พช. ชวนสัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี

7 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานใหญ่“สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” จะรวบรวมเสน่ห์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์เด่นจากชุมชนทั่วประเทศมาไว้ในงานเดียว พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเปิดประสบการณ์ “ช้อป ชิม เที่ยว” ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร

7 กันยายน 2569 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์การจัดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” เพื่อสื่อสารแนวทางและความพร้อมในการ จัดงาน พร้อมนำเสนอความน่าสนใจของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เตรียมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัส ระหว่างวันที่16–18 กันยายน 2569 เวลา 11.00–22.00 น.   ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา (The Street Ratchada) กรุงเทพมหานคร

นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยให้คนในชุมชนได้รับประโยชน์ สนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ดังนั้น การแถลงข่าวครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมในการนำศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจากทั่วประเทศออกมาสู่สายตาประชาชน ผ่านการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และผลิตภัณฑ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดความสนใจเดินทางเข้าไปสัมผัสชุมชนจริง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดพื้นที่ ทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนได้พบผู้บริโภคและภาคธุรกิจโดยตรง สร้างโอกาสในการต่อยอดสินค้า บริการ และการท่องเที่ยว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชน

สำหรับงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” เตรียมรวบรวมผู้ประกอบการ OTOP และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีกว่า 130 ราย จากทั่วประเทศ นำผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทมาให้เลือกซื้อ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ เครื่องแต่งกาย ของตกแต่ง และผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมจำลองบรรยากาศและเสน่ห์ของชุมชนท่องเที่ยวให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัส รวมถึงกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างช่องทางและโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ

ภายในงานยังเตรียมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสภูมิปัญญาชุมชนอย่างใกล้ชิด อาทิWorkshop ภูมิปัญญาไทย วันละ 2 รอบ เวลา 13.00 น. และ 15.00 น. กิจกรรมจากนักขายออนไลน์และ    การ Live สด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ตลอดจน Special Show Mini Concert ชมฟรี เวลา 19.00–20.00 น. โดยวันที่ 16 กันยายน พบกับไรอัล กาจบัณฑิต วันที่ 17 กันยายน พบกับโอบ นิธิ และวันที่ 18 กันยายน พบกับNew Country

นายไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของการจัดงานไม่ได้อยู่เพียงการนำสินค้าชุมชนมาจำหน่าย           แต่ต้องการทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จัก “คนและเรื่องราว” ที่อยู่เบื้องหลังสินค้าแต่ละชิ้น ได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และเปลี่ยนความประทับใจจากการมาเที่ยวงานให้กลายเป็นแรงจูงใจในการเดินทางไปเยือนชุมชน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ยิ่งช้อป ยิ่งมีสิทธิ์ลุ้น” ของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท เพียง Check- in ภายในงาน รับสิทธิ์คูปองช้อปฟรี 100 บาท จำนวนวันละ 50 ท่าน และเมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบ 300 บาท   รับคูปองชิงโชคลุ้นรางวัลมูลค่า 1,000 บาท วันละ 20 รางวัล พร้อมปิดท้ายวันสุดท้ายด้วยการจับรางวัลใหญ่ทองคำรวมมูลค่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ พิธีเปิดงานกำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่16 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น.ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา โดยมีนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี

กรมการพัฒนาชุมชนจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมเปิดประสบการณ์กิน ช้อป เที่ยว และสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชนไทยพร้อมร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการชุมชนจากทั่วประเทศ ในงาน“สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 เวลา 11.00–22.00 น. ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา (The Street Ratchada) กรุงเทพมหานคร

ยูนิเซฟจับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

7 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Days of Clean Air and Blue Skies) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว BEAT TO BREATHE (บีท ทู บรีธ)” แคมเปญที่หยิบเอาพลังของเพลงแรป ชวนเด็ก เยาวชน และสังคมลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาดให้กับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีต่อเด็ก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

หัวใจของแคมเปญคือเพลง “ปอดเทส” (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งหยิบ “ลมหายใจ” มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลงเพื่อเล่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบชีวิตและสุขภาพของทุกคน โดยเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”

สำหรับ TangBadVoice ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น เขากล่าวว่า  “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”

ฟังเพลงปอดเทส  https://youtu.be/0QfCGZGfDWQ

แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็ก ๆ และทุกคนมาร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ลองแรปเพลง “ปอดเทส” และทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว

ในประเทศไทย ยูนิเซฟระบุว่า เด็กประมาณ 11 ล้านคน กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ในขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยได้คร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564  ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5

เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งยังอาจได้รับมลพิษมากกว่า เพราะหายใจรับอากาศในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก และยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อย ๆ จากอาการไอในวันนี้ สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”

นางเลโอนาร์ดี กล่าวเสริมว่า ในขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในระดับนโยบาย

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยชี้ว่าการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของไทย พร้อมเสนอให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ

และเพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยูนิเซฟและเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาให้ครูและเด็กๆ สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะนำไปใช้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับเสนอโดยพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียง 414 ต่อ 2 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป

กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจาง ๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะมันกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดร่างกฎหมายที่เป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ การร่วมกันผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้แก่คนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในหมู่ผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย”

ตพส.ไทย – CBS จุฬาฯ ผนึกกำลังจัดหลักสูตร W-LEAD สร้างแบรนด์ให้ผู้นำ…ไปสู่สากลอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส. ไทย) ร่วมกับ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม ศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดหลักสูตรการบริหารการเปลี่ยนแปลงสู่สากล รุ่นที่ 1 – W-LEAD Global Leadership Transformation Program ภายใต้แนวคิด “ผู้นำ…สู่ผู้นำที่มีแบรนด์ระดับโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” ผนึกกำลังผู้บริหาร สร้างผู้นำแห่งอนาคต ด้วยหลักสูตร W-LEAD ขับเคลื่อนโดยคณะผู้บริหารภาควิชาการและภาคสังคม พร้อมมอบวุฒิบัตรและปิดการอบรม ที่คณะพาณิชย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

การอบรมของโครงการ เต็มไปด้วยผู้บริหารศักยภาพสูงทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านสังคม อาทิ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทยและประธานโครงการ W-LEAD ดร. ถวิลวดี บุรีกุล ประธานหลักสูตร W-LEAD ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ ประธานดำเนินงานหลักสูตร W-LEAD พร้อมด้วยผู้บริหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ดนุพล หุ่นโสภณ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของ W-LEAD ที่ต้องการเชื่อมโยง องค์ความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์จากโลกแห่งการบริหาร และเครือข่ายผู้นำจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ เรียนรู้กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ อาทิเช่น ดร. วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ดร. ปณิธาน วัฒนายากร คุณเกียรติ สิทธีอมร ดร. วิลาวรรณ มังคละธนะกุล คุณเพชรพริ้ง สารสิน คุณเกษมสันต์ วีระกุล ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล

ศาตราจารญ์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร และ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมฯและประธานโครงการ W-LEAD กล่าวว่า “จุดเด่นและความสำคัญของหลักสูตร W-LEAD คือการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จาก คณาจารย์ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคสังคม ซึ่งได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จริงมาถ่ายทอดผ่านการบรรยาย การแลกเปลี่ยนมุมมอง กรณีศึกษา และการฝึกปฏิบัติ การเรียนรู้ดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำแนวคิดและเครื่องมือต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรและการทำงานได้จริง”
และเพื่อเป็นการเสริมศักยภาพผู้นำอย่างรอบด้าน ในเนื้อหาของ หลักสูตร W-LEAD ยังได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมองค์ความรู้สำคัญสำหรับผู้นำในโลกยุคใหม่ ผ่าน 5 Modules ได้แก่ ผู้นำสร้างพลัง แบรนด์ เพื่อสร้างตัวตนและภาพลักษณ์ของผู้นำที่มีคุณค่าและได้รับการยอมรับ, การตลาดและนวัตกรรม เพื่อเสริมมุมมองด้านการแข่งขัน การสร้างคุณค่า และการปรับองค์กร ให้พร้อมต่อโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง, ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานและสร้างความร่วมมือในบริบทสากล, การบริหารปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้นำเข้าใจศักยภาพของ AI ที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร และ การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทักษะสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และนำผู้คนไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ ประธานดำเนินงานหลัก

นอกจากองค์ความรู้ใน 5 Modules แล้ว หลักสูตร`W-LEAD ยังจัด 6 Workshops เพื่อพัฒนาทักษะของผู้เข้าอบรมอย่างเข้มข้น อาทิเช่น การพัฒนากรอบความคิดและบุคลิกภาพ การสร้างภาพลักษณ์ผู้นำด้วยศาสตร์แห่งสี การคิดเป็นภาพและคิดเป็นกลยุทธ์ด้วย Mind Map การปลดล็อกพลัง AI ด้วยการตั้ง Prompt อย่างมืออาชีพ การพูดในที่สาธารณะอย่างทรงพลัง และ การเขียนโครงการอย่างมืออาชีพด้วยกรอบ GRB — Gender Responsive Budgeting รูปแบบการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้เพียง “รู้” แต่สามารถ คิด วิเคราะห์ สื่อสาร และลงมือปฏิบัติ ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากห้องเรียนสู่เครือข่ายผู้นำ

ดร.สร้อยเพร เรศานนท์ และ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

วันสุดท้ายของการอบรม ฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อ `Human `Insight and Brand Leadership ผู้นำกับการสร้างแบรนด์และความเข้าใจมนุษย์ โดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร จากนั้นผู้เข้าอบรมต่างนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และมุมมองจากแต่ละสาขามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน หลักสูตรยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ การทำกิจกรรมร่วมกัน และการสร้างเครือข่าย เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถต่อยอดความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือทางวิชาชีพ ธุรกิจ และการทำประโยชน์เพื่อสังคมในอนาคต ก่อนจะรับมอบวุฒิบัตรจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี ฯ และกล่าวปิดการอบรมครั้งนี้ โดยนายกสมาคมฯ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

ตพส.ไทย + CBS จุฬา

W-LEAD ไม่ได้มุ่งหมายเพียงสร้างผู้บริหารที่มีความรู้ แต่ต้องการสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจโลก เข้าใจคน ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลกสากล ผู้นำที่ดีไม่ใช่เพียงผู้ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงแต่คือผู้ที่สามารถนำผู้คนให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน และนี่คือหัวใจของ W-LEAD Global Leadership Transformation Program สร้างผู้นำที่มีแบรนด์ระดับโลกเชื่อมพลังความรู้ สร้างพลังเครือข่าย และนำการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ คว้ารางวัล Travellers’ Choice 2026 จาก Tripadvisor

7 กันยายน 2569 เวลา 13:47 น.

ตอกย้ำความสำเร็จต่อเนื่องในระดับสากล เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เครือโรงแรมระดับพรีเมียมของประเทศไทยคว้ารางวัล Travellers’ Choice จาก Tripadvisor Travellers’ Choice Awards 2026 เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก การันตีมาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศผ่านเสียงสะท้อนและการรีวิวจากประสบการณ์ตรงของผู้เข้าพักจริงตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์โรงแรมไทยบนเวทีท่องเที่ยวระดับโลก เนื่องจากรางวัล Travellers’ Choice Awards ตัดสินผ่านคะแนนรีวิวจากผู้เข้าพักจริง ซึ่งให้ความสำคัญทั้งด้านมาตรฐานห้องพัก การบริการ อาหาร และประสบการณ์ภาพรวมตลอดการเข้าพัก

ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์

ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “การที่โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ทั้ง 10 แห่ง ได้รับความไว้วางใจผ่านคะแนนรีวิวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Tripadvisor ในปี 2026 นี้ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของพวกเราทุกคน รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขรีวิว แต่เป็นความไว้วางใจที่นักเดินทางมอบให้กับเรา แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการท่องเที่ยว เราเชื่อมั่นว่าหัวใจสำคัญของการบริการที่อบอุ่นแบบไทยและการไม่หยุดพัฒนาคุณภาพ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสร้างความประทับใจระหว่างการเข้าพักได้อย่างยั่งยืน เราจะมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการบริการในทุกมิติ เพื่อผลักดันให้คะแนนความพึงพอใจดียิ่งขึ้นไป ควบคู่กับการขยับขยายขีดความสามารถให้โรงแรมอื่น ๆ ในเครือได้รับความไว้วางใจเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปีต่อจากนี้ รางวัลนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เราเดินหน้ายกระดับมาตรฐานธุรกิจโรงแรมของคนไทย เพื่อต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่อไป”

สำหรับ 10 โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ที่ได้รับรางวัลประจำปี 2026 นี้ครอบคลุมจุดหมายปลายทางยอดนิยมทั่วประเทศไทย ได้แก่ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต (Cape Panwa Hotel, Phuket) โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน (Cape Nidhra Hotel, Hua Hin) โรงแรมเคปกูดู เกาะยาวน้อย (Cape Kudu Hotel, Koh Yao Noi) โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่ (Kantary Hills Hotel, Chiang Mai) โรงแรมแคนทารี เบย์ ภูเก็ต (Kantary Bay Hotel, Phuket) โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก (Kantary Beach Hotel, Khao Lak) โรงแรมแคนทารี อยุธยา (Kantary Hotel, Ayutthaya) โรงแรมคามิโอ แกรนด์ ระยอง (Kameo Grand Hotel, Rayong) โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา (Classic Kameo Hotel, Ayutthaya) โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง (Somewhere Hotel, Koh Sichang)

Travellers’Choice2026Tripadvisorเคปแอนด์แคนทารีโฮเทลส์

ดีวาน่า จับมือ China Airlines เชื่อมโลกการเดินทางเข้ากับประสบการณ์ Thai Wellness

7 กันยายน 2569 เวลา 13:44 น.

divana (ดีวาน่า) แบรนด์ลักชัวรีเวลเนสและผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับ China Airlines สายการบินชั้นนำจากไต้หวัน จัดงน Fly Me To The Moon เปิดตัวแนวคิด Luxury Wellness Journey” เชื่อมโลกของการเดินทางของประเทศไทยกับไต้หวัน รวมถึงจุดหมายปลายทางสำคัญต่างๆ ทั่วเอเชียและทั่วโลก เข้ากับประสบการณ์ Thai Wellness ผ่านผลิตภัณฑ์ การพักผ่อน สปา สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมร่วมกัน เพื่อขยายความหมายของการเดินทางจาก การไปถึงจุดหมาย” สู่การเดินทางที่ให้ความสำคัญกับการพัก ฟื้นฟู และดูแลคุณภาพชีวิตตลอด Journey ตั้งแต่ กันยายน 2569 – 31 มีนาคม 2570  

พฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่กำลังเปลี่ยนไป การท่องเที่ยวไม่ได้มีความหมายเพียงการเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่ผู้คนกำลังมองหาประสบการณ์ที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ การพักผ่อน และคุณภาพชีวิต จากแนวคิดดังกล่าว divana และ China Airlines จึงนำจุดแข็งของสองอุตสาหกรรมมาผสานกัน –ศักยภาพด้านการเดินทางและเครือข่ายนักเดินทางระดับนานาชาติของ China Airlines กับองค์ความรู้และประสบการณ์ด้าน Thai Wellness ของ divana เพื่อสร้าง Customer Journey รูปแบบใหม่ที่ทำให้ Wellness สามารถเดินทางไปพร้อมกับผู้โดยสาร

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแคมเปญส่งเสริมการตลาดระยะสั้น แต่เป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาแนวคิด “Wellness Travel Ecosystem” ที่เชื่อม Travel – Wellness – Lifestyle เข้าไว้ใน Journey เดียวกัน พร้อมสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness สำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก

ภายใต้ Luxury Wellness Journey ลูกค้าของ China Airlines จะสามารถสัมผัสประสบการณ์จาก divana ผ่านหลากหลาย Touchpoints โดย China Airlines จะนำผลิตภัณฑ์จาก divana มอบให้แก่ลูกค้ากลุ่ม VIP เพื่อสร้างการรับรู้และสัมผัส Thai Wellness ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ขณะที่ผู้โดยสารและสมาชิกที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการของ divana รวมถึงบริการสปา พร้อมส่วนลดสูงสุด 20% ตามเงื่อนไขของโครงการ ในอีกด้านหนึ่ง สมาชิกของ divana จะได้รับโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก China Airlines ตามเงื่อนไขของโครงการ ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้เกิดเป็น Reciprocal Relationship ที่สร้างคุณค่าให้กับฐานลูกค้าของทั้งสองแบรนด์

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมด้าน Content และ Experience Engagement ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การเดินทาง การพักผ่อน และการดูแลตัวเอง เพื่อส่งต่อเรื่องราวของ Wellness Journey ไปสู่ผู้คนในวงกว้าง

นายพัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร divana กล่าวว่า “สำหรับ divana เรามองว่า Wellness ไม่ควรเป็นเพียงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเมื่อคนเดินเข้าไปในสปา แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการเดินทางของผู้คนได้ ความร่วมมือกับ China Airlines จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งจากสองอุตสาหกรรมมาสร้าง Customer Journey รูปแบบใหม่ ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ไปจนถึงการพัก ฟื้นฟู และดูแลตัวเองเมื่อถึงจุดหมาย สิ่งที่เราต้องการสร้างในระยะยาวไม่ใช่เพียงสิทธิพิเศษระหว่างสองแบรนด์ แต่เป็นต้นแบบของ Wellness Travel Ecosystem ที่เชื่อมการเดินทางเข้ากับ Well-being และช่วยนำเสนอประเทศไทยในอีกมิติหนึ่ง ในฐานะจุดหมายที่ผู้คนสามารถเดินทางมาแล้วรู้สึกดีขึ้นทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิต”

นายธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด divana กล่าวว่า “หัวใจของ Collaboration ครั้งนี้คือการเปลี่ยนจาก Brand Partnership ไปสู่ Experience Partnership ลูกค้าจึงไม่ได้รับเพียงสิทธิพิเศษ แต่ได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องผ่านหลาย Touchpoints ตั้งแต่การรับรู้แบรนด์ก่อนเดินทาง การเดินทาง การมาถึงประเทศไทย ไปจนถึงการพักผ่อนและนำช่วงเวลาแห่ง Well-being กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราต้องการให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นตัวเล่าเรื่องของแบรนด์ โดยใช้ทั้ง Physical Experience, Social Media และ Content Engagement เชื่อมประสบการณ์จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Experience Marketing ในปัจจุบัน”

ด้าน Mr. Kenny Lu, Vice President South East Asia, China Airlines กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการเดินทางในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเดินทางจากจุดหมายหนึ่งไปยังอีกจุดหมายหนึ่งเท่านั้น แต่ผู้โดยสารให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ตลอดการเดินทางมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับ divana จึงเป็นโอกาสในการผสานประสบการณ์ด้าน Wellness เข้ากับเส้นทางการเดินทาง และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและน่าประทับใจให้แก่ลูกค้าและสมาชิกของเรา

“China Airlines มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับไต้หวัน รวมถึงจุดหมายปลายทางสำคัญต่างๆ ทั่วเอเชียและทั่วโลก ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเชื่อมโยงนักเดินทางให้ได้สัมผัสประเทศไทยในมิติใหม่ผ่านประสบการณ์ Thai Wellness และ Thai Lifestyle เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือระหว่าง China Airlines และ divana จะสามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้แก่ผู้เดินทาง และนำไปสู่โอกาสในการร่วมมือกันในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์”

ตลอดระยะเวลาของโครงการ divana และ China Airlines จะทยอยพัฒนา Touchpoints และกิจกรรมต่างๆ เพื่อเชื่อมประสบการณ์ของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ Wellness สำหรับกลุ่มลูกค้า VIP สิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารและสมาชิก ประสบการณ์ Spa & Wellness ตลอดจนกิจกรรม Content และ Customer Engagement ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของการท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนจาก “Where we travel” ไปสู่ “How travel makes us feel” — เมื่อคุณค่าของการเดินทางไม่ได้วัดเพียงจากสถานที่ที่ได้ไป แต่รวมถึงความรู้สึก สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากการเดินทาง

สำหรับ divana และ China Airlines นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Luxury Wellness Journey — From Travel to Well-being และอีกก้าวของการนำ Thai Wellness เดินทางออกไปพบกับผู้คนในระดับนานาชาติ

ChinaAirlinesดีวาน่า

เฟ้นหาสุดยอด ‘ผ้า-งานหัตถกรรมลายพระราชทาน’ ภาคอีสานสู่รอบ Quarter Final

7 กันยายน 2569 เวลา 13:42 น.

มหาดไทย ลงพื้นที่อุดรธานี จัดประกวดสุดยอดผลงานผ้า-งานหัตถกรรม ลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 6,100 ชิ้น เพื่อเข้าสู่รอบ Quarter Final ต่อไป

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการจังหวัด นายอำเภอ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ที่ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี

โอกาสนี้ นายสยาม ศิริมงคล นำผู้ร่วมพิธี ถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา แล้วกล่าวเปิดการประกวด พร้อมร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกผลงานหัตถกรรม รวมถึงผลงานผ้าที่เข้ารอบระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อคัดเลือกเข้าสู่รอบตัดสินระดับภาค (Quarter Final) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. 69 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ต่อไป

นายสยาม ศิริมงคล เผยว่า การจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานีในวันนี้ ถือเป็นจุดดำเนินการใหญ่ เพราะมีสถิติจำนวนผ้าลายพระราชทานที่เข้าประกวดตั้งแต่การประกวดปีแรกถึงปีปัจจุบัน “ภาคอีสานเป็นภาคที่มีการส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุด” เพราะ “คนอีสานมีภูมิปัญญาด้านหัตถศิลป์หัตถกรรมมาก และมีคนที่อยู่ในแวดวงสังคม และอยู่ในหมู่บ้าน/ท้องถิ่นต่างๆ ผู้ทำงานหัตถศิลป์หัตถกรรมจำนวนมาก” โดยเฉพาะในปีนี้ทั้งประเทศมีผู้ส่งผลงาน 10,948 ชิ้นงาน ในจำนวนนี้เป็นผลงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,144 ชิ้นงาน คิดเป็นร้อยละ 56 ของผลงานทั้งหมด

“ปี 2569 นี้ถือเป็น ‘ปีทองของผู้ที่อยู่ในแวดวงผ้าและงานหัตถกรรม’ ดังปรากฏผ่านสื่อสารมวลชนทั้งในประเทศและทั่วโลกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัว “ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย ในศึก Asian Games 2026” ซึ่งเป็นผลงานจากพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งใช้ผ้าย้อมครามจากสกลนคร  ‘กลุ่มดอนกอยโมเดล’ ความยาวร่วม 3,200 เมตร และเป็นชุดนักกีฬาที่เป็นชุดพิธีการแบบเดียวในโลกที่เป็น ‘ผ้าทอมือ 100%’ จึงต้องขอขอบคุณท่านรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และท่านองอาจ ซองทุมมินทร์ พัฒนาการจังหวัดสกลนคร พร้อมทีมงาน ที่ได้ลงพื้นที่น้อมนำพระดำริติดตามการย้อมผ้า การถักทอ ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งปรากฏผลประจักษ์ดังชุดพิธีการฯ ดังกล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ในช่วง 6-7 ปีที่พระองค์ได้พระราชทานพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เป็นเส้นทางที่นำผ้าไทยได้ออกสู่สายตาของสากลอย่างแท้จริง ทั้งผ่านการประกวด การนำเสนอแบรนด์ระดับสากล และผ้าไทยสามารถสอดแทรกไปได้ในทุก Events สำคัญของโลกใบนี้  อาทิ นิทรรศการราชพัสตราสู่สากล (La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity) กลางกรุงปารีส, นิทรรศการ Colors of Buriram ในงาน Moto GP การนำเสนอชุดผ้าไทยกลางกรุงปารีส จึงฝากให้พวกเราชาวมหาดไทยได้ทราบและตระหนักถึงทิศทางการส่งเสริม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ว่า สามารถไปสู่สายตาชาวโลกอย่างแท้จริง และเร็วๆ นี้ เราจะร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมน้อมนำพระดำริแผ่ขยายภูมิปัญญาผ้าไทยไปในทุกพื้นที่ต่อเนื่อง” นายสยาม กล่าว

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงรวบรวมภูมิปัญญาผ้าไทยผ่านลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ผ่านลายพระราชทานที่ให้พวกเราได้ประกวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาในเชิงคุณภาพ ทั้งลวดลาย สี เทคนิคการทอ ทั้งยก จก หมี่ ขิด พิมพ์ลายบาติก ซึ่งเราสามารถจำแนกเส้นทางผ้าไทยได้ว่า การรวบรวมภูมิปัญญาเป็น “ต้นน้ำ” การประกวดและการส่งเสริมให้เกิดการผลิต การดีไซน์ คือ “กลางน้ำ” และช่องทางในการนำเสนอสู่สายตาผู้บริโภคทั้งชาวไทย และนานาประเทศ คือ “ปลายน้ำ” สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังโอบล้อมไปด้วย “การสร้างให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ” สอดรับกับบริบทของโลก นั่นคือ Sustainable Fashion โดยทรงส่งเสริมแผ่ขยายไปสู่แวดวงคนรุ่นใหม่ ๆ และเป็นสากล ที่ทำให้เกิดการสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้มันโตขึ้นไปในอนาคต เพราะทิศทางการขับเคลื่อนผ้าไทยไม่ใช่แค่สวย แต่ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ เพราะผ้า 1 ผืน เส้นใยทุกชิ้นล้วนเกิดจากการผลิต การย้อม การทอ การตัดเย็บในพื้นที่ทั้งสิ้น แทบไม่มีส่วนใดเลยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักรจากต่างประเทศ

“ในห้วง 7 ปี นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับทุกหน่วยงาน ทุกภาคีเครือข่าย น้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการทอ การประกวด และพัฒนาผ้าตามพระดำริฯ ไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งเงินทุกบาทตกอยู่ในประเทศ ไม่มีรั่วไหลไปไหน “นี่คือประโยชน์ที่ประชาชนในทุกอำเภอทุกจังหวัดได้รับ” จึงขอฝากชาวมหาดไทยผู้เป็นฝ่ายปกครอง รวมถึงพัฒนากรทุกคน ได้ช่วยกันส่งเสริมขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน”

การประกวดผ้าลายพระราชทานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน ได้แก่ นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ปี 2564 คุณพจน์ หาญพล เลขาธิการสมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผ้าไทยและหัตถกรรม และที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คุณกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย อาจารย์ คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ ASAVA ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คุณนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและเจ้าของแบรนด์ THEATRE คุณธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT และนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส ผู้ก่อตั้ง กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์

กระทรวงมหาดไทยผ้า-งานหัตถกรรมลายพระราชทาน

อนันตรา และ จิม ทอมป์สัน เปิดตัว ‘Soul of Siam’ คอลเลกชันรีสอร์ทแวร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

7 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

อนันตรา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ (Anantara Hotels & Resorts) ร่วมกับ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เปิดตัว ‘Soul of Siam’ คอลเลกชันรีสอร์ทแวร์และไลฟ์สไตล์ไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครืออนันตราทั่วไทย   

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ทั้งสองแบรนด์ได้สั่งสมร่วมกันมาแล้วในหลายโรงแรมและรีสอร์ตในเครืออนันตรา ไม่ว่าจะเป็นห้อง จิม ทอมป์สัน เอ็กซ์พลอเรอร์ สวีท (Jim Thompson Explorer Suite) ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และวิลล่าที่ออกแบบเป็นพิเศษ ณ อนันตรา ไม้ขาว ภูเก็ต วิลล่าส์ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของจิม ทอมป์สัน ผ่านงานทอผ้าไหมอันเลื่องชื่อและลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกหัตถศิลป์ไทย คอลเลกชัน ‘Soul of Siam’ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ขยายความร่วมมือนี้จากงานออกแบบภายในสู่คอลเลกชันแฟชั่นและแอ็กเซสซอรีที่แขกผู้เข้าพักสามารถสวมใส่และเลือกซื้อกลับไปเป็นที่ระลึก          

คอลเลกชัน ‘Soul of Siam’ ประกอบด้วยไอเท็มทั้งหมด 9 รายการ ได้แก่ เสื้อคลุมคาฟทาน, ผ้าพันคอ, ผ้าเช็ดหน้าสำหรับสูท, กระเป๋าชายหาด, หมวกลายช้างสไตล์โอริกามิ พร้อมกระเป๋าใส่เครื่องสำอาง และซองใส่แล็ปท็อป ที่มีให้เลือกใน 2 ดีไซน์ ได้แก่ ลายพิมพ์ Soul of Siam ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน และโทนสีน้ำงเงินกรมท่าเข้มที่ถ่ายทอดความสง่างามแบบไทยในมุมมองที่เรียบโก้ร่วมสมัย ทุกชิ้นงานได้รับการตัดเย็บ ผลิต และตกแต่งด้วยอย่างประณีตด้วยเทคนิคและงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่จิม ทอมป์สัน พัฒนาและสืบสานมาอย่างยาวนานตลอดหลายทศวรรษ 

ในส่วนของลวดลายวาดมือซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอลเลกชัน ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมวัดไทย รูปผู้พิทักษ์ในตำนาน ทิวทัศน์ชนบท ตลอดจนพรรณไม้เขตร้อน สะท้อนเรื่องราวและมรดกทางวัฒนธรรมไทยอันเป็นรากฐานร่วมของทั้งสองแบรนด์ ขณะเดียวกัน โลโก้ Soul of Siam ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษยังสานต่อแนวคิดดังกล่าว โดยตัวอักษร “A” ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของสถาปัตยกรรมวัดไทย ก่อนนำมารังสรรค์ใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย

ภาพถ่ายและวิดีโอสำหรับแคมเปญนี้ถูกรังสรรค์ขึ้น ณ อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคู่รักคนดังของเมืองไทยอย่าง ซินดี้ สิรินยา บิชอพ และไบรอน บิชอพ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของคอลเลกชัน โดยชีวิตคู่ที่ร่วมเดินทางเคียงข้างกันมาอย่างยาวนานช่วยสะท้อนจิตวิญญาณของคอลเลกชันที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าเข้ากับมุมมองร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

คอลเลกชัน ‘Soul of Siam’ วางจำหน่ายแล้วผ่านป๊อปอัปสโตร์ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครืออนันตราทุกแห่งในประเทศไทย รวมถึงร้านจิม ทอมป์สัน และช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ โดยคอลเลกชันพิเศษนี้จะเปิดจำหน่ายในจำนวนจำกัดจนกว่าสินค้าจะหมด

SoulofSiamจิมทอมป์สันอนันตรา

จากพระราชปณิธาน สู่การสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้า นิทรรศการ ‘Future SUPPORT’ ครบรอบ 50 ปี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

7 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดนิทรรศการ “Future SUPPORT” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง โดยนิทรรศการจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่เรื่องราวการดำเนินงานตลอด 5 ทศวรรษ ในการสร้างอาชีพ อนุรักษ์ภูมิปัญญา และยกระดับงานหัตถกรรมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริมงานผ้าไทยและงานหัตถกรรมมาอย่างยาวนาน โดยทรงสนับสนุนให้ช่างฝีมือในท้องถิ่นมีอาชีพและรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์งานหัตถกรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาในแต่ละท้องถิ่น

พระราชปณิธานนี้ได้รับการสืบสานโดย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานหัตถศิลป์และผ้าทอ รวมถึงทรงสนับสนุนงานของศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อให้ราษฎรมีรายได้เสริมที่มั่นคง และช่วยอนุรักษ์ลวดลายผ้าพื้นถิ่นไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงนำพระปรีชาสามารถด้านแฟชั่นและการออกแบบมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรงส่งเสริมและพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง และเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

นิทรรศการ “Future SUPPORT” นำเสนอเรื่องราวของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จากจุดเริ่มต้นผ่านการจัดแสดงผ้าผืนแรก (จำลอง) และเส้นทางการดำเนินงานตลอด 5 ทศวรรษ สู่บทบาทในการสร้างอาชีพ อนุรักษ์ภูมิปัญญา พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชน พร้อมนำเสนอการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานศิลปาชีพให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยนำเทคโนโลยีร่วมสมัยมาผสมผสานกับการจัดแสดง เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของงานหัตถกรรมไทยและการก้าวต่อไปของงานศิลปาชีพสู่อนาคต

นอกจากนี้ ยังเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมและฟื้นฟูหัตถศิลป์ไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นิทรรศการ “Future SUPPORT” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป ตั้งแต่ 09.00-16.30 น. ณ ห้องจัดแสดง 5 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง

FutureSUPPORTมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

Sea (ประเทศไทย) ชวนคุยกับผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM แรงบันดาลใจจากโครงการ ‘Women Made: Girl in STEM 2026’

7 กันยายน 2569 เวลา 13:33 น.

การขาดต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กีดกันเด็กผู้หญิงจากเส้นทางอาชีพในแวดวง STEM (สะเต็ม) หรืออาชีพในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), insKru และ a-chieve สานต่อ โครงการ Women Made: Girl in STEM ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริงผ่าน “พี่ต้นแบบ” ในแวดวง STEM ถึง 21 อาชีพ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ร่วมโครงการ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

วิศวกรหญิงผู้ขับเคลื่อนความฝันสู่ห้วงอวกาศ

 มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์

แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในสาย STEM เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงปรากฏชัดในบางสาขา โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์  โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้หญิงในสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียง 16.8% หนึ่งในนั้นคือ  มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศจากความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก ก่อนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอวกาศที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มโครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS ซึ่งกลายเป็นประตูบานแรกสู่งานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

“เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบและถนัดอะไร เมื่อความชอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผนวกกับพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมดาวเทียมและวิศวกรรมอวกาศที่สถาบัน ISAE (Institut Supérieur de L’aéronautique et de L’espace) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีเวลาเพียง 5 เดือนในการเตรียมตัว ในการปรับตัวกับการเรียน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก”

หลังจบการศึกษา เธอกลับมาทำงานเป็น วิศวกรฝ่ายควบคุมดาวเทียม ดูแลการปฏิบัติการดาวเทียม THEOS ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก่อนก้าวสู่งานด้านนวัตกรรมอวกาศ ขณะเดียวกัน ความสนใจเรื่องอวกาศยังนำพาเธอเข้าสู่โครงการ AXE Apollo Space Academy ผ่านการแข่งขันรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Apollo” โดยเธอสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการบินของยานอวกาศ Apollo ได้อย่างถูกต้องทุกคำถาม จนได้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 23 คนจากทั่วโลกให้ได้รับตั๋วเดินทางสู่อวกาศ แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป

“แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้ขึ้นไปอวกาศจริง ๆ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะเราได้ทำเต็มที่ในทุกขั้นตอน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานสาย STEM คือเราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เราเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในวันข้างหน้า เราจึงต้องเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและการทำงานมากที่สุด”  

นักระบาดวิทยา นักสืบผู้สอบสวนหาต้นตอของโรค

นัจมี่ – ณฐวดี ศรีวรรณยศ 

เมื่อการค้นหาต้นตอของโรคชวนตื่นเต้นไม่ต่างจากการไขปริศนา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางอาชีพ “นักระบาดวิทยา” ของ นัจมี่ – ณฐวดี ศรีวรรณยศ  นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เธอมีความความสนใจด้านสุขภาพและงานสืบสวน จึงเลือกเรียนสาขาการส่งเสริมสุขภาพ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก่อนสอบเข้ารับราชการ และค้นพบว่างานสอบสวนโรคคือการผสานความรู้ด้านสุขภาพ การอ่านข้อมูล และทักษะการสืบสวนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

“ตอนเด็กๆ เราชอบดูการ์ตูนเรื่องยอดนักสืบจิ๋วโคนันและวรรณกรรมสืบสวนสอบสวนอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ประกอบกับความสนใจด้านสุขภาพ จึงเลือกเรียนสายนี้ เมื่อได้ทำงานจริง มีโอกาสได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาต้นตอของโรค ทำให้ค้นพบว่าเรามีแพสชันกับงานนี้ เพราะทั้งท้าทาย สนุกกว่าที่คิด มีเรื่องให้เรียนรู้เสมอ รวมถึงยังมีความอยากรู้และสงสัยในกระบวนการค้นหาความจริง จึงตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโทสาขานิติวิทยาศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

งานหลักของเธอคือการสอบสวนโรค ตั้งแต่ติดตามข้อมูลผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความเชื่อมโยงและประเมินสถานการณ์โรค ควบคู่กับงานวิชาการและการเผยแพร่ความรู้ด้านระบาดวิทยา โดยช่วงการระบาดของโควิด-19 คือบททดสอบที่ทำให้งานซึ่งเคยอยู่เบื้องหลังกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และการเติบโตในสายงานนี้ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเพศ แต่ต้องอาศัยความรู้ ความหลงใหลในงาน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะนักระบาดวิทยาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงค้นหาต้นตอของโรค แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสุขภาพระดับประเทศ

นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง สู่สายตาแฟนอีสปอร์ต

มิว – ฐิติรัตน์ สายบัว

ความชอบในการ์ตูน แอนิเมชัน และภาพยนตร์แฟนตาซี คือจุดเริ่มต้นที่พา มิว – ฐิติรัตน์ สายบัว เข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มิวเลือกเรียนสาขาวิชามีเดียอาตส์ (Media Arts) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และค้นพบว่างานสามมิติคือสิ่งที่หลงใหล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทักษะด้านการออกแบบและเทคโนโลยีดิจิทัล จนกลายเป็นทักษะหลักที่พาเธอมาถึงวันนี้

“ช่วงที่ยังเรียนอยู่เรามักทุ่มเวลาว่างไปกับการฝึกปั้นงาน 3D เมื่อเรียนจบก็เริ่มทำงานแรกในตำแหน่งนักออกแบบกราฟิก (Graphic Designer) โดยรับหน้าทีออกแบบกราฟิกประกอบรายการโทรทัศน์ทั้งงาน 2D และ 3D ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่เมื่อทำงานไประยะหนึ่งก็เริ่มอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทายและได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่ตัวเองชอบมากขึ้น จึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ กระทั่งได้ทำงานที่ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ”

แม้มีพื้นฐานด้านกราฟิก แต่การออกแบบสื่อเสมือนจริงสำหรับเกมต้องอาศัยมากกว่าทักษะการใช้โปรแกรมออกแบบทั่วไป เพราะเบื้องหลังโลก 3D ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเทคโนโลยี การคิดอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเกมและกลุ่มผู้เล่น เพื่อสร้างผลงานที่เติมเต็มประสบการณ์ของผู้เล่นได้จริง

“ในยุคที่อุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตเติบโตขึ้นมากและกลายเป็นความบันเทิงที่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น แม้เราจะเล่นเกมไม่เก่ง ก็ต้องทำความเข้าใจเกมและวิเคราะห์ว่าผู้เล่นต้องการอะไร เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้ตรงใจผู้เล่น เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง ‘โลกเสมือน’ ขึ้นมาอีกโลกหนึ่งที่ต้องใช้การผสมผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ความบันเทิงเต็มรูปแบบ”

ปัจจุบัน มิว–ฐิติรัตน์ คือผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบการแข่งขันอีสปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ของ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) อาทิ รายการ RoV Pro League ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตระดับประเทศที่มีผู้ชมแต่ละฤดูกาลนับสิบล้านคน

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Women Made: Girl in STEM กล่าวว่า  ช่วงมัธยมศึกษาเป็นช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ การเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นอาชีพที่หลากหลาย เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกการทำงานจริงและค้นพบศักยภาพของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นเส้นทางอนาคต

“กิจกรรม Human Library ภายใต้โครงการ ‘Women Made: Girl In STEM’ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองให้นักเรียนหญิงเห็นว่า STEM มีเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และเด็กผู้หญิงก็สามารถเติบโตและสร้างความสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ของโลก STEM ไม่ว่าจะเป็นอวกาศ สุขภาพ การเกษตร เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต การได้พบกับพี่ต้นแบบจากหลากหลายเส้นทางจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนเห็นว่าโลกของการทำงานว่ามีอาชีพอะไรอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเองและกล้าที่จะออกแบบเส้นทางอนาคตของตัวเอง” พุทธวรรณ กล่าว

ภาพสะท้อนจากความสำเร็จของรุ่นพี่ต้นแบบ คือเครื่องพิสูจน์ว่าโลก STEM กว้างกว่าที่คิดและไม่มีเส้นทางสู่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว  การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้เยาวชนได้เรียนรู้จากพี่ต้นแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงกับเด็กผู้หญิงได้ เป็นสิ่งสำคัญในการทลายกรอบความคิดทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ ช่วยให้เด็กผู้หญิงค้นพบศักยภาพของตนเองและก้าวเข้าสู่เส้นทางสาย STEM อย่างมั่นใจ

Sea(ประเทศไทย)WomenMade:GirlinSTEM2026

NEXTOPIA สยามพารากอน บทพิสูจน์พลัง Co-Creation สู่ต้นแบบความยั่งยืนบนเวทีโลก

7 กันยายน 2569 เวลา 13:31 น.

หลังเปิดตัวเมื่อปลายปี 2568 NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ณ สยามพารากอน กำลังแสดงให้เห็นว่า ความยั่งยืน” สามารถก้าวข้ามจากแนวคิดและนโยบาย ไปสู่การลงมือทำที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างไร

สยามพารากอน เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่บริหารโดยสยามพิวรรธน์ ได้พัฒนา NEXTOPIA
ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ด้าน Sustainability แต่เป็น World’s First Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle ที่นำพลังของธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมกันสร้างวิถีชีวิตแห่งอนาคต สะท้อนหัวใจของ “วิถีสยามพิวรรธน์” ในการทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เปิดให้ทุกคนเข้ามาเป็น Co-Creator และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี แนวคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งกิจกรรมขับเคลื่อนความคิด นวัตกรรม และคุณค่าทางสังคมกว่า 130 กิจกรรม การเชื่อมโยงกว่า 100 คอมมูนิตี้ ตลอดจนการส่งต่อองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนผ่าน NEXTOPIA TOUR สู่ผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมยังสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับจากมาตรฐานระดับโลก

NEXTOPIA จึงกำลังขยับจากแนวคิดเมืองแห่งอนาคต สู่ Living Prototype ที่มีทั้งผู้คน Community ข้อมูล และผลลัพธ์จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ และกลายเป็นหนึ่งใน Proof Point สำคัญของบทบาท Game Changer ของสยามพิวรรธน์ ในการสร้างต้นแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรีเทลผ่านพลังของ Co-Creation

จาก Community สู่ Learning Platform

โจทย์สำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือการเปลี่ยน Awareness ให้กลายเป็น Participation และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ตนเองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้

NEXTOPIA ทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมกว่า 130 กิจกรรม ตั้งแต่ Makers and Craft Communities, Animals and Biodiversity, Leisure and Entertainment ไปจนถึง Health and Wellness พร้อมเชื่อมโยงนับ 100 คอมมูนิตี้ ตั้งแต่องค์กรระดับโลก ภาครัฐ ภาคเอกชน โรงเรียน ไปจนถึงชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เรียนรู้ และร่วมลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง

จำนวนผู้เข้าใช้พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องยังสะท้อนว่า ความยั่งยืนสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ได้ เมื่อถูกออกแบบให้เข้าถึงง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่ตอบโจทย์ทั้งการมีชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดี

ในเวลาเดียวกัน NEXTOPIA ยังต่อยอดจาก Community Space สู่ Learning Platform ผ่าน NEXTOPIA TOUR เปิดโอกาสให้ผู้คนเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดและระบบด้านความยั่งยืนที่นำมาใช้จริง ตั้งแต่การจัดการพลังงาน น้ำ และขยะ ไปจนถึงนวัตกรรมและการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้ทั้งชาวไทยและต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ทำให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไม่หยุดอยู่เพียงภายในพื้นที่ แต่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ ชุมชน องค์กร และผู้สนใจ เพื่อนำไปประยุกต์และขยายผลต่อได้

Sustainability ที่พิสูจน์ด้วยตัวเลข

อีกด้านที่ทำให้ NEXTOPIA เป็นมากกว่า Sustainability Showcase คือการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จริง นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ NEXTOPIA สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้กว่า 281,410 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) เทียบเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 26,690 ต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569)

ในมิติการบริหารทรัพยากร NEXTOPIA สามารถลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20% (จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน) และใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2569 ลดการใช้น้ำได้ 35% (จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน)ขณะที่การจัดการขยะสามารถลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบได้ 100% หรือสามารถนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ได้กว่า 184,200 กิโลกรัม ผลลัพธ์เหล่านี้มีความหมายมากกว่าการเป็น Environmental Performance ของโครงการ เพราะข้อมูลที่เกิดขึ้นสามารถนำกลับมาใช้เรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาโมเดลต่อไป ซึ่งเป็นหัวใจของ Prototype ที่สามารถวัดผลและขยายผลได้ในอนาคต

จาก Prototype ของไทย สู่การรับรองในมาตรฐานระดับโลก

นอกจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ ความสำเร็จของ NEXTOPIA ยังได้รับการยืนยันจากมาตรฐานระดับนานาชาติ โดยคว้า 2 Global Certificates ได้แก่ การรับรอง EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced และ Fitwel ระดับ 2 ดาว รวมถึงรางวัล Best in Building Health Awards 2026 สุดยอดอาคารส่งเสริมสุขภาวะจาก Fitwel ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับโครงการค้าปลีกแบบ Multi-Tenants ที่รวบรวมร้านค้า แบรนด์ และประสบการณ์หลากหลายไว้ในพื้นที่เดียว

EDGE Advanced สะท้อนมาตรฐานด้านประสิทธิภาพของอาคารและการใช้ทรัพยากร ขณะที่ Fitwel ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้คน การได้รับการรับรองทั้งสองด้านจึงสะท้อนแนวคิด Sustainability ของ NEXTOPIA ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

ภายในเวลาเพียงครึ่งปี NEXTOPIA ยังได้รับการยอมรับจากอีกหลายเวที ทั้ง The Best of Bangkok Design Week 2026 จาก European Product Design Award (EPDA) และ FIABCI-THAI Prix D’Excellence Awards 2026 ประเภท Sustainable Development จากสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai) รวมถึง Saint Francis of Assisi Award 2026 ซึ่งสะท้อนการเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังได้รับการรับรอง GCNT Learning Center จากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม

Game Changer ที่สร้างพื้นที่ให้ทุกคนร่วมเปลี่ยนเกม

เมื่อมองผลลัพธ์ทั้งหมดร่วมกัน NEXTOPIA จึงไม่ได้พิสูจน์เพียงว่าสยามพิวรรธน์สามารถสร้างพื้นที่ Sustainability ณ สยามพารากอน จนได้รับมาตรฐานระดับโลก แต่ยังแสดงให้เห็นว่าโมเดล Co-Creation สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง นี่คือบทบาท Game Changer ในแบบของสยามพิวรรธน์ ที่ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้เปลี่ยนเกมเพียงลำพัง แต่คือการสร้าง Opportunity Platform ให้ผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และพันธมิตรสามารถเข้ามาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมส่งเสริมให้การใช้ชีวิตของผู้คนมีความหมายมากยิ่งขึ้น

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี NEXTOPIA จึงกำลังเปลี่ยนสถานะจากแนวคิดเมืองแห่งอนาคต สู่ Living Prototype ที่มีทั้งผู้คน Community ข้อมูล และผลลัพธ์จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมเปิดโอกาสให้องค์ความรู้และโมเดลที่เกิดขึ้นจากประเทศไทยสามารถพัฒนาและต่อยอดไปสู่การเป็นต้นแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกของโลกได้ในอนาคต

NEXTOPIA