‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ จุดพลังความร่วมมือสร้างการตระหนักรู้โรคมะเร็งผิวหนัง

‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ จุดพลังความร่วมมือสร้างการตระหนักรู้โรคมะเร็งผิวหนัง

‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ จุดพลังความร่วมมือสร้างการตระหนักรู้โรคมะเร็งผิวหนัง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ของผู้คนเมืองที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดด มลภาวะ และความเครียดในชีวิตประจำวัน “สุขภาพผิว” กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะ “โรคมะเร็งผิวหนัง” ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง องค์กรสาธารณกุศลที่ก่อตั้งโดยผู้ป่วยมะเร็งและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมกับ UICC (Union for International Cancer Control) และ La Roche-Posay จึงจัดกิจกรรมรณรงค์ “Skin Cancer Awareness Month 2026” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ ลานลิฟต์แก้ว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “Move to Protect” เพื่อชวนคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพผิว พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งผิวหนัง การสังเกตสัญญาณเตือน และการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง และอดีตผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ได้ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและมุมมองในฐานะผู้ที่เคยต่อสู้กับโรคร้ายด้วยตัวเอง จนวันนี้กลายมาเป็นพลังสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ โดยกล่าวว่า “การเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ทำให้เข้าใจว่ากำลังใจและความรู้ที่ถูกต้องสำคัญมากแค่ไหน หลายคนอาจไม่รู้ว่ามะเร็งผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และบางครั้งสัญญาณเตือนก็เป็นเพียงความผิดปกติเล็กๆ บนผิวหนังเท่านั้น จึงอยากให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนรู้จักสังเกตตัวเอง กล้าเข้ารับการตรวจ และรู้ว่าพวกคุณไม่ได้ต้องต่อสู้อยู่เพียงลำพัง โดยสามารถเข้าร่วมกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังได้ที่ FB: Thai Cancer Society”

ไฮไลต์สำคัญคือเวทีเสวนา “Glow & Know: Skin Health Talk” โดย รศ.พญ. ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร หัวหน้าหน่วยผิวหนัง (สาขาตจวิทยา) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานาน พฤติกรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งโดยไม่ป้องกันผิว รวมถึงการสังเกตความผิดปกติของผิว เช่น ไฝที่มีสีหรือรูปร่างเปลี่ยนไป ตุ่มนูน หรือก้อนนูนที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “เมลาโนมา” หนึ่งในชนิดของมะเร็งผิวหนัง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีช่วง “More Than Skin Deep: Real Stories of Strength” เปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้มีประสบการณ์ตรง ได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริง และการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต สะท้อนให้เห็นว่า “การตรวจพบเร็ว” ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการรักษา แต่ยังช่วยรักษาคุณภาพชีวิตและกำลังใจของผู้ป่วยได้อย่างมาก

สำหรับ La Roche-Posay ในฐานะพันธมิตรหลักของโครงการ ยังร่วมส่งต่อองค์ความรู้ด้านการดูแลผิวสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านกิจกรรม “Healing Power of Touch” โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผลข้างเคียงทางผิวหนังจากการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในทุกมิติ

อีกหนึ่งช่วงพิเศษและอบอุ่น “Healing Moments” จากนักแสดงหนุ่ม  ลุค อิชิคาว่า พลาวเด้น ที่มาร่วมส่งต่อกำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกิจกรรมการกุศลประมูลภาพถ่ายเพื่อสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว โดยรายได้จากกิจกรรมทั้งหมดภายในงานโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อไป

โครงการ “Skin Cancer Awareness Month 2026” ภายใต้แนวคิด “Move to Protect” มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผิวหนัง การป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็งผิวหนัง และการเข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะ “การตรวจพบเร็ว สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

การใช้สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการก้มศีรษะเพื่อมองหน้าจอหรือการนั่งดูจอเป็นเวลานานอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ และอาจสัมพันธ์กับการเกิดภาวะ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในบางกรณี

นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล

นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เข้ารับการประเมินอาการปวดคอเรื้อรังมีประวัติการใช้สมาร์ตโฟนหรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

ภาวะกระดูกคอเสื่อม คืออะไร

Cervical Spondylosis คือภาวะความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ หมอนรองกระดูกสันหลัง ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ เอ็นและเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง โดยทั่วไปภาวะนี้มักพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังเกิดการเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพทย์พบว่าภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อยมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย (Early-onset Cervical Spondylosis) โดยมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การก้มคอเป็นเวลานาน การใช้สมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง ท่าทางการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้กล้ามเนื้อคอและบ่าซ้ ๆ โดยไม่ได้พัก

เมื่อหมอนรองกระดูกหรือข้อต่อกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อม อาจทำให้เกิดอาการปวดคอ การเคลื่อนไหวลดลง และในบางกรณีอาจมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ

ทำไม “ก้มเล่นมือถือ” ถึงทำร้ายกระดูกคอ?

ขณะก้มศีรษะลงเพื่อมองมือถือ น้ำหนักศีรษะที่ปกติประมาณ 4–5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกคอเป็น 20–27 กิโลกรัม เมื่อก้มคอลงมากยิ่งก้มค้างไว้นานเท่าไร หมอนรองกระดูกถูกกดทับมากขึ้น กล้ามเนื้อคอและบ่าทำงานหนักผิดปกติ แนวกระดูกคอเสียสมดุล พฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า Text Neck Syndrome เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในคนอายุน้อย

พฤติกรรมการใช้หน้าจอที่อาจเพิ่มความเสี่ยง

นอกจากการใช้มือถือแล้ว การดูซีรีส์หรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอได้เช่นกัน ตัวอย่างพฤติกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่ นั่งเอนหลังโดยคอพับ นั่งก้มคอบนโซฟาเป็นเวลานาน ดูจอที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา นั่งทำงานหน้าจอหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ

เมื่อกล้ามเนื้อคอทำงานต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความตึงของข้อต่อ และเพิ่มภาระต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง

อาการกระดูกคอเสื่อม

อาการของภาวะกระดูกคอเสื่อมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับระดับของการเสื่อมและโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบ อาการที่พบได้ เช่น ปวดคอ บ่า หรือไหล่ คอแข็งหรือเคลื่อนไหวได้จำกัด ปวดร้าวจากคอลงไปที่สะบักหรือแขน ชาหรืออ่อนแรงที่แขน มือ หรือปลายนิ้ว ปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ

ในบางกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรง ชา หรือการทรงตัวผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

แนวทางการประเมิน

  • การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอมักเริ่มจาก การซักประวัติและประเมินพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • การตรวจร่างกายระบบกระดูกและระบบประสาท การตรวจภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray หรือ MRI ในกรณีที่จำเป็น

กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย รักษาได้หรือไม่?

หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย สามารถดูแลรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ในหลายกรณี เช่น กายภาพบำบัดเฉพาะทาง ปรับท่าทางการใช้งานในชีวิตประจำวัน บริหารกล้ามเนื้อคอและหลัง ใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ (ตามดุลยพินิจแพทย์)

แต่หากปล่อยไว้นานจนเกิดการกดทับเส้นประสาทรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซึ่งปัจจุบันแพทย์จะใช้เทคนิคผ่าตัดแบบแผลเล็ก(Minimally Invasive Spine Surgery)  ขนาดประมาณ 3 เซ็นติเมตร ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็วขึ้น

วิธีป้องกันกระดูกคอเสื่อม

การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ได้ เช่น ยกมือถือให้อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ พักสายตาและเปลี่ยนท่าทุก 20–30 นาที จัดจอให้อยู่ในระดับพอดีขณะดูซีรีส์หรือทำงาน บริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนั่งหรือก้มคอนานต่อเนื่องหลายชั่วโมง

เมื่อใดควรพบแพทย์

  • ควรพิจารณาเข้ารับการตรวจจากแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้ ปวดคอเรื้อรังต่อเนื่อง ปวดร้าวลงแขนหรือสะบัก
  • ชาหรืออ่อนแรงที่แขนหรือมือ อาการปวดคอร่วมกับการเคลื่อนไหวลำบาก ทั้งนี้ การประเมินโดยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลังสามารถช่วยระบุสาเหตุของอาการและวางแผนรักษาที่เหมาะสมได้

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย เรามักได้ยินคำสอนจากผู้ใหญ่ว่า “กินอาหารอย่างพระราชาในตอนเช้า แต่กินมื้อเบา ๆ ในตอนเย็น” ถึงแม้จะดูเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย แต่ทุกวันนี้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังยืนยันสิ่งที่คนรุ่นก่อนเชื่อกันมา ซึ่งก็คือการกินมื้ออาหารที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเรา หรือสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย โดยสุขภาพลำไส้จะเป็นหนึ่งในระบบแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือ ร่างกายของคนเรามี “นาฬิกาภายใน” ที่แม่นยำอย่างมาก หรือที่เรียกว่า Circadian Rhythm ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมวงจรตลอด 24 ชั่วโมงของร่างกาย ทั้งการนอนหลับ ความหิว และการทำงานของระบบต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยนาฬิกานี้ไม่ได้อยู่แค่ในสมอง แต่มีอยู่ในแทบทุกเซลล์ เพื่อให้ร่างกายทำงานสอดคล้องกับจังหวะเวลาช่วงกลางวันและกลางคืน

ระบบย่อยอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ไวต่อนาฬิกาชีวิตมากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า “ลำไส้” และ “นาฬิกาชีวิต” มีการสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม น้ำหนักตัว การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน สุขภาพหัวใจ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมให้อยู่ในภาวะปกติ

แต่ความท้าทายของคนยุคใหม่คือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก กินไม่เป็นเวลา ทำงานเป็นกะ (โดยเฉพาะกะกลางคืน) หรือใช้หน้าจอจนดึก ล้วนรบกวนจังหวะของนาฬิกาชีวิต เมื่อจังหวะนี้เสียสมดุล ลำไส้ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ด้าน ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพลำไส้ พร้อมรวบรวมเรื่องราวน่าสนใจและเคล็ดลับการปรับสมดุลง่าย ๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ “นาฬิกาชีวิต” และ “ลำไส้” กลับมาทำงานสอดคล้องกันอีกครั้ง

เริ่มต้นโภชนาการของวันให้ดี ร่างกายก็พร้อมลุย

มื้อเช้า คือ มื้ออาหารที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ซึ่งวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการสามารถอธิบายได้ว่า หลังจากการอดอาหารในช่วงกลางคืน ระบบย่อยอาหารจะอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ทั้งเอนไซม์ย่อยอาหารที่ทำงานอย่างเต็มที่ และระบบเมตาบอลิซึมที่เปิดรับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี

การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่คุณประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนหลากหลาย และรับประทานให้เป็นเวลาในช่วงระหว่างวัน จะช่วยให้เราได้รับพลังงานสม่ำเสมอ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเผาผลาญที่เหมาะสม โดยให้เน้นกินอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ มีโปรตีนคุณภาพดี ไขมันดี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในทุกๆ มื้อ (ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเพื่อเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอและช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้น) นอกจากนี้ การกำหนดเวลาการกินให้แน่นอน เช่น ภายในช่วงเวลา 8–12 ชั่วโมงต่อวัน การกินอย่างมีสติ ก็มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารและนาฬิกาชีวิตทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น

ดื่มน้ำให้ถูกเวลา ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น

การดื่มน้ำก็มีช่วงเวลาที่เหมาะเหมือนกับการกิน โดยน้ำมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการย่อย ตั้งแต่น้ำลายที่ช่วยย่อยอาหาร ไปจนถึงน้ำย่อยในกระเพาะ และการขับของเสียออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนมื้อแรกของวัน ช่วยกระตุ้นระบบย่อยและปลุกนาฬิกาชีวิตให้เริ่มทำงาน และการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันยังช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ขณะที่การลดการดื่มน้ำในช่วงค่ำ จะช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพักผ่อนและฟื้นฟูในตอนกลางคืน

นอนหลับดี ช่วยให้ลำไส้ได้ฟื้นฟูตัวเอง

แม้ว่าจะปิดไฟ ปิดเสียงรบกวน ไม่ใช้มือถือ และนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมากลับรู้สึกไม่สดชื่น อาจเป็นเพราะ “การนอน” ไม่ใช่แค่การพักผ่อนของสมอง แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ซึ่งส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทว่าควร “พัก” หรือ “ตื่นตัว” ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงมื้อหนัก คาเฟอีน อาหารมัน หรือหวานจัดก่อนนอน เพราะระบบย่อยอาหารเองก็ต้องการเวลาในการพักเช่นเดียวกับสมอง

กิจกรรมเบา ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ยืดเหยียดร่างกาย หรือดื่มชาสมุนไพร ก่อนนอนประมาณ 30–60 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้ทั้งร่างกายและลำไส้รับรู้ว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว รวมทั้งการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลายังช่วยให้ลำไส้ปรับจังหวะได้ดีขึ้น และหากสมาชิกในบ้านมีเวลาพักผ่อนที่ใกล้เคียงกัน ก็ยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

ความเครียด ตัวร้ายทำลายลำไส้และนาฬิกาชีวิต

แม้จะมีตารางการนอนที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่มักติดตัวเราไปถึงเตียงทุกคืนคือ “ความเครียด” ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย

งานวิจัยได้เปิดเผยว่าแบคทีเรียหลายล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ไม่ได้ช่วยแค่การย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายโดยทำงานร่วมกับจังหวะชีวภาพ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกาย สามารถรบกวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำลายสมดุลของจังหวะชีวภาพ และเมื่อเวลาผ่านไปจะเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ในลักษณะที่ทำให้ระบบย่อยอาหารตอบสนองไวขึ้นและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่เราต้องให้ความสำคัญ

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายเรื่องนี้ได้ ภูมิปัญญาสมัยก่อนได้แนะนำการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของวัน การนำรูปแบบเหล่านี้กลับมาใช้ในชีวิตประจำวันตามสไตล์คนเมืองไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับตัวเองมากเกินไป แค่เริ่มปรับเปลี่ยนทีละน้อย แต่ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายก็จะหาสมดุลเจอ สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตได้ตามจังหวะธรรมชาติ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพและเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทางโซเชียล มีเดียFacebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน” กำลังคุกคามคนวัยทำงานอย่างเงียบ ๆ ที่น่ากังวลคือ โดยหลายคนเริ่มต้นจากอาการใกล้ตัวอย่างกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ทั้งที่หากเกิดการอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

 พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต จะมาอธิบายสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันก่อนโรคลุกลาม

 พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต

ใช้ชีวิตขัดกับ “นาฬิกาชีวภาพ” เสี่ยงกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว

“ระบบทางเดินอาหารของเรามี ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (biological clock) ที่ควบคุมการหลั่งกรด การย่อยอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหาร แต่พฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบัน เช่น ทำงานเป็นกะ นอนดึก อดอาหาร กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือกินมื้อดึก อาจรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อน โดยเฉพาะการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหารได้ง่าย หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ขณะที่การกินอาหารไม่ตรงเวลาและพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคืองหรืออักเสบ จนเกิดโรคกระเพาะได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบาย

กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ โรคใกล้กัน แต่อาการและสาเหตุต่างกัน

แม้กรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ จะเป็นโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในคอ ซึ่งอาจถูกกระตุ้นได้จากพฤติกรรมของคนวัยทำงาน เช่น กินอาหารมื้อดึก นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะที่โรคกระเพาะเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือความเครียดสะสมที่อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดหรือจุกบริเวณลิ้นปี่ แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออิ่มเร็ว แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์อย่างละเอียด

อย่าชะล่าใจ “กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ” อาจเสี่ยงโรครุนแรงในอนาคต

กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน และมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา กินมื้อดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และในบางรายอาจพัฒนาเป็นภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหารได้ ขณะที่โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

“โรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบนหลายชนิดมักเริ่มต้นด้วยอาการทั่วไป เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดท้อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและมาพบแพทย์ล่าช้า แต่หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรง โดยเฉพาะโรคมะเร็งทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร” พญ.สาวินี กล่าว

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร ตัวช่วยวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน

การตรวจโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยวิธีที่ใช้บ่อยคือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ซึ่งช่วยตรวจความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด เช่น กรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคกระเพาะ และแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงสามารถเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลและมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์กลืนแป้งเพื่อประเมินการกลืนและความผิดปกติของหลอดอาหาร การตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมงในผู้ที่มีอาการเรื้อรัง หรือการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ที่มีปัญหาการกลืน เพื่อช่วยวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนกำลังเข้าใกล้คนวัยทำงานมากขึ้นทุกปี ดังนั้นอยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง เริ่มลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายระบบทางเดินอาหาร ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการที่เข้าข่าย ไม่ต้องรอให้เป็นหนัก สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้ทันที เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท) จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 56 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในรอบปี พร้อมเดินหน้ายกระดับสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ (SRHR) ภายใต้แนวคิด “คนเป็นศูนย์กลาง” นำโดย รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ ประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการสมัยที่ 18 สมาชิก สวท เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก และผ่านระบบออนไลน์ 

รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ

รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ  กล่าวว่า “ในรอบปีที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ สวท สามารถดำเนินโครงการถึง 37 โครงการ เข้าถึงพี่น้องประชาชนผ่านบริการและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพจำนวนกว่า 76,681 คน ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของเราและร่วมสนับสนุนด้วยดีเสมอมา

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในปี 2568 ที่ผมอยากขอชื่นชมทีมงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการให้บริการผ่านคลินิกเวชกรรม สวท ทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศกว่า 31,000 คน รวมไปถึงการนำระบบการแพทย์ทางไกลมาใช้กับผู้รับบริการกว่า 6,273 คน โดยได้รับการประเมินผลในระดับความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 85.6 พร้อมกันนี้ สวท ยังทำงานเชิงรุกใน 77 ชุมชน และพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายยากลำบากกว่า 25,570 คน อีกทั้งยังได้รับรางวัล Silver Award ระดับประเทศ ด้านนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ โดยมีอัตราครองเตียงสูงถึงร้อยละ 85

การประชุมในวันนี้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนางานของ สวท ให้ก้าวหน้า และร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงสิทธิและความเสมอภาคด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้อย่างแท้จริง”  

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือการจัดกิจกรรม Workshop พิเศษในหัวข้อ “TO CHANGE… สู่การเปลี่ยนแปลง” โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นภนีรา รักษาสุข  ผู้บริหาร บริษัท ยินดี ดีไซด์ จำกัดมาร่วมระดมความคิดเห็นกับสมาชิกและบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้าง ภาพลักษณ์องค์กรให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ และอาสาสมัครดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมมอบของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ 10 ถึง 30 ปี

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งมั่นกว่า 56 ปี ส่งเสริมการวางแผนสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม และสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศวิถี โดยให้ความรู้ คำปรึกษา และบริการคุณภาพ ของประชากรทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส สามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตนเองได้อย่างถูกต้องมีความรับผิดชอบ เพราะทุกความรักและความปรารถนาในการสร้างครอบครัว เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถสร้างได้จริง สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ฟรีทั้ง 9 คลินิค สวท ทั่วประเทศ หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 02 941 2320 Facebook : https://www.facebook.com/PPATBANGKOK/ LINE@ : @PPATHAILAND หรือไปที่เว็บไซต์ https://ppat.or.th/   

‘ยาดมโป๊ยเซียน’ ฉลองปีที่ 90 จัดกิจกรรม CSR ตอบแทนสังคมทุกมิติ

‘ยาดมโป๊ยเซียน’ ฉลองปีที่ 90 จัดกิจกรรม CSR ตอบแทนสังคมทุกมิติ

‘ยาดมโป๊ยเซียน’ ฉลองปีที่ 90 จัดกิจกรรม CSR ตอบแทนสังคมทุกมิติ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ยาดมตราโป๊ยเซียน เปิดแผนปี 2569 รุกกิจกรรม CSR มุ่งเป้าตอบแทนกลับคืนสู่สังคมทุกมิติเต็มสูบ ตอกย้ำนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ดำเนินมาตลอด 90 ปี นำร่องกิจกรรมมอบหนังสือให้กรมราชทัณฑ์ กระจาย  สู่เรือนจำใหญ่ 4 แห่งทั่วไทย สานต่อโครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษของกรมราชทัณฑ์ และตอกย้ำแบรนด์ “โป๊ยเซียน” ว่าส่งเสริมความเสมอภาค การยอมรับความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

ดร. ณัฐพงศ์​ ลา​ภบุญทรัพย์ กรรมการ​และที่ปรึกษา บริษัท​ โกลด์​ มิ้นท์​ โปรดักส์​ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย  ยาดมตรา “โป๊ยเซียน” เปิดเผยว่า การเข้าสู่ปีที่ 90 ของโป๊ยเซียน แบรนด์ยาดมอันดับ 1 ของประเทศไทยในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นทำกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) เพื่อตอบแทนสังคมต่อเนื่อง เพราะถือเป็นนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ทำต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2566 เมื่อ นายวรานนท์ ลาภบุญทรัพย์ ประธานกรรมการและคุณพ่อของ ดร.ณัฐพงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวเรือใหญ่ของกิจการ และปีนี้นำร่องที่กิจกรรม “มอบหนังสือตามโครงการอ่านหนังสือ ลดวันต้องโทษของกรมราชทัณฑ์” ที่สนับสนุนให้ผู้ต้องขังอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาความรู้และจิตใจของตนเองให้พร้อม      ต่อการมีชีวิตใหม่ภายหลังจากพ้นโทษแล้ว โดยยาดมตรา “โป๊ยเซียน” จะมอบหนังสือให้แก่เรือนจำ 4 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางสมุทรปราการ เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา เรือนจำกลางขอนแก่น และเรือนจำกลางสงขลา ซึ่ง นายเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (ตุ๊บปอง) นักเขียนนิทานและวรรณกรรมสำหรับเด็กชื่อดัง กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ช่วยเป็นสะพานบุญสำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ โดยหนังสือที่มอบจะต้องเป็นหนังสือที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการว่าเป็นหนังสือที่มีคุณภาพและเหมาะสมต่อผู้ต้องขัง

“กิจกรรมดังกล่าว บริษัทฯ ได้จัดขึ้นที่ทัณฑสถานหญิงกลาง    ในพื้นที่ใกล้เคียงกับเรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพมหานคร ที่เริ่มทำกิจกรรมในเดือนนี้ เพราะเดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งความหลากหลาย และผู้คนส่วนใหญ่มักพูดถึงเรื่อง ‘ความหลากหลายทางเพศ’ แต่ทาง ‘โป๊ยเซียน’ มองว่า ความหลากหลายของสังคมมีหลายมิติมาก ดังนั้น การเอื้อมมือเข้าไปสนับสนุนของเราจะไปให้ถึงคนหลังกำแพง จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเท่าเทียมและเห็นคุณค่าความหลากหลายของคนในสังคม รวมถึงให้โอกาสผู้ก้าวพลาดได้กลับมามีชีวิตใหม่อย่างเป็นสุขร่วมกับผู้คนในสังคม เราจึงริเริ่มโครงการนี้ขึ้นในเดือนมิถุนายนเป็นปีแรก”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา “โป๊ยเซียน” มีกิจกรรมที่ส่งเสริมความหลากหลายและความเสมอภาคของคนในสังคม ในเดือนมิถุนายนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวของคนพิการ ซึ่ง “โป๊ยเซียน” ได้ทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการพาคนพิการออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถรองรับผู้พิการได้ และมีการผลิตสื่อผ่านรายการ YouTube ของบริษัทชื่อรายการ Koon O’Clock ตอนพิเศษประจำเดือนมิถุนายน เป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่คนพิการสามารถไปท่องเที่ยวร่วมกันกับคนปกติได้

ทั้งนี้ การทำ CSR เป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น การทำกิจกรรม CSR ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูง เป็นความแข็งแกร่งของแบรนด์โป๊ยเซียนที่ครองใจผู้บริโภค ทุกเพศทุกวัยจากรุ่นสู่รุ่นตลอด 90 ปี

“โป๊ยเซียนได้รับโอกาสเติบโตจากผู้ใช้สินค้าในทุกเพศทุกวัย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสในการตอบแทนสังคมที่ให้โอกาสพวกเรามาโดยตลอด เราก็พร้อมจะยืนเคียงข้างทุกคน แบรนด์จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกิจกรรม CSR เพื่อตอบแทนสังคม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจมาจนครบรอบ 90 ปี ในปี 2569 นี้ ทิศทางการ     ดำเนินธุรกิจของ ‘โป๊ยเซียน’ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แบรนด์ยังคงยึดมั่นการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในมาตรฐานระดับสูงเพื่อครองใจผู้บริโภคจากรุ่นสู่รุ่น”  ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวในที่สุด

CWI เปิดตัวสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวของ 5 ผู้ประกอบการหญิงไทย

CWI เปิดตัวสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวของ 5 ผู้ประกอบการหญิงไทย

CWI เปิดตัวสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวของ 5 ผู้ประกอบการหญิงไทย

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

Cartier Women’s Initiative ฉลองครบรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “Women Lighting the Path” เปิดตัวสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวของ 5 ผู้ประกอบการหญิงไทยผู้จุดประกายการเปลี่ยนแปลง

ปีนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Cartier Women’s Initiative โครงการระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของโครงการ ปีนี้จะมีการจัดพิธีมอบรางวัลประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569 พร้อมเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการประจำปี 2027 ตั้งแต่วันนี้ – 16 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://www.cartierwomensinitiative.com

เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ ภายใต้แนวคิด “WOMEN LIGHTING THE PATH” เพื่อสะท้อนถึงแรงบันดาลใจที่ผู้ประกอบการหญิงได้ส่งต่อให้กับคนอื่นๆ เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ฉายนำทางให้กับอนาคต คาร์เทียร์ ประเทศไทย เปิดตัวสารคดีสั้น “Cartier Women’s Initiative Docuseries” ถ่ายทอดเรื่องราวเส้นทางของ 5 ผู้ประกอบการหญิงไทยจาก 5 ธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จุดเปลี่ยนสำคัญที่จุดประกายความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การริเริ่มสร้างธุรกิจ ตลอดจนแนวคิดการใช้ธุรกิจเป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ผู้หญิงทั้ง 5 คนต่างเลือกก้าวเดินบนเส้นทางที่ท้าทาย เพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ และสะท้อนพลังของผู้หญิงที่สามารถจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนรอบตัว

Cartier Women’s Initiative Docuseries พร้อมให้รับชมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะทยอยออกตามลำดับ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของผู้ประกอบการหญิงทั้ง 5 คน แพรรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ ผ่า ทาง Instagram Account @pearypie  โดยสามารถรับชม Docuseries และภาพเบื้องหลังการถ่ายทำได้แล้ว ผ่าน link ดังนี้: Docuseries: Instagram, Facebook และ TikTok

ภาพเบื้องหลัง: Instagram, Facebook และ TikTok เอิร์น-อรนภัส บุญอนันตพัฒน์ ผ่านทาง Instagram Account @niranwreath และ @earn.onp  เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ ผ่านทาง Instagram Account @toeyjarinporn และ @toeyjarinofficial  ณัฐ-ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค ผ่านทาง Instagram Account @baankerd.bkk และ @natsalirath  เชอร์รี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ ผ่านทาง Instagram Account @cherrykhemupsorn  และวิดีโอรวมผู้ประกอบการในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2569 ผ่านทาง Instagram Account ของผู้ประกอบการหญิงทั้ง 5 คน 

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลสูงสุดจากฝรั่งเศส

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลสูงสุดจากฝรั่งเศส

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลสูงสุดจากฝรั่งเศส

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานพระอนุญาตให้สาธารณรัฐฝรั่งเศสทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ Légion d’honneur (เล-ฌง ดอน-เนอร์) ชั้น Grand Officier (กร็องตอฟีซีเย)

นายเอ็มมานูเอล มาครอง (Emmanuel Jean-Michel Frédéric Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้ลงนามในกฤษฎีกา เพื่อถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ชั้น กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier) ของอิสริยาภรณ์ตระกูลเลฌียงดอเนอร์ (THE LEGION OF HONOUR) แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2569 โดยรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซาบซึ้งใน พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทรงมีคุณูปการ ต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมและ วิถีชีวิตฝรั่งเศสในประเทศไทย รวมถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ สอดคล้องกับโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีของการติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ในปี 2568 และ 170 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ในปี 2569

เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ (THE LEGION OF HONOUR) มีความหมายว่า “กองพลเกียรติยศ” และคติพจน์แห่งเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ คือ “เกียรติยศและปิตุภูมิ“ (Honneur et Patrie) ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำชาติชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1802 เพื่อตอบแทนคุณงามความดีและความกล้าหาญของทหารและพลเรือน โดยมีความสำคัญและวัตถุประสงค์ในการมอบให้แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์อย่างโดดเด่นแก่ประเทศฝรั่งเศส

เครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลสูงสุด Légion d’honneur (เล-ฌง ดอน-เนอร์) แบ่งเป็น 5 ชั้น โดยชั้นที่ 1เชอวาลีเย (Chevalier ชั้นอัศวิน) : ประดับดวงตรา โดยไม่มีแถบลายเถากุหลาบ เหนืออกซ้าย  ชั้นที่ 2 ออฟีซีเย (Officier ชั้นเจ้าพนักงาน) : ประดับดวงตราพร้อมแถบลายเถากุหลาบเหนืออกซ้าย ชั้นที่ 3 กอม็องเดอร์ (Commandeur ชั้นนายกอง) : ประดับดวงตราบนกัณฐาภรณ์ (necklet) หรือแถบห้อยคอ ชั้นที่ 4  กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier ชั้นนายทัพ) : ประดับดวงตราพร้อมแถบลายเถากุหลาบเหนืออกซ้าย และประดับดาราเหนืออกขวา  และ ชั้นที่  5.  กร็อง-ครัว (Grand-Croix ชั้นมหากางเขน) : เป็นชั้นสูงสุด ประดับดวงตราและสายสะพายพาดเฉียงจากบ่าขวา และประดับดาราเหนืออกซ้าย

ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์ เเละ พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย เครื่องอิสริยาภรณ์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ฝรั่งเศส Légion d’honneur ชั้นตรา กร๊อง-ครัว (Grand-Croix) เมื่อปี พ.ศ. 2406

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ฝรั่งเศส Légion d’honneur ชั้นตรา กร๊อง-ครัว (Grand-Croix) เมื่อปี พ.ศ. 2503

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ฝรั่งเศส Légion d’honneur ชั้นตรา กร็องตอฟีซีเย (Grand Offiicier) เมื่อปี พ.ศ.2550

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ฝรั่งเศส Légion d’honneur ชั้นตรา กร็องตอฟีซีเย (Grand Offiicier)

เครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูลสูงสุด Légion d’honneur (เล-ฌง ดอน-เนอร์) มอบให้แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์อย่างโดดเด่นแก่ประเทศฝรั่งเศสในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น พลเรือน ทหาร และปัจเจกบุคคล ที่ทำคุณประโยชน์ และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศฝรั่งเศส และมีส่วนในการเสริมสร้างชื่อเสียง รวมทั้งภาพลักษณ์ของฝรั่งเศส ทั้งในและนอกประเทศ  เช่น การทหาร วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และมนุษยธรรม เเละเป็นการแสดงความขอบคุณและยกย่องต่อผู้ที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อชาติ พร้อมทั้งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดีและสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ในปัจจุบันได้มีการขยายวงของผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ ให้ครอบคลุมไปถึงชาวต่างชาติ ที่มีคุณูปการต่อประเทศฝรั่งเศส และบุคคลที่ทำคุณงามความดีให้กับสังคมและประเทศชาติ อาทิ งานด้านการอนุรักษ์และวัฒนธรรมลักษณะของเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ เป็นตราแฉก 5 แฉกสีขาว ตรงกลางเป็นรูปมาเรียน (Marianne) สัญลักษณ์แห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ล้อมรอบด้วยวงแหวนสีทอง ภายใต้ดาวมีช่อใบโอ๊กและลอเรลไขว้กัน ด้านหลังเหรียญมีคำขวัญ “Honneur et Patrie” (เกียรติยศและปิตุภูมิ) และวันที่สถาปนา

ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมกับ ม. กรุงเทพ จัดโครงการ ‘RE-LIFE FABRIC’ ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์นักออกแบบรุ่นใหม่ สานต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ความยั่งยืน

ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมกับ ม. กรุงเทพ จัดโครงการ ‘RE-LIFE FABRIC’  ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์นักออกแบบรุ่นใหม่  สานต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ความยั่งยืน

ยัสปาล กรุ๊ป ร่วมกับ ม. กรุงเทพ จัดโครงการ ‘RE-LIFE FABRIC’ ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์นักออกแบบรุ่นใหม่ สานต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

ยัสปาล กรุ๊ป (Jaspal Group) ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน ร่วมกับ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  จัดโครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION 2026” ในการนำผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ต่างๆ ภายใต้ยัสปาล กรุ๊ป มาตีความและต่อยอดเป็นกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์ สะท้อนแนวคิดการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวัสดุในอุตสาหกรรมแฟชั่น พร้อมถ่ายทอดพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมผลักดันแฟชั่นไทยสู่อนาคตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

 ยัสปาล กรุ๊ป โครงการ RE-LIFE FABRIC BU x JASPAL GROUP SUSTAINABLE COLLABORATION

โครงการ RE-LIFE FABRIC เกิดขึ้นจากแนวคิดในการนำผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากกระบวนการผลิตของแบรนด์ต่างๆ ในเครือยัสปาล กรุ๊ป มาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านมุมมองและกระบวนการออกแบบของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Fashion Management & Entrepreneurship ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นในอุตสาหกรรมจริง ฝึกทักษะการออกแบบภายใต้โจทย์และข้อจำกัดของวัสดุ พร้อมพัฒนาความเข้าใจด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “The Power of Next” ของยัสปาล กรุ๊ป มุ่งส่งเสริมศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

(จากซ้าย) ผศ.ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา รองคณบดี คณะศิลปกรรมศาสตร , ดร.จิราพร เกิดชูชื่น, นลินี เรืองวิทยานุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป และ ปฤษฎี ศิลปสม ผู้จัดการแผนกออกแบบและตกแต่งหน้าร้าน ยัสปาล กรุ๊ป

พร้อมกันนี้ ยังมีพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับผลงานโดดเด่นเพื่อสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษาจำนวน 8,000 บาท และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษาจำนวน 5,000 บาท โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา รองคณบดี คณะศิลปกรรมศาสตร และ ปฤษฎี ศิลปสม ผู้จัดการแผนกออกแบบและตกแต่งหน้าร้าน ยัสปาล กรุ๊ป  ร่วมเป็นกรรมการตัดสินรางวัล

น้องๆกลุ่ม Peejayu กับผลงานรางวัลชนะเลิศ

โดยกลุ่มที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ กลุ่ม “Peejayu” ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจมาจากการได้สัมผัสผ้าส่วนเกินคุณภาพดี ของ ยัสปาล กรุ๊ป ที่ให้ความรู้สึกนุ่มฟูและเงียบสงบเหมือนหิมะในฤดูหนาว ก่อนต่อยอดแรงบันดาลใจสู่เรื่องราวของดอกโครคัส ดอกไม้ที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ เปรียบเสมือนการเติบโตอย่างไม่ยอมแพ้ตามปรัชญา ‘Kaizen’ หรือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คอนเซปต์ ‘สวนฤดูหนาว’ จึงถูกถ่ายทอดผ่านกระเป๋าที่สะท้อนความงามท่ามกลางความยากลำบาก และแนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงจากก้าวเล็กๆ ในทุกวัน และการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ทดลองและพัฒนางานผ่านการลองผิดลองถูก พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการออกแบบที่ไม่ได้พียงสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานจริง ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

น้องๆกลุ่ม ดีมากเลย กับผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ต่อมากลุ่ม “ดีมากเลย” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้นำเสนอผลงานที่มาจากการมองเห็นคุณค่าในผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากอุตสาหกรรม ที่แม้จะมีสีซีดจางแต่ยังคงมีความงดงามในตัวเอง จึงนำศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ‘Ikebana’ และปรัชญา ‘Wabi-sabi’ ที่มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ มาพัฒนาเป็นผลงาน Wearable Art โดยหยิบรูปทรงของแจกันอิเคบานะมาใช้เป็นโครงสร้างหลักของกระเป๋า พร้อมออกแบบพื้นที่ว่างและรอยพับให้สะท้อนเรื่องราวของฤดูใบไม้ผลิที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งการเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Material แต่เกิดจากความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนของการทำงาน

น้องๆกลุ่ม I LOVE MY JOB กับผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

ปิดท้ายด้วยกลุ่ม “I LOVE MY JOB” เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของผลงานเกิดจากการตั้งคำถามต่อปัญหาขยะจากผลผลิตทางการเกษตรที่ถูกคัดทิ้งเพียงเพราะไม่ผ่านมาตรฐาน แม้วัสดุเหล่านั้นจะยังมีศักยภาพในการใช้งานอยู่ก็ตาม พวกเราจึงมุ่งเน้นเปลี่ยนสิ่งที่ถูกมองว่า “ไร้ค่า” ให้กลับมา “มีชีวิต” อีกครั้ง จึงเลือกนำเปลือกผลไม้เหลือทิ้งมาผ่านกระบวนการแปรรูปผสมกับเจลาตินเพื่อพัฒนาเป็นวัสดุผ้าชนิดใหม่ และนำมาเป็นวัสดุที่ใช้ร่วมกับผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจาก ยัสปาล กรุ๊ป สร้างสรรค์เป็นกระเป๋าที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ตะกร้าผลไม้” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสะท้อนวงจรการผลิต การบริโภค และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับวัสดุ การเข้าร่วมโครงการนี้ได้ได้รับมุมมองด้านการออกแบบมาต่อยอดเป็นแนวคิดเพื่อความยั่งยืน และได้เรียนรู้การทำงานกับ ยัสปาล กรุ๊ป ที่เป็นบริษัทแฟชั่นชั้นนำในประเทศไทย

โครงการความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพผ่านนิทรรศการกระเป๋าดีไซน์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นภาพสะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและภาควิชาการ ในการบ่มเพาะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ให้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการบริหารจัดการแฟชั่น และแนวคิดความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นเกิดขึ้นได้จริงเมื่อผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์  ผ่านการชุบชีวิตผ้าส่วนเกินคุณภาพดีจากอุตสาหกรรมแฟชั่นให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้งในฐานะงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง

Life & Health : แนวทางการรักษาศีรษะล้านด้วยยา

Life&Health : แนวทางการรักษาศีรษะล้านด้วยยา

Life&Health : แนวทางการรักษาศีรษะล้านด้วยยา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศีรษะล้าน (Alopecia) คือภาวะที่เส้นผมร่วงมากเกินไป และไม่มีผมใหม่งอกขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้บริเวณนั้นผมบางลงจนเห็นหนังศีรษะชัดเจน ไม่ใช่โรคอันตราย แต่ส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพ

ถ้าคุณสังเกตได้ว่าแนวผมของคุณเริ่มร่น ผมบาง หรือเห็นหนังศีรษะชัดเจนขึ้น ลองส่องกระจกแล้วดูว่า แนวไรผมตรงหน้าผากเริ่มถอยร่นคล้ายตัว M หรือมีบริเวณกลางศีรษะบางลงกว่าเดิมหรือไม่ หากใช่ อาจเป็นสัญญาณของศีรษะล้านแบบพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia: AGA) ซึ่งแบ่งได้หลายรูปแบบ เช่น แบบ M-shape: ผมร่นจากหน้าผากด้านข้าง, แบบ O-shape: ผมบางบริเวณกลางศีรษะคล้ายเหรียญ, แบบ Combined: ผมบางทั้งแนวหน้าและกลางศีรษะพร้อมกัน

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร. ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ระดับความรุนแรงของ AGA สามารถจัดตาม Norwood-Hamilton Scale (สำหรับผู้ชาย) ตั้งแต่ระดับ 1 (เริ่มร่นเล็กน้อย) ไปจนถึงระดับ 7 (ศีรษะล้านเกือบทั้งหมด) การรู้จักรูปแบบและระดับของตัวเองช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ข่าวดีคือภาวะนี้สามารถรักษาและชะลอได้ หากเข้าใจกลไกของมันอย่างแท้จริงและเริ่มดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ศีรษะล้านแบบพันธุกรรม คืออะไร?

AGA ไม่ได้เกิดจาก “กรรมเวร” แต่คือผลของ กรรมพันธุ์ ผสมกับผลของ ฮอร์โมนเพศชาย DHT (Dihydrotestosterone) ที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของรากผม ทำให้รากผมหดเล็กลง เส้นผมบางลง และหลุดร่วงในที่สุด มักเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่อายุ 20–30 ปี โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีประวัติครอบครัวศีรษะล้าน ไม่ว่าจะฝั่งพ่อหรือแม่

วงจรชีวิตเส้นผม: รู้ก่อนเริ่มรักษา

เส้นผมทุกเส้นมีวงจรชีวิตที่แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ (1) Anagen (ระยะเติบโต) – ผมยาวขึ้นเรื่อย ๆ (2–6 ปี), (2) Catagen (ระยะหยุดชั่วคราว) – ช่วงเปลี่ยนผ่าน (~2 สัปดาห์), (3) Telogen (ระยะพักตัว) – ผมหยุดเติบโต (~3 เดือน), (4)  Exogen (ระยะหลุดร่วง) – ผมหลุดออกจากรูขุมขนในผู้ที่มีศีรษะล้านแบบพันธุกรรม (AGA):

-ระยะ Anagen ซึ่งเป็นระยะที่เส้นผมเติบโตเต็มที่ จะสั้นลงจากเดิมที่ควรยาว 2–6 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน ส่งผลให้เส้นผมไม่ยาว หนา หรือแข็งแรงเท่าที่ควร และหลุดร่วงเร็วกว่าปกติ

-ระยะ Telogen หรือระยะพักตัวของเส้นผมจะยาวนานขึ้น ทำให้รากผมหยุดพักและไม่สร้างผมใหม่เร็วพอ ส่งผลให้พื้นที่หนังศีรษะเริ่มโล่งชัดเจนขึ้น

-นอกจากนี้ เส้นผมใหม่ที่ขึ้นมาในรอบถัดไปมักมีลักษณะบางลงและเส้นเล็กกว่าปกติ เรียกว่า “miniaturization” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ AGA ที่ทำให้เกิดผมบางเรื้อรังในระยะยาว

แนวทางการรักษาที่มีหลักฐานรองรับ

1.Finasteride (ฟินาสเทอไรด์) กลไก: ยับยั้งการสร้าง  DHT, วิธีใช้: ยากิน 1 มก. วันละครั้ง เห็นผล: เริ่มใน 3–6 เดือน, ชัดเจนใน 12 เดือน ข้อควรระวัง: หากหยุดใช้ ผมที่ขึ้นใหม่อาจร่วงใน 3–6 เดือน ผลข้างเคียง: พบน้อย เช่น ความต้องการทางเพศลดลง, ซึมเศร้า ซึ่งมักหายเมื่อหยุดยา

2.Minoxidil (ไมน็อกซิดิล) กลไก: ขยายหลอดเลือด เพิ่มเลือดไปเลี้ยงรากผม วิธีใช้: ทาหรือโฟม วันละ 1–2 ครั้ง เห็นผล: ภายใน 3–6 เดือน ผลข้างเคียง: ระคายเคือง, ผื่น, “ผมร่วงช่วงแรก” ที่บ่งชี้ว่ารากผมเริ่มทำงานใหม่

3.Low-Level Laser Therapy (LLLT) กลไก: กระตุ้นพลังงานเซลล์รากผม ลดการอักเสบ อุปกรณ์: หวีเลเซอร์, หมวกเลเซอร์ ข้อดี: ความปลอดภัยสูง ใช้ร่วมกับยาอื่นได้ดี

ระยะเวลาเห็นผล และเหตุผลที่ไม่ควรล้มเลิกกลางทาง

การรักษา AGA เปรียบเหมือนการดูแลต้นไม้ที่เคยแห้งเฉาให้กลับมาเขียวขจี ซึ่งต้องใช้เวลา ความสม่ำเสมอ และความเข้าใจในธรรมชาติของวงจรผม

– ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ 3–6 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล เพราะรากผมต้องค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ระยะ Anagen ซึ่งเป็นระยะเติบโตใหม่

– ในช่วงแรกอาจรู้สึกว่า “ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง” แต่อย่าลืมว่าเส้นผมต้องใช้เวลาเติบโต และรากผมที่เคยอ่อนแอต้องการเวลาในการฟื้นฟู

– หากหยุดใช้กลางคัน = ผมที่ขึ้นใหม่อาจร่วงกลับ และรากผมอาจกลับเข้าสู่สภาวะเดิม

การรักษานี้ไม่ใช่เรื่องของวันหรือสัปดาห์ แต่คือการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีขึ้น หากคุณอดทนและเข้าใจกลไกอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับการรอคอย

สรุปเพื่อการตัดสินใจเริ่มรักษาให้มีประสิทธิภาพ

เริ่มต้นฟื้นฟูเส้นผมอย่างมีขั้นตอน

1. สังเกตตนเอง: สำรวจแนวผมและความหนาแน่นของเส้นผมบริเวณหน้าผาก กลางศีรษะ และแนวไรผม เพื่อประเมินระดับความรุนแรงเบื้องต้น

2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: พบแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชกรเพื่อประเมินสภาพเส้นผมอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณ

3. เริ่มใช้ยาที่ได้รับการรับรอง: เช่น Finasteride (ยากิน) หรือ Minoxidil (ยาทา) ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

4. ให้เวลาและความสม่ำเสมอ: ยาและการรักษาเสริมมักเริ่มเห็นผลใน 3–6 เดือน อย่าหยุดกลางคัน เพราะอาจเสียผลลัพธ์ที่สร้างมา

5.ติดตามอาการ: พบแพทย์เพื่อติดตามความคืบหน้า และปรับแผนการรักษาเมื่อจำเป็น

6.เสริมความเข้าใจ: หมั่นศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติ

– เริ่มเร็ว = โอกาสรักษาผมเดิมไว้ได้มาก

– ต้องใช้เวลา อดทน และเข้าใจวงจรเส้นผม

– อย่าหยุดยาเองก่อนเวลาอันควร

-ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนที่เหมาะสม

การดูแลเส้นผมไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนก็จริง แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจระยะยาว หากเริ่มต้นวันนี้อย่างถูกวิธี เส้นผมของคุณอาจกลับมาพร้อมความมั่นใจอีกครั้ง สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/713

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ