ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen's Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีมนต์เสน่ห์ที่สามารถมัดใจให้ผู้ไปเยือนต้องหลงใหล แบบชนิดที่ว่าหากมีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลายแบบ แต่สามารถผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัวสุด ๆ เช่น สถาปัตยกรรมแบบนิโอกอธิค นิโอคลาสสิก อาร์ตนูโว บาโรก โรมาเนสก์ และกอธิคยุคกลาง 

แต่สัปดาห์นี้ จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้าในมหาวิหาร St. Stephen’s หรือ St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ก่อนอื่นของเล่าให้ฟังว่า Bacilica คือมหาวิหารในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่มีสถานะเป็น Bacilica คือโบสถ์สำคัญมากในทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติหรือการยกย่องโดยสมเด็จพระสันตะปาปา ส่วนคำว่า Cathedral แปลว่าอาสนวิหาร เป็นโบสถ์หลักของสังฆมณฑลที่มีพระระดับบิชอปประจำอยู่ และยังมีคำว่า Church กับ Chapel อีกด้วย ซึ่งหากแปลแบบง่าย ๆ ก็จะเรียกว่าโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ในความเป็นจริงคำที่ใช้นั้นบ่งบอกถึงสถานภาพและความสำคัญของสิ่งปลูกสร้างโดยแท้จริง

St. Stephen’s Bacilica (Szent Istvan Bazilika) นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในฮังการี และยังได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีด้วย มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี คือ เซนต์สตีเฟน 

ความสำคัญอีกประการของมหาวิหารนี้คือ เป็นที่เก็บรักษาพระหัตถ์ขวาของเซนต์สตีเฟน ผู้ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และนักบุญของเมือง โดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบมัมมี่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง นอกจากนั้นยังเปิดให้ผู้เข้าชมมหาวิหารขึ้นไปบนบริเวณรอบโดม และชมวิวเมืองได้ 360 องศา รวมถึงชมห้องพระคลังมหาสมบัติประจำมหาวิหารด้วย นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกสารพัดชนิดให้ชมตลอดปี รวมถึงคอนเสิร์ตออร์แกนอีกด้วย (จำหน่ายบัตรเข้าชม) อัตราแลกเปลี่ยนเงินโฟรินต์ฮังการีเทียบกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 100 โฟรินต์ฮังการีเท่ากับ 10 บาท ราคาบัตรเข้าชมมหาวิหารตกประมาณคนละ 600 บาท ส่วนบัตรชมคอนเสิร์ตตกประมาณคนละ 38 ยูโร (1 ยูโรมีค่าประมาณ 380 โฟรินต์ฮังการี) 

บอกได้เพียงคำเดียวว่า เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแห่งนี้ คุณจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความวิจิตรบรรจงได้โดยพลัน และยังได้ชมงานศิลป์ล้ำค่าของเหล่าศิลปินร่วมสมัยนามอุโฆษที่ตกแต่งอยู่ที่แท่นบูชา เป็นผลงานที่รังสรรเพื่อนักบุญสตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี ผู้ทรงเปลี่ยนศาสนาให้ชาวฮังการีผู้เร่ร่อนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และทรงทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งได้ในเวลาต่อมา

เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ขอให้ชมแท่นบูชาหลัก ที่มีรูปปั้นนักบุญสตีเฟนแกะสลักจากหินอ่อนคาร์รารา ฝีมือของอาลาโฆส สโตรเบิล และต้องไม่พลาดชมเทวดากาเบรียลถือมงกุฎศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรกษัตริย์

มหาวิหารนี้มีโดมสูง 96 เมตร จึงโดดเด่นมากท่ามกลางกลุ่มอาคารต่าง ๆ ในเมืองเปสต์ (กรุงบูดาเปสต์แบ่งเป็นสองส่วน คือบูดา และเปสต์) และจะได้เห็นเสาหลักสี่ต้นที่ช่วยค้ำยันมหาวิหารให้ตั้งตระหง่าน รวมถึงต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังรูปพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ที่ประดับอยู่กลางโดม

แท่นบูชา Patrona Hungariaeโดย Gyula Benczúr depicts แสดงภาพนักบุญสตีเฟนถวายมงกุฎฮังการีแด่พระแม่มารี และทรงขอให้พระองค์เป็นผู้พิทักษ์ประเทศฮังการี

พระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสตีเฟน สมบัติล้ำค่าที่สุดของฮังการี คือกำปั้นขวาที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบมัมมี่ อยู่ ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาหลัก สมบัติชิ้นสำคัญนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร 

และอย่าพลาดการชมกระจกสีที่งดงามวิจิตรบรรจงมาก ซึ่งเป็นผลงานของมิกซา โรธ และหากได้ขึ้นไปชมด้านบนของมหาวิหาร ต้องไม่พลาดชมระฆังที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี หนัก 9 ตัน แขวนอยู่ในหอคอยด้านขวา  

ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม คือวันฉลองนักบุญสตีเฟน จัดเป็นงานประจำปี โดยมีพิธีแห่พระนั่งศักดิ์สิทธิ์ไปรอบมหาวิหาร

ช่วงนี้เราอาจจะเดินทางไปต่างประเทศได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงมาก ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงมาก ค่ากินค่าอยู่ก็แพงระยับ ดังนั้น ขอให้คุณ ๆ อ่านเรื่องและชมภาพของมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนไปพลาง ๆ ก่อน หากบ้านเมืองและโลกใบนี้สงบอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะไปเที่ยวไปชมมหาวิหารนี้ด้วยกัน

หากสนใจจะร่วมทริปอบอุ่นและเพรียบพร้อมด้วยการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ซึ่งรับสมาชิกจำนวนจำกัด นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 0917233615 แล้วเราจะไปท่องโลกและท่องไทยด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต...‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข่าวการเสียชีวิตของสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้จากภูหลวง สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก ช้างป่าที่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล ดูปกติและแข็งแรง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายกลับไปสู่ถิ่นที่อาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย สีดอหูพับเกิดมีอาการชักและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ซึ่งในเวลาต่อมา ผลการชันสูตรพบว่าในกระเพาะของสีดอหูพับเต็มไปด้วยอาหาร – อ้อยและมัน

เกิดอะไรขึ้นกับการเคลื่อนย้ายช้างป่า? เหตุใดความพยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพสัตว์กลับสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและนำไปสู่จุดจบของช้างป่าสีดอหูพับได้? หรือเพียงมีกำลังคนและอุปกรณ์คงไม่พอ นายสัตวแพทย์ ดร.อลงกรณ์ มหรรณพ นิสิตเก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการรักษาและดูแลช้างมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายช้าง อาศัยองค์ความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์และบริบทพื้นที่ ประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการเตรียมการอย่างละเอียดและเป็นระบบ ซึ่งการให้ยาซึมในช้างเป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักหลายตัน เมื่อได้รับยาซึม กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและการควบคุมทางเดินอาหาร หากมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะหรือหลอดอาหาร โอกาสเกิดการไหลย้อนและสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ช้างอยู่ในท่านอนหรือตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม

“การให้ยาซึมไม่ใช่แค่ฉีดยาแล้วจบ แต่ต้องประเมินสภาพร่างกาย เวลาการกินอาหาร และจัดท่าทางให้เหมาะสมตลอดกระบวนการ” น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวและว่า ในกรณีของช้างเลี้ยง การใช้ยาซึมมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงที่ช้างตกมันหรือมีอาการอาละวาด ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นจากอากาศร้อนจัด ความเครียด หรือแม้แต่การให้อาหารไม่ตรงเวลา

“เมื่อช้างแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด เพราะช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ การตัดสินใจจึงต้องรวดเร็วและอยู่ภายใต้การประเมินอย่างรอบคอบ”

โดยทั่วไปช้างที่อาละวาดมักไม่ได้อยู่ในภาวะอดอาหาร แต่กินน้ำและอาหารตามปกติมาก่อน เมื่อจำเป็นต้องให้ยาซึม ทีมสัตวแพทย์จะเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีความกังวลเรื่องการอาเจียน อาจพิจารณาให้ยาป้องกันการอาเจียนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยพบว่าช้างมีการอาเจียนหรือสำรอกอาหารออกมาเหมือนสัตว์บางชนิด

สำหรับประเด็นเรื่อง ภาวะสำลักอาหาร ระหว่างการเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่ หากมีการเตรียมการอย่างเหมาะสม หลังจากให้ยาสลบหรือยาซึมจนช้างอยู่นิ่งแล้ว ทีมงานจะฉีดยาใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้หรือโคนขาหน้าใกล้ลำคอ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดและช่วยยับยั้งการอาเจียนโดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์ไม่รู้สึกตัว สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดไม่ใช่เพียงอาหารในกระเพาะ แต่คือน้ำลายที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ หากเข้าสู่ปอดอาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลภาคสนามที่เคยประสบมา ยังไม่พบกรณีภาวะแทรกซ้อนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวพร้อมชี้ว่า การใช้ยาซึมในช้างมีผลต่อความปลอดภัยของช้าง ซึ่งต้องประเมินเป็นรายตัว เพราะช้างแต่ละเชือกมีความแตกต่างกัน ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ อายุและสภาพร่างกายของช้าง ระดับความเครียดก่อนการจับ สภาพแวดล้อมขณะปฏิบัติงาน และประสบการณ์ของทีมสัตวแพทย์ ช้างแต่ละตัวตอบสนองต่อยาซึมไม่เท่ากัน บางตัวออกฤทธิ์เร็ว บางตัวช้า บางตัวมีความไวต่อยา ดังนั้นการคำนวณปริมาณยาและการติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

จุดสังเกตสำคัญคือพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของช้าง ยกตัวอย่างว่าใบหูของช้างมีบทบาทสำคัญในการระบายความร้อน หากใบหูยังเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ ไม่ตก ไม่ห้อยผิดปกติ และช้างไม่แสดงอาการซึมหรือง่วงผิดธรรมชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับการแกว่งหาง หากยังแกว่งไปมาตามจังหวะปกติ แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังทำงานได้ตามปกติ

ในด้านสัญญาณชีพ อัตราการหายใจของช้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4–10 ครั้งต่อนาที ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรจะอยู่ที่ประมาณ 25–30 ครั้งต่อนาที สำหรับช้างเลี้ยงสามารถคลำชีพจรบริเวณด้านหลังใบหูได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ในกรณีของช้างป่า การเข้าถึงตัวเพื่อตรวจวัดจะทำได้ยากกว่า ต้องอาศัยความระมัดระวังและประสบการณ์สูง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ให้ยาซึม

อุณหภูมิร่างกายปกติของช้างจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับมนุษย์ วิธีประเมินเบื้องต้นสามารถใช้ฝ่ามือสัมผัสบริเวณด้านข้างลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายเทความร้อนได้ดี หากรู้สึกร้อนจัดกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของไข้หรือความผิดปกติภายในร่างกาย “ในกรณีช้างป่า เมื่อมีการให้ยาซึมแล้ว ทีมสัตวแพทย์จะต้องเข้าใกล้ตัวช้างให้มากที่สุด เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ การหายใจและชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสัญญาณชีพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ”

ระดับความเครียดของช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งตัวสัตว์และผู้ปฏิบัติงาน ช้างที่เผชิญหน้ากับคนจำนวนมาก ถูกไล่ต้อน หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน มักมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูง ส่งผลต่อระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจ เมื่อช้างอยู่ในภาวะตื่นตัวหรือหวาดระแวง การตอบสนองของร่างกายจะรุนแรงกว่าปกติ หากต้องมีการใช้ยาซึมในช่วงเวลาดังกล่าว ความเครียดที่สะสมอยู่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือระบบหายใจทำงานผิดปกติได้

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความจำดีและรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ไว หากสถานการณ์รอบตัววุ่นวาย เสียงดัง หรือมีคนจำนวนมาก ความตื่นตระหนกจะเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งยิ่งทำให้การควบคุมสถานการณ์ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรกับช้าง เราต้องทำให้เขาสงบก่อน ลดความตื่นตกใจให้มากที่สุด เพราะถ้าเขาเครียด ทุกอย่างจะเสี่ยงขึ้นทันที ดังนั้นการวางแผนการจับหรือเคลื่อนย้ายที่ดี จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมอุปกรณ์หรือทีมสัตวแพทย์เท่านั้น แต่ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ลดสิ่งกระตุ้น และทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช้างอยู่ในภาวะ ที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ” เพราะโดยทั่วไปการเคลื่อนย้ายช้างเลี้ยงมักไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงบ่อยนัก แต่ในกรณีช้างป่าที่ต้องวางยาสลบและขนย้าย ความเสี่ยงจะสูงกว่าและต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการทำความเข้าใจ บริบทของพื้นที่ และธรรมชาติของช้างในแต่ละผืนป่า เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่ง เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง หรือพื้นที่อื่น ๆ แตกต่างกันทั้งภูมิประเทศ พฤติกรรมสัตว์ และความคุ้นเคยกับมนุษย์ สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่าจึงควรลงพื้นที่ คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่อุทยาน และเรียนรู้พฤติกรรมของช้างในพื้นที่นั้นอย่างจริงจัง

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อินโดนีเซียกำลังเตรียมพร้อมรับมือฤดูหมอกควันและไฟป่าที่รุนแรงกว่าปกติในปี 2026 โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญจากการคาดการณ์การกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) โดยคาดว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจะ รุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิจัยจากสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษ (Godzilla El Niño) ซึ่งอาจทำให้อินโดนีเซียเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี

แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงพีคของฤดูแล้ง แต่พบว่ามีสัญญาณเตือนที่รุนแรงแล้ว เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม มีพื้นที่เกิดไฟป่าในอินโดนีเซียไปแล้วกว่า 200,000 ไร่ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 20 เท่า และตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนเมษายน ตรวจพบจุดความร้อนแล้ว 1,601 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ รีเยา กาลีมันตันตะวันตก และกาลีมันตันกลาง ซึ่งในจังหวัดรีเยาได้มีการประกาศสถานะฉุกเฉินไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2026 แล้ว

หน่วยงานต่างๆ ของอินโดนีเซียเตรียมพร้อมมาตรการต่างๆ ทั้งเตรียมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งระเบิดน้ำ 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน 12 ลำ ประจำการในจังหวัดกลุ่มเสี่ยง มีการทำฝนหลวงและการเติมน้ำในพื้นที่ป่าพรุ เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันไม่ให้ดินพรุติดไฟได้ง่าย พร้อมเข้มงวดกับการสั่งห้ามเผาพื้นที่เพื่อเตรียมดินเกษตรกรรม โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

ฉลองครบรอบ 40 ปี ‘คริสตีส์’ จัดงานประมูลสด ’20th/21st Century Spring Auctions’ ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชีย-ตะวันตก

ฉลองครบรอบ 40 ปี 'คริสตีส์' จัดงานประมูลสด '20th/21st Century Spring Auctions' ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชีย-ตะวันตก

ฉลองครบรอบ 40 ปี ‘คริสตีส์’ จัดงานประมูลสด ’20th/21st Century Spring Auctions’ ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชีย-ตะวันตก

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

คริสตีส์ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอเชียในการประมูลฤดูใบไม้ผลิ 20th/21st Century Sales ทำยอดรวม 886.8 ล้านเหรียญฮ่องกง (113.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ราคาเคาะขายพุ่งสูงกว่าประเมินขั้นต่ำ 121% | 52% ของล็อตทำราคาสูงกว่าประเมินขั้นสูง 20th/21st Evening Sale ขายหมด 100% ของล็อต สร้างสถิติโลกการประมูล 14 รายการ ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชียและตะวันตก

คริสตีส์ (Christie’s) จัดงานประมูลสด 20th/21st Century Spring Auctions ระหว่างวันที่ 27–28 มีนาคม 2026 ในช่วงสัปดาห์ศิลปะฮ่องกง (Hong Kong Art Week) โดยมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างคับคั่ง พร้อมการแข่งขันเสนอราคาอย่างคึกคักจากนักสะสมทั่วโลก ทำให้ยอดรวมสูงถึง 886,876,790 เหรียญฮ่องกง (113,337,256 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอเชียของคริสตีส์ต่อเนื่องเป็นฤดูกาลที่ 5 ภาพรวมการประมูลในครั้งนี้ ขายได้ 94% ของจำนวนล็อต ขณะที่ราคาเคาะขาย (hammer price) สูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำถึง 121% และ 52% ของล็อตขายได้สูงกว่าราคาประเมินขั้นสูง นับเป็นการเติบโตในทุกตัวชี้วัดเมื่อเทียบกับฤดูใบไม้ผลิปี 2025 ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการคัดสรรผลงานคุณภาพ หลากหลาย พร้อมตั้งราคาอย่างเหมาะสมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของคริสตีส์ ทำให้ตลาดตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีกลุ่มเกรทเทอร์ไชน่า (Greater China) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่นักสะสมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ผลงาน Abstraktes Bild ของ Gerhard Richter ทำราคาที่ 92,100,000 เหรียญฮ่องกง (11,769,799 เหรียญสหรัฐ) เป็นไฮไลต์ของรอบ Evening Sale ซึ่งขายได้ 100% (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน NEWSFLASH) ขณะเดียวกัน กลุ่มผลงานศิลปะจีนสมัยใหม่มีการแข่งขันอย่างคึกคักและจำหน่ายได้ครบทุกล็อต นำโดยภาพวาดม้าที่งดงามของ Sanyu ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 63,940,000 เหรียญฮ่องกง (8,171,128 เหรียญสหรัฐ) ผลการประมูลซีรีส์นี้สะท้อนรสนิยมอันหลากหลายของตลาดเอเชีย ปรากฏชัดผ่านการสร้างสถิติโลกการประมูลใหม่ถึง 14 รายการ ครอบคลุมศิลปินจากทั่วโลก ตั้งแต่ระดับปรมาจารย์ (Old Masters) ไปจนถึงศิลปินร่วมสมัยดาวรุ่ง ในการประมูล Day Sales ทั้งสองวัน เหล่านักสะสมต่างแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในทุกช่วงราคา ส่งผลให้ราคาเคาะขายโดยรวมสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำถึง 135% ผลงานศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โดดเด่น นำโดยภาพทิวทัศน์ของ Walter Spies ซึ่งสร้างสถิติโลกการประมูล รวมถึงคอลเลกชันงานศิลปะเวียดนามส่วนตัวของ Melchior Dejouany ที่มีการแข่งขันกันอย่างร้อนแรง จนราคาพุ่งสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำ 154%

Rahul Kadakia ประธานคริสตีส์ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม การเติบโต และบรรยากาศที่คึกคักในสัปดาห์นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันงดงามสำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของคริสตีส์ในเอเชีย การประมูลที่ดุเดือดทำให้ราคาเคาะขายสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำถึง 121% นักสะสมชาวเอเชียมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะกลุ่มเกรทเทอร์ไชน่า ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลัก ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พวกเขาตอบรับต่อผลงานคุณภาพ และคริสตีส์กำลังตอกย้ำความเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำ เรามีทีมงานที่เชี่ยวชาญและโดดเด่นในการเชื่อมโยงนักสะสมกับผลงานศิลปะชั้นเลิศ และเรามองไปข้างหน้าสู่ Hong Kong Asian Art Week ในเดือนเมษายน และ Luxury Week ในเดือนพฤษภาคมด้วยความมั่นใจ”

Ada Tsui หัวหน้าฝ่ายศิลปะศตวรรษที่ 20/21 ของคริสตีส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “นักสะสมในเอเชียกำลังมองหาความเป็นเลิศ ความหลากหลาย และโอกาสพิเศษที่หาได้ยาก ผลลัพธ์การประมูลแสดงให้เห็นว่าเราสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ Evening Sale ที่ปิดการขายได้ 100% ไปจนถึงการประมูล Day Sale ที่มีผู้เข้าร่วมอย่างล้นหลาม รวมทั้งความหลากหลายของศิลปินนานาชาติที่สร้างสถิติโลกการประมูล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและแรงตอบรับเชิงบวกจากตลาดอย่างชัดเจน”

ในปี 2026 คริสตีส์ ผู้นำระดับโลกด้านศิลปะและสินค้าลักชูรี เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีแห่งการดำเนินงานในเอเชีย ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา คริสตีส์ได้ก้าวขึ้นเป็นสถาบันการประมูลชั้นนำของภูมิภาค โดยจัดการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างสถิติโลกมากมายสำหรับวัตถุสะสมและคอลเลกชันล้ำค่า อีกทั้งยังขับเคลื่อนการขยายธุรกิจทั่วเอเชีย พร้อมบุกเบิกนวัตกรรมดิจิทัลที่เปลี่ยนโฉมประสบการณ์การสะสมและเชื่อมต่อกับโลกศิลปะ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ คริสตีส์นำเสนอโปรแกรมการประมูลศิลปะและสินค้าลักชูรี นิทรรศการ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ตลอดทั้งปี โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่จะมีการประกาศให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

คุณแหน : 18 เมษายน 2569

คุณแหน : 18 เมษายน 2569

คุณแหน : 18 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ที่เมืองไทย ปีนี้ เทศกาลสงกรานต์ คึกคักมาก แม้เศรษฐกิจตกสะเก็ดถึงขีดสุด แต่คลื่นมนุษย์ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆคับคั่ง อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ และที่จังหวัดอื่นๆอีกมากมาย สำหรับที่ กทม.มีการปิดถนน ให้เล่นสงกรานต์กันชุ่มฉ่ำมาก ทั้งที่ ถ.สีลม ตรอกข้าวสาร ฯลฯ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยหลั่งไหลกันมาเล่นสนุกสนานมากเป็นพิเศษ…สมแล้วกับที่ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand , Traditional Thai New Year Festival ) เป็นมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปี 2566 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สมบัติล้ำค่าของคนทั้งโลก โดยไม่ใช่เพียงแค่เทศกาลสาดน้ำเพื่อคลายร้อน หรือความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความผูกพันของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานด้วย…
  • ช่วงหยุดยาวสงกรานต์ ปราสาทตาควาย เนิน 350 จ.สุรินทร์เปิดให้ขึ้นไปชม…มีชาวไทยจากหลายจังหวัด ขึ้นไปชมกว่า 3 พันคน รถจอดเป็นแถวยาวมาก แม้จะต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปถึงข้างบน ก็ไม่ทำให้ผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า รู้สึกย่นย่อ ต่างมีความรักชาติ รักทหารแนวหน้าที่เสี่ยงชีวิต เพื่อรักษาดินแดนอันเป็นที่รัก และได้จากไปหลายสิบคน ประชาชนไทยจึงดั้นด้นเพื่อมารำลึกถึงวีรกรรมทหารกล้ากันมากมายดั่งนี้…
  • เห็นวัยรุ่นไปฉลองสงกรานต์กันสนุกสนาน…วัยตกกระอย่าง พรทิพย์ สาริกบุตร ได้แต่รำพึงว่า เธอเกิดเร็วไปกว่า 50 ปี ทำให้ไม่อาจถือไม้เท้าฝ่าคลื่นมนุษย์ไปฉลองสงกรานต์ที่ ถ.ข้าวสาร หรือที่ ถ.สีลม ได้ เพราะสมัยเธอยังเป็นวัยรุ่น บรรยากาศยุคนั้น อย่างเปรี้ยวสุดก็ได้แต่เล่นสาดน้ำกันเองข้ามรั้วบ้าน…สนุกสนานตามกำลังศรัทธา แต่ละช่วงเวลาที่มีความแตกต่างกัน…
  • หยุดยาวสงกรานต์ วันชัย ลิ่วเฉลิมวงศ์ อยู่บ้าน เพียงสายๆทุกวันจะขับรถไปแวะดูความเรียบร้อยของกิจการรีสอร์ท แถวคันนายาว ช่วงบ่ายกลับบ้านนั่งร้องเพลงคาราโอเกะ จนเย็นจึงเข้านอน …แต่เมื่อบ่ายวันวาน เทวินทร์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ลูกชายพาครอบครัว มารดน้ำขอพร คุณปู่ ให้อยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า…
  • รุ่งนภา จักรพันธุ์ฯ พร้อมครอบครัว มีกิจวัตรที่ปฏิบัติมาอย่างสม่ำสมอไม่เคยขาด คือทุกวันพระ โยมจะจัดเต็ม อาหาร คาว-หวาน ผลไม้ ดอกไม้ ถวายพระที่มารับบิณฑบาตรที่บ้านสุขุมวิท พระโขนง…สาธุ อนุโมทามิ…
  • ช่วงนี้ พ.อ.พิเศษหญิง ประไพพรรณ ไตรโยธี พร้อมคู่ชีวิต มีทริปที่ลั่วหยาง เมืองซีอาน ส่วน สุพจน์ ผจญยุทธ์ ไปชิงเต่า 21-26 เม.ย…
  • เกิดแอ๊กซิเดนท์ ดร.อัษฎาพร ไกรพานนท์ ตกหลุมหิมะที่ญี่ปุ่น ถึงกับเดินขาเดี้ยง แต่ก็รู้สึกชื่นชมที่ญี่ปุ่นมีบริการให้ใช้รถเข็นสะดวกมากๆ…เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ธนิษฐา เศวตศิลา โดนสุนัขพันธุ์บางแก้วที่เลี้ยงมานาน ‘ไมโล’ งับเบาๆแค่เย็บ 10 เข็ม ทั้งแขนกับขาก่อนวันปีใหม่ไทย…ส่วน พิชัย เกรียงแก้ว เข้าผ่าตัดตาต้อกระจก ก่อนสงกรานต์ไม่กี่วัน…
  • ช่วงปิดยาว น้องเอก ลูกชายวัย 15 ปีของ มัณฑนา ศิริวรรณ เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ …ส่วน ลูกทุ่ง ลูกชายคนเดียวของ ยุ้ย ญาติเยอะ ก็บวชเณรเช่นกัน…รายหลังไม่อยากสึกมาใช้ชีวิตฆราวาสอีกต่างหาก…ขออนุโมทนาบุญด้วย…
  • เพื่อนร่วมรุ่น เศรษฐศาสตร์ มธ. ซึ่งตั้งรกรากอยู่อเมริกา ปฎิพัฒน์ พิศาลบุตร กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงนี้ เจ้าตัวสั่งให้แม่บ้านทำข้าวแช่เลิศรส(ที่คุณแม่ส่งไปเรียนวิธีทำมาโดยเฉพาะ)ให้เพื่อนๆรับประทานกัน…ผู้ร่วมขบวนการชิมข้าวแช่(แสนอร่อย) ได้แก่ ดารณี สุวรรณสิงห์ ,ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ และ กอบแก้ว อัครคุปต์ เป็นต้น ซึ่งท้ายสุด ทุกคนชมเปาะว่าอร่อยเหาะมากจริงๆ…
  • เพราะบิดา ประไพ มหาวิจิตร ไปท่องเที่ยวภาคใต้กับเพื่อน ไม่อยู่บ้านอยุธยา นนท์ปวิธ มหาวิจิตร พร้อมภรรยา-ลูก อิสริยา – แพรพลอย รวมทั้งน้องสาว ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร พากันไปรดน้ำขอพรจากคุณป้า ดุษฎี อยู่เจริญ เพื่อเป็นศิริมงคล เนื่องในวันปีใหม่ไทย 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่บ้านหลักสี่…ประเพณีรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เป็นเรื่องดีงามที่คนไทยถือปฏิบัติต่อเนื่องกันในวันสงกรานต์มานานปีแล้ว !!…

บารอนเนส

NSM เนรมิต ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

NSM เนรมิต 'พิพิธภัณฑ์กลางห้าง' เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

NSM เนรมิต ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

นรมิต “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” สนุกมีสาระ 10 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 เม.ย. ณ Alive Park Hall ชั้น Gฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี  NSM ผนึก ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์และพันธมิตร โชว์กิจกรรมสนุกเข้มข้น ทั้งเปิดโลกอาชีพในJob World ให้น้องๆ ได้ทดสอบอาชีพที่ถนัด – ประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะ – สู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR –  แข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก – สัมผัสฟอสซิลของจริง ฯลฯ อย่าพลาด!

17 เมษายน 2569 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วยนางสาวกัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ร่วมกันแถลงข่าว “NSM ผนึก ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ เนรมิต “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” จัดระหว่างวันที่ 17 – 26 เม.ย.2569 ณ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี

นายสุวรงค์ กล่าวว่า NSM ร่วมกับ “ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์” สร้าง “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นหมุดหมายด้านการเรียนรู้ Learning Landmark ที่สำคัญของครอบครัวโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมครอบครัวยุคใหม่ต้องการพื้นที่ที่รวมการพักผ่อนและการพัฒนาทักษะลูก ไว้ในที่เดียว งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง”  จึงเป็นการนำ Content ของพิพิธภัณฑ์มาบวกกับ Lifestyle ของห้างฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจริง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอม

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” ในปีนี้ มีการนำเสนอความพิเศษที่เข้มข้นกว่าทุกปีผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1.นิทรรศการเคลื่อนที่ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สวมบทบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจิ๋ว ทั้ง Science Speak ที่จะพาไปถอดรหัสความลับของชีววิทยา และ Science Spark ที่จะจุดประกายความเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ผ่านการเล่นด้วยตนเอง 2.กิจกรรม Work Shop Future Careers: จำลองโลกอาชีพใน Job World ทั้งนักคิดค้นยา (Pharmacist) เรียนรู้กระบวนการผลิตยาและการทำงานของเภสัชกร, นักออกแบบเครื่องประดับ (Jewelry Designer) ฝึกจินตนาการและทักษะการออกแบบสร้างสรรค์ เป็นต้น ยังมีเรื่อง Creative Science  อาทิ Soap Studio หรือนักเล่นแร่แปรสบู่ การเปลี่ยนเรื่อง “สถานะสสาร” ให้กลายเป็นงานศิลปะ ผ่านการทำสบู่แฮนด์เมดที่นำกลับบ้านได้จริง หรือเรื่องของ Solar System Illuminator กิจกรรมประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะจากลูกบอล ช่วยให้จดจำลักษณะเด่นของดวงดาวผ่านงานฝีมือหรือเรื่องของ Exploration & Discovery  ผ่านกิจกรรม Seed to Seedling เรียนรู้การเดินทางของเมล็ดพันธุ์และการเติบโตของพืช, DIY Lab  พื้นที่ทดลองอิสระที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ “ลอง-ผิด-ลอง-ถูก” เพื่อสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ ที่จะได้พบกับความสนุกของวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะแห่งความภาคภูมิใจ

ที่สำคัญ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” ยังมีพันธมิตรที่มาร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กไทย ทั้ง GISTDA จะพาวาร์ปสู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR และกิจกรรมSpace Inspirium หรือ iMake จะเปิดสนามแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก และฝึกการเขียน Coding เบื้องต้นรวมทั้งพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาฯ จะนำงานวิจัยและ “ฟอสซิลของจริง” มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด รวมทั้ง Tero Digital จะมาร่วมสร้างสีสันด้วยเทคโนโลยี AI สร้างสรรค์คอนเทนต์ “น้องคิดดี ฝันดี” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อสมัยใหม่และ Thai PBS จะมาในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก

“นี่คือบทบาทสำคัญของ NSM ที่ขับเคลื่อนความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของสังคมในทุกช่วงเวลา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียม NSM ไม่ได้รอให้คนเดินเข้าหาพิพิธภัณฑ์ แต่เราบุกไปหาเด็กๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศในช่วงเปิดเทอมผ่าน “คาราวานวิทยาศาสตร์” และใช้ “พื้นที่ห้างสรรพสินค้า” เป็นจุดเชื่อมต่อในช่วงปิดเทอม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าเด็กเยาวชนจะอยู่ที่ไหน หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทางอย่างไร พวกเขาจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สำคัญเราต้องการเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากหรือเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นกิจกรรมครอบครัวที่สนุกสนาน เมื่อความรู้แทรกซึมอยู่ในกิจกรรมพักผ่อน วัฒนธรรมการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในทุกช่วงวัย” นายสุวรรงค์ กล่าว

ด้านนางสาวกัลยา กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เป็นความตั้งใจของฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ โดยจัดพื้นที่สำหรับโซนการจัดแสดงโดยเฉพาะ เพื่อให้ครอบครัว พ่อแม่ลูกได้มาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมอย่างมีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งตัวนิทรรศการและกิจกรรมที่นำมาจัดแสดงไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน แม้แต่ในช่วงที่ตนเองเป็นเด็กก็ยังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสและเรียนรู้กับนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ลงมือทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคสมัยปัจจุบัน อยากให้ทุกครอบครัวได้มาร่วมสนุกกับ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี ซึ่งจะจัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 26 เม.ย.นี้ 

พัทลุงรุกสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’ ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

พัทลุงรุกสร้าง 'ระบบนิเวศอ่อนหวาน' ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

พัทลุงรุกสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’ ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

เมื่อมองผ่านสายตาหมอฟัน หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านทันตกรรม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ภาพที่มักจะคุ้นตา นั่นก็คือคิวผู้ป่วยที่มารอรับการรักษาโรคในช่องปาก ทั้งการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน หรือผ่าฟันคุด ฯลฯ ต่อแถวยาวเหยียด…

“จังหวัดพัทลุงมีทันตแพทย์เพียง 82 คน เมื่อคิดเฉลี่ยแล้วโรงพยาบาลหนึ่งแห่งต้องดูแลคนทั้งอำเภอด้วยหมอฟันเพียง 4-5 คนเท่านั้น” ภก.ณัษฐพงษ์ พัฒนพงศ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง สะท้อนภาพปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในวิชาชีพนี้ออกมาในวันที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานของเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง  ที่สามารถสร้างโรงพยาบาลต้นแบบอาหารปลอดภัย อ่อนหวาน สำเร็จทั้ง 11 แห่งในจังหวัด  เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)    

“ยิ่งคนไข้ต้องสูญเสียฟันแท้ไป ยิ่งมีต้นทุนที่รัฐต้องจ่าย แม้จะมีสิทธิเบิกฟันปลอมจาก สปสช. ได้ 4,400 บาท แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนการทำฟันปลอมหนึ่งเคสนั้นสูงกว่ามาก จนสถานพยาบาลต้องแบกรับภาระส่วนเกินกว่า 2,000 บาทต่อคน”

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ สอนสังข์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง  ผู้ดำเนินงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จังหวัดพัทลุง ให้ข้อมูล พร้อมให้ความเห็นว่า ฟันปลอมถือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้ไปแล้วเท่านั้น การรักษา ‘ฟันธรรมชาติ’ ให้คงอยู่ให้นานที่สุด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

พัทลุง เด็ก 3 ขวบ ฟันผุเกือบ 40% 

สำหรับสถานการณ์โรคฟันผุในเด็กอายุ 3 ปี ในพื้นที่ภาคใต้  ปัจจุบันถือว่า ยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญและมีความรุนแรงสูง ซึ่งหากเปรียบเทียบเชิงพื้นที่ พบว่า เขตสุขภาพที่ 11   (ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นไป) มีความรุนแรงของปัญหาน้อยกว่ากลุ่ม 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งในกลุ่มนี้ มีเพียงจังหวัดตรังที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยพบสุขภาพช่องปากดีครอบคลุมทุกกลุ่มวัย

ส่วนจังหวัดพัทลุง อัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็ก 3 ขวบเกือบ 40%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง  ปราศจากฟันผุ (caries free)   65%  (ค่าเป้าหมายของชาติสูง   75%)  ซึ่งยังต่ำกว่าอยู่ถึง 10% 

ด้วย “น้ำตาล” เป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก เกิดกรดทำลายเคลือบฟัน จนนำไปสู่โรคฟันผุ เหงือกอักเสบ ซึ่งทั้งหมดส่งผลถึงโรค NCDs ในระยะยาว  จากเรื่องของฟันในช่องปาก นำมาสู่ Food Environment 

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ เล่าถึงโครงการบูรณาการเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จังหวัดพัทลุง ที่มีเป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดบริโภคน้ำตาลและอาหารปลอดภัยในทุกช่วงวัย ที่ผ่านมามีการทำงานกับโรงพยาบาล 11 แห่งด้านอาหารปลอดภัยอ่อนหวาน เพื่อสุขภาวะในอนาคต, ร้านกาแฟทางเลือกเพื่อสุขภาพ หวานน้อยสั่งได้   และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณ และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมให้กับผู้ประกอบการรายใหม่

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังทำงานร่วมกับโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นักเรียนประถมศึกษา กลุ่มเสี่ยงอ้วน (นักสืบจิ๋ว) และทำงานกับชุมชน นำโดยอสม.นักวิทย์ สำรวจสิ่งแวดล้อม มีจุดเด่น อยู่ที่โรงพยาบาลพัทลุง  

ทพญ.ชนิฎา ยังชี้ให้เห็นความจริง ที่มีบางชุมชนติดหวานมาก เช่น  ชุมชนอำเภอกงหรา ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมอาหารการกินที่ติดหวานอยู่แล้ว และจากการลงพื้นที่  พบร้านขายเครื่องดื่มในชุมชนของพัทลุง อยู่ในระดับหวานมากๆ (ระดับ 15-28 Brix )

แม้ผลการสำรวจบนชั้นวางสินค้า จะพบความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางก็ตาม แต่ด้วยกลยุทธ์การขายที่กระตุ้นให้คนบริโภคน้ำตาลโดยไม่รู้ตัวนั้น ผลสำรวจนี้ก็ได้สะท้อน จุดเสี่ยง ที่อาจเป็น “กับดัก” ทำให้คนติดหวาน  ได้แก่ มีการน้ำอัดลมวางจำหน่ายระดับสายตา ขนมหวานวางจุดจ่ายเงิน และสินค้าที่มีฉลากโภชนาการ หรือมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ยังมีน้อยในแต่ละร้าน

สร้างระบบนิเวศลดหวานเต็มพื้นที่

ด้านภญ.พรชนก  เจนศิริศักดิ์ เภสัชกรชำนาญการ สสจ.พัทลุง เสริมถึงการทำงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดบริโภคน้ำตาลและอาหารปลอดภัย ในโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย อ่อนหวาน ที่เน้นความยั่งยืนและการสร้างความรอบรู้ (Health Literacy) ให้บุคลากรและเครือข่าย ว่า  จากการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน พบว่า โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 11 แห่ง มีพัฒนาการและความสำเร็จตามลำดับ ทั้งเรื่องการทำให้โรงพยาบาลปลอดน้ำอัดลม 100% มีเมนูผู้ป่วยลดหวาน พัฒนาเมนูชูสุขภาพ อาหารเป็นยาต้านโรคสำหรับผู้ป่วย อาหารว่างเพื่อสุขภาพในที่ประชุม การสร้างความรอบรู้สู่ชุมชน ตลาดเขียว (Green Market) การรณรงค์ร้านกาแฟ ร้านชารอบรั่วโรงพยาบาลอ่อนหวาน  

จากปี 2565: เริ่มต้นโครงการฯ โดยมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 5 แห่ง ล่าสุด ปี 2568: ประสบความสำเร็จ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 11 แห่ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานครบ 100% แล้ว

“กฎ เกณฑ์ต่างๆ ไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่ทุกโรงพยาบาลทำได้  ดังนั้น ปี 2569  ประธานคณะดำเนินงานโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยฯ มีข้อสั่งการ ขอให้นมที่ให้บริการกับผู้ป่วย เป็นนมพัทลุงรสจืดเท่านั้น หรือผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) 100% ส่วนสหกรณ์และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ต้องมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ นม เครื่องดื่ม ไม่น้อยกว่า 20%” ภญ.พรชนก  ชี้ให้เห็นพัฒนาการของโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยฯ  รวมถึงการจัดซื้อวัตถุดิบที่ปลอดภัยเป็นระบบจากคนในท้องถิ่น พร้อมกับระบบสุ่มตรวจที่รัดกุม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับอาหาร

นี่คือการสร้างระบบนิเวศลดหวาน เพื่อให้คนเมืองลุงมาโรงพยาบาลน้อยลง….      

โชว์ 4 รพ.ต้นแบบอ่อนหวาน

พญ.เสริมศรี ปฐมพาณิชรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลพัทลุง ระบุว่า พัทลุง เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว 26% ฉะนั้นการดูแลสุขภาพเรื่องเบาหวาน ความดัน ไขมัน หากดูแลไม่ดีแล้วก็จะส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ ฉะนั้นการลดบริโภคหวาน ลดเค็ม จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องควบคุม

“โรงพยาบาลเป็นสถานบริการที่ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน การรณรงค์ให้ความรู้ลดการบริโภคหวานอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทางผู้บริหารโรงพยาบาล มีนโยบายสร้างแรงจูงใจลดค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการ  โดยมีคูปองให้กับร้านค้าที่มีการดำเนินการลดบริโภคหวาน หากทำได้ตามตัวชี้วัดเป็นเวลา 6 เดือน ทางโรงพยาบาลจะลดค่าเช่าเดือนละ 500 บาท”

นอกจากนี้  การณรงค์ลดการบริโภคหวาน ถือเป็นความร่วมมือของร้านค้าที่มีความตระหนักในเรื่องนี้  ทั้งร้านกาแฟในโรงพยาบาล จัดแคมเปญ “หวานน้อยลด 2 บาท” โรงครัว สหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง และตู้กดน้ำอัตโนมัติที่ตั้งในรั้วโรงพยาบาล ต่างก็ให้ความร่วมมือไม่ขายน้ำอัดลม 100%  

เขาชัยสนโมเดล ต้นแบบตลาดเขียวเพื่อสุขภาพ

โรงพยาบาลเขาชัยสน  โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาล แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสุขภาพคนในชุมชนผ่าน “โครงการโรงพยาบาลอาหารอ่อนหวาน”  โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนค่านิยมการกิน โดยปรับเมนูขนมหวานให้เป็นผลไม้สดตามฤดูกาล และให้บริการน้ำสมุนไพรสูตรหวานน้อยเป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

ผลงานที่มีความโดดเด่น  คือการเป็น Green Market Leader ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนเข้ากับสุขภาพ สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ด้วยการรับซื้อพืชผักปลอดภัยมาปรุงอาหาร และต่อยอดสู่โลกดิจิทัลผ่าน ไลน์ “เขาชัยสนพลาซ่า” ตลาดนัดสุขภาพออนไลน์ที่ใครก็เข้าถึงได้

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเขาชันสน ยังขยายพลังสีเขียว หวานน้อย ออกสู่ภายนอกรั้วโรงพยาบาล   “หลาดแบกะดิน”  ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นที่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีการค้าขายเดิมอยู่ในอำเภอเขาชัยสนหรือใกล้เคียงได้มาวางจำหน่ายสินค้า ผักปลอดสารพิษ เครื่องดื่มสมุนไพรหวานน้อย ภายใต้แนวคิดรักษ์โลก  ใช้ภาชนะต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ  ถือเป็นจุดนัดพบของคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง

ด้านผู้ประกอบการร้านขายของฝากจากกลุ่มน้ำทะเลสาบของไทย หนึ่งในทีมงานหลาดแบกะดิน ดร.คนึงนิจต์ หนูเช็ก แนะนำว่า ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน อยากชวนนักท่องเที่ยว มาเดินเล่น กินของอร่อย ลดหวาน อาหารปลอดภัยสัมผัสวิถีชุมชนกลางอ้อมกอดขุนเขา ”หลาดแบกะดิน“  ของพัทลุง

“เมื่อมาถึงที่นี่ต้องมาลองดื่มน้ำแร่ 100%  ยี่ห้อโนราแคร์ (Nora Care) จากเขาชัยสน ที่ผลิตโดยกลุ่มผลิตน้ำแร่เขาชัยสน เพราะที่นี่มีน้ำแร่ใต้ภูเขา ซึ่งมีแร่ธาตุทั้งหมด 8 ชนิด ไม่มีกำมะถัน มีความเป็นด่างๆ อ่อนๆ 8.3 ค่า PH) และ ล่าสุดมหาวิทยาลัยทักษิณ  ส่งไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น ได้คะแนน 8 เต็ม 10”

ส่วน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (ปัญญานันทภิกขุ) และโรงพยาบาลปากพยูน ผลการประเมินจากโครงการฯ  พบความเด่น เรื่องการสื่อสารยอดเยี่ยม มีนวัตกรรมการสื่อสารลดความหวานต่อเนื่อง ขณะที่ โรงพยาบาลตะโหมด และโรงพยาบาลบางแก้ว ถือเป็นโรงพยาบาลต้นแบบเข้มข้น ที่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการ เน้นอาหารเป็นยา และสมุนไพร

 จากความสำเร็จของเครือข่ายจังหวัดพัทลุงที่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยอ่อนหวาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เนื่องจากต้องจัดการกับระบบสวัสดิการและร้านค้าจำนวนมาก

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวชื่นชมที่เครือข่ายสามารถสร้างความเชื่อมั่นจนผู้บริหารโรงพยาบาลให้ความสำคัญ นำไปสู่การปรับปรุงเมนูอาหารกลางวันและอาหารว่างที่เน้นการลดหวาน มัน และเค็ม อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ โรงพยาบาลบางแห่งยังยกระดับสู่การเป็นเขตปลอดน้ำอัดลม 100% ทั้งในส่วนของสหกรณ์และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลปริมาณน้ำตาลเพื่อสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ

“การมีป้ายเตือนในสถานพยาบาลถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้บุคลากรและผู้รับบริการเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหวานลงได้อย่างยั่งยืน”

จากวิกฤตความขาดแคลน  กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ สสจ.พัทลุง ลุกขึ้นมาปรับยุทธศาสตร์ทำงานเชิงรุกด้วยการสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’  เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้คนให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี โดยเริ่มปูพรมสร้างโมเดลอาหารปลอดภัยที่เชื่อมโยงจากรั้วโรงพยาบาลขยายผลสู่หัวใจของชุมชน เพราะเชื่อว่า ถ้าต้นทางของอาหารนั้นปลอดภัยและ ‘อ่อนหวาน’ อย่างแท้จริง คนเมืองลุงก็จะมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ต้องให้ถึงมือหมอ…

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน  ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

วงการอัญมณีและเครื่องประดับเตรียมพบกับความยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติอีกครั้ง ในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG พร้อมปักหมุดเป็น ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแหล่งผลิตและจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับของอาเซียน และเป็นประตูที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบสำคัญภายใต้แนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub”

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การจัดหาวัตถุดิบและสินค้าที่ครอบคลุมทุกมิติของอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ โดยมีการออกแบบพื้นที่เป็นสัดส่วนเพื่อยกระดับบรรยากาศการเจรจาธุรกิจ และตอบสนองทุกโจทย์การลงทุนและการสร้างสรรค์คอลเลกชันใหม่ ประกอบด้วย

– Fine Jewellery & Silver พื้นที่รวมเครื่องประดับสำเร็จรูปและเครื่องประดับเงินที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซ สะท้อนความประณีตและรสนิยมเหนือระดับ

– Gemstone & Diamond แหล่งค้นพบพลอยสีและอัญมณีหายาก รวมถึงเพชรแท้คุณภาพสูงจากซัพพลายเออร์ชั้นนำที่เชื่อถือได้
Lab-Grown Diamond โซนนวัตกรรมทางเลือกใหม่ที่กำลังพลิกโฉมเทรนด์ตลาดโลก ตอบโจทย์ทั้งแง่ของความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโต

-Tools & Equipment ศูนย์รวมเทคโนโลยี เครื่องมือ และอุปกรณ์ล้ำสมัย ที่ช่วยปลดล็อกขีดจำกัดและยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ก้าวไปอีกขั้น

งานในปีนี้ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับงานศิลป์และงานฝีมือผ่านสองเวทีไฮไลต์ เริ่มต้นด้วย The Next Gem Contest 2026 พื้นที่ประลองไอเดียของนักออกแบบรุ่นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Quiet Luxury Jewellery” ที่นำเสนอความหรูหราอันสงบนิ่งและเปี่ยมรสนิยม ต่อด้วยเวทีแข่งขัน Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 รวมช่างฝีมือชั้นนำของไทยมาถ่ายทอดเอกลักษณ์ศิลปะไทยผ่านแนวคิด “The Secret of Thai Legacy” นำเสนอมรดกอันล้ำค่าในภาษาของเครื่องประดับร่วมสมัย

ในงานยังถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจโดยเฉพาะ ตลอดทั้ง 4 วัน ไม่ว่าจะเป็น อัปเดตเทรนด์ผ่าน Seminar & Workshop โดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ การแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำอุตสาหกรรมจากอาเซียน ใน ASEAN JEWELLERY AND GEM SUMMIT ตลอดจนบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงานพบปะผู้ประกอบการและผู้ซื้อชั้นนำอย่าง Business Networking Night ปิดท้ายด้วยความตระการตาของ JGAB Runway แฟชั่นโชว์อัญมณีแห่งเอเชียที่จะสะกดทุกสายตา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เหนือระดับและค้นหาโอกาสทางธุรกิจในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

โดยเปิดให้เข้าชมในเวลา 10:00 – 18:00 น. (สำหรับวันที่ 22-24 เมษายน 2569) และเวลา 10:00 – 17:00 น. (สำหรับวันที่ 25 เมษายน 2569) ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com และลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า ได้แล้ววันนี้ผ่านทาง https://ers-th.informa-info.com/jgb26?cid=PR

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.33 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach (CSC-2030) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากลไก “ที่ปรึกษาวัฒนธรรม” ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ โดยโครงการมุ่งเน้นการเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และกรอบแนวคิด Culture 2030 ของ UNESCO

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นการเรียนรู้เชิงลึกที่ผสมผสานทั้งองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้จริงในบริบทของพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) การวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง การออกแบบแผนพัฒนา และการสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดโอกาสและการสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการรับสมัครในรุ่นที่ 2 เปิดรับถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 นี้ โดยมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดผ่านกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติและการสัมภาษณ์ เพื่อเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าร่วมหลักสูตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 และ 28–30 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทั้งองค์ความรู้ด้าน Culture × Sustainability ทักษะการเป็นโค้ชและที่ปรึกษาเมือง รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง พร้อมได้รับ ใบรับรองการเป็นที่ปรึกษาวัฒนธรรมระดับประเทศ และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายที่ปรึกษาเมืองระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสในการทำงาน การพัฒนาโครงการ และการเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต

“คิดถึงวันนี้ยังสนุกอยู่เลยครับ ได้ความรู้ ได้เพื่อนที่แชร์ passion และแรงบันดาลในการขับเคลื่อนเมืองด้วยคุณค่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้คิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเพื่อโลกอนาคตและคนรุ่นใหม่ที่จะภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง” จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จิรทักษ์ จำกัด และ วิลล่าเสนีวงศ์ พื้นที่เชิงสุนทรียะ ธนบุรี หนึ่งในโค้ชรุ่นที่ 1 กล่าวถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมโครงการ

ขณะที่ ปรมา ทิพย์ธนทรัพย์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต บารามีซี่แล็บ อีกหนึ่งผู้สำเร็จหลักสูตรรุ่นที่ 1 ได้สะท้อนมุมมองว่า “CSC-2030 คือพลังตัวคูณ ที่ช่วยขยายศักยภาพของโค้ชทุกคนให้เพิ่มขึ้นสิบเท่า และโค้ชรุ่นที่ 1 ของเราก็จะเป็นพลังตัวคูณ ที่ทำให้เมืองที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม เติบโตได้อีกสิบเท่าเช่นกัน”

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด นักสร้างสรรค์ นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง สมัครเข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach รุ่นที่ 2 เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมืองไทย

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 22 เมษายน 2569 ที่ >> https://forms.gle/G1YGBi72AGWSGLs79 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Thai Culture for SDGs

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

'ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด' รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.13 น.

การเข้าถึงโภชนาการที่เพียงพอและเหมาะสม ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในวัยเรียน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังงานทางร่างกายและสมาธิในการศึกษาและพัฒนาทักษะในแต่ละช่วงวัย อย่างไรก็ตาม เยาวชนจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะความเป็นอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องมีบทบาทในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนควบคู่ไปกับการจัดการศึกษา

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ สถานศึกษาอาชีวะเอกชนการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดยคณะนักบวชซาเลเซียน ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าศึกษาในระดับอาชีวศึกษาโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพและการปลูกฝังคุณธรรม

ปัจจุบัน วิทยาลัยดูแลนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมาก ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวมถึงนักเรียนประจำจากต่างจังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงมีข้อจำกัดด้านฐานะ ทำให้การสนับสนุนด้านโภชนาการเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยในแต่ละปีการศึกษา วิทยาลัยมีความจำเป็นต้องใช้ข้าวสารมากกว่า 21,528 กิโลกรัม เพื่อจัดเตรียมอาหารให้เพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง

จากความจำเป็นดังกล่าว ภาคสังคมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสนับสนุน โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนอย่างยั่งยืน ล่าสุด ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 ได้ตอกย้ำบทบาทองค์กรจิตอาสาที่ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินโครงการ “มอบข้าวสารสำหรับนักเรียน” ผ่านการบริจาคเงินให้แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ เพื่อนำไปจัดซื้อข้าวสารสำหรับใช้ในการประกอบอาหารให้กับนักเรียน โดยมี นางศรินทร เมธีวัชรานนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ วีวี แชร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของชมรมฯ ในการส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม แต่ยังเป็นการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของสถานศึกษาได้อย่างตรงจุด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และเสริมสร้างความมั่นคงทางโภชนาการให้กับนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางวรรณี ลีลาเวชบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ในฐานะ ประธานชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 กล่าวว่า “สมาชิกในชมรมของเรามุ่งมั่นในการทำกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

การสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและสถานศึกษา ที่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังต้องการการสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน

วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ ยังคงเดินหน้าภารกิจในการเป็นสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนฟรีในระดับอาชีวศึกษา พร้อมพัฒนาทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในทุกมิติ

ความร่วมมือในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มโอกาสให้กับเยาวชน แต่ยังสะท้อนบทบาทขององค์กรภาคสังคมในการเป็นพลังสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไปในอนาคต