บำรุงราษฎร์ ก้าวสู่อันดับ 96 โลก โรงพยาบาลแห่งเดียวในไทยที่ติด Top 100 ที่ดีที่สุดในโลก

1 กันยายน 2569 เวลา 06:45 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลอันดับ ในประเทศไทย ปีซ้อน และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด ใน 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ จากการสำรวจของนิตยสาร Newsweek และ Statista ประจำปี 2569 ความสำเร็จที่ต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบการบริบาลทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่ผู้ที่มารับบริการทุกคน

นิตยสารและเว็บไซต์ข่าวชั้นนำ ร่วมกับ Statista บริษัทสำรวจวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านตลาดและผู้บริโภคเชิงลึกที่น่าเชื่อถือระดับโลกของประเทศเยอรมนี ได้ประกาศผลการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 (World’s Best Hospitals 2026) จำนวน 250 อันดับ ผ่านทาง http://www.newsweek.com โดยมีโรงพยาบาลกว่า 2,530 แห่ง ใน 32 ประเทศทั่วโลกเข้ารับการประเมิน โดยมีผลประกาศและใจความสำคัญว่า บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับที่ 96 จาก 250 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งขยับขึ้นจากอันดับที่ 100 ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นไปตามเป้าหมายที่โรงพยาบาลฯ ได้ตั้งไว้

บำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลของไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 (2021-2026) ด้วยคะแนน 91.80% ในขณะที่โรงพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับที่ 2 ได้คะแนน 87.80% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในคุณภาพของการรักษา

การจัดอันดับของ Newsweek และ Statista ได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพระหว่างประเทศร่วมพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ตัวชี้วัดคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Quality Metrics): ข้อมูลคุณภาพการดูแลรักษาเฉพาะทาง ความปลอดภัยของผู้ป่วย มาตรการด้านสุขอนามัย และอัตราส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ต่อผู้ป่วย 2.คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ (Hospital Recommendations from Peers): การสำรวจออนไลน์จากแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 100,000 ราย จาก 32 ประเทศ

3.ข้อมูลจากประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience): ความพึงพอใจทั่วไป การแนะนำบอกต่อ และความพึงพอใจต่อการรักษาพยาบาล 4.PROMs (PROMs Implementation): การใช้แบบประเมินผลลัพธ์ด้านการรักษาจากมุมมองของผู้ป่วย เพื่อวัดผลด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิต

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับที่สำคัญในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขอถือโอกาสนี้มอบคำชื่นชมและคำขอบคุณให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และพนักงานฝ่ายสนับสนุนทุกคนสำหรับความเชี่ยวชาญ ความเห็นอกเห็นใจ และความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละในการดูแลผู้ป่วยอย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของชื่อเสียงระดับโลกของบำรุงราษฎร์ สิ่งที่น่าสังเกตคือหลักเกณฑ์การประเมินในปี 2569 นั้นมีความเข้มข้นมากกว่าปีก่อน ๆ โดยเพิ่มน้ำหนักตัวชี้วัดด้านคุณภาพของโรงพยาบาล เพิ่มเกณฑ์การรับรองมาตรฐานและความปลอดภัย ประสบการณ์อันน่าประทับใจของผู้ป่วย รวมถึงกรอบการประเมิน PROMs ที่ละเอียดรัดกุมกว่าเดิม แม้ว่ามาตรฐานจะสูงขึ้น แต่เรายังคงสามารถพัฒนาอันดับของเราให้ดีขึ้นได้จากอันดับ 182 สู่ 134 สู่ 100 และล่าสุด 96 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน รวมถึงเป็นภาพสะท้อนของความไว้วางใจจากประชาคมการแพทย์ทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สำคัญของโลก”

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชื่อเสียงให้แก่วงการสาธารณสุขไทยบนเวทีโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์การรักษาด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย การใช้นวัตกรรมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบการบริบาลที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่มารับบริการทุกคน

อันดับ96โลกโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

คนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงไปทั่วโลก ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษาอาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต  เผยพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “โรคอ้วน” ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วนและเปลี่ยนชีวิตได้จริง

“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ทำร้ายทั้งรูปร่างและระบบในร่างกาย

โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไปจนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติจากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่มแม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ การที่ไขมันปล่อยสารอักเสบออกมาทำร้ายระบบหัวใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำหนักด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิวเพื่อดึงน้ำหนักกลับไปที่จุดสมดุลหรือน้ำหนักเดิมของเรา

“โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลว

นพ.ชาญวัฒน์ เล่าว่า “การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนตับอ่อนทำงานหนักและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ถัดมาคือความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็น ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวจนความดันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รักษาในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้”

อาหารแปรรูป-นั่งแช่ไม่ลุก-เครียดเรื้อรัง-นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน”

โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึกอยากกินมากขึ้นและรู้สึกอิ่มช้าลง ถัดมาคือการนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจัดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนความเครียดเรื้อรังก็เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะถ้ายิ่งเครียดสมองก็ยิ่งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย และอีกอย่างคือถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิวและทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้น ซึ่งถ้าทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด

ส่องสัญญาณเตือน “โรคอ้วน” ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสาย

“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบาๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดังหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงเป็นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว นอกจากนี้คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจคัดกรองแม้จะยังไม่มีอาการ” นพ.ชาญวัฒน์ อธิบาย

เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการอย่างไขมันพอกตับ เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่วมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง โดยตั้งเป้าลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับวิธีการรักษาแพทย์จะใช้การปรับโภชนาการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่จำเป็น ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามระยะยาว

“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำและสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนั้นก็อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก่อนอันตราย ซึ่งถ้าเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย” นพ.ชาญวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่กำลังมีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์ และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00–19.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

โรคอ้วน

คุณแหน : 1 กันยายน 2569

1 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีทำบุญวาระครบรอบ 62 ปี แห่งการสถาปนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2569 และวาระครบรอบ 117 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย รวมทั้งทำบุญอุทิศให้ คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาผู้ล่วงลับ ในวันพุธที่ 9 ก.ย.9.00น. ณ ห้องประชุม 60 ปี อาคาร HB8 คณะมนุษยศาสตร์ มช…

ll ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ ก็มีคนรู้ใจระดับฉายา “Wall Paper” นะคะ พวกเราคงจำกันได้ในยุครัฐบาลไทยที่มีท่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ท่านก็มีผู้ช่วยคนสนิทที่ติดตามไม่ห่างกายจนสื่อขนานนามว่า “Wall Paper” ต่างกันอยู่ตรงที่คนของ ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นสาวสวยผมบลอนด์ (เป็นโอเพ่นซีเคร็ทในทำเนียบข่าววว่าผู้หญิงรายรอบท่านประธานาธิบดีต้องเป็นคนผิวขาวผมบลอนด์ไม่ว่าจะเป็น ภริยาเก่าและปัจจุบัน, ลูกสาวคนโปรด, รมต.หญิง, ผู้ช่วยหญิงคนดัง, และแม้แต่โฆษกรัฐบาลต้องบลอนด์หมด !) ผู้ช่วยฯ ที่เป็นข่าวมาตั้งแต่ต้นเทอมคือ Natalie Harp เธอมีสเป็คตรงตามนี้เป๊ะ แถมความจงรักภักดีแบบ “กามิกาเซ่” บางครั้งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สตาฟทำเนียบงง อาทิเช่น นาตาลี ถูกห้ามขึ้นรถขบวนประธานาธิบดี เพราะไม่มีที่ เธอไม่ฟังเสียงเปิดท้ายรถที่เก็บของ SUV แล้วโดดขึ้นเลย จน สว.อาวุโส Ossoff ออกปากไม่เข้าใจว่า ทำไม ทรัมป์ ต้องไปทุกหนแห่งโดยมีเธอด้วย ?…รายงานว่าเธอปฏิบัติหน้าที่ให้ ทรัมป์ ตั้งแต่เช้าตรู่ถึงค่ำ โดยไม่เคยขาดหรือลางานเลย…ทรัมป์ เองเคยประกาศกับสตาฟว่า Natalie เป็นคนสนิทที่รักเขาจริงเทียบเท่าสตรีหมายเลข 1 กับ ลูกๆ และ “เธอจะไม่มีวันทิ้งเขาไป” …

ll สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึง “มวยไทย” ประสบความสำเร็จบนเวทีโลกเกินความคาดหมาย ขอรีวิว เวทีราชดำเนิน ก่อนเพราะเป็นเวทีมวยมาตรฐานแห่งแรกของไทยตั้งแต่สมัย ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ 2484 จนปัจจุบันถูกยกย่องให้เป็น Soft Power ระดับแนวหน้าของประเทศ ส่วนคณะผู้บริหารก็ยังเดินหน้าปรับปรุงพัฒนาให้รายการก้าวหน้าตามความกระหายของแฟนมวยทั่วโลก ต่อมามี บริษัท GSV ได้ตกลงเข้าร่วมลงทุนถือหุ้น 50% ในเวทีราชดำเนินโดยมี เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ เป็น CEO ผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งทันสมัยและคุณภาพคับแก้วถูกใจแฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แต่ละสัปดาห์ฝรั่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาชมมวยกันแน่นสนาม บารอนเนส ชมความสำเร็จอย่างจริงใจแต่ขอตั้งข้อสังเกตสักอย่าง เรื่องกรรมการห้ามมวยบนเวทีหลายคนติว่า “ตีมือ” (ให้สัญญาณชกได้) อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่เป็นสากลเลย แถมบางครั้งยังเข้าประชิดคู่ชกบนเวทีจนบังมุมกล้องที่กำลังถ่ายทอดสดไปทั่วโลก…

ll ศิษย์เก่าราชินี 63 ชวนกันไปประชันความงาม(ตามวัย)แอนด์เอนจอยอีทติ้งกัน ที่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ ในรุ่นมีศิลปินแห่งชาติ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ มาสร้างสีสันด้วย…

ll เบิร์ธเดย์ของ คุณแป้ม-ณัฐินี หวานใจของ คุณแกะ-อิศเรศ จิราธิวัฒน์ เมื่อวันก่อน จัดอบอุ่นในครอบครัว นอกจากจะมีสามีและบุตรสาวสามใบเถาร่วมเป่าเค๊กแล้ว ยังพรั่งพร้อมด้วย คุณพ่อพละ สุขเวช อดีตผู้ว่า ป.ต.ท. คุณแม่กรรณิกา อดีตรองปลัดกระทรวง พ.ม.รวมทั้งพี่สาว กัญชลี และน้องสาว พิมรา ร่วมร้องเพลง Happy Birthday ด้วย…ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรงค่ะ…

ll ชอบเล่นดนตรี ร้องเพลงมาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มน้อย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ วัย 79 ปี ดร.ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รวบรวมสมัครพรรคพวกคนวัยเดียวกันตั้งวงดนตรี เล่นกันสนุกๆ มีผลงานเพลงฮิตติดชาร์ทที่เผยแพร่ในขณะนี้คือ ‘Reflection of my life’ จากเพลงต้นแบบของ The Rolling Stones …ทำ MV ออกมาเท่มากประหนึ่ง ศิลปินมืออาชีพเลยทีเดียว !!…

บารอนเนส

Manao Software ตอกย้ำบทบาท Reliable Development Partner พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI อย่างมั่นคง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:36 น.

ท่ามกลางการเร่งขับเคลื่อน Digital Transformation ของภาคธุรกิจไทย ความท้าทายในวันนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่คือการทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงรักษาเสถียรภาพของระบบสำคัญ ควบคุมโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน  

Manao Software (มะนาว ซอฟต์แวร์บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศไทยที่มีทีมงานในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ พร้อมรากฐานแนวคิดการทำงานแบบเดนมาร์ก เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็น Reliable Development Partner for Thai Enterprises หรือพันธมิตรด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่องค์กรไทยสามารถไว้วางใจได้ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนา ปรับปรุง และต่อยอดระบบซอฟต์แวร์ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมลดความเสี่ยงตลอดกระบวนการพัฒนา หัวใจสำคัญของแนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านคำมั่นของ Manao Software ที่ว่า “Straight talk. Solid delivery.” สื่อถึงการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ควบคู่กับการส่งมอบงานที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ 

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ (Christopher Mosses) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Manao Software กล่าวว่า “วันนี้ธุรกิจไม่ได้ต้องการเพียงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ต้องการพันธมิตรที่เข้าใจว่าสิ่งใดมีความสำคัญต่อธุรกิจ สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน พร้อมรับผิดชอบต่อโครงการและส่งมอบงานได้ตามเป้าหมาย” สำหรับ Manao Software การเป็น Development Partner ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำงานด้านเทคนิคให้เสร็จตามขอบเขตที่กำหนด แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจธุรกิจของลูกค้า ทำงานร่วมกับทีมภายในองค์กรอย่างใกล้ชิด มองเห็นและบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก ตลอดจนรับผิดชอบต่อการส่งมอบงานในทุกขั้นตอน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอาจส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ และหลายระบบจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาต่อเนื่องโดยไม่กระทบต่อระบบเดิมที่ยังคงทำงานอยู่ 

การเดินหน้าสู่เทคโนโลยีใหม่โดยไม่ทิ้งเสถียรภาพของระบบเดิม แทนที่จะเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดในคราวเดียว ManaoSoftware ให้ความสำคัญกับแนวทางการ Transformation แบบเป็นขั้นตอน (Phased Approach) โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าส่วนใดจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจัดลำดับความสำคัญจากคุณค่าทางธุรกิจและระดับความเสี่ยง ก่อนแบ่งการพัฒนาออกเป็นช่วงที่สามารถบริหารจัดการและตรวจสอบได้ ซึ่งตลอดกระบวน การ ทีมวิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์จะทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกระบวนการทดสอบและ Quality Assurance (QA) ที่เป็นระบบ รวมถึงการสื่อสารสถานะ ความคืบหน้า และประเด็นสำคัญอย่างชัดเจน เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีได้โดยยังคงรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ ความร่วมมือกว่า 4 ปี ระหว่าง Manao Software และ OfficeMate สะท้อนประสบการณ์ของ Manao Software ในการพัฒนาและดูแลระบบระดับ Enterprise โดย OfficeMate หนึ่งในผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทั้งการดำเนินงานและ Digital Ecosystem ที่ซับซ้อน จำเป็นต้องมีระบบเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการทำงานในปัจจุบัน พร้อมพัฒนาและขยายตัวไปตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง Manao Software รับผิดชอบทั้งการพัฒนาและสนับสนุน Seller Centre และความร่วมมือดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

Seller Centre เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการผู้ขาย ครอบคลุมข้อมูลร้านค้า สินค้า คำสั่งซื้อ โปรโมชั่น และค่าคอมมิชชัน พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์กับหลายระบบภายในองค์กร ระบบได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงและการเติบโตของธุรกิจ Marketplace ของ OfficeMate โครงการนี้สะท้อนความสามารถของ Manao Software ในการเข้าใจ Business Requirements ที่ซับซ้อน รวมถึงการพัฒนา ทดสอบ และดูแลการเชื่อมต่อระหว่างระบบภายในองค์กรขนาดใหญ่ 

“องค์กรไม่ควรต้องเลือกระหว่าง Innovation กับ Stability หน้าที่ของเราคือช่วยให้ลูกค้าเดินหน้าสู่สิ่งใหม่ได้อย่างมั่นใจ พร้อมสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเมื่อมีความท้าทาย และรับผิดชอบต่อการส่งมอบงานให้สำเร็จ” คริสโตเฟอร์ กล่าว 

Manao Software ยังนำ AI มายกระดับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ผ่าน OMEGA แพลตฟอร์ม AI-Augmented Delivery ที่พัฒนาขึ้นโดย Manao Software โดยนำ AI มาสนับสนุนตลอด Software Development Lifecycle ตั้งแต่การวางแผน การเขียนโค้ด การ Review การทดสอบ การจัดทำ Documentation ไปจนถึง Validation 

OMEGA ช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้กับ Workflow ภายในของ Manao Software ได้มากกว่า 70% โดยลดงานด้านวิศวกรรมและงานปฏิบัติการที่มีลักษณะซ้ำ ๆ ทำให้ทีมมีเวลาโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่ามากขึ้น ทั้งด้าน Architecture, Quality Assurance และ Business Logic ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก AI ยังคงผ่านการ Review และ Validation โดยวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญก่อนส่งมอบ เพื่อรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย Scalability และการดูแลรักษาระบบในระยะยาว 

ประสบการณ์ดังกล่าวยังถูกต่อยอดสู่บริการ Custom AI Software Development & Consulting สำหรับลูกค้าองค์กร โดย ManaoSoftware เริ่มจากการทำความเข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ ผู้ใช้งาน และระบบที่มีอยู่ ก่อนพิจารณาว่า AI สามารถสร้างคุณค่าหรือแก้ Pain Point ในส่วนใดได้จริง แล้วจึงพัฒนาโซลูชันที่เหมาะกับแต่ละองค์กร ภายใต้หลักการ “Start with the business need, use AI where it makes sense and keep experienced people accountable for the outcome.” 

ด้วยทีมงานใน กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ประสบการณ์ในตลาดไทย และรากฐานการทำงานแบบเดนมาร์ก Manao Software ผสานความเข้าใจธุรกิจในประเทศเข้ากับมาตรฐานการส่งมอบงานระดับสากล ทีมทำงานร่วมกับทั้ง Business Stakeholders และ TechnicalTeams อย่างใกล้ชิด ด้วยการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา โปร่งใส และเน้นความรับผิดชอบต่อการส่งมอบ 

ในวันที่เทคโนโลยีและ AI มีบทบาทต่อธุรกิจมากขึ้น Manao Software เชื่อว่าองค์กรไทยต้องการ Development Partner ที่ไว้วางใจได้ทั้งในวันที่โครงการดำเนินไปอย่างราบรื่นและเมื่อเกิดความท้าทาย 

“เราอยากให้ลูกค้ารู้เสมอว่าโครงการอยู่ตรงไหน มีเรื่องใดที่ต้องให้ความสำคัญ และขั้นตอนต่อไปคืออะไร ความโปร่งใสควบคู่กับการส่งมอบที่เชื่อถือได้ คือสิ่งที่ช่วยให้เราสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า” คริสโตเฟอร์ กล่าวทิ้งท้าย 

‘100 ปีราชบัณฑิตยสภา’ เตรียมจัดงานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:21 น.

เนื่องในโอกาส ๑๐๐ ปี ราชบัณฑิตยสภา ใน พ.ศ. ๒๕๖๙ ราชบัณฑิตยสภาจึงได้จัดงานแถลงข่าวโครงการประชุมวิชาการเรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี”  และ “งานรำลึกในวาระ ๕๐ ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๔-๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุมบอลรูม ๑ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ผลิน ภู่จรูญ  อุปนายกราชบัณฑิตยสภา คนที่ ๑ ศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา คนที่ ๒  และ ดร.ศุภฤกษ์ ภู่พงศ์ศักดิ์ เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๓ สำนักงาน ราชบัณฑิตยสภา อาคารซี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า ในวาระที่ราชบัณฑิตยสภาครบ ๑๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานสําคัญ ความสําเร็จ และบทบาทของราชบัณฑิตยสภาในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของราชบัณฑิตยสภาในฐานะสถาบันหลักของเครือข่ายทางปัญญาแห่งชาติ และองค์การพัฒนาความรู้ทางวิชาการที่สามารถเป็นแหล่งอ้างอิงได้ ราชบัณฑิตยสภาและสํานักงานราชบัณฑิตยสภาจึงมีแนวทางที่จะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญนี้ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๗ ไปจนถึง พ.ศ. ๒๕๗๐ ที่ผ่านมา ใน พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้มีการจัดประชุมวิชาการ หัวข้อ “ราชบัณฑิต มองไกล นำวิจัย สู่การปรับตัวรับมือโลกร้อน” เมื่อวันศุกร์ที่ ๖ และวันเสาร์ที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และใน พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้จัดการประชุมวิชาการ หัวข้อ “การประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ๒๕๖๘ เพื่อการพัฒนาความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย หรือ Thailand National AI Summit 2025: Advancing AI Readiness for Thailand” เมื่อวันพุธที่ ๑๐ และวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคอุตสาหกรรม และนักวิชาการ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย และเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีเอไอที่จะมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย

สำหรับ พ.ศ. ๒๕๖๙ ได้กำหนดจัดการประชุมวิชาการ หัวข้อ “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” ในวันศุกร์ที่ ๔ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๙ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างราชบัณฑิตยสภาระหว่างสมาชิกทั้ง ๓ สำนัก คือ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง สำนักวิทยาศาสตร์ และสำนักศิลปกรรม และเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในหลากหลายสาขาของราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกสู่สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยงานในวันเสาร์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งตรงกับวาระ ๕๐ ปีแห่งการสิ้นพระชนม์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน ทั้งนี้ เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติประวัติของพระองค์ จึงได้จัด “งานรำลึกในวาระ ๕๐ ปีแห่งการสิ้นพระชนม์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” ในโอกาสนี้ด้วย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเพื่อประโยชน์ต่อรัฐบาลและการพัฒนาประเทศ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ โดยประสานงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักปราชญ์และนักวิชาการต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงาน Union Académique Internationale (UAI) ในรูปแบบผสมผสานทั้งการจัดงาน ณ สถานที่จริงและระบบออนไลน์ และได้รับเกียรติจากผู้บริหาร UAI เข้าร่วมการประชุมวิชาการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศและเผยแพร่ผลงานของราชบัณฑิตยสภาสู่แวดวงวิชาการนานาชาติ

ตลอดระยะเวลา ๑๐๐ ปี แห่งการสถาปนาราชบัณฑิตยสภา นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ราชบัณฑิตยสภาได้ดำเนินภารกิจและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ กำหนดมาตรฐานการใช้ภาษาไทย ตลอดจนให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. ๒๕๕๘ และจะยังคงดำเนินการเพื่อพัฒนางานตามพันธกิจหลักต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเผยแพร่ผลงาน ความสำเร็จ และบทบาทของราชบัณฑิตยสภาที่มีต่อการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศไทย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักและภาคภูมิใจในเกียรติประวัติของราชบัณฑิตยสภาในฐานะสถาบันหลักด้านเครือข่ายทางปัญญาของชาติและแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่สำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นเวทีสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชบัณฑิตยสภากับหน่วยงานทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการในศาสตร์สาขาต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

100 ปีราชบัณฑิตยสภาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

12 ปี ‘TOETVA’ นวัตกรรมผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากไร้แผล จากฝีมือศัลยแพทย์ไทย สู่การยอมรับกว่า 45 ประเทศทั่วโลก

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:13 น.

ครบรอบ 12 ปี TOETVA (Transoral Endoscopic Thyroidectomy Vestibular Approach) เทคนิคการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากแบบไร้แผลบนผิวหนัง ซึ่งถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนพัฒนาและเผยแพร่จนได้รับการยอมรับจากศัลยแพทย์ในกว่า 45 ประเทศทั่วโลก ที่นำเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย สะท้อนความสำเร็จของวงการแพทย์ไทยในการพัฒนาองค์ความรู้ที่ก้าวสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวคือ พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์ ศัลยแพทย์อนุสาขาศัลยศาสตร์ผ่านกล้อง หัวหน้าหน่วยผ่าตัดส่องกล้องศัลยกรรม กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ ผู้ได้รับการบันทึกในวารสารการแพทย์นานาชาติว่าเป็นผู้รายงานเทคนิคการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA) เป็นรายแรกของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2557 ปัจจุบันมีประสบการณ์การรักษาสะสมมากกว่า 7,000 ราย พร้อมผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นานาชาติ 67 เรื่อง ได้รับการอ้างอิงทางวิชาการกว่า 3,232 ครั้ง และมีค่า h-index 29 (ข้อมูลปี 2569)

จุดเริ่มต้นของ การผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA) มาจากคำถามง่ายๆ “ทำไมผู้ป่วยต้องมีแผลเป็นที่คอไปตลอดชีวิต?” เนื่องจากในอดีตการผ่าตัดต่อมไทรอยด์แบบเปิดมักทิ้งรอยแผลบริเวณลำคอ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้หญิง คำถามนี้จึงนำไปสู่การศึกษากายวิภาคอย่างละเอียด ก่อนพัฒนาเทคนิคการเข้าถึงต่อมไทรอยด์ผ่านเยื่อบุด้านในของริมฝีปากล่าง โดยเปิดแผลขนาดเล็กเพียง 3 จุด สอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดผ่านชั้นเนื้อเยื่อไปยังต่อมไทรอยด์ ทำให้สามารถนำก้อนออกได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลบนผิวหนัง ผู้ป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 2 วัน และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ในช่วงเริ่มต้น เทคนิคดังกล่าวเคยถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และความปลอดภัยพ.ต.อ.นพ.อังกูร จึงพิสูจน์ด้วยการเก็บข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ติดตามผลการรักษา และเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารการแพทย์นานาชาติ จนกลายเป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญของศัลยแพทย์ในหลายประเทศ

การผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA) เป็นการรักษาภายใต้การดมยาสลบเช่นเดียวกับการผ่าตัดมาตรฐาน โดยใช้กล้องความละเอียดสูงระดับ 4K ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างสำคัญได้อย่างชัดเจนและทำหัตถการได้อย่างละเอียด ปลอดภัย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรับประทานอาหารอ่อนได้หลังการรักษาและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในเวลาไม่นาน อีกทั้งเทคนิคนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือส่องกล้องมาตรฐานที่โรงพยาบาลหลายแห่งมีอยู่แล้ว จึงเอื้อต่อการถ่ายทอดและขยายการใช้งานไปยังประเทศต่าง ๆ ทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา พ.ต.อ.นพ.อังกูร ได้รับเชิญไปบรรยาย สาธิตการผ่าตัด และกำกับดูแลการผ่าตัดเพื่อถ่ายทอดเทคนิคการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA) ให้แก่ศัลยแพทย์ในหลายประเทศ สะท้อนการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดไทรอยด์ผ่านทางช่องปากในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังมีศัลยแพทย์จากหลายประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลตำรวจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ International Thyroid NOTES Conference ณ โรงพยาบาลตำรวจ มาแล้ว 7 ครั้ง ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดไทรอยด์ผ่านทางช่องปากของภูมิภาค  

ความสำเร็จของการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA) ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของ พ.ต.อ.นพ.อังกูร และทีมศัลยแพทย์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลตำรวจในฐานะสถาบันการแพทย์ที่มุ่งสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และการพัฒนาเทคนิคการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยและการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาคมศัลยแพทย์ทั่วโลก

การเดินทางตลอด 12 ปีของ TOETVA ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผ่าตัดไทรอยด์ผ่านทางช่องปาก แต่ยังต่อยอดสู่เทคโนโลยีและทางเลือกการรักษารูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยในปี 2566 พ.ต.อ.นพ.อังกูร เป็นศัลยแพทย์คนแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่าตัดไทรอยด์ทางช่องปากด้วยหุ่นยนต์ da Vinci Xi หรือ Transoral Robotic Thyroidectomy (TORT) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดขั้นสูงที่โรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลกใช้งานซึ่งช่วยเพิ่มความละเอียดและความแม่นยำในการผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน ปัจจุบันมีประสบการณ์ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์สะสมแล้วกว่า 70 รายนับเป็นการต่อยอดนวัตกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน ผู้ป่วยเนื้องอกไทรอยด์บางรายยังมีทางเลือกในการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการจี้ก้อนด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Ablation: RFA) หรือคลื่นไมโครเวฟ (Microwave Ablation) โดยใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปในก้อนเนื้องอกภายใต้การนำทางของอัลตราซาวนด์แบบเรียลไทม์ แล้วปล่อยพลังงานความร้อนทำลายเนื้องอกจากด้านใน หัตถการนี้ตอบโจทย์คนยุคใหม่เพราะไม่ต้องตัดต่อมไทรอยด์ออก จึงมีโอกาสรักษาการทำงานของต่อมไว้ได้ ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาทำหัตถการประมาณ 15 นาที และส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียวกัน

พ.ต.อ.นพ.อังกูร กล่าวว่า “ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะรูปผีเสื้อบริเวณลำคอด้านหน้า ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมระบบเผาผลาญของร่างกาย ความผิดปกติที่พบบ่อยได้แก่ ก้อนเนื้องอกไทรอยด์ ซึ่งพบได้มากโดยเฉพาะในผู้หญิง มะเร็งไทรอยด์ ซึ่งหากตรวจพบเร็วมักให้ผลการรักษาที่ดี และภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งส่งผลต่อหัวใจ น้ำหนักตัว และอารมณ์ สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์ ได้แก่ คลำพบก้อนที่ลำคอ ก้อนโตขึ้นเร็ว เสียงแหบ กลืนลำบาก ใจสั่น มือสั่น หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ การพบแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวนด์และเจาะชิ้นเนื้อตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที

ปัจจุบันแม้จะมีเทคโนโลยีและทางเลือกในการรักษาโรคไทรอยด์ที่หลากหลายมากขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยทุกคน เพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีความแตกต่างกัน การผ่าตัดแบบเปิดมาตรฐานยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีก้อนขนาดใหญ่เกินกว่าจะรักษาด้วยการส่องกล้องหรือการจี้ด้วยความร้อน หัวใจสำคัญของการรักษาจึงอยู่ที่การประเมินผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ทั้งด้านความปลอดภัย ผลการรักษา และคุณภาพชีวิต เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วยแต่ละคน หากคลำพบก้อนบริเวณลำคอ ก้อนโตเร็ว เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือน้ำหนักลดผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

ตลอดระยะเวลา 12 ปี การผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA) ไม่เพียงยกระดับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคไทรอยด์ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าองค์ความรู้ที่เริ่มต้นจากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมสร้างประโยชน์แก่ผู้ป่วยและวงการแพทย์ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่สนใจเข้ารับคำปรึกษาเพื่อตรวจประเมินกับ พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์ สามารถติดต่อได้ที่ โรงพยาบาลตำรวจ (Walk-in), โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร. 02-617-2444 ต่อ 4126, 4161, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 02-066-8888 ชั้น 16D หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.drangkoon.com

TOETVAนวัตกรรมผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากไร้แผล

DIT ชู ‘เนื้อไทย FESTIVAL’ ขยายตลาดเนื้อโคไทย เชื่อมกลุ่มธุรกิจ–กระตุ้นบริโภค

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:10 น.

เปิดเผยภายหลังเปิดกิจกรรมเชื่อมโยงและรณรงค์บริโภคเนื้อโคไทย ภายใต้ชื่องาน “เนื้อไทย FESTIVAL” ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักและเลือกบริโภคเนื้อโคไทยมากขึ้น มุ่งขยายช่องทางจำหน่าย เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ

กิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพจำนวน 20 รายจากทั่วประเทศ กับผู้ประกอบการจาก 8 กลุ่มธุรกิจชั้นนำ ได้แก่ สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร/ภัตตาคาร ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก โรงงานแปรรูปอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร กลุ่มจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร และร้านจำหน่ายเนื้อโค เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางทางการตลาดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ อันเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับภาพลักษณ์ของเนื้อโคไทยให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกัน ภายในงาน “เนื้อไทย FESTIVAL” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เลือกซื้อและทดลองชิมผลิตภัณฑ์เนื้อโคไทยคุณภาพหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไทยวากิว ลูกผสมแองกัส หรือชาโรเลส์ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคไทย เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอกเนื้อ ไส้อั่วเนื้อ และอาหารที่รังสรรค์จากเนื้อโคเลิศรส พร้อมกิจกรรมพิเศษ เช่น ชิมเนื้อฟรี โปรโมชั่นส่วนลดที่มีตลอดทั้งงาน และช่วง “นาทีทอง” ที่จะมีเป็นช่วงๆ ตลอดงาน

โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 28 -30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 22.00 น.

นายจิรวุฒิ  กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ และกระบวนการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เนื้อโคไทยมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านความนุ่ม ไขมันแทรก กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีมาตรฐานการผลิตและการจัดการฟาร์มที่ดี สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลายระดับ ตั้งแต่ตลาดทั่วไป ร้านอาหาร ไปจนถึงตลาดเนื้อโคคุณภาพระดับพรีเมียม

สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตโคเนื้อประมาณ 1.14 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน หรือคิดเป็นเนื้อโคประมาณ 0.192 ล้านตัน กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มช่องทางด้านการตลาด เพื่อให้ผลผลิตได้รับการรองรับอย่างเหมาะสม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเห็นว่าเนื้อโคไทยมีคุณภาพ สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย และแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้

“งานปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของปีก่อน โดยมุ่งเชื่อมโยงตลาดเนื้อโคไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างโอกาสทางการตลาด ยกระดับภาพลักษณ์ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ กรมฯ เชื่อมั่นว่า คุณภาพ ความนุ่ม กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเนื้อไทย จะช่วยกระตุ้นการบริโภค ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงขอเชิญชวนประชาชนมาสัมผัส ‘รสชาติที่แท้จริงของเนื้อไทย’ ภายในงาน เนื้อไทย FESTIVAL” นายจิรวุฒิ กล่าว

DITเนื้อไทย FESTIVAL

ฉลองวันเกิด 89 ปี วิมลรัตน์ กิจวิวัฒนการ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

ประสิทธิ์ กิจวิวัฒนการ พร้อมครอบครัว จัดงานแห่งความรักและความกตัญญู เพื่อมอบความสุขแด่ คุณแม่วิมลรัตน์ กิจวิวัฒนการ ครบ 89 ปี พร้อมคุณแม่อาวุโสของเพื่อนๆ และญาติมิตรทุกท่านที่มาร่วมงาน ด้วยความตั้งใจให้วันนั้นเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความทรงจำ ที่ลูกหลานได้มีโอกาสบอกรัก บอกความผูกพัน และตอบแทนพระคุณของผู้เป็นแม่ ผ่านช่วงวันเวลาธรรมดาที่เปี่ยมด้วยความหมาย

ภายในงาน ทุกครอบครัวได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ และได้แสดงความรักและความเคารพ มอบพวงมาลัย ถ่ายทอดคำขอบคุณจากหัวใจ และใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางรอยยิ้ม ความชื่นใจ และภาพของสายใยระหว่างแม่กับลูกที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังคงงดงามเช่นเดิม

อีกหนึ่งวันแห่งความสุขที่ไม่ต้องปรุงแต่ง หากเต็มไปด้วยความหมาย ความกตัญญู และความทรงจำที่เชื่อว่าจะยังคงอยู่ในใจของทุกครอบครัวไปอีกนาน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมบียอนด์สวีท บางพลัด กรุงเทพฯ

แพน ราชเทวี กรุ๊ป จับมือ มทร.ธัญบุรี เปิดมิติใหม่ ‘วิทยาศาสตร์ความงามที่แท้จริง’

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:36 น.

แพน คคอสเมติก และ ราชเทวีคลินิก ภายใต้ บริษัท แพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อแนวคิด “TRUE BEAUTY – ความงามที่แท้จริง” จับมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี โดยคณะการแพทย์บูรณาการ ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อร่วมพัฒนาการศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ความงาม พร้อมเปิดหลักสูตร Non-Degree “วิทยาศาสตร์ความงามที่แท้จริงเชิงบูรณาการ” (Integrative True Aesthetic Science) เชื่อมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงในคลินิก เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Beauty & Wellness  ภายในพิธี ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นผู้แทนลงนามฯ ร่วมกับ รศ.ดร.นายแพทย์พิชิต สุวรรณประกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  โดยมี ผศ.ดร.ไฉน น้อยแสง คณบดีคณะการแพทย์บูรณาการ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดของ แพน คอสเมติก และ ราชเทวีคลินิก ที่ต้องการยกระดับ “ความงาม” จากการมองเพียงภาพลักษณ์ภายนอก สู่การดูแลที่มี วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน เพราะ TRUE BEAUTY ไม่ใช่ความงามที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน แต่คือความงามที่มุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ ยั่งยืน ยืนยาว และยืนยันได้ ผ่านความเข้าใจในผิว การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และการเลือกแนวทางดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อไปสู่ Beauty Destination หรือเป้าหมายความงามเฉพาะบุคคล

รองศาสตราจารย์ นพ.พิชิต สุวรรณประกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ มทร.ธัญบุรี ในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการพัฒนาหลักสูตร เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพใหม่ในฐานะ “นักนิเทศวิทยาศาสตร์ความงาม” แล้ว ยังเป็นการนำองค์ความรู้ด้าน TRUE BEAUTY ไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง

“TRUE BEAUTY คือความงามที่มีวิทยาศาสตร์ด้านชีวเวชศาสตร์ หรือ Biomedical Science เป็นพื้นฐาน มุ่งให้เกิดผลลัพธ์ด้านผิวพรรณที่ยั่งยืน ยืนยาว และสามารถยืนยันผลได้ ความงามที่แท้จริงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความเข้าใจในสภาพผิวอย่างถูกต้อง การเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสม และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้แต่ละคนสามารถไปถึง TRUE BEAUTY Destination ของตนเองได้”

รศ.นพ.พิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีของแพน คอสเมติก และ ราชเทวี คลินิก องค์กรได้สั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ความงามและชีวเวชศาสตร์ พร้อมพัฒนาวิธีการประเมินและติดตามผล เพื่อให้การดูแลความงามสามารถอธิบายและวัดผลได้ โดยประสบการณ์เหล่านี้จะถูกนำมาต่อยอดสู่การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จากการทำงานจริง

หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของความร่วมมือ คือหลักสูตรระยะสั้นรูปแบบ Non-Degree “Integrative True Aesthetic Science” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตในระบบ Credit Bank และสามารถนำไปต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาตรีได้ตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย

หลักสูตรได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Destination-based Aesthetic นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดูแลปัญหาผิวจริงมาผสานกับหลักวิชาการ ตั้งแต่พื้นฐาน Skin Science การประเมินสภาพผิว การวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI และเครื่องมือวิเคราะห์ผิว เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

เป้าหมายของหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงให้ผู้เรียน “ทำทรีตเมนต์เป็น” แต่ต้องสามารถ เข้าใจกลไกของผิว วิเคราะห์เป็น ปฏิบัติได้ และประเมินผลได้ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และจริยธรรมวิชาชีพ

เรียนรู้ผ่าน AI และเทคโนโลยีที่ใช้จริง

จุดเด่นของหลักสูตรคือการนำเทคโนโลยีที่ใช้ในการวิเคราะห์และติดตามสภาพผิวมาประยุกต์ในการเรียนรู้ อาทิ FIA Skin Analysis และ FIA Acne AI Tracker เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักใช้ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ปัญหาผิวอย่างเป็นระบบ

ผู้เรียนยังได้เรียนรู้ผ่าน Case-based Learning และ Work-Integrated Learning ตั้งแต่การประเมินคุณภาพผิว การวิเคราะห์และติดตามปัญหาสิว ฝ้าและเม็ดสี การเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนตามวัย ตลอดจนการฟื้นฟูและดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย

หลักสูตรจัดขึ้นระหว่างวันที่  5-27ตุลาคม 2569 รวม 147 ชั่วโมง ในรูปแบบ Hybrid Learning ทั้ง Online และ Onsite ณ คณะการแพทย์บูรณาการ มทร.ธัญบุรี ศูนย์รังสิต และ แพน คอสเมติก x ราชเทวีคลินิก โดยรับผู้เรียนจำนวนจำกัด 30 คนต่อรุ่น

เรียนจริง ฝึกจริง สร้าง Portfolio สู่เส้นทางอาชีพจริง

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของหลักสูตร คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็น ประสบการณ์และผลงานจริง ผู้เรียนจะได้วิเคราะห์ Case Study ใช้เครื่องมือประเมินผิว ติดตามผล และฝึกปฏิบัติในบริบทของคลินิก โดยสามารถรวบรวมผลงานเป็น Portfolio ที่สะท้อนทั้งความรู้ ทักษะการวิเคราะห์ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง

ผู้ที่ผ่านหลักสูตรและการประเมินสมรรถนะตามเกณฑ์ ยังจะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษในการสมัครงานกับ แพน คอสเมติก x ราชเทวีคลินิก เพื่อต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพด้านสุขภาพและความงาม อาทิ นักนิเทศวิทยาศาสตร์ความงาม รวมถึงตำแหน่งอื่นตามความเหมาะสม

รศ.นพ.พิชิต อธิบายถึงบทบาทของนักนิเทศวิทยาศาสตร์ความงามว่า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจเรื่องความงามบนพื้นฐานของข้อมูลและวิทยาศาสตร์ สามารถสื่อสารจาก Fact หรือข้อเท็จจริง ไปสู่ Truth หรือเหตุผลที่แท้จริง และเชื่อมโยงสู่ Real หรือผลลัพธ์ที่ปรากฏจริง เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าใจแนวทางการดูแลและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

เชื่อม “การศึกษา–ธุรกิจ–อาชีพ” สร้างคนรุ่นใหม่สู่อุตสาหกรรม Beauty & Wellness

นอกจากการพัฒนาหลักสูตรแล้ว ความร่วมมือระหว่างสององค์กรยังครอบคลุมถึงการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพ การพัฒนาบุคลากร การทำโครงงานและงานวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรม ตลอดจนการจัดกิจกรรมบริการทางวิชาการและวิชาชีพ

ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำจุดแข็งของ มทร.ธัญบุรี ในด้านวิชาการ การศึกษา และงานวิจัย มาผสานกับองค์ความรู้และประสบการณ์จริงของ แพน คอสเมติก x ราชเทวีคลินิก เพื่อร่วมสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจผู้รับบริการ และประสบการณ์จากสถานการณ์จริง

ภายใต้แนวคิด “Integrative True Aesthetic Science – วิทยาศาสตร์ความงามที่แท้จริงเชิงบูรณาการ” แพน คอสเมติก x ราชเทวีคลินิก มุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ด้านความงามของประเทศไทย จากการดูแลความงามในรูปแบบทั่วไป สู่ TRUE BEAUTY ที่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ ปฏิบัติ ติดตาม และวัดผลได้ พร้อมสร้างเส้นทางที่เชื่อมโยงจาก ห้องเรียน – ประสบการณ์จริง – Portfolio – อาชีพ เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรม Beauty & Wellness อย่างยั่งยืน

WWA จัด WATTANA DANCING QUEEN ฉลองแซยิดศิษย์อาวุโส รุ่น 109-97-85-73

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:27 น.

สมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา (WWA) ร่วมกับ WWA รุ่น 110 จัดงาน  “WATTANA DANCING QUEEN” เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ศิษย์อาวุโสที่มีอายุครบ 5 รอบ WWA รุ่น 109, 6 รอบ WWA รุ่น 97 , 7 รอบ WWA รุ่น 85 และ 8 รอบ WWA รุ่น 73 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของสมาคมฯ แสดงถึงความผูกพันและพลังสามัคคีของศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย   งานมีขึ้นเมื่อวันเสาร์ 22 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารนีลสันเฮส์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

รวมพลังความรักสามัคคีของศิษย์วังหลัง-วัฒนา

ดวงใจ  ตั้งสง่า, ภาวิไล บุราวาศ, ชลลกา เก่งระดมยิง,และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ธัญรัศม์ พิมลสิงห์, ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายก WWA, ปิยะนุช เกศยานนท์ , ศศิธร กู้พัฒนากุล และ ฐิดารัตน์ ชำนิวิกัยพงศ์

ชลลกา เก่งระดมยิง,ปาจรีย์ ไชยะกุล, ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ, ดารณีนุช ปสุตนาวิน และ วริสา วิริยะพานิช

อ.สาลินี วีรเธียร, ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ และ ทพญ.มัลลิกา ลิมปิอนันต์ชัย

บรรยายกาศในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น เริ่มด้วย ศจ.ดร.แพง ชินวงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา อธิษฐานเปิดงานและรำลึกถึง อ.วรรณดี คันธวงศ์ อดีตผู้บริหารและอดีตอาจารย์ใหญ่อาวุโสแห่งโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ผู้เป็นที่เคารพรักอย่างยิ่งของลูกศิษย์ จากนั้นเปิดฉากความสนุกสนานโดยการแสดง Line Dance นำโดย วิสาขา บรรหารศุภวาท การแสดงชุด TEAM Little Boss โดย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ตามด้วยการแสดงจาก WWA รุ่น 102 และทีม Diva Thailand

รุ่นพี่รุ่นน้อง,ชลลกา เก่งระดมยิง, ศรีวรา อิสสระ, บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์, กมลรัตน์ บุญ-หลง,พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์,มุกดา องคะสุวรรณ,จิตติมา วรรธนะสิน, ดร.เมตตา องคะสุวรรณ,ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ และ มนฑิรา โมชดารา

มนนิตา ตนประเสริฐ, ธนิดา ฤทธาคนี, ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ และเพื่อนๆ

ป้อม เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ขวา) และเพื่อน

ร่วมกันร้องเพลงและเป่าเค้ก ฉลองแซยิดศิษย์อาวุโส รุ่น 109-97-85-73

ผาณิต พูนศิริวงศ์ รุ่น 92 พร้อมด้วย ศรีวรา อิสสระ และเพื่อนรุ่น 97 ในธีมลายโพกาดอท

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ นำทีมเพื่อนๆ WWA 98 อวยพรพี่ๆ WWA97

อ.สาลินี วีรเธียร นำอธิษฐานปิดงาน

เข้าสู่ช่วงพิธีการสำคัญคือการเฉลิมฉลองครอบให้กับรุ่นพี่ศิษย์อาวุโสรุ่นต่างๆ ด้วยการนำเสนอวีดิทัศน์พร้อมมอบของที่ระลึกให้ WWA รุ่น 73 ครบ 8 รอบ, WWA รุ่น 85 ครบ 7 รอบ,  WWA รุ่น 97 ครบ 6 รอบ และ WWA รุ่น 109 ครบ 5 รอบ ที่มาพร้อมการแสดงสุดพิเศษ แล้วจึงเป็นการเป่าเค้กแสดงความยินดีให้แก่รุ่นพี่ ต่อด้วยความสนุกการประกวด DANCING QUEEN การแสดงจากเจ้าภาพร่วม WWA รุ่น 110  ปิดท้ายด้วยการอธิษฐานปิดงานและถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

วจี อรรถไกลวัลวจี รุ่น 108 และ พรพิศ ใช้พระคุณ

การแสดงชุด TEAM Little Boss จากศิษย์ปัจจุบันชั้น ป.1

รุ่น 97 ในธีมลายโพกาดอท ร้องเพลงประจำโรงเรียน

ศจ.ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคม กับเพื่อนๆ มอบการแสดงชุดพิเศษ

การแสดง Line Dance นำโดย วิสาขา บรรหารศุภวาท

รุ่น 102 ยกเวทีแอโรบิกจากสวนลุมมาสร้างความสนุกสนาน

สุดยอด Dancing Queen วิสาขา บรรหารศุภวาท, ตุลยา นิมมานเหมินทร์ และ ปาจรีย์ ไชนะกุล

เก็บภาพความประทับใจ

WATTANADANCINGQUEENสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา