กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน  จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.09 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมทักษะความรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่เยาวชน จึงได้จัดกิจกรรมการอบรมลดการเกิดอุบัติเหตุและยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทฯ พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาบรรเทาภัย (Emergency Response Team: ERT) และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยร่วมอบรมให้ความรู้การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างเหมาะสมให้แก่คณะครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) และโรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อๆ เร็วนี้

ภายในกิจกรรมดังกล่าว พนักงานจิตอาสาและผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ลักษณะและสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงวิธีการป้องกันอุบัติเหตุในโรงเรียนเบื้องต้นเพื่อให้คณะครูและน้องๆ นักเรียนได้ร่วมฝึกปฏิบัติป้องกันเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ การดูแลตนเองอย่างถูกวิธี และยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล  เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

เมื่อนิยามของความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข แต่คือการหยิบยื่นโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงร่วมกับ HiSoParty สานต่อโครงการ “กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก (Leading Women Fund)” เป็นปีที่ 5 ผ่านงานน้ำชาการกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เนื่องในเดือนแห่งวันสตรีสากล พร้อมเชิญชวนเครือข่ายผู้หญิงแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ลี้ภัยกว่า 344 คน จาก 86 ครอบครัว และเมื่อรวมกับเงินสนับสนุนจากทั่วโลก UNHCR สามารถส่งต่อโอกาสและความหวังให้ผู้ลี้ภัยหญิงกว่า 4 ล้านคน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ ยูเครน เลบานอน จอร์แดน มอลโดวา และพื้นที่วิกฤตต่าง ๆ

ไฮไลต์พิเศษสำหรับปีนี้ ได้รับเกียรติบรรยายพิเศษจาก อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ในหัวข้อ “การทอผ้า สัญลักษณ์แห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็ง และความหวัง จากประวัติศาสตร์ไทยสู่ ผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก” และร่วมประมูลผ้าจากหลากหลายประเทศอันทรงคุณค่า จากอาจารย์เผ่าทอง, เสื้อแจ็กเก็ตสุดรักจาก ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR และกระเป๋า Judith Leiber จาก Beauty Gems รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก                                           

งานนี้ ได้รับเกียรติจาก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมงาน พร้อมสมาชิกกิตติมศักดิ์กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก อาทิ ปรียามล ธนวิสุทธิ์, ดร.แคทลีน มาลีนนท์, ดร.ดาริณ พันธุศักดิ์,  อรวรรณ คราประยูร, พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ, สุภาภรณ์ ถวิลเติมทรัพย์, สิริญญา เหล่าจินดา, สุณี  หวังวณิชกุล, อนันดา  หวังวณิชกุล, วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์, พงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ และอีกหลายท่านที่มาร่วมเป็นกระบอกเสียงและพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกองทุนฯ โดยมี อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ จาก UNHCR ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ร้านอาหารบ้านสุริยาศัย One Bangkok

“Leading Women Fund” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมการกุศล แต่ยังเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่สะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ซึ่งงดงามทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงทั่วโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนและองค์กร UNHCR ประเทศไทย โทร 063-270-9334

เรื่องนี้มีประวัติ จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

เรื่องนี้มีประวัติ  จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

เรื่องนี้มีประวัติ จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงเรื่องราวแบบภาพรวมของวังวิทยุ ของเสด็จในกรมชัยนาทฯ หรือพลตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร โดยได้กล่าวถึงวังไม้ ของเสด็จในกรมชัยนาทฯ ไว้พอสังเขป

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต และหม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงเป็นคู่เสกสมรสคู่เดียวที่ได้รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ณ พระที่นั่งบรมพิมาน / ภาพล่าง: หม่อมเจ้าปิยะรังสิต หม่อมเจ้าวิภาวดี เสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ พระญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว

วันนี้จะมาเล่าถึงวังไม้ โดยได้ความกรุณาจาก หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต ธิดาของ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต รวมถึงการได้ข้อมูลจากหนังสือ เกิดวังไม้ ที่ทรงเขียนโดย หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต กับพระบิดา (เสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ) พระมารดา (หม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา)  และหม่อมน้อง (หม่อมเจ้าจารุลักษณ์กัลยาณี รังสิต)

ชีวิตในวัยเยาว์ของ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเกิดที่วังไม้ หรือวังริมถนนหลวง ด้วยความที่วังไม้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเทพศิรินทราวาสฯ เมื่อ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงมีชันษาครบกำหนดเข้าศึกษา จึงทรงเข้ารับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่ทรงศึกษาได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ต้องทรงลาออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพราะต้องตามเสด็จพระบิดา (พลตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) ที่ต้องทรงตามเสด็จสมเด็จพระราชปิตุฉา เจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ไปทวีปยุโรป เพื่อทรงรักษาพระวรกาย ในช่วงต้นปี 2465 แต่หลังจากนั้นสองปี หม่อมเจ้าปิยะรังสิตทรงกลับมาศึกษาต่อในชั้นมัธยม 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาปี 2468 เสด็จในกรมชัยนาทฯ ทรงย้ายจากวังไม้ไปประทับที่วังถนนวิทยุ หรือวังวิทยุ ซึ่งวังใหม่นี้ เสด็จในกรมชัยนาทฯ ทรงเลือกซื้อที่ดินด้วยพระองค์เอง แล้วทรงให้นายชาร์ลส์ เบเกอร์แลง สถาปนิกชาวสวิส-เยอรมัน ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต

สัปดาห์ก่อนได้เขียนถึงวังวิทยุไว้มากพอสมควรแล้ว สัปดาห์นี้จึงขอเล่าถึงเรื่องวังไม้ แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่วังไม้ถูกรื้อออกไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีวังจริง ๆ ให้เห็นอีกต่อไป แต่ก็ยังดีที่มีรูปภาพเก่าจากหนังสือ “เกิดวังไม้” ให้ใช้ประกอบเรื่องราวได้

ในคำนำหนังสือเกิดวังไม้ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเขียนไว้ดังนี้ ….”วังไม้” อันเป็นประทับของเจ้าของวัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เมื่อสมัยยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์  จนกระทั่งทรงเลื่อนพระยศขึ้นเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ในรัชกาลที่ 6……

วังไม้ และผังวังไม้

และในคำนำอีกตอนหนึ่งทรงเขียนไว้ว่า …กล่าวถึง “วังกรมขุนชัยนาทนเรนทร” ว่า “ได้พระราชทานที่สร้างวัง ที่ริมถนนหลวงฟากใต้ ตอนตรงกันวัดเทพศิรินทราวาส ส่วนตำหนักนั้น เมื่อเสด็จกลับจากศึกษาในประเทศยุโรป ในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชทานเป็นตำหนักไม้ชั่วคราว ยังไม่ได้สร้างตำหนักเครื่องถาวร”

“เรื่องชื่อนั้น หากพ้องกับชื่อเรื่องอื่นบ้างก็คือเรื่อง “เกิดวังปารุสก์” ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเกิดวังปารุสก์ และเรื่องนี้มีอีกสิ่งเดียวที่พ้องกันคือการที่ผู้เขียนทั้งสองเกิดใน “วัง” หรือจะนับการที่ผู้เขียนทั้งสองเผอิญมีมารตาเชื้อชาติฝรั่งเช่นเดียวกันก็ได้ นอกจากนั้นแล้วทุก ๆ อย่างผิดกันอย่างกับฟ้าและดิน เพราะวังหนึ่งเป็นวังเจ้าฟ้าชั้นสูงสุด อีกวังหนึ่งเป็นวังพระองค์เจ้าราชโอรส ซึ่งอยู่สุดท้ายปลายแถว จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องแตกต่างกันมาก”

วังไม้ และผังวังไม้

“ในโอกาสนี้ จึงใคร่จะกล่าวเสียเลยว่า การที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนไว้ในตำนานวังเก่าว่า “…..ส่วนตำหนักนั้น เมื่อเสด็จกลับจากศึกษาในประเทศยุโรป ในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชทานเป็นตำหนักไม้ชั่วคราว ยังไม่ได้สร้างตำหนักเครื่องถาวร” นั้น เห็นจะเป็นการที่ทรงเข้าพระทัยผิด เพราะคงทรงเห็นว่า “วัง” ไม่ควรเป็นเรือนไม้ ควรเป็นตึก จึงเข้าพระทัยว่าคงจะเป็น “ตำหนักไม้ชั่วคราว” เรื่องนี้ถ้าพิจารณาแผนผังของวังแล้ว จะเห็นได้ว่าตำหนักไม้ที่สร้าวงพระราชทานนั้น นอกจากจะมีขนาดกว้างขวางใหญ่โตแล้ว ยังตั้งอยู่ในที่ ๆ ต้องเป็นตำแหน่งของตำหนักถาวรทีเดียว ไม่ใช่แอบไว้ข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อรอการสร้างตำหนักถาวร นอกจากนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ยินเสด็จพ่อรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวว่าเป็นตำหนักชั่วคราว ตรงกันข้ามได้ทรงดัดแปลงแก้ไขบางส่วนของตำหนักให้เป็นที่น่าอยู่ขึ้น ตามลักษณะของบ้านเรือนสมัยที่ได้รับอิทธิพลจกประเทศตะวันตกแล้ว แต่จะทรงแก้ไขอย่างไร ๆ ก็ยังเป็นตำหนักแบบเรือนไม้สองชั้นอยู่นั่นเอง จึงในที่สุดแล้วได้ทรงสร้างวังใหม่แบบฝรั่งเสียเลยที่ถนนวิทยุ วังใหม่นี้ทรงย้ายมาประทับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2468 ประทับจนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2494″

วังไม้ และผังวังไม้

วังไม้ใช้เงินก่อสร้างมูลค่ารวม 55,300 บาท 49 สตางค์ โดยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมฯ สร้าง เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ของแต่ละชั้นประมาณ 460 ตารางเมตร สองชั้นรวมมีพื้นที่ 920 ตารางเมตร ความสูงจากพิ้นถึงเพดานประมาณ 4 เมตร

ภาพบน : หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต

ภาพล่าง : สมาชิกครอบครัวรังสิต กับเพื่อนสนิท เจ้าสายเมือง เม็งราย ณ เชียงตุง (ขวาสุดในภาพ)

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเขียนไว้ว่าเมื่อการก่อสร้างวังไม้แล้วเสร็จใหม่ ๆ ต้นไม้ต่าง ๆ ยังมีอยู่ ดูรูปเหล่านี้แล้วเห็นว่ากลางเมืองบางกอก เมื่อ พ.ศ. 2456 นั้นยังมีย่านคล้าย ๆ ป่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขณะนั้นพลเมืองกรุงเทพฯ มีอยู่สองหรือสามแสนคนเท่านั้น แต่สัตว์ต่าง ๆ เช่น งู ตุ๊กแก นาค ตะกวด ฯลฯ สัตว์ต่าง ๆ ยังชุกชุม ทั้งในน้ำยังอุดมสมบูรณ์ เสียงอีกาซึ่งในขณะนั้นรำคาญกันนัก แต่มาบัดนี้รู้สึกคิดถึงเสียจริง ๆ แม้แต่จิ้งจก หรือยุง ซึ่งเป็นเพื่อนคู่บ้านของคนไทย ก็หายไปเกือบหมดแล้ว สิ่งที่คนไทยเราอ้าแขนรับเข้ามาอยู่แทนคือคนที่หอบเงินเข้ามาจากฮ่องกง ไต้หวัน และที่ต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เลยเข้ามาเมืองไทย ทำให้ไทยพลอยรกไปหมดด้วยป่าคอนกรีต

ครอบครัวรังสิต เมืองเบอร์ลิน พ.ศ. 2471

เสด็จในกรมพระยาชัยนาทและหม่อมเอลิซาเบธ เมื่อครั้งทรงพาหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต และหม่อมเจ้าสนิธประยูรศักดิ์ ไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ พ.ศ. 2469

แม้วันนี้จะไม่มีวังไม้ของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ อยู่อีกแล้ว แต่ความทรงจำดี ๆ ของคนที่เคยอยู่อาศัยในวังไม้ยังคงเด่นชัดไม่ลบเลือน แม้วังไม้จะไม่ปรากฏอยู่อีกต่อไป แต่เมื่อได้อ่านเรื่องราวของวังไม้ ก็ทำให้เกิดจินตนาการขึ้นมาโดยพลัน วังไม้ซึ่งเป็นวังแรกของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ยังคงเจิดจรัสอยู่ในความทรงจำและในจินตนาการ แต่วังวิทยุของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ยังคงดำรงอยู่ และยังคงบอกเล่าเรื่องราวของอดีตที่สามารถเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน พร้อมกับยังคงดำรงอยู่เพื่อให้คนที่สนใจใคร่รู้เรื่องราวของวังวิทยุ ได้เข้าไปศึกษาความเป็นมาของโบราณสถานอายุกว่า 100 ปี แต่ยังคงมีลมหายใจนิรันดร์

วันหน้าผู้เขียนจะขออนุญาต หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต นำผู้อ่านแนวหน้าไปเยี่ยมชมวังวิทยุ และจะกราบขออนุญาตให้คุณหญิงปรียนันทนาช่วยกรุณาเล่าเรื่องราว และเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของวังวิทยุและพระประวัติของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ให้คุณ ๆ ได้รับฟังด้วยกัน

ชีวิตวัยเยาว์ ณ วังวิทยุ

หมายเหตุ

วังไม้เสียหายทั้งวังเพราะเหตุอัคคีภัย เมื่อ 16 สิงหาคม 2482 แต่ก่อนที่วังไม้จะสูญสิ้นนั้น วังแห่งนี้ได้ถูกใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์หลายสถาน อาทิ สถานที่พยาบาลชั่วคราวในยามกรุงเทพฯ เกิดโรคอหิวาต์ระบาดหนัก 2469 และในปี 2473 วังไม้ได้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนสายปัญญา โดยใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นประถม ส่วนวังเดิมของพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ถูกใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นมัธยม 6-8

ภาคผนวก

พระกรณียกิจของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ เมื่อทรงรับราชการนั้นเกิดขึ้นเมื่อประทับ ณ วังไม้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยคนแรกของสยามประเทศ เมื่อวันที่ 4 เมษายนพ.ศ. 2460  จึงทรงเป็นพระองค์แรกที่วางหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยาม ซึ่งก็คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วังวิทยุ ช่วง พ.ศ. 2468 และสมาชิกครอบครัวรังสิตกับญาติและเพื่อนสนิท

ครั้นต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนพ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก (ต่อมายกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงสาธารณสุข) ทั้งนี้เสด็จในกรมพระยาชัยนาท ทรงเป็นผู้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ กรมขุนสงขลานครินทร์) ให้ทรงสนพระทัยในการแพทย์และการสาธารณสุขของสยามประเทศ

ภาพประกอบจากหนังสือ “เกิดวังไม้”  โดย หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เนื่องในโอกาสชันษา 100 ปี

เรื่อง…เฉลิมชัย ยอดมาลัย

ลฎาภา ทิวะสิงห์

ปาริชาติ ชำนิบรรณการ

ภาพ ชัยสิทธิ์ รอดทอง

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

 

หัวหิน – 16 เมษายน 2569: อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท (Avani+ Hua Hin Resort) กลับมาชวนเหล่าคนรักสุขภาพมาร่วมดูแลตัวเองไปกับ Wellness Wanderer Camp อีกครั้ง กับแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2569 ที่รวมกิจกรรมดูแลสุขภาพ ห้องพัก และมื้ออาหาร ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลหัวหินที่เงียบสงบ ภายใต้แคมเปญ Avani Tribes: Live Your Tribe ที่รวบรวมกลุ่มผู้เข้าพักที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ไปด้วยกัน โดยในปีนี้โปรแกรมยังพัฒนาให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมที่คัดสรรมาอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 8 ท่าน ให้ผู้เข้าร่วมได้ฟื้นฟูกายใจอย่างเต็มที่ ไปพร้อมกับโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ตลอดทริป

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าด้วยการวิ่งริมชายหาดร่วมกับโค้ชและผู้เข้าร่วมท่านอื่น ๆ ก่อนจะต่อเนื่องด้วยกิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงและการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึก Functional Training แอโรบิกในน้ำ การคลายพังผืด (Fascia Release) การจัดกระดูกแบบดั้งเดิม (Bone Setting Therapy) ไปจนถึงกิจกรรมคลื่นเสียงบำบัดแบบลอยน้ำ (Floating Sound Healing) และ การแช่น้ำแข็ง (Ice Bathing) เพื่อช่วยฟื้นฟู และลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ พร้อมปิดท้ายวันด้วยช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายและความสนุก ผ่านมื้ออาหารที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้เข้าร่วมทุกคนเข้าด้วยกัน

โดยหัวใจหลักของโปรแกรมนี้รวมถึง AvaniWell ศูนย์สุขภาพประจำรีสอร์ท ที่ผสานศาสตร์การบำบัดแบบไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ มอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลอย่างครอบคลุมตั้งแต่ ดริปวิตามิน (IV Drip) ทรีตเมนต์ดูแลผิวหน้า กายภาพบำบัด การยืดกล้ามเนื้อ ไปจนถึงศาสตร์อายุรเวทและการนวดไทย เพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคล

อีกหนึ่งไฮไลท์ตลอดรีทรีทนี้คือเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ที่รังสรรค์โดยเชฟกิ๊บ Executive Chef ของรีสอร์ท ที่ออกแบบโดยเน้นความสมดุลของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลในรูปแบบที่เบาสบายแต่ยังคงความอร่อย เมนูจะปรับเปลี่ยนตลอดการเข้าพัก ตั้งแต่อาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึงมื้ออาหารที่เน้นการสังสรรค์และการใช้เวลาร่วมกัน

Wellness Wanderer Camp ออกแบบมาให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยสามารถปรับระดับกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าความเข้มข้นของการฝึก จึงเหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลตัวเองในแบบของตนเอง

แพ็กเกจ Wellness Wanderer Camp 2026 ตลอด 3 วัน 2 คืน รวมห้องพัก กิจกรรมเวลเนส และอาหารครบทุกมื้อ ราคาเริ่มต้นที่ 23,850++ บาทต่อท่าน หรือ 46,700++ บาทต่อคู่ สำหรับห้อง Deluxe Room พร้อมตัวเลือกอัปเกรดห้องพักสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การพักผ่อนที่พิเศษยิ่งขึ้น

สำรองห้องพักหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.avanihotels.com/en/hua-hin/offers/wellness-wander-camp
อีเมล: reserveavani@avanihotels.com
โทร: 032 898 989

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ชวนทุกคนสัมผัสเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทยในมุมมองใหม่ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์หน้าร้อน กับแคมเปญพิเศษ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” รวมไอเท็มสุดคราฟต์ที่โดดเด่นด้วยเฉดสีจัดจ้าน ลวดลายมีเอกลักษณ์ และดีไซน์ที่สะท้อนพลังความสนุก ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สดใหม่และร่วมสมัย มาให้ผู้รักในงานฝีมือเลือกช็อปเลือกแมตช์กับสไตล์ที่ใช่ จุดประกายให้ซัมเมอร์นี้สดใสยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม 

สุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า “ไอคอนคราฟต์ตั้งใจที่จะทำให้งานคราฟต์ไทยเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสนุกสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในฤดูร้อนปีนี้ เรามุ่งเน้นการนำเสนอ ‘Thai Craft Reimagined’ หรือการตีความงานฝีมือไทยในมุมมองใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสและความร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวเห็นว่า งานฝีมือจากภูมิปัญญาไทยสามารถหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ในบ้าน ซึ่งทุกชิ้นไม่เพียงดีไซน์เก๋ สีสันสดใส ยังมีเรื่องราว มีเอกลักษณ์ และมีความหมายอันเป็นสิริมงคล เหมาะเป็นของขวัญของฝากให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยและซัมเมอร์นี้”

แคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” เติมสีสันให้ซัมเมอร์นี้ด้วยงานฝีมือไทยดีไซน์ร่วมสมัย แฝงไปด้วยอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งแฟชั่นไอเท็ม เครื่องประดับ และของใช้ในบ้าน จากแบรนด์ไทยขวัญใจสายคราฟต์ อาทิ 


• PREM X BELLVE ความร่วมมือสุดพิเศษระหว่าง PREM.ARTISTIC ศิลปินผู้ชุบชีวิตวัสดุเหลือใช้ผ่านการเล่าเรื่องด้วยสีสัน และ BELLVE ดีไซเนอร์ผู้ใช้ภาษาแห่งสี เพื่อเยียวยาหัวใจและสะท้อนตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Forever In Bloom เผยโฉมคอลเลกชันแฟชั่นคราฟต์รับซัมเมอร์ ที่เด่นด้วยการนำเศษผ้าและเศษวัสดุเหลือใช้มาถักทอจนเปล่งประกายราวกับดอกไม้ ผสานสีสัน ลวดลาย และดีไซน์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เติมความสนุกและความเคลื่อนไหวให้ทุกลุคในฤดูร้อนนี้ 


• PATTERN.ERS การรวมตัวของ 4 แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ ทั้ง KANZ BY THAITOR จากจังหวัดแพร่ ที่มีเอกลักษณ์ในการนำเศษผ้าเหลือใช้มาปะติดปะต่อเป็นผ้าชิ้นใหม่เพื่อให้เกิดมิติของลาย จนเหมือนงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้, {JUN} แบรนด์ Men’s Wear ที่มักหยิบเอาดีเทลเครื่องแต่งกายผู้ชายจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาลดทอนให้เรียบง่าย ตัดเย็บด้วยผ้าทอคุณภาพของเชียงใหม่, LONGGOY แบรนด์แฟชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวล้านนาในรูปแบบใหม่ ใช้เทคนิคการกัดสี และวัตถุดิบจากเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์ผลงานให้มีเอกลักษณ์, FEEL YOUTH ที่นำแรงบันดาลใจจากสีสัน ศิลปะ และธรรมชาติรอบตัว มาออกแบบเป็นเสื้อผ้าซึ่งสะท้อนความสนุก ความงาม และความเยาว์ ได้อย่างมีชีวิตชีวา 


• MAMAWELL แบรนด์กระเป๋าแฟชั่นสาย Sustainable ที่ปลุกชีวิตให้เศษผ้าเหลือใช้จากการตัดเย็บชุดว่ายน้ำ กลายมาเป็นกระเป๋าถักมือสีสันสุดจี๊ด สะท้อนเอกลักษณ์ความไม่ซ้ำใครในทุกใบ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความสดใส น้ำหนักเบา และแห้งไว จึงเป็น Must-Have Item สำหรับซัมเมอร์นี้
• HOROSCARF ผ้าพันคอแบรนด์ไทยที่เปลี่ยนความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ให้กลายเป็นงานศิลปะบนผืนผ้าได้อย่างมีรสนิยม ด้วยภาพวาดสีน้ำอันอ่อนช้อยแฝงด้วยลวดลายมงคลเสริมพลังบวกและสิริมงคล ช่วยเสริมความเก๋และความโชคดีไปพร้อมกัน


• WISHULADA แบรนด์งานศิลปะสื่อผสมที่ทลายขีดจำกัดของคำว่าขยะ สู่ผลงานดีไซน์ที่โลกต้องจับตามอง ผ่านการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้รอบตัวให้กลายเป็นแฟชั่นไอเทมและของตกแต่งบ้านสุดคูล สะท้อนหัวใจสำคัญของงานคราฟต์ยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงความทันสมัยและเปี่ยมด้วยจินตนาการ


• Suaydeee Studio แบรนด์เครื่องประดับแฮนด์เมดสายมูแสนเก๋จากเชียงใหม่ที่ มาพร้อมคอลเลกชันล่าสุด The Auspicious Takrud Collection สร้อยตะกรุดมงคล 5 แบบ 5 สไตล์ เครื่องประดับที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังเสริมความมั่นใจ ความสำเร็จ และโชคลาภให้กับทุกวันที่สวมใส่


• Hathai Herb แบรนด์สมุนไพรไทยร่วมสมัยที่ผสานธรรมชาติ งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน กับผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ “ยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ” ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมสีสันโดนใจ ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงสมุนไพรไทยและสนุกกับการ Mix & Match กับสไตล์ที่ต้องการ
• Suchai Craft ภาชนะอลูมิเนียมลายไทยที่พลิกโฉมให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการเพิ่มสีสันให้หลากหลาย พร้อมนำเสนอการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมลายไทย ให้เป็นของที่ใคร ๆ ก็หยิบมาใช้ได้อย่างร่วมสมัย 

พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM และลูกค้าชาวต่างชาติ ช็อปสนุกกับแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” รับส่วนลดสูงสุด 600 บาท โดยเมื่อสินค้าภายในร้านไอคอนคราฟต์ครบ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จทันที 100 บาท (สำหรับการซื้อครั้งถัดไป ขั้นต่ำ 200 บาท/ใบเสร็จ) และช็อปครบ 6,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จไปเลย 500 บาท  (สำหรับการซื้อครั้งถัดไป ขั้นต่ำ 1,000 บาท/ใบเสร็จ) สิทธิ์มีจำนวนจำกัด

ร้อนนี้ต้องเก๋กว่าใคร มาเติมสีสันรับซัมเมอร์ด้วยงานคราฟต์ไทยดีไซน์สุดชิคกับ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” ได้ตลอดเดือนเมษายนนี้ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 และ 5 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT 

#ICONCRAFT #ไอคอนคราฟต์ #ThaiCraftInSummer #ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

สงกรานต์ไอคอนสยามประสบความสำเร็จเกินคาด รวมยอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาล 6 วันกว่า 1.47 ล้านคน เติบโตทั้งกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริงสร้างไวรัลบนโซเชี่ยล มีผู้ชมคอนเทนต์สงกรานต์บนออนไลน์รวม 100 ล้านวิว เป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ตัวจริงที่ครบทุกมิติทั้งการเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย พร้อมปลุกเศรษฐกิจ กระตุ้นยอดขายช่วงเทศกาลให้เติบโต 15% จากปีที่ผ่านมา

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ไอคอนสยามและพันธมิตรภาครัฐและเอกชน มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN 2026” ถือเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ และเผยแพร่เทศกาลสงกรานต์ไทยอันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์อันทรงคุณค่านี้ร่วมกัน การจัดงานในปีนี้ ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายอย่างมาก กิจกรรมทั้งหมดได้รับความสนใจ มียอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาลทั้ง 6 วัน รวมกว่า 1.47 ล้านคน โดยจำนวนผู้ร่วมงานเติบโตทั้งในกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนั้น ยังสร้างปรากฎการณ์บนโลกออนไลน์ มีผู้ชมคอนเทนต์ตลอดเทศกาลสงกรานต์สูงมากถึง 100,000,000ครั้ง (views) ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

“งานสงกรานต์ไอคอนสยาม จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สาด สนุก สุข สิริมงคล สงกรานต์ไทย” นำเสนอประสบการณ์ครบมิติทั้งการสาดน้ำที่สนุกสนาน สะอาด ปลอดภัย มอบความบันเทิงจากศิลปินไทยมากความสามารถ พร้อมการแสดงทางวัฒนธรรมไทยหลากหลายด้าน เช่น ขบวนแห่นางสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้าน พร้อมกิจกรรมเสริมความสิริมงคล ส่งเสริมการใช้ชีวิตตามวิถีไทยอย่างครบเครื่อง ทำให้เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ครบทุกเซ็กเมนต์ ทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบกับการร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้ามากกว่า 1,000 ร้านค้า ส่งมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งที่หลากหลายคุ้มค่า ทำให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ มียอดจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 15% จึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภายในศูนย์การค้าและธุรกิจโดยรอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างคึกคักตลอดเทศกาล” นายสุพจน์กล่าว

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับเทศกาลไทยสู่สากล

โดยความสำเร็จในครั้งนี้ไอคอนสยาม ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ได้แก่กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, กรมประชาสัมพันธ์ และพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ปุริ จำกัด, บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, บริษัท ซิตี้ ไอซ์ จำกัด, Beverly Hills Polo Club, Sapporo Beer, โรงพยาบาลสมิติเวช, บริษัท นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด, แบรนด์ Havaianas, น้ำแร่ 6ty degrees, บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด, DREAME THAILAND และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS), บริษัท แบรนด์ดีไลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ เมืองสุขสยาม ร่วมสร้างมหาปรากฏการณ์งานสงกรานต์ ทำให้งานสงกรานต์ไอคอนสยามเป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ที่ครบมิติทั้งการละเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย ส่งเสริมให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กของการจัดงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

ไฮไลต์กิจกรรมที่ผสานวัฒนธรรมและความบันเทิง สร้างประสบการณ์ “THAICONIC”

ไอคอนสยามได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญที่รวบรวมไอคอนแห่งความเป็นไทยในทุกมิติ มาบรรจบกันในเทศกาลฉลองปีใหม่ไทย ตั้งแต่มรดกทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของชาติ จนถึงตัวแทนแห่งยุค เพื่อร่วมเชิดชูและสืบสานความงดงามของวัฒนธรรม สู่เทศกาลสงกรานต์ที่เต็มไปด้วยสีสัน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หนึ่งในไฮไลต์ที่ได้รับการกล่าวถึงในโลกโซเชียลและกลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดฮิต คือ Water Landmark ช้างไทยพ่นน้ำขนาดยักษ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการนำ “ช้างไทย” สัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของไทยมานำเสนอในรูปแบบผลงานประติมากรรมศิลปะขนาดใหญ่ สร้างสรรค์โดยศิลปิน Dee SweetDrug Studio และสามารถพ่นน้ำได้ถึง 6 งวง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงาน พร้อมเสริมสิริมงคลให้กับผู้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยน้ำมนต์ 9 วัด นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังได้นำมรดกทางวัฒนธรรมให้ปรากฏสู่สายตาผู้คนทั่วโลกผ่าน ขบวนแห่นางสงกรานต์สุดวิจิตรตระการตา พร้อมไอคอนแห่งยุคอย่าง หลิง-ออม และ 4EVE ตลอดจนปรากฏการณ์ความบันเทิงที่รวบรวมศิลปินมากมายมามอบความสุขและความบันเทิงภายในงานกว่า 300 ชีวิตตลอด 6 วันเต็ม รวมถึงกิจกรรมที่ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิม ทั้งการสรงน้ำพระเสริมสิริมงคล รับพลังบุญต้อนรับปีใหม่ไทย กิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญู กิจกรรมการประกวดหนูน้อยสงกรานต์ และการประกวดร้องเพลงรุ่นเด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมความกล้าแสดงออกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความรักความอบอุ่นภายในครอบครัวอีกด้วย ทุกกิจกรรมล้วนสร้างประสบการณ์แบบ “THAICONIC” อย่างแท้จริงในทุกมิติ

#ICONSIAMSongkran #สงกรานต์ที่ไอคอนสยาม #ICONSIAM

SACIT ชู ‘กระจูดวรรณี VARNI Craft’ ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

SACIT ชู ‘กระจูดวรรณี VARNI Craft’ ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

SACIT ชู ‘กระจูดวรรณี VARNI Craft’ ต้นแบบ Sustainable Craft Business Model

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เผย “กระจูดวรรณี VARNI Craft จังหวัดพัทลุง” โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG ที่มีกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ  หลังเดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน  ต่อยอดแนวคิดจาก “Circular” สู่ “Sustainable Craft Business Model” เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับภารกิจของ SACIT “สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย 

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้บทบาท “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” ด้วยแนวคิด Sustainable Craft Business Model โมเดลความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม การยกระดับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างการตลาดยุคใหม่ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยยึดหลักตามเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมยังคงอยู่และเติบโตได้ในปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน

“Sustainable Craft Business Model คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้เข้าร่วม 20 ราย ที่ SACIT ได้บ่มเพาะแนวทางการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบของ ESG คือ สิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) โดยกระจูดวรรณี VARNI Craft เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีการพัฒนางานหัตถกรรมด้วยกรอบ ESG ได้อย่างครบถ้วน SACIT จึงชูให้เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จที่พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงานจักสานกระจูด ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ผสานดีไซน์ ฟังก์ชัน และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาเทคนิคใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว”

มนัทพงศ์ เซ่งฮวด  ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft

ด้านกระบวนการผลิต กระจูดวรรณีนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ เช่น การพัฒนาเศษกระจูดเป็นวัสดุรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดการน้ำเสียและการใช้พลังงานสะอาดในบางขั้นตอน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรักษาฐานทรัพยากรของชุมชนในระยะยาว อีกทั้งมีการวางรากฐานสู่การประเมินและคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต เพื่อต่อยอดสู่แนวทางการจัดการคาร์บอนและ Carbon Credit สะท้อนศักยภาพของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปแบบเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต นักออกแบบ นักวิจัย และภาคตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการยกระดับกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความยั่งยืนได้อย่างสมดุล การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างบูรณาการ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว ซึ่งกระจูดวรรณีถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยม ที่สะท้อนแนวทาง Sustainable Craft Business Model ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการสืบสานองค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างยั่งยืน

ด้านผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง นายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณีได้รับการสนับสนุนจาก SACIT อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถพัฒนางาน “กระจูด” จากภูมิปัญญาดั้งเดิม ให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน โดยยังคงรักษารากฐานเดิมไว้ ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัยและตอบโจทย์ตลาด ทั้งการผสานลวดลายกราฟิก เทคนิคการย้อมสี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่งานแฟชั่นไปจนถึงงานอินทีเรีย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และงานตกแต่งในโรงแรม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและขยายตัวสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี

กระจูดวรรณี ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste ผ่านการนำเศษกระจูดที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็น “ถ่านกัมมันต์” เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต พร้อมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการย้อม ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต ในขณะเดียวกัน ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่การจัดการ Carbon Credit ได้อย่างครบวงจร สะท้อนการยกระดับงานหัตถกรรมสู่โมเดลธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างคุณค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

“นอกจากการมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว กระจูดวรรณียังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มสตรีให้กลายเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานและขับเคลื่อนงานหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายมนัทพงศ์ กล่าว

แบรนด์ VARNI Craft

ความสำเร็จของ “กระจูดวรรณี VARNI Craft” นับเป็นบทพิสูจน์ว่างานหัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ได้ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน SACIT ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ทั่วประเทศให้สามารถพัฒนา “ศิลปหัตถกรรมไทย” สู่การเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจและความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

แบรนด์ VARNI Craft

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

SACIT ชวนชอปงานหัตถศิลป์ฝีมือคนไทยที่งาน  “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน ” ระหว่าง วันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ  ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G และ เฮลิค การ์เด้นท์  ชั้น 5  ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์   เลือกซื้องานหัตถศิลป์ไทยสุดประณีตจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมจากทั่วประเทศกว่า 50 ราย ร่วม Workshop งานหัตถศิลป์ไทยด้วยตนเอง

World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย

World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย

World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

เตรียมตัวให้พร้อม! เมื่อกรุงเทพฯ กำลังจะกลายเป็นเวทีของกาแฟพิเศษที่ทั่วโลกจับตามอง กับงาน World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์กาแฟระดับโลกที่เป็นหมุดหมายสำคัญ หรือ Destination Event ที่คอกาแฟทั่วโลกรอคอย มีสมาคมกาแฟพิเศษ Specialty Coffee Association (SCA) เป็นเจ้าของลิขสิทธ์งาน, จัดโดย Exporum Inc. และ มีสมาคมบาริสต้าไทย (BAT) เป็นเจ้าภาพการจัดงานครั้งนี้

World of Coffee Bangkok 2026 จะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียวในประเทศไทยก่อนจะเวียนมาจัดที่ทวีปเอเชียอีกครั้ง ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2027 และเวียนไปจัดในเมืองสำคัญอื่น ๆ ทั่วโลกต่อไป

การเลือกประเทศไทย เป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ตอกย้ำศักยภาพของกาแฟไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมกาแฟของอาเซียน ด้วยจุดแข็งสำคัญคือผลผลิตที่มีคุณภาพ และเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่เป็นทั้งผู้ผลิต นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมีวัฒนธรรมคาเฟ่ และการดื่มกาแฟอยู่ในประเทศเดียวกัน  ส่งผลให้อุตสาหกรรมกาแฟไทย เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 จะรวมบริษัทชั้นนำกว่า 400 แห่ง จากมากกว่า 40 ประเทศ มาโชว์ทั้งอุปกรณ์กาแฟ เมล็ดกาแฟดิบ และนวัตกรรมการคั่วกาแฟ โดยมีโซนที่น่าสนใจมากมาย อาทิ  Roaster Village: รวมโรงคั่วกาแฟชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลก ที่จะทำให้เห็นเทรนด์ของการคั่ว การชง เช่น GLITCH TOKYO จากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น, MOMOS COFFEE จากปูซาน ประเทศเกาหลีใต้, MAME Roastery จากซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

Producer Village: พื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “เกษตรกร” กับ “ผู้ซื้อ” โดยตรง Cupping Rooms: ห้องชิมกาแฟเพื่อทดสอบรสชาติจากเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ใหม่ๆ SCA Lecture Series: พื้นที่แบ่งปันความรู้จากกูรูตัวจริง ที่จะมาแชร์ประสบการณ์และแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและมองเห็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ชัดเจนขึ้น

SCA Community Lounge: พื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายของวงการกาแฟ

Brew Bar: จุดพักเติมพลังด้วยกาแฟแก้วพิเศษจาก World Coffee Championships ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟที่ยอดเยี่ยม ผ่านเทคนิคการชงที่หลากหลายของบรรดาแชมป์โลกตัวจริง และการแข่งขัน World Cup Tasters Championship 2026 ที่จะเฟ้นหาแชมป์โลกที่แยกรสกาแฟได้แม่นยำที่สุด การแข่งขันนี้ ฉัตรเฉลิม เลิศเอนกวัฒนา เป็นชาวไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกมาได้ในปี 2025 และปีนี้ ประเทศไทยมี ปุณณภพ สุวรรณจิตร์ แชมป์จากเวที Thailand National Cup Taster Championship ลงเข้าแข่งขันด้วย

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน World of Coffee Bangkok 2026   วันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00 – 18:00 น. (วันสุดท้ายเริ่มเวลา 10:00 – 17:00 น.) ณ ไบเทค บางนา Hall 98 – 99  บัตรเข้างาน 1 วัน และ 20 USD (ประมาณ 660 บาท) สำหรับ บัตรเข้างาน 3 วัน  ช่องทางจำหน่าย: asia.worldofcoffee.org  

ไม่ว่าคุณจะเป็นคอกาแฟที่แสวงหารสชาติใหม่ๆ บาริสต้าที่ต้องการอัปเกรดทักษะ หรือผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสทางธุรกิจ เตรียมพบประสบการณ์ระดับโลกได้ที่งาน World of Coffee Bangkok 2026 กับอีเวนต์ระดับโลกที่คุณ “ห้ามพลาด”

‘ยิ่งให้ ยิ่งเห็นแง่มุมใหม่’ ถอดตัวอย่าง LG Subscribe เหนือกว่าการให้เครื่องใช้ไฟฟ้า คือการจุดประกายพลังใจที่ยั่งยืน

‘ยิ่งให้ ยิ่งเห็นแง่มุมใหม่’ ถอดตัวอย่าง LG Subscribe เหนือกว่าการให้เครื่องใช้ไฟฟ้า คือการจุดประกายพลังใจที่ยั่งยืน

‘ยิ่งให้ ยิ่งเห็นแง่มุมใหม่’ ถอดตัวอย่าง LG Subscribe เหนือกว่าการให้เครื่องใช้ไฟฟ้า คือการจุดประกายพลังใจที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ปัจจุบันมุมมองที่เรามีต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีคือ การเป็นสิ่งสำคัญที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่หารู้ไม่ว่ายังมีมุมมองอื่นของสองสิ่งนี้ที่หลายคนคาดไม่ถึง

จากความสำเร็จของแคมเปญเพื่อสังคม “แปลงโฉมบ้าน จุดประกายชีวิตใหม่”  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญฉลองครบรอบ 1 ปี บริการ LG Subscribe ในประเทศไทย ทาง LG Subscribe ได้ร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา เพื่อสนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ค้นพบมุมมองใหม่ที่น่าสนใจว่า การส่งมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าไปอยู่ในมือของผู้ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการสู้ชีวิตและความคิดสร้างสรรค์ สามารถมอบคุณค่าที่มากกว่าแค่ความสะดวกสบาย ด้วยการทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าสร้างโอกาสและพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดคุณภาพชีวิตไปได้อีกขั้น

เปลี่ยน “พื้นที่ว่างในตู้เย็น” เป็น “พื้นที่สร้างมูลค่า”

หนึ่งในตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนภาพพลังแห่งการให้ที่ชัดเจน คือการได้เห็นวิธีที่ครอบครัวต่างๆ ดึงศักยภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้ามาประยุกต์ใช้เพื่อต่อยอดคุณภาพชีวิต ตัวอย่างเช่น ตู้เย็น ที่สำหรับหลายบ้านอาจเป็นเพียงเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับการถนอมอาหาร แต่จากแคมเปญเพื่อสังคม เราได้เห็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สามารถพลิกบทบาทให้ตู้เย็นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ๆ แทนที่จะปล่อยให้พื้นที่ว่างในตู้เย็นขนาดใหญ่สูญเปล่า ก็สามารถใช้พื้นที่นั้นแช่น้ำผลไม้โฮมเมดหรืออาหารสำหรับจำหน่ายในชุมชน เปิดโอกาสในการเริ่มต้นหารายได้เสริมใหม่ๆ เราจึงได้รู้ว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความจุที่ตอบโจทย์ ไม่ได้มีไว้เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์เท่านั้น เพราะความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลที่มีพลังใจล้นเหลือ สามารถเปลี่ยนได้แม้กระทั่งพื้นที่ว่างในตู้เย็นให้กลายเป็นพื้นที่สร้างมูลค่า ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงในชีวิตประจำวันไปพร้อมๆ กับการดูแลคนในครอบครัวที่บ้านได้ในอีกมุมหนึ่ง

เครื่องซักผ้า “เพิ่ม” คุณภาพชีวิต “ลด” ความเสี่ยงด้านสุขภาพ

หลายคนอาจเห็นว่าเครื่องซักผ้าเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลา แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากแคมเปญนี้ในอีกแง่มุมหนึ่งคือ สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยแล้ว การใช้เครื่องซักผ้าสามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดจากการทำงานบ้านได้ เนื่องจากการซักผ้าด้วยมืออาจทำให้ต้องออกแรงมาก รวมถึงท่านั่งที่ไม่สะดวกสบาย และทำให้พื้นบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยน้ำ การเปลี่ยนมาใช้เครื่องซักผ้าทำให้ไม่ต้องขยับร่างกายจนเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการลื่นล้มจนอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แถมการใช้เครื่องซักผ้ายังช่วยลดภาระงานบ้านที่หนักอึ้ง โดยครอบครัวหนึ่งพบว่า เครื่องซักผ้าช่วยให้สมาชิกครอบครัวที่สุขภาพอ่อนแอไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อและแผลอักเสบจากการนั่งซักผ้าด้วยมือ และมีเวลาที่ได้คืนกลับมาเพิ่มเติมไปใช้หาไอเดียสำหรับต่อยอดธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองได้อีกด้วย

“ความอุ่นใจ” คือรากฐานสำคัญของชีวิต

แคมเปญ “แปลงโฉมบ้าน จุดประกายชีวิตใหม่” จาก LG Subscribe นอกจากจะมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูง พร้อมนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและประหยัดไฟขึ้น ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตแล้ว ยังคอยดูแลและให้คำปรึกษาเครื่องใช้ไฟฟ้าถึงบ้าน พร้อมเคียงข้างในฐานะเพื่อนคู่คิดให้อุ่นใจ ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือความเสื่อมถอยของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยเป็นปัญหากวนใจ ด้วยรูปแบบบริการที่ครอบคลุมถึงการดูแลรักษาและตรวจเช็คสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอโดยช่างผู้เชี่ยวชาญตลอดอายุสัญญา ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ ความคุ้มครองที่ยาวนานนี้ มากกว่าการรับประกันสินค้า คือการมอบความอุ่นใจไร้กังวล ซึ่ง LG Subscribe ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและแรงสนับสนุนในการจุดประกายความหวัง วาดอนาคต ให้ทุกครอบครัวผู้ร่วมกิจกรรมสามารถรักษาระดับคุณภาพชีวิตที่ดี และเดินหน้าไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ต่อไปได้อย่างราบรื่น

ประสบการณ์จากแคมเปญนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า การให้ที่แท้จริงคือการมอบรากฐานที่มั่นคง LG Subscribe จึงมุ่งมั่นในการส่งมอบนวัตกรรมแห่งความสะดวกสบายที่เข้าถึงง่าย ลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมบริการรับประกันยาวนาน ให้ผู้บริโภคชาวไทยอุ่นใจไร้กังวล ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลแอลจี 02-057-5757 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.lg.com/th/subscribe และติดตามกิจกรรมต่างๆ ของแอลจีได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ LG Global และอินสตาแกรม lg_thailand