สสส.เปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยกว่า 80% เสี่ยง ‘มะเร็ง-พัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก’

สสส.เปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยกว่า 80% เสี่ยง 'มะเร็ง-พัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก'

สสส.เปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยกว่า 80% เสี่ยง ‘มะเร็ง-พัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

สะพรึง!!สสส. และภาคีนักวิจัยเปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยจากปัสสาวะและอุจจาระคนไทยกว่า 80% ชี้แหล่งสำคัญมาจากน้ำดื่มบรรจุขวดและอาหารทะเล+ขณะที่ระบบจัดการขยะล้มเหลวตั้งแต่ต้นทาง นักวิชาการเร่งผลักดันสู่นโยบายระดับชาติก่อนสายเกินแก้

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาสิ่งแวดล้อมไทย (สอสท.) และภาคีเครือข่ายนักวิจัย จัดเสวนาวิชาการเปิดเผยผลการศึกษาสถานการณ์ไมโครพลาสติกในพื้นที่จริงของประเทศไทย พบพลาสติกในร่างกายคนไทยแล้ว

รศ.ดร.อุมา ลางคุลเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการตรวจของเสียจากร่างกายกลุ่มตัวอย่าง ว่าพบพลาสติกในร่างกายคนไทยแล้วมากกว่า 80% โดยพบในปัสสาวะเฉลี่ย 3.24 ชิ้นต่อ 100 มิลลิลิตร และในอุจจาระเฉลี่ย 3.6 ชิ้นต่อ 20 กรัม สะท้อนว่าการรับพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเกิดขึ้นแล้วในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงในอนาคต

ที่น่ากังวลคือปัจจุบันยังไม่มีค่ามาตรฐานความปลอดภัยของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ เนื่องจากความหลากหลายของชนิดพลาสติกและสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งนักวิจัยระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและพัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก

“แหล่งที่มาของการปนเปื้อนเชื่อมโยงกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันโดยตรง คือน้ำดื่มบรรจุขวดแบบถ้วยนั้น พบไมโครพลาสติกสูงสุดถึง 382 ชิ้นต่อลิตร และขวดแบบ PET พบสูงสุด 331 ชิ้นต่อลิตร นอกจากนี้ยังพบในน้ำแข็งเฉลี่ย 63 ชิ้นต่อ 150 มิลลิลิตร และในปลาทูไทยเฉลี่ยสูงถึง 78 ชิ้นต่อตัว

ด้าน รศ.ดร.รัฐชา ชัยชนะ หัวหน้าโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าการปนเปื้อนยังพบในน้ำทะเล ดินตะกอน เกลือบริโภค รวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งกุ้ง หอยแครง และปลากะพง โดยทีมวิจัยใช้เทคนิคตรวจวัดด้วยตาข่ายขนาด 50 ไมโครเมตร ซึ่งพบไมโครพลาสติกได้มากกว่าวิธีมาตรฐานถึง 42 เท่า สะท้อนว่าสถานการณ์จริงรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก นอกจากนี้ยังพบว่าความหนาแน่นของไมโครพลาสติกในน้ำจะเพิ่มสูงในฤดูฝน ขณะที่ในสัตว์น้ำบางชนิดจะพบสูงสุดในช่วงฤดูแล้ง

ขณะที่ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ขณะนี้ระบบจัดการขยะคือรากของปัญหา ดังนั้น สสส. มุ่งเน้นแนวคิด “ป้องกันก่อนเกิดโรค” โดยสนับ สนุนการสร้างองค์ความรู้และผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายและนโยบายที่ลดการสัมผัสไมโครพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง พัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของเด็กเล็ก รวมถึงบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชี้ว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ระบบจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยสูงถึง 27.2 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน แต่ขาดการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางที่เข้มงวด ทำให้ขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด

ด้าน ผศ.ดร.สตรีไทย พุ่มไม้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ประชาชนจะใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างมหาศาล แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงแหล่งกำเนิดหรือตระหนักถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับการบริโภค สะท้อนช่องว่างด้านความรู้ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะยาว

วิกฤตที่ลามไกลกว่าสิ่งแวดล้อม ซึ่งผล กระทบจากปัญหานี้ไม่หยุดอยู่แค่ระบบนิเวศ เมื่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจปนเปื้อนไมโครพลาสติก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคย่อมสั่นคลอน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและรายได้ของชาวประมงพื้นบ้าน

“ขณะที่การสะสมของอนุภาคพลาสติกในร่างกายมนุษย์อย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นตัวเร่งของปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาระด้านสาธารณสุขที่ประเทศต้องแบกรับในระยะยาว

ปัจจุบันพบไมโครพลาสติกทั้งในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายมนุษย์แล้ว โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัว และระบบจัดการขยะของไทยยังไม่สามารถสกัดกั้นได้ตั้งแต่ต้นทาง นักวิชาการและภาคีเครือข่ายจึงเร่งผลักดันให้ผลการวิจัยครั้งนี้กลายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง ก่อนที่ปัญหาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้จะสะสมจนสายเกินแก้”ผศ.ดร.สตรีไทย กล่าว

รมว.พม. เปิด Day Care บ้านบางแค ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ดันผู้สูงวัยไทย ‘ติดสังคม’ ให้นานที่สุด

รมว.พม. เปิด Day Care บ้านบางแค ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ดันผู้สูงวัยไทย ‘ติดสังคม’ ให้นานที่สุด

รมว.พม. เปิด Day Care บ้านบางแค ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ดันผู้สูงวัยไทย ‘ติดสังคม’ ให้นานที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ในวันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจสำคัญของสังคมไทยทั้งระบบ ที่ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่รองรับผู้สูงอายุให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีสุขภาวะที่ดี และยังคงมีส่วนร่วมกับครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันระหว่างวัยในชุมชน หรือ **DAY CARE บ้านบางแค** ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและบริการต่าง ๆ ภายในบ้านบางแค ทั้งผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้สูงอายุ ห้องนวัตกรรม Snoezelen ห้องฟื้นฟูการทำงานของสมองและความทรงจำ รวมถึงพบปะให้กำลังใจผู้สูงอายุ และมอบถุงกำลังใจแก่ผู้สูงอายุภายในศูนย์ฯ

นายนิกร กล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้น การเตรียมระบบดูแลผู้สูงอายุให้พร้อม ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสถาบัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน

การเปิดศูนย์ DAY CARE บ้านบางแค จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุมาใช้บริการระหว่างวันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งชีวิต ที่ผู้สูงอายุสามารถมีกิจกรรมร่วมกัน ได้รับการฟื้นฟู ได้ทำกิจกรรมสันทนาการ และได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด **Active Ageing** หรือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความกระฉับกระเฉง พึ่งพาตนเองได้ และคงสถานะ “ติดสังคม” ให้นานที่สุด พร้อมลดระยะเวลาการเข้าสู่ภาวะติดบ้านและติดเตียงให้น้อยที่สุด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ยังระบุว่า ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันไม่ได้มีเฉพาะในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่กระทรวง พม. โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค

นอกจากการดูแลผู้สูงอายุโดยตรง ศูนย์ DAY CARE ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับสังคมว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ควรรอให้เกิดความเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิงก่อน แต่ต้องเริ่มจากการป้องกัน ส่งเสริมกิจกรรม และสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะการที่ผู้สูงอายุได้พบเพื่อน ได้ทำกิจกรรม และได้มีส่วนร่วมกับครอบครัวและชุมชนอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสมอง

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ยังมีกองทุนผู้สูงอายุเป็นกลไกสนับสนุนการจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ และในปี 2569 กระทรวง พม. มีแผนขยายผลผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน โดยจะเร่งผลิตผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน

สำหรับบ้านบางแค นอกจากเป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทยแล้ว ปัจจุบันยังได้ยกระดับบทบาทจากการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางภายในสถานสงเคราะห์ ไปสู่การเป็นศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบครบวงจร ทั้งการเป็นศูนย์การเรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านผู้สูงอายุ ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในชุมชน และศูนย์บริการข้อมูลด้านผู้สูงอายุ โดยเน้นการทำงานเชิงรุกในชุมชนควบคู่กับการดูแลภายในศูนย์ฯ

ปัจจุบัน บ้านบางแคให้การดูแลผู้สูงอายุรวม 247 คน แบ่งเป็นเพศชาย 86 คน และเพศหญิง 161 คน โดยผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิดจากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์

การเปิดศูนย์ DAY CARE บ้านบางแค จึงเป็นมากกว่าการเปิดบริการใหม่ แต่คือภาพสะท้อนของทิศทางการดูแลผู้สูงอายุไทยในอนาคต ที่ต้องไม่ใช่เพียง “การสงเคราะห์” แต่เป็นการสร้างระบบดูแลที่ทำให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่ มีโอกาส มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืน

เพราะสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของวันข้างหน้าอีกต่อไป แต่คือความจริงของวันนี้ และบ้านบางแคกำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุไทยในยุคที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมไปด้วยกัน

ททท. เดินหน้า Festival Database Platform ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย พร้อม สุขใจ Chatbot

ททท. เดินหน้า Festival Database Platform ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย พร้อม สุขใจ Chatbot

ททท. เดินหน้า Festival Database Platform ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย พร้อม สุขใจ Chatbot

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Festival Database Platform เพื่อยกระดับการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมสร้างสรรค์จากทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ สู่การต่อยอดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งโครงการนี้จะเป็นปัจจัยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Grand Festival Destination

ในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับความสะดวกในการเลือกจุดหมายปลายทาง ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล ช่วงเวลาการจัดงาน และอัตลักษณ์ของพื้นที่ จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะการมีข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสนับสนุนทั้งการวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยว และการยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดทำโครงการ Festival Database Platform ที่จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรวบรวม จัดระเบียบ เป็นระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงเทศกาลไทย เพื่อสนับสนุนทั้งนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร การพัฒนาเทศกาลในมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ รวมถึงเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

พร้อมกันนี้ ททท. ยังได้นำศักยภาพของโครงการมาต่อยอดสู่การพัฒนาประสบการณ์ใช้งานบนเว็บไซต์ Thailand Festival เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้ใช้งาน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเทศกาลได้ง่าย สะดวก และตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

  • “Sukjai Chatbot” AI Travel Assistant ผู้ช่วยวางแผนการเดินทางเฉพาะบุคคล ที่สามารถแนะนำเทศกาลตามความสนใจ งบประมาณ และช่วงเวลาเดินทางของผู้ใช้งาน
  • Festival Calendar ปฏิทินเทศกาลที่สามารถดูได้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี ช่วยให้วางแผนการเดินทางได้สะดวกในแพลตฟอร์มเดียว

โครงการ Festival Database Platform จึงเป็นการสะท้อนบทบาทของ ททท. ในการมุ่งสู่การเป็น Intelligence Hub ด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น

ททท. เชื่อมั่นว่า โครงการ Festival Database Platform จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Amazing 5 Economy” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับเมืองน่าเที่ยว และผลักดันเสน่ห์ไทยผ่านเทศกาลสู่สายตานานาชาติ

พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Data-Driven Tourism Nation อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “เที่ยวได้ทั้งปี มีเทศกาลทุกเดือน และมอบประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมในทุกการเดินทาง

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่บนเว็บไซต์ Thailand Festival ด้วย Sukjai Chatbot และ Festival Calendar ได้แล้ววันนี้ ที่ https://ai.festivaldatabaseplatform.com/

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขนทัพ 6 คณะ ร่วมแนะแนวในงาน Dek-D’s TCAS Fair 2026

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขนทัพ 6 คณะ ร่วมแนะแนวในงาน Dek-D’s TCAS Fair 2026

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขนทัพ 6 คณะ ร่วมแนะแนวในงาน Dek-D’s TCAS Fair 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เข้าร่วมจัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อในงานมหกรรม Dek-D’s TCAS Fair 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมาก สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสถาบันในการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อรองรับความต้องการของระบบสาธารณสุขของประเทศในยุคดิจิทัล สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ขนทัพ 6 คณะ ร่วมแนะแนวการศึกษาต่อพร้อมนำเสนอหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์สาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน นำโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ที่มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อสร้างความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ โดยมีไฮไลท์จุดเด่นของแต่ละหลักสูตร ดังนี้

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.พีรุทย์ เชียรวิชัย อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ระบุถึงจุดเด่นของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน มี 2 สาขา ได้แก่ หลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเป็นหลักสูตร 7 ปี หลังเรียนจบจะได้ทั้งหมด 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทตามสาขาควบที่ทางนักศึกษาเลือกเรียน และหลักสูตรวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพลักสูตร 4 ปี ซึ่งเป็นหลักสูตรร่วมระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนทั้งกับอาจารย์แพทย์และอาจารย์ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์โดยตรง

อาจารย์ฉัตรพร เรืองทอง อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวว่า คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ มี 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ เป็นหลักสูตรปริญญาตรีแห่งแรกและแห่งเดียวซึ่งมีจุดเด่นที่ความเชี่ยวชาญด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ องค์ประกอบร่างกาย สรีรวิทยา วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และการออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล หลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ ความพิเศษของหลักสูตรนี้ คือ ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ และหลักสูตรรังสีเทคนิค ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เพื่อผลิตนักรังสีเทคนิคที่สามารถสอนบุคคลอื่นได้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้สูงสุด

ดร.จารุ เตชะเลิศไพศาล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ชูหลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผสานการใช้นวัตกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้มาต่อยอดสู่นวัตกรรมที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงในอนาคต


 
อาจารย์อัฐ เข็มทอง อาจารย์ประจำคณะนวัตกรรมอาหารและโภชนาการ กล่าวถึงหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ว่าเป็นหลักสูตรที่บูรณาการระหว่างเทคโนโลยีอาหาร โภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ร่วมกับนวัตกรรม รวมถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้จริง

อาจารย์ไตรศักดิ์ แย้มสอาด อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ว่าเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการที่บูรณาการความรู้ระหว่างวิศวกรรมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้าด้วยกัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากข่ายทางการแพทย์และวิศวกรรม อาทิ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์ มาร่วมพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถก้าวออกไปสู่อนาคตได้อย่างเชี่ยวชาญและมั่นใจ

อาจารย์ ดร.กฤษดา ทองทับ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี กล่าวว่า ในส่วนของหลักสูตรพยาบาลบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี มีหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น หลักสูตร 2.5 ปี จุดเด่นของหลักสูตรคือการใช้กระบวนการวิจัยในการสอน และถ่ายทอดความรู้ ฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ โดยจะมุ่งเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมกับการเป็นจิตอาสา นอกจากองค์ความรู้ที่ได้แล้ว นักศึกษาจะได้รับการปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้พร้อมกับการเป็นพยาบาลที่ดีของสังคม

ภายในงาน นอกจากการแนะนำหลักสูตรจาก 6 คณะแล้วยังมุ่งเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การค้นหาตัวตนและการเจาะลึกเส้นทางอาชีพทางด้านสุขภาพโดยรุ่นพี่ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการเรียนการสอนระดับสากล และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและปณิธานที่แน่วแน่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการเป็นรากฐานสำคัญเพื่อขับเคลื่อนสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน


 
สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจเข้าศึกษาต่อสายวิทย์-สุขภาพ กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.cra.ac.th

‘พล.ต.ท.ศักดิ์รพี’ เดินหน้าปฏิรูปโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เร่งพัฒนาองค์กร โปร่งใส ตรวจสอบได้

'พล.ต.ท.ศักดิ์รพี' เดินหน้าปฏิรูปโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เร่งพัฒนาองค์กร โปร่งใส ตรวจสอบได้

‘พล.ต.ท.ศักดิ์รพี’ เดินหน้าปฏิรูปโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เร่งพัฒนาองค์กร โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

พลตำรวจโท ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ประธานกีฬาว่ายน้ำ วอลเลย์บอล และยูโด ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบบริหารจัดการ และสะสางปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน

แหล่งข่าวระบุว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปในทิศทางที่เน้นความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน อย่างไรก็ตาม ผู้ใกล้ชิดระบุว่า พลตำรวจโท ศักดิ์รพี ยังคงมุ่งมั่นทำงานตามแนวทางที่วางไว้

ทั้งนี้ มีการมองว่า การปฏิรูปองค์กรขนาดใหญ่ย่อมต้องเผชิญกับแรงต้านเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีการเข้าไปจัดการกับปัญหาที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลานาน ผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายเชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ผลลัพธ์ของการทำงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมในระยะยาว

“ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ” ยังคงเป็นถ้อยคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในบริบทนี้ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า สุดท้ายแล้วเส้นทางการปฏิรูปครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้หรือไม่

เดือดท้าน้ำท้าแดด 23 สาวงามมิสเวิลด์ไทยแลนด์ อวดโฉมสุดเซ็กซี่กับภารกิจ Runway walk game By Assetwise

เดือดท้าน้ำท้าแดด 23 สาวงามมิสเวิลด์ไทยแลนด์ อวดโฉมสุดเซ็กซี่กับภารกิจ Runway walk game By Assetwise

เดือดท้าน้ำท้าแดด 23 สาวงามมิสเวิลด์ไทยแลนด์ อวดโฉมสุดเซ็กซี่กับภารกิจ Runway walk game By Assetwise

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

บรรยากาศการประกวด Miss World Thailand 2026: The WORLD is TRUE Presented by TRUE5G ทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกองประกวดได้จัดกิจกรรมพิเศษ “Runway walk game By Assetwise” เนรมิตสมรภูมิรันเวย์บริเวณสระว่ายน้ำริมแม่น้ำท่าจีน ณ โครงการหมู่บ้าน ฌาน เดอะริเวอร์ไซด์ บรมราชชนนี เพื่อทดสอบทักษะการเดินและความมั่นใจของเหล่าผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คน

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมนี้ คือการแบ่งเหล่าสาวงามออกเป็น 2 กลุ่มโดยได้นางงามรุ่นพี่ระดับตัวแม่ของวงการอย่าง พรฟ้า-ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์ (สีแดง) และ ณิชา พูลโภคะ (สีน้ำเงิน)มานั่งแท่น Special Mentor คอยติวเข้มและบัญชาเกมการต่อสู้อย่างใกล้ชิด ซึ่งการแข่งขันถูกแบ่งออกเป็น Runway walk game By Assetwise การ Battle แบบตัวต่อตัวบนรันเวย์ริมสระน้ำที่สร้างความตื่นเต้นและท้าทายให้กับสาวๆ เป็นอย่างมาก ก่อนจะปิดท้ายด้วยชาเลนจ์สุดหิน “เปียกให้ปัง” มา Battle กันต่อบนสมรภูมิสุดหินกลางน้ำ รันเวย์ลมกับอุปสรรคต่างๆสาวงามต้องเดินให้ดีและว่องไวใครถึงเส้นชัยก่อนคว้าชัยชนะไป ซึ่งทีมชนะได้แก่ทีม สีแดง ของเมนเทอร์ พรฟ้า-ปุณิกา ทำคะแนนนำทีม สีน้ำเงินไปแบบขาดลอย งานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณประภาพร วิทยานุกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด มหาชน   และ คุณอาระตี เบญจาธิกูล  รองประธานสายงานอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด มหาชน  เข้าร่วมชมการแข่งขันและแสดงความยินดีกับทีมชนะ

นอกจากทักษะการเดินแล้ว กองประกวดได้เริ่มภารกิจสำคัญอย่าง FASTTRACK : MULTIMEDIA ซึ่งเป็นโอกาสทองที่สาวงามทั้ง 23 คน จะต้องโชว์ศักยภาพในการเป็น Content Creator นำเสนอความโดดเด่นของโครงการหมู่บ้านสไตล์รีสอร์ท “ฌาน เดอะริเวอร์ไซด์ บรมราชชนนี” ที่มีจุดเด่นเป็นคลับเฮาส์ขนาดใหญ่และสระว่ายน้ำ Half Olympic โดยคะแนนจากภารกิจนี้จะตัดสินจาก ยอดไลก์และยอดแชร์ (Engagement) ใครที่ทำผลงานได้โดนใจชาวเน็ตมากที่สุด จะได้รับสิทธิ์ “Fast Track เข้ารอบลึกทันที” ซึ่งจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการในคืนรอบตัดสิน 10 พฤษภาคม และผู้ที่คว้ามงกุฎ มิสเวิลด์-ไทยแลนด์ 2026 จะได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางไปสู้ศึก Miss World 2026 ณ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 5 กันยายนนี้ โดยสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook: Miss World Thailand #MissWorldThailand2026 #BeautyWithAPurpose #TEROxTPNG #มิสเวิลด์ไทยแลนด์2026 #Assetwise #TheWORLDisTRUE

ศุภนิมิตฯ ชูแนวคิด ‘ลงทุนในเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด’ ให้โอกาสเติบโตเป็นสมาชิกสังคมที่มีคุณภาพ

ศุภนิมิตฯ ชูแนวคิด ‘ลงทุนในเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด’ ให้โอกาสเติบโตเป็นสมาชิกสังคมที่มีคุณภาพ

ศุภนิมิตฯ ชูแนวคิด ‘ลงทุนในเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด’ ให้โอกาสเติบโตเป็นสมาชิกสังคมที่มีคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

ประธานกรรมการบริหารศุภนิมิตสากล (World Vision International) เยี่ยมชมภารกิจของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ตอกย้ำหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน คือการลงทุนในเด็กเปราะบาง โดยชี้ว่าเงินทุกบาทที่ลงทุนกับเด็กสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจและสังคมได้มหาศาล พร้อมทั้งชื่นชมประเทศไทยที่มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการดูแลเด็กไร้สัญชาติ

มร.แอนดริว มอร์ลีย์ ประธานกรรมการบริหารศุภนิมิตสากล เปิดเผยระหว่างการเยือนมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ว่า การลงทุนกับเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกสังคม โดยผลการศึกษาจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ยืนยันตรงกันว่า การลงทุนสร้างรากฐานด้านสุขภาพและการศึกษาให้แก่เด็ก จะส่งผลดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเงินที่ลงทุนไปสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ไม่น้อยกว่า 6 เท่าตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา ข้อเท็จจริงนี้ยิ่งทวีความสำคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทั้งโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมผู้สูงวัย เมื่ออัตราการเกิดใหม่ลดลง เด็กทุกคนจึงกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ซึ่งเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

“หลังสถานการณ์โควิด-19 ความเหลื่อมล้ำทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และเด็กคือกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่ม เด็กเปราะบางที่สุด ซึ่งในบริบทของประเทศไทยหมายถึง เด็กอพยพ เด็กไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ขาดโอกาสตั้งแต่แรกเกิด สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่คือคุณภาพชีวิตที่ถดถอยลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบในเกือบทุกประเทศที่ศุภนิมิตฯ เข้าไปทำงาน โดยจำนวนเด็กเปราะบางที่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากประสบการณ์พบว่า เด็กเปราะบางไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดโอกาส หากได้รับการลงทุนและสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเขาจะเติบโตเป็นสมาชิกสังคมที่มีคุณภาพและมีบทบาทเชิงบวก เด็กจำนวนมากมีความเป็นผู้ประกอบการสูง เพราะต้องเรียนรู้การเอาตัวรอดตั้งแต่อายุยังน้อย หากได้รับเครื่องมือและโอกาสที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างอาชีพ พัฒนาธุรกิจ และเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต ตัวอย่างเช่น เด็กและเยาวชนในพื้นที่โครงการพัฒนาของศุภนิมิตฯ ได้นำขวดน้ำและขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรรูปเป็นของใช้ เปลี่ยนสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นขยะให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ภาพเหล่านี้ย้ำให้เห็นว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาส พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง”

นอกจากปัจจัยพื้นฐานอย่างอาหารและน้ำสะอาดแล้ว มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังให้ความสำคัญกับ โครงการอุปการะเด็ก ซึ่งเป็นกลไกสร้างความยั่งยืนและความสัมพันธ์ระยะยาว มร.แอนดริว กล่าวว่า สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคือความรู้สึกว่ามีใครบางคนที่ใส่ใจ รับฟังเรื่องราว ให้กำลังใจ และสื่อสารกับพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ พลังแห่งความรักนี้สามารถเยียวยาบาดแผลทางใจ ทำให้เด็กที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้าย หรือเติบโตมาในโลกที่รู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็น กลับมาหัวเราะและเล่นได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

“การคุ้มครองเด็กไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน การมีกลไกที่ชัดเจนเพื่อให้เด็กและชุมชนสามารถส่งเสียงเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งจำเป็น ผมขอขอบคุณประชาชนชาวไทยและรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุน โดยไม่แบ่งแยกว่าเด็กเหล่านั้นมาจากที่ใดหรือมีวัฒนธรรมแตกต่างกันเพียงใด เพราะเด็กทุกคนสมควรได้รับวัยเด็กที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเต็มไปด้วยความหวัง ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะผ่านการอุปการะเด็กหรือการสนับสนุนในรูปแบบอื่น ๆ เพราะทุกการมีส่วนร่วมล้วนมีความหมายและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” มร.แอนดริวกล่าวสรุป

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยยึดหลักการดำเนินงานโดยมีเด็กเป็นศูนย์กลาง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนผ่านการดูแลสุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กในพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศ โดย โครงการอุปการะเด็ก ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่ส่งผลต่อหัวใจและคุณภาพชีวิตของเด็กอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการบอกเด็กว่า พวกเขามีคุณค่าและไม่ได้อยู่เพียงลำพัง จากประสบการณ์และงานวิจัยพบว่า เด็กที่อยู่ในโครงการอุปการะเด็กมีแนวโน้มเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าอย่างชัดเจน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กๆ ทุกคนในพื้นที่ยากไร้จะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สนับสนุนกิจกรรมเพื่อเด็ก ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/d1oTdG หรือโทร. 02 022 9200 ติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพิ่มเติมได้ที่  FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand IG: https://www.instagram.com/worldvision_thailand Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft และ X: https://twitter.com/WorldVisionTH

CSTD Thailand เปิดเวที “13th Thailand Dance Grand Prix 2026” หนุนนักเต้นเยาวชนไทย ยกระดับสู่นานาชาติ

CSTD Thailand เปิดเวที “13th Thailand Dance Grand Prix 2026” หนุนนักเต้นเยาวชนไทย ยกระดับสู่นานาชาติ

CSTD Thailand เปิดเวที “13th Thailand Dance Grand Prix 2026” หนุนนักเต้นเยาวชนไทย ยกระดับสู่นานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“ศิลปะการเต้น” กำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อสถาบัน The Commonwealth Society of Teachers of Dancing (CSTD) ประเทศไทย จัดการแข่งขัน “13th CSTD Thailand Dance Grand Prix 2026” ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2569 ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เวทีใหญ่ที่รวมพลังของเยาวชนผู้รักการเต้นจากทั่วประเทศไว้ในที่เดียว

ในการจัดงาน 13th CSTD Thailand Dance Grand Prix 2026 ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันทางด้านศิลปะการเต้น โดยมุ่งเน้นเทคนิคสากลเป็นเวทีแรกของประเทศไทย จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 13 ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือ “พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงศักยภาพผ่านศิลปะการเคลื่อนไหว ทั้งในรูปแบบบัลเลต์ แจ๊ส คอนเทมโพรารี ฮิปฮอป ไปจนถึงการแสดงสร้างสรรค์ โดยมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 1,500 คน จากสถาบันสอนเต้นชั้นนำทั่วประเทศ ร่วมสร้างสีสันตลอด 6 วันเต็ม ท่ามกลางบรรยากาศของครอบครัว ผู้ปกครอง และผู้ชมที่หลงใหลในศิลปะการแสดง

ไฮไลต์สำคัญของเวทีนี้ คือการชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าและความสำคัญของเวทีแห่งนี้ในระดับประเทศ พร้อมทั้งเป็นก้าวสำคัญของเยาวชนไทยในการก้าวสู่เวทีนานาชาติ โดยผู้ชนะจะได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Asia Pacific Dance Competition ร่วมกับนักเต้นจากหลายประเทศทั่วโลก

วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้แทนสถาบัน The Commonwealth Society of Teachers of Dancing (CSTD)  กล่าวว่า “เราอยากให้เวทีนี้เป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กๆ ได้ค้นพบตัวเอง ผ่านการแสดงออกทางศิลปะการเต้น ซึ่งช่วยพัฒนาได้ทั้งร่างกาย ความมั่นใจ และความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญยังสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสในอนาคตได้จริง

CSTD เป็นองค์กรด้านศิลปะการเต้นระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย ที่มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานการเรียนการสอนและการสอบในระดับสากล และดำเนินงานในประเทศไทยมากกว่า 29 ปี เวที Thailand Dance Grand Prix จึงไม่เพียงเป็นการแข่งขัน แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน ‘Soft Power’ ของไทย ผ่านศิลปะการแสดง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพในระดับนานาชาติอย่างมั่นใจ”

นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์ รองผู้จัด การแข่งขัน Thailand Dance Grand Prix กล่าวเสริมว่า “CSTD ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานสากล เรามุ่งมั่นผลักดันให้เยาวชนไทยได้มีเวทีที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาทักษะอย่างถูกต้อง และก้าวไปสู่ระดับนานาชาติอย่างมั่นใจ ในขณะเดียวกัน เวที Thailand Dance Grand Prix ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน ‘Soft Power’ ด้านศิลปะการเต้นของไทย เป็นพื้นที่สร้างดาวรุ่งสู่เวทีระดับเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นการรวมตัวของสถาบันสอนเต้นชั้นนำจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์และผู้สนับสนุนได้เข้าถึงกลุ่มครอบครัวและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ CSTD เป็นองค์กรด้านศิลปะการเต้นระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1933 ถึงปัจจุบันกว่า 93 ปี มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการเรียนการสอนและการสอบด้านการเต้นในระดับสากล โดยในประเทศไทยดำเนินงานมากกว่า 29 ปี และมีเครือข่ายสถาบันสอนเต้นจำนวนมากทั่วประเทศ ทำให้เวที Thailand Dance Grand Prix กลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการผลักดัน “Soft Power” ของไทยผ่านศิลปะการแสดง นอกจากความเข้มข้นของการแข่งขัน ภายในงานยังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ มิตรภาพ และแรงบันดาลใจ ที่เกิดขึ้นทั้งบนเวทีและนอกเวที สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะการเต้นไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหว แต่คือภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

สำหรับ การจัดงาน “13th CSTD Thailand Dance Grand Prix 2026” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการแข่งขัน แต่ยังเป็นเวทีแห่งโอกาสที่ช่วยเปิดประตูสู่โลกกว้างให้กับเยาวชนไทย ได้แสดงศักยภาพและต่อยอดสู่เส้นทางระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับวงการศิลปะการเต้นของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน เวทีแห่งนี้ยังสะท้อนบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาเยาวชนไทย ผ่านศิลปะการเต้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการขับเคลื่อน CSR (Corporate Social Responsibility) ที่มุ่งสร้างโอกาส เสริมทักษะ และผลักดันศักยภาพของคนรุ่นใหม่  ให้ก้าวทันเวทีโลก

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : CSTD THAILAND

คุณแหน : 30 เมษายน 2569

คุณแหน : 30 เมษายน 2569

คุณแหน : 30 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี 17 พ.ค. 17.30 น. วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และสวดพระอภิธรรม 16 พ.ค. 18.30 น. ศาลา 5…

ll มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดบำเพ็ญกุศลประจำปี 2569 อุทิศถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ 6 พ.ค. เวลา 15.00 น. ณ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม โดย พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี…

ll พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ เชิญศิษย์เก่าร่วมทำบุญโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 122 ปี สมาคมอัสสัมชัญ 1 มิ.ย. 09.00 น. ห้องประชุมวัลลภ เจียรวนนท์ สมาคมฯ…

ll สมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบโล่เกียรติยศศิษย์เก่าดีเด่นเกียรติยศประจำปี 2569 แก่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการคลัง และศิษย์เก่าดีเด่น ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์, รศ.ดร.พีระ เจริญพร, จีรพันธ์ อัศวะธนกุล, สุนทร สถาพร, ยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์, อารย์ ปาลเดชพงศ์ และผู้ที่ได้รับรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่ง คือ ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ ส่วนรางวัลศิษย์เก่าดาวรุ่ง ได้แก่ ศิรัถยา อิศรภักดี, พริษฐ์ เที่ยงธรรม, ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์, มทินา วัชรวราทร…

ll ข่าวเศร้ามาพร้อมๆ กันหลายงานเพราะเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องที่ต้องพบเจอทุกครอบครัว…

ll อนันตชัย-อุไร คุณานันทกุล จะไปส่งพี่ชาย สมชัย ครุจิต (101 ปี) เป็นครั้งสุดท้าย 11 พ.ค. 09.30 น. ทำบุญเลี้ยงพระที่ศาลา 8 วัดเทพศิรินทราวาส แล้วเคลื่อนไปฝังที่สุสานวิสุทธิมรรคคีรี จ.สระบุรี…

ll พระราชทานเพลิงศพ ประมวลศรี วงศ์ศรีชนาลัย มารดา พ.อ.นพ.วิริสสร วงศ์ศรีชนาลัย 2 พ.ค. 14.00 น. วัดโสมนัสราชวรมหาวิหาร…

ll สวด นพ.วุฒิกิจ ธนะภูมิ ประธานมูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนาและอดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศาลาพิสิษฐ์กุล วัดชลประทานรังสฤษดิ์ 28 เม.ย.-2 พ.ค. 19.00 น. พระราชทานเพลิงศพ 3 พ.ค. 15.00 น. …

ll สวด ดร.กอบศักดิ์ ชุติกุล ศาลา 150 ปี วัดมกุฏกษัตริยาราม 27 เม.ย.-4 พ.ค.18.30 น. (1 พ.ค. งด) แล้วบรรจุ..

ll สวด ไพบูลย์ มีศิลป์ สามี ศิริวรรณ ภุมมาจันทร์ หน้าห้องคุณแหน ศาลา 2 วัดแสงสรรค์ ธัญบุรี 29 เม.ย.-2 พ.ค. 19.00 น. …ฌาปนกิจ 3 พ.ค.16.00 น. …

llบุคลากรอาจารย์ศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ อาลัยในการจากไปของ ศ.เกียรติคุณ ม.ล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ อดีตคณบดี จะมีพิธีสวดพระอภิธรรม 29 เม.ย.19.30 น. ศาลา 1 วัดสวนดอก เชียงใหม่..

ll ขอแสดงความเสียใจกับ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ที่สูญเสียภรรยา อ.สาคร ธรรมศักดิ์ สวดพระอภิธรรม 28 เม.ย.-4 พ.ค. 18.30 น. ฌาปนกิจ 5 พ.ค. 15.00 น. ..

“มูลนิธิไทย” เชิญชวนเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ“รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” ถึง 25 กรกฎาคม นี้

“มูลนิธิไทย” เชิญชวนเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ“รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” ถึง 25 กรกฎาคม นี้

“มูลนิธิไทย” เชิญชวนเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ“รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” ถึง 25 กรกฎาคม นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับมูลนิธิไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดรับการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 ณ ห้องแถลงข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ นายธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย ร่วมกันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ กล่าวว่า “รางวัลการทูตสาธารณะ” เป็นรางวัลที่กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเชิดชูบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรของไทยหรือต่างประเทศที่ดำเนินกิจกรรม อาทิเช่น ด้านมนุษยธรรม สาธารณประโยชน์ สันติภาพ สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม กีฬา สื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

“การทูตในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐอีกต่อไป แต่ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถมีบทบาทเป็นนักการทูตสาธารณะได้ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ ของประเทศไทยสู่สังคมโลก รางวัลนี้จึงไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลได้” 

ธฤต จรุงวัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวว่า โครงการรางวัลการทูตสาธารณะดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการยกย่องบุคคลและองค์กรจากหลากหลายสาขาที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างชื่อเสียง ความนิยม และความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

“จำนวนผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี สะท้อนให้เห็นว่า รางวัลการทูตสาธารณะได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนถึงความตื่นตัวของสังคมไทยต่อบทบาทของประชาชนในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ” 

ผู้ได้รับรางวัลที่ผ่านมา (ปี 2565 – 2568)
• ปี 2565: นพ. สุนทร อันตรเสน ผู้ดำเนินโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในกว่า 70 เมือง 7 ประเทศ มีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 70,000 ราย
• ปี 2566: โมรียา จุฑานุกาล และ เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟอาชีพหญิงชาวไทย ผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศในเวทีกอล์ฟโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยจำนวนมาก
• ปี 2567: มอบ 3 รางวัล ได้แก่ พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทไทยในระดับนานาชาติ, สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรสำคัญด้านการส่งเสริมองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไทย และ นายสมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติผู้เผยแพร่ความเป็นไทยผ่านดนตรีคลาสสิกและงานเขียนในระดับสากล
· ปี 2568: บริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด (GMMTV) องค์กรที่ผลิตและเผยแพร่สื่อบันเทิงหลายภาษากว่า 30 ปีจากบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างไทยกับนานาประเทศ ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงร่วมสมัย ช่วยสร้างความนิยมในประเทศไทย กระตุ้นความสนใจการเรียนภาษาไทยในหมู่ชาวต่างชาติทั่วโลก และเพิ่มพูนการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในหมู่ผู้ชมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 จะมอบให้จำนวน 1-3 รางวัล โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับ
1. การจารึกชื่อบนถ้วยรางวัลชื่อ “ความปรารถนาดี” หรือ “Goodwill” ซึ่งจัดแสดง ณ กระทรวงการต่างประเทศ
2. การจารึกชื่อบนแผ่นป้ายเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศ
3. ถ้วยรางวัลจำลองสลักชื่อ
4. ประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณ และ
5. เงินรางวัลจำนวน 300,000 บาทต่อรางวัล

การพิจารณาคัดเลือกจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัล ภายใต้คณะกรรมการมูลนิธิไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน รวม 10 คน เพื่อคัดกรองและเสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลให้คณะกรรมการมูลนิธิไทยพิจารณาตัดสินในขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ บุคคลทั่วไปสามารถร่วมเสนอชื่อบุคคล กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่สมควรได้รับรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 ตามแบบเสนอชื่อทาง QR Code ที่แนบมาพร้อมนี้ โดยเปิดรับการเสนอชื่อ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 และจะประกาศผลในเดือนกันยายน รวมทั้งจัดพิธีมอบรางวัลในช่วงปลายปี 2569 นี้ ทางเว็บไซต์มูลนิธิไทย