พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist)

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ จากการประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน พ.ศ.2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2556 และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ

 แนวพระราชดำริ “อนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ” 

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่เลี้ยงชีพโดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของดินมาช้านาน แผ่นดินจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของดิน อันเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น บางแห่งเป็นดินเปรี้ยว ดินด่าง ดินเค็ม และบางแห่งก็ไม่มีดินเลย ซึ่งทรงเรียกดินเหล่านี้ว่า ดินแร้นแค้น นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของดินยังเกิดจากการกระทำอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการใช้พื้นที่โดยขาดการอนุรักษ์ จึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแต่นำประโยชน์สุขมาสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญในงานอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ดินที่มีสภาพธรรมชาติและปัญหาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค จึงมีพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เน้นเฉพาะเรื่องมากขึ้น เช่น การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินทราย ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดินพรุ ในภาคใต้ และที่ดินชายฝั่งทะเล รวมถึงงานในการแก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมพังทลายจากการชะล้างหน้าดิน ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในบางพื้นที่ที่มีปัญหาในเรื่องดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลายสามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก โครงการต่างๆ ในระยะหลังจึงเป็นการรวบรวมความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจากหลากหลายสาขามาใช้ร่วมกันในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ แนวคิดและตัวอย่างการจัดการทรัพยากรดินในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทุกแห่ง

ตัวอย่างแนวพระราชดำริ ก็คือ การอนุรักษ์และฟื้นฟูดินโดยวิธีการธรรมชาติ  มีดังนี้ 1.การแก้ปัญหาการใช้ที่ดินและการอนุรักษ์ดิน ทรงส่งเสริมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดินได้ดําเนินการวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ได้แก่ พื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดพื้นที่ลาดชันให้เป็นพื้นที่ปลูกป่าพื้นที่ลอนลาดเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการแก้ปัญหาสภาพดินในพื้นที่การเกษตร และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยวิธีการทางธรรมชาติ

2.การแก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณที่ลาดชัน มีพระราชดําริในการฟื้นฟูป่าไม้ให้เกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้ผืนดินบริเวณนั้นเกิดความชุ่มชื้น  โดยให้ไม้ยืนต้นในท้องถิ่นและหญ้าเติบโตโดยธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ผ่านการขุด ตัก และไถหน้าตินจนหมด จนไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ที่ดินประเภทเหล่านี้มีอยู่ในพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ในโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเพื่อทรงงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทรงมีรับสั่งถึงวิธีการอนุรักษ์ดินในพื้นที่โครงการ โดยไม่ไถหน้าดินก่อนการปลูกพืช ดังนี้

“…ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมักจะเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) ดินแล้วทําการเกษตร ซึ่งยังถือว่าเป็นวิธีการผิดธรรมชาติจะเกิดปัญหาในอนาคต ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําการเกษตรอย่างไม่ทําลายธรรมชาติ เช่น การไม่ไถพรวนเปิดหน้าดิน (ปอกเปลือก) เปลือยดิน เป็นต้น โดยให้ทุกโครงการในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ทําเป็นตัวอย่าง แล้วหาทางแนะนําให้ราษฎรทําต่อไป…”

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มตามแนวพระราชดําริ ตําบลเขาชะงุม อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นโครงการ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ ครบ 5 รอบ และเนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พื้นที่ดังกล่าว พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินประมาณ 699 ไร่ ซึ่ง เดิมเป็นฟาร์มปศุสัตว์ และมีการขุดดินลูกรังขาย พื้นที่โครงการจึงสูญเสีย หน้าดินจนหมด เหลือเพียงแต่ดินลูกรังทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 พระราชทานพระราชดําริแก่ นายสนาน รีมวานิช อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สรุปได้ดังนี้คือ “ให้ดําเนินการศึกษาหาวิธีการปรับปรุงปารุงดินเสื่อมโทรมให้ สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ ทดสอบ วางแผน และจัดระบบปลูกพืช ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยดําเนินการในลักษณะเป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย” ภายหลังจาการเสด็พระราชดำเนินไปยังพื้นที่โครงการในครั้งแรก ยังได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อติดตามผลการดำเนินงานในปี พ.ศ.2535 และในปี พ.ศ.2539 โดยพระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำในบริเวณพื้นที่นี้ด้วย

แนวพระราชดำริปลูกหญ้าแฝก ป้องกันการชะล้างหน้าดิน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงมีพระราชดําริให้ทดลองปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน เช่น การปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาที่ลาดเอียง บริเวณขอบแปลงผัก บริเวณที่ลาดชันในภูมิประเทศ โดยพระราชทาน พระราชดำริครั้งแรกแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงกาครอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2534 และต่อมายังได้พระราชทานพระราชดำริแก่ผู้เกี่ยวข้องในวาระต่างๆ สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

“…หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ เป็นแผงเหมือนกําแพงช่วยกรองตะกอนดิน และรักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษา และทดลองปลูกในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง โดยพิจารณาจากลักษณะของภูมิประเทศ คือ บนพื้นที่ภูเขาให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางของความลาดชัน และในร่องน้ำ ของภูเขา เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และช่วยเก็บกักความชื้นของดิน ไว้ด้วย บนพื้นราบ ให้ปลูกหญ้าแฝกรอบแปลงหรือปลูกในแปลงๆ ละ 1 หรือ 2 แนว ส่วนแปลงพืชไร่ให้ปลูกตามร้องสลับกับพืชไร่ เพื่อที่รากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดิน และหญ้าแฝกจะเป็นตัวกักเก็บไนโตรเจน และกำจัดสิ่งเป็นพิษ หรือสารเคมีอื่นๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำลำคลอง โดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินแทน การปลูกรอบพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อป้องกันดินพังทลายลงไปในอ่างเก็บน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่ตื้นเชิน ตลอดจนช่วยรักษาหน้าดินเหนืออ่าง และช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ในบริเวณที่มีหญ้าคาระบาด ควรปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันตะกอน และดูดซับสารพิษต่างๆ ไว้ในราก และลำต้นได้นานจนสารเคมีนั้นสลายตัวเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป ทั้งนี้ ให้บันทึกภาพก่อนดำเนินการ และหลังดำเนินการไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผลของการศึกษาทดลองควรเก็บข้อมูลทั้งทางด้านการเจริญเติบโตของลำต้น และรากความสามารถในการอนุรักษ์เพื่อความสมบูรณ์ของดิน และการเก็บความชื้นในดิน และเรื่องพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ด้วย…”

จากแนวพระราชดำริดังกล่าว ทำให้หญ้าแฝกมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำของประเทศ ซึ่งถ้าหากมีการใช้อย่างแพร่หลายเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสภาพการใช้ที่ดิน จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐ ให้แก่ธนาคารโลกเพื่อใช้สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับหญ้าแฝกอีกด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่พระราชกรณียกิจเรื่องหญ้าแฝก ลงในเอกสาร Vetiver Newsletter No. 11, เดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 ให้สมาชิกทราบทั่วโลก และด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ทางสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำนานาชาติ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลในฐานะทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำดีเด่นของโลก เมื่อปีพ.ศ.2537 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงตระหนักถึงปัญหาการพังทลายของดินในบริเวณที่มีการตัดถนนสายใหม่ จากบ้านสันกองขึ้นไปยังพระธาตุดอยตุง ดังนั้น ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2535 ในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินมาเฝ้าฯ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม ทรงนำเอกสารเรื่อง หญ้าแฝกมาถวาย และได้ทรงอธิบายถึงคุณสมบัติของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งทรงทดลองได้ผลมาแล้วในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงมีพระราชดำริให้นำหญ้าแฝกมาทดลองเพื่อแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในโครงการพัฒนาดอยตุง ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร “โครงการพัฒนาหญ้าแฝกใน โครงการพัฒนาดอยตุง” ทรงพบว่า ผลการทดลองปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดเอียงได้ผลน่าพอใจ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ยังทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกสายพันธุ์ต่างๆ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง 6 แห่ง ซึ่งพบว่า การปลูกหญ้าแฝกขวางกาลาดเทของภูมิประเทศ จะช่วยหยุดตะกอนดินมิให้เคลื่อนตัว เช่น ในพื้นที่ลาด 5% มีการทดลองปลูกหญ้าแฝกตามระยะระหว่างแถวของแปลง ข้าวโพด และถั่งลิสง พบว่ามีการสูญเสียหน้าดินเพียง 0.92-2.27 ตันต่อไร่ต่อปี ในขณะที่พื้นที่ที่ไม่มีการปลูกหญ้าแฝกในแปลงพืชไร่ชนิดเดียวกัน มีการสูญเสียหน้าดินสูงถึง 5.27 ตันต่อไร่ต่อปี อีกทั้ง แฝกยังสามารถรักษาความชุ่มชื้นในดินมากกว่าอีกด้วย

ต่อมาหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้นำแฝกไปปลูกในพื้นที่โครงการต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์นำแฝกไปปลูกในแปลงสาธิต กรมป่าไม้ปลูกในบริเวณที่ลาดชันในโครงการอนุรักษ์ต้นไม้ กรมชลประทาน ปลูกในบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ กรมพัฒนาที่ดินนำแฝกไปปลูกตามชอบแหล่งน้ำและร่องน้ำ ช่วงปลูกที่เหมาะสมคือช่วงต้นฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน ในปัจจุบันได้มีการปลูกหญ้าแฝกในระดับไร่นาในแปลงของเกษตรกรอย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างได้ผลในวงกว้าง

พระอัจฉริยภาพ “โครงการแกล้งดิน” แก้ปัญหาดินเปรี้ยว

นอกจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้พระราชทานพระราชดำริให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว อีกหนึ่งในพระอัจฉริยภาพด้านดิน ก็คือ โครงการแกล้งดิน  โดยสืบเนื่องจากการได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคใต้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปีพ.ศ. 2516 เรื่อยมา ทำให้ทรงทราบว่าราษฎรในพื้นที่แถบจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียงประสบปัญหาอยู่นานัปการ ราษฎรขาดแคลนที่ทำกิน อันเป็นสาเหตุสำคัญในการดำรงชีพพื้นที่ดินพรุที่มีการระบายน้ำออกจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด เนื่องจากสารไพไรท์ที่มีอยู่ในดินทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศแล้วปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมามากจนถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อพืชที่ปลูกหรือทำให้ผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ณ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปีพ.ศ.2524 เพื่อศึกษาและปรับปรุงแก้ไขปัญหาพื้นที่พรุให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและด้านอื่นๆได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2527 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ทรงทีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่อง

“แกล้งดิน” ความว่า “…ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัดโดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแกล้งดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาเรื่องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี และพืชที่ทำการทดลองควรเป็นข้าว…”

เมื่อผลของการศึกษาทดลองสำเร็จผลชั้นหนึ่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่พื้นที่ทำการเกษตรของราษฎร ที่ประสบปัญหาดินเปรี้ยวจัด ซึ่งในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   ได้ทรงมีพระราชดำริว่า “…พื้นที่บริเวณบ้านโคกอิฐและโคกในเป็นดินเปรี้ยว เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้จัดส่งน้ำชลประทานให้ ก็ให้พัฒนาดินเปรี้ยวเหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยให้ประสานงานกับชลประทาน…”

จากการพัฒนาบ้านโคกอิฐและบ้านโคกใน ปรากฏว่าราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า”…เราเคยมาโคกอิฐ โคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทำ แต่ว่าเขาได้เพียง 5 ถึง 10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ขึ้นไปถึง 40-50 ถัง ก็ใช้ได้แล้ว เพราะว่าทำให้เปรี้ยวเต็มที่แล้ว โดยที่ขุดอะไรๆ ทำให้เปรี้ยวแล้วก็ระบาย รู้สึกว่านับวันเขาจะดีขึ้น…อันนี้สิเป็นชัยชนะที่ดีใจมาก ที่ใช้งานได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ดีขึ้น..แต่ก่อนชาวบ้านเขาต้องซื้อข้าว เดี๋ยวนี้เขามีข้าวอาจจะขายได้” ปัจจุบันมีการนำผลการศึกษาทดลองไปขยายผลแก่ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำผลของการ “แกล้งดิน” นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดนครนายกและจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกด้วย ดังนั้น “โครงการแกล้งดิน”  จึงเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับราษฎรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งรวมถึงโครงการในพระราชดำริอีกหลายโครงการ ที่ยังประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการอนุรักษ์พื้นฟูดิน การปรับปรุง คุณภาพดิน และการจัดการทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตทางการเกษตรที่สําคัญยิ่ง  

นับเป็นพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรไทย ควรน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

THAI SELECT FESTIVAL สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยในเวทีโลก

THAI SELECT FESTIVAL สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยในเวทีโลก

THAI SELECT FESTIVAL สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยในเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Thai SELECT Festival: The Savory Thai SELECT Night Market สร้างประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทยสุดประทับใจในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

งาน “THAI SELECT FESTIVAL” โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น ณ The Cabana ศูนย์การค้า Westfield Century City นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ได้รับความสนใจอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์วัฒน ธรรมไทย ลิ้มลองอาหารไทยแท้ และร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในบรรยากาศเป็นกันเองตลอดทั้งงาน

พิธีเปิดงานได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน ทรงมีพระดำรัสว่า “ลอสแอนเจลิสเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ รสชาติ และความรื่นรมย์ เช่นเดียวกับประเทศไทย จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเปิดตัวแนวคิดใหม่ของ Thai SELECT ในปีนี้ ซึ่งได้นำเอกลักษณ์ตลาดกลางคืนไทย—หัวใจของอาหารไทย คือแก่นแท้และจิตวิญญาณแห่งอาหารไทย เต็มไปด้วยสีสัน กลิ่นหอมเครื่องเทศ และความคึกคักของผู้คน—มาถ่ายทอดสู่ผู้ร่วมงานชาวอเมริกันและนานาชาติ” พร้อมทรงเยี่ยมชมบูธร้านอาหาร พูดคุยกับเชฟและผู้ประกอบการ โดยมีผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯ หน่วยงานด้านการค้า ทีมไทยแลนด์ ผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหาร เจ้าของร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิส อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างงดงาม เปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อผู้ร่วมงาน รวมถึงชุมชนไทยในลอสแอนเจลิส

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทราวงพาณิชย์ กล่าวว่า “The Savory Thai SELECT Night Market 2025” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ นครลอสแอนเจลิส เพื่อสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย โครงการ Thai SELECT มุ่งส่งเสริมคุณภาพ ความเป็นต้นตำรับ และศิลปะการปรุงอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ทั้งในร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยทั่วโลก

ภายในงาน ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินกับการลิ้มลองเมนูจากร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT กว่า 14 ร้าน ท่ามกลางบรรยากาศตลาดกลางคืนสไตล์ไทยที่อบอวลไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน จากกิจกรรมปาเป้า การแสดงดนตรีจากวงเครื่องเทศ และ DJ Millusion พร้อมวอร์บี้ยามะ คาแรคเตอร์ไทย ร่วมสร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานทุกช่วงวัย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม “Thai SELECT Passport” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก ผู้เข้าร่วมงานต่างร่วมสะสมตราประทับจากแต่ละบูธเพื่อลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยมีสองนักแสดงชื่อดังของประเทศไทย มาย–ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป–ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ มาร่วมมอบรางวัลและพบปะแฟนคลับอย่างใกล้ชิด สร้างบรรยากาศอบอุ่นและช่วงเวลาน่าประทับใจตลอดกิจกรรม

งาน THAI SELECT FESTIVAL ครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่อาหารไทยสู่เวทีโลกตอกย้ำคุณค่าของตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในฐานะเครื่องหมายรับรอง Authentic Thai Taste และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการชื่น ชมในระดับนานาชาติ

‘เพาเวอร์บาย’ ระดมทุกกำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นฟู

‘เพาเวอร์บาย’ ระดมทุกกำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นฟู

‘เพาเวอร์บาย’ ระดมทุกกำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งช่วงวิกฤตและช่วงฟื้นฟู

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.26 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งระดมพลัง “เพาเวอร์บาย ร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม” ให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ สะท้อนพลังน้ำใจของพนักงานและลูกค้าชาวเพาเวอร์บายที่พร้อมยืนเคียงข้างและส่งต่อการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ทั้งในยามฉุกเฉิน และช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

ในช่วงภาวะวิกฤต เพาเวอร์บาย พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาจากหลากหลายหน่วยงาน ร่วมกันแพ็กถุงยังชีพประกอบด้วยของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐในการกระจายสู่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังขอเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากใจของชาวไทยเปิดจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นที่สาขาเพาเวอร์บาย ทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนระบบขนส่งและกระจายของไปยังศูนย์ช่วยเหลือในภาคใต้ เช่น เซ็นทรัล หาดใหญ่ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ พนักงานเพาเวอร์บายยังได้ร่วมส่งมอบพาวเวอร์แบงก์ชาร์จเต็มพร้อมสายชาร์จ และเปิดจุดบริการชาร์จโทรศัพท์ที่ร้านเพาเวอร์บาย เซ็นทรัล หาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้อย่างไม่ติดขัด รวมถึงบริจาคพัดลมและพัดลมไอเย็นให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด เพาเวอร์บายยังคงเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยจัดบริการตรวจเช็กสภาพและซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญถึงบ้าน พร้อมมอบส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ต้องเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน และสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สาขาใกล้บ้านหรือศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 1324 ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 68 อีกทั้งยังช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า มอบส่วนลดพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าใหม่สูงสุด 10,000 บาท เมื่อ นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าทุกสภาพมาแลก พร้อมทางเลือกผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน “ซื้อวันนี้ จ่ายปีหน้า” กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รวมถึงมอบส่วนลดเพิ่มอีก 10% เมื่อซื้อสินค้าหลายชิ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

เพาเวอร์บายขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและความช่วยเหลือให้พี่น้องภาคใต้อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมร่วมก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘ลอนดรี้บาร์’ ซัก–อบ ส่งมอบให้ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘ลอนดรี้บาร์’ ซัก–อบ ส่งมอบให้ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘ลอนดรี้บาร์’ ซัก–อบ ส่งมอบให้ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

ลอนดรี้บาร์ (LaundryBar) ร่วมกับ ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าไฟน์ไลน์ (Fineline) ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังน้ำใจ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มสภาพดี เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเปิดจุดรับบริจาคที่ร้านลอนดรี้บาร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ – 5 ธันวาคม 2568 และจะดำเนินการส่งมอบให้มูลนิธิกระจกเงาในวันที่ 8 ธันวาคม 2568

เพื่อส่งต่อความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วม ภายใต้แนวคิด “เราไม่ทิ้งกัน” ลอนดรี้บาร์ (LaundryBar) ร่วมกับผลิตภัณฑ์ซักผ้าและดูแลผ้าไฟน์ไลน์ (Fineline) ทำความสะอาดเสื้อผ้าทุกชิ้นด้วยผลิตภัณฑ์น้ำยาสูตรเฉพาะลอนดรี้บาร์จากไฟน์ไลน์ โดยผ่านกระบวนการ คัดแยก–ซัก–อบอย่างพิถีพิถัน มั่นใจได้ทุกถังซัก โดยแม่บ้านประจำสาขาจะช่วยคัดเลือกเสื้อผ้าที่อยู่ในสภาพดี ก่อนนำไปซักด้วยผลิตภัณฑ์ไฟน์ไลน์ ที่ได้มาตรฐานคุณภาพ เพื่อให้เสื้อผ้าทุกชิ้นสะอาด ปลอดภัย และพร้อมใช้งานสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เสื้อผ้าที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว จะถูกส่งมอบให้กับ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อนำไปกระจายต่อยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ประชาชนสามารถนำเสื้อผ้ามาบริจาคได้ที่ลอนดรี้บาร์สาขาใกล้บ้าน ได้แก่

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา ศรีนครินทร์

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 เอกชัย สาครบุรี

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 อนามัยงามเจริญ 31

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 พุทธบูชา 23

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา 7-11 ชุมชนโพธิ์ทอง

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา คาลเท็กซ์ ลาดพร้าว 132

 • ลอนดรี้บาร์ สาขา นวลจันทร์ 36

ลอนดรี้บาร์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าไฟน์ไลน์ (Fineline) ขอเชิญทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยครั้งนี้ เสื้อผ้าของคุณสามารถสร้างความอบอุ่นและกำลังใจให้ผู้ประสบภัยได้อีกมากมาย

ร่วมบริจาควันนี้ เพื่อช่วยฟื้นคืนรอยยิ้มให้ผู้ประสบภัยไปด้วยกัน

‘ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น’ ผนึก SME D Bank และ TPQI เสริมทักษะครบวงจรให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร

‘ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น’ ผนึก SME D Bank และ TPQI เสริมทักษะครบวงจรให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร

‘ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น’ ผนึก SME D Bank และ TPQI เสริมทักษะครบวงจรให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.06 น.

ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค ภายใต้ธุรกิจ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ประกาศเดินหน้าขยายบทบาทการพัฒนาผู้ประกอบการร้านอาหารไทย จัดอบรมฟรีพร้อมเปิดตัวหลักสูตร “จัดการร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ครั้งแรก ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และตอกย้ำกลยุทธ์ Go Beyond Food Industry ที่มุ่งยกระดับทักษะและมาตรฐานอาชีพให้ธุรกิจร้านอาหารไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

โดยทั้งสามองค์กรร่วมกันจัดหลักสูตรนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้โอกาสเข้าถึงองค์ความรู้แบบครบวงจร โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งการเรียนรู้ด้านการขาย การบริหารเงิน การจัดการร้านให้สะอาดได้มาตรฐาน การดูแลทีมงาน การพัฒนาทักษะการบริการ รวมถึงการได้รับคำปรึกษาแบบใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารและรับใบประกาศฟรี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมธุรกิจจากทั่วประเทศ พร้อมเข้าถึงแหล่งเงินทุนกว่า 50 ล้านบาทจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME D Bank) และได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพผ่านระบบ E-Training ของ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมศักยภาพและติดอาวุธให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโต

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์

สำหรับหลักสูตร “จัดการร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ที่จัดขึ้นในวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการมองเห็นศักยภาพการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร ผ่านการถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าอบรมได้ทบทวนทิศทางธุรกิจของตนเองอย่างเป็นระบบ และยกระดับอุตสาหกรรมร้านอาหารไทยในระยะยาว ซึ่งหลักสูตรนี้ได้คัดสรร 4 องค์ความรู้สำคัญ ได้แก่ People Series การบริหารและพัฒนาคน, Financial Series การวางระบบและบริหารการเงิน, Operation Series การจัดโครงสร้างและระบบหลังบ้าน และ Customer Series การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณจรูญโรจน์ เทพที 

โดยได้รับการถ่ายทอดจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของบริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด นำโดย คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานทรัพยากรบุคคลและหน่วยธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค และ คุณจรูญโรจน์ เทพที ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานซัพพลายเชน ที่ร่วมมอบองค์ความรู้และทักษะสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการร้านอาหาร

คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์

คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานทรัพยากรบุคคลและหน่วยธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด  กล่าวว่า การสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ พีเพิลคอนเน็คจึงตั้งใจออกแบบหลักสูตรจัดการร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน Exclusive Sharing จากผู้บริหารของเรา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริง วิธีคิด และแนวทางการแก้ปัญหาแบบผู้ประกอบการตัวจริง รวมถึงการให้ความรู้อย่างเข้มข้น ในเรื่องที่สำคัญกับการบริหารธุรกิจโดยยึดหลัก Balance Score Card ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ เน้นการถ่ายทอดเป้าหมายสู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่การบริหารคน การจัดการต้นทุน การสร้างมาตรฐานไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

คุณสุรชัย วรศิลป์

คุณสุรชัย วรศิลป์ เจ้าของร้าน “ศรีวรการ” และหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม กล่าวว่า “การทำธุรกิจร้านอาหารในยุคนี้ หัวใจสำคัญคือการมีระบบการจัดการที่ชัดเจน ทั้งการบริหารงานคน การวางระบบร้าน และการสร้างมาตรฐานบริการให้สม่ำเสมอ ผมเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ จึงมาอบรมหลักสูตรนี้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการจัดการร้านอาหาร และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของฟู้ดแพชชั่น สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดคือระบบ SOP เพราะเป็นหัวใจของการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ หลังจากได้ทดลองปฏิบัติจริง ผมเข้าใจวิธีเซ็ตอัพโครงสร้างและกระบวนการภายในร้าน และนี่คือสิ่งแรกที่จะนำกลับไปปรับใช้ทันทีที่ร้านของผม เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านให้พร้อมเติบโตในอนาคต”

คุณนาฑีรัตน์ฯ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า “เราภูมิใจที่ได้จัดหลักสูตรนี้ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bankและสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร และรู้สึกยินดีที่มีผู้ประกอบการกว่า 60 รายเข้าร่วมอบรม ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง พีเพิลคอนเน็คพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่เดินเคียงข้างและติดอาวุธความรู้ เพื่อให้ทุกธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” คุณนาฑีรัตน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค ได้ที่ Facebook: ศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ธุรกิจพีเพิลคอนเน็ค

29 พฤศจิกายน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ‘62 ปี นนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด’ สืบสานวันทรงดนตรี

29 พฤศจิกายน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ‘62 ปี นนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด’ สืบสานวันทรงดนตรี

29 พฤศจิกายน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ‘62 ปี นนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด’ สืบสานวันทรงดนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

วันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2506 เวลา 15.30 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้น อันเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ บริเวณสระน้ำ ด้านหน้าหอประชุม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการนี้ นายธวัชชัย ไชยชนะ นายกสมาคม นิสิตเก่าฯ และ หลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์) อธิการบดี เป็นผู้กราบบังคมทูลถวายรายงาน

ในคราวเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า และคณาจารย์เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด  หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกต้นนนทรีเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่หอประชุม เพื่อทรงดนตรีร่วมกับวง อ.ส.วันศุกร์ ซึ่งมีอาจารย์ และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย รวมอยู่ด้วย ได้แก่ อาจารย์ระพี สาคริก (นักดนตรีและโฆษก) ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล (โฆษก) และนายอวบ เหมะรัชตะ เป็นต้น

นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวกัน กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นนนทรี และทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการส่วนพระองค์ เป็นครั้งแรก และทรงเป็นกันเองอย่างที่สุด ซึ่งนับป็นเหตุการณ์ที่นำมาสู่การเสด็จฯ “เยี่ยมต้นนนทรี” ที่ทรงปลูก” และ “ทรงดนตรี” สืบเนื่องมาจนถึงปีพุทธศักราช 2515 รวมจำนวน 9 ครั้ง อันนำมาซึ่งความสุข ความปลื้มปิติของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนี้

• ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506

• ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507

• ครั้งที่ 3 วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2508

• ครั้งที่ 4 วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510

• ครั้งที่ 5 วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511

• ครั้งที่ 6 วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512

• ครั้งที่ 7 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514

• ครั้งที่ 8 วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

• ครั้งที่ 9 วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515

ความเป็นมาของต้นนนทรีทรงปลูก

ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อสามัญ นนทรี ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum pterocarpum (DC.) K.Heyne ความเป็นมาของต้นนนทรี: ต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นนทรี (Peltophorum pterocarpum) เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 สืบเนื่องจากการประชุมสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2506 คณะอนุกรรมการพิจารณาหาต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งประกอบด้วย อาจารย์อัญเชิญ ชมพูโพธิ์ หัวหน้าภาควิชาพืชศาสตร์ อาจารย์ปวิณ ปุณศรี อาจารย์แสงธรรม คมกฤส และอาจารย์เจือ สุทธิวนิช ได้เสนอต้นไม้ 4 ชนิด ต่อที่ประชุม คือ นนทรี ทองกวาว ราชพฤกษ์ (คูน) และพิกุล โดยที่ประชุมได้ตกลงเลือกต้นนนทรี เพราะเป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืน มีใบสีเขียวแก่ อันหมายถึง สีเขียวขจีของเกษตร และมีดอกสีเหลืองทอง อันหมายถึง สีเหลืองของคณะเกษตร ดังปรากฏในคำกราบบังคมทูลของคุณหลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์) ในฐานะอธิการบดี มีใจความสรุปดังนี้

“ต้นนนทรี เป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืนยาวนาน มีใบเขียวตลอดทั้งปี ลักษณะใบเป็นฝอยคล้ายใบกระถิน ดอกสีเหลืองประปรายด้วยสีขาว ช่อดอกเป็นพวงระย้า ฝักไม่ยอมทิ้งต้น ทนทานในทุกสภาพอากาศของเมืองไทย สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้เลือกให้เป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อแสดงว่า นิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มีใจผูกพันอยู่กับมหาวิทยาลัยตลอดมา และสามารถจะทำงานประกอบอาชีพได้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ทั้งในไร่นาป่าเขา ทั่วทั้งประเทศไทย”

ต่อมาในวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลูกต้นนนทรี จำนวน 9 ต้น บริเวณหน้าอาคารหอประชุม มก. และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณร่วมทรงดนตรีที่หอประชุม มก. เป็นครั้งแรกด้วย พร้อมกันนี้ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเกี่ยวกับต้นนนทรี ความว่า “ขอพูดอะไรสักหน่อย วันนี้ได้รับเชิญมาปลูกต้นไม้ ก็ทำให้คิดว่า การปลูกต้นไม้ก็จำเป็นจะต้องเลือกว่าต้นอะไรจึงจะดี เหมาะสำหรับมหาวิทยาลัย ต้นไม้อะไรๆ ก็สีเขียว ต้นนนทรีที่เลือกเป็นต้นไม้ของเกษตร ก็เหมาะสมที่มีสีเขียวด้วย เหมาะมากและน่ายินดีมากที่ต้นนนทรีนั้นปลูกได้ทั่วทุกแห่งของไทย เพราะทนแล้ง ทนแดดได้ นี่เป็นความหมายที่ดี เพราะคนไทยถ้าปลูกในแผ่นดินไทยก็เติบโตดีและเจริญดี ต้นไม้ต้องมีดิน จึงจะเจริญได้ดี ถ้าเอาไปใส่ในกระถาง หรือเอาไปปลูกในน้ำ หรือปลูกในน้ำยาคุณภาพดีๆ จากต่างประเทศ ก็จะหงอยอยู่ไม่ได้ เขาต้องการดิน ขอฝากต้นไม้นี้ให้มหาวิทยาลัยและนิสิตช่วยกันรักษาให้ดี อย่าให้หงอย ขอฝากนิสิตทั้งหลายขอให้ช่วยกันรักษาตัวเองให้ดี และอย่าลืมว่าตัวเองนั้นจะอยู่กันได้ก็ด้วยแผ่นดินไทย ขอให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินไทยไว้ด้วย คนไทยถ้าไร้แผ่นดินก็จะหงอยกันหมด อยู่กันไม่ได้ และเราก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น”

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 จนถึงปัจจุบัน ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น มีอายุ 62 ปีเต็ม เติบโตเป็นต้นไม้สูงใหญ่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สำรวจและเก็บข้อมูลโดยเครื่องสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์ พบว่า ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น มีสุขภาพดี ขนาดความโตของเส้นผ่าศูนย์กลางที่ความสูงเพียงอกโดยเฉลี่ย 74.24 ซม. มีความสูงของลำต้นรวมเฉลี่ย 18.84 เมตร วัดจากระดับโคนต้นระดับผิวดินจนถึงบนสุดเรือนยอด มีพื้นที่การปกคลุมเรือนยอดโดยเฉลี่ย 205.96 ตารางเมตรต่อต้น มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนรวม 8.41 ตันคาร์บอน นับว่าเป็นต้นนนทรีขนาดใหญ่ที่มีความสง่างามและหาพบได้ยากในกรุงเทพมหานคร

เนื่องในโอกาสวันแห่งประวัติศาสตร์ “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 62 ปี ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  จึงได้จัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 62 ปี  “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เวลา 17.00 น. โดยในปีนี้ได้จัดให้มีกิจกรรมแสดงความอาลัย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์  อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต คณะกรรมการสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการชมรม มก. อาวุโส เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กิจกรรมประกอบด้วย การบรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ทรงโปรด โดยวงดนตรีสากล KU BAND และวงดุริยางค์เครื่องลม KASETSART WINDS การฉายวีดิทัศน์เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2506 พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เริ่มจาก การกล่าวรายงานความสำคัญของการจัดงาน การอ่านบทประพันธ์ประกอบเพลงไทย โดยวงพิรุณรัตน์ นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ มก. การวางพวงมาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 และ พิธีแสดงความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การกล่าวรำลึกพระมหากรุณาธิคุณและยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที การจุดเทียนน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ และการขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์เกษตรศาสตร์และเพลงสดุดีพระเกียรติ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การจัดงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 62 ปี “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้น อันเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ บริเวณสระน้ำด้านหน้าหอประชุม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหลังจากนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เข้าหอประชุมเพื่อทรงดนตรี ร่วมกับวง อ.ส. วันศุกร์ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 เวลา 15.30 น. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะไม่มีวันลืมเลือน

“พวกเราชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมตั้งปณิธานด้วยความตระหนักว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะสืบสานพัฒนาวิชาการด้านการเกษตร จะรักษาต้นนนทรีทรงปลูกทั้ง 9 ต้น อันเป็นไม้มงคลให้อยู่คู่กับประชาคมมหาวิทยาลัย จะรักษาตนเองให้เข้มแข็ง และรักษาแผ่นดินไทยไว้ด้วยศาสตร์แห่งแผ่นดิน อันประกอบด้วยศาสตร์พระราชา ศาสตร์ชุมชน และศาสตร์สากล เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้กว่า 8 พันครัวเรือน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้กว่า 8 พันครัวเรือน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้กว่า 8 พันครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเริ่มปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉินในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายชุมชนเริ่มประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ครอบครัวที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พร้อมดูแลเด็กเล็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัวรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวยากที่สุดในยามเกิดภัยพิบัติ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ขยายการช่วยเหลือเร่งด่วนในจังหวัดสงขลา โดยมอบข้าวสาร อาหารแห้ง นม และชุดสุขอนามัยให้ครอบครัวในศูนย์พักพิง 10 แห่ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงเด็กกว่า 15,200 คน ในขณะที่ระดับน้ำยังคงสูงขึ้นและความเสียหายขยายตัวเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของภาคใต้

หลังจากการตอบสนองในระยะแรก มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ประกาศการดำเนินโครงการ “ตอบสนองอุทกภัยภาคใต้ 2568” โดยมีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือกว่า 8,100 ครัวเรือน (กว่า 32,000 คน) การขยายการช่วยเหลือครั้งนี้ครอบคลุมการจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็น การตั้งครัวชุมชน การดูแลสุขภาวะจิตสังคมเด็ก การจัดอุปกรณ์การเรียน รวมถึงการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูระยะเริ่มต้น เช่น การซ่อมแซมบ้านและโรง เรียนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งจัดการอบรมการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเพื่อเสริมสร้างความพร้อมของชุมชนขณะที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ กำ ลังตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบาง การประเมินความต้องการเพิ่มเติมยังดำ เนินไปพร้อมกัน เพื่อปรับแผนการฟื้นฟูให้เหมาะสม และอาจขยายการช่วยเหลือไปยังพื้นที่หรืออำเภออื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการระดมทุน น้ำท่วมครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 1,099,877 ครัวเรือน หรือราว 3 ล้านคน และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“สิ่งที่เราเห็นในพื้นที่ตั้งแต่วันแรก ไม่ได้มีเพียงบ้านเรือนที่เริ่มจมน้ำ แต่คือความหวาดกลัวและความไม่ปลอดภัยที่เด็กหลายพันคนต้องเผชิญ เด็กเล็กหลายคนต้องอพยพออกจากบ้านกลางดึกโดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ปกครองเองก็มีความกังวลอย่างมากว่าจะปกป้องลูกหลานได้อย่างไรขณะที่ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและผู้พิการที่ไม่สามารถอพยพได้ด้วยตนเอง” รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

หลายคนต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงในขณะที่หลายคนไม่สามารถหาที่พักได้ มีหลายคนที่ไม่ได้ทานอาหารเป็นเวลาหลายวัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำงานกับภาคี ศูนย์พักพิง 10 แห่ง คริสตจักรในจังหวัดสงขลา จัดหาอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ จัดตั้งโรงครัว จัดทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อดู แลสภาพจิตใจของเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบที่พักอยู่ที่ศูนย์พักพิง ตอนนี้ ประชาชนอยากกลับเข้าบ้านมากที่สุด เด็ก ๆ อยากกลับไปเรียน อุป กรณ์เครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ที่พักอาศัย การเรียนการสอน ให้ชุมชนเข้าสู่สภาวะปกติ ให้เด็ก ๆ ได้กลับไปโรงเรียน ได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด” รสลิน กล่าวเสริม

เด็กๆ ในพื้นที่ อำเภอสทิงพระ จ.สงขลา เล่าให้ฟังว่า “น้ำท่วมขึ้นสูงมาก ต้องเอาอิฐมารองของให้พ้นน้ำ แต่ก็ยังไม่พ้นอยู่ดี ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่วัด มีคนอยู่ร่วมกัน 40–50 คน เด็กประมาณสิบคน ได้รับข้าวและของใช้ แต่ไม่ได้สนุกเลย อยากให้น้ำลด จะได้กลับไปโรงเรียน คิดถึงเพื่อนและอยากเรียนหนังสือ”

คุณตา คุณยายของน้อง ๆ กล่าวว่า “คุณแม่ของน้อง ๆ ได้รับการอบรมจากศุภนิมิตฯ เรื่องครอบครัวสุขสันต์และการประกอบอาชีพ พวกเราอยากให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม จะได้เรียนหนังสือ เล่นแบดมินตัน และใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกครั้ง ซึ่งน้องเรียนเก่งมาก ได้เกรดเฉลี่ย 3.98 เลย”

ผู้อำนวยการโรงเรียนในอำเภอสทิงพระ จ.สงขลา กล่าวฟังว่า“โรงเรียนถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน ระดับน้ำสูงเกือบสองเมตรและท่วมนานหลายวัน ทำให้อุปกรณ์การเรียนการสอน ทั้งของโรงเรียนและของนักเรียนเสียหายทั้งหมด บ้านของชาวบ้านเองก็น้ำท่วมสูงกว่าเดิม แม้ทุกคนจะพยายามยกของขึ้นที่สูงแล้ว แต่ระดับน้ำปีนี้สูงกว่าที่คาดมาก แม้แต่ห้องสมุดก็ไม่รอด ตอนนี้น้ำเริ่มเน่าเพราะขังนาน และเริ่มมีความกังวลเรื่องโรคที่อาจตามมา รวมถึงปัญหาน้ำดื่มที่เริ่มขาดแคลน”

“โรงเรียนขอขอบคุณมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่เคยสนับสนุนสร้างห้องน้ำยกสูงตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้แม้ในช่วงน้ำท่วม และขอบคุณที่ลงพื้นที่เยี่ยม ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของให้เด็ก ๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความห่วงใยเหล่านี้ช่วยให้เรามีกำลังใจต่อสู้กับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ต่อไป”

ในช่วงการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังได้รับน้ำใจสำคัญจากภาคประชาชน รวมถึงการสนับสนุนครั้งใหญ่จาก   MINNIE (มินนี่) ณิชา ยนตรรักษ์ นักร้อง นักแต่งเพลงชาวไทย และสมาชิกวง i-dle เกิร์ลกรุ๊ปจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้มอบเงินบริจาคจำนวน 34,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ การสนับสนุนของเธอเป็นกำลังใจสำคัญในการเร่งขยายการช่วยเหลือให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้มากยิ่งขึ้น

จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้รับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนโครงการตอบสนองฯ แล้ว 1.9 ล้านบาท แต่ยังคงต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการเร่งด่วนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งการสนับสนุนจากทุกท่าน รวมถึงการบริจาคของคุณมินนี่ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ และหนุนน้ำใจให้ผู้มีจิตศรัทธาเกิดแรงบันดาลใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในวงกว้างมากขึ้น

น้ำใจของประชาชนคือพลังที่ทำให้เด็กเปราะบางยากไร้สามารถกลับมามีชีวิตปกติสุข ทุกการสนับสนุนของท่านจะช่วยให้ครอบครัวสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังจากสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เราจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” รสลิน โกแวร์ กล่าว

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ได้ที่:
https://give.worldvision.or.th/Nj9Vs9

มอบความสุขส่งท้ายปลายปี กับงาน ‘กาชาดประจำปี 2568’ 11–21 ธค.นี้ ณ สวนลุมพินี

มอบความสุขส่งท้ายปลายปี กับงาน 'กาชาดประจำปี 2568' 11–21 ธค.นี้ ณ สวนลุมพินี

มอบความสุขส่งท้ายปลายปี กับงาน ‘กาชาดประจำปี 2568’ 11–21 ธค.นี้ ณ สวนลุมพินี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

มอบความสุขส่งท้ายปลายปี กับงานยิ่งใหญ่ “งานกาชาดประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” 11–21 ธค.นี้ ณ สวนลุมพินี

ความสุข สนุกสำราญส่งท้ายปลายปี กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ใน “งานกาชาดประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” ร่วมสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ กับการ “รวมใจดารา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” โดยศิลปิน ดารา และคนในวงการบันเทิง รวมพล ขนความอร่อย ของดีมีคุณภาพมาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าอาหารกันอย่างคึกคัก อาทิ Top’s Homemade by ท็อป ดารณีนุช / แม่จวงยกนิ้ว by จุ๊บแจง วิมลพันธ์ / สมูทตี้ดีใจ by ผัดไท ดีใจ / ธงธง ทุเรียนทอด /Miw MiU by Boat Tara / น้ำผึ้ง ณัฐริกา / Nina by Monster / ติ่มซงติ่มซำ by เขต ธาราเขต &เพลง ชนารดี / Fox Cha La Lemon by พิมพ์ พิมพ์พรรณ / ข้าวเหนียวมะม่วง by ฟิวส์ กิติกร / ภารดีผลไม้แซ่บ by เปิ้ล ภารดี / เมนูกะปิจูดี้ &ปลาหมึกไฟฉาย / มะเดี่ยว วับวาว / Mari – คุณแม่เปีย / หม้อแม่จูน / Pop cap & กิ๊ก มยุริญ / Boys Vibe ชาร์ค,ก้อง,บี

ร่วมสนุกกับกิจกรรมจับฉลาก ลุ้นของรางวัลมากมาย อาทิมอเตอร์ไซค์, โทรศัพท์มือถือ, เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอุปโภค บริโภค สินค้าที่ระลึกจาก บิวกิ้น พุฒิพงศ์ (เสื้อ hoodie) และ กระเป๋าผ้า keep silent พร้อมลายเซ็น จาก ออม กรณ์นภัส นอกจากนี้ ยังมีโซน “รสชาติแห่งสยาม by ลิ้นติดโปร เมนูติดดาว” พื้นที่ที่รวมเมนูเด็ดจากทั่วประเทศ มาให้ลองชิม ลองฟินกันแบบจัดเต็ม ความอร่อย ความสนุก ฟินจุกๆ 12 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 11–21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี เวลา 11.00-22.00 น.

ติดตามข่าวสารได้ทางwww.iredcross.org

-(016)

‘โก โฮลเซลล์’ มอบชุดทำความสะอาดแก่กองอำนวยการน้ำท่วมหาดใหญ่ ส่งกำลังใจถึงพื้นที่เดือดร้อน

'โก โฮลเซลล์' มอบชุดทำความสะอาดแก่กองอำนวยการน้ำท่วมหาดใหญ่ ส่งกำลังใจถึงพื้นที่เดือดร้อน

‘โก โฮลเซลล์’ มอบชุดทำความสะอาดแก่กองอำนวยการน้ำท่วมหาดใหญ่ ส่งกำลังใจถึงพื้นที่เดือดร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

ซีอีโอ “โก โฮลเซลล์” มอบชุดทำความสะอาดแก่กองอำนวยการน้ำท่วมหาดใหญ่ รุดพบพนักงาน ลูกค้าผู้ประกอบการประสบภัย ส่งกำลังใจถึงพื้นที่เดือดร้อน

นายริคาร์โด้ เบารอตโต้  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ประเทศไทย พร้อมด้วย นายเรจิส เดเลสก์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานฝ่ายขายและฝ่ายปฎิบัติการ, นายจิระศักดิ์ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ นายพชร พานิชกุล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ มอบชุดทำความสะอาดแก่กองอำนวยการน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี นางสาวปิยะพัชร์ วุ่นดำ ปลัดอาวุโส อำเภอหาดใหญ่ เป็นผู้รับมอบ ซึ่งจะนำอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไปช่วยฟื้นฟู  นอกจากนี้ ยังลงพื้นที่พบปะลูกค้าผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ และพนักงานสาขาที่บ้านเรือนเสียหายหนักจากอุทกภัยใหญ่ครั้งนี้  พร้อมส่งกำลังใจด้วยชุดทำความสะอาด ถุงยังชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน สร้างพลังใจให้คนในพื้นที่ก้าวต่อไปอย่างไม่เดียวดาย โดยก่อนหน้านี้ โก โฮลเซลล์ ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งมอบถุงยังชีพ เป็นจุดตั้งรถครัวสนามปรุงอาหารสุกแจกจ่าย  สนับสนุนรถน้ำเพื่อทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน #GOWHOLESALEไม่ทิ้งกัน #Saveหาดใหญ่

-(016)

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง  และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้  พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์

พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,พุทธศักราช  2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สานักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่  28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

พระกรณียกิจด้านต่างๆ  ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์   พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย  พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ“Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ  จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544   คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

รางวัล Medal of Recognition  ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM)  กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  หน่วยงาน UNIFEM  จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย  มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)