มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ร่วมเป็นเจ้าภาพ พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ร่วมเป็นเจ้าภาพ  พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ร่วมเป็นเจ้าภาพ พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีสวดพระอภิธรรมศพ จรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี  ในการนี้ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ผู้ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วย ฉัตรชัย พรหมเลิศ รองประธานกรรมการ, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ รองประธานกรรมการ, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ คณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมพิธี เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ณ ศาลาร้อยปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร 

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการศพโดยตลอด

บรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป อุทิศถวายแด่พระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

บรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป อุทิศถวายแด่พระพันปีหลวง  องค์พระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

บรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป อุทิศถวายแด่พระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.22 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่โครงการพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โดย พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี  ประธานโครงการเป็นประธานในพิธีฯ  การนี้มีคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ไปร่วมถวายพระราชกุศลจำนวนมาก อาทิ  กระทรวงมหาดไทย กองทัพอากาศ จังหวัดจันทบุรี ม.ร.ว.ชิษณุสรร – ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์, ชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม,  ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุก, อัญชลี  ชวนิชย์, ดร.ประวิช  รัตนเพียร, พล.ต.ท.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, ดร.พรชัย  มงคลวนิช,  คณิตา  ราษฏร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และ น.อ.ทรงศักดิ์  ธรรมสาร ฯลฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ณ อาคารพระสมเด็จองค์ปฐม วัดเทพประทานอธิพร อ.สอยดาว จ.จันทบุรี  

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ประธานโครงการ และประธานพิธีรับผ้าไตรพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป นี้ จัดมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  และวัดเทพประทานอธิพร  ด้วยความสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย กองทัพอากาศ กรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดจันทบุรี สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สมาคมแม่บ้านมหาดไทย  สมาคมแม่บ้านเหล่าทัพต่าง ๆ  สมาคมภริยาอัยการ และผู้มีจิตกุศลจำนวนมาก ฯลฯ เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลและถวายความกตัญญูกตเวทีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยมาช้านานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการศึกษาของเยาวชนผู้ยากไร้  และพระปรีชาสามารถอันเป็นเลิศ  พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ ความเพียร และพระเมตตาธรรม กับทั้งทรงเป็นแบบอย่างแห่งความศรัทธา ทรงเป็นดวงประทีป และทรงอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา เพื่อให้มั่นคงสถาพรสืบไป

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ถวายผ้าไตรพระราชทาน แด่  เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี  พระอุปัชฌาย์

คณะกรรมการจัดงานฯ ฉลองศรัทธาทุกคนที่สมัครบรรพชาอุปสมบท ที่ปรารถนาจะถวายความกตัญญูโดยมีส่วนร่วมบรรพชาอุปสมบทถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยรับผู้บรรพชาอุปสมบทไว้ทั้งหมดจำนวนมากเกินกำหนด 93 รูป คือจำนวน 150 คน จาก 27 จังหวัด ประกอบด้วย ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปจากภาคธุรกิจสาขาต่างๆ  และเป็นที่น่ายินดียิ่งที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569มีมติให้ข้าราชการ อุปสมบท โดยไม่ถือว่าเป็นวันลา โครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 9 มีนาคม 256 โดยผู้ร่วมโครงการฯ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายพานสักการะ แด่พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ  เจ้าอาวาสวัดเทพประทานอธิพร

อาคารสมเด็จองค์ปฐม สถานที่บรรพชานี้ เป็นอาคารประวัติศาสตร์ และทรงคุณค่ายิ่งเนื่องจากประดิษฐานพระสมเด็จองค์ปฐม (พระพุทธเมตตา) “หนี่งเดียวในโลก” ที่จัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จไปทรงประกอบพิธีสมโภชองค์พระ เมื่อเดือนมีนาคม ปีที่ผ่านมา

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนไปกราบสักการะ พระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” หนึ่งเดียวในโลก ที่วัดเทพประทานอธิพร ได้ทุกวัน ในเวลาราชการ           

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี, ชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม, ม.ร.ว.ชิษณุสรร – พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุก, ดร.ประวิช รัตนเพียร, อัญชลี  ชวนิชย์, พล.ต.ท.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, ดร.พรชัย  มงคลวนิช และ คณิตา  ราษฏร์นุ้ย

ชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม, ม.ร.ว.ชิษณุสรร - พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์, พล.ต.ท.อรรถกฤษณ์  ธารีฉัตร, ดร.พรชัย  มงคลวนิช ,  ดร.ปราศรัย  ประวัติรุ่งเรือง,  กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล,ดร.พรทิพย์  วงษ์นครินทร์ และ พรทิพย์  แฝงยงค์

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม, ม.ร.ว.ชิษณุสรร – พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์, พล.ต.ท.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, ดร.พรชัย มงคลวนิช , ดร.ปราศรัย ประวัติรุ่งเรือง, กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล,ดร.พรทิพย์ วงษ์นครินทร์ และ พรทิพย์ แฝงยงค์

องคมนตรี พล.อ.อ.ชลิต - ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข            ถ่ายภาพร่วมกับ นาวาอากาศเอก ทรงศักดิ์ ธรรมสาร   ผู้บังคับการกองบิน 3

องคมนตรี พล.อ.อ.ชลิต – ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข ถ่ายภาพร่วมกับ นาวาอากาศเอก ทรงศักดิ์ ธรรมสาร ผู้บังคับการกองบิน 3

ปฐมนิเทศต้อนรับนาคทั้งหมด ณ อาคารเฉลิมพระกียรติฯสมเด็จพระพี่นางเธอฯ

ปฐมนิเทศต้อนรับนาคทั้งหมด ณ อาคารเฉลิมพระกียรติฯสมเด็จพระพี่นางเธอฯ

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี ประธานมอบผ้าไตร  แก่นาค เป็นรูปแรกของการมอบผ้าไตรทุกชุด พร้อมเจ้าภาพชุดละ 10 ท่าน

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานมอบผ้าไตร แก่นาค เป็นรูปแรกของการมอบผ้าไตรทุกชุด พร้อมเจ้าภาพชุดละ 10 ท่าน

พลเรือโท อุทาน  คล้ายภูผึ้ง นาคเอก และนาคทั้งหมด เข้าสู่พิธีบรรพชาอุปสมบท

พลเรือโท อุทาน คล้ายภูผึ้ง นาคเอก และนาคทั้งหมด เข้าสู่พิธีบรรพชาอุปสมบท

ญาติโยมจากกองบิน 3 ปลงผมนาคเพื่อนร่วมงาน

ญาติโยมจากกองบิน 3 ปลงผมนาคเพื่อนร่วมงาน

พระนวกะ 150 รูป เจริญจิตภาวนา ที่ ชั้น 3  หน้าพระสมเด็จองค์ปฐม

พระนวกะ 150 รูป เจริญจิตภาวนา ที่ ชั้น 3 หน้าพระสมเด็จองค์ปฐม

10.	เจ้าหน้าที่อำเภอสอยดาว / อบต. / เทศบาลทุกแห่ง สนับสนุนการจัดงาน

10. เจ้าหน้าที่อำเภอสอยดาว / อบต. / เทศบาลทุกแห่ง สนับสนุนการจัดงาน

ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมิติใหม่ เปิดตัวโครงการ ‘Hello Strangers-เจอกันที่โฮสเทล‘ เปิดรับบทสนทนา ความสนุก มิตรภาพใหม่ๆ

ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมิติใหม่ เปิดตัวโครงการ ‘Hello Strangers-เจอกันที่โฮสเทล‘ เปิดรับบทสนทนา ความสนุก มิตรภาพใหม่ๆ

ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมิติใหม่ เปิดตัวโครงการ ‘Hello Strangers-เจอกันที่โฮสเทล‘ เปิดรับบทสนทนา ความสนุก มิตรภาพใหม่ๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เริ่มต้นปี 2569 ด้วยมิติใหม่ “Thailand Tourism Next” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวผ่านกลยุทธ์ Value Over Volume ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าปริมาณ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้การท่องเที่ยวเป็นการเดินทางไปค้นพบความสุข ความสนุก ความทรงจำ และคุณค่าที่คืนกลับสู่ตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอดแบรนด์ Amazing Thailand ให้ยังคงเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยว

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทยปีนี้ ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำเสนอจุดหมายปลายทาง แต่ขยายไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนและเรื่องราวระหว่างเดินทาง ผ่านโครงการล่าสุด Hello Strangers – เจอกันที่โฮสเทล ที่ชวนทุกคนก้าวออกจาก Comfort Zone ไปเปิดรับบทสนทนา ความสนุก และมิตรภาพใหม่ ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความทรงจำพิเศษของการเที่ยวเมืองไทยในแบบที่ไม่เหมือนเดิม

เมื่อมองลึกลงไปถึงหัวใจของกลยุทธ์ Value Over Volume ที่ ททท. นำมาใช้เป็นวิสัยทัศน์ใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปีนี้ มีนิยามความสำเร็จที่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักเดินทาง ซึ่งท่านรองอภิชัยได้ให้เหตุผลว่า “เทรนด์การท่องเที่ยวในวันนี้กำลังก้าวสู่การเดินทางที่มีความหมายมากขึ้น เราจึงไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียวครับ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของความสุขและประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้รับ ซึ่งต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ความสนใจ และเหตุผลของการออกเดินทางในแต่ละครั้งได้จริง ทั้งหมดนี้คือแนวคิดแบบ Holistic Travel ที่มองการท่องเที่ยวแบบองค์รวม”

“New Behavior ของนักท่องเที่ยวยุคนี้ออกเดินทางอย่างมีเป้าหมาย และมองหาประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน Holistic Travel จึงเป็นการท่องเที่ยวที่ช่วยเติมเต็มพลังทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ทำให้ได้รับความสุขและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ กลับบ้านไปพร้อมกับความทรงจำที่มีคุณค่า” ท่านรองอภิชัยได้ขยายความถึง Holistic Travel ในโลกของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ททท. จึงได้เลือกโฮสเทลมาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดแคมเปญสุขทันทีที่เที่ยวไทยในปีนี้เนื่องจาก “โฮสเทลไม่ใช่แค่ที่พัก แต่คือ Community Hub ที่เอื้อให้เกิดการพบปะ บทสนทนา การแลกเปลี่ยนเรื่องราว มีพื้นที่และบรรยากาศทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อนใหม่ได้ นี่คือหัวใจของโครงการ Hello Strangers – เจอกันที่โฮสเทล ที่อยากให้เรื่องราวสนุก ๆ เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เป็นความสุขและความทรงจำพิเศษของการเที่ยวเมืองไทยครับ”

ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการดังกล่าว ททท. มุ่งเจาะกลุ่ม Niche Market ผ่านการนำเสนอโฮสเทลใน 3 Vibes ซึ่งท่านรองอภิชัยได้ชี้ให้เห็นมุมมองว่า “เราไม่สามารถทำการตลาดในลักษณะเดียวกัน (One Size Fits All) ได้ จึงเลือกมองแต่ละกลุ่มนักเดินทาง (Niche Group) เพื่อออกแบบประสบการณ์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ เป็นที่มาของการนำเสนอโฮสเทลใน 3 Vibes สะท้อนถึงการทำตลาดที่เข้าใจความหลากหลายของนักเดินทางในปัจจุบัน นั่นคือ
– Expressive Vibe: โฮสเทลที่มีดีไซน์โดดเด่น มีคาแรกเตอร์ และภาพจำ ตอบโจทย์สายครีเอทีฟหรือสายคอนเทนต์ที่อยากให้การเดินทางมีเรื่องราวเก๋ ๆ ชิค ๆ
– Explorer Vibe: โฮสเทลซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่มีเสน่ห์และเป็นประตูสู่ท้องถิ่น เหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิต หรือสำรวจ Hidden Gem ของย่านนั้น
– Eco-Connect Vibe: โฮสเทลที่มีแนวคิดยั่งยืน ชวนให้ผู้เข้าพักเชื่อมโยงตนเองกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย”

ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังพยายามผลักดันให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์แบบ Face-to-Face เพื่อสร้าง Real Human Connection ท่ามกลางยุคโซเชียลมีเดียให้เกิดขึ้นจริงผ่านโครงการนี้ “โลกออนไลน์ให้แรงบันดาลใจ แต่โฮสเทลให้ประสบการณ์จริงครับ มิตรภาพดี ๆ อาจเริ่มจากการนั่งคุยสบาย ๆ ในห้องนั่งเล่นรวม ระหว่างทำอาหารง่าย ๆ อยู่ในครัวส่วนกลาง หรือเข้าร่วมกิจกรรมอย่างปาร์ตี้ เดินสำรวจชุมชน เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ที่โฮสเทลจัดขึ้น เหล่านี้คือการเชื่อมต่อแบบ Face-to-Face ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ แต่อยู่ตรงหน้าและสัมผัสได้”

รองผู้ว่าฯ อภิชัย ได้ฝากถึงนักเดินทางที่อยากลองเปิดใจเป็น Stranger ในโฮสเทล และค้นพบความหมายใหม่ ๆ ของการเดินทางว่า “Purpose is the New Pleasure “ ครับ หลายครั้งความทรงจำที่ดีระหว่างเดินทางก็เป็นเรื่องราวของการพบเจอผู้คนใหม่ ๆ หรือความรู้สึกค้นพบตัวตนเมื่อได้ก้าวออกจาก Comfort Zone ผมอยากชวนให้มองคำว่า Stranger ในมุมใหม่ ว่าแท้จริงแล้วคือเพื่อนอีกคนที่เรายังไม่รู้จัก ซึ่งโครงการ Hello Strangers สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้ และเชื่อว่าโฮสเทลในวันนี้คือพื้นที่อบอุ่น ทันสมัย และปลอดภัย ที่จะเปิดโอกาสให้นักเดินทางทุกคนเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้การเดินทางมีทั้งความหมายและความสุขไปพร้อมกัน”

เพราะการพักโฮสเทลคือการแชร์พื้นที่และโมเมนต์ดี ๆ ร่วมกับเพื่อนนักเดินทางจากหลากหลายที่มา เปิดโอกาสให้เกิดมิตรภาพใหม่ ๆ เรื่องราวสนุก ๆ และแรงบันดาลใจ เข้ามาเติมเต็มการเดินทางให้มีความหมายมากขึ้น 

Hello Strangers – เจอกันที่โฮสเทล จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ทำให้นักเดินทางรู้สึก “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ได้อย่างแท้จริง ต่อยอดให้มีการออกเดินทางซ้ำ กระตุ้นการเดินทางแบบพักค้างคืน และส่งเสริมการใช้จ่ายในท้องถิ่น ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองอันทรงพลังที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

ติดตามเรื่องราวสนุก ๆ และดีลพิเศษจากโครงการ Hello Strangers – เจอกันที่โฮสเทล ได้ทาง Facebook: Hello Strangers Instagram: hellostrangers.th

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตร คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมพลังดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตร คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมพลังดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตร คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมพลังดนตรีคลาสสิก น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

“คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ” ค่ำคืนแห่งความภาคภูมิใจสะท้อนพลังสามัคคี ก้องกังวานมหิดลสิทธาคาร   ปลุกหัวใจรักชาติผ่าน 18 บทเพลงประวัติศาสตร์ชาติไทย

ปิดฉากลงอย่างงดงามและตราตรึงใจสำหรับ “คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ”  (National Unity Concert) ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติของผู้ชมที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ทางดนตรี โดยบทเพลงรักชาติอันทรงคุณค่าที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันรวมกว่า 18 บทเพลง ถูกถ่ายทอดผ่านการบรรเลงอย่างยิ่งใหญ่โดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra: TPO) พร้อมนักดนตรีคุณภาพกว่า 80 ชีวิต ณ หอแสดงดนตรี มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างล้นหลาม บรรยากาศของคอนเสิร์ตเต็มไปด้วยพลังแห่งความสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 19.29 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน และทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ (National Unity Concert) ภายใต้แนวคิด “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ผ่านความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยพันธมิตรหลัก การบินไทย และ โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเม้นท์ ที่ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีครั้งสำคัญ  

คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ (National Unity Concert) จัดขึ้นเพื่อร่วมน้อมรำลึกและถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้ศาสตร์แห่งดนตรีคลาสสิกเป็นสื่อกลางในการหลอมรวมบทเพลงแห่งแผ่นดินให้ก้องกังวานเป็นหนึ่งเดียว สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะสถาบันที่ได้รับการยอมรับระดับสากลในการบ่มเพาะศิลปินคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของนักดนตรี และนักร้องทุกท่านในฐานะ “เสียงของแผ่นดิน”   

ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, อาจารย์ ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป  สุพรรณโรจน์ (ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย), คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการอำนวยการวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ,ดร.สมศักดิ์  ลีสวัสดิ์ตระกูลนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล , คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท
การบินไทย จำกัด (มหาชน), คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) พร้อมด้วย  คุณรัชดา สัทธาพงษ์  (ประธานบริษัท โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเม้นท์ เอเจนซี จำกัด)  และ คุณธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล  

สำหรับการแสดงในช่วงแรกของค่ำคืน เป็นบทเพลงปลุกใจที่สะท้อนพลังความรักชาติและความสามัคคีของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ไร้รักไร้ผล ,เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย ,ไทยสามัคคี ,สยามานุสสติ และ มหาอาณาจักรไทย รวมถึงบทเพลงที่สะท้อนความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อย่าง “ศรีอยุธยา” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแผ่นดินไทยตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา 

นอกจากนี้ ยังมีการนำ บทเพลงพระราชนิพนธ์ มาถ่ายทอดในรูปแบบการเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ อาทิ คิดถึง, ภิรมย์รัก และ ความฝันอันสูงสุด ที่สร้างความซาบซึ้งให้กับผู้ชมทั้งฮอลล์ ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนแห่งความทรงจำด้วยบทเพลงแห่งพลังและความสามัคคี ได้แก่ รักกันไว้เถิด, เราสู้, เกียรติศักดิ์ทหารเสือ, มาร์ชราชวัลลภ และ ราชสวัสดิ์ ซึ่งผู้ชมต่างพร้อมใจปรบมือตามจังหวะและร่วมขับร้องไปพร้อมกันอย่างอบอุ่น บทเพลงทั้งหมดได้รับการคัดสรรและเรียบเรียงอย่างประณีตโดย คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ร่วมกับ พ.อ.พิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์  ซึ่งถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของศิลปินผู้ทรงเกียรติ ได้แก่ ลลิต วรเทพนิตินันท์ ,ร.ต.หญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์ , ร.ท.หญิง ภิสา สวนศรี ,ภูมิ แก้วฟ้าเจริญ ,จ.อ.หญิง ไตรสิกขา พึงชุ่มชื่น , ตุลานันท์ นรเศรษฐ์พิศาล ,กมลพร หุ่นเจริญ ,กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ธีรนัยน์ ณ หนองคาย ,เศกพล อุ่นสำราญ และ ส.ต. พันธนนท์ วังกะหาด พร้อมด้วย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นค่ำคืนแห่งบทเพลงรักชาติครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ หากยังเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเสียสละ และความรักต่อผืนแผ่นดินไทย ผ่านพลังของดนตรีที่เชื่อมโยงผู้คนทุกยุคทุกสมัยเข้าด้วยกัน 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจ : มหาวิทยาลัยมหิดล  https://www.facebook.com/mahidol    
เพจวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO) : https://www.facebook.com/ThailandPhil    

#MahidolMusic #ThailandPhil #NationalUnityConcert #ThaiPatrioticMusic  
#PrinceMahidolHall #ThaiAirways #NationalUnityConcert #TPO  
#เสียงของแผ่นดิน #เพลงรักชาติ

ท้องเสียสลับท้องผูกเสี่ยง ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ อายุ 45 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ

ท้องเสียสลับท้องผูกเสี่ยง ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ อายุ 45 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ

ท้องเสียสลับท้องผูกเสี่ยง ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ อายุ 45 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มะเร็งลำไส้ใหญ่” โรคร้ายที่มักเจอตอนที่มีอาการหนักแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว ก้อนเนื้อในลำไส้ก็ใหญ่มากจนทำให้ระบบขับถ่ายมีปัญหา ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นอุจจาระเป็นเลือด

แพทย์หญิงสาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.วิมุต จะมาเล่าถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมแนะนำการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อป้องกันโรคง่ายๆ และย้ำเตือนถึงความสำคัญในการตรวจคัดกรองเพื่อหาสัญญาณของโรคก่อนพบเนื้อร้ายในวันที่สาย

ส่องปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ในลำไส้ ทำให้เกิดติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่โตขึ้นจนทำให้ลำไส้ตีบ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายผิดปกติ โดยมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม เพราะหากคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ มีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ เราจะเสี่ยงเป็นเช่นเดียวกัน ปัจจัยที่สองคืออายุ แน่นอนว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่สามคืออาหารและไลฟ์สไตล์ เช่น ชอบกินอาหารแปรรูปบ่อย ๆ ไม่กินอาหารที่มีกากใย ไม่ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ซึ่งเสี่ยงทำให้ท้องผูก รวมถึงพฤติกรรมอย่างการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ปัจจัยสุดท้ายคือผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease – IBD) ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่นกัน

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่ทำให้ขับถ่ายผิดปกติ ดังนั้นอาการที่สังเกตได้ชัด ได้แก่ ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลงหรือเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายกระสุน ถ่ายเป็นเลือดเนื่องจากก้อนมะเร็งเกิดแผลและมีเลือดออก นอกจากนี้ยังมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด คล้ายกับอาการของมะเร็งอื่น ๆ ร่วมด้วย  สิ่งที่น่ากังวลคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกจะไม่แสดงอาการเลย กว่าเราจะรู้ตัวก็มักจะมีอาการหนัก เพราะก้อนเนื้อในลำไส้โตมากแล้ว หัวใจสำคัญในการป้องกันคือควรมาตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจคัดกรองมะเร็งได้แม่นยำที่สุด

ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายวิธี ได้แก่ การตรวจเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test – FOBT) การตรวจเลือดหาค่าบ่งชี้มะเร็งลำไส้ CEA (Carcinoembryonic Antigen) และการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography) แต่ทุกวิธีอาจมีความไวและความจำเพาะไม่มากพอที่จะตรวจหาติ่งเนื้อขนาดเล็กในลำไส้ใหญ่  หรือหากตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบติ่งเนื้อก็จำเป็นต้องส่องกล้องเพื่อตัดออกอยู่ดี ดังนั้นการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบันคือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพราะตรวจเจอติ่งเนื้อขนาดเล็กได้ และถ้าเจอติ่งเนื้อก็สามารถตัดออกได้ทันที

“คนส่วนมากเวลาได้ยินถึงการส่องกล้องก็จะกังวลว่ามันจะเจ็บและอันตราย แต่จริง ๆ แล้วการส่องกล้องลำไส้ใหญ่นั้นปลอดภัยมาก ใช้เวลาไม่นาน ความเสี่ยงต่ำ และแม่นยำที่สุด การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้องก็ไม่ยุ่งยาก แค่งดอาหารที่มีไฟเบอร์จำพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช ทานยาระบาย และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อล้างลำไส้ใหญ่ เวลาตรวจก็มีการให้ยาระงับความรู้สึกทำให้ไม่เจ็บ และไม่รู้สึกตัวขณะที่ส่องกล้อง หลังส่องกล้องอาจมีอาการแน่นท้องได้ เนื่องจากมีการเป่าลมเข้าไประหว่างส่องกล้อง ซึ่งอาการจะหายเองภายใน 24 ชั่วโมง การตรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระหว่างการตรวจหากพบติ่งเนื้อระหว่างการตรวจ แพทย์สามารถตัดออกและนำไปวินิจฉัยต่อได้ทันที เครื่องมือทางการแพทย์ปัจจุบันมีความทันสมัย อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการส่องกล้องไม่น่ากลัว ไม่เจ็บ และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคอันตรายที่สังเกตได้ยาก เพราะกว่าจะมีอาการก้อนเนื้อมะเร็งก็โตมากแล้ว ส่วนคนที่อยากลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ เริ่มจากทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น งดอาหารแปรรูปซึ่งอาจมีสารก่อมะเร็ง หันมาออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่เพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ที่สำคัญต้องมาตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ

ส่วนใครที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ก็ควรมาตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แม้จะยังไม่มีอาการ หากปกติแนะนำตรวจคัดกรองทุก 10 ปี สำหรับคนที่มีญาติสายตรงลำดับหนึ่ง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคนี้ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยแนะนำมาส่องกล้องตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือ 10 ปีก่อนหน้าที่ญาติอายุน้อยที่สุดได้รับการวินิจฉัย เช่น ถ้าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อายุ 45 ปี ลูกควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ตอนอายุ 35 ปี  อยากย้ำว่าส่องกล้องไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และการพบเจอโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้รักษาทันก่อนจะสายเกินแก้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก สายนอนดึก โด๊ปอาหารเสริม ระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease CKD) กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกอย่างเงียบๆ โดยองค์การอนามัยโลกและเวทีนโยบายด้านสุขภาพระดับนานาชาติชี้ว่า มีผู้คนราว 674 ล้านคนทั่วโลกที่มีโรคไตเรื้อรัง หรือคิดเป็นประมาณ 9% ของประชากรโลก โดยในปี 2023 โรคไตเรื้อรังกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 9 ของโลก คิดเป็นประมาณ 1.5 ล้านราย

ไทยเผชิญภาระโรคเพิ่มต่อเนื่อง เบาหวาน–ความดันคือตัวการหลัก

                ข้อมูลจากทีมอายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าสำหรับประเทศไทยเอง กำลังเผชิญภาระโรคไตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยไตที่ได้รับการรักษาในปี 2024 พบว่า 80% ของสาเหตุหลักที่นำไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้แก่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ขณะที่พฤติกรรมของคนไทยที่ชอบรับประทานอาหารรสชาติจัด ทั้งเค็มจัด เปรี้ยวจัด การจิ้มน้ำจิ้มเยอะ การซดน้ำซุป หรือแม้แต่รับประทาน อาหารเสริม ยาสมุนไพร หรือ ยากลุ่ม NSAIDs เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ก็เป็นปัจจัยเร่งให้ไตทำงานแย่ลงเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

            อีก 1 ปัจจัยที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือการนอนดึก เพราะการนอนดึก นอนไม่เพียงพอ จะทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการอักเสบของร่างกาย รวมถึงยังทำให้น้ำตาลแกว่ง เพิ่มภาระต่อไตได้ง่าย และที่สำคัญโดยปกติไตจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดช่วงกลางคืน หากนอนดึกไตจะไม่มีเวลาฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น

ไตเสื่อมอย่างไร? เข้าใจ 5 ระยะของโรคไตเรื้อรัง

                โดยปกติแล้วไตของคนเราจะทำงานน้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น แต่หากไม่มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งโรคประประจำตัว หรือพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนใหญ่ไตจะยังสามารถทำงานได้ดี ในทางกลับกันหากมีปัจจัยเสี่ยงร่วม อาจทำให้ไตทำงานเสื่อมลง โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่ ไตเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่จะเริ่มตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาว ไตเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น ไตจะทำงานได้ 60 – 90% ไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30 – 60% ไตเรื้อรังระยะที่ 4 โรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้ 15 – 30% ไตเรื้อรังระยะที่ 5 โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยไตจะทำงานได้น้อยกว่า 15% เมื่อความรุนแรงของโรคเข้าสู่ระยะที่ 5 แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

            3 ทางเลือกการรักษา เมื่อเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย

                การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มี 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง, การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) เป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตได้มาก แต่ก็จำเป็นต้องทำทุกวันและต้องอาศัยความเข้าใจขั้นตอนและการดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด

                ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) เป็นวิธีที่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียมสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาล แต่ก็อาจกระทบต่อเวลาทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน

                ขณะที่ “การปลูกถ่ายไต” ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ระยะยาวดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีความเหมาะสมทางการแพทย์ เนื่องจากสามารถฟื้นฟูการทำงานของไตได้ใกล้เคียงปกติ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดข้อจำกัดจากการล้างไต และในหลายกรณีสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการล้างไตระยะยาว

                หลังการปลูกถ่ายไตสำเร็จ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ไม่ต้องผูกติดกับตารางการล้างไตหรือการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้สามารถกลับไปทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือภาวะน้ำเกินที่พบในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายมักดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างปฏิกิริยาต่อต้าหรือปฏิเสธไตใหม่ และเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไตใหม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

                อย่างไรก็ตาม โรคไตเรื้อรัง เป็นหนึ่งในภัยเงียบที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งจากโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนอนดึกหรือการใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่เหมาะสม การตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อชะลอการเสื่อมของไต และหากเข้าสู่ระยะไตวาย การรักษาที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

มุมคิด‘ออท. นิกรเดช พลางกูร’ พลิกโฉม ‘เทศกาลไทย’ บนเวทีโลก หนึ่งในภารกิจกระทรวงการต่างประเทศ ดึงต่างชาติมองไทย ‘มุมใหม่’

มุมคิด‘ออท. นิกรเดช พลางกูร’ พลิกโฉม ‘เทศกาลไทย’ บนเวทีโลก หนึ่งในภารกิจกระทรวงการต่างประเทศ ดึงต่างชาติมองไทย ‘มุมใหม่’

มุมคิด‘ออท. นิกรเดช พลางกูร’ พลิกโฉม ‘เทศกาลไทย’ บนเวทีโลก หนึ่งในภารกิจกระทรวงการต่างประเทศ ดึงต่างชาติมองไทย ‘มุมใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากถามชาวต่างชาติว่า “ถ้านึกถึงประเทศไทย นึกถึงอะไร” คำตอบที่ได้มักหนีไม่พ้นอาหารไทย ชายหาด วัดวาอาราม และรอยยิ้ม

ภาพจำเหล่านี้ไม่เคยผิด และยังทรงพลังเสมอ แต่สำหรับ  ฯพณฯ นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส  ซึ่งเป็รอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ และอดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ภาพจำเหล่านี้ “ยังไม่พอ” สำหรับประเทศไทยในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง “Nation Branding”

ออท. นิกรเดช พลางกูร ย้ำว่า ภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติค่อนข้าง “กระจัดกระจาย” แม้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ ของประเทศไทยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก จะมี “เครื่องมือ” ที่ใช้ช่วยกันสร้างการรับรู้ให้คนในประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทย แต่รูปแบบการจัดงาน ตลอดจนชื่องาน ก็มักไม่ได้สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ขาด “ตัวตนร่วม” หรือ “เอกภาพ”

“การดำเนินการยกระดับ เรื่องนี้เป็นการบ้านของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องสร้างภาพจำ สร้างโมเดล สร้างแบรนด์ให้ชัด เรามีเครื่องมือที่สถานทูต สถานกงสุลแต่ละประเทศช่วยพยายามสร้างการรับรู้กันอยู่แล้ว และทำต่อเนื่องกันมากว่า30 ปี แต่จะเป็นรูปแบบงานที่จัดกันเองในท้องถิ่น หรือชุมชนไทยในประเทศนั้นๆ สิ่งสำคัญคือต้องปรับทิศทางของเครื่องมือนี้ ให้สามารถสั่นกระดิ่ง และสร้างแรงกระเพื่อมออกไปทั่วโลก” อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ ระบุ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมสารนิเทศ จึงได้ดำเนินการ “Rebrand” งาน “เทศกาลไทย” หรือ Thai Festival ทั่วโลกขึ้นมาใหม่ ผ่านการ พูดคุย หารือ ระหว่างผู้คนหลากหลายรุ่น กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดสัดส่วนรูปแบบงานขึ้นมาใหม่ สร้างมาสคอตร่วม เพื่อให้ภาพลักษณ์ของงาน Thai Festival เข้าไปขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เข้าถึงคนทั่วโลกได้ทุกเจเนอเรชั่น

วัตถุประสงค์ของการดึงดูดให้คนมางาน Thai Festival อาจไม่ใช่แค่การให้คนจดจำบูธใดบูธหนึ่งในงาน แต่คือการทำให้ผู้มาร่วมงานที่ไม่เคยรู้จักประเทศไทยมาก่อน รู้สึก “ประทับใจ” และ “อิ่มเอม” มีความรู้สึกได้ค้นพบมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย จนอยากเดินทางมาไทยด้วยตัวเอง

“ชาวต่างชาติที่รู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว จะรู้ว่าประเทศไทยมีทุกสิ่งที่พร้อมจะนำเสนอแก่คนทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักประเทศไทย เราอยากให้ Thai Festival สะท้อนความจริงของประเทศไทย ว่าเรามมากกว่านวดไทย มวยไทย เช่น เราเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รับรองการสมรสเท่าเทียม เรานำศิลปินซีรีส์วาย คอนเสิร์ต T-Pop คอนเทนท์ต่างๆ ไปทำให้เขาเห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับประเทศเรามากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังหยิบยก สอดแทรก ประเด็น Global Issue  ที่ประเทศไทยสนใจเข้าไปสื่อสารภายในงานด้วย เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การ Reuse และ Recycle ขยะ

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการกำหนดทิศทางขึ้นมาจากส่วนกลาง แต่ ออท. นิกรเดช ย้ำว่า คอนเซ็ปต์การจัดงาน Thai Festival ในแต่ละประเทศไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน 100% เนื่องจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน เช่น ซีรีส์วาย อาจประสบความสำเร็จในการเข้าถึงคนบางประเทศ แต่ในบางประเทศอาจไม่เปิดรับเรื่องนี้ ทางส่วนกลางจึงวางกรอบเป็นสัดส่วน 40:60 โดย 40% แรกคือ “เมนู” ที่ต้องการเน้นในปีนั้นๆ ให้สถานทูต สถานกงสุล แต่ละประเทศ เลือกหยิบไปใช้กับการจัดงาน Thai Festival ในประเทศนั้นๆ ขณะที่ 60% ที่เหลือคือส่วนที่สถานทูตสามารถเลือกนำเสนออย่างอิสระเองได้ เพราะสถานทูตคือผู้ที่รู้บริบทของสิ่งที่ควรนำเสนอในประเทศนั้นดีที่สุด

นอกจากการให้ “เมนู” แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางจะเข้าไปสนับสนุนแต่ละสถานทูต คือการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งดูแลเกี่ยวกับสินค้า บริการ ที่มีกรอบแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) หรือหน่วยงานที่ช่ำชองในด้านศิลปะวัฒนธรรมไทย เช่น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) แม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ OTOP  ส่งคนเหล่านี้เข้าไปซัพพอร์ตทางแต่ละสถานทูต เพื่อให้แต่ละที่มี “กระสุน” ในการนำเสนอประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย

ปี 2568 ที่ผ่านมา แนวคิดหลัก (Theme) ของการจัดงาน Thai Festival ทั่วโลก คือ “Creative Pulse” โดยสาเหตุที่กระทรวงฯ เลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพราะตระหนักว่า ประเทศที่ “Rich in Culture” หรือรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มักจะถูกมองว่า “ขาดความคิดสร้างสรรค์” ในขณะที่ความเป็นจริง ไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นทั้ง 2 ด้าน การเลือกหยิบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity ขึ้นมา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ต่างชาติเห็นภาพประเทศไทยได้ 180 องศา

และเพื่อเป็นการยกระดับความเข้มข้นของชีพจรแห่งความสร้างสรรค์ การจัดเทศกาลไทย ประจำปี 2569 ได้ต่อยอดแนวคิดตั้งต้น “Creative Pulse” สู่ “Creative Life and Creative Heartbeat : ชีวิตและพลังสร้างสรรค์” สะท้อนพลังของ “คนไทยผู้สร้างสรรค์” และ “ผลงานไทย” ในทุกมิติ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและเป็นเอกภาพ โดยผลักดันการใช้ Brand CI ของเทศกาลไทย และ Mascot ที่สร้างขึ้นจากตัวอักษร a (@) ซึ่งอยู่ตรงกลางของคำว่า Thai ในตราสัญลักษณ์หลัก สื่อสารเรื่องการเป็น Landmark ใหม่ของความสร้างสรรค์การออกแบบรูปลักษณ์ ที่ชวนให้ผู้คนที่พบเห็น เกิดความสนใจ กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถาม และอยากมีส่วนร่วม เหมือนเครื่องหมายของความคิด ส่วนปลายแหลมของ Mascot ถูกสร้างให้ล้อและสอดคล้องกับการปักหมุด จึงดึงเอกลักษณ์นี้มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับ ตราสัญลักษณ์หลัก Thai Festival ดังที่ปรากฎในงาน เทศกาลไทยจากทุกแห่งทั่วโลก

“Thai Festival จะต้องกลายเป็นพาหนะที่ทำให้โลกรู้ว่าเรายังอยู่ตรงไหน ให้คนมองด้วยความรู้สึกว่าไทยเปลี่ยนไปแล้ว และไทยคือหนึ่งในผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญประเทศหนึ่งของโลก”  ออท. นิกรเดช กล่าวทิ้งท้าย

ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’

ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’

ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันสตรีสากลปีนี้ ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเฮอร์บาไลฟ์ ได้นำแนวคิดหลักแบบ #GiveToGain มาถ่ายทอดให้เห็นถึงพลังของการแบ่งปันที่เริ่มต้นจากการดูแลตนเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนทั้งต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้หญิง รวมถึงคนรอบข้าง

ในหลายครอบครัวแถบเอเชียแปซิฟิก ผู้หญิงต้องรับบทบาทหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน เป็นผู้ดูแลตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในบ้าน และมักเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัว ด้วยภาระหน้าที่ที่ทับซ้อนกันเหล่านี้มักนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่เร่งรีบ การนอนที่ไม่เพียงพอ และความเครียดที่สะสม จนทำให้เรื่องของสุขภาพถูกละเลยไปอยู่ลำดับท้ายๆ เสมอ

ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการกำหนดอาหารของเฮอร์บาไลฟ์ ทำให้ ดร.ภญ. วิภาดา ได้คลุกคลีกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเอเชียแปซิฟิก และพบว่าเมื่อผู้หญิงเริ่มต้นลงทุนกับสุขภาพของตัวเอง ผลประโยชน์นั้นจะส่งต่อไปยังครอบครัว ที่ทำงาน และคนรุ่นหลังด้วย การได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้หญิงที่ต้องบริหารจัดการหลายบทบาท ทำให้ธีมวันสตรีสากลปีนี้ #GiveToGain ยิ่งชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพตัวเองคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาพลังกายและพลังใจ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนพร้อมจัดการทั้งเรื่องงานและครอบครัวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

พลังของโภชนาการที่ดีและการดื่มน้ำให้เพียงพอ มอบสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย

ผู้หญิงในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับภาวะโภชนาการที่ย้อนแย้ง จากรายงานการศึกษาระบุว่าอัตราโรคอ้วนในผู้ใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปัญหาเด็กแคระแกร็นและภาวะโลหิตจางยังคงพบมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่งผลกระทบตั้งแต่อนามัยแม่และเด็ก ไปจนถึงพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญให้เรื่องสุขภาพผ่านการเลือกสรรสิ่งดีๆ ในทุกวันจึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก

โภชนาการ คือรากฐานของสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรค ช่วยรักษาระดับพลังงาน สร้างความสมดุลของระบบเผาผลาญ เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมวัย ผลการศึกษาพบว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในเอเชียจำนวนมากขาดสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrients) โดยเฉพาะธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12 แม้ว่าจะได้รับพลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก โฟเลตและวิตามินบี 12 เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ผักใบเขียว หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์สารอาหารเหล่านี้ จึงมีความจำเป็น

นอกจากนี้ “การดื่มน้ำ” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม การดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 2-3 ลิตร เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยหรือไม่เติมน้ำตาล หลีกเลี่ยงหรือจำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ เพราะการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อฮอร์โมนเปลี่ยน สารอาหารที่ร่างกายต้องการก็เปลี่ยนไป

ในแต่ละช่วงชีวิตของผู้หญิง ความต้องการสารอาหารอาจเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ยกตัวอย่างเช่น ในวัยที่มีประจำเดือน การสูญเสียธาตุเหล็กเป็นประจำทำให้ร่างกายต้องการอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กมากขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว และธัญพืชโดยการทานควบคู่กับผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือ วัยทอง มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจโดยเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และอาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลาทะเลที่มีไขมันสูง เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท และถั่วเหลือง จะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี นอกจากนี้ ใยอาหารชนิดละลายน้ำได้จากถั่ว โอ๊ต แอปเปิล และบาร์เลย์ ยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและทำให้อิ่มนานขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนัก

ตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นไป ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงอาจส่งผลให้เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) หรือการสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามวัย การออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ซึ่งรวมถึงการฝึกแรงต้าน (Resistance Training) อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการทานโปรตีนให้เพียงพอจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์นม และแหล่งโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วเปลือกแข็ง และโฮลเกรน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวร่างกาย

นอกจากนี้ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็สามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างทางโภชนาการที่ขาดหายไปได้ แต่ควรปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล และควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

สมดุลของการพักผ่อนและอารมณ์ คือกุญแจสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก

การนอนหลับที่ดี การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และการจัดการความเครียดมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก สุขภาพที่ดี และผิวพรรณสดใส ซึ่งการทำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมน ความเสถียรของระบบเผาผลาญ และกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย

การออกกำลังกายระดับปานกลางประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รักษาความหนาแน่นของกล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยส่งเสริมการนอนหลับที่มีคุณภาพและฟื้นฟูร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน ส่วนการนอนหลับให้ตรงเวลา และลดการใช้หน้าจอจะช่วยเสริมสร้างระบบเผาผลาญที่ดีได้ สุขอนามัยการนอนหลับเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพดีในวัยสูงอายุและการจัดการน้ำหนักอย่างยั่งยืน

โภชนาการยังมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิต ช่วยในเรื่องการตอบสนองต่อความเครียด คุณภาพการนอนหลับ และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 การรับประทานอาหารตรงเวลา และการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ พร้อมกับการจำกัดสารกระตุ้น จะช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ในผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือ ลดความเครียด และปรับปรุงคุณภาพชีวิต ซึ่งเมื่อผู้หญิงมีสุขภาพดี ครอบครัวก็จะดีขึ้น ชุมชนจะเข้มแข็งขึ้น สถานที่ทำงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเศรษฐกิจก็จะมีความเจริญมากขึ้น

โดยสรุปแล้วสุขภาวะที่ดีในระยะยาวถูกกำหนดโดยสิ่งที่เราเลือกทำได้ในทุกๆ วัน ดังนั้นการมอบสิ่งดีๆ ให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสารอาหารที่ดีสม่ำเสมอหรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องฝืนทำอะไรให้มากขึ้น แต่คือการลงมือทำสิ่งเล็กๆ ด้วยความเข้าใจและตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยนั่นเอง

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพของเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

หรือ แผนกบริการลูกค้า 02-6601600 หรือ Line OA: Herbalife 

คุณแหน : 12 มีนาคม 2569

คุณแหน : 12 มีนาคม 2569

คุณแหน : 12 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 จัดโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 16 มี.ค. 09.00 น.ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น…

●● 22 มีนาคม 2569 หนังสือพิมพ์แนวหน้าจะก้าวสู่ปีที่ 47 แต่ตรงกับวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดจึงจะจัดงานต้อนรับผู้ที่จะมาร่วมอวยพรในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ผู้บริหาร ทีมข่าว เจ้าหน้าที่ จะคอยรับทุกท่านณ สำนักงานซอยวิภาวดี 66 สำหรับกระเช้าดอกไม้อวยพร หากเปลี่ยนเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนเรียนดีกตัญญู เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กขาดแคลนทุนทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานครโดยมี ผาณิต พูนศิริวงศ์ เป็นประธานมูลนิธิฯ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ เลขที่บัญชี 029-442708-0 ลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สอบถามเพิ่มเติม 02-5214131…

●● เครือญาติสกุล “บุณยรัตพันธุ์” นัดทำบุญอุทิศกุศลแด่บรรพชนที่ล่วงลับและพบปะสังสรรค์ 6 เม.ย. 08.00 น. วัดเครือวัลย์วรวิหาร บางกอกใหญ่…●● ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ เตรียมจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่ง กลิ้งช่วยดาวน์” 22 มี.ค. Blu-O Rhythm & Bowl สยามพารากอน ชั้น 5 รายได้สมทบทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันและส่งต่อโอกาสให้สังคม…

●● พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ เชิญกก.และสมาชิก ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 วันที่ 2 เม.ย. 17.00 น. ห้องยูงทอง สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซอยงามดูพลี…

●● ปิดตำนานศิลปินแห่งชาติ มัณฑนา โมรากุล จากไปด้วยโรคชรา สิริอายุ 103 ปี มีเสียงขับร้องเพลงที่โดดเด่นมากมายหลายเพลง อาทิ จุฬาตรีคูณ, ปองใจรัก, บัวกลางบึง.ดาวที่อับแสง, ผู้แพ้รัก, อาลัยลา, สิ้นรักสิ้นสุข, วังบัวบาน, วังน้ำวน ใครจำเพลงไหนได้อีกบอกมาบ้างนะคะ ส่วนพิธีสวดพระอภิธรรมกำหนดจัดที่ ศาลา 3 วัดโสมนัสฯ 9-13 มี.ค.18.00 น. แล้วบรรจุ…

●● ขอแสดงความเสียใจกับ พล.อ.อ.เริงชัย สนิทพันธุ์ และครอบครัว ที่สูญเสียภริยา พญ.รพิน สนิทพันธุ์ พิธีการทางสงฆ์ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว…

●● สวด ศ.พิเศษ โกเมนทร์ สืบวิเศษ ศาลา 5 (เตชะอิทธิพร) วัดเทพศิรินทราวาส 10-16 มี.ค.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 17 มี.ค.17.00 น….

●● งานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ของ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี La dolce vita Marissa’sMagical 60th พร้อมหน้าเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการเพลงอบอุ่นคับคั่งรวมทั้งพรอันประเสริฐที่สุดจาก คุณแม่กมลา สุโกศลและน้องๆ ดารณี-สุกี้(กมล)-(น้อย)กฤษดา สุโกศล…●●

คุณแหน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตรผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคเหนือ จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โอกาสนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และข้าราชการ สมาชิกแม่บ้านมหาดไทย คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้ประกอบการ และสมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดต่างๆ เฝ้ารับเสด็จ

จากนั้นเสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน รวม 30 บูท พร้อมโปรดให้คณะทำงานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ให้ความรู้และแนะนำแนวทางพัฒนาผลงานหัตถศิลป์แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และนักศึกษา เพื่อต่อยอดแนวพระดำริ “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ส่งเสริมการใช้ผ้าไทย สร้างรายได้ และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ต่อมา ทอดพระเนตรนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรมโครงการหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองล้านนาสู่สากล (โคโยริ) ซึ่งเป็นความร่วมมือของครูช่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่นด้วยการออกแบบร่วมสมัย พร้อมชมการสาธิตการเขียนขี้ผึ้งบนผ้าใยกัญชงลายโบราณของชาวม้ง และทอดพระเนตรการแสดงชุด “ศรีสิริวัณณาภิรมย์ งามสมแดนดินล้านนา” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และภาคีเครือข่ายกว่า 100 คน ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมล้านนาและความจงรักภักดีของชาวล้านนา ผ่านการแสดงที่ผสมผสานศิลปะดั้งเดิมและร่วมสมัย