ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยไปเที่ยวชมความวิจิตร และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย คนไทย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่มีพิพิธภัณฑสถานมากมายกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย บางคนแม้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มานานแสนนาน แต่กลับตอบแบบหน้าตาเฉยว่า ไม่เคยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถามกลับอีกว่า อยู่ตรงไป ไม่รู้จัก 

ไม่ว่าใครจะตอบอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอบอกว่าหากยังไม่เคยไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ขอให้ไปชมนะครับ แล้วจะรู้ว่าแสนงดงาม แสนวิจิตร แสนบรรจง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า โดยวังหน้าสร้างขึ้นในคราวเดียวกับการสถาปนากรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยสร้างในยุคเดียวกับพระบรมมหาราชวัง

วังหน้าเคยเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชในสมัยรัตนโกสินทร์ถึง 5 พระองค์ โดยตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในรัชชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วทรงตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารขึ้นแทน เมื่อทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว พระราชวังหน้าจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวร หรือวังหน้าอีกต่อไป รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมหลวง ที่เคยอยู่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง ไปจัดแสดงที่ในเขตวังหน้า

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ต่อมาได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2477 

ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแบ่งการแสดงเป็นสัดส่วน ดังนี้ 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จัดแสดงประวัติศาสตร์แผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย อารยธรรมไทยตั้งแต่อดีต จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุทุกยุคสมัยในพระราชอาณาจักรไทย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

หมู่พระวิมานในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังหน้ามาก่อน จัดแสดงงานประณีตศิลป์ยุคต่าง ๆ  รวมถึงจัดแสดงเครื่องคชาธาร เครื่องสูง เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วยชาม เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหาม เครื่องไม้แกะสลัก ผ้าแพรพรรณและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และเครื่องอาวุธต่าง ๆ เป็นต้น

อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงงานด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี รูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ และศิลปะยุคทวารวดี ศรีวิชัย จัดแสดงเทวรูปโบราณ ยุคลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์ 

การเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังเท่ากับได้ชมโบราณสถานในเขตวังหน้า ได้ชมสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และได้ชมจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุดแสนวิจิตรแห่งหนึ่ง ได้ชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เก๋งนุกิจราชบริหาร อาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า อาคารโรงราชรถ และหอแก้วศาลพระภูมิ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

เปิดนิทรรศการ ‘พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง พลิกฟื้นภูมิปัญญาสู่รากฐานเศรษฐกิจชุมชน

เปิดนิทรรศการ ‘พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง พลิกฟื้นภูมิปัญญาสู่รากฐานเศรษฐกิจชุมชน

เปิดนิทรรศการ ‘พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง พลิกฟื้นภูมิปัญญาสู่รากฐานเศรษฐกิจชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เปิดตัวนิทรรศการใหม่ “พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็น “คู่บุญบารมี” ผู้ทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการทรงงาน ไปในทุกถิ่นทุรกันดาร ท่ามกลางภาพแห่งความทรงจำยังคงตราตรึงที่ “พ่อหลวง” ทรงถือแผนที่เพื่อวางรากฐานเรื่องดินและน้ำ “แม่หลวง” ทรงสานต่อด้วยการฟื้นฟูภูมิปัญญาพื้นถิ่น โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์และการทอผ้า ให้กลับมามีชีวิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้และศักดิ์ศรีให้กับประชาชนในชนบทอย่างมั่นคง

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและสะท้อนพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่ทรงเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาไทย และศักยภาพของคนไทยในการพึ่งพาตนเองทรงมุ่งมั่นสร้างงาน สร้างอาชีพเสริมจากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะงานทอผ้าซึ่งเป็นรากฐานวัฒนธรรมที่สำคัญ นำไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ส่งเสริมให้ราษฎรในชนบทมีรายได้ที่มั่นคง และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

นิทรรศการนำเสนอเรื่องราว “เส้นด้ายแห่งชีวิต” ที่ร้อยเรียงเส้นด้ายผ่านกี่ทอ สะท้อนอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและธรรมชาติเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยส่วนแสดง อาทิ นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” นำเสนอความประณีตของการออกแบบลายผ้าที่สัมพันธ์กับวิถีการกินอยู่แบบไทย นิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดและสะท้อนบทบาทของธรรมชาติและการสร้างสรรค์ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะในการส่งเสริมผ้าไทยจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการฉลองพระองค์ด้วยผ้าพื้นเมืองในทุกโอกาส พระองค์จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษศิลปิน” อันหมายถึงพระผู้ทรงพิทักษ์รักษาศิลปะแห่งแผ่นดิน 

นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ยังคงทำหน้าที่เป็น “แหล่งเรียนรู้มีชีวิต” ที่ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ช่วยจุดประกายให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาไทย โดยมีบริการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Library) สำหรับสืบค้นองค์ความรู้ด้านการเกษตรและหัตถศิลป์ เพื่อให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาตนเองและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook /Line ID : @wisdomkingmuseum

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม“วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 เมษายน ณ โรงแรม Hotel Des Indes กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาทรงเป็นองค์ปาฐกในงานเสวนาวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม และทรงบรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ประกอบการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยมในต่างประเทศ (Roadshow) ครั้งที่ 1 ในโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย  มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ในงานยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณ อาทิเช่น งานจักสาน ย่านลิเภา และงานปักดิ้นเงินดิ้นทอง จากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุดไทยสู่เวทีโลก 

สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติโดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่ง

ในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า รูปแบบการรแต่งกายไทยใน ราชสำนักและในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา“ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสม ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทร่วมสมัย

ชุดไทยพระราชนิยม ประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดาชุดไทยอมรินทร์ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรีชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิตอีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจ
ของผู้สวมใส่ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในหลากหลายโอกาส เสมือนการใช้เครื่องแต่งกายเป็น “สื่อทางวัฒนธรรม”เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสด็จ พระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2503 ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงามของผ้าไหมไทยผ่านงานตัดเย็บระดับโอต์กูตูร์ 

ในปีพ.ศ. 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เสนอ “ชุดไทย: ความรู้งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” ต่อองค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ครั้งที่ 21 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2569 ณ เมืองเซียะเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

“ชุดไทยพระราชนิยม” จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อมาสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดในทุกมิติปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยมได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้อง
กับยุคสมัย โดยยังคงรักษาแก่นแท้ไว้อย่างสมบูรณ์

การนำเสนอในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์หากแต่เป็นการตีความใหม่ในมิติร่วมสมัย ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยได้รับการถ่ายทอดในฐานะคุณค่าที่มีชีวิต พร้อมก้าวสู่การยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

LBC Clinic คว้ารางวัล ‘Value Partnership 2025 Top 10’ จาก Galderma

LBC Clinic คว้ารางวัล ‘Value Partnership 2025 Top 10’ จาก Galderma

LBC Clinic คว้ารางวัล ‘Value Partnership 2025 Top 10’ จาก Galderma

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

LBC CLINIC คลินิกความงามในประเทศไทย ได้รับรางวัล “Value Partnership 2025 Top 10” จาก Galderma ภายในงาน Aesthetic Lives ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงระดับการใช้ผลิตภัณฑ์และการเติบโตของคลินิกในช่วงที่ผ่านมา

Galderma ถือเป็นหนึ่งในบริษัทด้านเวชศาสตร์ความงามระดับสากล โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่คลินิกที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องภายใต้มาตรฐานที่กำหนด

หนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตของ LBC CLINIC คือการสื่อสารผ่านประสบการณ์จริงของผู้ใช้บริการ อย่าง “พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” ซึ่งเคยเข้ารับบริการกับทางคลินิก และต่อมาได้ก้าวสู่บทบาทพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ

การถ่ายทอดประสบการณ์ตรงดังกล่าว มีส่วนช่วยเสริมความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภค และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง ส่งผลให้จำนวนผู้เข้ารับบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนผ่านปริมาณการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เติบโตขึ้น

รางวัลจาก Galderma ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงมาตรฐานของ LBC CLINIC ในด้านการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง มีคุณภาพ และมีการนำเข้าอย่างถูกต้อง

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สนับสนุนการดำเนินงานของคลินิก คือแนวทางการออกแบบการรักษาแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเวชศาสตร์ความงามจาก Galderma ซึ่งทีมแพทย์ของ LBC CLINIC จะพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับโครงหน้าและความต้องการของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย ภายใต้แนวทางการดูแลแบบประเมินรายบุคคล ควบคู่กับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง

ทั้งนี้ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 LBC CLINIC ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อยกระดับแนวทางการดูแลให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

สนใจบริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Website: https://lbc-clinic.com/

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวคำปราศรัยต่อประธานรัฐสภา (นายโสภณ ซารัมย์) คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

นายนิกร กล่าวว่า ในโอกาสที่ตน ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม ตนตระหนักดีว่า ภารกิจด้านสังคมในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ตามความหมายเดิม แต่เป็นการดูแล “ความมั่นคงของมนุษย์ทั้งสังคม” ในบริบทใหม่ที่มีทั้งเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และความเปราะบางรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น

ในโอกาสนี้ ตนขอแสดงความขอบคุณต่ออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งสองท่าน ท่านวราวุธ ศิลปอาชา และท่านอัครา พรหมเผ่า ที่ได้วางรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมไทยไว้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ การพัฒนาระบบสวัสดิการ และการสร้างเครือข่ายภาคี ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญ ที่ทำให้การทำงานในระยะต่อไป สามารถต่อยอดและขยายผลได้อย่างมีทิศทาง สำหรับแนวทางการทำงานของตนและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในระยะต่อไป นั้น ตนเห็นว่า “ความเร่งด่วน” ในวันนี้ คือการทำให้ระบบคุ้มครองทางสังคม สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และไม่ตกหล่น โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การดูแลกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤต ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 และภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เร่งขยาย “ห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” ในศูนย์และสถานต่าง ๆ ในสังกัด พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในทุกจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่กับการเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ทั้งเงินอุดหนุนฉุกเฉิน การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 

ประการที่สอง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยเริ่มตั้งแต่การดูแลเด็กและเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบางและครัวเรือนแหว่งกลาง พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม ทั้งในด้านรายได้ สุขภาพ การพัฒนาศักยภาพ และการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการผ่านการส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ การสนับสนุนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศูนย์ดูแลในชุมชน และการผลักดันหลักการ Universal Design เพื่อให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ และไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อม

ประการที่สาม การปรับรูปแบบการทำงานของรัฐ จากการช่วยเหลือรายกรณี ไปสู่การสร้าง “ระบบคุ้มครองทางสังคมที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ” โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก การใช้ข้อมูลในการค้นหากลุ่มเป้าหมาย และการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกระดับ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างโอกาสและความมั่นคงในระยะยาว ในส่วนของข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 

ตนขอเรียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับฟังและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเรื่องการขยายสวัสดิการเด็กเล็กให้ครอบคลุมมากขึ้น การปรับระบบสวัสดิการให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้จริง การดูแลกลุ่มคนจนรูปแบบใหม่ และชนชั้นกลางที่มีภาระหนี้สูง รวมถึงข้อเสนอด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การยกระดับบทบาทของเด็กและเยาวชน และการดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ตลอดจนข้อเสนอด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย และการผลักดัน Universal Design เพื่อให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในสังคม ทั้งนี้ ตนขอเรียนอย่างชัดเจนว่า ข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะไม่หยุดอยู่เพียงในเวทีอภิปราย แต่จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางการทำงานของกระทรวง ทั้งในเชิงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาสังคมของประเทศ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม เป็นธรรม และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตของประชาชน 

“ตนเชื่อว่า การพัฒนาสังคม ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสภา รัฐบาล และสังคมโดยรวม และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของข้อมูล ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าวท้าย

พม. จับมือ อว. สร้างสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 และมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง

พม. จับมือ อว. สร้างสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 และมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง

พม. จับมือ อว. สร้างสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 และมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ นับเป็นวันแรกของการปฎิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งหลังจากการประชุมกับนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เพื่อมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั้ง เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส  ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้กับคณะผู้บริหารกระทรวง พม. 3 เรื่อง คือ 

1) เรื่องการประหยัดพลังงาน โดยขอให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เร่งดำเนินการประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ การอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ทำงานจากบ้าน (Work from Home) หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) หรือสลับกันทำงานสำหรับกลุ่มที่ต้องให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีในการติดต่อประสานงาน เพื่อลดการใช้พลังงานให้ได้ราว 30% แต่ยังต้องคำนึงถึงการบริการประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับบริการเป็นสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงได้เริ่มดำเนินการประหยัดพลังงานตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569

2) เรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เร่งดำเนินการขยายผลการทำ “ห้องป้องกันฝุ่น PM2.5” สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้รับบริการของสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคสังกัดกระทรวง พม. โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย  และลำปาง จากนั้นจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5  โดยจะร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในการนำนวัตกรรมมาทำให้เป็นสถานที่ปลอดฝุ่น เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง รวมทั้งให้จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆในพื้นที่ห่างไกล ให้มีอุปกรณ์ดูแลสุขภาพให้เพียงพอและเหมาะสม

และ 3) การช่วยเหลือค่าครองชีพจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ขอให้หน่วยงานต่างๆ ได้เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนโดยเร็ว อาทิ การเร่งรัดการจ่ายเงินอุดหนุนต่างๆ , การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น, การพิจารณามาตรการลดค่าเช่าที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงการของการเคะแห่งชาติ (กคช.)  และลดดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.

นอกจากนี้ ได้เตรียมผลักดันเรื่องสิทธิสวัสดิการสังคมสำหรับ 3 กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ กลุ่มเด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ  เพื่อยกระดับความสามารถให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น ซึ่งกระทรวง พม. ดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยพุ่งเป้าให้ชัดและนำทรัพยากรที่มีอยู่เข้าไปสนับสนุนให้ถูกจุด เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และเรื่องการปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยได้หารือกับผู้บริหารกระทรวง พม. ว่า การก่อสร้างที่อยู่อาศัยในโครงการของทั้ง กคช. และ พอช. นั้น ขอให้ขยายการรองรับความต้องการให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเพื่อคนทุกคน หรือ Universal Design และรองรับภาวะโลกร้อน 

ท้ายที่สุด นายนิกร กล่าวว่า นอกจากมาตรการต่างๆ แล้ว ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นจากการลงทะเบียน ให้เข้าสู่ระบบได้มากขึ้นด้วย เพื่อให้กระทรวง พม. มีข้อมูลที่ครบถ้วน และสามารถให้การช่วยเหลือคนทุกกลุ่มได้อย่างทันท่วงที

5 อาจารย์ดังฝั่งโขง ขนทัพพลังบุญหนุนดวงเฮง บวงสรวง ‘ปู่ศรีสุทโธ-ย่าปทุมมา’ รับสงกรานต์

5 อาจารย์ดังฝั่งโขง ขนทัพพลังบุญหนุนดวงเฮง บวงสรวง ‘ปู่ศรีสุทโธ-ย่าปทุมมา’ รับสงกรานต์

5 อาจารย์ดังฝั่งโขง ขนทัพพลังบุญหนุนดวงเฮง บวงสรวง ‘ปู่ศรีสุทโธ-ย่าปทุมมา’ รับสงกรานต์

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.16 น.

กลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ในโลกโซเชียลทันที เมื่อเหล่า “ไอดอลสายมู” ระดับท็อปจากประเทศลาว แท็กทีมรวมตัวครั้งสำคัญเพื่อทำพิธีบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่ งานนี้บอกเลยว่าลูกศิษย์และสายเสี่ยงโชคทั่วสารทิศทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวต่างจับตามองกันตาเป็นมัน

การรวมตัวในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะเป็นการรวมเอาเจ้าของเพจดังที่มีผู้ติดตามถล่มทลาย ประกอบด้วยเพจอาจารย์ออโต้ เจ้าของเพจที่ขึ้นชื่อเรื่องศาสตร์ตัวเลข,เพจอ้ายจ่อยคนหมาน สายเฮงที่ใครติดตามก็ต้องมีคำว่า หมาน ติดตัว,เพจนางฟ้าหวยอินเตอร์ขวัญใจสายเสี่ยงโชค,เพจสดใสให้โชคพลังบวกมาเต็ม และเพจอากาศพาปัง หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง

บรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความเข้มขลัง โดยเหล่าอาจารย์ได้ร่วมกันทำพิธีบวงสรวง องค์ปู่ศรีสุทโธ และ ย่าศรีปทุมมา พญานาคราชผู้เป็นที่เคารพรักของชาวไทย-ลาว เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับลูกเพจและศิษย์ที่ติดตาม ณ คำชะโนด จ.อุดรธานี

ไม่ใช่แค่เรื่องโชคลาภ แต่คือการรวมพลังสายบุญ เหล่าอาจารย์ย้ำชัดว่า การรวมตัวครั้งนี้เน้นการสร้างพลังงานที่ดี เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจในการสู้ชีวิต และเปิดทางให้สิ่งดีๆ ไหลมาเทมา

งานนี้ทำเอาคอมเมนต์ในทุกเพจเดือดลูกศิษย์ต่างเข้ามาสาธุและรอรับ ของดีจากพิธีในครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ ใครที่อยากดวงปัง เห็นทีต้องรีบไปกดติดตามทั้ง 5 เพจด่วนๆ แล้วล่ะ

พม. จัดงานใหญ่วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ปี 2569 เชิญชวนลูกหลาน ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’

พม. จัดงานใหญ่วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ปี 2569 เชิญชวนลูกหลาน ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’

พม. จัดงานใหญ่วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ปี 2569 เชิญชวนลูกหลาน ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง”

ในงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวรายงาน  พร้อมมอบรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 ให้แก่ นายสุทธิชัย หยุ่น, มอบรางวัลครอบครัวร่มเย็น ด้านผู้มีชื่อเสียง ประจำปี 2569 แก่ครอบครัวกิจเจริญ และ มอบรางวัลจังหวัดต้นแบบการขยายผลโรงเรียนผู้สูงอายุครบทุกตำบล (1 ตำบล 1 โรงเรียนผู้สูงอายุ) แก่จังหวัดนครราชสีมา หนองบัวลำภู และพะเยา นอกจากนี้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลบุคคล องค์กร เครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริม และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569 จำนวน 50 รางวัล,รางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานและการมีรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ประจำปี 2569 จำนวน 50 รางวัล, รางวัลบุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว จำนวน 70 รางวัล ,รางวัลศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในการส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว จำนวน 63 รางวัล และรางวัลครอบครัวร่มเย็น จำนวน 74 รางวัล

ทั้งนี้ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสถาบันครอบครัว อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ด้วยการพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ตลอดจนสร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุ และประชากร ทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีมีคุณค่าและเป็นพลังสำคัญของประเทศ

“เนื่องในโอกาส วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และ วันแห่งครอบครัว ผมขอเชิญชวนให้ทุกครอบครัวหันกลับมาให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ เปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาและหล่อหลอมบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งความรักและความอบอุ่น เพราะเมื่อเราก้ม กราบ ด้วยหัวใจ และ กอดกันด้วยความจริงใจ เราจะสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวไทย อันจะนำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณ กระทรวง พม.  และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม” นายกรัฐมนตรี กล่าว 

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุ ซึ่งเปรียบเสมือนคลังปัญญาอันทรงคุณค่า เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวและชุมชน รวมทั้ง “สถาบันครอบครัว” ถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การหล่อหลอมคุณภาพคน และการสร้างความรักความอบอุ่นที่เข้มแข็งให้แก่สมาชิกทุกช่วงวัย ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว จึงเป็นกลไกสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมสวัสดิการและพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัว และผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย การมีงานทำที่เหมาะสม และการมีส่วนร่วมทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และเป็นพลังสำคัญของประเทศ

“การจัดงานในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’ กล่าวคือ ‘ก้ม’และ ‘กราบ’ เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู ความเคารพ และการตระหนักถึงคุณค่าของผู้ที่หล่อหลอมชีวิตเรา และ ‘กอด’ คือ การแสดงออกถึงความรัก ความอบอุ่น และความใส่ใจ ที่เชื่อมโยงคนต่างวัยเข้าหากัน เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็งทำให้สังคมตระหนักถึงการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน” รมว. พม. กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2569 กระทรวง พม. ได้บูรณาการการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว” ประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1) การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้สูงอายุและครอบครัว จำนวนทั้งสิ้น 312 รางวัล และ 2) การจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิต โดยความร่วมมือขององค์กรภาคีเครือข่ายด้านผู้สูงอายุและครอบครัว

เชียงใหม่–ลำพูน ยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมโยงพลังชุมชน พร้อมชวน ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’

เชียงใหม่–ลำพูน ยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมโยงพลังชุมชน พร้อมชวน ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’

เชียงใหม่–ลำพูน ยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมโยงพลังชุมชน พร้อมชวน ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เริ่มแล้ว!! เทศกาลมหาสงกรานต์ปีนี้ เตรียมปักหมุดเที่ยวงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปี 11 ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ให้ทุกคนได้สัมผัสความสุขที่เรียบง่าย อบอุ่น และเป็นกันเอง สืบสานวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าที่สืบทอดความงดงามของวิถีความเป็นไทย จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการพร้อมกันทั้ง 4 ภาค ใน 6 จังหวัดหลักของประเทศไทย เชื่อมพื้นที่วัฒนธรรมสำคัญและประวัติศาสตร์ริมสายน้ำ ตอกย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีน้ำ…วิถีไทย ที่กรุงเทพมหานคร, จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดลำพูน, จังหวัดอุดรธานี, จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดภูเก็ต  ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 นี้

วันที่ 11-13 เมษายน 2569 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย เชียงใหม่ ณ วัดเจดีย์หลวง

งาน “Chiang Mai Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พบกับกิจกรรมมงคล ไหว้พระขอพร ชำระล้างจิตใจที่จัดภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร กิจกรรมตักบาตรโชติกา ห่มผ้าพระธาตุเจดีย์หลวง ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และร่วมขบวนแห่พระอัฏฐารส สายบุญสายมูต้องไม่พลาด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆ อาทิ แข่งขันประกวดก่อเจดีย์ทรายแบบวิจิตรตามแบบแผนเจดีย์โบราณ เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีพื้นเมือง พบกับตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพลิดเพลินกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นเชื่อมโยงพหุวัฒนธรรมจากชุมชนในเมืองและรอบเมือง โดยนำของดีของเด่นของอร่อยจากชุมชนมาวางจำหน่าย สัมผัสบรรยากาศปี๋ใหม่เมือง ให้ทุกคนได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งล้านนาตื่นตาตื่นใจ และเพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น และกิจกรรมอีกมากมาย

วันที่ 15 เมษายน 2569  Water Festival x ทีมช้างม่อย ณ ชุมชนช้างม่อย

 สัมผัสเสน่ห์ย่านเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ บนถนนช้างม่อยเก่าถึงขัวสะพานช้างม่อย พบกับภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นกลายเป็นงานคราฟล้านนาร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความมนต์สะกด ผ่านงานจักสาน ข้าวยาคูสูตรเฉพาะ ขนมจีน ผ้าซิ่นตีนจก โรงตีเหล็กเก่าแก่ งานลูกปัด และคราฟต์ร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยรายละเอียดประณีต สะท้อนพหุวัฒนธรรมล้านนาอย่างงดงาม ทั้งหมดนี้ทำให้เชียงใหม่เป็นภาพของปี๋ใหม่เมืองที่ทั้งอิ่มเอม สนุก และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้สะท้อนพหุวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างงดงาม

วันที่ 11-13 เมษายน 2569  จังหวัดลำพูน ที่ถนนรถแก้ว-ถนนอินทยงยศ

ร่วมขบวบแห่สรงน้ำพระฉลองชาติกาล 150 ปีครูบาศรีวิชัย บริเวณถนนรถแก้ว ดื่มด่ำบรรยากาศสงกรานต์ในสวน พบ Local Chef Table เมนูอาหารที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเชฟเป็นผู้ออกแบบรังสรรค์เมนู นอกจากนี้พบกับตลาดนัดสินค้าคุณภาพมากมายที่มาให้เลือกซื้อมากมาย โดยทั้ง 2 จังหวัดได้มีกิจกรรมที่จัดเตรียมให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ทั้งนี้ การจัดงานทุกพื้นที่ยังคงมุ่งเน้นการนำอัตลักษณ์ และเสน่ห์ของแต่ละชุมชนมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันอย่างกลมกลืน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนในระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะสร้างความยั่งยืนของการต่อยอดทุนวัฒนธรรม ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างโอกาสมากมาย และความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

นอกจากจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”    ยังจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ที่เชื่อมพื้นที่วัฒนธรรมสำคัญริมสายน้ำ พร้อมตอกย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ และเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วโลกได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีไทย ระหว่าง

วันที่ 11-15 เมษายน 2569  พร้อมกันทั้ง 4 ภาค ใน 6 จังหวัดหลักของไทย

ภาคกลาง วันที่ 11-15 เมษายน 2569 บนแลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช วรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ,ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน ริเวอร์วอร์ค, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และท่าศาลเจ้ากวนอู (คลองสาน) ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2569                

ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569  และชุมชนช้างม่อย วันที่ 15 เมษายน 2569  จังหวัดลำพูน บริเวณถนนรถแก้ว – ถนนอินทยงยศ ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ณ วัดไม้ขาว และหาดป่าตอง ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ที่บ้านเชียง ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน 2569 และ จังหวัดขอนแก่น ที่ วัดไชยศรี ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2569  

มาร่วม “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ในเทศกาล “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ทั่วประเทศพร้อมกัน และติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook: Water Festival Thailand

สิริมงคลรับปีใหม่ไทย รวมพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ให้ประชาชนสรงน้ำใกล้ชิด

สิริมงคลรับปีใหม่ไทย รวมพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ให้ประชาชนสรงน้ำใกล้ชิด

สิริมงคลรับปีใหม่ไทย รวมพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ให้ประชาชนสรงน้ำใกล้ชิด

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดประสบการณ์ทางศาสนาครั้งสำคัญ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ใจกลางกรุงเทพมหานคร เชิญพุทธศาสนิกชนและประชาชนร่วมกราบสักการะ “พระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ที่ถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างสมบูรณ์ ภายในนิทรรศการ “ทัสสนานุตตริยะ” พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย

ความพิเศษของงานครั้งนี้ คือการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุอันทรงคุณค่าสูงสุดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สมเด็จองค์ปฐม พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้า มาประดิษฐานร่วมกัน พร้อมทั้งพระอรหันตธาตุจากยุคพุทธกาล ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช และอัฐิธาตุบูรพาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับการเข้าถึงและสักการะในระยะใกล้ 

นิทรรศการจัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่  30 เมษายน 2569 ณ ศาลาบูรพาจารย์ วัดปทุมวนาราม โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. และเปิดให้ร่วมพิธี “สรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน เพื่อเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย 

การจัดงานในครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงพุทธศาสนาและวัฒนธรรม โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองพุทธภัทรกัป และอุทิศเป็นพระราชกุศล รวมถึงเสริมความเป็นสิริมงคลแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน โดยใช้วันจักรีเป็นปฐมฤกษ์ของการเปิดนิทรรศการในปีนี้ 

นอกจากการเข้าร่วมสักการะแล้ว ภายในงานยังเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญสนับสนุน “โครงการจัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุ” และนิทรรศการองค์ความรู้ถาวรของวัดปทุมวนาราม เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาและศูนย์รวมศรัทธาในระยะยาว โดยสามารถร่วมบริจาคได้ทั้ง ณ สำนักงานวัดปทุมวนาราม หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารที่ทางวัดกำหนด 

ทั้งนี้ งานดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญกลางกรุงเทพฯ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ “เข้าถึงศรัทธา” อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบริบทของเมืองใหญ่ พร้อมสร้างประสบการณ์ทางจิตใจที่สงบและเปี่ยมด้วยความหมายในช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ไทย

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาอยากร่วมสนับสนุนบริจาคทุนอุปถัมภ์จัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุ วัดปทุมวนาราม และ นิทรรศการองค์ความรู้พระบรมสารีริกธาตุทั้งปวง อย่างเป็นการถาวร ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษธภคินี เขตพุทธาวาส วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร สามารถร่วมบริจาดทุนอุปถัมภ์ได้ที่ สำนักงานวัดปทุมวนาราม และสำนักงานโครงการปทุปทุมมามหาสิกขาลัย อาคารเสนาสนะสงฆ์ วัดปทุมวนาราม หรือโอนบริจาคได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี วัดปทุมวนาราม (โครงการปทุมมามหาสิกขาลัย) เลขที่บัญชี 205-208203-4