Tod’s เชิดชูคุณภาพและงานฝีมือ Made in Italy ผ่านโปรเจกต์ The Art of Craftsmanship

2 กันยายน 2569 เวลา 12:40 น.

โปรเจกต์นี้บอกเล่าเรื่องราวมรดกของแบรนด์ผ่านภาพร่วมสมัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันลึกซึ้งต่อความเป็นเลิศแห่งการรังสรรค์ผลงานด้วยความประณีตที่หลอมรวมจากความพิถีพิถัน และความภาคภูมิใจ โดยมีมนุษย์เป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง เพื่อย้ำเตือนว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถือกำเนิดจากองค์ความรู้ ความชำนาญ และสองมือของช่างฝีมือผู้รังสรรค์ผลงาน ซึ่งเป็นคุณค่าที่เทคโนโลยีใดก็ไม่อาจทดแทนได้

มนุษย์กลายเป็นดั่งสัญลักษณ์ที่สื่อถึงทักษะแห่งความเชี่ยวชาญซึ่งนิยามอัตลักษณ์ของแบรนด์ ทั้งกิริยาท่าทาง และองค์ประกอบภาพ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการรังสรรค์ผลงานด้วยมืออย่างพิถีพิถัน อันเป็นแก่นแท้แห่งความเป็นเลิศของ Tod’s

ผลิตภัณฑ์ไอคอนของแบรนด์ คือหัวใจสำคัญที่สะท้อนความโดดเด่น

รองเท้า Gommino ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์แบบอิตาลีและความสง่างามเหนือกาลเวลา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของมาตรฐาน Made in Italy ด้วยเอกลักษณ์ของงานเย็บด้วยมืออันประณีต พร้อมสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันเป็นเลิศของ Tod’s

Red Dot รองเท้าสนีกเกอร์สไตล์คนเมืองที่ผสานความเป็นเลิศของงานฝีมือแบบอิตาลีเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ โดดเด่นด้วยปุ่มสีแดงบริเวณส้นรองเท้า อันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับโลกของ Tod’s รองเท้าคู่นี้ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงและผู้ชายยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาทำงานหรือยามพักผ่อน โดยรังสรรค์ขึ้นจากวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม มาพร้อมเชือกผูกแบบยางยืดและพื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ

กระเป๋า T Signature เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัย กลายเป็นไอเทมชิ้นโปรดของเหล่าคนดังระดับโลก และ Tod’s ได้ยกระดับกระเป๋ารุ่นไอคอนิกนี้ให้มีความพิเศษยิ่งขึ้นผ่านโปรเจกต์ My Signature โดยสามารถเลือกตัวอักษรมาประดับตกแต่งกระเป๋าในแบบของตนเองได้ เพื่อรังสรรค์เป็นผลงานชิ้นเด่นที่สะท้อนตัวตนและสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน

Metal Dots ได้รับแรงบันดาลใจจากดีเทลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรองเท้า Gommino รุ่นไอคอนิก โดยนำมารังสรรค์ใหม่ผ่านปุ่มโลหะอันประณีต พร้อมเสริมความโดดเด่นให้กับคอลเลกชันแอคเซสเซอรี่ ตั้งแต่รองเท้าโลฟเฟอร์ไปจนถึงกระเป๋าถือหลากหลายสไตล์

Centrum ดึง ‘แอน ทองประสม’ นั่งพรีเซนเตอร์ใหม่ ชวนคนไทยดูแลสุขภาพให้พร้อมเต็มที่ในทุกวัน

2 กันยายน 2569 เวลา 12:38 น.

2 กันยายน 2569 2569 เซนทรัม (Centrum) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่รวม 22 ชนิด เปิดตัว แอน ทองประสม พรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดของ Centrum Silver 50+ ร่วมกับ เต ตะวัน วิหครัตน์ พรีเซนเตอร์ Centrum Active ที่งาน “Centrum Multi-Vibes Club” โดยทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนสองเจนเนอร์เรชั่น ที่ชอบแอคทีฟไลฟสไตล์เหมือนกัน และให้ความสำคัญกับดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีในทุกด้าน พร้อมเต็มที่กับชีวิตอยู่เสมอ

ภายในงานเซนทรัมได้เชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบแอคทีฟไลฟสไตล์มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ผ่านกีฬาสุดฮิตอย่างพิกเกิลบอล และกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมาย รวมถึงเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้ร่วมตีพิกเกิลบอลกับคุณแอน และคุณเต อีกทั้งร่วมรับฟังแนวคิดและมุมมองการดูแลสุขภาพในช่วงอายุของตัวเอง จากพรีเซนเตอร์ทั้ง 2 ท่าน

แอน ทองประสม” เปิดบทใหม่ของการดูแลสุขภาพ ในฐานะพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเซนทรัม ซิลเวอร์ 50+

การร่วมงานกับเซนทรัมครั้งนี้สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ที่พิถีพิถันในการดูแลตัวเองอย่างรอบด้านมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นไอดอลให้คนทั้งประเทศ แอน ทองประสม จึงขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนล่าสุด ของ Centrum Silver 50+ สะท้อนภาพผู้หญิงแอคทีฟที่อายุเป็นเพียงตัวเลข ยังสามารถทำงาน ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตแอคทีฟอย่างเต็มที่ และยังดูดีอยู่เสมอ พร้อมแชร์มุมมองการดูแลสุขภาพในทุกด้านแบบองค์รวม และวินัยในการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

แอน ทองประสม กล่าวว่า “วันนี้แอนมองเรื่องสุขภาพในแบบองค์รวมและยั่งยืนมากขึ้น แอนให้ความสำคัญทั้งการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอาหาร แอนจะเลือกสิ่งที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงโดยเฉพาะการเสริมอาหารที่เหมาะสมต่อร่างกาย แอนให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และมาตรฐานของแบรนด์อย่างมาก Centrum Silver 50+ เป็นแบรนด์ที่แอนเลือกเพื่อให้แอนดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ในทุกวัน แอนเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแอน จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้เรายังพร้อมทำสิ่งที่รักได้เสมอ”

เต ตะวัน” กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ยิ่งเต็มที่กับชีวิต ยิ่งต้องใส่ใจสุขภาพ

ด้าน เต ตะวัน วิหครัตน์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ทั้งเวลาการทำงาน การเดินทาง ที่ไม่แน่นอน ทำให้บางวันอาจพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมื้ออาหารที่เร่งรีบทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม การดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการทำงานจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพื่อให้พร้อมรับมือกับตารางชีวิตที่หลากหลายในแต่ละวันผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Centrum Active เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและแอคทีฟแบบเต

“สำหรับเต สุขภาพดีคือพื้นฐานที่ทำให้เราไปทำทุกอย่างที่อยากทำได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเดินทาง หรือออกไปสนุกกับกิจกรรมใหม่ ๆ ถึงแม้จะยุ่งจะรีบแค่ไหน แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองง่าย ๆ ในทุกวัน ทั้งพยายามทานของที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้พอ ออกกำลังกาย และเสริมด้วย Centrum  Active เตพร้อมไปทำงาน ไปสนุก และเต็มที่กับสิ่งที่อยากทำในทุกวัน” เต ตะวัน กล่าวเพิ่มเติม

สองพรีเซนเตอร์เซนทรัม ทั้งแอน ทองประสม และเต ตะวัน ยังได้พูดถึงการถ่ายทำหนังโฆษณาทีวีของวิตามินรวมเซนทรัมล่าสุดที่ทั้งคู่แสดงร่วมกันและกำลังจะเผยแพร่เร็ว ๆ นี้ว่าสนุกและสะท้อนความเป็นตัวเองของทั้งคู่  รวมทั้งฝากให้แฟน ๆ ช่วยติดตามด้วย

ภายในงาน ยังมีอีกสองสาวสายแอคทีฟและเฮลท์ตี้ตัวจริงอย่าง เบเบ้ ธันย์ชนก และ มายด์ ณภศศิ มาร่วมสร้างสีสันในการตีพิคเกิลบอล  และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในงานอย่างสนุกสนุสนาน

นอกจากนี้ เซนทรัมยังได้เชิญ ผู้แทนสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย (Bangkok Marathon) พันธมิตรของเซนทรัม มาร่วมพูดคุยพร้อมเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม Bangkok Marathon ครั้งที่ 37 วันที่ 10 มกราคม 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของเซนทรัมในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม ในหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

การจัดกิจกรรมและการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนการเชื่อมโยงแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ในการสนับสนุนให้ทุกคนดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีและสนุกกับแอคทีฟไลฟ์สไตล์ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน  “เต็มที่ได้ทุกเวย์” ในทุกวัน

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ กิจกรรม และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Centrum

Centrumแอน ทองประสม

40 ปี ‘Christie’s Asia’ กับ 3 ผู้หญิงเบื้องหลังวงการประมูลระดับโลก ถอดทัศนะทิศทางตลาดนักสะสม พร้อมการขับเคลื่อนสู่ Art Ecosystem

2 กันยายน 2569 เวลา 12:34 น.

คริสตีส์ (Christie’s) สถาบันการประมูลชั้นนำระดับโลกกว่า 250 ปี จัดเสวนาพิเศษ “จิบชา สนทนา 40 ปี คริสตีส์ในเอเชียกับ 3 ผู้หญิงแถวหน้าในวงการประมูลระดับโลก” ร่วมพูดคุยกับ ปัญญชลี เพ็ญชาติ ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา Christie’s Thailand, เยาวณี นิรันดร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท คริสตี้ส์ อ๊อกชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และ ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) จากวันแรกที่ Christie’s เข้ามาสู่ประเทศไทย ในยุคที่การสะสมยังจำกัดอยู่ในวงแคบ สู่วันที่วงการประมูลไทยกำลังมองไกลไปถึงเวทีระดับเอเชีย อะไรคือความเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทางกว่า 28 ปี และโอกาสใหม่ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ย้อนรอย 28 ปี Christie’s Thailand: จากจุดเริ่มต้น สู่การสร้างวัฒนธรรมการประมูล

การเดินทางของ Christie’s ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2540 ท่ามกลางวิกฤตต้มยำกุ้ง ในยุคที่ตลาดนักสะสมยังเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และภาครัฐต้องแบกรับภาระจัดการงานศิลปะจากสถาบันการเงิน Christie’s จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการประมูลและประเมินมูลค่าโดยผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) พร้อมกับ ‘โรเจอร์ แมคอิลรอย’ (Roger McIlroy อดีตประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ Christie’s Australia) ผู้ดำเนินการประมูลระดับโลกมาร่วมจัดงานจนกวาดยอดทะลุร้อยล้านบาท

(ซ้าย) เยาวณี นิรันดร, ปัญญชลี เพ็ญชาติ และ ประภาวดี โสภณพนิช

ปัญญชลี เพ็ญชาติ ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา Christie’s Thailand เล่าให้ฟังว่า ในยุคแรกสินค้ากลุ่ม Jewellery, Watch และ Luxury Collectibles เติบโตอย่างรวดเร็ว ต่างจากงานศิลปะที่ยังไม่ได้รับความนิยม การเข้ามาของ Christie’s จึงไม่เพียงวางรากฐานให้ระบบการประมูลไทย แต่ยังเปิดโลกการสะสมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักสะสม ความท้าทายของยุคบุกเบิกจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือการเชื่อมโยงโลกศิลปะและการประมูลเข้ากับสังคมไทย อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญคือ “การประมูลเพื่อการกุศล” เพื่อระดมทุนให้แก่มูลนิธิต่างๆ กว่า 20 แห่ง ควบคู่กับการสนับสนุนผลงานของศิลปินไทยชั้นครูและศิลปินรุ่นใหม่

“ทุกครั้งที่เราจัดการประมูลเพื่อการกุศลจะเป็นอะไรที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยสีสัน ยังจำได้ว่า มีสุภาพสตรี 2 ท่านแย่งกันประมูลผ้าคลุมไหล่ชนิดไม่มีใครยอมใคร การประมูลในค่ำคืนนั้นสนุกมากๆ นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศที่มีความสามารถ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะโดย มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้การประมูลเพื่อการกุศลเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Christie’s ในประเทศไทย”

ความสำเร็จของ Christie’s ในยุคบุกเบิก จึงเกิดจากการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านการประมูลเพื่อการกุศลและการส่งเสริมทุนการศึกษา สะท้อนถึงบทบาทของ Auction House ที่สามารถเชื่อมโยงโลกศิลปะเข้ากับสังคมในวงกว้าง

จากผู้ซื้อสู่นักสะสม: คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของการประมูล

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ “นักสะสมกำลังเปลี่ยนไป” ปัจจุบันความสนใจของนักสะสมได้ขยายสู่งานศิลปะมากขึ้น เช่นเดียวกับนักสะสมเจนฯ ใหม่ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ (ประมาณ 30-40 ปี) และมีพฤติกรรมการสะสมที่เรียกว่า “Cross-Category Collecting” ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาสนุกกับการสะสมหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่กระเป๋าแบรนด์หรู (Christie’s เป็นเจ้าแรกในการประมูล) ไวน์ชั้นเลิศ งานโมเดิร์นอาร์ต ไปจนถึงศิลปะระดับโลก ปรากฏการณ์นี้กำลังเลือนเส้นแบ่งระหว่าง Art, Luxury และ Collectibles ให้กลมกลืนและไร้พรมแดนกว่าที่เคย

ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ Christie’s (CLMVT) มองเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของนักสะสมรุ่นใหม่และนักสะสมเจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดประมูลไทย

“สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือความรู้ของนักสะสมรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจาก Passion เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการค้นคว้าหาข้อมูลและมีความรู้เฉพาะทาง เชื่อมโยงเข้ากับ Lifestyle, Taste และ Investment อย่างเห็นได้ชัด แต่Christie’s ยังคงเชื่อมั่นว่า Passion คือหัวใจสำคัญในการเริ่มต้นของนักสะสม เพราะคอลเลกชันที่สมบูรณ์แบบเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ การศึกษาประวัติศาสตร์และบริบทของตลาด ตลอดจนการเดินทางไปชมผลงานจริงในพิพิธภัณฑ์และ Art Fair ผลงานที่ดีจะต้องมีทั้งความสวยงามและเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่”

เช่นเดียวกับผลงานของศิลปินไทยระดับ Old Master อย่าง Scream of Sorrowful โดย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่สร้างสถิติการประมูลในฮ่องกงปี 2023 ด้วยยอดสูงถึง 6,048,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 25,266,179 บาท) ซึ่งเป็นสถิติเดียวกับ The Symphony of the Universe โดย อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ขณะเดียวกัน ภารกิจสำคัญของทีม Specialists ของ Christie’s คือการเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเรื่องราวโดดเด่น เช่น ก้องกาน (Gongkan) และ ซันเต๋อ (Suntur) เพื่อถ่ายทอดสไตล์และเสน่ห์ของงานศิลปะไทย ให้สามารถเชื่อมโยงกับนักสะสมในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

เมื่อเอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่กำลังสร้างเทรนด์ของตัวเอง

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่กำลังสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดระดับโลก เมื่อนักสะสมเอเชียก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้น ประภาวดี โสภณพนิช มองว่า การดำเนินกลยุทธ์เฉพาะสำหรับเอเชียคือหัวใจสำคัญ เพราะนักสะสมในภูมิภาคนี้มีเอกลักษณ์และบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากตะวันตก ขณะเดียวกันอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเอเชียตั้งแต่ K-Pop ไปจนถึงศิลปะร่วมสมัย ก็เริ่มส่งออกและแผ่อิทธิพลไปยังวงการนักสะสมทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

“หนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองของเอเชียคือ ‘เวียดนาม’ ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความสนใจในผลงานที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ชาตินิยม โดยมีสัดส่วนงานศิลปะสูงถึง 90% ขณะที่ประเทศไทยโดดเด่นด้วยสมดุลที่ลงตัวระหว่าง Art และ Luxury เสน่ห์แห่งความหลากหลายนี้กลายเป็นจุดแข็งที่ทั่วโลกจับตามอง เมื่อนักสะสมไทยสามารถเชื่อมโยงความหลงใหลตั้งแต่ศิลปะ นาฬิกา จิวเวลรี กระเป๋าแบรนด์เนม ไปจนถึงไวน์ชั้นเลิศได้อย่างกลมกลืน”

                เพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลาย Christie’s จึงเดินหน้าขับเคลื่อนตลาดการประมูลและ Private Sale ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ด้วยระบบที่เน้นความโปร่งใสด้านราคา (Price Transparency) ขับเคลื่อนด้วย Supply and Demand โดยนักสะสมทั่วโลกสามารถตรวจสอบสถิติราคาประมูล (Auction Records) เพื่อวิเคราะห์ทิศทางตลาด ขณะเดียวกันนักสะสมยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ทั้งสภาพผลงาน ประวัติที่มา (Provenance) และการรับรองความแท้ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ค้ำจุนมูลค่าและสร้างความมั่นใจในตลาดรอง (Secondary Market) อย่างยั่งยืน

มากกว่าตลาดประมูล: ประเทศไทยกับการก้าวสู่ Cultural Hub แห่งภูมิภาค

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดศิลปะระดับภูมิภาค โจทย์สำคัญของไทย คือการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ (Central Hub)  เยาวณี นิรันดร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Christie’s Thailand และผู้ก่อตั้ง 129 Art Museum สะท้อนมุมมองว่า ไทยมีรากฐานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยศิลปินทรงอิทธิพล นักสะสม แกลเลอรี และชุมชนสร้างสรรค์ที่รอการเชื่อมโยงเป็น Ecosystem ที่สมบูรณ์

“หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง ไทยก็เป็น Art Hub ได้เช่นเดียวกัน แต่ทุกวันนี้เรายังติดล็อคเรื่องโครงสร้างภาษี ขั้นตอนการขออนุญาต และพื้นที่จัดงานที่ครอบคลุม จากประสบการณ์ที่ได้รับจาก Christie’s บทเรียนวิกฤต Great Depression พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศิลปะที่ดีจะยังคงอยู่เหนือกาลเวลาและมีมูลค่าเติบโตขึ้น ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมและการสะสมแบบ Quiet Luxury ส่งผลให้ตลาดเติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า ดิฉันจึงอยากเห็นรัฐบาลเร่งสนับสนุนเรื่อง Art Space และนโยบายภาษีจริงจัง เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่รัฐดันจนเติบโตอย่างก้าวกระโดด”

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นของภูมิภาค สะท้อนจากการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลกและฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 40 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีศักยภาพขยับขยายมาเป็นผู้อยู่อาศัยระยะยาว ทว่าการสร้าง Cultural Hub ไม่อาจพึ่งพาเพียงภาคเอกชน แต่ต้องอาศัยวิศวกรรมทางนโยบายจากภาครัฐ เพื่อทลายข้อจำกัดและผลักดันศิลปินไทยสู่สากล เพราะการเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไม่ได้วัดกันที่มูลค่าการซื้อขาย หากวัดจากการเป็น ‘พื้นที่จุดประกาย’ ที่ผู้คนทั่วภูมิภาคพร้อมเดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยน เสพงานศิลป์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน

จาก Auction House สู่การสร้าง Art Ecosystem

ตลอด 40 ปีของ Christie’s Asia และ 28 ปีของ Christie’s Thailand เส้นทางของวงการประมูลไทยสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการศิลปะมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการประมูล สู่ยุคที่นักสะสมรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างทัดเทียม และก้าวสู่อนาคตที่บทบาทของ Auction House ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อขาย แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน Art Ecosystem

เรื่องราวเกือบสามทศวรรษถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของ 3 ผู้หญิงเก่งด้านศิลปะปละการประมูล ผู้มองเห็นศักยภาพของวงการประมูลไทยสู่เวทีแห่งอนาคต เสียงสะท้อนของพวกเธอจึงไม่ใช่เพียงบทบันทึกของ Christie’s ประเทศไทย แต่คือกระจกเงาสะท้อนการเติบโตของวงการศิลปะ

เมื่อมองไปข้างหน้า โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่โลกศิลปะจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางศิลปะในภูมิภาคได้อย่างไร จากจุดเริ่มต้นของการสร้างตลาดประมูล ขยับขยายสู่การบ่มเพาะนักสะสมรุ่นใหม่ และการยกระดับจาก Auction House สู่การสร้าง Ecosystem นี่คือบทใหม่แห่งอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดศิลปะไทย

40ปีChristie’sAsia

คุณแหน : 2 กันยายน 2569

2 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll ราชอาณาจักรนอรเวย์มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ทรงพระนาม สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุน ที่ 8 และมีสมเด็จพระราชินีพระองค์ใหม่ ทรงพระนาม เมตเต-มาริต โดยพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงเป็นพระราชโอรสของ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 ที่เสด็จสู่สวรรคาลัยเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 พระชนมายุ 89 พรรษา ส่วน สมเด็จพระราชินีซอนยา พระราชินีในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 ทรงเลื่อนพระราชสถานะเป็นสมเด็จพระพันปีหลวง

ll คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ประสบความสำเร็จการวิจัยเพื่อพัฒนาแว่นตา AR เพื่อใช้แก้ปัญหาการทรงตัวไม่ดี ที่เป็นต้นเหตุการหกล้มของคนสูงอายุ และผู้มีปัญหาบ้านหมุน โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือกับสภาพยุโรป ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกของเอเชียที่เข้าร่วมโครงการนี้ ผศ. ดร. พญ. นัตวรรณ อุดมพฤกษ์พร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย

ll รศ. ดร. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ปลื้มใจมากเมื่อได้ทราบว่าลูกศิษย์ชนะการแข่งขันทำอาหารระดับนานาชาติ Thailand International Culinary Cup 2026 ซึ่งจัดแข่งขันเป็นครั้งที่ 30 โดยลูกศิษย์คว้ารางวัลต่าง ๆ มาครองได้ทั้งหมด 6 รางวัล โดยเป็นรางวัลเหรียญทอง และรางวัลชนะเลิศทั้งประเภททีม และประเภทประกอบอาหารจานร้อนรายบุคคล โดยนักศึกษาที่ได้รางวัลมีรายชื่อดังนี้ มุกดามาศ วิเชียรศรี, สรศักดิ์ สุขสอน, ตปิยะ ตรีประเสริฐ ภัคนนท์, โกมาส ชัยภัทร, ธนพล ไพศาล, ปวรศา สุดใจ, ณัฐรดา บุญรอดอยู่ และเวฬุวัน แก้วทอง

ll ณัฐ (ยนตรรักษ์) สตูดิโอ ฉลองอายุ 41 ปี จัดงาน Cream of Nat Studio – A Journey of Growth Through Music วันที่ 6 กันยายน เวลา 16.00 น. ที่ศาลาสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41 งานนี้เปิดเวทีให้นักเปียโนฝีมือฉกาจ 20 คน ผู้เป็นลูกศิษย์ครูณัฐ นำเสนอเพลงคลาสสิกมาตรฐานและเพลงดังร่วมสมัย สนใจจองบัตรด่วนที่ Line Official @salasudasirisobha บัตรราคา 1,800 บาท นักเรียนของณัฐสตูดิโอได้รับส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ 

Victor Lee

เปิดมุมมอง ‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’ กับการขับเคลื่อน ‘สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities’

1 กันยายน 2569 เวลา 14:44 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่วันนี้ไม่ได้มองหาเพียง “สถานที่ใหม่ๆ” แต่กำลังมองหา “ประสบการณ์ใหม่ ๆ” ที่มีความหมาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” มุ่งยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ สู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่สร้างคุณค่าให้ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ชุมชน และจุดหมายปลายทาง

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” ซึ่งนำศักยภาพของเมืองสร้างสรรค์ในเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ของประเทศไทย มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหาร งานหัตถกรรม ศิลปะ และการออกแบบ เข้ากับการท่องเที่ยวในมิติใหม่

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดมุมมองถึงแนวคิดเบื้องหลังโครงการว่า “เมืองสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงเมืองที่มีศิลปะหรือวัฒนธรรมโดดเด่น แต่คือเมืองที่สามารถนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงมาเยือน แต่ได้เข้ามาสัมผัส เรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับตัวตนของเมืองอย่างแท้จริง”

จาก “เมืองสร้างสรรค์” สู่ “ประสบการณ์สร้างสรรค์”

ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการยอมรับในเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network ครอบคลุมความคิดสร้างสรรค์หลากหลายแขนง ทั้ง ภูเก็ต เพชรบุรี และสงขลา ในฐานะเมืองแห่งวิทยาการอาหาร กรุงเทพฯ และเชียงราย เมืองแห่งการออกแบบ เชียงใหม่ น่าน และสุโขทัย เมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน และสุพรรณบุรี เมืองแห่งดนตรี

ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียงการมี “สถานะเมืองสร้างสรรค์” แต่คือการนำอัตลักษณ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้จริง
รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า

“เราอยากให้นักท่องเที่ยวมองเห็นเมืองเหล่านี้มากกว่าการเป็นจุดหมายปลายทาง แต่เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ การเดินทางอาจเริ่มจากอาหารหนึ่งจาน งานหัตถกรรมหนึ่งชิ้น เสียงดนตรีหนึ่งบท หรือเรื่องราวของคนในชุมชน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถทำให้การเดินทางมีความหมาย และทำให้นักท่องเที่ยวจดจำเมืองนั้นในแบบที่แตกต่างออกไป”
ด้วยเหตุนี้ โครงการ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมและสิทธิพิเศษทางการท่องเที่ยว ตลอดจนเชื่อมโยงที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้

สัมผัส “เรื่องราวของเมือง” ผ่านประสบการณ์จริง

“Value is the New Volume” เมื่อคุณค่าของการเดินทางสำคัญกว่าจำนวน อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ คือการสะท้อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ที่มุ่งเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วย “จำนวน” นักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้าง “คุณค่า” จากการเดินทาง

“Value ไม่ได้หมายถึงการใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดี ผู้ประกอบการมีรายได้ ชุมชนได้รับประโยชน์ ขณะที่วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมยังคงได้รับการดูแล นี่คือการท่องเที่ยวที่เราอยากเห็นเติบโตอย่างยั่งยืน”

ททท. จึงมุ่งกระตุ้นให้เกิดการเดินทางที่ลึกขึ้น อยู่ในพื้นที่นานขึ้น ใช้จ่ายกับสินค้าและบริการในท้องถิ่นมากขึ้น และค้นพบเรื่องราวที่อาจไม่สามารถหาได้จากการท่องเที่ยวแบบทั่วไป

Creativity ที่สร้าง “รายได้จริง” ให้กับคนในพื้นที่

ความคิดสร้างสรรค์ในมุมของการท่องเที่ยวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่ร้านอาหาร ที่พัก งานคราฟต์ ศิลปินท้องถิ่น ผู้ผลิตสินค้า ไปจนถึงผู้ประกอบการกิจกรรมและชุมชน

“เมื่อเราสามารถทำให้เรื่องราวหรือภูมิปัญญาของท้องถิ่นกลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาสัมผัส คุณค่าทางวัฒนธรรมก็สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่พื้นที่ได้ สิ่งสำคัญคือรายได้นั้นควรกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนให้มากที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนในพื้นที่คือผู้ที่ทำให้เมืองมีชีวิต”

โครงการยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงสถานประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับมาตรฐาน อาทิ Thailand Tourism Awards (TTA) และ CF-Hotels เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และส่งเสริมการเดินทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จาก “เที่ยวเมือง” สู่ “เข้าใจเมือง”

สำหรับเป้าหมายปลายทางของโครงการ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” ททท. ต้องการให้เกิดมากกว่าการเพิ่มจำนวนการเดินทาง แต่ต้องการสร้างมุมมองใหม่ต่อการท่องเที่ยวเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทย
จากเมืองที่นักท่องเที่ยวอาจเคยรู้จักผ่านสถานที่สำคัญ สู่การค้นพบผู้คน อาหาร ศิลปะ งานออกแบบ ดนตรี และภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังตัวตนของเมือง

รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ทิ้งท้ายว่า “เราอยากชวนทุกคนออกเดินทางด้วยมุมมองใหม่ ไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่า ‘เมืองนี้มีอะไรให้เที่ยว’ แต่อาจลองถามว่า ‘เมืองนี้มีเรื่องอะไรให้เราได้เรียนรู้และสัมผัส’ เพราะเมื่อเราเข้าใจเรื่องราวของเมืองมากขึ้น การเดินทางก็จะมีคุณค่ามากขึ้นเช่นกัน และนั่นคือความหมายของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ ททท. ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย”

“สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” จึงไม่ใช่เพียงการชวนออกเดินทางไปยังเมืองสร้างสรรค์ แต่เป็นการชวนค้นพบประเทศไทยผ่าน “ความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน” เปลี่ยนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาให้กลายเป็นประสบการณ์ เปลี่ยนประสบการณ์ให้เกิดการใช้จ่าย และส่งต่อคุณค่าจากการเดินทางกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

ร่วมออกเดินทางและค้นพบเสน่ห์เมืองสร้างสรรค์ไปด้วยกัน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราว กิจกรรม และประสบการณ์การท่องเที่ยวในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทย ผ่านโครงการ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” พร้อมอัปเดตข่าวสาร กิจกรรมพิเศษ และ รับสิทธิพิเศษมากมายจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook: Unesco Creative Cities 9 Creative Journeys และ Instagram: @9creativejourneys แล้วออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองสร้างสรรค์ ผ่านอาหาร ศิลปะ งานออกแบบ หัตถกรรม ดนตรี และวิถีชีวิตท้องถิ่น ที่จะทำให้ทุกการเดินทางไม่ใช่เพียงการ “ไปเที่ยว” แต่เป็นการ “เข้าใจเมือง” และค้นพบคุณค่าใหม่ๆ ในทุกประสบการณ์

อภิชัยฉัตรเฉลิมกิจ

ParagonCare ปฏิวัติความงามเหนือระดับกับ “QUADESSY” เจเนอเรชัน 4 มาตรฐานคุณภาพผิวพร้อมเปิดมิติใหม่

1 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

การเปิดประตูก้าวสู่บทใหม่ของนวัตกรรมความงามในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้น เมื่อ ParagonCare Thailand (พารากอนแคร์ ไทยแลนด์) จัดงาน “QUADESSY GRAND OPENING” อย่างยิ่งใหญ่เปิดตัว “QUADESSY” (ควาเดสซี) เทคโนโลยี  Microneedling RF เจเนอเรชัน 4 จากประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด   “THE QUARTZ ERA – INTO THE 4TH DIMENSION” ส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามานิยามมาตรฐานบทใหม่ของการดูแลคุณภาพผิว (Skin Quality) โดดเด่นในด้านปรับกระชับผิว (Skin Tightening) และจะเปิดมิติสู่ความงามแห่งอนาคต พร้อมสร้างปรากฏการณ์ให้วงการ Aesthetic ประเทศไทย ณ ห้อง Chadra Ballroom โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมวัน กรุงเทพฯ  

โดยในงานได้รับเกียรติจาก นายจูโน ยุน (Mr. Juno Yoon), Chief Executive Officer (CEO), CLASSYS Inc. และ นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี (Ms. Umaporn Methmaolee) Chief Executive Officer (CEO), ParagonCare Thailand มาเผยวิสัยทัศน์ พร้อมด้วยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.นิวัติ พลนิกร, นพ.วิชัย หงส์จารุ, ศ.พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร, พญ.นวลนภา สันติไชยกุล ถ่ายทอดมุมมององค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการดูแลผิว นอกจากนั้นยังมี มุกดา นรินทร์รักษ์ และ สน ยุกต์ ส่งไพศาล ได้มาพูดคุยเผยมุมมองความงามยุคใหม่ ผ่านประสบการณ์ Skin Quality พร้อมด้วยพันธมิตร นายแพทย์จากคลินิกชั้นนำ ฯลฯ ต่างให้ความสนใจ “QUADESSY”  ไม่พลาดมาร่วมสัมผัสช่วงเวลาของนวัตกรรมการดูแลผิวครั้งนี้กันอย่างใกล้ชิด   

 นายจูโน ยุน (Mr. Juno Yoon), Chief Executive Officer (CEO), CLASSYS Inc. กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ CLASSYS จากศักยภาพของแพทย์ ความพร้อมของคลินิก และผู้บริโภคที่เปิดรับนวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านความงามมากขึ้น จึงเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามายกระดับการดูแล Skin Quality ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความปลอดภัย ซึ่ง QUADESSY เป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นในด้านปรับกระชับผิว  ที่สอดรับกับความคาดหวังของตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ควบคู่กับมาตรฐานและความมั่นใจในการเลือกเทคโนโลยีมากขึ้น  

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมของ CLASSYS ผสานกับประสบการณ์ความเข้าใจตลาดความงามไทย  ของ ParagonCare Thailand เรามั่นใจว่า QUADESSY จะยกระดับมาตรฐานและสร้างบทใหม่ให้ตลาด Aesthetic ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดความงามที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง CLASSYS     มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ ParagonCare Thailand ในการแนะนำ QUADESSY สู่ตลาดไทย ด้วยความเชื่อมั่นในประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งของบริษัท”

 นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี Chief Executive Officer (CEO), ParagonCare Thailand (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ จำกัด )  กล่าวว่า  “เครื่อง QUADESSY เทคโนโลยีล้ำสมัยล่าสุดของ CLASSYS จากความร่วมมือและพันธมิตรที่มีต่อกันมานานระหว่าง ParagonCare Thailand ได้นำเข้ามาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ Aesthetic ของไทยและสร้างโอกาสให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะเดียวกันยังเป็นการเสริมพอร์ตโฟลิโอของ ParagonCare Thailand หลังจากที่เคยนำเครื่อง ULTRAFORMER และ ULTRAFORMER MPT รุกตลาดแล้วประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง  การนำ QUADESSY เข้ามาในประเทศไทยยังเป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์ของ ParagonCare Thailand ในการคัดสรรนวัตกรรมความงามระดับโลก เพื่อสนับสนุนให้แพทย์ และพันธมิตรทางธุรกิจ คลินิกต่างๆสามารถออกแบบทางเลือกการดูแลผิวที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการได้อย่างละเอียด หลากหลายมากยิ่งขึ้น เราเห็นว่า  เทรนด์ Skin Quality เติบโตอย่างชัดเจนและเป็นความต้องการที่สะท้อนถึงการดูแลผิวอย่างมีคุณภาพในระยะยาว” 

“สำหรับ QUADESSY มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบภาพผิวได้อย่างแม่นยำ ช่วยกระตุ้นการปรับโครงสร้างของคอลลาเจน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกระชับผิว (Tightening) และลบเลือนริ้วรอยให้เนียนเรียบอ่อนเยาว์ ดูแลปัญหารูขุมขนกว้าง หลุมสิวไม่เรียบหรือผิวหย่อนคล้อย ตอบโจทย์ผิวดี ยกดี ไม่เจ็บ อยู่นาน ด้วยเทคโนโลยี Microneedling RF เจเนอเรชัน 4 ใหม่ล่าสุด พร้อมเสริมทางเลือกให้แพทย์และพันธมิตรคลินิกในการยกระดับการดูแล Skin Quality เพื่อส่งต่อการรักษาปัญหาต่างๆให้ผู้ใช้บริการได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

เปิดประสบการณ์นิยามความงามเหนือระดับด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคต QUADESSY” บทใหม่ของการดูแล Skin Quality ที่โดดเด่นในด้านปรับกระชับผิว (Skin Tightening) พร้อมให้คุณสัมผัสแล้ววันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/ParagonCare.Aesthetic

#QUADESSY #QUADESSYThailand #ParagonCare #mookdanarinrak #sonyuke #RFMicroneedling

‘เจนนิเฟอร์ มาลิทส์’ คว้ามงกุฎ ‘Miss Earth Thailand 2026’ ปิดฉากเวทีรักษ์โลกสุดตระการตา

1 กันยายน 2569 เวลา 14:27 น.

เวทีการประกวดรอบตัดสิน Miss Earth Thailand 2026 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่และงดงามเมื่อค่ำคืนวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ CDC Crystal Design Center โดยตำแหน่งผู้ชนะเลิศอันทรงเกียรติ Miss Earth Thailand 2026 ตกเป็นของ “เจนนี่” เจนนิเฟอร์ มาลิทส์ ผู้ครองมงกุฎและสายสะพายท่ามกลางเสียงเชียร์สนั่นฮอลล์

ค่ำคืนแห่งความประทับใจนี้ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ระดับแถวหน้ามาร่วมเป็นสักขีพยานและให้กำลังใจผู้เข้าประกวดอย่างคับคั่ง อาทิ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา, สุวณา ปิยะพิสุทธิ์, สุโสฬสษา จ้าวจันทร์สกุล, เยาวเรศ ชินวัตร และนายแพทย์นพรัตน์ รัตนวราห

สำหรับการประกวดในปีนี้ ทางกองประกวดได้ยกระดับความเข้มข้นด้วยการปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อน “เวทีประกวดคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Pageant) ประเดิมความอลังการด้วยรอบเดินแบบเปิดตัวในชุดที่ผลิตจากวัสดุประหยัดพลังงาน ตามด้วยการประชันโฉมในชุดว่ายน้ำและชุดราตรีที่ออกแบบอย่างประณีต ส่งท้ายค่ำคืนประดับดาวด้วยความประทับใจและสะท้อนเจตนารมณ์ในการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

Miss Earth Thailand 2026เจนนิเฟอร์ มาลิทส์

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต รวมพลังจิตอาสา บรรจุถุงยังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน

1 กันยายน 2569 เวลา 14:12 น.

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต รวมพลังจิตอาสา บรรจุถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ถุง เพื่อส่งมอบช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน และจังหวัดใกล้เคียง

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดย บุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด และคณะผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งพนักงานจิตอาสากว่า 100 ท่าน รวมพลังหัวใจทำงาน ร่วมบรรจุถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดน่าน และจังหวัดใกล้เคียง โดยถุงยังชีพประกอบด้วยสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ อาทิ อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ยากันยุง ยาสามัญประจำบ้าน และผ้าอนามัย เป็นต้น

บริษัทฯ ขอร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านพ้นวิกฤตินี้ได้โดยเร็ว โดยบริษัทฯ พร้อมอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป  ทั้งนี้ สามารถติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ โทร. 1159 โดยท่านสามารถอ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Relief_Bags_for_Nan

กรุงไทย-แอกซ่าน่าน

มูลนิธิสายเด็ก 1387 ย้ำความสำคัญสายด่วน 24 ชม. รับมือวิกฤตความรุนแรงและปัญหาสุขภาพจิตเด็กไทย

1 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

มูลนิธิสายเด็ก 1387 ย้ำความสำคัญของสายด่วน 24 ชม. รับมือวิกฤตความรุนแรงและปัญหาสุขภาพจิตเด็กไทย เผยปี 68 ยอดขอความช่วยเหลือเฉลี่ย 8 คนต่อชั่วโมง

มูลนิธิสายเด็ก 1387 ประกาศเน้นย้ำความสำคัญของการให้บริการสายด่วนและช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางช่วยเหลือฉุกเฉินและพื้นที่พึ่งทางใจแก่เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ มุ่งบรรเทาปัญหาสุขภาพจิต สภาวะความเครียด และตัดวงจรความรุนแรงในสังคมไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ประธานกรรมการมูลนิธิสายเด็ก 1387 (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ดำเนินงานในฐานะองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไรตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN CRC) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดถึง 18 ปี โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้เป็นพื้นที่รับฟังและความช่วยเหลือเด็กในประเทศไทยไปแล้วกว่า 1.2 คน

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 มูลนิธิฯ ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือรวมกว่า 74,000 ครั้ง เป็นการติดต่อทางสายด่วน 1387 กว่า 32,000 ครั้ง หรือเฉลี่ยในทุก ๆ วันมีเด็กต้องการความช่วยเหลือสูงถึง 200 คน (คิดเป็น 8 คนต่อชั่วโมง) โดยสาเหตุหลัก 5 อันดับแรกที่ติดต่อเข้ามา ได้แก่ ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, เรื่องสุขภาพจิต, การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน (เฉลี่ย 16 คนต่อวัน) และปัญหาความรุนแรง (เฉลี่ยอย่างน้อย 6 คนต่อวัน) และเป็นเด็กช่วงอายุ 13 – 15 ปี ที่มีการติดต่อเข้ามามากที่สุด จากปัญหาเหล่านี้ ในปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ จึงได้ให้ความช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศกว่า 944 เคส มอบอาหารแก่เด็กและเยาวชนที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังกว่า 12,200 มื้อ สนับสนุนถุงยังชีพกว่า 490 ชุดแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ประสบอุทกภัย ตลอดจนเด็กและเยาวชนในพื้นที่สนามหลวงและสะพานพุทธ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงการศึกษา จำนวน 54 คน ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ โดยในจำนวนนี้ 12 คนสามารถสำเร็จการศึกษาแล้ว

นอกจากบริการสายด่วนแล้ว มูลนิธิฯ ยังดำเนินงานผ่านศูนย์ “เดอะฮับสายเด็ก” (The Hub Saidek) เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและสถานีรถไฟหัวลำโพง ศูนย์เดอะฮับ ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 25 ปี ที่เผชิญกับการถูกล่วงละเมิด มีประสบการณ์ถูกทารุณหรือทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว ฐานะยากจน ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มีปัญหายาเสพติดหรือแอลกอฮอล์  ขาดโอกาสทางการศึกษาและใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่มีครอบครัว ถูกทอดทิ้ง ศูนย์เดอะฮับเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยให้การดูแลสวัสดิการพื้นฐานอย่างครอบคลุม ทั้งบริการอาหาร ห้องน้ำ  ความช่วยเหลือทางการแพทย์ การส่งต่อประสานงานให้ได้รับการคุ้มครอง ตลอดจนโอกาสทางการศึกษา

ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังนำเสียงสะท้อนของเด็ก ๆ มาขับเคลื่อนการทำงานเพื่อคุ้มครองเด็กใน 10 ด้านสำคัญ ได้แก่ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ, การถูกทำร้ายร่างกาย, เด็กเร่ร่อนด้อยโอกาส, ประสบภัยธรรมชาติและแรงงานเด็ก, เด็กไร้สัญชาติไม่มีใบเกิด, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, พฤติกรรมและสุขภาพเด็ก, ทุนการศึกษา, เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และข้อกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เด็กทุกคนได้รับการปกป้องจากความรุนแรง การแสวงหาประโยชน์ การเลือกปฏิบัติ และอุปสรรคที่กระทบต่อสิทธิและการเติบโตของพวกเขา

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากเด็กทุกคนอย่างอิสระโดยไม่ตัดสินถูกผิด ไม่ซ้ำเติมปัญหา พร้อมมีหน่วยลงพื้นที่ (Outreach) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย ประชาชน เด็ก และเยาวชนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน โทร. 1387 หรือช่องทางออนไลน์ Facebook: Childlinethailand, LINE: @saidek1387, Instagram/TikTok/X: @saidek1387 และอีเมล info@childlinethailand.org

มูลนิธิสายเด็ก1387

เอ็ม ดิสทริค ชวนเหล่าสมาชิก EM STELLAR สร้างรอยยิ้มผู้ป่วยเด็กมูลนิธิรามาธิบดีฯ

1 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

เอ็ม ดิสทริค โดยเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ จัดกิจกรรมเพื่อสังคม ชวนตัวแทนคนรุ่นใหม่จาก EM STELLAR Membership Program ผู้เปี่ยมด้วยแพชชั่นและพลังในการขับเคลื่อนสังคม ร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยเด็ก ผ่านกิจกรรมเยี่ยมผู้ป่วย พร้อมมอบสิ่งของที่จำเป็นและเงินสนับสนุนแก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ พร้อมร่วมงานดินเนอร์การกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Platinum M The Precious Night” เป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อร่วมสมทบ “โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซับซ้อนด้วยเซลล์และยีนบำบัด โดยมูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรม ดิ โอกุระ  เพรสทีจ กรุงเทพฯ

กิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้สมาชิก EM STELLAR อาทิ ฑีฆรี ศิลปอาชา, ณภัทร ณรงค์เดช, ภภร เพชร์สินธพชัย, สุภัชชา พูลวรลักษณ์, ยิ่งปิยา ใบหยก, ธานนท์ โกรพินธานนท์,  ภคภณ    จิวะวัฒนาศักดิ์, พรกรัณย์ ตั้งไชยวงศ์, ศิลา ศิลาอ่อน และ เอกวิทย์ คอมันตร์ ได้สัมผัสเรื่องราวและใช้เวลาร่วมกับผู้ป่วยเด็กอย่างใกล้ชิด ทั้งการพูดคุย ระบายสี และทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างรอยยิ้มและมอบกำลังใจให้กับน้องๆ พร้อมทั้งมอบเงินสนับสนุน และสิ่งของที่จำเป็นมามอบให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ภายใต้โครงการดังกล่าวซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาแก่ผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดและโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง

ประสบการณ์จากการได้ใช้เวลาร่วมกับน้องๆ ทำให้เหล่า EM STELLAR ได้เห็นถึงคุณค่าของกำลังใจ และอยากส่งต่อพลังแห่งการให้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นำเรื่องราวมาสู่ค่ำคืนแห่งความหวังในงานดินเนอร์การกุศล “Platinum M The Precious Night”  ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Charity Auction ทั้งนี้เหล่าสมาชิก EM STELLAR ร่วมทำหน้าที่ส่งต่อพลังแห่งการให้ผ่านการประมูลของสะสมจากเหล่าคนดัง อาทิ รศ. ดร. สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์, งานศิลปะของ ดร.ป๋วย-ดิสพล จันศิริ โดยศิลปิน เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ และเหล่าผู้สนับสนุนการจัดงาน โดยรายได้จากการประมูลทั้งหมดนำไปสมทบทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดและโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ผ่านโครงการดังกล่าวของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เอ็ม ดิสทริค ในการส่งเสริมพลังของคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ คืนสู่สังคม พร้อมร่วมส่งต่อความหวังและโอกาสให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ผ่านพลังแห่งการให้ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความหมาย พร้อมพบกับหลากหลายกิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก EM STELLAR ที่จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ ไปด้วยกันตลอดทั้งปี

EMSTELLARมูลนิธิรามาธิบดีฯเอ็มดิสทริค