และกรุงโตเกียว นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนักแสดงหนุ่ม โนอึลณัฐรัชต์ ตังวาย มาร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้

การเปิดตัวนาฬิกา Diver Design GMT และรุ่น Diver Design GMT Limited Edition ในครั้งนี้นับเป็นการนำฟังก์ชั่นแสดงเวลาสองโซน (Dual Time Zone) มาสู่ซีรีส์ Diver Design เป็นครั้งแรก โดย Diver Design GMT ถือเป็นซีรีส์ไอคอนิกที่สำคัญของ Sport Collection พร้อมกันนี้ยังเผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ในซีรีส์ Diver Design อีก 4 รุ่น พร้อมโทนสีสดใหม่ที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับหน้าปัดแบบขีดบอกเวลา (Bar index)  ด้วยฟังก์ชั่นและสีสันที่เหมาะสมกับ     ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและกระฉับกระเฉง ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

Orient Diver Design ถ่ายทอด DNA การออกแบบของนาฬิกาในดีไซน์แบบสปอร์ตดำน้ำของโอเรียนท์ที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ผสานรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งเข้ากับคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ความสามารถในการป้องกันแรงดันน้ำได้เทียบเท่าระดับความลึกถึง 200 เมตร กระจกคริสตัลแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน และกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติซึ่งให้ความแม่นยำสูง มีดีไซน์ที่ล้ำสมัย สามารถใช้งานได้ทั้งในที่ทำงานและกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างลงตัว และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องสำหรับการใช้งานในหลากหลายโอกาส

นาฬิกา Diver Design GMT รุ่นใหม่นี้ ผสานดีไซน์นาฬิกาดำน้ำเข้ากับฟังก์ชั่น GMT เป็นครั้งแรกในซีรีส์นี้ โดยใช้ทั้งเข็มชั่วโมงมาตรฐานและเพิ่มเติมเข็ม GMT ที่หมุนครบหนึ่งรอบทุก ๆ 24 ชั่วโมง ฟังก์ชั่น GMT นี้ช่วยให้สามารถแสดงเวลาสองโซนพร้อมกันได้ โดยฟังก์ชั่นนี้ปรากฏครั้งแรกในนาฬิกาข้อมือในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่อการบินพลเรือนเริ่มขยายตัวไปทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่นักบินและลูกเรือสายการบินที่เดินทางข้ามเขตเวลา รวมถึงนักเดินทาง    ทั่วโลก

ทั้ง Diver Design GMT และ Diver Design รุ่นใหม่ ออกแบบมาเพื่อความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ตอบโจทย์ ผู้สวมใส่ที่ต้องการนาฬิกาดีไซน์สปอร์ตที่ใช้งานได้จริงและมีเอกลัษณ์  มาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและฝาหลังแบบขันเกลียว เพื่อกันน้ำในระดับความลึกเทียบเท่า 200 เมตร พร้อมด้วยสายนาฬิกาที่แข็งแรงทนทานทำจากสแตนเลสคุณภาพสูง (SUS316L)  กลไกอินเฮาส์การทำงานแบบอัตโนมัติ (สามารถขึ้นลานด้วยมือ) ช่วยให้สามารถขึ้นลานนาฬิกาจนเต็มได้ในเวลาอันสั้น และให้ความเที่ยงตรงอยู่ที่ +25 วินาทีถึง -15 วินาทีต่อวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ดึงดูดใจของนาฬิกา Diver Design

สำหรับ Orient คำว่า GMT ไม่ได้มีความหมายแค่ “Greenwich Mean Time” แต่คือ “Great Moment Time” ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน หรือสถานที่ไหน ให้นาฬิกา Orient Diver Design GMT เป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงเวลาและทุกสถานที่ที่แสนประทับใจ และในครั้งนี้ Orient Pop-up ได้ถูกสร้างสรรค์และออกแบบมาด้วยคอนเซ็ปต์ที่ต้องการสื่อสารถึงฟังก์ชั่น GMT ที่สามารถบอกเวลาได้ 2 ไทม์โซน โดยนำเสนอผ่านสีของท้องฟ้าจาก 2 สถานที่แห่งความประทับใจอย่าง หาดไมอามี่ และ กรุงโตเกียว ด้วยคอนเซ็ปต์ “Day in Maimi, Night in Tokyo” อีกทั้งภายในงานยังได้ โนอึล-ณัฐรัชต์ ตังวาย มาร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้

พบกับคอลเลกชัน Diver Design GMT จากแบรนด์โอเรียนท์ได้แล้ววันนี้ที่ Orient Pop-up at Central World ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/orientthailand.watch หรือ www.orientwatch-th.com

#ORIENT #OrientThailand #MadeDifferent #DiverDesign #DiverDesignGMT #UnitedKrungThong #Sportcollection

Asava เผยโฉมแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ ณ Gaysorn Amarin พร้อมพาชมคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ‘A Life In Between’

4 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

Asava แบรนด์เสื้อผ้าสตรีที่สะท้อนความเรียบโก้และสง่างาม นำโดย คุณหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asavagroup  ตอกย้ำภาพลักษณ์พรีเมียมด้วยการเปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ ณ Gaysorn Amarin  ใจกลางเมืองซึ่งการออกแบบร้าน Asava สาขา Gaysorn Amarin ถ่ายทอด DNA สไตล์มินิมอลแฝงความเรียบโก้ โดยดึงเทคนิคเสื้อผ้ามาสู่งานอินทีเรีย ผ่านการเล่น Contrast of Materials และโทนสีที่กลมกลืน ตั้งแต่ลายหินอ่อนไปจนถึงพรมไล่เฉดสีแบบ Custom-made ทั้งยังนำอัตลักษณ์ไทยอย่าง “บัว” มา Deconstruct ให้เป็นงาน Abstract สากลบนฉากหลัง และรังสรรค์เฟอร์นิเจอร์ไฮไลต์อย่างโซฟาไม้จริงจาก Vertier ที่ขัดมือชุบโครเมียมเงา สะท้อนงาน Craftsmanship ในทุกรายละเอียด

ความพิเศษของสาขา Gaysorn Amarin เป็นสาขาที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุดทั้งในด้านการคัดสรรคอลเลกชันที่หลากหลาย และไซส์เสื้อผ้าที่มีให้เลือกถึง 6 ไซส์มาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้ครบครันยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องของไซส์แล้ว ในบางดีไซน์เรายังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถ Customize เลือกปรับเปลี่ยนสีและชนิดผ้าได้เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉลี่ยแล้วเราสามารถตัดเย็บและส่งมอบงานสั่งทำได้ภายใน 7–10 วัน นอกจากนี้ ที่สาขา Gaysorn Amarin ยังมี Limited Thai Silk Collection by Asava ซึ่งจะมีเฉพาะที่ Gaysorn Amarin เท่านั้น

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้และคนดังระดับแถวหน้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ มิว-นิษฐาคูหาเปรมกิจ, ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และเอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุลร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามของ Asava พร้อมกันนี้ Asava ได้พาชมคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ‘A Life In Between’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำกล่าวของ Diana Vreeland โดยมองว่าเสื้อผ้าคือส่วนหนึ่งของชีวิตมากกว่าแฟชั่น คอลเลกชันนี้ตั้งต้นการดีไซน์จาก DNA ของแบรนด์,ประเภทผ้า และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อสร้างเสื้อผ้าที่มิกซ์แอนด์แมตช์ง่าย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์หลากหลายบทบาทในชีวิตประจำวัน โดดเด่นด้วยซิลูเอตที่ยังคงความเฉียบคมในแบบฉบับของ Asava แต่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยวัสดุยังคงเป็นหัวใจสำคัญของคอลเลกชัน ตั้งแต่ผ้าเจอร์ซี่ (Jersey) และผ้านิต (Knit) ที่ถูกตีความใหม่ในซิลูเอตอันประณีตยิ่งขึ้น ไปจนถึงผ้าลูกไม้ (Lace) ผ้าทาฟต้า (Taffeta) และผ้ากรอสเกรน (Grosgrain) ที่สร้างมิติ ผ่านเทคนิคการตีเกล็ด (Tucking), การจับเดรป (Draping), การจับรูด (Ruching) และการตกแต่งขอบผ้าแบบสแกลลอป (Scallop) ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านพาเลตต์สี Neutral อันเป็นเอกลักษณ์ของ Asava พร้อมสอดแทรกเฉดสีสดใสอย่างสีฟ้า สีเขียว และสีชมพู เพื่อเติมความมีชีวิตชีวาให้กับคอลเลกชัน

A Life In Between จึงไม่ใช่เพียงคอลเลกชันสำหรับฤดูกาลใหม่ หากเป็นการออกแบบที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้เสื้อผ้ามีความหมาย ไม่ใช่เพียงการออกแบบ แต่คือผู้คนและเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในนั้น ร่วมสัมผัสประสบการณ์แฟชั่นของ Asava ได้แล้ววันนี้ ณ ร้าน Asava ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น 2, ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 1 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 2 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์ และอาซาว่ากรุ๊ป แฟลกชิปสโตร์ ซอยสุขุมวิท 45 รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่ Website : http://www.asavagroup.com, Line Official : @asavagroup, Lazada : https://bit.ly/AsavaXLazada และ Central Online :http://www.central.co.th/th/asava/women

@asavagroup #ALifeInBetween #AsavaAW26

OKMD ชวนคนไทยค้นหาความหมายของ ‘การมีชีวิตที่ยืนยาว’ ผ่านนิทรรศการและเทศกาลภาพยนตร์ Longevity for All

4 กันยายน 2569 เวลา 10:15 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD จัดงาน “Longevity for All: Exhibition and Film Festival” ร่วมดำเนินงานกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ฟองเมฆ และได้รับความร่วมมือจาก Documentary Club และสมาคมสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Media for Change Association) เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ภาพยนตร์ และบทสนทนา เพื่อชวนผู้คนร่วมออกแบบชีวิตผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย และค้นพบว่าการมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่ได้วัดจากจำนวนปีของชีวิต หากแต่คือการใช้ทุกช่วงเวลาให้เต็มไปด้วยการเรียนรู้ การเติบโต และความหมาย

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น คำถามสำคัญทุกวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะมีชีวิตยืนยาวได้อีกกี่ปี แต่คือ เราจะใช้ชีวิตให้มีคุณภาพและมีความหมายแบบยั่งยืนอย่างไร ซึ่งแนวคิดเรื่อง Longevity ในศตวรรษที่ 21 นี้ก็ได้ก้าวข้ามการมุ่งยืดอายุขัยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างโอกาสให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

“ดังนั้น OKMD จึงต้องการให้ Longevity for All เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า ‘การเรียนรู้’คือเครื่องมือสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาว และไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษา แต่เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์รอบตัว ศิลปะ ภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนความคิด และการได้ตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเติบโตตลอดช่วงชีวิต”

ภายในงาน Longevity for All ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสนิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่ออกแบบให้ผู้ชมใช้ประสาทสัมผัสทั้งการมองเห็น การฟัง การสัมผัส และการมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างสมอง ร่างกาย อารมณ์ และการเรียนรู้ ผ่านแนวคิด Live – Love – Learn ที่ชวนให้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการค้นหาความหมายของชีวิตในแบบของตนเอง
ดร.ทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไฮไลท์ของงาน คือ เทศกาลภาพยนตร์เพื่อการเรียนรู้ (Film Festival) ที่คัดสรรผลงานระดับนานาชาติซึ่งสะท้อนแง่มุมของชีวิต ความทรงจำ ความรัก และการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น Moriyama-San (2017) สารคดีที่ชวนมองเห็นคุณค่าของความเรียบง่ายและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ The Bridges of Madison County (1995) ภาพยนตร์คลาสสิกที่ตั้งคำถามถึงความรัก การเลือก และคุณค่าของช่วงเวลาสำคัญในชีวิต และ Aftersun (2022) ภาพยนตร์ร่วมสมัยที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ความทรงจำ และการเยียวยาบาดแผลภายในอย่างละเอียดอ่อน

ด้านคุณเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสมาคมสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า ภาพยนตร์และสารคดีไม่ได้เป็นเพียงสื่อเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สำรวจตัวเองผ่านเรื่องราวของผู้อื่น ได้ตั้งคำถามกับความคิด ความทรงจำ ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจในชีวิต ผ่านประสบการณ์ที่ทั้งสะเทือนอารมณ์และชวนใคร่ครวญ เพราะหลายครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญไม่ได้เกิดจากการได้รับคำตอบ แต่เกิดจากการกล้าที่จะตั้งคำถามกับชีวิตของตนเอง

“เราหวังว่าผู้เข้าร่วมงานจะไม่ได้เพียงรับชมภาพยนตร์ แต่จะเดินออกไปพร้อมบทสนทนาบทใหม่กับตัวเอง เพราะบางครั้งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับชีวิตของเราเอง นอกจากกิจกรรมภายในงานแล้ว เรายังได้จัดทำคลิปวิดิโอและองค์ความรู้ด้าน Longevity ในหลากหลายมิติ โดยรวบรวมไว้ใน OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เราต้องการให้เป็นแพลตฟอร์มกลางเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย”

ตลอดสองวันของงาน ยังมีกิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อาทิ รศ.ดร.นพ.ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.รัชชุพร สุขสถาน ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพรสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ หัวหน้า Happiness Science Hub ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) คุณวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ 2 สมัย และ ดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ที่จะร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส การเรียนรู้ ความรัก ความทรงจำ และการเยียวยา เพื่อชวนผู้เข้าร่วมสำรวจชีวิตในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งาน Longevity for All : Exhibition and Film Festival เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สนใจด้านสุขภาพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาพยนตร์ ศิลปะ การออกแบบประสบการณ์ นักสร้างสรรค์ หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต โดยเชื่อว่าการมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนปีของชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเติมเต็มทุกช่วงเวลาของชีวิตด้วยการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และความหมาย
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 5 – 6 กันยายน 2569 ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ FB : OKMD

Longevity for AllOKMD

คุณแหน : 4 กันยายน 2569

4 กันยายน 2569 เวลา 04:00 น.

ll ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย เป็นประธานมอบทุนการศึกษาของ มูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีและมีศักยภาพเป็นนักการตลาดรุ่นใหม่ในโครงการ “The Future Marketer” 7 กย. 13.30-15.30 น. ณ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย..

ll ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี เปิดงานอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 3 จ.นนทบุรี จัดโดย ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ..

ll มิตรสหายยินดีกับ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ที่ได้เป็น อธิบดีกรมการแพทย์ ตั้งแต่ 1 ตค. เป็นต้นไป..

ll ณรงค์วิทย์ พบพาน รอง ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ สัมผัสศรัทธาแห่งธรรมเมืองนครปฐม จ.นครปฐม”  ณ องค์พระปฐมเจดีย์..

ll ชาว LSP 2 ร่วมยินดีกับ พรรคพงษ์ อัคนิวรรณ ที่ได้เป็น ซีอีโอ บจ.ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส ซึ่งอยู่ในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น..

ll เพื่อนๆชาว Digital CEO พร้อมใจกันเลือก ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร เป็นประธานรุ่นคนใหม่แทน ดร.คณพศ นิจสิริภัช ที่หมดวาระ..

ll ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ ควง จารุวรรณ น้าประทานสุข ลูกสาวคนโตไปร่วมวิ่งงานซิดนีย์มาราธอน พร้อมพาหลานๆเที่ยวต่ออีกหนึ่งสัปดาห์ งานนี้คุณอูฐสุดแฮปปี้เพราะจบวิ่งสวยๆแบบไม่เจ็บตัวและยังทำลายสถิติตัวเองอีกด้วย..

ll ยามว่าง ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม ชวน ณัฐพงศ์ โกวิทยานันต์, เอกชัย โชติพิทยสุนนท์, ดร.วุฒิชัย ปรีพุทธรัตน์, สมศักดิ์ ตรียากิจ, กำพล สิงห์โต ไปออกรอบกันที่ สนามกอล์ฟ รอยัล บางปะอิน กอล์ฟคลับ..

ll ดร.ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์ Chief AI Officer บมจ.เรียล สมาร์ท ได้เป็นวิทยากรร่วมในหัวข้อ หัวข้อ How “AI for Enterprise” Can Break Pilot Trap ในงาน Techsauce Global Summit 2026 10 อนุโมทนาบุญกับ ดร.พรเพ็ญ เดชวิไลศรี ที่บริจาคเงินช่วยสนับสนุนนักเรียนเด็กพิเศษของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..

ll รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย แสดงความยินดีกับ ดช.ปัญณัฎฐ์ รัตนวนิชย์โรจน์ นักเรียนชั้น ป.6/8 ได้รับรางวัล Gold Award of Pre-Senior Category of Violin และ ดช.ชยณัฎฐ์ รัตนวนิชย์โรจน์ นักเรียนชั้น ป.5/10ได้รับรางวัล Elite Award of Grade 2 Category of Piano ในการแข่งขันรายการ Tokyo Int’l Music & Dance Competition 2026 (TIMDC) Final Round ณ นครโตเกียว ญี่ปุ่น..

ll สวด พรวรา คมพงษ์ปภา ภริยา สมชาย คงพงษ์ปภา  ศาลา1 วัดหนองหลอด อ.เมือง ชัยภูมิ 1-5 ก.ย.19.00 น. ฌาปนกิจ 6 ก.ย.15.00 น. ..

ll ชื่นชม ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่คว้าแชมป์ AVC Women’s Volleyball Continental Championship 2026 และได้ตั๋วไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ LA 2028 ได้สำเร็จ ขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำให้คนไทยใจฟูไปทั้งประเทศ..

น้องใหม่

50 ปี บนเส้นทางแห่งความเร็ว TAG Heuer Monza หวนคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

3 กันยายน 2569 เวลา 18:34 น.

ครึ่งศตวรรษหลังจากการเปิดตัวครั้งแรก TAG Heuer Monza กลับมาหวนคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้งในรุ่นผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟสำหรับสนามแข่งระดับตำนานอันโด่งดังที่สุดรุ่นหนึ่งของเมซง โดยผสานมรดกตกทอดแห่งโลกมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับวัสดุแห่งยุคร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ลา โช-เดอ-ฟง, สวิตเซอร์แลนด์, 1 กันยายน 2026

TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของ TAG Heuer Monza ด้วยการเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันใหม่ล่าสุด เผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ต้อนรับการแข่งขัน FORMULA 1 PIRELLI GRAN PREMIO D’ITALIA 2026 ณ เมืองมอนซา โดย TAG Heuer Monza Flyback Chronograph รังสรรค์ขึ้นเพื่อรำลึกถึงรุ่นดั้งเดิมปี 1976 พร้อมผสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกและเอกลักษณ์งานออกแบบอันสะท้อนตัวตนของเมซงยุคปัจจุบัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 พร้อมรันหมายเลข รวบรวมประวัติศาสตร์การแข่งรถอันยาวนานถึงครึ่งศตวรรษไว้ในนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ประสิทธิภาพระดับสูงสุดในยุคปัจจุบัน

TAGHeuerTAGHeuerThailand

เปิดเวที ‘CRAFT EXCELLENCE’ ดันไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด ‘คราฟต์ สินค้าสร้างสรรค์’

3 กันยายน 2569 เวลา 17:40 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับงานหัตถศิลป์ไทยสู่ตลาดพรีเมียม ผ่านกิจกรรม “CRAFT EXCELLENCE 2026” ด้วยการเชื่อมโยงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยเข้ากับการออกแบบ นวัตกรรม และความต้องการของตลาด พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำผลงานทดสอบตลาดและรับข้อเสนอแนะจากผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า และขยายโอกาสทางการค้า พร้อมคัดเลือก 3 สุดยอดผลงานจาก 35 ราย รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเปิดโอกาสเสนอชื่อสู่เวที WCC Award of Excellence for Handicrafts (WCC-AOE) มุ่งต่อยอดงานหัตถศิลป์ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงและการยอมรับในระดับสากล

นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า งานหัตถศิลป์ไทยมีจุดแข็งจากต้นทุนทางภูมิปัญญา อัตลักษณ์และทักษะฝีมือที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อกันมา แต่โจทย์สำคัญในปัจจุบัน คือการทำให้ทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล โดยเฉพาะตลาดระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องคุณภาพ เรื่องราวของผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และความเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้ ศักยภาพของงานศิลปหัตถกรรมไทยยังสะท้อนผ่านภาพรวมตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยมีมูลค่ารวมกว่า 303,496.75 ล้านบาท สะท้อนถึงโอกาสของงานหัตถศิลป์ไทยในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางตลาดโลกที่ให้คุณค่ากับเรื่องราว การออกแบบ แบรนด์ และประสบการณ์ มากขึ้น โอกาสสำคัญของไทยจึงอยู่ที่การนำฐานฝีมือและอัตลักษณ์ที่มีอยู่มาต่อยอดเพื่อขยับจาก “การขายสินค้า” สู่ “การขายคุณค่า” และเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงขึ้น

“ประเทศไทยเองมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันในสนามนี้ได้ ทั้งความหลากหลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะของช่างฝีมือ วัตถุดิบ อัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และเรื่องราวทางวัฒนธรรม แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้เป็นมูลค่าที่ตลาดมองเห็นและเลือกซื้อ”

นายสุรพล กล่าวต่อว่า กิจกรรม CRAFT EXCELLENCE 2026 เป็นกิจกรรมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เชิงพาณิชย์ ภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน โดยมีผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน
และ OTOP ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 35 ราย เข้าร่วมจัดแสดงและทดสอบศักยภาพในตลาด โดยนำมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัย พร้อมเปิดโอกาสให้ผลงานได้รับมุมมองจากผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงทั้งด้านรูปแบบ คุณภาพ และการนำเสนอ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น เพิ่มโอกาสทางการค้า และต่อยอดจากงานหัตถศิลป์ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่ตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับจึงไม่ได้มีเพียงพื้นที่นำเสนอผลงาน แต่คือข้อมูลจากตลาดที่สามารถนำกลับไปใช้พัฒนาสินค้าได้จริง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น และช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นทิศทางการพัฒนาธุรกิจของตนเองได้

“ดีพร้อมจะคัดเลือก 3 สุดยอดผลงานครูช่างศิลป์จาก 35 ราย เพื่อรับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดโอกาสในการได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมการประกวด WCC Award of Excellence for Handicrafts (WCC-AOE) ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลด้านงานหัตถศิลป์ โดยมุ่งให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาต่อยอดและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อีกทั้งการผลักดันงานหัตถศิลป์ไทยในระยะต่อไปจึงต้องเดินควบคู่กันทั้งการรักษาคุณค่า
ของภูมิปัญญาและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยดีพร้อมจะใช้กลไกการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำอัตลักษณ์ที่มีอยู่มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการค้า และต่อยอดไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นได้
อย่างยั่งยืน โดยดีพร้อมจะคัดเลือก 3 สุดยอดผลงานครูช่างศิลป์จาก 35 ราย เพื่อรับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดโอกาสได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมการประกวด WCC Award of Excellence for Handicrafts (WCC-AOE) เวทีระดับสากลด้านงานหัตถศิลป์ เพื่อยกระดับผลงานที่มีศักยภาพสู่มาตรฐานและตลาดที่กว้างขึ้น”

นายสุรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันงานหัตถศิลป์ไทยในระยะต่อไปต้องเดินควบคู่กันทั้งการรักษาคุณค่าของภูมิปัญญาและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งดีพร้อมจะเดินหน้าใน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  1. การรักษาอัตลักษณ์
    และภูมิปัญญาไทย
  2. การยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยการออกแบบและนวัตกรรม
  3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้อมูลและความต้องการของตลาด
  4. การขยายโอกาสสู่ตลาดมูลค่าสูง
  5. การยกระดับสู่มาตรฐานและการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้งานหัตถศิลป์ไทยสามารถต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสทางการค้า และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยผลการตัดสินการคัดเลือก 3 สุดยอดผลงานครูช่างศิลป์จาก 35 ราย ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ผลิตภัณฑ์ ศิวดลนาคราชจากร้านนาคราชปุระ รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ผลิตภัณฑ์ ARU (อรุณ) จากร้าน Kith Creft และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลิตภัณฑ์ รักชาติ จากร้าน Yanetthai Design

ทั้งนี้ กิจกรรม CRAFT EXCELLENCE 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กันยายน 2569 ณ เมืองสุขสยาม ICONSIAM กรุงเทพฯ เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยจากครูช่างศิลป์ไทย และเปิดโอกาสให้ประชาชน
และผู้สนใจได้ร่วมชมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนคุณค่า ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของไทย