เรื่องนี้มีประวัติ : นักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์วรรณฯ

2 กันยายน 2569 เวลา 14:13 น.

ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์วรรณฯ หรือเสด็จในกรมฯ คือปราชญ์พระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระคุณูประการหลายหลากต่อสังคมไทย และมนุษยโลก ทรงเป็นทั้งนักการทูต นักการต่างประเทศ นักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ นักการศึกษา ดังนั้น การจะกล่าวถึงพระกิตติคุณของพระองค์วรรณฯ แล้ว จึงยากที่จะกล่าวได้หมดสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ากำลังกล่าวถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านในด้านใดเป็นการเฉพาะ 

ในโอกาสคล้ายวันประสูติของพระองค์วรรณฯ ครบ 135 ปี ในวันที่ 25 สิงหาคม ปีนี้ โดยพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ครบ 50 ปี ในวันที่ 5 กันยายน 2569 หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดาของพระองค์วรรณฯ ที่กรุณาบอกเล่าถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของพระองค์วรรณฯ 

ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

จิตริก-ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

พระองค์วรรณฯ ทรงมีบทบาทสำคัญด้านการทูตของไทย ทรงได้รับการประกาศเกียรติคุณจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ทรงเป็นปูชนียบุคคลสำคัญ ผู้ทรงมีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี 2533-2534 ทั้งนี้ หากจะกล่าวถึงงานด้านการทูตของพระองค์ ก็ต้องย้ำว่าทรงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตในยุคสงครามเย็น (cold war) แต่หากจะย้อนขึ้นไปอีก ก็ต้องกล่าวถึงช่วงที่พระองค์ทรงรับงานเป็นเลขานุการคณะทูตไทย ในการประชุมสันติภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กรุงปารีส ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อ พ.ศ. 2460 แล้วต่อมาทรงเป็นผู้แทนสยามหรือไทยไปเจรจาเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศยุโรปอันเกี่ยวเนื่องกับด้านกฎหมายและอำนาจศาล ซึ่งผลการเจรจาทำให้ไทยสามารถมีสถานภาพที่ทัดเทียมกับยุโรปมากขึ้น และทำให้ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติในสายตาของชาติตะวันตก ครั้นต่อมาเมื่อทรงรับตำแหน่งปลัดทูลฉลอง กระทรวงการต่างประเทศ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปเจรจากับฝรั่งเศส เพื่อทำอนุสัญญาว่าด้วยอินโดจีนในประเด็นเขตแดนแม่น้ำโขง ผลการเจรจาคือได้ข้อตกลงว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดน โดยยึดเกาะกลางแม่น้ำและร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขต ซึ่งเท่ากับว่าสามารถตัดประเด็นที่ฝรั่งเศสต้องการยึดเอาแม่น้ำโขงเป็นของตนเองทั้งหมด

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ร่วมกับ อดีตเอกอัครราชทูตจิตริก เศรษฐบุตร พร้อมด้วยนัดดา ปนัดดาและญาติ ราชสกุลวรวรรณ ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวายพระองค์ท่านในวันประสูติครบ 135 ปี ณ พระวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

หลังจากนั้น ทรงได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงเบลเยียม แล้วทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมสันนิบาตชาติ โดยทรงรับหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย แล้วทรงได้รับการคัดเลือกจากนานาชาติให้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกำกับการเงิน รวมถึงตำแหน่งรองประธานการประชุมแก้ไขข้อบัญญัติแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และยังทรงรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการระเบียบวาระแห่งสมัชชาสันนิบาตชาติ และทรงเป็นผู้แทนประจำคณะกรรมาธิการอื่น ๆ อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสันติบาตชาติ 

พระองค์วรรณ กับโจว เอิน ไหล

ส่วนพระราชกิจสำคัญของพระองค์ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย คือทรงนำไทยเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO : South-East Asia Collection Defence Treaty) โดยจุดกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ ในช่วงการประชุมคณะมนตรีสนธิสัญญา ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2498 สมาชิกประกอบด้วยไทย สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งจุดประสงค์ของการร่วมตัวเพื่อป้องกันการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในยุคนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น ที่โลกแบ่งเป็นสองค่ายคือค่ายเสรี นำโดยสหรัฐฯ กับค่ายคอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียตรัสเซียร่วมกับจีน

ทรงร่วมการประชุมอาเซียนบูรพา พ.ศ. 2486

มีเกล็ดประวัติที่ขอกล่าวถึงพระองค์ท่านในการทรงงานด้านต่างประเทศคือ เซอร์ แอนโธนี อีเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่าพระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานการประชุมที่เน้นการสร้างไมตรี ทรงจูงใจผู้เข้าร่วมประชุมได้อย่างแยบคาย ทุกถ้อยคำที่ทรงใช้เต็มไปด้วยความนุ่มนวล แม้แต่นกที่เข้ามาเกาะอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคมยังหยุดร้องเพื่อฟังพระองค์ทรงพูด

พระองค์วรรณ กับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ในการประชุมมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2486

อีกพระราชกิจสำคัญด้านการต่างประเทศของพระองค์วรรณฯ คือการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ. 2498 ซึ่งมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ 29 ประเทศจากทวีปเอเชียและแอฟริกาไปรวมตัวหารือร่วมกัน โดยการประชุมครั้งนั้นถูกเรียกว่าการประชุมของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ที่ประชุมพยายามหาทางออกให้กับโลกที่แบ่งเป็นสองค่าย คือเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ การประชุมครั้งนั้นน่าสนใจมากตรงที่จีนส่งนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ไปเป็นตัวแทน โดยจีนยืนยันว่าประเทศของตนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในเวทีการประชุมนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงรับหน้าที่ Rapporteur หรือผู้จัดทำรายงานการประชุมและยกร่างข้อมติที่ประชุมใหญ่ โดยทรงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติเป็นสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโจวของจีนก็เห็นด้วยและตอบสนองเป็นอย่างดี การประชุมประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทำให้นานาชาติชื่นชมและยกย่องพระองค์วรรณฯ อย่างมากว่าทรงเป็นนักการทูตที่สุดยอด แล้วที่สำคัญในโอกาสนี้ ทรงชี้แจงให้ที่ประชุมรับทราบว่าการที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก SEATO เป็นการกระทำที่ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด อีกทั้งไทยไม่ประสงค์จะเป็นศัตรูกับประเทศใด ๆ แม้จะมีหลักการปกครองแตกต่างกันก็ตาม

พระองค์วรรณ ถนัด คอมันตร์ ประสงค์ พิบูลสงคราม และแช่ม ทิพโกมุท ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ. 2490

การได้ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ในครั้งนั้น นำมาสู่สัมพันธไมตรีที่แนบแน่นระหว่างไทยกับจีน เพราะทำให้จีนลดความหวาดระแวงไทยลง อย่างไรก็ตาม ในปี 2497 ทรงได้เคยพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจวมาแล้วครั้งหนึ่งในการหาทางบรรลุข้อตกลงปัญหาเกาหลี ซึ่งจัดประชุม ณ กรุงเจนีวา โดยในการประชุมนั้นพระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งประธานการประชุมร่วมกันเซอร์ แอนโธนี อีเดน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย นายโมโลตอฟ ซึ่งการประชุมนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีโจวเห็นถึงการทำงานของพระองค์วรรณฯ และประทับใจ จึงทำให้เกิดมิตรภาพลึกซึ้งระหว่างกัน แล้วเมื่อวันที่พระองค์วรรณฯ ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว ก็ทรงได้รับการยืนยันจากฝ่ายจีนว่าไม่เคยฝึกฝนขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในมณฑลยูนนา่นให้เข้ามาก่อกวนหรือแทรกซึมประเทศไทย การที่ทรงพบปะกับโจว เอิน ไหล แล้วทรงมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในยุคที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วดำเนินไปอย่างฉันมิตร จนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างเป็นทางการในปี 2518 ในยุคนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุคใหม่ดำเนินมาครบ 50 ปีเต็มในปี 2568 

การประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกล่าวย้ำถึงพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักการทูต นักการต่างประเทศคือ ทรงมีบทบาทสำคัญบทเวทีสหประชาชาติ กล่าวได้ว่าทรงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเป็นชาติต้น ๆ ในเอเชีย โดยสหประชาชาติก่อตั้งเมื่อ 24 ตุลาคม 2488 ครั้นในปีต่อมาคือ 2489 ไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิกแล้ว พระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ แล้วทรงได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการที่ 4 ภาวะทรัสตี และตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ 5 ด้านเศรษฐกิจและการคลัง รวมถึงประธานคณะกรรมการที่ 6 ด้านกฎหมาย ทั้งนี้ในสมัยประชุมครั้งที่ 10 ของสหประชาชาติ ทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการ การเมืองพิเศษ ต่อมาในปี 2499-2500 ที่ประชุมสหประชาชาติลงมติเป็นเอกฉันท์ให้พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานสมัชชา ครั้งที่ 11 โดยมีหน้าที่หลักคือสร้างสันติภาพให้มนุษยโลก

แต่มีข้อน่าสนใจคือ ในขณะทรงรับหน้าที่นี้ ได้เกิดเหตุขัดแย้งสำคัญในเวทีการเมืองโลกคือ สหภาพโซเวียตฯ ยกกองทัพบุกฮังการี และเหตุการอังกฤษกับฝรั่งเศสยึดครองคลองสุเอซ ในขณะที่อิสราเอลยกกำลังเข้าไปในอียิปต์ ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงหาทางออกให้กับปัญหาใหญ่ทั้งสามประเด็นด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ โดยเน้นความถูกต้อง ความเป็นธรรม จนในที่สุดปัญหาได้คลี่คลายและยุติลง จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักการทูต นักการต่างประเทศที่ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ทรงเป็นสุภาพบุรุษคนแรกจากเอเชียที่รับตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นนักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์บนเวทีการทูตนานาชาติ 

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร และ
ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ

สัปดาห์หน้ามารับทราบพระราชกิจของพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ และนักการศึกษา 

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ท่านผู้หญิงวิวรรณวรวรรณเศรษฐบุตรพระองค์วรรณฯ

“GOOD GOODS” ชวนมาสัมผัส “GOOD TASTE FOR GOOD DEEDS” ในงาน Thailand Coffee Fest 2026 ลิ้มรสกาแฟคุณภาพจากชุมชนไทย พร้อมเลือกช้อปสินค้าดีไซน์มีสไตล์

2 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

คอกาแฟเตรียมปักหมุด! Good Goods ภายใต้ เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม ชวนเปิดประสบการณ์ “GOOD TASTE FOR GOOD DEEDS” กาแฟไทยในงาน Thailand Coffee Fest 2026 ชวนทุกคนมาสัมผัสกาแฟคุณภาพ ทำความรู้จักเรื่องราวของผู้คนและชุมชนที่อยู่เบื้องหลังเมล็ดกาแฟแต่ละแหล่ง พร้อมสนับสนุนกาแฟและสินค้าจาก Good Goods เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้และต่อยอดโอกาสให้กับชุมชนผู้ผลิต

พบกับ Good Goods ระหว่างวันที่ 10–13 กันยายน 2569 ณ IMPACT Exhibition Center ฮอลล์ 5–8 เมืองทองธานี   บูธ O06 (โซน O หมายเลข 06) พบกับกาแฟรักษ์ป่าจากหลากหลายชุมชนไทย อาทิ กาแฟมณีพฤกษ์ จ.น่าน จากพื้นที่สูงกว่า 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งได้รับการยอมรับจากเวทีประกวดกาแฟระดับประเทศ ทั้ง Thai Specialty Coffee Awards (SCATH) 2026 และ Jewel of Maneepruek รวมถึงกาแฟจาก บ้านห้วยน้ำขุ่น ดอยช้าง และภูชี้เดือน จ.เชียงราย ให้ได้ลองชิม พร้อมเรียนรู้เรื่องราวจากแหล่งปลูกและชุมชนต้นทาง

ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษสำหรับคนรักกาแฟ ทั้ง Bar Takeover จากกลุ่มสหาย Friends Trade และกิจกรรม ล้อมวงชิมกาแฟกับผู้ปลูกตัวจริง เปิดโอกาสให้พูดคุยกับตัวแทนชุมชนผู้ปลูกกาแฟ เรียนรู้ตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการผลิต ไปจนถึงเรื่องราวเบื้องหลังรสชาติของกาแฟแต่ละแก้ว

ด้านสินค้าก็จัดเต็มสำหรับ Coffee Lovers กับ คอลเลกชันพิเศษจาก Good Goods ทั้งเสื้อยืด หมวก แก้ว อุปกรณ์สำหรับเครื่องดื่ม และกระเป๋าดีไซน์พิเศษ ที่ผสานเอกลักษณ์งานคราฟต์ไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมโปรโมชันเฉพาะภายในงานตลอด 4 วัน

โปรโมชันและสิทธิพิเศษเฉพาะภายในงาน *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*

  • รับฟรี! เครื่องดื่มมูลค่า 95 บาท 1 แก้ว* (อเมริกาโน่, ลาเต้ หรือเลม่อนโซดา) เพียงช้อปแก้วลายไทยสับปะรดคอลเลกชันใหม่ มูลค่า 350 บาท 1 แก้ว
  • รับฟรี! กระเป๋าชอปปิงแบ็กรีไซเคิลมูลค่า 149 บาท* เพียงช้อปเมล็ดกาแฟ 2 ถุงขึ้นไป
  • รับฟรี! เครื่องดื่ม One Sip Feel Goods (เมนู Sunrise อเมริกาโน่มะปี๊ด หรือ Starlight น้ำมะปี๊ดโซดา) มูลค่า 120 บาท* เพียงแลกคะแนน The 1 จำนวน 900 คะแนน
  • ซื้อเครื่องดื่ม 1 แถม 1 แก้ว* เพียงแลกคะแนน AIS Point 1 คะแนน
  • รับส่วนลด 50% สำหรับเมนู Good Goods x Rei Syrup* เมื่อช้อปสินค้าจาก Rei Syrup
  • ฟรี! อัพเกรดนมเป็น Lactose Free หรือนม Up High Protein จาก Meiji*

มาร่วมสัมผัสกาแฟไทยและเรื่องราวของชุมชนผู้ปลูกกาแฟ พร้อมเลือกซื้อสินค้าที่มีที่มาและคุณค่าได้ที่ Good Goods ในงาน Thailand Coffee Fest 2026 วันที่ 10–13 กันยายน 2569 ณ IMPACT Exhibition Center ฮอลล์ 5–8 เมืองทองธานี บูธ O06 (โซน O หมายเลข 06) เพราะทุกการสนับสนุนสินค้าจากชุมชน คืออีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้รายได้และคุณค่าจากผืนป่าส่งต่อกลับไปยังคนต้นทาง  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Social Media : @aboutgoodgoods

โลกเปลี่ยนเร็ว…อย่าให้ “ความคาดหวัง” ทำให้ลูกห่างจากเรา จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ “ฟังให้มากกว่าสอน” สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา

2 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

ในวันที่เด็กและวัยรุ่นเติบโตท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม ทั้งการแข่งขัน แรงกดดันจากโรงเรียน ความคาดหวังของครอบครัว และโลกออนไลน์ที่ไม่เคยปิดหน้าจอ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ” แต่คือ “เรากำลังเลี้ยงลูกให้มีความสุขในแบบของเขา หรือกำลังพยายามสร้างลูกให้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น” เพราะบางครั้งความรักและความหวังดี เมื่อมาพร้อมความคาดหวังและการควบคุม อาจกลายเป็นแรงกดดันที่สร้างระยะห่างในครอบครัวโดยที่พ่อแม่ไม่ทันรู้ตัว

โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของร่างกาย แต่รวมถึงการสร้างสมดุลกายและใจ ไปจนถึงสุขภาวะของครอบครัว  ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรม Doctor Talk  สื่อสารแนวคิด “Wellness for Life: ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” นำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยผ่านเรื่องใกล้ตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนในครอบครัว และนำไปปรับใช้กับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้จริง

ภายในงาน Mindful Fest ซึ่งจัดโดย มูลนิธิไทยคม ณ The Present Haus ราชวิถี 24 โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพใจผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักศิลปะบำบัดและนักจิตบำบัด จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และจิตแพทย์ โดยหยิบยกประเด็นใกล้ตัว ตั้งแต่การดูแลใจของตนเอง การรับมือกับความเหนื่อยล้าและความเครียด ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพื่อให้การดูแลสุขภาพใจเป็นเรื่องที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ “พักกายแล้ว ใจได้พักหรือยัง โดย คุณวรัญญา ถวัลย์กิจดำรงค์ ผู้ชำนาญการ นักศิลปะบำบัด Registered Canadian Art Therapist และนักจิตบำบัด EMDR, Satir โรงพยาบาลพระรามเก้า และ “เหนื่อยนัก…ต้องพักฮีลใจ” โดย พญ.ปรานี ปวีณชนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า

หนึ่งในเวทีสำคัญคือ “Healthy & Happy Family in the AI Era – สร้างครอบครัวสุขภาพดีและมีความสุขในโลกที่เปลี่ยนเร็ว” โดย นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ชวนพ่อแม่กลับมาทบทวนความคาดหวัง เปิดพื้นที่รับฟัง และสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อสร้างครอบครัวให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปด้วยกันในโลกยุค AI

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพื้นอารมณ์และตัวตนของเด็ก รูปแบบการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน กลุ่มเพื่อน และโซเชียลมีเดีย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และการมองคุณค่าของตัวเอง

เด็กยุคนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะในบ้านหรือโรงเรียน แต่มีอีกโลกหนึ่งอยู่ในโทรศัพท์ โลกออนไลน์ ทำให้เขาเข้าถึงทั้งข้อมูล การเปรียบเทียบ และแรงกดดันได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเด็กแต่ละคนก็มีพื้นอารมณ์ ความถนัด และความสามารถไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องระวังคือการใช้มาตรฐานเดียวไปวัดเด็กทุกคน เพราะเมื่อสิ่งที่ครอบครัวหรือสังคมคาดหวังสวนทางกับตัวตนที่แท้จริงของเด็ก ความเครียดก็เกิดขึ้นได้

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตคือ “ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม” ทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ และร่างกาย เช่น เก็บตัว พูดน้อยลง หงุดหงิดหรือก้าวร้าวมากขึ้น ดูเศร้าหมอง อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่อยากไปโรงเรียน เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญกับความเครียด ความกลัว หรือปัญหาบางอย่างที่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้

 “ก่อนจะถามว่า ‘ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไป’ ลองเปลี่ยนเป็น ‘ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า’ อย่าเพิ่งตัดสินว่าเด็กดื้อ ไม่รับผิดชอบ หรือมีปัญหา ก่อนที่เราจะรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไร”

สำหรับโลกดิจิทัล การดูแลลูกไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกำหนดเวลาใช้โทรศัพท์หรือคอยตรวจสอบว่าเด็กดูอะไร แต่พ่อแม่ควรมี ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อเข้าใจโลกที่ลูกใช้ชีวิต รู้เท่าทันสิ่งที่อาจส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ และสามารถพูดคุยกับลูกได้โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพื้นฐาน

ท่ามกลางโลกยุค AI ที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวไม่ใช่การพยายามวิ่งให้ทันทุกความเปลี่ยนแปลง แต่คือ การรักษาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกอาจไม่ได้วัดเพียงว่าเขาไปได้ไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่ไม่ว่าวันหนึ่งเขาจะสำเร็จ ผิดหวัง หรือพลาดพลั้ง เขายังรู้ว่า “บ้าน” คือพื้นที่ที่กลับมาได้เสมอ

ด้าน นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการเป็นพ่อแม่คือการแยกให้ออกระหว่าง “ความรัก” “ความหวังดี” และ “ความคาดหวัง” เพราะความตั้งใจอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี หากมาพร้อมความกลัวว่าลูกจะผิดพลาดหรือล้มเหลว อาจทำให้ความหวังดีกลายเป็นการกำหนดชีวิตลูกโดยไม่รู้ตัว

พ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากให้ลูกไปได้ไกล แต่เด็กก็เป็นคนอีกคนหนึ่ง เขาอาจไม่ได้ชอบสิ่งที่เราชอบ ไม่ได้ถนัดสิ่งที่เราถนัด และไม่จำเป็นต้องเดินในเส้นทางเดียวกับเรา การยอมรับความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการตามใจ แต่คือการมีขอบเขตในเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด ตัดสินใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และค้นพบตัวเอง สิ่งสำคัญไม่แพ้ผลการเรียนหรือความสำเร็จคือ “ความไว้วางใจ” ในครอบครัว เพราะหากทุกครั้งที่ลูกเล่าปัญหาแล้วถูกตำหนิ สอบสวน หรือรีบสั่งสอน เด็กอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการเงียบปลอดภัยกว่าการพูด

หัวใจของการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” (Safe Zone) จึงไม่ใช่การตามใจลูกทุกเรื่อง แต่คือการทำให้เด็กรู้ว่า “ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ความรักหายไป” โดยมีหลักสำคัญคือ “ฟังให้จบ ก่อนสอน” เพราะในวันที่ลูกเปิดใจ สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่คำตอบหรือคำแนะนำทันที แต่อาจเป็นเพียงคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน

“พ่อแม่มักถามว่า ‘ทำไมลูกไม่คุยกับเรา’ แต่บางครั้งอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า ‘ตอนที่ลูกคุย เราฟังเขาอย่างไร’ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ลูกได้ทุกเรื่อง แต่ควรเป็นคนที่เขามั่นใจว่า ต่อให้วันนี้ผิดหวัง ล้มเหลว หรือทำผิด เขายังกลับมาหาเราได้”

นพ.วิทยา กล่าวปิดท้ายว่า อีกจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ตัวพ่อแม่ ทั้งการรู้เท่าทันอารมณ์ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความคาดหวังของตัวเอง เพราะเมื่อผู้ใหญ่แบกรับภาระมากเกินไป ความสามารถในการอดทนและทำความเข้าใจลูกย่อมลดลง การสร้างครอบครัวที่มีความสุขจึงอาจไม่ใช่การพยายาม “เพิ่ม” ทุกอย่างให้ลูก แต่อาจเป็นการ “ลด” การเปรียบเทียบ การแข่งขันที่ไม่จำเป็น และมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน เพื่อให้ทั้งพ่อแม่และลูกมีพื้นที่เติบโตในแบบของตัวเอง

โลกภายนอกอาจมีคนมากพอแล้วที่บอกลูกว่าเขาต้องเก่งกว่านี้ ต้องดีกว่านี้ หรือต้องพยายามมากกว่านี้ บ้านจึงไม่ควรเป็นอีกพื้นที่ที่เขาต้องพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยล้ม แต่คือทำให้เขารู้ว่า ถ้าวันหนึ่งล้มลง เขายังมีคนพร้อมฟังโดยไม่ซ้ำเติม และมีความรักที่ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะวันนี้เขาไม่เป็นอย่างที่เราหวัง

“คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า วันนี้ลูกเรียนเป็นอย่างไร แต่คือ ถ้าวันหนึ่งเขามีปัญหาหนักที่สุดในชีวิต เขายังกล้าเดินกลับมาหาเราหรือเปล่า ถ้าเรื่องที่เจ็บที่สุด กลัวที่สุด หรือผิดพลาดที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ลูกไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเราต้องกลับมาดูความสัมพันธ์ในบ้าน”

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพใจ สามารถทำนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต (Mind Center) หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร.1270

บิ๊กซี สานต่อพันธกิจสร้างโอกาสทางอาชีพอย่างเท่าเทียม ผนึก พก. ขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

2 กันยายน 2569 เวลา 13:14 น.

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการส่งเสริมความหลากหลายและการสร้างโอกาสทางอาชีพอย่างเท่าเทียม โดย นางสาวสุรีย์ ชูรัฐเจริญ ที่ปรึกษาสำนักงานประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เป็นผู้แทนบริษัทฯ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการ ตลอดจนพัฒนาทักษะ ความรู้ และศักยภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการส่งเสริมและสนับสนุนการจ้างงานคนพิการภายในองค์กร การพัฒนาทักษะและศักยภาพของพนักงานคนพิการ รวมถึงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และสินค้าของผู้ประกอบการคนพิการให้มีโอกาสเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านค้าในเครือบริษัทฯ ตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ และสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ

พร้อมกันนี้ บิ๊กซียังร่วมออกบูธในงาน “Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “ทักษะสร้างสรรค์ โอกาสไร้ขีดจำกัด (Creative Skills, Unlimited Opportunities)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมส่งเสริมโอกาสด้านการมีงานทำและการประกอบอาชีพให้แก่คนพิการ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้าถึงข้อมูลและช่องทางการทำงานกับบิ๊กซี

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบิ๊กซีในการสร้างสังคมแห่งโอกาส ผ่านการส่งเสริมการจ้างงานอย่างเท่าเทียม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและศักยภาพของคนพิการ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างรายได้และการพึ่งพาตนเอง เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน

บิ๊กซี

มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ ‘ปั้นฝัน’ เยาวชนไทยให้เป็นจริง ต่อเนื่องปีที่ 6

2 กันยายน 2569 เวลา 13:11 น.

เพราะการศึกษาไม่เพียงสร้างความรู้ แต่ยังเป็น “โอกาส” ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตและเปิดประตูสู่อนาคต… มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “ปั้นฝัน” ให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม ผ่าน “โครงการทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ประจำปีการศึกษา 2569” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

ในโอกาสนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย นางบุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ และครอบครัว มอบทุนแก่นักเรียน นักศึกษาในความดูแล ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงมหาวิทยาลัย แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทุนสำหรับผู้เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และ ทุนสนับสนุนผู้มีศักยภาพโดดเด่นหรือทักษะเฉพาะทาง สะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่ได้หยุดเพียงการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย หากยังเดินเคียงข้างคนรุ่นใหม่ในการต่อยอดศักยภาพ เสริมทักษะ เติมประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกความตั้งใจเติบโตสู่ความสำเร็จและสร้างอนาคตด้วยความสามารถของตนเอง พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังส่งต่อเครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนรู้ ด้วย True SMARTBOOK GEN2 พร้อมซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจาก TrueBusiness แก่นักเรียนทุนปัจจุบัน เพื่อเปิดโลกแห่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กว้างยิ่งขึ้น รวมถึงมอบ iPad Air แก่ น.ส.นภัทร แซ่หยาง หรือ “น้องปังหุ้ย” นักเรียนทุนคนแรกที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสู่บทต่อไปของชีวิต โดยมีคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ปกครอง ตลอดจนคณาจารย์ร่วมแสดงความยินดี ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวว่า “สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตคือ ‘ความรัก’ เพราะเป็นรากแก้วที่หล่อเลี้ยงทั้งครอบครัว องค์กร และสังคมให้เติบโตอย่างมั่นคง ขณะที่การศึกษาไม่ควรมีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ได้ปริญญา แต่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อค้นหาศักยภาพ ความถนัด และสิ่งที่เรารัก แล้วนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ระหว่างทางย่อมมีวันที่ไม่เป็นไปตามความหวัง แต่หากมอง ‘ปัญหาเป็นครู’ ใช้ความเพียรควบคู่กับสติ ทุกอุปสรรคจะกลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้เราเติบโต แข็งแกร่ง และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง คุณค่าของชีวิตไม่ได้วัดจากสิ่งที่เราได้รับเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่เราสามารถ ‘ให้’ และส่งต่อแก่ผู้อื่น ทั้งโอกาส แรงบันดาลใจ และความเชื่อที่ดี เพราะความดีจากคนหนึ่งสามารถขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ จึงอยากฝากให้น้อง ๆ รักษาความดี ไม่หยุดพัฒนาตนเอง ค้นหาคุณค่าที่มีอยู่ในตัว และเมื่อได้รับโอกาสแล้ว อย่าลืมส่งต่อสิ่งนั้นให้คนรอบข้าง เพื่อเติบโตไปพร้อมกันและสร้างสังคมที่ดีอย่างยั่งยืน”

นางบุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของมูลนิธิคือคำว่า ‘ให้’ เพราะเราเชื่อว่าการหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไกลกว่าชีวิตของคนคนหนึ่ง เมื่อเด็กได้ค้นพบศักยภาพ กล้าฝัน และมุ่งไปให้สุดในสิ่งที่ตนเองรัก พลังที่เกิดขึ้นในวันนี้ย่อมขยายผลสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวันข้างหน้า เปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้หยั่งรากอย่างแข็งแรง ก่อนแตกกิ่งก้านและส่งต่อคุณค่าแก่ผู้อื่น ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI อาชีพรูปแบบใหม่ ตลอดจนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เราจึงอยากให้น้อง ๆ เปิดกว้าง ไม่จำกัดอนาคตไว้เพียงกรอบอาชีพเดิม แต่พร้อมแสวงหาความรู้ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และค้นหาสิ่งที่รักควบคู่กับความถนัด เพราะองค์ความรู้ในวันนี้อาจต่อยอดไปสู่บทบาทใหม่ที่สร้างประโยชน์แก่ผู้คนได้มากกว่าเดิม สิ่งที่มูลนิธิมุ่งหวังจึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของน้อง ๆ แต่คือการเห็นทุกคนก้าวต่อไปพร้อมหัวใจของการ ‘ส่งต่อ’ นำความรู้ ความสามารถ และพลังที่ได้รับไปสร้างคุณค่าให้สังคมต่อไป”

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังมุ่งพัฒนานักเรียนทุนอย่างรอบด้านใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การต่อยอดศักยภาพผ่านโปรแกรมฝึกอบรม ค่ายผู้นำ ค่ายหุ่นยนต์ และ เวทีแข่งขันตามความสนใจเฉพาะบุคคล 2. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอาชีพด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาความถนัดและเชื่อมโยงสู่การฝึกงานกับองค์กรชั้นนำ 3. การเปิดโลกทัศน์ผ่านประสบการณ์นอกห้องเรียน โดยนำนักเรียนทุนศึกษาดูงาน ณ โลตัส บางนา, The Forestias, Happitat at The Forestias และ Cloud 11 ให้ได้สัมผัสแนวคิด เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากโลกจริง เติมแรงบันดาลใจ ต่อยอดมุมมอง และเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ ยังคงเดินหน้าจากแนวคิด “มอบทุน” สู่ “มอบอนาคต” ด้วยความเชื่อว่า เมื่อเยาวชนได้รับโอกาสที่เหมาะสมในเวลาที่ใช่ ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวพวกเขาย่อมสามารถเติบโตได้อย่างไร้ข้อจำกัด และหนึ่งโอกาสทางการศึกษาในวันนี้ กลายเป็นพลังสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ปั้นฝันมูลนิธิศุภชัย–บุษดีเจียรวนนท์

SACIT จัดพิธีไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 น้อมคารวะบูรพาจารย์ด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

2 กันยายน 2569 เวลา 13:09 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชนหรือ SACIT จัด “พิธีบวงสรวงไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ ณ ศาลาพระมิ่งมงคล ชั้น สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมสำคัญของวงการช่างไทย น้อมคารวะและรำลึกถึงพระคุณของบูรพาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้กับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และผู้สร้างสรรค์งานจากหลากหลายแขนง มาร่วมพิธีและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองด้านงานหัตถศิลป์ร่วมกัน

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งานศิลปหัตถกรรมไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาที่เกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของช่างมาอย่างยาวนาน โดยมี “ครู” เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการถ่ายทอด เพราะผู้เรียนมิได้เรียนรู้เพียงวิธีการหรือเทคนิคในการสร้างชิ้นงานเท่านั้น แต่ยังได้รับการถ่ายทอดแบบแผน กระบวนการคิด ความละเอียดประณีต ตลอดจนจรรยาของผู้เป็นช่าง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานที่ทำให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถรักษาเอกลักษณ์และพัฒนาสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

“การสืบสานงานศิลปหัตถกรรมจึงไม่ใช่เพียงการรักษารูปแบบของชิ้นงาน หากคือการรักษาองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์ให้ดำรงอยู่ เพราะเบื้องหลังผลงานทุกชิ้นมีทั้งภูมิปัญญา ประสบการณ์ และวิชาของครูที่สั่งสมต่อเนื่องกันมา SACIT จึงให้ความสำคัญกับการเชิดชูครูผู้มีองค์ความรู้ ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดไปยังช่างและผู้สร้างสรรค์รุ่นต่อไป การจัดพิธีไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาคุณค่าของงานช่างไทย และย้ำเตือนถึงรากฐานสำคัญของคำว่า ‘งานช่างมีครู’ ให้คงอยู่คู่สังคมไทย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

การประกอบพิธีครั้งนี้ยังคงได้รับเกียรติจาก ครูวรวินัย หิรัญมาศ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ประจำปี 2559 ประเภทเครื่องรักและหัวโขน ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านขนบและพิธีกรรมงานช่าง เป็นผู้ประกอบพิธีตามแบบแผนที่สืบทอดมาแต่โบราณ ครูวรวินัย หิรัญมาศ กล่าวว่า พิธีไหว้ครูเป็นธรรมเนียมสำคัญที่อยู่คู่กับการเรียนรู้วิชาช่างมาอย่างยาวนาน ด้วยคติที่ว่าผู้เป็นช่างทุกคนล้วนมีครู ทั้งครูที่ถ่ายทอดวิชาโดยตรงและบูรพาจารย์ผู้วางรากฐานของศาสตร์นั้น ๆ การไหว้ครูจึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา พร้อมทั้งขออนุญาตและขอพรในการนำความรู้ไปประกอบการงานให้เกิดความสำเร็จ เป็นสิริมงคล และดำรงตนอยู่ในครรลองของผู้เป็นช่าง

“พิธีไหว้ครูช่างมีระเบียบแบบแผนและลำดับพิธีที่สืบทอดกันมา โดยจัดเครื่องบวงสรวงและเครื่องสังเวยตามคติของพิธี อ่านบทโองการอัญเชิญเทพองค์สำคัญในศาสนาพราหมณ์ อาทิ พระอิศวร พระพรหม พระวิษณุ พระพิฆเนศ และพระวิษณุกรรม ตลอดจนเทพอื่น ๆ และบูรพาจารย์ในศาสตร์แห่งงานช่างมา มายังมณฑลพิธีเพื่อปราสาทพรและรับเครื่องสังเวย บรรเลงเพลงหน้าพาทย์และรำถวายมือประกอบตามลำดับ เพื่อให้พิธีครบถ้วนสมบูรณ์ตามจารีต นอกจากนี้ ยังนำเครื่องมือของช่างอาทิ ฟืม กระสวย สะดึง มีด สิ่ว ค้อน ตลอดจนเครื่องมือเฉพาะทางของช่างแขนงต่าง ๆ เข้ามาประกอบในปะรำพิธี เพื่อเป็นตัวแทนของศาสตร์และวิชาช่าง ตลอดจนเป็นสิริมงคลแก่ผู้ประกอบวิชาชีพและการสร้างสรรค์ผลงาน” ครูวรวินัย กล่าว

การจัดพิธีในปีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก SACIT จากหลากหลายพื้นที่และหลากหลายสาขา ได้มาพบปะกันภายใต้พื้นที่เดียวกัน เกิดการสนทนาและแลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์การทำงาน ตลอดจนแนวทางการสืบทอดและพัฒนางานของแต่ละแขนง ซึ่งองค์ความรู้จากประสบการณ์ของครูและช่างแต่ละคนสามารถนำไปเชื่อมโยงและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อวงการศิลปหัตถกรรมในภาพรวม

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวทิ้งท้ายว่า “นอกจากการสืบสานธรรมเนียมไหว้ครูแล้ว อีกสิ่งที่ SACIT ต้องการคือการสร้างพื้นที่ให้ครูและช่างศิลปหัตถกรรมจากหลากหลายแขนงและหลากหลายพื้นที่ได้มาพบปะกัน เพราะช่างศิลปหัตถกรรมแต่ละคนต่างมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่า การได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยนเทคนิค วิธีคิด และประสบการณ์ระหว่างกัน ย่อมทำให้องค์ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะกับบุคคลหรือศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงและต่อยอดไปสู่งานสร้างสรรค์ในมิติใหม่ ๆ ได้ SACIT จึงมุ่งสานต่อพิธีไหว้ครูช่างศิลปหัตถกรรมให้เป็นทั้งพื้นที่แห่งการเคารพบูชาครู และพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในวงการงานช่าง เพื่อร่วมกันรักษาและส่งต่อภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยให้ดำรงอยู่ต่อไป”

SACIT

โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วยรพ.ศิริราช

2 กันยายน 2569 เวลา 12:50 น.

บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช

รศ.พญ.เบญจาภา เขียวหวาน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ต้อนรับ นัชชา ปรักกัมนนท์ ผู้จัดการแผนกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา ที่เดินทางมาตัดผมให้กับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ รวมกว่า 120 คน เพื่อส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยระหว่างการรักษา พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านความงามมาสร้างประโยชน์และคุณค่าแก่สังคมผ่านกิจกรรม “ผมสวย…ด้วยรัก ครั้งที่ 78”  ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช 

รพ.ศิริราชโอซีซี

มูลนิธิสายใจไทยฯ ชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพ ในงาน ‘สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28’

2 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

มูนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าภารกิจส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่ทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ร่วมกับ สยามพารากอน  เชิญชวนร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์หัตถกรรมฝีมือผู้พิการและครอบครัวสายใจไทย เพื่อเปลี่ยนความเสียสละให้เป็นพลังแห่งการพึ่งพาตนเองอย่างภาคภูมิ ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28” ระหว่างวันที่ 9-14 กันยายน 2569  ณ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น สยามพารากอน  

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งมูลนิธิมูลนิธิสายใจไทยฯ ขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานมูลนิธิ และทรงรับมูลนิธิสายใจไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดําริเมื่อปี พ.ศ. 2518 มูลนิธิสายใจไทยฯ ได้มุ่งมั่นดูแลสวัสดิการ ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกอบรมวิชาชีพหัตถกรรมหลากหลายแขนง ให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถรับราชการต่อได้ โดยชิ้นงานสร้างสรรค์อันทรงคุณค่าที่ออกสู่สายตาสาธารณชน ประกอบด้วย งานแกะสลักแก้ว: ผลิตภัณฑ์แก้วทรงคุณค่า แกะสลักลวดลายประณีต วิจิตรงดงาม, งานเครื่องหนัง: กระเป๋าและอุปกรณ์เสริมหนังแท้คุณภาพสูง ดีไซน์เรียบหรู ทนทาน และตัดเย็บอย่างประณีต, งานระบายสีเซรามิก: จาน ชาม และของตกแต่งลวดลายเพ้นท์มืออันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, งานตัดเย็บและผ้าไทย: ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย ผ้าปูโต๊ะ และของใช้ในบ้านจากผ้าไทยท้องถิ่น

การอุดหนุนผลิตภัณฑ์สายใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม แต่ยังเป็นการมอบโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคง และคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เสียสละและครอบครัวอย่างแท้จริง ภายในงานพบกับผลิตภัณฑ์ไฮไลต์และคอลเลกชันพิเศษมากมาย อาทิ กระเป๋าหนังแท้ งานวาดกระเบื้องลาย 8 เซียน ชุดชา ชุดกาแฟ แก้วมัค กระเป๋าผ้าดีไซน์หลากสีสัน ชุดของขวัญ โคมไฟ ชุดเครื่องแก้ว เสื้อมูมู่ รวมถึงผ้าไหมพิมพ์ลวดลายสวยงามกว่า 8 ลาย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าและอาหารจากร้าน “ครัวสายใจไทย” ให้เลือกซื้อภายในงานอีกด้วย  

ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพจากฝีมือสมาชิกมูลนิธิสายใจไทยฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และส่งต่อกำลังใจให้แก่ทหารผ่านศึกผู้ทุพพลภาพและครอบครัว ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28”  ระหว่างวันที่ 9-14 กันยายน 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-183-5115-9 Facebook : Saijaithai Market

มูลนิธิสายใจไทยฯ

CENTRAL BEAUTY AWARDS 2026 รางวัลสุดยอดบิวตี้ไอเทมแห่งปีจากผู้ใช้จริง

2 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลตอกย้ำความเป็นเดสติเนชันด้านความงามอันดับหนึ่ง ร่วมกับบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน จัดงาน “CENTRAL BEAUTY AWARDS 2026” งานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ประจำปี เพื่อมอบรางวัลให้แก่สุดยอดแบรนด์บิวตี้ไอเทมรวม 33 รางวัล ครอบคลุม 5 หมวดหมู่หลัก ที่การันตีด้วยผลโหวตจากผู้ใช้จริงทั่วประเทศตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมร่วมผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับวงการบิวตี้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ณ Beauty Galerie ชั้น G ห้างเซ็นทรัลชิดลม

ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า Central Beauty Awards 2026 คือ รางวัลอันทรงเกียรติที่ตอกย้ำความสำเร็จของผลิตภัณฑ์บิวตี้ที่ถูกคัดเลือกจากผู้ใช้จริง ปีนี้เราได้เสียงโหวตที่โตกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา โดยมาจากลูกค้าเซ็นทรัลและบิวตี้เลิฟเวอร์ผ่านการจัดกิจกรรมในที่ต่างๆ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ชนะในทุกหมวดหมู่เป็นสุดยอดบิวตี้ไอเทมที่ได้รับการยอมรับ

“ในครึ่งปีที่ผ่านมา เราเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสกินแคร์, กลุ่มน้ำหอม รวมถึงสินค้า limited edition collection ที่ช่วยกระตุ้นการช้อปและสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ที่ห้างเซ็นทรัลเรามี First Launch จากแบรนด์ต่างๆ ให้ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใคร ไม่ว่าจะเป็นการ Pre-launch ครั้งแรกในโลก ในเอเชีย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตรที่ต้องการมอบความพิเศษให้ลูกค้าคนไทยได้สัมผัสกับนวัตกรรมความงามก่อนใครเฉพาะที่เซ็นทรัลเท่านั้น”

ชีวิน ปราชญานุพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด (บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน) กล่าวว่า ในฐานะพันธมิตรคนสำคัญ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เป้าหมายสำคัญของเราไม่เพียงแต่เป็นการมอบเอกสิทธิ์และสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเหล่าบิวตี้เลิฟเวอร์ แต่คือการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ Beauty & Lifestyle Ecosystem ที่ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ สำหรับปีนี้ ความพิเศษยิ่งกว่าคือการร่วมมอบรางวัล “The Best Fragrance of the Year Presented by บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน” เพื่อสะท้อนถึงรสนิยมอันโดดเด่นของลูกค้า และเราตั้งใจที่จะพัฒนาความร่วมมือกับห้างเซ็นทรัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความงามที่พิเศษและน่าจดจำที่สุดในทุกๆ การช้อป พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวว่า สินค้าความงามเป็นหมวดสินค้าที่การค้นพบผลิตภัณฑ์และการตัดสินใจซื้อไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคอาจเริ่มสนใจสินค้าจากการรับชม Reels จากนั้นค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านครีเอเตอร์ที่พวกเขาไว้วางใจ และท้ายที่สุดอาจต้องการทดลองสินค้าด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ ปัจจุบันผู้คนใช้เวลากว่า 50% บน Instagram ไปกับการรับชม Reels ทำให้วิดีโอสั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางการค้นพบและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน ข้อมูลของเรายังพบว่า ผู้ใช้ Instagram มีแนวโน้มติดตามผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมากกว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปถึง 29% สะท้อนให้เห็นว่าบทสนทนาและการแลกเปลี่ยนในหัวข้อเกี่ยวกับความงามกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม

“ความร่วมมือระหว่าง Instagram และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในครั้งนี้ช่วยเข้ามาเติมเต็มเส้นทางดังกล่าวให้ครบวงจร ผ่านงาน House of Instagram ที่นำแรงบันดาลใจและประสบการณ์จากโลกออนไลน์มาต่อยอดสู่พื้นที่จริง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัส ทดลอง และเลือกซื้อสินค้าได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ Partnership Ads ยังช่วยให้นักโฆษณาสามารถขยายคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์โดยครีเอเตอร์ไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ช่วยให้แบรนด์เปลี่ยนการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้”

ภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ ดารานักแสดง และอินฟลูเอนเซอร์วงการบิวตี้ เข้าร่วมงานและแนะนำเคล็ดลับดูแลความงามในแบบฉบับของตัวเอง อาทิ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ (Central), ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ (Decorté), ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร (Shiseido Group), ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว, ออฟโรด-กันตภณ จินดาทวีผล (Kanebo), กวิน แคสกี้ (Kilian Paris), ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล (Dior), จิงจิง-ปริยพิชญ์ ยู (Estée Lauder), กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์ (YSL Beauty)แอปเปิ้ล-ลาภิสรา อินทรสูต (Bobbi Brown), เจสซี่-กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์ (Tom Ford Beauty), ป่าน-ปทิตตา พรจำเริญรัตน์ (Parfums de Marly), พรีม-รนิดา เตชสิทธิ์ (Clarins), จินนี่-ณัฐณิชา ประทีปนาฏศิริ (CHLOÉ), แป้งจี่-ปภาวรินท์ สวัสดิเวช (Clinique), 3 หนุ่มจากวง DICE อาโป-วชิรากร รักษาสุวรรณ, แมดดอค รีส์ เดวีส์, มิน-ธนกฤต ยิ่งวัฒนกุล (Elemis), พลอย-คารีสา สปริงเก็ตต์ (JO MALONE LONDON), ยิหวา-ปรียากานต์ ใจกันทะ (LA MER), พาย-รินรดา แก้วบัวสาย (SK-II), หญิง-อาณดา ประกอบกิจ (M.A.C), เพลงขวัญ-นัตยา ทองเสน (L’occitane), เซกิ-กฤษณะ (BSC Cosmetology), Seungho Choi (L’Oreal Luxe) และ โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน (Balmain Hair) พร้อมโชว์สุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำอย่าง มินิคอนเสิร์ตจากนักร้องหนุ่มสุดฮอต นนท์-ธนนท์ จำเริญ ปิดท้ายด้วยปาร์ตี้สุดมันส์จาก DJ TIITO โดยภายในงานได้สามพิธีกรมากความสามารถ โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล , โมเม-นภัสสร บุรณศิริ และ เอ็ม-พิรศุษม์ ปลื้มปิติชัยกุล เจ้าของเพจ pmbeautyguide รับหน้าที่ดำเนินงาน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก Kotao Tomozawa (โคตาโอะ โทโมซาว่า) นักสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยสัญชาติญี่ปุ่น-ฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในระดับสากล มาร่วมงานครั้งสำคัญพร้อมภาพผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองความงามผ่านแคมเปญ BEAUTY BONUS เพื่อสร้างภาพจำใหม่และสะท้อนแนวคิดของห้างสรรพสินค้ายุคใหม่ ที่ไม่ได้เพียงตอบโจทย์การซื้อสินค้า แต่สร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงความงาม รสนิยม และคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

CENTRALBEAUTYAWARDS2026

Bangkok Festivals กลับมาแล้ว ยกทัพ 12 โชว์ระดับโลก จาก 9 ประเทศ

2 กันยายน 2569 เวลา 12:43 น.

ปักหมุดอีเวนต์แห่งปีที่สายการแสดงและไลฟ์สไตล์ต้องจดลงปฏิทิน กับงาน Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ที่เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเวิลด์สเตจ รวบรวม 12 โชว์ระดับมาสเตอร์พีซจาก 9 ประเทศ ทั้งโอเปรา บัลเลต์ และโชว์ร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของการแสดงระดับมาสเตอร์พีซในตำนาน Opera Goes to Hollywood (New York City Opera, สหรัฐอเมริกา) ครั้งแรกในไทยกับการพาย้อนความทรงจำ ผ่านการผสมผสานบทเพลงโอเปราและเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนานที่ทุกคนคุ้นเคย Romeo & Juliet และ Cinderella (Bolshoi Theatre of Belarus, เบลารุส) ดื่มด่ำบัลเลต์คลาสสิกสุดโรแมนติก การันตีเทคนิคการเต้นและโปรดักชันวิจิตรตระการตา

La Traviata และ Madama Butterfly (Helikon Opera, รัสเซีย) โอเปราอมตะที่ถ่ายทอดอารมณ์เข้มข้นผ่านพลังเสียงนักร้องระดับโลกและวงออร์เคสตราเต็มวง

พบไอคอนของดนตรีแจ๊สอย่าง The Great Gatsby และ Coco Chanel ไอคอนโลกแฟชั่น The Great Gatsby ย้อนเวลาสู่ยุคแจ๊สและ American Dream ดำดิ่งสู่โลกแห่งความรักและความทะเยอทะยาน ผ่านเสียงร้อง ดนตรีสด และไลน์การเต้นสุดเร้าอารมณ์ Coco Chanel (National Theatre Brno, สาธารณรัฐเช็ก) บัลเลต์ร่วมสมัยที่ตีแผ่ชีวิตและจิตวิญญาณของแฟชั่นไอคอนระดับโลกผ่านการเคลื่อนไหวสุดสง่างาม

ปลดปล่อยจินตนาการผ่านโชว์ร่วมสมัย Murmuration Level 2 (Sadeck Berrabah, ฝรั่งเศส) โชว์ออกแบบการเคลื่อนไหวที่โด่งดังระดับโลก RITE (Deborah Colker Dance Company, บราซิล) การตีความบทประพันธ์ The Rite of Spring ใหม่ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังและดุดัน Alice in Wonderland โปรดักชันแฟนตาซีที่จัดเต็มทั้งกายกรรม เซอร์คัส และการเต้นร่วมสมัย พร้อมมอบความมหัศจรรย์ได้ทุกวัย

พร้อมเปิดจองบัตรตั้งแต่วันนี้ รีบจองก่อนที่จะพลาดโอกาสครั้งสำคัญที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ bangkokfestivals.com พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Festivals

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

BangkokFestivals