EMS 40 ปี ไปรษณีย์ไทยชวนสนุกกับ Thailand Post EMS RUN 2026

1 กันยายน 2569 เวลา 14:05 น.

สนามนี้แค่วิ่งถึงเส้นชัยยังไม่พอ เพราะรางวัลต้องมีทั้งกิมมิกให้ลุ้นและดีไซน์ที่อยากเก็บ! วันนี้พี่ไปรฯ พาเปิดกล่อง Race Pack จาก Thailand Post EMS RUN 2026 “ไปรฯ ให้ถึง…ทุกก้าวมีความหมาย” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 พร้อมหยิบภาพจำของไปรษณีย์ไทย ตั้งแต่แสตมป์ ตู้ไปรษณีย์ต่างยุค ไปจนถึงสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ มาออกแบบใหม่เป็นไอเทมร่วมสมัยสำหรับนักวิ่งและสายซิตี้รันเนอร์

นำทีมด้วย 3 ไอเทมไฮไลต์ ได้แก่ “THE MINIMAL SHIRT” เสื้อวิ่งสีขาวพร้อมสีแขนแยกตามระยะทาง “THE SPEED BIB” เลขบิบที่ถอดดีไซน์จาก EMS Tracking และ “THE MYSTERY MEDAL” เหรียญสุ่มทรงแสตมป์ E-M-S ซึ่งนำมาต่อรอยปรุรวมทีมได้ เสริมด้วยโล่รางวัลที่ออกแบบไม่ซ้ำกันในแต่ละรุ่น และถ้วยประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสำหรับแชมป์ Overall 10K ชาย 1 รางวัล และหญิง 1 รางวัล

เสื้อวิ่งดีไซน์สุดเก๋ กับกิมมิกสีแขนบอกระยะทาง

เสื้อวิ่งสีขาวคลีนสุดพรีเมียมที่นำเอาความสตรีทมาจับคู่อย่างลงตัว เด่นด้วยกิมมิกแยกสีแขนเสื้อตามระยะทางไม่ว่าจะเป็น 2.5 K แขนสีเทา สตรีทคลีนๆ  5K แขนสีน้ำเงิน ลุคสปอร์ตสุดชิค หรือ 10K แขนสีแดง ที่ปลุกสัญชาตญาณความเร็ว กระตุ้นความตื่นตัว ว่องไวติดสปีดเหมือนบริการ EMS ส่งด่วนของไปรษณีย์ไทยที่พร้อมพุ่งทะยานเข้าเส้นชัย ใส่วิ่งก็โดดเด่น หรือจะหยิบมาเป็น Everyday Wear หลังจบงานก็แมตช์ลุคได้ไม่ยาก

 “เหรียญสุ่ม” ที่ชวนมาลุ้นหน้าเส้นชัย

กิมมิกนี้เป็นการฉีกกรอบเหรียญวิ่งทรงกลมแบบเดิม ด้วยการนำรูปทรงของ “แสตมป์ไปรษณีย์ไทย” มาออกแบบเป็นเหรียญสี่เหลี่ยมพร้อมรอยปรุรอบด้าน แบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ E  M และ S เติมความสนุกหลังเข้าเส้นชัยด้วยกิมมิก “เหรียญสุ่ม” (The Mystery Medal) ที่นักวิ่งจะยังไม่รู้ว่าได้รับตัวอักษรใดจนกว่าจะสุ่มได้เหรียญไหนก็นำไปต่อรอยปรุรวมกับเพื่อน หรือร่วมล่าให้ครบคำว่า EMS ผ่านกิจกรรม Virtual Run ได้อีกด้วย ความพิเศษยังซ่อนอยู่ที่ด้านหลังของแต่ละเหรียญ ซึ่งจับคู่ตัวอักษรกับแลนด์มาร์กสำคัญบนเส้นทาง ได้แก่ E –  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม   M – อาคารไปรษณีย์กลาง และ S – ไปรษณียาคาร เมื่อสะสมครบทั้งสามแบบ ยังได้คอลเลกชันที่บันทึกเรื่องราวของ EMS และเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของย่านประวัติศาสตร์อีกด้วย

ตู้ไปรษณีย์ไทย” ที่คุ้นตา สู่โล่รางวัลของนักวิ่ง

อีกหนึ่งไอคอนิกของไปรษณีย์ไทยที่หยิบยกมาเป็นรางวัลคือ “ตู้ไปรษณีย์ไทย” ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นโล่แบบตั้งโต๊ะที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันมาเป็นต้นแบบ สำหรับระยะ 10K มีการแบ่งรางวัลตาม 6 รุ่นอายุ ได้แก่ ต่ำกว่า 20 ปี  20–29 ปี  30–39 ปี  40–49 ปี  50–59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป โดยมอบอันดับ 1–3 แยกชายและหญิง รวม 36 รางวัล การแบ่งรุ่นอายุทั้ง 6 กลุ่มปรากฏอยู่ในแบบ Trophy ของงานด้วย

เมื่อดูดีไซน์ของแต่ละรุ่น จะเห็นว่ารูปทรงตู้ถูกเปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ของตัวรางวัลเองก็แตกต่างกัน ตั้งแต่ตู้ทรงสูง ตู้ทรงเสา ไปจนถึงตู้ที่มีรายละเอียดเชิงสถาปัตยกรรมมากขึ้น จุดนี้ทำให้อายุของนักวิ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Design System ของรางวัล และทำให้โล่แต่ละรุ่นมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง

อีกทั้ง ดีไซน์ตู้ไปรษณีย์ยังถูกนำไปใช้กับการแข่งขันประเภทอื่น โดยระยะ 5K Overall มอบรางวัลอันดับ 1–3 ชายและหญิง รวม 6 รางวัล ส่วนประเภท ทีม 40K หรือ ทีม 4 คน วิ่งคนละ 10 กิโลเมตร จะตัดสินจากทีมที่มีผลรวมเวลาต่ำที่สุด Overall อันดับ 1–3 โดยไม่จำกัดเพศและอายุ ซึ่งแบบรางวัลระบุเป็น ทีม เมื่อนำรางวัลทั้งหมดมาวางรวมกัน สิ่งที่เห็นจึงคล้ายกับการย่อ “คอลเลกชันตู้ไปรษณีย์” มาอยู่บนโพเดียมเดียวกัน และทำให้ภาพจำของไปรษณีย์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะในสนามวิ่งโดยตรง

เหนือจากโล่ตู้ไปรษณีย์ ระยะ Mini Marathon 10K ยังมีรางวัลสำหรับแชมป์ Overall ชาย 1 รางวัล และหญิง 1 รางวัล เป็น ถ้วยประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งถ้วยมาในรูปแบบถ้วยสีเงินขนาดใหญ่ มีหูจับสองข้าง ประดับริบบิ้น พร้อมตราสัญลักษณ์บริเวณกลางถ้วย ขณะที่ฐานระบุรางวัลชนะเลิศ Thailand Post EMS RUN 2026 Mini Marathon 10K OVERALL แยกสำหรับชายและหญิง

และทุกก้าวในสนามยังถูกส่งต่อไปไกลกว่าการแข่งขัน เพราะ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) จังหวัดราชบุรี ขณะที่การตัดสินรางวัลการแข่งขันทั้งหมดใช้ Chip Time หรือระบบจับเวลา เป็นเกณฑ์ ทำให้ของรางวัลจากสนามนี้ไม่ได้บันทึกเพียงว่าใครวิ่งเร็วที่สุดหรือ ใครวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว แต่ยังบันทึกเรื่องราวของไปรษณีย์ไทยเอาไว้ในวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ที่นักวิ่งสามารถนำกลับบ้านและเก็บไว้เป็นความทรงจำจาก Thailand Post EMS RUN 2026 ได้อีกด้วย

กิจกรรม Thailand Post EMS RUN 2026 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก เปิดรับสมัครนักวิ่งจำนวน 3,000 คน ทั้งประเภทเดี่ยว ทีม 4 คน VIP และ VVIP โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ ThaiRun https://race.thai.run พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ EMS ผ่านกิจกรรมที่ผสานสุขภาพ เทคโนโลยี และการให้เข้าไว้ด้วยกัน ทุกก้าวของการวิ่งครั้งนี้ คือการร่วมส่งต่อสุขภาพ ความสุข และโอกาสที่ดีสู่สังคมไปด้วยกัน

ThailandPostEMSRUN2026ไปรษณีย์ไทย

ไอคอนสยาม ผนึกกำลัง TikTok LIVE และ ททท. จัด ‘TikTok LIVE Community Fest 2026’ มหกรรมคอมมูนิตี้ระดับภูมิภาค

1 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ TikTok LIVE และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “TikTok LIVE Community Fest 2026” มหกรรมคอมมูนิตี้ระดับภูมิภาคภายใต้แนวคิด “Be Part of the Win” ณ ICONSIAM HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม ต้อนรับ ครีเอเตอร์มากกว่า 300 คน พร้อมผู้ชมและพันธมิตรจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอเคซัส และเอเชียกลาง มาร่วมแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ สร้างเครือข่าย และแบ่งปันประสบการณ์บนเวทีระดับนานาชาติ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านวัฒนธรรม อาหาร ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้ชมหลายล้านคนทั่วภูมิภาคผ่าน TikTok LIVE

ปัณณิตา วรรณโกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และ ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล Creator Manager TikTok LIVE Thailand

ในฐานะ Global Experiential Destination ไอคอนสยามนำเสนอประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนของประเทศไทยในหลากหลายมิติ ผ่านการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรม ความร่วมสมัย และประสบการณ์ระดับนานาชาติไว้ในพื้นที่เดียว ตั้งแต่ SOOKSIAM เมืองสารพัดสุขที่รวบรวมอาหารและภูมิปัญญาจากทั่วประเทศ ไปจนถึงร้านอาหารชื่อดัง แบรนด์ลักชัวรีระดับโลก งานศิลปะ การแสดง และอีเวนต์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี
ด้วยแนวคิด “The Best of Thailand Meets The Best of the World” ไอคอนสยามทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโลกกับประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนได้ค้นพบเสน่ห์ของไทยผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายและร่วมสมัย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

ปัณณิตา วรรณโกวิท

ปัณณิตา วรรณโกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TikTok LIVE Community Fest 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยถูกถ่ายทอดสู่ผู้ชมจากหลากหลายประเทศผ่านมุมมองที่สดใหม่ สร้างสรรค์ และเข้าถึงผู้คนได้อย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่คือการได้สัมผัสเรื่องราว ผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไอคอนสยามในฐานะ Thailand’s Global Landmark และ Global Experiential Destination ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้ากับประเทศไทยผ่านประสบการณ์จริง


“ความร่วมมือTikTok LIVE และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของไอคอนสยาม ในการพัฒนา Retail Experience ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคได้ทุก Touchpoint ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล อีกทั้งงานครั้งนี้ ยังช่วยดึงเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วภูมิภาค ผ่านคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของเหล่าครีเอเตอร์ ซึ่งไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินทางมาค้นพบประเทศไทยด้วยตนเอง”

ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล

ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล Creator Manager TikTok LIVE Thailand กล่าวว่า “TikTok LIVE รู้สึกยินดีและขอขอบคุณไอคอนสยามสำหรับการเป็นพันธมิตรคนสำคัญของ TikTok LIVE Community Fest 2026 เรามีความเชื่อมั่นในไอคอนสยามในฐานะจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ของ LIVE Creators ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพในการรองรับการจัดงานในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเป็นจุดหมายปลายทางที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้คนจากทั่วโลกที่เดินทางมาค้นพบประเทศไทย ทำให้ไอคอนสยามเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อม Community ของครีเอเตอร์เข้ากับผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงช่วยทำให้เจตนารมณ์ของ TikTok LIVE ในการส่งเสริม Cultural Discovery ผ่านพลังของครีเอเตอร์เกิดขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา และทำให้การสร้างประสบการณ์ การเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ และการเฉลิมฉลองร่วมกัน กลายเป็นภาพที่สมบูรณ์และจับต้องได้มากยิ่งขึ้น”

การจัดงาน TikTok LIVE Community Fest 2026 ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้จากหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านการผสานพลังของความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และประสบการณ์จริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ไอคอนสยามยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ น่าค้นหา และมีความหมาย เพื่อเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมให้ได้ค้นพบแรงบันดาลใจร่วมกัน พร้อมนำเรื่องราวของประเทศไทยไปสู่ผู้ชมทั่วโลก และตอกย้ำสถานะของไอคอนสยามในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกที่ขับเคลื่อนบทสนทนา ประสบการณ์ และปรากฏการณ์ใหม่ ๆ บนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

TikTokLIVEททท.ไอคอนสยาม

‘กลุ่มพูลผล’ ครบรอบ 84 ปี มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

1 กันยายน 2569 เวลา 13:31 น.

“กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

กลุ่มพูลผลครบรอบ84ปี

ไทยวาโก้ ผนึกกำลัง มศว ลงนาม MOU ส่งเสริมการเรียนรู้ วิจัย และนวัตกรรม

1 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรและคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน    ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร)

ภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตและบุคลากรเป็นจำนวนมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมและขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

มศวไทยวาโก้

อว. – NIA ประกาศปิด CIA รุ่นที่ 1 ปั้น ‘นักพัฒนาเมืองนวัตกรรม’

1 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดพิธีปิดและจัดกิจกรรม Final Pitching หลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาเมืองนวัตกรรม ประจำปี 2569 ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมืองอย่างเข้มข้นตลอด 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หลักสูตร CIA รุ่นที่ 1 มุ่งพัฒนาผู้นำและเครือข่ายนักพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “Innovative Resilient City” หรือ “เมืองนวัตกรรมที่พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง” เพื่อสร้างคนที่สามารถมองเมืองอย่างเป็นระบบ มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล นโยบาย นวัตกรรม และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ไปสู่การลงมือ

ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การศึกษาพื้นที่จริง การแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรม Bootcamp และการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมือง ตั้งแต่การทำความเข้าใจ City Challenge และความเสี่ยงของเมือง การใช้ข้อมูลและหลักฐาน การมองเมืองเชิงระบบและค้นหา Leverage Point ไปจนถึงการออกแบบนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนา Prototype กำหนดตัวชี้วัด และแผนการนำไปใช้จริง

สำหรับการพัฒนาผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้ร่วมกันทำงานใน 6 ทีม ผ่านกระบวนการ Co-creation โดยนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญตลอดหลักสูตรมาประยุกต์กับโจทย์และบริบทของเมือง เพื่อพัฒนาเป็น “Future-ready City Innovation Prototype” ที่มีองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปทดลอง ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบและพันธมิตร รูปแบบการบริหารจัดการ ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็น งบประมาณหรือแหล่งทุน ประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ตลอดจนแนวทางการทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด ก่อนนำเสนอผลงานในกิจกรรม Final Pitching วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มความพร้อมของต้นแบบในการก้าวจาก Prototype สู่ Pilot และการขยายผลในอนาคต

 “อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของ CIA คือการสร้างเครือข่ายผู้นำและนักพัฒนาเมืองจากหลากหลายภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทั้งความรู้ ทรัพยากร อำนาจการตัดสินใจ และศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าด้วยกันซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นหลังจบหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงต้นแบบที่จบอยู่บนเวที Final Pitch แต่คือการที่ผู้เข้าร่วมสามารถนำวิธีคิด เครื่องมือ และเครือข่ายที่เกิดขึ้นจาก CIA กลับไปต่อยอดในพื้นที่ ทดลอง ปรับปรุง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ เพราะความพร้อมของเมืองในอนาคตไม่ได้หมายถึงการทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่คือความสามารถในการเตรียมพร้อม ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้เมื่อมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม NIA จะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเมืองนวัตกรรมผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ City Innovators การพัฒนาคนที่พร้อมขับเคลื่อนเมือง City Innovation การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ City Ecosystem การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลองและขยายผล และ City Partnership การเชื่อมโยงความร่วมมือและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันเมืองไทยสู่การเป็น “Innovative Resilient City” ที่มีความยืดหยุ่น น่าอยู่ พร้อมรับมือ ปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

FENDI Couture คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026-27

1 กันยายน 2569 เวลา 10:30 น.

ในคอลเลกชันกูตูร์ (Couture) แรกของเธอสำหรับแบรนด์ FENDI มาเรีย กราเซีย คิอูรี ได้หยิบยกเอา “ความปรารถนาอันเป็นองค์ประกอบในเรือนร่างของมนุษย์” มาเป็นใจความสำคัญในการสร้างสรรค์ ผลงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้า แต่คือกลยุทธ์การออกแบบที่คืนคุณค่าให้กับเรือนร่างเหล่านั้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนจริง ตลอดจนความซับซ้อนของความรู้สึก เจตนารมณ์ และทัศนคติ

คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026-27 ได้หลอมรวมความเย้ายวน ความพึงใจในกามารมณ์ (eroticism) เสรีภาพ และความรื่นรมย์เข้าไว้ด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Histoire d’eau (1977) ภาพยนตร์แฟชั่นที่ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) สั่งจัดทำขึ้นพิเศษสำหรับคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-to-Wear) แรกของ FENDI

งานดีไซน์ของคิอูรีช่วยขับเน้นและโอบรับสรีระอย่างนุ่มนวลผ่านรูปทรง (silhouettes) ที่พริ้วไหวและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของห้องเสื้อ (ateliers) FENDI ผ่านเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจับเดรป การใช้ผ้าชีฟอง งานหนัง และขนสัตว์ การผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับฝีมือช่างศิลป์ในคอลเลกชันนี้ เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า กูตูร์ คือพื้นที่แห่งการทดลองทางแฟชั่นเสื้อผ้า ที่ซึ่งขนบดั้งเดิมและนวัตกรรมล้ำสมัยจะยังคงเติบโตและวิวัฒนาการไปด้วยกันอย่างไม่หยุดยั้ง

CoutureFENDI

สกสว.จัดประชุมชี้แจงเป้าหมายงบวิจัย 2571 มุ่งสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ไร้รอยต่อและใช้ได้จริง

1 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

สกสว.จัดเวทีประชุมชี้แจงงบประมาณเป้าหมายการสนับสนุนงบ ววน. และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงาน ประจำปี 2571 ตั้งเป้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และสร้างห่วงโซ่คุณค่างานวิจัยที่ไร้รอยต่อ เน้นการบริหารจัดการและประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ ยึดหลักธรรมาภิบาล

ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยลและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและ ณ อาคารอิมแพ็คฟอรัม เมืองทองธานี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในระบบ ววน. ทั่วประเทศกว่า 800 คนเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับทิศทางการสนับสนุนงบประมาณทั้งในส่วนของทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) และทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Development Fund) พร้อมทั้งชี้แจงแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ก่อนเปิดรับคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 อย่างเป็นทางการ

ประธาน กสว. กล่าวระหว่างปาฐกถานำในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ” ว่า ระบบ ววน. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมชี้ว่างบประมาณที่ลงทุนในระบบ ววน. จะต้องส่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ภายใต้การบริหารจัดการงบประมาณและการประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล

“ระบบ ววน. จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่มีกำลังมหาศาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ จึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะแห่งอนาคตและพร้อมตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤต นอกจากนี้จะต้องเชื่อมโยงงานวิจัยของประเทศเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ทั้งงานวิจัยมูลฐาน และโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สอดรับกับงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่คุณค่างานวิจัยที่ไร้รอยต่อ” ประธาน กสว. กล่าวย้ำ

ด้าน ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง สกสว. และหน่วยงานในระบบ ววน. จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยหน่วยงานในระบบ ววน. สามารถจัดทำคำของบประมาณสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงนโยบายและทิศทางของกองทุน ววน. แนวทางการบริหารงบประมาณ การติดตามและประเมินผล และผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทยในระยะยาว

“งบประมาณด้าน ววน. ในปี 2571 จะกำหนดจุดเปลี่ยนของอนาคต ทุกเม็ดเงินที่จัดสรรคือความมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานในระบบเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง” ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุ

สกสว.

ไปรษณีย์ไทยออกแสตมป์ที่ระลึก 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส

1 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยฝรั่งเศส ผ่านตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยฝรั่งเศส ถ่ายทอดเรื่องราวของสองประเทศผ่านภาพวาดสถานที่สำคัญริม “แม่น้ำเจ้าพระยา” และ “แม่น้ำแซน” เพื่อร่วมบันทึกประวัติศาสตร์วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน โดยแสตมป์ที่ระลึกจำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า วาระครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมบันทึกเรื่องราวมิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่านแสตมป์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่สามารถพาเรื่องราวและคุณค่าของแต่ละประเทศเดินทางไปสู่ผู้คนได้อย่างกว้างไกล โดยครั้งนี้ได้นำสถานที่สำคัญของไทยและฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแซน มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน ไปรษณีย์ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแสตมป์ชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ช่วยส่งต่อเรื่องราวของมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศสให้เดินทางต่อไปยังคนรุ่นหลัง

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

แนวคิดการออกแบบตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดนี้เลือกใช้ แม่น้ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเล่าเรื่อง เปรียบเสมือนเส้นทางแห่งสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ การเดินทาง การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยนำแลนด์มาร์กสำคัญของไทยและฝรั่งเศสมาถ่ายทอดผ่านภาพวาดอะคริลิก ฝั่งประเทศไทยถ่ายทอดผ่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผลงานการวาดโดย นายธเนศ พลไชยวงศ์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สะท้อนความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำเจ้าพระยา ขณะที่ฝั่งฝรั่งเศสถ่ายทอดผ่านหอไอเฟลริมแม่น้ำแซน ผลงานการวาดโดย Stéphane Humbert-Basset ศิลปินชาวฝรั่งเศส สะท้อนเสน่ห์ของกรุงปารีสและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท กำหนดวันแรกจำหน่าย 28 สิงหาคม 2569 สามารถซื้อได้ที่ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์ประจำจังหวัด พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) และช่องทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com สนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเอส เคิร์ฟ โทร 0 2573 5480, 0 2573 5463

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

แสตมป์ที่ระลึก170ปีไปรษณีย์ไทย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกทุกภาคส่วนเปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ

1 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน “Nature-based Economy” หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องขยับจากการลดผลกระทบไปสู่ Nature Positive ซึ่งมุ่งหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง

ที่สำคัญความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน

“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

อย่างไรก็ตาม เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก หรือระบบนิเวศที่เคยถูกตัดออกไปจากการออกแบบเพื่อให้ดูแลรักษาง่าย

“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

ทั้งนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”

MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน  และธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

MFLFSustainabilityForum2026มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

สูตรลับจับคู่สารอาหาร เทคนิคช่วยลูกดูดซึมดี เติบโตสมวัย สไตล์กุมารแพทย์

1 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยสงสัยใช่ไหมว่า ทั้งที่เลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดให้ลูกทานแล้ว แต่ทำไมลูกยังดูตัวเล็ก หรือดูไม่สดใสเท่าที่ควร? ความจริงแล้ว ปริมาณ‘ สารอาหารอาจไม่สำคัญเท่ากับการดูดซึม เพราะร่างกายของเด็ก ๆ มีกลไกที่ซับซ้อน

 พญ.รังรักษ์ สวนดอก (ว.23354) กุมารแพทย์ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช เจาะลึกสูตรลับการจับคู่สารอาหาร ที่จะช่วยให้ลูกรักของคุณโตไวและมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้นได้

พญ.รังรักษ์ สวนดอก

การจับคู่อาหารให้ลูกรับประทานที่เหมาะสมจะเพิ่มประโยชน์ให้ลูก “ดูดซึมดี โตไว แข็งแรง” แนวคิดนี้ “ใช่เลย” ในระดับลึกเด็กกินของดีแค่ไหน แต่ถ้าร่างกายดูดซึมไม่ได้ก็เสียของการจับคู่อาหารที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ และเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์ในเด็กช่วงกำลังโต โดยเฉพาะ ธาตุเหล็ก วิตามินเอ ดี อี เค และแคลเซียม

อาหารสำคัญที่มีหลักฐานและใช้ได้จริงในบ้าน 6 คู่ มีดังนี้

1.เหล็กควบคู่กับวิตามินซี ช่วยให้เหล็กดูดซึมเพิ่มหลายเท่า (ป้องกันซีด อ่อนเพลีย สมาธิดีขึ้น) ตัวอย่างคู่อาหาร : ไข่ / ตับ / เนื้อแดง ควบคู่กับ ส้ม / ฝรั่ง / สตรอว์เบอร์รี,  ผัดผักใบเขียว ควบคู่กับ มะนาวบีบ, โจ๊กหมู ควบคู่กับ ส้ม 1 ลูก

ผลลัพธ์: เหตุผลวิตามินซีช่วยลดธาตุเหล็กจากรูปเฟอร์ริก (Ferric, \(Fe^{3+}\)) ที่ละลายน้ำได้ยาก ไปเป็นรูปเฟอร์รัส (Ferrous, \(Fe^{2+}\)) ที่ละลายน้ำได้ดี ทำให้ช่วยดูดซึมได้ดีขึ้น การจับคู่อาหารที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ และเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเด็กช่วงกำลังโต

2.ไขมันดี ควบคู่กับวิตามินเอ ดี อี เค เป็นวิตามินละลายในไขมัน ต้องมีไขมันถึงจะดูดซึมได้ ตัวอย่างคู่อาหาร : แครอท/ฟักทอง/ผักบุ้ง ผัดน้ำมันนิดเดียว, สลัดผัก ควบคู่กับน้ำสลัดมีน้ำมันงา, ไข่เจียวผักใบเขียว ผักลวก ควบคู่กับ งาดำ และน้ำมันงา 1 ช้อนชา

ผลลัพธ์: เราจะดูดซึมวิตามินจากผักได้ดีมากขึ้น โดยเด็กไม่ต้องกินน้ำมันเยอะ แค่นิดเดียวก็ช่วยแล้ว

3.แคลเซียม ควบคู่กับ วิตามินดี จะช่วยให้แร่ธาตุในกระดูกดีขึ้น ตัวอย่างคู่อาหาร : นม/โยเกิร์ต ควบคู่กับ ไข่ (วิตามินดี ในไข่แดง), ปลาทู/ปลาซาร์ดีน ควบคู่กับ แดดเช้า และวิ่งเล่นกลางแจ้ง, เต้าหู้ ควบคู่กับ ปลาตัวเล็ก

ผลลัพธ์: ทริกง่ายเล่นแดดเช้า 15–20 นาที = วิตามินดีจะดีขึ้นและแคลเซียมใช้ประโยชน์ได้จริง

4.โปรตีน ควบคู่กับ ธาตุเหล็ก และไอโอดีน (อาหารสมอง) ดีต่อสมอง ความจำ พัฒนาการ ตัวอย่างคู่อาหาร : ปลาทู/ปลาโอ ควบคู่กับ ข้าว และผัก, ไข่ ควบคู่กับ สาหร่าย (ไอโอดีน), ข้าวต้มปลา ควบคู่กับ สาหร่ายวากาเมะ, ต้มจืดเต้าหู้ไข่ ควบคู่กับ สาหร่าย,

5.ใยอาหาร + น้ำ: ลำไส้ทำงานดี กินผักผลไม้ แต่ “ไม่ดื่มน้ำ”ท้องผูก ดูดซึมไม่ดี ตัวอย่างคู่อาหาร : มื้อมีผักทุกมื้อ ควบคู่กับ น้ำเปล่าตาม, ผลไม้เป็นชิ้น (ไม่ใช่น้ำผลไม้)

ผลลัพธ์: อุจจาระดีขึ้น เด็กกินอาหารได้ดีขึ้นดูดซึมดีขึ้น

6.โพรไบโอติก ควบคู่กับ พรีไบโอติก ทำให้ลำไส้แข็งแรงดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ตัวอย่างคู่อาหาร: โพรไบโอติก: โยเกิร์ต, นมเปรี้ยว, เต้าเจี้ยว, ถั่ว, นัตโตะ, พรีไบโอติก: กล้วยน้ำว้า, หัวหอม, กระเทียม, มันเทศ , โยเกิร์ต ควบคู่กับ กล้วย, ข้าวต้ม ควบคู่กับ กระเทียมเจียว (นิดเดียว), แซนด์วิชไข่ ควบคู่กับ หอมใหญ่สไลซ์บาง ๆ

คู่อาหารที่ “ขัดขา” ไม่แนะนำให้รับประทานควบคู่กัน มีดังนี้

1) ชา/โกโก้ เข้ม ควบคู่กับ อาหารเหล็กสูง : สารแทนนิน (Tannin) ในชา ลดการดูดซึมเหล็ก อย่าให้พร้อมอาหาร

ถ้าจะรับประทานให้เว้น 1–2 ชั่วโมง

2) นมเยอะ ควบคู่กับ อาหารเหล็กในมื้อเดียว: แคลเซียม แย่งทางดูดซึมเหล็กเล็กน้อย มีวิธีแก้แบบง่าย คือ นม = ก่อนนอน เหล็ก/เนื้อ/ตับ = มื้อเช้า/เที่ยง + ผลไม้

ตัวอย่างเมนู 1 วัน (แบบเด็กกินง่าย) มื้อเช้า: โจ๊กหมู ควบคู่กับ ผักชี, ไข่ และส้ม 1 ลูก /  มื้อกลางวัน: ข้าว ควบคู่กับ ปลาทูย่าง, ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย, น้ำเปล่า 1 แก้ว และมะละกอชื้นเล็ก ๆ 1-2 ชิ้น /  มื้อว่างช่วงบ่าย: โยเกิร์ต ควบคู่กับ กล้วย /  มื้อเย็น: ต้มจืดผักกาดขาว ควบคู่กับ เต้าหู้ไข่, สาหร่าย และข้าวกล้อง ก่อนนอน นม 1 แก้ว

ผลลัพธ์: ได้ครบถ้วนในสารอาหารดังนี้ โปรตีน ธาตุเหล็ก ควบคู่กับ วิตามินซี วิตามินเอ ดี อี และเค ใยอาหาร ควบคู่กับ น้ำ แคลเซียม

เพราะ “ความรัก” ของพ่อแม่ไม่ได้อยู่แค่ในปริมาณอาหารที่ลูกทาน แต่สอดแทรกอยู่ในความใส่ใจที่เลือก “คู่หูอาหาร” ที่ดีที่สุดให้เขา การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยในวันนี้ คือ รากฐานของสุขภาพที่แข็งแรงและรอยยิ้มที่สดใสของลูกในวันหน้า มาเริ่มการจัดเมนูอาหารให้ลูกน้อยที่ทรงพลังไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

สารอาหารสูตรลับ