‘ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A’ อาการทรุดไว เผย 5 สัญญาณเตือนต้องรีบส่งโรงพยาบาล

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

อาการป่วยที่มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย อาจไม่ได้เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A” โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มักจู่โจมอย่างรวดเร็วและทิ้งอาการปวดเมื่อยรุนแรงไว้กับร่างกาย การทำความเข้าใจระยะของโรค สัญญาณอันตราย และแนวทางการป้องกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากช่วงระบาด 

นายแพทย์ศุภวิชญ์ สมิทธิเศรษฐ์

นายแพทย์ศุภวิชญ์ สมิทธิเศรษฐ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza A ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุยในระยะใกล้ชิด หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำมือไปแตะบริเวณตา จมูก หรือปาก ความน่ากลัวของเชื้อชนิดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เป็นระยะ ทำให้ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อในครั้งก่อน ๆ อาจไม่สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างเต็มที่

สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อ มักปรากฏอาการค่อนข้างรวดเร็ว โดยมีสัญญาณเด่น คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียไม่มีแรง ไอแห้ง เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก และเบื่ออาหาร นอกจากนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย

 แม้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะมีอาการคล้ายกันในหลายราย แต่ระดับความรุนแรงของโรคอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

เจาะลึก ระยะของโรค จากเริ่มรับเชื้อสู่การฟื้นตัว

การดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ระยะฟักตัว (ก่อนเริ่มมีอาการ): หลังได้รับเชื้อ อาจใช้เวลาประมาณ 1–4 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ โดยช่วงนี้ไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนในร่างกาย และผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้แม้ยังไม่มีอาการชัดเจน

ระยะมีอาการ: เมื่อเริ่มป่วย อาการมักเกิดขึ้นรวดเร็ว เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลีย

ระยะฟื้นตัว: เมื่อร่างกายเริ่มกำจัดเชื้อ ไข้และอาการปวดเมื่อยจะลดลงก่อน ส่วนอาการไอและอ่อนเพลียอาจยังคงอยู่ต่ออีกระยะ โดยทั่วไปผู้ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะฟื้นตัวภายใน 5–7 วัน แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีอาการนานหรือแพร่เชื้อได้นานกว่าคนทั่วไป

สิ่งที่น่าเป็นห่วงเมื่อมีการติดเชื้อ คือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโดยตรงหรือมีแบคทีเรียซ้ำเติม, การติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงจนหายใจลำบาก, โรคประจำตัวกำเริบ และภาวะขาดน้ำจากการมีไข้สูง เหงื่อออก รับประทานอาการ หรือดื่มน้ำได้น้อย

หากพบสัญญาณเตือนอันตราย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก ไข้สูงต่อเนื่อง หรือมีไข้กลับมาอีกหลังจากอาการเริ่มดีขึ้น ซึมลง หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เพียงพอ อาการไอหรืออาการทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น

ปัจจุบัน การตรวจหาสารคัดหลั่งทางจมูกหรือคอทำได้ 2 วิธีหลัก คือ การตรวจแบบรวดเร็ว (RIDT) ซึ่งรู้ผลไวแต่ความแม่นยำต่ำกว่า และการตรวจระดับโมเลกุล (RT-PCR) ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อได้อย่างแม่นยำสูงแม้ใช้เวลานานกว่า ทั้งนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีอาการบางอย่างคล้าย COVID-19 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และไข้หวัดธรรมดา แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลียอย่างชัดเจนกว่าไข้หวัดธรรมดา

สำหรับแนวทางการรักษา ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเริ่มใช้ภายใน 2 วันแรกของการป่วย ส่วนผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลตนเองได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน รวมถึงใช้ยาลดไข้หรือบรรเทาอาการตามคำแนะนำ

เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ควรปฏิบัติตามสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และพักอยู่บ้านจนกว่าอาการจะดีขึ้น

“การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำปีละ 1 ครั้ง ในช่วงก่อนเข้าฤดูระบาดหรือช่วงหน้าฝน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้มีอาการ สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ” นายแพทย์ศุภวิชญ์ กล่าว

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์A

คุณแหน : 6 กันยายน 2569

6 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ อโรชา นันทมนตรี ได้แต่งตั้งเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..๐๐
๐๐ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ จ.ลพบุรี เดินหน้าวางแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ชู “เกษตรมูลค่าสูง-ท่องเที่ยวสร้างสรรค์” ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของ ปชช.ทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน..๐๐

๐๐ บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ เป็นประธานพิธีร่วมลงนาม MOU “โครงการความร่วมมือการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยและการพัฒนามาตรฐานข้าวยั่งยืน” ระหว่าง องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) และ บจ.ซี.พี.อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราฉัตร ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จ.บุรีรัมย์ โดยมี พรทิวา ตนะพงษ์ และ จงกลนี แก้วสด ร่วมพิธี..๐๐

๐๐ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของ ม.สงขลานครินทร์..๐๐

๐๐ข่าวสุดยินดีของ ดร.สมชาย-ดร.กฤตภัค หัชลีฬหา ที่บุตรชาย ดร.ฐัช หัชลิฬหา จะฉลองมงคลสมรสกับ ฐิติภัทร สินบริสุทธิ์ บุตรี สมชาย-มัลลิกา สินบริสุทธิ์ 18 ต.ค. เวลา 12.00 น. ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม รร.ดุสิตธานี กรุงเทพฯ..๐๐

๐๐ ดร.ธำรงเกียรติ อุทัยสาง นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมฯ ม.มหิดล จัดงานงานโบว์ลิ่งการกุศล โดยมี รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ และ รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักสนุกสนานของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รุ่นที่ 1–37 และพิเศษสุดที่พี่รุ่น 1 นภ พรชำนิ มาร่วมขับกล่อมสร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับพี่น้อง EGMU ตลอดงาน..๐๐

๐๐ชาว Digital CEO#7 ยินดีกับ ไพโรจน์ ต้นศิริอนุสรณ์ ที่ บจ.เทคคอนส์บิส ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดโดย สสว…๐๐

๐๐พรรคพงษ์ อัคนิวรรณ บริจาคสมทบศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐

๐๐ วิลาสินี พุทธิการันต์ วันเกิดเช้าใส่บาตร ต้อนรับน้องๆมาอวยพรที่บ้าน บริจาคช่วยประสบภัยเนปาล แล้วเพื่อนๆจัดฉลองให้ที่ โปโลคลับ..๐๐

๐๐ อนุโมทนาบุญกับ ชลธิดา โพธิสมภรณ์ ที่ได้บริจาคเงินช่วยสนับสนุนการศึกษานักเรียนเด็กพิเศษของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..๐๐

๐๐ 9 ก.ย.13.30 น.พิธีบูชาขอบพระคุณและพิธีปลงศพ สุภรณ์ คัมโพส-ตอร์โตชา มารดา แพตริเซีย มงคลวนิช โบสถ์มหาไถ่และเวลา 17.00 น. ฌาปนกิจ ณ เมรุหน้า วัดธาตุทอง..๐๐

๐๐สวด พิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรก ศาลา 9 วัดมกุฎฯ 6-10 ก.ย.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 12 ก.ย.17.00 น..จิตราภา สุนทรพิพิธ ภริยาผู้วายชนม์ แจ้งข่าวมา..๐๐

๐๐ เพื่อนๆยินดีกับ นวลศิริ วรเมธาวิวัฒน์ ที่ บจ.แอ็คเคาท์ติ้ง ทรานส์ฟอร์เมชั่น ได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย ประจำปี 2569 โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานในพิธี..๐๐

๐๐ ข่าวน่ายินดี กรุงเทพ คว้า อันดับ 1 เมืองที่มีสีสันยามค่ำคืนที่ดีที่สุด ของโลก ปี 2569 (Best Cities for Nightlife 2026) จากนิตยสาร Time Out โดยขยับขึ้นจากอันดับ 13 ในปีก่อนหน้า..๐๐

น้องใหม่

แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน ปีที่ 4 จุดประกายนักวิทย์รุ่นเยาว์ เปิดโลกผ่านประสบการณ์จริง

6 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

แคนนอน (Canon) เดินหน้าจัดโครงการ แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นำทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาแคนนอนจำนวน 20 คน พาน้องๆ นักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนประถมศึกษา 3 แห่ง รวม 148 คน เดินทางไปเปิดโลกการเรียนรู้ ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า และศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิวเจอเรียม ภายใต้องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยแคนนอนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้นอกห้องเรียนแก่เด็กโรงเรียนห่างไกล เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสนใจในวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสู่การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าในอนาคต

นายแอนดรูว์ โก๊ะ ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บจก.แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) กล่าวว่า โรงเรียนที่ร่วมทัศนศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านปลายคลอง 22 จังหวัดนครนายก โรงเรียนไผ่แถวอนุสรณ์ (บ้านสร้าง) จ.ปราจีนบุรี และโรงเรียนสันมะค่าบกน้อยสามัคคี จ.สระบุรี  โดยพนักงานจิตอาสาแคนนอน นำทุกคนเข้าชม พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ที่รวบรวมเรื่องราววิวัฒนาการของโลกและสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละภูมิภาคของโลกและประเทศไทยมาจัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ ต่อด้วยการนำชมศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิวเจอเรียม ที่เปิดมุมมองเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคตสุดว้าวผ่าน 7 นิทรรศการหลัก ซึ่งเน้นการชมนิทรรศการเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning) เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการจำลองสถานการณ์ให้น้องๆได้ทดลองควบคุมและสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ ระบบคมนาคม และเครื่องมือจัดการภัยพิบัติ การเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์และพลังงานผ่านเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงและรูปแบบเกม ที่เปลี่ยนเนื้อหาซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสนุกสนาน รวมถึงชุดทดลองและแบบจำลองที่ให้เด็ก ๆ ลงมือเปิด-ปิดระบบด้วยตัวเอง ภายใต้การดูแลของทีมจิตอาสาแคนนอนซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยนำชมโซนต่างๆ พร้อมชวนตั้งคำถาม กระตุ้นการคิดหาคำตอบ ทดลอง และสังเกตการณ์ไปพร้อมกับน้องๆอย่างใกล้ชิด เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและเปลี่ยนการเที่ยวชมให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมายและเสริมสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้โครงการ “แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน” ริเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กของรัฐ ซึ่งขาดแคลนทั้งทุนทรัพย์และอุปกรณ์การเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งโรงเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 ถึง ป.6 ได้เดินทางทัศนศึกษาแบบไปเช้า-กลับเย็น ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ชั้นนำ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 12 แห่ง รวมนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้น 581 คน

และเพื่อส่งต่อโอกาสสำคัญนี้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น แคนนอน จึงประกาศเปิดรับสมัครโรงเรียนรัฐบาลที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ “แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน” ครั้งต่อไป โดยโรงเรียนที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์ขอรับการสนับสนุนการจัดทัศนศึกษาสำหรับนักเรียนได้ที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร บจก.แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

จุดประกายนักวิทย์รุ่นเยาว์แคนนอนแคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน

‘ธรรมะไม่ไกลตัว’ ศน. เปิดพื้นที่ปลอดภัย เรียนรู้ธรรมะ..ผ่าน ‘ธรรมะสัญจร’ สู่สถานศึกษา

6 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรม “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” (Dhamma Journey on campus) ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ศน.ได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ และการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่งเสริมการเรียนรู้หลักธรรมและการปฏิบัติ “สมาธิ” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง ช่วยให้เกิดความตั้งมั่นของจิตใจ มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์และความคิด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาเล่าเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง สามารถใช้ได้กับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม

ศน.จึงได้ประสานความร่วมมือกับสถานศึกษา ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และองค์กรภาคีเครือข่าย ในการบูรณาการจัดกิจกรรมธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การฝึกสติ สมาธิ และการพัฒนาจิตใจแก่เด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของประเทศ โดยมีสถานศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนหอวัง ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 19 ส.ค.69 , วันที่ 26 ส.ค.69 ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และวันที่ 21 ก.ย.69 ณ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเปิด “พื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน” มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งทางกายภาพ จิตใจ สังคม และสามารถเป็นตัวของตัวเองในการแสดงความคิด เรียนรู้จากความผิดพลาด และขอความช่วยเหลือ โดยปราศจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม

“กิจกรรมดังกล่าวนี้ จะเป็นการส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้คุณธรรมจริยธรรม ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย ทั้งการฝึกสมาธิเบื้องต้น การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ การสะท้อนคิด และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ทักษะชีวิต และภูมิคุ้มกันทางจิตใจ อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ” รมว.วธ. กล่าวทิ้งท้าย

ธรรมะสัญจรธรรมะไม่ไกลตัวศน.

สกู๊ปพิเศษ : เปิดพิมพ์เขียวร่างแผน ววน. ปี 71-75 ชู 3 แกนหลัก สู่เศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

6 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

สกสว. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างกรอบแผนด้าน ววน. 2571–2575 จากทุกภาคส่วน หวังวางทิศทางขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชู 3 แกนหลัก ‘High Growth-Transform-Reform พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพชีวิตที่ดี และความมั่นคงของประเทศที่ยั่งยืน “ยศชนัน” ชี้ต้องยกระดับ ววน. สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพ โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ หน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และภาคประชาชน ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และสามารถขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งใช้ ววน. เป็นพลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน ตลอดจนกฎกติกาใหม่ทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและการพัฒนาของทุกประเทศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความพร้อมเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สู่การสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาประเทศ ตามแผนใหม่ ววน. ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571-2575’” ว่า งานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ แต่คือ “เชื้อเพลิง” ขับเคลื่อนประเทศสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน ชี้ประเทศไทยหมดเวลาพึ่งพาอุตสาหกรรมยุคเก่า วิทยาศาสตร์และงานวิจัยระดับแนวหน้าต้องถูกประกอบเข้ากับความต้องการของตลาดโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลัง

ปัจจุบันกองทุน ววน. ยังมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการพลิกโฉมประเทศ จึงต้องระดมทุนก้อนใหม่หรือทำเชิงพาณิชย์เพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดและสังคม ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากร่วมลงทุนโดยเฉพาะจากต่างประเทศ ส่วนการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จะมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนสัญญาณอ่อนของโลกให้กลายเป็นโอกาสของสตาร์ทอัพไทย โดยยึด 3 ความท้าทายระดับชาติ ได้แก่ 1.สงครามเทคโนโลยีและ AI 2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3.สังคมสูงวัยและช่องว่างระหว่างวัย พร้อมกับยกระดับ อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ การเกษตร เร่งแก้ปัญหา ‘คนทำเยอะแต่สัดส่วน GDP น้อย’ ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม, สุขภาพและการแพทย์ มุ่งทลายคอขวดด้านการวิจัยทางคลินิกเพื่อให้ได้สิทธิ สปสช., อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เร่งสร้างนักออกแบบวงจรยุคใหม่เพื่อรองรับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่, เศรษฐกิจระดับพื้นที่ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการสร้างชุมชนใหม่ แปรรูปสินค้า และเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว

นอกจากนี้ในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการจัดทำแผนที่ทักษะ เพื่อดูช่องว่างของทักษะระหว่างอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ถูกแทรกแซงจากปัญญาประดิษฐ์จะต้องได้รับการเพิ่มทักษะทันที พร้อมทั้งเตรียมร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการตั้งกองทุนวิจัยฐานภารกิจ เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ขั้นสูง เพื่อจับคู่ขอรับทุนจาก ววน.

“ววน.ต้องเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน โดยกระทรวง อว. จะเป็นกระดูกสันหลังในทุกมิติ โครงหรือยุทธศาสตร์อาจเหมือนเดิมแต่ต้องเพิ่มแผนปฏิบัติการ สื่อสารให้เกิดการให้ความเห็นเพื่อช่วยกันออกแบบแผน ววน. ของประเทศให้ประเทศวิ่งไปข้างหน้าได้” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยว่า โลกในปัจจุบันบทบาทของ ววน. ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาอีกต่อไป แต่เป็น “Game Changer” ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับประเทศไทย หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับผลิตภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความท้าทายใหม่ของโลก จำเป็นต้องใช้ ววน. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ร่างกรอบแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2571–2575 มุ่งสร้างการเปลี่ยนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง สร้างเทคโนโลยีของตนเอง เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก แข่งขันได้ ประชาชนได้ประโยชน์ และประเทศพร้อมรับอนาคต เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ การสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การสร้างฐานรากแห่งอนาคตผ่านการลงทุนในคนการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ  และโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจและสังคม

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ร่างกรอบแผนด้าน ววน. ฉบับใหม่เป็นผลจากการสังเคราะห์บทเรียนจากแผนด้าน ววน. ฉบับเก่า ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทโลกและความต้องการของประเทศในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลสำเร็จของแผนฯ ที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เกือบ 50,000 ล้านบาท ลดต้นทุนของประเทศกว่า 3,400 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และพัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 400,000 คน

นอกจากนี้ สกสว.ยังให้ความสำคัญกับการเร่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ High Growth การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ, Transform การพลิกโฉมอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเดิมให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และ Reform การปฏิรูประบบภาครัฐด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และนโยบายสาธารณะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ “แผนฉบับใหม่นี้กำหนดเป้าหมายการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพชีวิตและความครอบคลุม ความพร้อมอนาคตและความมั่นคง และการพัฒนาระบบนิเวศ ววน. โดยเชื่อมโยงการลงทุน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

สำหรับ 9 แผนงานสำคัญของแผนด้าน ววน. ประกอบด้วย การลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงและอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคม การใช้ประโยชน์องค์ความรู้ข้ามศาสตร์ การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต การเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. การพัฒนาและใช้ประโยชน์บุคลากรวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพระบบ ววน. ของประเทศ

สกู๊ปพิเศษอว.

คปภ. แท็กทีม 2 กองทุน อีกครั้ง ‘ประกันวินาศภัย – ประกันชีวิต’ ชวนคนไทยรู้ทันประกันภัย ณ ระยอง

5 กันยายน 2569 เวลา 11:04 น.

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับ กองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) และ กองทุนประกันชีวิต (กปช.) เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงาน Money Expo Rayong 2026 งานมหกรรมการเงินระยอง ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง

ทั้งนี้ การจัดงานเพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ด้าน “การประกันภัย” ที่ใกล้ตัว ภายในบูธ คปภ. และทั้งสองกองทุน ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้ถึงเรื่องการประกันภัยและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของชีวิตที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพ การเงิน ทรัพย์สิน และอนาคตของครอบครัว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและอุ่นใจให้กับผู้เอาประกันภัย ด้วยกลไกการคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากทั้งฝั่งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ในกรณีที่บริษัทประกันภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาต

นอกจากนี้ยังจะได้ศึกษาหลักการพื้นฐานของประกันภัย วิธีเลือกซื้อประกันภัยและประกันชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัย บทบาทหน้าที่ของทั้งสองกองทุนในการเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับผู้เอาประกันภัย พร้อมการบรรยายสิทธิที่ควรได้รับอย่างชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางป้องกันความเสี่ยงทางการเงินในยุคปัจจุบัน รวมถึงกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟและเกมสนุกๆ พร้อมรับของที่ระลึก ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องประกันและกองทุนคุ้มครองได้ง่ายขึ้น เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริง

คปภ. กองทุนประกันวินาศภัย และกองทุนประกันชีวิต มุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน รู้สิทธิ-เข้าใจหน้าที่ และตัดสินใจเลือกประกันได้อย่างมั่นใจ จึงขอเชิญชวนชาวระยองและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมชมบูธ คปภ. และสองกองทุนประกันภัย “เพราะความรู้วันนี้ อาจปกป้องคุณในวันข้างหน้า”

Life เปิดตัว 3 นวัตกรรมโภชนเภสัชเขย่าตลาดสุขภาพ

5 กันยายน 2569 เวลา 11:00 น.

Date taken : 2026-08-28. Events : . Life Supplements .Venue : One Bangkok.

บริษัท บูสท์ อัพ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานใหญ่แห่งปี “THE FORCE OF LIFE Nutraceutical Innovation Launch” โชว์วิสัยทัศน์การเติบโตระดับปรากฏการณ์ จากจุดเริ่มต้นโรงงานผลิตยอดขายหลักแสน พุ่งทะยานทะลุ 200 ล้านบาทต่อปีภายในเวลาเพียง 3 ปี พร้อมเดินหน้าปฏิวัติวงการสุขภาพไทยด้วย “Nutraceutical Science” เปลี่ยนภาพจำของอาหารเสริมตามกระแส สู่โภชนเภสัชเชิงลึกที่มีงานวิจัยวิทยาศาสตร์รองรับ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้มีสุขภาพยืนยาวอย่างยั่งยืน (Longevity)

เส้นทางความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Life มีจุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ตรงของผู้ก่อตั้ง คุณชัญญานุช ขำเปรื่องเดช ผู้บริหาร บริษัท บูสท์ อัพ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เคยทำงานในสายงานการบินทั้งลูกเรือและนักบิน การใช้ชีวิตข้ามเขตเวลา (Time Zone) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นาฬิกาชีวภาพผิดเพี้ยน ร่างกายทรุดโทรม ภูมิคุ้มกันตก และป่วยบ่อยจนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมหาศาล จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่า “การรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษาด้วยยา ไม่ใช่คำตอบของชีวิตที่ยั่งยืน”

Date taken : 2026-08-28. Events : . Life Supplements .Venue : One Bangkok.

ชัญญานุช ขำเปรื่องเดช ได้กล่าวถึงเส้นทางการเติบโตของ บริษัท บูสท์ อัพ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า “จากการเดินทางท่องโลก ทำให้ได้สัมผัสอุตสาหกรรมสุขภาพระดับสากลที่เน้น Science-Backed Innovations หรือนวัตกรรมที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ จึงนำมาศึกษา ค้นคว้า และทดลองฟื้นฟูสุขภาพตนเองจนเห็นผลลัพธ์ชัดเจน นำไปสู่การวางรากฐานระบบสุขภาพมาตรฐานสากลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบริษัทฯ ได้ทุ่มงบลงทุนสร้างโรงงานผลิตของตนเองที่ได้รับรองมาตรฐานระดับโลก FSSC 22000 โดย Bureau Veritas ครอบคลุมทั้งการวิจัยและพัฒนา (R&D) การคัดสรรวัตถุดิบเกรดพรีเมียม กระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพเข้มงวด 100%”

“เราไม่ได้มองแค่การผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่าย แต่มุ่งมั่นที่จะวางรากฐานระบบสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล ทุกสูตรของเราต้องมีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงรองรับ เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากสินค้าตามกระแส สู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Preventive Healthcare) ที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน”

เปิดตัว 3 นวัตกรรมชูโรงแห่งปี เสริมทัพ 3 ผลิตภัณฑ์ Signature ยอดนิยมตลอดกาล

“เพื่อตอบรับเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุกจากภายใน ภายในงาน THE FORCE OF LIFE แบรนด์ได้เปิดตัว 3 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชูโรงแห่งปี ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในตลาดออนไลน์ Life Magnesium Bisglycinate: แมกนีเซียมรูปแบบที่ดูดซึมได้ดีเยี่ยม อ่อนโยนต่อระบบทางเดินอาหาร ตอบโจทย์การฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ปรับสมดุลระบบประสาท และยกระดับคุณภาพการนอนหลับให้หลับสนิทลึกยิ่งขึ้น  , Life Gaba Plus: ตัวช่วยดูแลสุขภาพจิตและระบบประสาท ช่วยลดความตึงเครียด ผ่อนคลายสมอง และส่งเสริมสมดุลอารมณ์เพื่อความสดชื่นพร้อมรับทุกวัน , Life Plus Probio 18: นวัตกรรมโพรไบโอติกส์เข้มข้น 18 สายพันธุ์ เสริมสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ดูแลระบบขับถ่าย ภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายแบบองค์รวมอย่างตรงจุด”

“พร้อมตอกย้ำความสำเร็จด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ Signature ยอดนิยมตลอดกาล ที่การันตีความไว้วางใจด้วย ยอดจำหน่ายรวมกว่า 2.6 ล้านชิ้น ได้แก่ Life Zinc Plus Vitamin C: คู่หูทรงพลังเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน ดูแลปัญหาสิว และบำรุงผิวแข็งแรงจากภายใน , Life L-Gluta Plus Collagen: นวัตกรรมฟื้นฟูผิวพรรณล้ำลึก คืนความกระจ่างใส ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้น , Life Vitamin B Complex: วิตามินบีรวมสูตรครบถ้วน เสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง บรรเทาความเหนื่อยล้า”

Date taken : 2026-08-28. Events : . Life Supplements .Venue : One Bangkok.

เบื้องหลังการพุ่งทะยานจากยอดขายหลักแสนสู่กว่า 200 ล้านบาทต่อปี

“เกิดจากกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำและการขับเคลื่อนองค์กรด้วย 2 หัวใจหลัก พลังแห่งการผสานงานแบบ Cross-Functional (One Team, One Vision): เชื่อมโยงทีมงานทุกฝ่ายให้เห็นภาพรวมธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้การประสานงานรวดเร็ว คล่องตัว และทรงประสิทธิภาพ การอัปเดตองค์ความรู้ไร้ขีดจำกัด (Continuous Learning & Innovation Mindset): ผสานวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ (Science) เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ (Innovation) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ให้ทันเทรนด์โลก”

“ปัจจุบัน บริษัทฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่งผ่าน 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ Life Supplements, Life Plus, และ Life Nutrition รวมกว่า 30 SKUs โดยอาศัยความแข็งแกร่งบนสมรภูมิ E-Marketplace ควบคู่กับการเร่งรุกกลยุทธ์ Omni-Channel กระจายสินค้าสู่ออฟไลน์ชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ Modern Trade, ร้านสะดวกซื้อ และร้านขายยา”

“ก้าวต่อไปของ บูสท์ อัพ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ คือการเดินหน้าขยายกำลังการผลิตของโรงงานมาตรฐานสากล เพื่อรองรับตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมรุกตลาด อาหารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ (Special Purpose Foods) ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งเน้นการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ (Responsible Communication) ให้ความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ผนึกกำลังพันธมิตรเติบโตอย่างโปร่งใส และมุ่งมั่นผลักดันแบรนด์สุขภาพฝีมือคนไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างภาคภูมิ”

สำหรับงาน THE FORCE OF LIFE Nutraceutical Innovation Launch นอกจากเผยให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ทิศทางธุรกิจแล้ว ยังมีไฮไลต์สุดพิเศษ ทั้ง Exclusive Performance จาก “แอลลี่” อชิรญา นิติพน , การร่วมเจาะลึกนวัตกรรมโภชนเภสัชโดย “หมอกอล์ฟ” น.พ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านความรู้ จากช่อง TikTok คุณหมอสตอรี่ ร่วมเปิดมุมมองสุขภาพกับ “ครูพี่ป็อป” ดร.ณัฐพงศ์ นำศิริกุล ผู้ประกาศข่าวและคอนเทนต์ ครีเอเตอร์สายสุขภาพ รับฟังแรงบันดาลใจในหัวข้อ “The Wealth of Health”

Date taken : 2026-08-28. Events : . Life Supplements .Venue : One Bangkok.

เปิดม่านโขนศิลปาชีพ ตอนสีดา สุดอลังการ สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง”

4 กันยายน 2569 เวลา 23:15 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2569 เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สีดา” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการนี้มี นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ประเมษฐ์ บุณยะชัย (ศิลปินแห่งชาติ) ที่ปรึกษาการแสดง, รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการแสดง และ วิชัย รักชาติ ผู้กำกับศิลป์ (จิตรกรรม) ร่วมให้รายละเอียดการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สีดา” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า เขตดุสิต

นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขน มาตั้งแต่ปี 2550 และมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่นั้นมา   ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้โขนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งมวลมนุษยชาติจากยูเนสโก เมื่อปี 2561 ถือเป็นมรดกที่พระองค์ท่านทิ้งไว้ให้เรา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มีหน้าที่ในการสืบสานพระราชปณิธาน และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญสนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อให้การแสดงโขนอันเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาติอันทรงคุณค่ายังคงอยู่สืบไป

“การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในปีนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดทำแผ่นพับเรื่องย่อการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางสีดา เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้รับชมการแสดงโขนมีความเข้าใจและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น และในโอกาสที่เดือนธันวาคมนี้ยูเนสโกจะพิจารณาชุดไทยพระราชนิยมขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาการจัดแสดงโขนจึงขอเชิญชวนผู้เข้าชมสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ หรือสวมใส่ผ้าไทยเข้าชมการแสดงกันทุกท่านนะคะ”

ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทั้งในการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร และสถานที่ โดยในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 6 ล้านบาทในการจัดการแสดงโขนที่จะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ประเมษฐ์ บุณยะชัย (ศิลปินแห่งชาติ) ที่ปรึกษาการแสดง กล่าวถึง ภาพรวมการจัดทำบทและคำพากย์ เจรจา กล่าวว่า การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หรือเดิมทีรู้จักกันในนามโขนพระราชทาน ซึ่งครูบาอาจารย์และศิลปินจัดทำด้วยความประณีต สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปชีพฯ ในปีนี้ ได้คัดเลือกตอน สีดา มาจัดแสดง ซึ่งนางสีดา เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสามี แม้ถูกลักพาไปอยู่กรุงลงกา ก็คงยึดมั่นในความซื่อสัตย์  อีกทั้งยังเป็นแม่ที่รักลูกมาก    เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  48 พรรษาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จึงคัดเลือก ตอน สีดา   เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติแสดงความจงรักภักดี สนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด การแสดงโขน จนทำให้โขนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง  

รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการแสดง กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ได้รับหน้าที่กำกับการแสดง ยอมรับว่ามีความกดดันเพราะโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มีมาตรฐานสูง รวมถึงประชาชนผู้รอชมก็มีความคาดหวังและตั้งตารอชมว่าปีนี้จะมีอะไรมาให้ชม สำหรับการแสดงโขน ตอนสีดา จะดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 1 โดยจะเล่าเรื่องให้มีความกระชับ แต่ยังคงความเข้มข้น ความสนุกสนาน  แบ่งการแสดงเป็น 2 องค์ องค์ละ 4 ฉาก  รวม 8 ฉากหลัก เปิดด้วยฉากพระอิศวรมีรับสั่งให้พระลักษมีอวตารเป็นนางสีดาคู่บุญพระราม ฉากเปิดตัวนางสีดา ฉากอภิเษกสมรสระหว่างพระรามกับนางสีดา ไปจนถึง ทศกัณฐ์ลักนางสีดา พระรามออกติดตาม พร้อมพลวานร ยกรบ เสร็จศึกพระรามรับนางสีดาคืนกรุงอโยธยา และฉากสำคัญที่เชื่อว่าผู้ชมจะต้องอยากเห็นมากที่สุดคือฉากสีดาลุยไฟ เพราะเป็นการแสดงที่ทำให้เห็นถึงความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ของนางสีดาที่มีต่อพระรามผู้เป็นสวามี

วิชัย รักชาติ ผู้กำกับศิลป์ (จิตรกรรม) กล่าวถึงความพิเศษของฉากการแสดงตอน “สีดา” ว่า การแสดงโขนแต่ละปีจะมีการจัดทำฉาก เทคนิค แสง สี เสียงที่อลังการ ส่วนใหญ่จะจัดทำขึ้นใหม่เพื่อการแสดงในปีนั้นๆ สำหรับตอนสีดานี้ เรื่องฉากต่างๆ ก็มีการจัดเต็มอย่างเช่น ม้า เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของเรื่อง ก็อยากให้มาชมด้วยตาว่าทีมงานอาจจะใช้ม้าจริงมาร่วมฉากหรือไม่ รวมถึงฉากสำคัญสีดาลุยไฟมีการใช้เทคนิคพิเศษที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความร้อนของเปลวไฟ รวมถึงดอกบัวที่ผุดขึ้นมารองรับฝ่าพระบาทของนางสีดาจะวิจิตรตระการตาเพียงใด

           การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา เป็นการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่มีใช่เพียงความงดงามบนเวทีเท่านั้นที่สะกดสายตาตรึงใจผู้ชม หากแต่เป็นผลจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบสานศิลปะโขนของชาติ ควบคู่กับการอนุรักษ์งานช่างศิลป์ไทยอันประณีต ให้กลับมามีชีวิตและเปล่งประกายอีกครั้ง ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนก่อให้เกิดเวทีแห่งการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างศิลปินรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องรวมถึงการจัดสร้างฉากและอุปกรณ์การแสดง เครื่องประกอบฉาก หัวโขน ตลอดจน เครื่องพัสตราภรณ์อันงดงามประณีตมาร่วมกันอนุรักษ์ สนับสนุน และส่งต่อโขนให้คงอยู่คู่สังคมไทย เพื่อให้ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่านี้ยังคงเปล่งประกาย สู่คนรุ่นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สีดา” ดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ถ่ายทอดเรื่องราวของมหากาพย์ รามเกียรติ์ สีดา…สตรีผู้ถือกำเนิดมาพร้อมความบริสุทธ์ จากปฐมบทแห่งความรักและด้วยความงาม ก่อให้เกิดสงครามมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ร่วมสัมผัสเรื่องราวของความรัก การพลัดพราก การรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี เต็มอิ่มครบ ทุกอรรถรส

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2569 เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สีดา”  จัดแสดงระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน – วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2569 บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาท และ 600 บาท (สำหรับรอบนักเรียน บัตรราคา 200 บาท ไม่เปิดจำหน่ายบัตรทางออนไลน์) จำหน่ายบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 http://www.thaiticketmajor.com

จากคาแรกเตอร์สู่กลิ่นหอม ‘KNOT’เปิดตัว PHEROMONE COLLECTION น้ำหอม Merchandise ที่ถ่ายทอดโลก Omegaverse สู่ชีวิตจริง

4 กันยายน 2569 เวลา 17:19 น.

เมื่อ “ฟีโรโมน” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในโลกของเรื่องราว แต่สามารถถูกถ่ายทอดออกมาเป็นกลิ่นที่สัมผัสได้จริง KNOT ขยายจักรวาลของซีรีส์ออกไปอีกขั้น ด้วยการร่วมมือกับ MORA Maison de Parfum เปิดตัว MORA x KNOT PHEROMONE COLLECTION คอลเลกชันน้ำหอม Official Merchandise ที่นำหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโลก Omegaverse อย่าง “ฟีโรโมน” มาตีความใหม่ผ่านกลิ่นหอม พร้อมถ่ายทอดบุคลิก อารมณ์ เสน่ห์ และแรงดึงดูดของตัวละครออกมาในรูปแบบที่แฟน ๆ สามารถสัมผัสและพกติดตัวไปได้ในทุกวัน

ภายใต้แนวคิด “BOUND BY FATE. TIED BY US.” คอลเลกชันนี้เกิดขึ้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า “หากตัวละครใน KNOT มีกลิ่น กลิ่นนั้นจะเป็นอย่างไร?”

เพราะในจักรวาล Omegaverse ของ KNOT “ฟีโรโมน” ไม่ใช่เพียงกลิ่น หากเปรียบเสมือนภาษาที่มองไม่เห็นของสัญชาตญาณ ความรู้สึก ความปรารถนา และแรงดึงดูดที่เชื่อมโยงตัวละครเข้าหากัน การนำฟีโรโมนออกมาตีความเป็นน้ำหอมจึงเป็นมากกว่าการสร้าง Merchandise จากซีรีส์ แต่คือการนำส่วนหนึ่งของโลกในเรื่องราวออกมาสู่โลกจริง

MORA x KNOT PHEROMONE COLLECTION ถ่ายทอดตัวตนของตัวละครผ่าน 6 กลิ่น 6 คาแรกเตอร์ ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งความสุขุม ลุ่มลึก อ่อนโยน สดชื่น น่าค้นหา และโรแมนติก เพื่อให้แต่ละกลิ่นทำหน้าที่เสมือนอีกหนึ่งมิติของตัวละครที่แฟน ๆ เคยทำความรู้จักผ่านหน้าจอ

เริ่มจาก MIDNIGHT DISTILLERY กลิ่นที่สะท้อนบรรยากาศของค่ำคืนอันสุขุม ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยเสน่ห์ ผ่าน Lavender และ Geranium ก่อนเข้าสู่ความอบอุ่นของ Mahogany และ Teak และทิ้งความเข้มของ Smoky Amber และ Tonka Bean ไว้บนผิว

ต่อด้วย NOCTURNE EN FLEUR ที่ผสมผสานความสดชื่นของ Citrus และ Neroli เข้ากับความอ่อนโยนของ White Floral และ Pink Rose ก่อนโอบล้อมด้วย Musk, Woody Notes และ Vanilla ให้ความรู้สึกนุ่มนวล แต่ยังคงมีแรงดึงดูดซ่อนอยู่

QUIET HEART ถ่ายทอดเสน่ห์ของความนิ่งที่มีความรู้สึกซ่อนอยู่ภายใน ผ่าน Jasmine และ Saffron เชื่อมเข้าสู่ Amberwood, Ambergris และ Hedione ก่อนปิดท้ายด้วยกลิ่นที่มีมิติจาก Cedarwood, Ambroxan, Fir Resin และ Oakmoss          

ในขณะที่ SILENCE ZONE นำเสนออีกด้านของความสงบ สุขุม และน่าค้นหา ด้วยความสดของ Violet Leaf, Bergamot และ Basil เสริมด้วย Pink Pepper และ Nutmeg ก่อนลงบนฐานของ Vetiver และ Patchouli

สำหรับ LUMINOUS SHOWER คือความสดใสและโปร่งเบาราวกับละอองน้ำ ผ่าน Sicilian Lemon และกลิ่นผลไม้ ผสาน Floral และ Ozone ก่อนจบอย่างนุ่มนวลด้วย Musk และ Amber

ปิดท้ายด้วย BARE PETALS กลิ่นที่ถ่ายทอดความโรแมนติกและความอ่อนโยนผ่าน Pear และ Fruity Notes ก่อนเผยหัวใจของ Floral และ Jasmine และทิ้งสัมผัสละมุนจาก Patchouli, Woody Notes, Musk และ Powdery Notes

ความพิเศษของ PHEROMONE COLLECTION จึงไม่ได้อยู่เพียงการนำชื่อหรือภาพของตัวละครมาใช้บนผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการหยิบ “ตัวตน” ของแต่ละคาแรกเตอร์มาถอดรหัสผ่านศาสตร์ของกลิ่น ตั้งแต่บุคลิก อารมณ์ ไปจนถึงบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่แฟนซีรีส์คุ้นเคย

ขณะเดียวกัน “กลิ่น” ยังเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่เชื่อมโยงกับความทรงจำและความรู้สึกได้อย่างทรงพลัง เพียงกลิ่นหนึ่งกลิ่นอาจพาผู้สัมผัสย้อนกลับไปนึกถึงตัวละคร ฉากหนึ่งในเรื่อง หรือช่วงเวลาบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการรับชมซีรีส์ได้อีกครั้ง

นั่นทำให้ Official Merchandise ครั้งนี้ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นของสะสม เพราะน้ำหอมสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่แฟนเลือกสวมใส่ และเป็นอีกหนึ่งวิธีในการพาโลกของ KNOT ออกจากหน้าจอมาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น

สำหรับแฟนซีรีส์ที่อยู่ในประเทศไทยและแฟนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก คอลเลกชันนี้ยังสะท้อนอีกหนึ่งความหมายของคำว่า “การเชื่อมโยง” เพราะแม้แต่ละคนจะอยู่ต่างประเทศ ต่างภาษา หรือห่างกันคนละทวีป แต่เมื่อได้สัมผัสกลิ่นเดียวกัน ทุกคนสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวละคร ความทรงจำ และจักรวาลเดียวกันของ KNOT ได้ในแบบของตัวเอง

MORA x KNOT PHEROMONE COLLECTION จึงไม่ใช่เพียงน้ำหอมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ แต่คือการขยายประสบการณ์ของ KNOT จาก “สิ่งที่มองเห็น” ไปสู่ “สิ่งที่สัมผัสได้” และเปลี่ยนแนวคิดเรื่องฟีโรโมนที่เคยมีอยู่ในโลก Omegaverse ให้กลายเป็นกลิ่นที่มีตัวตนอยู่จริง

จากคาแรกเตอร์บนหน้าจอ สู่กลิ่นที่สามารถอยู่ใกล้คุณได้ในทุกวัน และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก กลิ่นเดียวกัน อาจพาทุกคนกลับเข้าสู่โลกเดียวกันของ KNOT ได้อีกครั้ง

#KNOTseries #BoatYongyut #OatPasakorn #BoatOat #MFlowEntertainment

ฟอร์จูนทาวน์ จัดมหาเทศกาลแห่งศรัทธาฉลอง ‘คเณศจตุรถี’ ปีที่ 5

4 กันยายน 2569 เวลา 14:38 น.

ฟอร์จูนทาวน์ (Fortune Town) ศูนย์รวมไอทีและไลฟ์สไตล์ครบวงจรย่านรัชดา–พระราม 9 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ชวนชาวมูเตลูและผู้เลื่อมใสร่วมมหาเทศกาลแห่งศรัทธา สัมผัสความเป็นสิริมงคล ความเชื่อ และงานศิลปะอันทรงคุณค่า ในงาน “Ganesh Chaturthi 2569” มหาเทศกาลรับความปังต้อนรับวันคเณศจตุรถี ระหว่างวันที่ 9 – 18 กันยายน 2569 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ณ ฟอร์จูนทาวน์  รัชดา-พระราม 9

มหาเทศกาลบูชาพระพิฆเนศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี ถือเป็นวันคล้ายวันประสูติขององค์พระพิฆเนศ เทพแห่งความสำเร็จ สติปัญญา และการขจัดอุปสรรคทั้งปวง  ชาวฮินดูและผู้ศรัทธาเชื่อว่า ในช่วงเวลาของเทศกาลนี้ องค์พระพิฆเนศจะเสด็จลงมาจากเทวโลกเพื่อประทับอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด การขอพรและประกอบพิธีกรรมในช่วงนี้จึงถือว่าศักดิ์สิทธิ์และได้รับพรอย่างเต็มเปี่ยม

พิธีเฉลิมฉลองคเณศจตุรถีตามตระกูลพราหมณ์โบราณ (17 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานฟอร์จูนสตรีท) : ร่วมเปิดรับพลังบุญและบารมีในพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบพิธีโดยพราหมณ์ส่งตรงจากประเทศอินเดีย พร้อมร่วมพิธีสรงน้ำปัญจอมฤต และตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงสุดพิเศษตระการตาในบรรยากาศแห่งความศรัทธา

นิทรรศการประติมากรรมพระพิฆเนศ (9 – 18 กันยายน 2569 ณ Fortune Event Space ชั้น 4)  ตื่นตาไปกับความงดงามของงานพุทธศิลป์ ผ่านผลงานประติมากรรมองค์พระพิฆเนศหลากหลายปางอันทรงคุณค่า ที่ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธาผ่านมุมมองทางศิลปะได้อย่างพิถีพิถัน

โปรโมชันพิเศษ “ช้อปครบปั๊บ รับมงคล องค์คเณศฟรี” (1 – 30 กันยายน 2569) ช้อปเพลินรับโชคตลอดทั้งเดือน เพียงสะสมยอดช้อปภายในศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ครบ 4,000 บาทขึ้นไป รับฟรีทันที! องค์พระพิฆเนศ ปางประทานพร (ขนาด 2 × 2.5 × 1.5 นิ้ว มูลค่า 899 บาท) เพื่อนำไปบูชาเสริมสิริมงคล (สินค้ามีจำนวนจำกัด รับสิทธิ์ได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 1)

ครบจบในที่เดียว ขอเชิญชวนผู้ศรัทธาร่วมงาน “Ganesh Chaturthi 2569” ระหว่างวันที่ 9 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีพระราม 9 ทางออก 1

ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ http://www.fortunetown.co.th  FB : fortunetown  / IG : fortunetown

Youtube : fortunetown / Line : FortuneTown หรือ https://lin.ee/tNWLAG / Application : Fortune Town