Life & Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในวันที่โลก “ฉลาดล้ำ” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI  ทว่าอีกด้านกลับเผชิญ “ความเปราะบาง” ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กลายเป็นความเหลื่อมล้ำ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นำไปสู่ภาวะโลกไร้สมดุล (An unbalanced world) ทำให้ทิศทางการตลาดในปี 2026 เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ยาก ซับซ้อน มีความไม่แน่นอนสูง 

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผย “เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็แค่ปรับ”  สู่ การสร้าง “ความสมดุลใหม่ที่ยั่งยืน”  โดยนักการตลาดในวันนี้ ต้องส่งมอบความหมายที่แท้จริงให้กับสังคม เป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น

โดยใช้ความฉลาดของ AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องยืดหยุ่น สร้างความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม สร้างมูลค่าร่วมให้กับสังคม มีจรรยาบรรณ ทุกการลงทุนทางการตลาดต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต่อกระแสเงินสด

ในงานวันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผยว่า งานนี้เป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดแห่งปีของวงการการตลาดไทย ภายใต้ แนวคิดที่ทรงพลังและท้าทายอย่างยิ่ง “Prompt the Future: The Power of Marketing” ที่จะเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ธุรกิจ สังคม การตลาด เศรษฐกิจของโลก และไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

Prompt เป็นคำพ้องเสียงคล้ายกับ คำว่าพร้อมในภาษาไทย หมายถึงการเตรียมพร้อมสู่อนาคตของธุรกิจ และนักการตลาดไทย ขณะเดียวกันคำว่า Prompt ในภาษาเอไอ หมายถึงคำสั่ง input, instruction, query ที่จะกระตุ้นให้ AI สร้างผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง Prompt ที่ดี จะทำให้ AI Application ทำงานได้มีประสิทธิภาพ งานสัมมนาในที่นี้ จึงเป็นงานที่เราจะมาสร้าง Prompt ด้วยพลังของการตลาดไปด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทยที่ดีขึ้น

วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยกำลังอยู่ในโลกที่ “ฉลาดล้ำ” (Intelligent World) ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี Big Data, AI ที่กำลังจะเป็น AI Agentic เรียนรู้และสั่งงานได้ด้วยตัวเอง จะเป็น AI ที่ควบคุม AI Agent อีกที

Robotics ที่เปลี่ยน จาก BOT เป็น Humanoid ทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถคล้ายคลึงกับมนุษย์เข้าไปทุกที เราสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ในพริบตา และทำให้ชีวิตสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัด บนระบบที่เป็นอัตโนมัติ

สวนทางกับความฉลาดที่เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของโลก กลับเผชิญ “ความเปราะบางและไร้สมดุล” (Fragile and Unbalanced) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม การเติบโตของหนี้สินที่มากกว่ารายได้ ทำให้ความมั่งคั่งลดลง ปริมาณการผลิตที่สูงกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ความแตกต่างของ Generation และความเหลื่อมล้ำ ทำให้มีความแตกต่างทางความคิด จนทำให้การคาดการณ์เป็นเรื่องยาก มีความซับซ้อน อ่อนไหว มีความไม่แน่นอนและไร้สมดุล จนต้องตั้งถามถึงทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่ “ความสมดุลใหม่และความยั่งยืน” ที่แท้จริงบนโลกปัจจุบัน

สำหรบหน้าที่ของนักการตลาดในวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้าอีกต่อไป แต่คือการเป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้ส่งมอบ “ความหมาย” ที่แท้จริง ให้กับสังคม บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ประกอบด้วยกลยุทธ์การตลาด

1.มองตลาดแบบ Fragmented (Fragmented Marketing): ยุคของการสื่อสารแบบ Mass Media ได้จบลงแล้ว เราต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ นับไม่ถ้วน (Fragmented Segments) ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงสูง แบรนด์ต้องสื่อสารและสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละส่วนย่อยได้อย่างแท้จริง (Hyper Personalization) ทั้งนี้เราสามารถใช้ความเก่งและความฉลาดของเทคโนโลยี เช่น AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน (Teammates)

2.เข้าใจความยืดหยุ่นทางจิตใจและธุรกิจ (Resiliency): ความสามารถในการล้ม แล้วลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราต้องสร้างโมเดลธุรกิจและแบรนด์ที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซัพพลายเชนหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องบริหาร Supply chain ที่ยืดหยุ่น สร้าง ความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม (Chaotic Advantage และ Brand Movement)

3.ร่วมสร้างมูลค่าร่วมให้สังคม (Value Creation and Inclusiveness): การสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง (Differentiated Brand) จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสร้าง “มูลค่า” ที่มากกว่าแค่ กำไร เราต้องมองหาโมเดล Value Creation ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด (Stakeholders) ตั้งแต่ลูกค้า พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง ส่งเสริมแนวคิด Inclusiveness หรือความเท่าเทียม

4.กำหนดจรรยาบรรณและจริยธรรมให้อยู่ในใจของนักการตลาด ถึงแม้นยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ชัดเจน การทำตลาดไวรัลและใช้Influencer ยุคใหม่ต้องมี ความหมาย ไม่ใช่แค่สร้างดราม่า และยอดขาย (Drama Quality และ Influencer Guidance)

5.ให้ความสำคัญกับบริหารการเงินและกระแสเงินสด (Cash Flow Management): ในโลกที่เปราะบาง การเติบโตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพื้นฐานทางการเงินนั้นอันตราย นักการตลาดต้องทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ แน่ใจว่าทุกการลงทุนทางการตลาดนั้น คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระด้าน Cashflow

วัตถุประสงค์ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ต้องการกระตุ้นอนาคตของเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยพลังของการตลาด เรียนรู้ ออกแบบ ขับเคลื่อน โลกที่ฉลาดล้ำใบนี้ให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง สมดุล ยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

คุณแหน : 17 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 17 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 17 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยจำเป็นต้องสำรองโลหิต เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุน รพ.ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเชิญผู้ที่พร้อมร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลังได้ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ จันทร์-ศุกร์ เปิด 07.30-19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 08.30-15.30 น.รองรับผู้บริจาคโลหิตวันละ 1,500 คน ลงทะเบียนบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ได้ที่ ระบบนัดบริจาคโลหิต

●● คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนาเรื่องการนำเสนอแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ ใน กมธ. ประจำปี 2569โดยมี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือผู้แทน ร่วมในการบรรยาย…

●● เพื่อนๆ ยินดีกับ ชมภารีชมภูรัตน์ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม…

●● ปรบมือรัวๆให้กับ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ที่ บมจ. นอร์ทอีสรับเบอร์ (NER) ครองรางวัล CAC Change Agent Award 2025 ระดับ 3 ดาว เพื่อร่วมสร้างสิทธิประโยชน์แห่งความโปร่งใสเพื่อธุรกิจไทยยั่งยืน พร้อมได้รับเกียรติร่วมกล่าวปาฐกถา “โปร่งใสอย่างยั่งยืน : NER กับบทบาทต้นแบบของการเติบโตอย่างมีธรรมาภิบาล” ตอกย้ำความสำคัญของความโปร่งใส การตรวจสอบได้และการพัฒนาอย่างรับผิดชอบในทุกกระบวนการผลิตพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง…

●● นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ชวนเพื่อนๆกลุ่ม SJ ของ BRAIN 2 ไปสังสรรค์กันที่ร้านอีกา Central Park โดยมี วัลยา จิราธิวัฒน์,เกษสุดา ไรวา, วิสิฐ ตันติสุนทร, เกียรติ
ตั้งตรงศักดิ์, ชลัช ชินธรรมมิตร์, วลีกิตติรัตนวิวัฒน์, อมรรัตน์ ตันติโชค, รสริน เธียรนุกุล ร่วมด้วย…

●● ชาว วบส. 1 ร่วมกับชมรมศิษย์เก่าราชินีรุ่น 65 ร่วมซับน้ำตา รร.วัดทุ่งสงวน จ.สงขลา ที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้…

●● เพื่อนๆ ยินดีกับ มรกตกุลธรรมโยธิน ที่ INET ได้บิ๊กโปรเจกท์งานภาครัฐ “พัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล” จากDGA ร่วมขับเคลื่อนการสื่อสารเต็มรูปแบบ เสริมอธิปไตยข้อมูลและความมั่นคงระดับชาติ

…●● ชาว Digital CEO#6 ยินดีกับ รังสรรค์ พวงปราง ที่ PTG แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ตั้งบริษัทก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย ภายใต้ร่ม “กาแฟพันธุ์ไทย” เปิดแล้ว 2 สาขารังสิตคลอง 3, คลองหลวง 8 และปลายปีคลองหลวง 3 ปีหน้าปูพรม 50 สาขาใกล้ที่ไหนไปที่นั่น…

●● สปสช. ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เดินหน้ามาตรการด้านการเงิน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ “หน่วยบริการนวัตกรรม” ในระบบบัตรทอง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน และฟื้นฟูการดำเนินงานดูแลปชช.รับบริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดในภาวะวิกฤต รายละเอียดโทร02-1119999..●●

น้องใหม่

ไดกิ้น คว้ารางวัล ‘พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตฯเครื่องปรับอากาศด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

ไดกิ้น คว้ารางวัล ‘พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตฯเครื่องปรับอากาศด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

ไดกิ้น คว้ารางวัล ‘พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตฯเครื่องปรับอากาศด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.09 น.

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศ “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ” จากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระดับองค์กรและบุคคล และ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อาคารกรมควบคุมมลพิษ

รางวัล “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ” ถือเป็นการยกย่องผู้มีผลงานโดดเด่นในการส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งในมิติองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้ารับรางวัลในประเภทองค์กร จากการให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่กรมควบคุมมลพิษ

นายวัลลภ พ่วงไพโรจน์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายสำคัญของประเทศ เราตระหนักดีว่ากระบวนการผลิตและการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมของเราอาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้ ไดกิ้นจึงยึดมั่นในการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อลดภาระต่อทรัพยากรของโลกอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ไดกิ้นยังให้ความสำคัญกับการออกแบบสินค้าให้สามารถรีไซเคิลได้ และดูแลการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อถึงปลายทางการใช้งาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ความยั่งยืนเป็นแนวทางสำคัญที่หล่อหลอมการทำงานของไดกิ้นทั้งหมด เราเดินหน้าอย่างจริงจังภายใต้กรอบเป้าหมายระดับสากลของไดกิ้นกรุ๊ป ทั้งการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2030 และ Carbon Neutrality ในปี 2050 ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในด้านวัฒนธรรมองค์กร เราเชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากคนของเราเอง ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้นำและต้นแบบในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ส่งต่อความตระหนักรู้ไปยังพนักงานทุกระดับ ผ่านกิจกรรมและการสื่อสารที่ต่อเนื่อง เป้าหมายของเราคือทุกกระบวนการและทุกกิจกรรมของไดกิ้นต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนที่เรายึดถือมาโดยตลอด

ไดกิ้นเชื่อว่าการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง โปร่งใส และความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน บริษัทจะยังคงสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิคให้แก่หน่วยงานรัฐ และพัฒนามาตรฐานภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

รางวัล “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ แต่คือกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่วงการอุตสาหกรรมและประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/DaikinTH

-(016)

DBD เตรียมจัดแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

DBD เตรียมจัดแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

DBD เตรียมจัดแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

เตรียมจัดใหญ่…แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ผลักดันธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ขยายตลาดสู่ภูมิภาค สร้างทางเลือกการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเป็นระบบและมั่นคง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ กระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่น คาดมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัด ทั่วประเทศ ชลบุรี ,เชียงใหม่ ,ภูเก็ต และอุดรธานี ยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่การเติบโตเชิงรุก พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และกระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่น คาดมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และโอกาสทางการค้าอย่างเท่าเทียม สอดรับตามนโยบาย Quick Big Win ด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569 กรมเตรียมจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค โดยคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน DBD Franchise Standard 2025 เข้าร่วมโรดโชว์ ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 วันที่ 19-22 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัลศรีราชา ครั้งที่ 2 วันที่ 15-18 มกราคม 2569 เซ็นทรัลเชียงใหม่ เฟสติวัล ครั้งที่ 3 วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 เซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเปิดเวทีให้ผู้สนใจในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ได้พบปะเจ้าของแฟรนไชส์โดยตรงและเจรจาธุรกิจ พร้อมเรียนรู้ข้อมูลธุรกิจอย่างครบวงจร

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ บูธแสดงแฟรนไชส์ไทยกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา และธุรกิจค้าปลีก การเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจ พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการ จากหลากหลายภาคธุรกิจ เพื่อเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุนและเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ

ทั้งนี้กิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้งที่จัดขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกในการเริ่มต้นธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการรับรอง รวมถึงเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น จำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจตลอดการจัดกิจกรรมได้ไม่ต่ำกว่า 590 ล้านบาท

“การกระจายโอกาสการเข้าถึงแฟรนไชส์ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการผลักดันการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow นี้ ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดได้อย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้ว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้ง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

ปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 1,253 ราย แบ่งเป็น อาหาร 556 ราย (คิดเป็นร้อยละ 44) เครื่องดื่ม 165 ราย (คิดเป็นร้อยละ 13) การศึกษา 70 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6) บริการ 200 ราย (คิดเป็นร้อยละ 16) ค้าปลีก 177 ราย (คิดเป็นร้อยละ 14) ความงามและสปา 85 ราย (คิดเป็นร้อยละ 7)

-(016)

ซีพีตอกย้ำ DNA องค์กรแห่งความดี มอบรางวัล “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 เชิดชู 11 เรื่องราวพนักงานต้นแบบ และพลังซีพีอาสาฝ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้

ซีพีตอกย้ำ DNA องค์กรแห่งความดี มอบรางวัล “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 เชิดชู 11 เรื่องราวพนักงานต้นแบบ และพลังซีพีอาสาฝ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้

ซีพีตอกย้ำ DNA องค์กรแห่งความดี มอบรางวัล “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 เชิดชู 11 เรื่องราวพนักงานต้นแบบ และพลังซีพีอาสาฝ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

16 ธันวาคม 2568 — เครือเจริญโภคภัณฑ์ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรแห่งความดี ด้วยการปลูกฝังค่านิยมด้านความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การบริการที่เหนือความคาดหมาย และการเสียสละ ผ่านพิธีมอบรางวัล “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้น ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเรื่องราวความดีของพนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 11 รางวัล พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้” แก่ซีพีอาสาและพนักงานที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทุ่มเท โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมสัมมนา “วิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติการ” ซึ่งมีผู้นำระดับสูงจากประเทศไทยและบริษัทในเครือจากทั่วโลกกว่า 500 คนเข้าร่วม และถ่ายทอดสดไปยังทุกภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่าความดีของคนซีพีเกิดจากการลงมือทำจริงในทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด ขณะเดียวกันยังเผยให้เห็นพลังของการช่วยเหลือประเทศและประชาชนในยามวิกฤตผ่านกลไก “ซีพีอาสา” ที่ผนึกกำลังผู้บริหารและพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจ บูรณาการกำลังคน ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง นำศักยภาพขององค์กรมาบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่มุ่งสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นลำดับแรก

พิธีมอบรางวัล “ร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” จัดขึ้นเพื่อสะท้อนว่า ความดีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในยามวิกฤตเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน จากการตัดสินใจของคนทำงานที่เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อผู้อื่น สังคม และองค์กร ภายใต้แนวคิดของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส  นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการขยายพลังความดีให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ของการทำงาน ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา โครงการ “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ได้เชิดชูเรื่องราวความดีของพนักงานที่สร้างแรงบันดาลใจรวมแล้ว 17 เรื่อง และในครั้งที่ 5/2568 นี้ ได้คัดเลือกเพิ่มอีก 11 เรื่อง รวมเป็น 28 เรื่องราว

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัล “ร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ในครั้งที่ 5 นี้ ประกอบด้วย นายเสกสิทธิ์ ราชวงค์ พนักงาน ซีพีเอฟ จากเรื่องราว “วินาทีแห่งชีวิต เข้าช่วยผู้ประสบเหตุรถชนกลางถนน” ที่ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบนทท้องถนนอย่างทันท่วงที จนผู้ได้รับบาดเจ็บปลอดภัย โดยมีนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพีเอฟ เป็นผู้มอบโล่รางวัล

นางสาวญาณี ผายจังหรีด พนักงานเซเว่นอีเลฟเว่น จาก ซีพี ออลล์ ที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และส่งคืนทองคำกว่า 2 บาท ที่ลูกค้าทำตกไว้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน รวมถึงพนักงานเซเว่นอีเลฟเว่นอีกหลายรายที่ได้รับการชื่นชมจากการเข้าช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็น นายพัทธดนย์ รักภูเสน, นางสาวอภิสรา สุขศรีเมือง, นายสรวิชญ์ เกษมสิทธิ์ และนายรุ่งโรจน์ ดนัยวิเชียร ที่ร่วมแรงกันนำถังดับเพลิงสกัดเหตุไฟไหม้ร้านอาหารอย่างทันท่วงที นายวิษณุพงษ์ วิลัยพันธ์ และนายมังกร คงในขาว ที่ไม่ลังเลเข้าช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถทับร่างในร้านคาร์แคร์ นายชัยวัฒน์ บุญศรี ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน และ นางสาววิภาวดี วงษ์พิพัฒน์ ไรเดอร์เซเว่นอีเลฟเว่น ที่เข้าไปช่วยดับเพลิงในชุมชน นางสาวปราณี วันบรรจง และนางสาววชิราภรณ์ สืบนิสัย ที่ช่วยเหลือลูกค้าเป็นลมพร้อมปฐมพยาบาลจนปลอดภัย ตลอดจน นายพีรพัฒน์ ขจัดโจร ไรเดอร์เซเว่นอีเลฟเว่น ที่วิ่งฝ่าควันไฟกลางดึกเพื่อช่วยชีวิตเด็กและผู้สูงอายุจากเหตุไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน โดยมีนายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพี ออลล์ เป็นผู้มอบโล่รางวัล

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของพนักงานจากกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ นางสาวรมมุก เพียจันทร์ และนายสมภพ แสนจุ้ย จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เป็นจิตอาสาทุ่มเทพัฒนาทักษะให้เด็กออทิสติกจังหวัดพิษณุโลก ทำงานฝีมือ ช่วยฝึกสมาธิ จนสามารถสร้างแบรนด์แผ่นล้างจาน ‘Heartism’ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กๆ โดยมีนายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้มอบโล่รางวัล

นางสาวณัชณิชา บุญเที่ยง, นายวาคิม นวลศรี และนายวรเมธ การินทร์ จาก ซีพี แอ็กซ์ตร้า ที่แสดงหัวใจการบริการ ดูแลลูกค้าด้วยความผูกพัน ขณะที่ลูกค้าประจำประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างตกถนน และโทรขอความช่วยเหลือ ทีมพนักงานซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้รีบเดินทางไปช่วย และประสานงานตำรวจเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ มีนายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง ซีพี แอ็กซ์ตร้า เป็นผู้มอบโล่รางวัล

ขณะที่ นางสาวศิริพร ชินศรี จาก ซีพี แรม ได้เข้าช่วยเหลือเพื่อนพนักงานจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มจนปลอดภัย โดยมี นายปิยโชค ปิยางสุ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพี แรม เป็นผู้มอบโล่รางวัล และ นายธนกฤต ดวงทองคำ จาก เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป (เอเต้) ที่เข้าช่วยเหลือเหตุรถบรรทุกไฟไหม้บนถนน ลดความสูญเสียและอันตรายต่อผู้ใช้ทาง  ซึ่งมีนายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป เป็นผู้มอบโล่รางวัล

นอกเหนือจาก 11 เรื่องราวความดี ที่ได้รับการเชิดชูแล้ว ปี 2568 ยังเป็นอีกหนึ่งปีแห่งบททดสอบสำคัญ เมื่อพื้นที่ภาคใต้เผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจได้เข้าร่วมภารกิจเป็น “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันแรกของวิกฤต แม้หลายคนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วยก็ตาม ในโอกาสนี้ โครงการ “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” จึงได้จัดพิธีมอบ ‘ใบประกาศเกียรติคุณซีพีร้อยเรียงความดีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้’ แก่พนักงานที่ร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือซึ่งครอบคลุมทั้งการระดมกำลังซีพีอาสาในการจัดเตรียมถุงกำลังใจ การจัดหาและส่งมอบวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนโรงครัวสนาม การจัดทีมเรือกู้ภัย การกู้คืนระบบสื่อสารในพื้นที่ประสบภัย การลำเลียงอาหารกล่องและสิ่งของจำเป็น ไปจนถึงการเปิดอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ หาดใหญ่ เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อรองรับผู้ประสบภัยและพนักงานในพื้นที่ ภารกิจดังกล่าวเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ นายนนท์ นาคะเสถียร, นายอานนท์ ขำแก้ว และนางสาวอมรลดา นาคฤทธิ์ จากกลุ่มซีพีอาสา เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายสมจินต์ ชมเชย, นายจันทร์ ปราสาทิกะพันธ์ และนายอำนาจ คุรุคราม จาก ซีพีเอฟ นายสมภพ ตะราษี, นายอิทธิเดช บุคจำปา และนายจตุพร ดียิ่ง จาก ซีพี ออลล์ นายสุวิกรม แก้วสองเมือง, นายสนอง หยูมุ่ย และนายเสกศักดิ์ ช่อปลอด จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น นายธิติ คำทัปน์ และทีม จาก ซีพี แอ็กซ์ตร้า นางสาวสุรีรัตน์ ทองอู๋ และทีม จาก ซีพี แรม นายเทียนชัย จูพัฒนกุล, นางสาวณปภัช อินทรแสง และนายตรีภพ อธิรัตนชัย จาก ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ (CPCRT) รวมถึง นายธวัฒน์ชัย บัวเนียม, นางสาวพิมพัชชา ชัยวงค์ และนายลัทธิพัชญ์ หอยสกุล จาก ซี.พี.แลนด์ ในโอกาสนี้ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ให้เกียรติเป็นผู้มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ตัวแทนซีพีอาสาและพนักงาน เพื่อชื่นชมในความเสียสละและความทุ่มเทในการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ตลอดปี 2568 โครงการ “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” มีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่รวบรวมและถ่ายทอดพลังของพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจที่ทำความดีเพื่อช่วยเหลือและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ผู้อื่นและสังคม ทั้งในสถานการณ์ปกติและยามเผชิญวิกฤต บทเรียนจากเรื่องราวความดีและภารกิจซีพีอาสา จึงไม่เพียงสะท้อนคุณค่าของบุคคล แต่กลายเป็นต้นแบบการทำงานร่วมกันขององค์กร ที่ระดมศักยภาพจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อนำไปต่อยอดสู่การดูแลช่วยเหลือประเทศและประชาชนอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยม “3 ประโยชน์” ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่ประเทศและสังคมในระยะยาว

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมกับ ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’ สร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน ‘กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026’

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมกับ ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’ สร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน ‘กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026’

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมกับ ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’ สร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน ‘กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย (ARTSTORY By Autistic Thai) ดำเนินโครงการพกถุงผ้า บอกลาถุงพลาสติก ผ่าน “กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026” ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล สกรีนลายสวยงามจากผลงานศิลปะของศิล ปินออทิสติก โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กับมูลนิธิออทิสติกไทย สำหรับเป็นของขวัญอันทรงคุณค่า ส่งต่อความรักและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ อีกทั้งเป็นการเชิญชวนลูกค้าใช้กระเป๋าผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำทดแทนการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (Single-use plastic) เพื่อร่วมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า เอส แอนด์ พี มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัทฯ เพื่อความสมดุลของมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยโครงการรณรงค์พกถุงผ้า บอกลาถุงพลาสติกในปีนี้ เอส แอนด์ พี ได้สนับสนุนกระเป๋าผ้า rPET จำนวน 10,000 ใบ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล โดยกระเป๋าผ้า 1 ใบ ผลิตจากขวดรีไซเคิล 10 ใบ สำ หรับกระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P จากการสนับสนุนครั้งนี้จำนวน 10,000 ใบ ช่วยลดขยะฝังกลบที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2,216.71 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ได้ถึง 246 ต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างคุณค่าแก่สังคม โดยส่งเสริมศักยภาพของน้องๆ ออทิสติก ด้วยการคัดสรรผลงานศิลปะจากศิลปินออทิสติก มูลนิธิออทิสติกไทย สำหรับสกรีนเป็นลายกระเป๋าผ้า 2 ลาย คือ ลายทะเล ผลงานของน้องกานต์ และ ลายดอกไม้ ผลงานของน้องอั่งเปา เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ นำมาสู่ความสวยงามของระบบนิเวศ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญอันทรงคุณค่า เพื่อส่งต่อความรักและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ อีกทั้งเป็นการเชิญชวนลูกค้าเลือกใช้กระเป๋าผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ทดแทนการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (Single-use plastic) ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

เอส แอนด์ พี คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพแก่ลูกค้าคนสำคัญ มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับ “กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026” จำหน่ายราคาปกติใบละ 250 บาท พิเศษสมาชิก S&P Card รับส่วนลด 40 บาท เหลือเพียง 210 บาท และลูกค้าทั่วไปเมื่อซื้อสินค้าครบ 150 บาท รับสิทธิ์แลกซื้อในราคาใบละ 210 บาท เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้านS&P ที่ร่วมรายการ

เอส แอนด์ พี ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมศักยภาพและสร้างคุณค่าแก่คนในสังคม พร้อมร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สังคมไทยเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ดาวเด่นบัวหลวง 101’ ครั้งที่ 14

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ดาวเด่นบัวหลวง 101’ ครั้งที่ 14

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการ ‘ดาวเด่นบัวหลวง 101’ ครั้งที่ 14

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

มูลนิธิบัวหลวง และ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชวนชมนิทรรศการ ดาวเด่นบัวหลวง 101 ครั้งที่ 14  ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยครั้งนี้มีตัวแทนนิสิต นักศึกษาศิลปะจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวม 74 คน เข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพสด ระหว่างวันที่ 6-11 ธันวาคม ที่ผ่านมา

มูลนิธิบัวหลวง และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101” ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2551 เพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ตั้งแต่การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กลวิธี กระบวนการสร้างสรรค์งาน และการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างกัน  สำหรับปีนี้ โครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101” ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ในการคัดเลือกตัวแทนนิสิต นักศึกษาศิลปะ ชั้นปีที่ 3 เข้าร่วมโครงการแข่งขันวาดภาพสด รวม 74 คน โดยเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา ได้ถ่ายทอดความคิด มุมมอง และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม ได้อย่างอิสระตามความถนัดของตนเอง เพื่อนำความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และประสบการณ์ในการแข่งขัน ไปต่อยอดพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป โดยการวาดภาพสดจัดผ่านพ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 6 -11 ธันวาคม และคณะกรรมการตัดสินประกาศผลงานที่ได้รับรางวัลเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ดาวเด่นบัวหลวง 101 เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้ – 16 มกราคม 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำ เนินกลาง เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น.

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการมูลนิธิบัวหลวง และประธานโครงการแข่งขัน ดาวเด่นบัวหลวง 101,อ.
ปัญญา วิจินธนสาร ประธานกรรมการตัดสิน และ อ.ศราวุธ ดวงจำปา กรรมการตัดสิน ร่วมแสดงความยินดีกับศิลปิน

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการมูลนิธิบัวหลวง และประธานโครงการแข่งขัน ดาวเด่นบัวหลวง 101,อ. ปัญญา วิจินธนสาร ประธานกรรมการตัดสิน และ อ.ศราวุธ ดวงจำปา กรรมการตัดสิน ร่วมแสดงความยินดีกับศิลปิน

คณะกรรมการโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101”

คณะกรรมการโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101”

รางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม เสาวลักษณ์ บัวโต จาก คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

รางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม เสาวลักษณ์ บัวโต จาก คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

รางวัลความคิดสร้างสรรค์  กันตพล สุกาญจนรักษ์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

รางวัลความคิดสร้างสรรค์ กันตพล สุกาญจนรักษ์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

รางวัลดีเด่น ภูชิสส์ โพธิ์ทาราม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รางวัลดีเด่น ภูชิสส์ โพธิ์ทาราม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานรางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม

ผลงานรางวัลดาวเด่นบัวหลวงยอดเยี่ยม

ผลงานรางวัลความคิดสร้างสรรค์

ผลงานรางวัลความคิดสร้างสรรค์

ผลงานรางวัลดีเด่น

ผลงานรางวัลดีเด่น

รางวัลพิเศษ

รางวัลพิเศษ

ระวัง แดด ฝุ่น ลม ตัวการ ‘ต้อเนื้อ’ เสี่ยงสายตาเอียงและมองไม่ชัดถาวร

ระวัง แดด ฝุ่น ลม ตัวการ ‘ต้อเนื้อ’ เสี่ยงสายตาเอียงและมองไม่ชัดถาวร

ระวัง แดด ฝุ่น ลม ตัวการ ‘ต้อเนื้อ’ เสี่ยงสายตาเอียงและมองไม่ชัดถาวร

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

แสงแดด ฝุ่น ลม อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เกิด “ต้อเนื้อ” ภาวะที่เยื่อบุตาขาวลามเข้ามากระจกตา หากปล่อยไว้ อาจกระทบต่อการมองเห็นได้จริง

แพทย์หญิงพิมพ์พิสาข์ วุฑฒิชัยพันธ์ จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคจอประสาทตาและวุ้นตา โรงพยาบาลเวชธธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ต้อเนื้อคือภาวะที่ผังผืดของเยื่อบุตางอกจากเยื่อบุตาขาวแล้วลามเข้าหากระจกตา มักเริ่มจากด้านหัวตา พบได้ในผู้ที่โดนแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ลมหรือฝุ่นอย่างเรื้อรัง หากลุกลามมากหรือบังการมองเห็น ทำให้ตาแดง ระคายเคือง หรือเกิดภาวะสายตาเอียงได้

หลายคนมักสับสนระหว่างต้อเนื้อและต้อลม ซึ่งทั้ง 2 โรคมีความแตกต่างกันดังนี้ ต้อลม (Pinguecula): ก้อนนูนสีเหลืองบนเยื่อบุตาขาว ไม่ล้ำเข้ากระจกตา ส่วนต้อเนื้อ (Pterygium): คือต้อลมที่ล้ำเข้ากระจกตา มีโอกาสรบกวนการมองเห็น

 ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่การแพทย์ปัจจุบันคาดว่าเกิดจากตัวกระตุ้นบางอย่าง เช่น ลมร้อน ลมแห้ง ฝุ่นควัน มลภาวะ และรังสียูวี โดยตัวกระตุ้นดังกล่าวจะไปรบกวนเซลล์ต้นกำเนิด ทำให้เซลล์นั้นพัฒนาเป็นเยื่อบุตาขาวที่ผิดปกติ เกิดเป็นก้อนผังผืดบริเวณเยื่อบุตาขาวหรือกระจกตา

อาการของโรคต้อเนื้อสามารถมองเห็นได้จากภายนอก ได้แก่ ก้อนเป็นพังผืดสีขาวเหลืองหรือสีชมพูอ่อนๆ มีเส้นเลือดฝอยกระจายอยุ่ทั่วทั้งพังผืด อยู่ที่บริเวณหางตาหรือหัวตา ตาแดง ระคายเคือง ตาแห้ง แสบเคือง เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตาเมื่อขยี้ตาบ่อย ๆ จะทำให้ดวงตาอักเสบ บางครั้งอาจเกิดแผลในกระจกตาหรือทำให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้

จักษุแพทย์จะตรวจวินิจฉัยด้วยสลิตแลมป์ (slit-lamp) เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด และผลกระทบต่อกระจกตาหรือต่อสายตา เพื่อวางแผนดูแลและติดตามการลุกลามของต้อเนื้อ

การรักษาต้อเนื้อ แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่  1) รักษาแบบไม่ผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาใช้ในกรณีที่ต้อเนื้อยังไม่ล้ำเข้ากลางกระจกตา และยังไม่กระทบการมองเห็น โดยจะใช้ยาหยอดตาลดอักเสบหรือน้ำตาเทียม เพื่อลดระคายเคือง รวมถึงแนะนำปรับพฤติกรรม เช่น แว่นกันแดดเลนส์ป้องกันรังสี UV, สวมหมวกปีกกว้าง, หลีกเลี่ยงการเผชิญกับฝุ่นและลมโดยตรง

2) รักษาแบบผ่าตัด  จักษุแพทย์จะพิจารณาใช้ในกรณีต้อเนื้อล้ำเข้ากลางกระจกตาหรือเริ่มรบกวนการมองเห็น มีการเอียงของกระจกตา, อักเสบซ้ำ, หรือเหตุผลด้านความสวยงาม โดยการผ่าตัดมักใช้เวลาโดยเฉลี่ย 10–30 นาที และกลับบ้านได้วันเดียว แบ่งเป็น 2 เทคนิคการผ่าตัดเล็ก ได้แก่ เทคนิค Conjunctival Autograft (CAG) คือการตัดต้อเนื้อออกและ “ปลูกถ่ายเยื่อบุตาของผู้ป่วยเอง” เพื่อปิดแผล เทคนิคนี้จากข้อมูลรายงานพบว่าอัตรากลับมาเป็นซ้ำน้อย และเทคนิค Amniotic Membrane Transplantation (AMT) คือการใช้เยื่อหุ้มรกปิดแผล

การดูแลหลังผ่าตัด คือ หยอดยาลดอักเสบ ยาฆ่าเชื้อตามแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงขยี้ตา ว่ายน้ำ หรือสัมผัสฝุ่นลมใน 2–4 สัปดาห์แรก ใส่แว่นกันแดดเมื่อออกแดด มาตรวจตามนัดเพื่อลดความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำและประเมินแผล  

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบหลังผ่าตัดมีดังนี้  ตาแดง ระคายเคืองชั่วคราว, แผลหายช้า ติดเชื้อ (พบได้น้อย) กลับเป็นซ้ำ โดยเฉพาะในผู้สัมผัส UV ต่อเนื่อง หรือมีแผลหดดึง

แม้ต้อเนื้อจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานก็อาจส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทั้งการใช้แว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และลดการสัมผัสสิ่งระคายเคือง เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยถนอมสายตาได้ในระยะยาว

NT ชวนเที่ยวงานกาชาด 2568 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน’

NT ชวนเที่ยวงานกาชาด 2568 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน’

NT ชวนเที่ยวงานกาชาด 2568 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (มหาชน) หรือ NT เชิญชวนชาวไทยร่วมถวายความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่ “พระผู้ทรงเป็นแม่แห่งแผ่นดิน” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเปี่ยมสายธารแห่งพระเมตตา สถิตในดวงใจชาวไทยนิรันดร์ ในการออกร้านงานกาชาดประจำปี 2568   ณ สวนลุมพินี ร่วมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระผู้เป็นดั่งสายใยแห่งปวงประชา เรียนรู้บริการดิจิทัลสุดล้ำจาก NT และกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” ที่มอบความสุขและรอยยิ้มให้ทุกครอบครัวได้พกพาของรางวัลใหญ่กลับบ้านมากมายตลอด 11 วัน

งานกาชาดประจำปี 2568 จัดขึ้นในวันที่ 11-21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดย NT ผู้นำด้านบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมออกโดยจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ  ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึก  พระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” สืบสานแนวพระราชดำริสู่วิถีแนวคิด “ร้อยรวมดวงใจไทยทั่วหล้า” เผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระปรีชาสามารถ อันเป็นสื่อสายใยสู่ปวงประชาเพื่อพัฒนาประเทศชาติ 5 ด้าน ได้แก่ พระราชินีแห่งการศึกษา  ผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน พระราชินีแห่งโขนไทย พระราชินีแห่งการอนุรักษ์ป่า น้ำ และพันธุ์สัตว์ พระราชินีแห่งการสังคมสงเคราะห์ และ พระราชินีแห่งศิลปาชีพและชุดไทย  

นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดสายใยแห่งความผูกพันของ NT ผ่านความรู้และกิจกรรม Next, through Technology สร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี โชว์ความล้ำสมัยของ“องค์กรแห่งชาติที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกคน” กับ 6 กลุ่มบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และกิจกรรม CSR เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งการส่งเสริม Green ICT การใช้ AI พัฒนาเยาวชนและชุมชน ในโครงการเพาะพันธุ์ดี NT Youth Club ที่ทำมาแล้วกว่า 85 ชุมชน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ

พิเศษสุด!..ด้วยการมอบเสียงหัวเราะแห่งความสุขในกิจกรรม “สอยดาว สอยโชค” ให้ทุกครอบครัวได้ ร่วมลุ้น! และรับของรางวัลใหญ่! กลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มกันได้ทุกครอบครัว  พบกับ ร้านกาชาด NT ที่ งานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี โซน 6 บูธเลขที่ 6.11

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘McHappy Smile’ ระดมพนักงานจิตอาสา มอบมื้อแห่งความสุข สู่เด็กและเยาวชนทั่วไทย

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘McHappy Smile’  ระดมพนักงานจิตอาสา มอบมื้อแห่งความสุข สู่เด็กและเยาวชนทั่วไทย

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘McHappy Smile’ ระดมพนักงานจิตอาสา มอบมื้อแห่งความสุข สู่เด็กและเยาวชนทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในพันธกิจเคียงข้างสังคมไทย ผ่านการเดินหน้าโครงการเพื่อสังคม ‘McHappy Smile’ ด้วยความร่วมมือจากพนักงานจิตอาสากว่า 200 ชีวิต พร้อมขยายการดำเนินงานครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ส่งมอบรอยยิ้ม มื้ออาหารแห่งความสุข และโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียนสู่เด็กและเยาวชน จำนวนกว่า 400 คน ในหลายจังหวัดทั่วไทย

นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวว่า  แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับการมอบคุณค่าสู่สังคม ในโอกาสฉลองครบรอบ 40 ปี เราจึงได้ยกระดับโครงการพัฒนาสังคม ‘McHappy Smile’ พร้อมผนึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเยาวชนในจังหวัดต่างๆ  ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการเพื่อสังคมที่สะท้อนให้เห็นถึงพันธกิจในการอยู่เคียงข้างชุมชนของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย”

สำหรับโครงการพัฒนาสังคม ‘McHappy Smile’ ขับเคลื่อนโดยจิตอาสาจากแมคโดนัลด์ที่ได้ส่งมอบประสบการณ์ความสุขแบบครบวงจร ให้กับน้องๆ กว่า 400 คน จากโรงเรียนใน 4 ภูมิภาคทั่วไทย ได้แก่  โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) จ.นครปฐม, โรงเรียนวัดโพธิ์เสด็จ จ. นครศรีธรรมราช, โรงเรียนบ้านสันติคาม จ. ชลบุรี และโรงเรียนวัดจอมทอง จ. พิษณุโลก ซึ่งกิจกรรมพัฒนาสังคมนี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานจากโชว์พี่โรนัลด์   และผองเพื่อน แต่ยังสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมทัวร์ร้านแมคโดนัลด์ พร้อมช่วงเวลาสุดพิเศษจากกิจกรรม ‘Birthday Party’ เพื่อให้น้องๆ ได้ร่วมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันผ่านเมนูอาหารกลางวันที่จัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพระดับโลกของแมคโดนัลด์ 

นอกจากนั้น ในปีนี้ โครงการ ‘McHappy Smile’ ยังได้มอบอุปกรณ์กีฬาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีแก่เด็กๆ ทั้ง 4 โรงเรียน อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส และแบดมินตัน ซึ่งล้วนเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ช่วยให้เด็กๆ ได้เข้าถึงกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย

“ตลอดเวลากว่า 40 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย  แมคโดนัลด์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่เรายืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างชุมชนเสมอ ‘McHappy Smile’ จึงถือเป็นหนึ่งโครงการสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย โดยกว่า 3 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการเติมเต็มความสุขและรอยยิ้มให้กับเด็กๆกว่า 1,000 คน ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทจากพนักงานจิตอาสากว่า 200 ชีวิต ซึ่งร่วมเสียสละเวลารวมกว่า 1,600 ชั่วโมง ในการจัดกิจกรรมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย ในการอยู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ” นางสาวกิตติวรรณ กล่าวปิดท้าย