อโกด้าเผย ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับหนึ่งในสามจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน

8 กันยายน 2569 เวลา 12:03 น.

อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลการจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักเดินทางเลือกกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด 10 อันดับในเอเชีย โดยอ้างอิงจากข้อมูลการจองที่พักในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2569 สำหรับปีนี้ กรุงเทพฯ ยังคงอยู่ใน 3 อันดับแรกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามหลังเพียงโตเกียวที่ครองอันดับหนึ่ง ส่วนบาหลีติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยโซลและโอซาก้าในอันดับ 4 และ 5 ปิดท้าย 10 อันดับด้วยดานัง กัวลาลัมเปอร์ ฟุกุโอกะ ไทเป และยะโฮร์บาห์รู

สำหรับประเทศไทย กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ยังคงครองห้าอันดับแรกของเมืองที่มีนักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยทั้ง 5 เมืองยังคงรักษาอันดับเดิมไว้ได้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แต่ละเมืองต่างมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันและตอบโจทย์นักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ โดยกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาค ภูเก็ตเหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระยะยาวพร้อมทำงานไปด้วย พัทยาตอบโจทย์การพักผ่อนแบบครอบครัว เชียงใหม่เหมาะกับการเดินทางแบบไม่เร่งรีบและนักเดินทางที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขณะที่หาดใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการเดินทางระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะนักเดินทางจากมาเลเซียและสิงคโปร์

ญี่ปุ่นและเวียดนามยังโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีนักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยนอกจากโตเกียวแล้ว ผลการจัดอันดับยังสะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ อย่างเช่นฟุกุโอกะที่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเมืองรองในญี่ปุ่น ฟุกุโอกะ หรือที่รู้จักในชื่อท้องถิ่นว่าฮากาตะ มีเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นราเมนทงคตสึอันเลื่องชื่อ วัฒนธรรมอาหารริมทางที่คึกคัก รวมถึงทำเลที่เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคคิวชูได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกัน ดานัง ประเทศเวียดนาม ก็ขยับขึ้นสองอันดับมาอยู่ที่อันดับหก ด้วยชายหาดที่สวยงาม ทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งมรดกโลกอย่างฮอยอัน รวมถึงความคุ้มค่าด้านการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักเดินทางกลับมาเยือนเมืองแห่งนี้ซ้ำอีกครั้ง

จุดหมายปลายทางบางแห่งมีเสน่ห์ที่ทำให้นักเดินทางอยากกลับมาเยือนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ การได้แวะเวียนไปยังสถานที่โปรดปราน หรือเพียงแค่การได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศที่คุ้นเคย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักเดินทางกลับมาเยือนที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อมูลจากอโกด้าสะท้อนให้เห็นว่าจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ชื่นชอบมักดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยนักเดินทางบางส่วนกลับมาเยือนที่เดิมหลายครั้งภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีแรกของปีนี้

นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเดินทางในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการไปให้ครบทุกจุดหมาย แต่เป็นการค้นหาสถานที่ที่ทำให้นักเดินทางอยากกลับไปเยือนซ้ำ ทั้งนี้การกลับมาเยือนซ้ำไม่ได้หมายความว่าจะต้องเดินทางแบบเดิมทุกครั้ง แต่อาจเป็นการกลับไปยังเมืองที่คุ้นเคยเพื่อไปร้านอาหารโปรดหรือย่านที่ชื่นชอบ พร้อมกับค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ ในทุกครั้งที่กลับมาเยือน อโกด้าพร้อมช่วยให้การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่านักเดินทางกำลังกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบ หรือกำลังค้นหาสถานที่ใหม่ ๆ ก็ตาม”

สำหรับนักเดินทางที่วางแผนกลับไปเยือนจุดหมายปลายทางโปรด หรือต้องการค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ อโกด้ามีที่พักสำหรับวันหยุดมากกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางเที่ยวบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมกว่า 300,000 รายการ ซึ่งทั้งหมดสามารถรวมไว้ในการจองเดียวกันได้ ค้นหาข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ที่ Agoda.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอโกด้า

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ไทยผ่าน Scent of Thai 2026 ตลอดอุโมงค์เข้าศูนย์ฯ เปลี่ยนทุกย่างก้าวสู่แรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 11:59 น.

เปลี่ยนทุกย่างก้าวให้กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่การเดินทางท่องเที่ยวไทย เมื่อ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK Center) ศูนย์การค้าที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หรือ Tourist Must-Visit Destination เนรมิตอุโมงค์ทางเข้าชั้น 2 ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ Scent of Thai 2026” ที่มีการตกแต่งร่วมสมัย ชวนให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทยผ่านทั้งสายตา กลิ่น และเสียงอย่างมีชีวิตชีวา เสมือนได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังหลากหลายพื้นที่ของประเทศไทยผ่านอุโมงค์แห่งนี้

นอกจากเติมสีสันและสร้างประสบการณ์ความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน อุโมงค์ Scent of Thai 2026” ยังกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเช็กอินสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและสายคอนเทนต์ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้อยากออกไปค้นพบความงดงามของประเทศไทยในสถานที่จริง

ล่าสุดตลอดเดือนกันยายนนี้ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนสัมผัสภูมิปัญญางานหัตถกรรมไทยจักสานผ่านธีม Thai Craft – กลิ่นกรุ่นหัตถศิลป์ไทย” บอกเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย เชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างลงตัว พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกลิ่นละมุนของเครื่องหอมไทยและเสียงดนตรีพื้นบ้านไทยที่ช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ Scent of Thai 2026” ได้หมุนเวียนนำเสนอเรื่องราวของประเทศไทยผ่านธีมที่แตกต่างกัน โดยเริ่มจากเดือนพฤษภาคม ประเดิมด้วยธีม Tropical Shores – กลิ่นอายของท้องทะเล” หยิบยกมนต์เสน่ห์แห่งทะเลใต้ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบและนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มความสมจริงให้กลิ่นอายความเป็นไทยทรอปิคอลด้วยการประดับต้นมะพร้าวจำลอง เซิร์ฟบอร์ดลวดลายสดใส หาดทรายและเปลือกหอย รังสรรค์เป็นมุมถ่ายรูปเช็กอินสุดชิคในบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมเสียงคลื่นซัดสาดที่ช่วยให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกราวกับกำลังพักผ่อนอยู่ริมทะเล

ถัดมาในเดือนกรกฎาคม อุโมงค์ทางเข้าถูกปรับโฉมเป็นธีม Rain Forest – กลิ่นหอมสดชื่นของพรรณไม้” โดดเด่นด้วยเสน่ห์ของผืนป่าฝนเขตร้อนของไทย ผ่านภาพป่าดิบชื้นสีเขียวชอุ่ม สายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน พร้อมการประดับตกแต่งด้วยพรรณไม้ที่ชวนให้รู้สึกราวกับก้าวเข้าสู่ผืนป่าหลังฝน เสริมด้วยเสียงน้ำไหลและเสียงนกร้อง สร้างความสดชื่นและผ่อนคลาย พร้อมสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไทย

ส่วนในเดือนสิงหาคมเป็นการตกแต่งในธีม Thai Rice Fields – กลิ่นข้าวหอมมะลิ” ที่เปลี่ยนอุโมงค์ทางเข้าชั้น 2 ให้กลายเป็นทุ่งนาสีทองอร่าม รายล้อมด้วยทิวเขาและกระท่อมกลางนา ถ่ายทอดเรื่องราววิถีเกษตรไทยผ่านรวงข้าวสีทองชูช่อไสว พร้อมเสียงนกร้อง เสียงลมพัดแผ่วเบา มีกลิ่นหอมละมุนของข้าวหอมมะลิ ชวนให้รู้สึกเสมือนเดินเล่นอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ในฐานะ Cultural & Tourism Hub แลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวใจกลางกรุงเทพฯ ที่รวบรวมการช้อปปิ้ง อาหาร ความบันเทิง และเรื่องราวความเป็นไทยไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติออกไปค้นพบความงดงามของประเทศไทยในสถานที่จริง

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter

พานาโซนิค ร่วมกับ BIG CAMERA มอบรางวัล Green Content Creator ให้วัยทีนชาวสมุทรสาคร

8 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย ร่วมกับ BIG CAMERA มอบรางวัล Green Content Creator แก่เยาวชนผู้ชนะการประกวดสารคดีสั้นในกิจกรรม “Young รักษ์สมุทรสาคร” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares ที่มุ่งยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้คนรุ่นใหม่ในจังหวัดสมุทรสาครได้ “เรียนรู้–ลงมือทำ–ค้นพบ–และสื่อสาร” ด้วยการลงพื้นที่เก็บเกี่ยวข้อมูลจากวิถีชีวิตชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติของบ้านเกิด พร้อมเรียนรู้การสร้างสรรค์คอนเทนต์และการผลิตจากผู้เชี่ยวชาญจากทีม LUMIX Thailand BIG CAMERA และเหล่าคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ชื่อดัง ก่อนผลิตเป็นผลงานสารคดี เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของชุมชนผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท พานาโซนิคในประเทศไทย

นายชิตชัย เธียรกาญจนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท พานาโซนิคในประเทศไทย และ นางสาวปราณี ฝ่ายคำมี รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร

ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือน น้อง ๆ นักเรียนทั้ง 8 ทีม ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้การสร้างสรรค์และการผลิตคอนเทนต์ในมิติต่าง ๆ ทั้ง การอบรมเชิงปฏิบัติการ ด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) การถ่ายภาพและผลิตวิดีโอ  ก่อนเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนจริงในจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทีม LUMIX Thailand BIG CAMERA และเหล่าคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ชื่อดัง ที่มาร่วมกันเป็นเมนเทอร์ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นสารคดีสั้นนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ของจังหวัดสุมทรสาคร ได้แก่

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพชื่อดังจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย

  1. โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย นำเสนอสารคดีในหัวข้อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น  เล่าเรื่องราวของสามล้อถีบท่าฉลอม ผู้นำเที่ยวรักโลกที่กำลังหายไป
  2. โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ นำเสนอสารคดีในหัวข้อ ธรรมชาติและสัตว์หายาก เล่าเรื่องราวของปลากัดป่ามหาชัย เมื่อที่ดินรกร้าง เป็นบ้านของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
  3. โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร นำเสนอสารคดีในหัวข้อ น้ำ ทะเล คลอง และชายฝั่ง เล่าเรื่องราวของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เมื่อทุกสิ่งที่เราทำ อาจกำลังทำลายบ้านของใครหลายคน
  4. โรงเรียนสมุทรสาครวุฒิชัย นำเสนอสารคดีในหัวข้อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เล่าเรื่องราวของชุมชนไทยรามัญ วิถีชีวิตชิดธรรมชาติที่รายล้อมด้วยเมืองอุตสาหกรรม
  5. โรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) นำเสนอสารคดีในหัวข้อ ธรรมชาติและสัตว์หายาก เล่าเรื่องราวของปลายี่สน เมนูอาหารที่กำลังหายไปเมื่อทะเลไม่สมบูรณ์
  6. โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ นำเสนอสารคดีในหัวข้อ เยาวชนกับอนาคตบ้านเกิด เล่าเรื่องราวของคลองดำเนินสะดวก สายน้ำแห่งวัฒนธรรม
  7. โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำเสนอสารคดีในหัวข้อ เกษตร สวน คลอง และพื้นที่สีเขียว เล่าเรื่องราวของมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ราชาแห่งมะพร้าวน้ำหอม
  8. โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา นำเสนอสารคดีในหัวข้อ คนธรรมดาที่กำลังลงมือทำ เล่าเรื่องราวของป่าชายเลนเกราะป้องกันชายฝั่ง ที่เป็นดั่งบ้านของสัตว์ และแหล่งอาหารของคน

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำเสนอผลงานเรื่อง “มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว  ราชาแห่งมะพร้าวน้ำหอม” ถ่ายทอดเรื่องราวของมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ผ่านวิถีชีวิตและอาชีพของคนในชุมชน พร้อมนำเสนอการนำส่วนต่าง ๆ ของมะพร้าวมาแปรรูปและต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่วัสดุเหลือใช้ที่นำมาสร้างสรรค์เป็นงานประดิษฐ์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน ช่วยลดวัสดุเหลือทิ้ง  สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรท้องถิ่น และสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยได้รับกล้องดิจิทัล Lumix รุ่น DC-G97 มูลค่า 34,680 บาท จากพานาโซนิค พร้อม Voucher มูลค่า 10,000 บาท จาก BIG CAMERA

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ได้แก่ โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ นำเสนอผลงานเรื่อง “ดำเนินสะดวก สายน้ำแห่งวัฒนธรรม” ถ่ายทอดเรื่องราวของคลองดำเนินสะดวก จากสายน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน สู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัญหาขยะและน้ำเสีย พร้อมนำเสนอแนวทางการจัดการขยะและการดูแลคลอง ควบคู่กับการบอกเล่าขนบธรรมเนียมและวิถีชุมชนที่กำลังเลือนหาย ชวนให้เห็นคุณค่าของสายน้ำและร่วมกันดูแลรักษาบ้านเกิดให้คงอยู่ต่อไป โดยได้รับ Voucher มูลค่า 10,000 บาท จาก BIG CAMERA

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ได้แก่ โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา นำเสนอผลงานเรื่อง “ป่าชายเลน เกราะป้องกันชายฝั่ง ที่เป็นดั่งบ้านของสัตว์และแหล่งอาหารของคน” ถ่ายทอดเรื่องราวของป่าชายเลนในฐานะเกราะป้องกันชายฝั่งและแนวป้องกันสำคัญที่ช่วยรักษาผืนดินและบ้านของผู้คน พร้อมสะท้อนบทบาทของป่าชายเลนในฐานะแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และแหล่งอาหารของชุมชน ตอกย้ำความสำคัญของการร่วมกันดูแลและฟื้นฟูป่าชายเลน เพื่อรักษาชายฝั่งและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป โดยได้รับ Voucher มูลค่า 5,000 บาท จาก BIG CAMERA

นอกจากนี้ เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกทีมยังได้รับใบประกาศนียบัตรและโล่รางวัลเพื่อแสดงความยินดีและสร้างขวัญกำลังใจ โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท พานาโซนิคในประเทศไทย พร้อมด้วย นายชิตชัย เธียรกาญจนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ทีมเยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะการแข่งขัน และยังได้รับเกียรติจาก นางสาวปราณี ฝ่ายคำมี รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร เข้าร่วมชมผลงานภาพยนตร์สั้นของเยาวชน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณพานาโซนิค รวมถึง บิ๊ก คาเมร่า ที่ได้เข้ามาจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และเปิดโอกาสการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มีคุณค่าให้แก่เยาวชนในจังหวัดสมุทรสาคร

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้กล้าคิด กล้าทำ และเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชน สร้างเรื่องราวของบ้านเกิดให้กลายเป็นเสียงของคนรุ่นใหม่ ที่ช่วยส่งต่อความภาคภูมิใจและแนวคิดการดูแลสมุทรสาครให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้สนใจสามารถรับชมผลงานสารคดีสั้นจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้ทาง Facebook: Lumix Thailand และ Panasonic Thailand

ทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ คว้า ‘Home Innovator of the Year’ จากเวทีแพรว Awards 2026 เปลี่ยนบ้านสู่ AI Smart Home สมบูรณ์แบบ

8 กันยายน 2569 เวลา 11:47 น.

ให้บ้านดูแลชีวิต … ทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ โดย คุณสกลพร หาญชาญเลิศ หัวหน้าสายงานออนไลน์และคอนเวอร์เจนซ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลเกียรติยศ Home Innovator of the Year” จากงาน แพรว Awards 2026 ณ NEX HALL ชั้น 5 สยามพารากอน สะท้อนความสำเร็จอันโดดเด่นในฐานะผู้นำเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้งในการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลภายในบ้าน

รางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ ในฐานะ First Mover ที่ขับเคลื่อนแนวคิด TrueOnline Home Next ให้บ้านดูแลชีวิต” เปลี่ยนผ่านบทบาทของเน็ตบ้านสู่การเป็น AI Smart Home เต็มรูปแบบ ผ่านการเชื่อมต่อกับ TrueX Home Hub และ “เอมี่ (Ami)” ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย เพื่อรวมทุกมิติทั้งความปลอดภัย ความบันเทิง และความสะดวกสบายไว้ในระบบนิเวศดิจิทัลเดียว ผ่านสัญญานโครงข่าย เน็ตบ้านไฟเบอร์ ที่ เร็ว แรง เสถียร ทุกสถานการณ์ ให้บ้านพร้อมดูแลและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

‘กลัวล้ม’ คือตัวการใหญ่ ที่ทำให้โลกของผู้สูงวัยแคบลง

8 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

อาการเวียนศีรษะและการทรงตัวที่ไม่มั่นคง อาจลดความสามารถในการเดินเหินไปไหนมาไหน แต่ปัญหาไม่ใช่แค่นั้น เพราะสิ่งนี้ยังค่อย ๆ พรากความมั่นใจ ความมีอิสระ และพื้นที่ในการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยไปด้วย โจทย์สำคัญของการรักษาไม่ใช่เพียงทำให้อาการดีขึ้น แต่คือ “ทำอย่างไรให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง” แม้แต่ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้

“เพียงแค่ก้มแล้วเงยขึ้นมา ก็ทำให้โลกหมุนเคว้งเลย” อาการเวียนศีรษะสำหรับ คุณมานิดา วนัสสุวรรณ สร้างผลกระทบต่อชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะจากเหตุการณ์นั้นชีวิตประจำวันที่เคยทำได้ตามปกติต้องหยุดลง “คือกิจวัตรประจำวันหายหมดเลยค่ะ ต้องนอนอย่างเดียว นอนทั้งวันเลย เรื่องการออกจากบ้านไปไหนมาไหน หรือการไปเจอเพื่อนเหมือนทุกที เรื่องพวกนี้หมดสิทธิ์ทุกอย่าง ทำอะไรไม่ได้เลย เสียความมั่นใจไปเลย”

ประสบการณ์ของคุณมานิดาสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้มีปัญหาการทรงตัวจำนวนไม่น้อย เกิดผลกระทบที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่ง จากเคยไปไหนมาไหนเอง กลายเป็นไม่อยากออกจากบ้าน จากเคยทำกิจกรรมที่ชอบ กลายเป็นต้องระวังทุกการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร หัวหน้าโครงการวิจัย TeleRehaB DSS ประจำประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พบภาพเช่นนี้อยู่เสมอในผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษา

“หลาย ๆ ครั้งเลยเวลาเจอคนไข้เวียนหัว เขาก็จะพูดเหมือนกันว่ารบกวนชีวิตค่อนข้างมาก อย่างเช่น เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง พอมีอาการเวียนหัว ก็ไม่อยากไปไหนเลย อยู่แต่ในบ้าน เพราะกลัวที่จะพลัดตกหกล้ม ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานก็จะบอกว่า แม่ไม่ต้องทำอะไรนะ ไม่ต้องลุก กลายเป็นไม่ให้ผู้สูงวัยทำอะไรเลย ยิ่งกว่าการเสียคุณภาพชีวิต คือพวกเขาก็จะเสียความสุขในชีวิตของเขาไป” พญ.นัตวรรณ กล่าว

จากอาการที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงความผิดปกติของการทรงตัว โลกของคน ๆ หนึ่งจึงค่อย ๆ เล็กลง โดยมีความกลัวล้ม เป็นเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ยังทำได้ กับสิ่งที่ไม่กล้าทำอีกต่อไป

“เวียนหัว” และ “กลัวล้ม” อุปสรรคที่ปิดกั้นการดำเนินชีวิต

ความเชื่อของผู้สูงวัยที่แพทย์ยังพบได้บ่อย คือ เมื่ออายุมากขึ้นอาการเวียนศีรษะหรือการทรงตัวที่แย่ลง เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับได้ตามวัย แต่ในความเป็นจริง “เวียนหัว” เป็นอาการที่อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป

“ผู้สูงอายุหลาย ๆ ท่าน เวลามาเจอกันก็มักจะบอกว่าเวียนหัวมากเลย แต่กลับเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ อายุเยอะก็จะต้องเวียนหัว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะเวียนหัวเป็นแค่อาการ เราอาจจะต้องไปหาต้นตอของโรคว่าอะไรทำให้เวียนหัว อาจจะมีน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูนในหูหลุด หรือสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อรู้สาเหตุก็เริ่มรักษาให้ตรงจุด”

แม้อาการทางร่างกายจะได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูแล้ว สิ่งหนึ่งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่เคยล้มมาก่อน คือ “ความกลัวว่า จะล้มอีกครั้ง” เกิดเป็นความกังวลจนไม่กล้าเดินคนเดียว หรือเลิกทำกิจกรรมที่เคยทำ ความกลัวก็ทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดตรงนั้น ซึ่ง ดร.นพ.ชาวิท ตันวีระชัยสกุล จิตแพทย์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้อธิบายถึงความกลัวนี้เอาไว้ว่า

“ความระมัดระวังหลังการล้มไม่ใช่เรื่องผิด เพราะจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้น แต่เมื่อความระวังกลายเป็นความกังวลจนไม่กล้าเดินคนเดียว หรือเลิกทำกิจกรรมที่ยังสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ความกลัวก็เริ่มทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดของตัวเอง พอจำกัดตัวเองคุณภาพชีวิตก็แย่ลงครับ คนไข้ที่มีอารมณ์ที่แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ก็ยิ่งไม่มีชีวิตที่ดีครับ การฝึกกลับมาให้มั่นใจในการเดิน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้กลับมาดีขึ้นได้ครับ”

แต่ปัญหาคือ การฟื้นฟูต้องอาศัยความต่อเนื่อง ขณะผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้บ่อย ๆ บางคนต้องมีลูกหลานลางานพามา บางคนได้รับโปรแกรมกลับไปฝึกที่บ้านแต่ก็ทำได้ไม่สม่ำเสมอ ยิ่งการฝึกสะดุด โอกาสที่จะสร้างความแข็งแรงและความมั่นใจกลับคืนมาก็ยิ่งยากขึ้น ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถมารักษาได้ตลอด เกิดเป็นคำถามกลับว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ หากการฟื้นฟูเป็นฝ่ายไปหาผู้ป่วยแทน ?”

พาการฟื้นฟู ไปถึงหน้าบ้านผู้สูงวัย

โจทย์นี้จึงกลายเป็นหนึ่งในที่มาของ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติสำหรับผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมพัฒนากับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป โดยหัวใจของแนวคิดไม่ได้อยู่ที่การย้ายโรงพยาบาลเข้าไปไว้ในบ้าน และไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะมาแทนแพทย์ แต่คือการทำให้สิ่งที่ผู้ป่วยต้องฝึกเป็นประจำสามารถเกิดขึ้นที่บ้าน โดยทีมรักษายังติดตามอยู่ห่าง ๆ ได้

“วิธีที่ดีที่สุดเลยก็คือ ไฮบริด ผสมผสานอย่างละนิดอย่างละหน่อย ก็คือ ผู้สูงวัยทำเองที่บ้านด้วย แต่ก็ยังมีคุณหมอที่ดูผ่านกล้องไปพร้อมกันด้วย” พญ.นัตวรรณ กล่าวถึงระบบ TeleRehaB DSS ที่ใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งกล้องและเซนเซอร์สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว อุปกรณ์สวมใส่ Smartphone หรือ Tablet ตลอดจน AR และระบบประมวลผลด้วย AI เพื่อให้ผู้ป่วยฝึกที่บ้าน ขณะที่ข้อมูลจากการฝึกสามารถส่งกลับไปให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะกับแต่ละคน

สำหรับคุณมานิดา หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมโครงการและฝึกฟื้นฟูด้วย TeleRehaB DSS นี้ จากวันที่ก้มหรือเงยเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ต้องนอนทั้งวัน การได้ฝึกอย่างต่อเนื่องทำให้เธอรู้สึกว่าอาการเวียนหัวเวลาลุกนั่งลดลง การออกกำลังกายกลายเป็นกิจวัตร และสิ่งที่เคยคิดว่าเทคโนโลยีน่าจะยากเกินไปสำหรับผู้สูงวัย ก็ไม่ได้เป็นกำแพงอย่างที่กังวล

“โครงการนี้ทำให้เรามีวินัย มีสุขภาพที่ดีขึ้น การทรงตัวที่ดีขึ้น มันดีขึ้นอย่างเป็นระบบเลย ในจังหวะที่เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องไปพึ่งพาใคร เราเดินได้ด้วยตัวเอง เราเดินได้อย่างมั่นใจ เรารู้สึกทันทีว่าชีวิตเราดีขึ้น ได้ออกไปเจอโลกกว้างภายนอกได้อย่างไม่กลัวอีกต่อไป ขอบคุณคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ทุก ๆ ท่าน ขอบคุณมากค่ะ” คุณมานิดากล่าวพร้อมรอยยิ้มจากหัวใจ

เรื่องของคุณมานิดาทำให้เห็นว่า คุณค่าของเทคโนโลยีอยู่ที่การช่วยพาไปถึงคนที่ต้องการ และทำให้การฝึกไม่ต้องหยุดลงเพียงเพราะข้อจำกัดในการเดินทาง เพราะปลายทางของการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้สูงวัย “ไม่ล้ม” แต่คือการทำให้ความกลัวไม่ต้องกลายเป็นข้อจำกัดของชีวิต เพื่อให้คนคนหนึ่งกลับมาลุก เดิน ออกจากบ้าน และได้พื้นที่ของชีวิตที่เคยหายไปกลับคืนมาอีกครั้ง

กองทุนสื่อฯ หนุน ‘แม่กินอะไรดี’ สร้าง ‘ครัวออนไลน์’ ชูโภชนาการสูงวัย เสริมสุขภาวะครอบครัวไทยรับสังคมผู้สูงอายุ

8 กันยายน 2569 เวลา 11:28 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หนุนโครงการ “แม่กินอะไรดี” ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ สร้างครัวออนไลน์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แนะนำหลากหลายเมนูสุขภาพ สำหรับคุณแม่ คุณพ่อ เชื่อมโยงครอบครัว ลูกหลานและผู้ดูแล เพราะการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โครงการ “แม่กินอะไรดี” ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ หรือ Healthspan โดยมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้ผู้สูงวัยมีช่วงชีวิตที่ยังคงแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ ดูแลตัวเองได้ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพให้นานที่สุด

ดร. ธนกร ศรีสุขใส

ดร. ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ นำมาซึ่งความท้าทายสำคัญในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลสุขภาพและสุขภาวะของผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้เล็งถึงเห็นความสำคัญของการนำเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันอย่าง “อาหารและโภชนาการ” มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน กองทุนฯ จึงได้พิจารณาอนุมัติให้การสนับสนุนโครงการ “แม่กินอะไรดี” ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาเป็นสื่อความรู้และชุมชนออนไลน์ด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม 

ดร.ธนกร กล่าวต่อไปว่า กองทุนฯ มองว่าโครงการ ‘แม่กินอะไรดี’ มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับบริบทของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยนำเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารและโภชนาการมาพัฒนาเป็นสื่อที่ให้ทั้งความรู้และคำแนะนำที่สามารถนำไปใช้ดูแลผู้สูงอายุได้จริง จุดเด่นของโครงการคือ การทำหน้าที่เป็น ‘ครัวออนไลน์’ ที่รวบรวมทั้งสูตรอาหาร ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และเคล็ดลับสำหรับลูกหลานและผู้ดูแล พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทำให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับพันธกิจของกองทุนฯ ในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือส่งต่อความรู้ สร้างความเข้าใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้สูงอายุและครอบครัว   นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนฯ  ยังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นที่สำคัญของโครงการว่า เป็นการหยิบยกเรื่องโภชนาการมาสร้างสรรค์ให้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย น่าติดตาม และนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยโครงการไม่ได้ให้ความรู้เฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเน้นสร้างความเข้าใจให้กับลูกหลานและผู้ดูแล (Caregivers) เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องทั้งเรื่องโภชนาการ สูตรอาหาร และวิธีการดูแลที่เหมาะสมกับวัย สภาพร่างกาย และโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง            “มื้ออาหารที่ดี” ให้กับผู้สูงวัยในทุกครอบครัว  อีกทั้งยังปูพรมสื่อในแพลตฟอร์มที่เข้าถึงผู้สูงอายุและผู้ดูแล

สำหรับรายละเอียดการดำเนินงาน โครงการ “แม่กินอะไรดี” ได้วางแผนการผลิตสื่ออย่างครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อดิจิทัลออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย รายการโทรทัศน์  สกู๊ปวิทยุ   สื่อภาพกราฟฟิก แนะนำเมนูอร่อยติดดาว (5 Star Menu) และ สื่อที่ให้ความรู้ด้านโภชนาการอาหารผู้สูงอายุ  รวมถึง คลิปวิดีโอสั้น ให้คำแนะนำด้านอาหารผู้สูงอายุจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทางสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 เอชดี ทุกวันเสาร์ เวลา 13.55-14.00 น. เริ่มออกอากาศตอนแรกวันเสาร์ที่ 19 กันยายนนี้  และติดตามฟังสกู๊ปวิทยุ ในรายการ Smart Life วัยเกษียณ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30 – 20.00 น. เริ่มออกอากาศตอนแรกวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านโภชนาการผู้สูงวัยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหลัก ได้แก่ Facebook, TikTok, Instagram และ YouTube ชื่อ “แม่กินอะไรดี” เพื่อให้ครอบคลุมการรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศมุ่งเชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน เปลี่ยนความรู้สู่การปฏิบัติจริง

นอกจากนี้  ดร.ธนกร ได้เน้นย้ำถึงความคาดหวังต่อผลลัพธ์และมิติประโยชน์ต่อสังคมว่า กองทุนฯ คาดหวังว่า “โครงการ ‘แม่กินอะไรดี’ จะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลเข้าถึงความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่ถูกต้อง และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ขณะเดียวกัน กองทุนฯ อยากเห็นโครงการนี้เป็นพื้นที่กลางที่ช่วยเชื่อมโยงคนในครอบครัวและชุมชนเข้ามาร่วมมือกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนเมนูอาหาร ประสบการณ์ และวิธีการดูแลผู้สูงอายุ เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผู้สูงวัยไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในครอบครัวและชุมชนสามารถมีส่วนร่วมได้ ท้ายที่สุด กองทุนฯ หวังว่าสื่อจะไม่หยุดอยู่แค่การให้ความรู้ แต่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพในชีวิตจริง”

ความเห็นต่อแนวทางการต่อยอดและขยายผลโครงการในระยะยาว หากโครงการ ‘แม่กินอะไรดี’ สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ กองทุนฯ มองว่า  สามารถต่อยอดให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องอาหารและการดูแลผู้สูงอายุที่เข้าถึงได้ง่ายและใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยในระยะต่อไปจะเปิดพื้นที่ให้ครอบครัว ผู้ดูแล และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งการแบ่งปันเมนูอาหาร ประสบการณ์ และองค์ความรู้ที่เหมาะกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน  “หากโครงการสามารถแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน กองทุนฯ พร้อมส่งเสริมและพัฒนาให้เป็น ‘โครงการต้นแบบ’ (Model) เพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ หรือในระดับประเทศต่อไป การสนับสนุนโครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของกองทุนฯ ในการใช้สื่อให้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้และเตรียมความพร้อมให้สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งช่วยให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ครอบครัวรวมถึงชุมชนมีความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน” ดร.ธนกร กล่าวสรุปในตอนท้าย

NIA ผนึกกำลังสมาคมบอร์ดเกมฯ ปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ เปิดเวที ‘Board Game Master Thailand’ ครั้งแรกในไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

NIA จับมือสมาคมบอร์ดเกมแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างพื้นที่บ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ผ่าน “Board Game Master Thailand” รายการเรียลลิตี้บอร์ดเกมครั้งแรกของไทย ดันไอเดียสู่ต้นแบบ ต่อยอดเป็น IP และผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตในตลาดสากล ชิงถ้วยเกียรติยศ พร้อมเงินรางวัลสนับสนุนการขยายผลงานมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ออกอากาศ Episode แรกเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 และออกอากาศต่อเนื่องทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทาง YouTube: NIA และ Board Game Master Thailand

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า

บอร์ดเกมเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผสานศาสตร์หลากหลายด้าน ทั้งการออกแบบ การเล่าเรื่อง การสร้างประสบการณ์ และการพัฒนาธุรกิจเข้าด้วยกัน จึงมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทั้งในมิติของวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจ การสร้างพื้นที่ให้นักออกแบบไทยได้พัฒนาผลงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้ก้าวไปสู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

NIA ร่วมกับสมาคมบอร์ดเกมแห่งประเทศไทย เปิดตัว “Board Game Master Thailand” รายการ Reality Competition ครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อค้นหาและพัฒนานักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์จากไอเดียสู่ต้นแบบ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Design the Game. Build the Dream. Be the Master.” ผู้เข้าแข่งขันจะได้เรียนรู้และลงมือทำผ่านโจทย์ที่จำลองการทำงานจริง ครอบคลุมทั้ง Game Design, Creativity, Teamwork และ Business ตั้งแต่การพัฒนาคอนเซปต์ ออกแบบธีมและกลไก สร้าง Prototype ทดลองเล่น (Playtest) ปรับปรุงผลงาน ไปจนถึงการ Pitch และประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผ่านเส้นทาง Idea – Prototype – Playtest – Pitch -Market Opportunity เพื่อยกระดับเกมที่เล่นสนุกสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์

“Board Game Master Thailand ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาผู้ชนะ แต่ต้องการสร้างพื้นที่บ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ให้ได้เรียนรู้จากกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ การสร้างต้นแบบ การทดสอบกับผู้เล่น การปรับปรุงผลงาน ไปจนถึงการนำเสนอและประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อให้ไอเดียของคนไทยสามารถพัฒนาเป็น IP ที่มีศักยภาพ พร้อมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศบอร์ดเกมไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” ดร.กริชผกา กล่าว

ขณะเดียวกัน รายการยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนักออกแบบเข้ากับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบอร์ดเกม ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ประกอบการ ร้านบอร์ดเกม และชุมชนผู้เล่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์จริง รวมถึงมีโอกาสเข้าสู่แพลตฟอร์ม Crowdfunding ระดับนานาชาติ และจัดแสดงผลงานในงาน SPIEL ESSEN ประเทศเยอรมนี โดยได้รับความร่วมมือจาก HEXA HOUSE ในการร่วมลงทุนและสนับสนุนผลงานของผู้ชนะ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รายการจำนวน 41 ทีม ประกอบด้วย กาดเจียงฮาย,

กระทงน้อย คอยรัก, แผนไทย, สมรภูมิหมูกระทะ, หมรับ สำรับแห่งศรัทธา, โอ่งบุรี, Aroi, B.A.N.G.F.A.I., Bangkaew, Beyond Bangkok, Boom! Bang Fai, Buddha Cthulhu, Busy Bus รถ(ด่วน)ประจำทาง, Chandra: The Lunar Eclipse, Clanmaster, Guildcraft, Make in Thailand, Maeklong Rise of the River Kingdom, NAWA: Ringside Underground, Pax Siam 1656, Plague Bearer (อยุธยา วิปลาส), Prung Puan (ปรุงป่วน), RAT-TI-KAAN (รัตติกาล), River Kwai Chaos, River of Kings (สายน้ำแห่งราชัน), SAN-TA-YAI ศาลตายาย, Season of Tropical Fruit,Siam Selection, sombath (สมบัติ), Splash! (สาด!), Spirit of Siam, TAIMON Rolling Glory, Tasty Trip,The Dead’s Wish, THAI:LORE,Throne of Aryannakorn, Top Tiffany, Weaving Wishes (ตะเพียนพร),Wild Sanctuary, Yadom และ 7 Days 7 Nights ชิงถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัลสนับสนุนการขยายผลงานมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ร่วมติดตามเส้นทางของนักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ จากการคิดไอเดีย สู่การสร้างต้นแบบ ทดลองเล่น

ฝ่าด่านโจทย์สุดท้าทาย และพิสูจน์ศักยภาพบนเวทีธุรกิจ ในรายการ “Board Game Master Thailand” ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทาง YouTube: NIA และ Board Game Master Thailand

คุณแหน : 8 กันยายน 2569

8 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ฝรั่งเขามีสุภาษิตสำคัญใช้กันมาชั่วกัปชั่วกัลป์, “Leave good enough alone” ปรัชญาเขาคือสรรพสิ่งทั้งหลายที่ดีอยู่แล้ว – อย่าไปยุ่งกับมัน, ข้อความดังกล่าวน่าจะเห็นจริงได้จากเรื่องร้อนระอุระดับโลกกรณีพิพาทระหว่าง Giovanni Infantino ประธาน FIFA องค์กรระดับโลกเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ World Cup ที่ผ่านไปกับคณะผู้บริหาร UEFA องค์กรฟุตบอลระดับทวีปยุโรป ความสำเร็จจากการจัด World Cup ถือว่าสำเร็จยิ่งใหญ่และทำกำไรเป็นประวัติการณ์จน Infantino ถูกยกย่องจนกลายเป็นฮีโร่ตัวลอย แต่คนบางคนความสำเร็จเกินความคาดหมายกลับกลายมาทำร้ายตัวเอง เขาถูกชื่อเสียงและความสำเร็จจากมหกรรมครอบงำเกิดฮึกเหิมคิดสร้างอภิมหาโปรเจกต์ใหม่โดยจะอนุญาตให้กลุ่มเอกชนนักลงทุนเข้ามาร่วมบริหารจัดการโครงการต่อไปของ FIFA ถึงตรงนี้องค์กรต่างๆภายใต้ FIFA เห็นต่างและประกาศค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UEFA ถึงกับออกหน้าโจมตีประธานดุเดือด บัดนี้ UEFA ประกาศว่าสามารถรวบรวมขบวนการต่อต้านโครงการดังกล่าวได้ และพร้อมเร่งดีกรีโดยจะฟ้องร้องต่อศาลอาญา SWISS ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่เพื่อกล่าวหาถึงความไม่โปร่งใสและเป็นการสมคบคิดเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน…

ฮูเร่, ทีมวอลเลย์บอลสาวไทยชนะทีมชาติจีนชิงแชมเปี้ยนทวีปเอเชียท่ามกลางความปลื้มใจของคนไทยทั้งโลก (ชาวไทยใน LA. เขารอรับอยู่) ชั่วโมงนี้ต้องยอมรับว่าหญิงไทยเป็นผู้ถือธงชาตินำแผนที่ประเทศไทยสง่างามบนแผนที่โลก เอาเฉพาะรายนามฮีโร่เหล่านี้ต้องถือว่าเขย่าโลกแล้ว อาทิ จีโน่ อดีตนักกอล์ฟหมายเลขหนึ่งของโลกปัจจุบันครองอันดับสอง, ลิซ่า มโนบาล ซุปเปอร์สตาร์ K-POP ดังระดับโลก, เนเน่ สาวน้อยมหัศจรรย์ดังทะลุซีลลิ่งมีโซเชียลติดตามเกือบ 200 ล้านวิวไม่มีใครไม่รู้จัก และล่าสุดเหล่าสาวมั่น ทีมชาติวอลเล่ย์บอลไทย… ขอโชว์บรรยากาศที่ FC ทั่วไทยเดินทางมาต้อนรับแชมป์หญิงที่สนามบินสุวรรณภูมิ มารอรับกันเอิกเกริกแน่นจนล้นอาคารสนามบินหลายหมื่นคน กว่าคณะฯจะเดินทักทายฝ่า FC มาจนถึงเวทีต้อนรับใช้เวลาเป็นชั่วโมง จากนั้นซูเปอร์โค้ชอ๊อดเป็นผู้กล่าวถึงความรู้สึกอย่างเป็นทางการในนามของทีม ซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลายก็เรียงรายกันขึ้นมากล่าวขอบคุณทุกฝ่ายและเปิดอกถึงความรู้สึกต่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ (EPITOME) นั่นคือ The Olympic Games 2028 @ LA.,เราขอภาคผนวกอีกหน่อย หลายปีก่อนคุยกับฝรั่งในต่างแดน ฝรั่งมักเข้าใจผิดผสมปนเปกับ TAIPEI บ้าง ซ้ำร้ายสะกดชื่อผิดเป็น “THIGH LAND” (THIGH = ขาอ่อน)…หารู้ไม่ว่าเรามีวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่ลึกซึ้งมาก…

ในโอกาสที่ สำนักข่าวไทยพับลิก้า ดำเนินการครบรอบ 15 ปี ก้าวสู่ปีที่ 16 บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหารฯ จัดเสวนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก” ในวันที่ 24 ก.ย.8.30-12.30 น.ที่โรงแรมแกรนด์เซนเตอร์พอยต์ ลุมพินี ห้องพิมานบอลรูม ชั้น 12 โดยได้เชิญ สองรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาปาฐกถาพิเศษ…สำหรับผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ สาโรจน์ อธิวิทวัส ,สมิทธ์ หาเรือนพืชน์ ,ปิติ ตัณฑเกษม และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ งานนี้งดรับของขวัญและ แจกันดอกไม้ และขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสและความหวังให้แก่ผู้ป่วย โดยร่วมทำบุญ มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 566-404844 …ขออนุโมทนาบุญด้วย…

เมื่อวันสารทจีนที่ผ่านมา คุณแม่ทัศนีย์ ชาญวีรกูล ของท่านนายก อนุทิน ฯ เปิดบ้านที่สาธุประดิษฐ์ เลี้ยงอาหารเที่ยง ให้แก่ญาติสนิทมิตรรัก หลังอิ่มหนำสำราญกันเรียบร้อย เจ้าภาพทำทาน ด้วยการสาดเหรียญที่หน้าบ้านให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งทำต่อเนื่องเช่นนี้ในวันสาร์ทจีนเป็นประจำทุกปี สำหรับแขกประจำอย่าง ท่านผู้หญิงสุวรรณี พัฒน์พงศ์พานิช ก็เตรียมเหรียญมากระเป๋าใหญ่ เพื่อร่วมสาดเหรียญทำทานด้วย เช่นเดียวกับ เบญจรัตน์ สิงห์สมบุญ และแขกท่านอื่นๆก็นำเหรียญมาจากบ้านร่วมสาดด้วยเช่นกัน…ท่ามกลางชาวบ้านแถวนั้น ที่รู้งานมายืนออ รอเก็บกันเพียบ !!…


บารอนเนส

ผนึก 3 กระทรวง ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำ! เปิดตัวนวัตกรรม “Traffy Fondue” เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ

8 กันยายน 2569 เวลา 00:46 น.

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล “Traffy Fondue” ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในเรือนจำเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ลดระยะเวลาตอบสนอง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อ วันที่ 7 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม Eternity โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เป็นตัวแทน ลงนามความร่วมมือ โดยเปิดเผยว่า กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์จริงแก่ประเทศ การต่อยอดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดย สวทช. สู่การเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยสุขภาพในเรือนจำ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังและบุคลากรในเรือนจำได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้เรือนจำจะเป็นพื้นที่ควบคุม แต่ไม่ใช่พื้นที่ปิดตาย เนื่องจากมีการหมุนเวียนของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติเยี่ยมตลอดเวลา หากเกิดการระบาดของโรคย่อมมีโอกาสแพร่กระจายสู่ชุมชนภายนอกได้ ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของการมีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว โดยพบเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำรวมกว่า 91 เหตุการณ์

สถิติเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำ ปี พ.ศ. 2568 (กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค)

  • โรคไข้หวัดใหญ่: 50 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 6,795 ราย)
  • โรคโควิด-19: 18 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 1,960 ราย)
  • โรคอาหารเป็นพิษ/อุจจาระร่วง: 7 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 1,869 ราย)

รวมทั้งยังพบการระบาดของโรคติดต่ออื่น ๆ เช่น โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคปอดอักเสบ โรคสุกใส โรคหิดและโรคตาแดง แม้จะพบในจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นโรคที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การมีระบบแจ้งเหตุและตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคและลดผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และประชาชนโดยรวม

รมว.สาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า “นวัตกรรม Traffy Fondue เวอร์ชันเฉพาะเรือนจำ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแจ้งเตือน (Alert) และฟังก์ชันยกระดับการแจ้งเตือน หากการสอบสวนโรคล่าช้าเกินกว่า 72 ชั่วโมง เพื่อส่งข้อมูลตรงไปยังส่วนกลางและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สามารถสั่งการบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที และฟังก์ชันจะเริ่มเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2570”

ขณะที่ พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การถูกจำคุกเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่ไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการได้รับการดูแลสุขภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การจัดบริการสุขภาพในเรือนจำต้องทำควบคู่กับความมั่นคงสูงสุด ซึ่งการประยุกต์ใช้ Traffy Fondue ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเรือนจำผ่าน 6 คุณลักษณะขั้นสูง:

6 คุณลักษณะขั้นสูงของ Traffy Fondue สำหรับเรือนจำ

  1. ระบบระบุตัวตนด้วย QR Code เฉพาะ: แก้ปัญหาการเปิดเผยพิกัดทางภูมิศาสตร์ (GPS) และข้อจำกัดอินเทอร์เน็ตในเรือนจำ
  2. มองเห็นข้อมูลคู่ขนาน: จำกัดสิทธิ์ตามสายบังคับบัญชาทั้งกรมราชทัณฑ์และกรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์แบบ Real-time
  3. แจ้งเตือนอัตโนมัติพร้อม SLA: ประเมินและยกระดับการแจ้งเตือนทันทีหากการดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนด
  4. บันทึก Timestamp ละเอียดระดับวินาที: ติดตามประวัติการทำงานและส่งออกข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพ
  5. Executive Dashboard: ประเมินการกระจายตัวของโรคผ่านแผนที่จุดเสี่ยง
  6. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สูง: ทำงานในระบบปิด (Closed System) ไม่บังคับเก็บตัวตนผู้ป่วย เคารพกฎหมาย PDPA

PReMA ผนึกกำลัง สวรส. รวมพลังครั้งแรกวางโรดแมปยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัย ทางคลินิกเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วยไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 00:40 น.

 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มาร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านเวทีเสวนานโยบายในหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” (From Dialogue to Roadmap: Transforming Thailand’s Clinical Research Ecosystem to Unlock Investment and Patient Access)

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า

“การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”

ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:

527 โครงการ

ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*

2.9 : 1

อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE

8,326 DALYs

มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท

99.5%

สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน

62 แห่ง

โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)

*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ  33 บาท

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว

การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค

ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทาง

คลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก

จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ

เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
  • PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในฐานะผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ: ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว