ศูนย์จักษุ รพ.พระรามเก้า ผนึกกำลัง Plan B รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์ จากผลงานเปลี่ยนบิลบอร์ดให้เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม”

ศูนย์จักษุ รพ.พระรามเก้า ผนึกกำลัง    Plan B รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์  จากผลงานเปลี่ยนบิลบอร์ดให้เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม”

ศูนย์จักษุ รพ.พระรามเก้า ผนึกกำลัง Plan B รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์ จากผลงานเปลี่ยนบิลบอร์ดให้เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม”

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลพระรามเก้า คือความสำเร็จของผลงาน “The Eye-Diagnostic Billboard” ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Plan B Media และได้รับรางวัล Gold Awards สาขา Best Use of OOH and Transit (Sub: Best Use of Non-Movable) จากเวที MAAT Media Awards จัดโดยสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ภายใต้แนวคิด “Branded Media: Powering Brands through Media Excellence”

ผลงาน “The Eye-Diagnostic Billboard” สะท้อนแนวคิดของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์สู่การสื่อสารที่เข้าถึงผู้คนในชีวิตประจำวัน โดยใช้จอ Billboard ของ Plan B เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม” สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะวุ้นตาเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่หลายคนอาจมองข้ามในระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสังเกตความผิดปกติของการมองเห็น และเห็นความสำคัญของการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในฐานะผู้สนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้ามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อความคิดสร้างสรรค์ทำงานร่วมกับความรู้ทางการแพทย์ สื่อหนึ่งชิ้นสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการสื่อสาร โดยช่วยจุดประกายให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “ภาวะวุ้นตาเสื่อมเป็นอาการที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะอาจเริ่มจากเพียงหยากไย่ลอยในสายตาหรือจุดดำเล็ก ๆ แต่หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การที่สื่อสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้น ถือเป็นอีกมิติหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เข้าถึงผู้คนได้ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีความกังวลหรือสังเกตพบความผิดปกติในการมองเห็น สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital”

รางวัลนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของงานสร้างสรรค์ แต่ยังตอกย้ำถึงคุณค่าของความร่วมมือระหว่างภาคสื่อและภาคการแพทย์ ในการส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และมีความหมายต่อชีวิตผู้คน

เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม อัญเชิญ ‘หลวงพ่อเงิน’ อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ‘สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน’

เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม อัญเชิญ ‘หลวงพ่อเงิน’ อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ‘สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน’

เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม อัญเชิญ ‘หลวงพ่อเงิน’ อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ‘สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน’

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

สืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์  สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ผนึกกําลังพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐ และเอกชน อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” พระพุทธรูปเงิน ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์โบราณ คู่บ้านคู่เมือง อายุกว่า 700 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระชัยหลังช้างแห่งแผ่นดินอีสาน” จากวัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญ พระอุปคุตเถระ และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากท่าน้ำเจดีย์บุ่งสระพัง มาประดิษฐานเป็นสิริมงคล ในงาน “สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน”  จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มหาศรัทธาแห่งแม่น้ำมูล สู่ปฐพีบุญลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำ กราบสักการะ และน้อมขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย  ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 

หลวงพ่อเงิน  เป็นพระพุทธรูปเงิน ปางมารวิชัย  ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง มีอายุประมาณ 700 ปี  เป็นพระชัยหลังช้างแห่งแผ่นดินอีสาน ประจำกองทัพพระวอ-พระตา ในการสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย  ร่วมศึกเดียวกันกับกองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในคราวอัญเชิญพระแก้วมรกตสู่กรุงธนบุรี  ถูกขุดพบที่วัดป่าพระพิฆเณศวร์ เมื่อ พ.ศ. 2515 โดยการนิมิตของหลวงปู่เจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์  (ญาท่านบุญจันทร์ จตฺตสลฺโล) มีลำแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จึงมีการค้นหาและพบพระพุทธรูปหลวงพ่อเงินบริเวณบ้านปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ตำบลกุดลาด อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี  อันเป็นปฐมเหตุแห่งการอัญเชิญหลวงพ่อเงิน ขึ้นจากพื้นปฐพี นับโดยปีที่ขุดพบ ได้ 54 ปี

ทั้งนี้ การประกอบพิธีอัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” จัดขึ้นตามประเพณีเดิมแต่โบราณเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย เป็นการผสานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างวิจิตรบรรจง โดยพิธีเริ่มต้นด้วยการอาราธนาพระอุปคุตเถระขึ้นจากวิหารแก้วกลางสะดือทะเล ตามประเพณีอีสาน  ณ ท่าน้ำเจดีย์บุ่งสระพัง ริมแม่น้ำมูล สำหรับการอัญเชิญพระอุปคุตเถระเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานตามความเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มาก เป็นผู้ดูแลรักษาพระพุทธศาสนาและปกป้องคุ้มภัย โดยได้อัญเชิญจากสะดือทะเลมาคุ้มครองในพิธีที่สำคัญเพื่อให้การจัดงานราบรื่น ปราศจากมารผจญ เป็นสิริมงคล บันดาลโชคลาภ และเป็นจุดเริ่มต้นของความราบรื่นร่มเย็น    

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนร่วมสรงน้ำ “หลวงพ่อเงิน” น้อมขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย รวมถึงกราบขอพร พระอุปคุตเถระ และพระประจำวันเกิด ได้ที่บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา ระหว่างนี้จนถึง 15 เมษายน 2569 ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   โทร.  085-169-9926  หรือ Facebook: SOOKSIAM

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน มอบรางวัล “Shot of Truth” จุดพลังคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อสู้ เสริมความเชื่อมั่นวัคซีน

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน มอบรางวัล “Shot of Truth” จุดพลังคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อสู้ เสริมความเชื่อมั่นวัคซีน

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน มอบรางวัล “Shot of Truth” จุดพลังคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อสู้ เสริมความเชื่อมั่นวัคซีน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.37 น.

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท เมืองไทยประกันชีวิต ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) และ MorDee (หมอดี) แพลตฟอร์มบริการสุขภาพอัจฉริยะ โดย ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน เพื่อยกย่องผลงานของนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่ร่วมผลิตคลิปวิดีโอสั้น ถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวง และส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ในสังคมไทย

โครงการได้รับความสนใจจากนักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 330 คน จาก 69 ทีม โดยผลงานที่ได้รับรางวัลมีความโดดเด่นทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ความถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการ และการสื่อสารที่เข้าใจง่าย สะท้อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้รู้เท่าทันข่าวลวงด้านสุขภาพ

สำหรับผลประกวดรางวัลโครงการ “Shot of Truth” รางวัลชนะเลิศ: ทีม NERVE จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ ISB (International School Bangkok) และโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS) รองชนะเลิศอันดับ 1: ทีมฉีดยาแล้ว จากโรงเรียนปทุมคงคา สมุทรปราการ รองชนะเลิศอันดับ 2: ทีมดีกว่าพี่ก็มีแต่พระ จากโรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ชลบุรี และโรงเรียนปราจิณราษฎร์บำรุง ปราจีนบุรี
รางวัล Popular Vote สาขาคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจ: ทีม Know Vax Now! จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี รางวัล Popular Vote สาขาคลิปด้านการรู้เท่าทันและจัดการข้อมูลบิดเบือน: ทีม NERVE จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ ISB (International School Bangkok) และโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS)

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “โครงการ Shot of Truth เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคมไทย ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เราได้เห็นคนรุ่นใหม่นำข้อมูลที่ถูกต้องมาถ่ายทอดผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และเข้าใจง่าย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความสับสนจากข้อมูลบิดเบือน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับคุณภาพการสื่อสารด้านสุขภาพในสังคมไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง”

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า “ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในการสื่อสารประเด็นด้านวัคซีนอย่างสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาวิชาการและทักษะการสื่อสาร ซึ่งช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ”

ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า “ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินโครงการเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการสร้างสรรค์สื่อ ได้สะท้อนถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับการประยุกต์ใช้ดิจิทัลรู้เท่าทันสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะการรับมือกับข่าวปลอมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยกิจกรรมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และผลิตสื่ออย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ปลอดภัย สร้างสรรค์ ยกระดับคุณภาพชีวิตยุคดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง”

สุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะสื่อมวลชน เราเห็นความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่มีผลต่อชีวิตของประชาชน โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความตระหนักรู้ แต่ยังเสริมทักษะการรู้เท่าทันข่าวสารให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยตรวจสอบและลดการแพร่กระจายของข่าวลวงในสังคม สร้างระบบนิเวศสื่อที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น”

นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจด้านสุขภาพ โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถแยกแยะข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน”

ณธกร มหาวีระคุณ และพัฐชญาณ์ วงศ์วรการ ตัวแทนทีม NERVE จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ ISB (International School Bangkok) คว้ารางวัลชนะเลิศและรางวัล Popular Vote กล่าวว่า “พวกเราตั้งใจทำให้เรื่องวัคซีนเข้าใจง่ายและใกล้ตัวมากขึ้นในยุคที่ข้อมูลมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน โครงการนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การตรวจสอบข้อมูล และใช้ AI ช่วยรวบรวมก่อนนำมาสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอ ซึ่งทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ และตั้งใจจะต่อยอดผลงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ต่อไป”

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวัคซีน ลดการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน และตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และคนรุ่นใหม่ ในการร่วมกันสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นต้นราชสกุลรังสิต ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ ทั้งนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงสร้างวังนี้ขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยทรงใช้เป็นที่ประทับของพระองค์กับหม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา พระชายา

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ม.ร.ว. ปรียนันทนา  รังสิต

ผู้ออกแบบวังคือชาร์ลส์ เบเกอแลง (Charles Beguelin) สถาปนิกชาวสวิส-เยอรมัน ผู้เข้ามาทำงานในสยามในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วังวิทยุเป็นอาคาร 2 ชั้น แบบของวังจะดูเรียบ ๆ คล้ายกับบ้านของคหบดีในเยอรมนี เนื่องจาก เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นนักเรียนเก่าเยอรมนี ประกอบกับหม่อมเอลิซาเบธ พระชายา ก็เป็นชาวเยอรมันด้วย ดังนั้น จึงทรงโปรดแบบบ้านสไตล์เยอรมัน ทั้งนี้ เบเกอแลงยังเป็นผู้ออกแบบวังกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอาคารที่ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เหตุที่วังแห่งนี้มีนามว่าวังวิทยุ เพราะตั้งอยู่บนถนนวิทยุ แต่หากจะย้อนประวัติของวังไปตั้งแต่แรกเริ่มโดยได้เกร็ดประวัติที่แท้จริง ก็ต้องเรียนถามจากหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต นันดาในสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร โดยปัจจุบัน ม.ร.ว. ปรียนันทนา  รังสิต เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการวังวิทยุ

ม.ร.ว. ปรียนันทนา รังสิต เป็นธิดาของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต โดย ม.ร.ว. ปรียนันทนา เล่าให้ฟังว่า วังหลังนี้เป็นวังที่สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงให้สร้างขึ้น หลังจากทรงขายที่ดินหลายร้อยไร่จากคลองรังสิต เพราะทรงเห็นว่าน่าจะต้องมีที่อยู่สำหรับพระองค์และพระชายาในเขตที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนั้น แต่อันที่จริงบริเวณแห่งนี้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ก็ต้องถือว่าอยู่ในเขตพระนครก็จริง แต่ก็เป็นเขตที่ห่างไกลจากเขตพระบรมมหาราชวังพอประมาณ ในยุคนั้นรอบๆ วังแห่งนี้รายล้อมไปด้วยทุ่งนา มีบ้านเรือนของผู้คนไม่มากมายนัก ครั้นเมื่อทรงดูพื้นที่แล้วทรงพอพระทัย จึงทรงซื้อที่ดินกว่า 20 ไร่ แล้วทรงให้ขุดดินทำสระน้ำ เพราะว่าทรงต้องการดินไปทำเป็นเนินเพื่อสร้างวัง

เมื่อสร้างวังเสร็จเรียบร้อยแล้ว วังแห่งนี้ได้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้คนที่สนิทสนมกับ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และยังเป็นวังที่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเคยเสด็จไปทรงพบปะกันอีกด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงสนิทสนมกับพระราชโอรส พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเวที ด้วยเหตุเพราะ เมื่อพระชนมายุได้ 12 วัน เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว. เนื่อง ถึงแก่อนิจกรรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุ้มพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ไปพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) แล้วตรัสว่า “ให้มาเป็นลูกแม่กลาง”

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงชุบเลี้ยงพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ และพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิธ ดุจดังพระราชโอรส พระราชธิดาแท้ๆ ของพระองค์ จึงทรงเติบโตในพระตำหนักสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และทรงสนิทสนมกับพระราชราชโอรส และพระราชธิดาในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ามากเป็นพิเศษ

เมื่อพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ทรงเจริญพระชนม์ได้ประมาณ 14 พรรษา รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษาต่อในประเทศยุโรป โดยทรงไปศึกษาที่ประเทศเยอรมนี ทรงศึกษาชั้นมัธยมที่่โรงเรียนฮัลเบอร์สตัด แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเมืองไฮเดิลแบร์ก ในปี พ.ศ. 2447

อันที่จริง วังแห่งแรกของสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร คือวังไม้ ตั้งอยู่ ณ ถนนหลวง ตรงข้ามวัดเทพศิรินทราวาส พระราชทานที่ดินโดยรัชกาลที่ 5 ด้วยทรงเห็นว่าวังของพระเจ้าลูกเธอ พระองค์นี้สมควรอยู่ใกล้กับวังของพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ (เสด็จตาของพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) ครั้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างตำหนักไม้พระราชทาน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ก็ทรงพาหม่อมเอลิซาเบธมาอยู่ด้วย ซึ่งวังไม้แห่งนี้คือที่ประสูติของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต เมื่อ 25 ธันวาคม 2456

ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเตรียมการสร้างวังแห่งใหม่ หลังจากทรงซื้อที่ดินริมถนนวิทยุ ไว้ตั้งแต่ปี 2464 วังวิทยุสร้างเสร็จในปี 2468 แล้วทรงฉลองวังใหม่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2468 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติครบ 40 พรรษา

สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงสร้างวังวิทยุเป็นทั้งที่ประทับ และจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่ทรงสะสมไว้ ทรงออกแบบตกแต่งภายในวังด้วยพระองค์เอง ทรงให้สถาปนิกทำผนังอาคารให้หนาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันความชื้นจากภายนอก และเพื่อให้อุณหภูมิภายในไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะทรงเก็บรักษางานศิลปะต่าง ๆ ทั้งภาพเขียน ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ฉากลายรดน้ำ และประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะจากยุโรปที่ทรงสะสมไว้เมื่อครั้งเสด็จไปศึกษาในประเทศเยอรมนี

เสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ ปี 2494 จากนั้นหม่อมเจ้าปิยะรังสิต และพระชายา คือหม่อมเจ้าวิภาวดี รัชนี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ประทับในวังวิทยุสืบต่อมา ทั้งนี้ปัจจุบันวังวิทยุอยู่ในกรรมสิทธิ์ของทายาทของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต โดยผู้มีอำนาจดูแลบริหารวังวิทยุคือหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต ซึ่งตั้งใจเก็บรักษาวังแห่งนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพดีที่สุด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและอนุรักษ์ด้านศิลปะ โบราณวัตถุและโบราณคดี และเพื่อเทิดพระเกียรติบรรพบุรุษสายราชสกุลรังสิต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ลฎาภา ทิวะสิงห์และ ปาริชาติ ชำนิบรรณการ….เรื่อง ชัยสิทธิ์ รอดทอง…ภาพ  

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เส้นหมี่และแป้งประกอบอาหารและขนม “ตราช้างสามเศียร” นำโดย ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธาน จัดโครงการฝึกอาชีพ “แป้งข้าวขนมไทยนานาชาติ” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 3 ณ ชอเฮง-เอราวัณ(ช้างสามเศียร)  บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อ.สามพราน จ.นครปฐม

ทิพาพร เพชรฉาย สร.โรตารีพญาไท, บงกช ไชยชุมพร มูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูลฯ, พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ, ดร.สุวรรณา วงศ์สุรไกร นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร, เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมสตรีไทยฯ, ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธาน บจ.โรงเส้นหมี่ชอเฮง, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ ผู้ว่าการภาค ภูมิภาค 17 ซอนต้า อินเตอร์แนชชั่นแนล และ นันทวรรณ (วงศ์สุรไกร) โชติวิจิตร ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ชอเฮง เอราวัณช้างสามเศียร

โครงการฝึกอาชีพ “แป้งข้าวขนมไทยนานาชาติ” บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย อาทิ โรตารี พญาไท, มูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูล ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมาคมอัสสัมชัญ, สหสมาคมศิษย์เซนต์ เดอ ชาร์ตร, สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ซอนต้า อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาค 17 จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะอาชีพการทำขนมไทยและนานาชาติจากแป้งตราจ้างสามเศียร และผลิตภัณฑ์ในเครือโรงเส้นหมี่ชอเฮง โดยปีนี้มีเยาวชน ครูเกษียณ และผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการฝึกอาชีพเพื่อเสริมสร้างรายได้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวและธัญพืชไทย ลงมือฝึกปฏิบัติทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมไดฟุกุไส้สตรอเบอรี่และถั่วแดงกวน ขนมบัวลอย ปิดท้ายด้วยการแนะนำสื่อสร้างสรรค์ “เอราวัณอีบุ๊คแบ่งปัน” แหล่งรวมสาระความรู้ดีๆ   ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ พร้อมรับแป้งจากข้าวที่สามารถใช้ทดแทนแป้งสาลี เหมาะสำหรับผู้แพ้กลูเต็นให้นำกลับไปฝึกมือที่บ้าน

ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือ “วันสงกรานต์” ที่กำลังจะมาถึง ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมยังได้จัดให้มีการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ใจดีที่ทำให้เกิดโครงการดีๆ แบบนี้อีกด้วย    

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดทริปเลี้ยงต้อนรับอธิการบดี ม.บอสตัน

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดทริปเลี้ยงต้อนรับอธิการบดี ม.บอสตัน

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดทริปเลี้ยงต้อนรับอธิการบดี ม.บอสตัน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

 ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ กรรมการบริหารระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยบอสตัน จัดทริปวิชาการ ท่องเที่ยว พร้อมงานเลี้ยงต้อนรับ ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม (Dr. Melissa L. Gilliam) อธิการบดีมหาวิทยาลัยบอสตัน ในโอกาสเดินทางมาประชุมวิชาการในประเทศไทย ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ มหากิจศิริ เรสซิเดนซ์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร, มิเคเล ชีเลอร์, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, ดร. เมลิสซา แอล. กิลเลียม, สุวิมล- ประยุทธ มหากิจศิริ, ปรียามล ธนวิสุทธิ์ และจิตรดี พูลวรลักษณ์

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยบอสตันเล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่กรรมการบริหารระหว่างประเทศตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อท่านอธิการบดี ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม (Dr. Melissa L. Gilliam) มีกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมประชุมวิชาการ ทางมหาวิทยาลัยฯ จึงได้มอบหมายให้ดิฉันเป็นผู้ทำหน้าที่รับรองและจัดโปรแกรมในครั้งนี้

“เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่า ได้ทำงานที่ท้าทาย สนุก ขณะเดียวกันก็วิตกเล็กน้อย เพราะท่านอธิการบดีกิลเลียม เป็นผู้หญิงที่เก่ง และมีความรู้รอบด้าน เพราะท่านจบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) และเป็นทั้งนักการศึกษา นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์วิจัย แพทย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศาสตราจารย์ด้านสูติศาสตร์ นรีเวชศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ อีกทั้งยังศึกษาด้านวรรณคดีอังกฤษที่มาหาวิทยาลัยเยล (Yale) และศึกษาปรัชญาและการเมืองที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford) อีกด้วย ดังนั้นการคิดกำหนดการจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โชคดีที่เมื่อติดต่อไปทางโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ได้รับความสนใจจากผู้บริหารและคณะแพทย์จากทั้งสองโรงพยาบาล คือ ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ศิริราช และศ.ดร.แพทย์หญิง อติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการพบปะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการแพทย์ และการศึกษา พร้อมเยี่ยมชมหน่วยงานต่างๆ ภายในโรงพยาบาล”

ผศ.นพ.ปริย พรรณเชษฐ์, มิเคเล ชีเลอร์, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม, ศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต, ผศ.นพ.สุชิน วรวิชชวงษ์ และยุนอา ลี

นอกจากนี้ยังมีทริปล่องเรือชมความงามของสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแห่งสายน้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ของวัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร, พระบรมมหาราชวัง, สะพานพระราม 8 ฯลฯ ตบท้ายด้วยงานเลี้ยงรับรองที่ ประยุทธ-สุวิมล มหากิจศิริ อาสาเป็นเจ้าภาพ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ และเหล่าศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยบอสตันต่างพร้อมใจมาร่วมต้อนรับอธิการบดีมหาวิทยาลัยบอสตันอย่างอบอุ่น อาทิ ประยุทธ-สุวิมล มหากิจศิริ, ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร, ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ, สุริยน-จิตรดี พูลวรลักษณ์, พรพิมล ปฐมศักดิ์, ธีระ ศิริเกียรติสูง, สริสา วรประคุณ, ปรียามล ธนวิสุทธิ์ ฯลฯ

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ กล่าวปิดท้ายว่า “การจัดทริปต้อนรับในครั้งนี้ ทำให้ได้มีโอกาสเปิดโลกในอีกมุมมองหนึ่ง นั่นคือ โลกทางวิชาการการแพทย์ของประเทศไทย ที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่มากมาย และแต่ละท่านพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อพัฒนาให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นไปอีก และเมื่อได้มีการหารือกับดร.กิลเลียม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและความสนใจในหลายด้าน ก็อาจนำพาไปสู่ผนึกกำลัง และการต่อยอดเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ร่วมกัน จึงนับเป็นสิ่งดีๆ ที่ตุ๊กได้มีโอกาสเป็นส่วนเล็กๆ ที่ได้ทำหน้าที่ในครั้งนี้ค่ะ”


มิเคเล ชีเลอร์, ยุนอา ลี, ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ และ สลิลลา อติการบดี


สริสา วรประคุณ, ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม และ ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ


วีรภัทร แก้งสว่าง, ณัฐธกรณ์ อินทราชา, อารักขา ตั้งศิริเสถียร, เจษฎากร เซี้ยะ, สมิต ทั่งวัฒโนทัย และ ธนภูมิ ประภากมล

สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพ  บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป จากวัดบางช้างเหนือ จังหวัดนครปฐม, วัดจันทึก วัดไตรรัตน์ วัดปางแก จังหวัดนครราชสีมา, วัดหนองต้นไทร จังหวัดพิจิตร, วัดเกาะเค็ตนอก จังหวัดปราจีนบุรี, วัดเสาธงหิน วัดไผ่เหลือง จังหวัดนนทบุรี, วัดเทพลีลา กรุงเทพมหานคร สวดมาติกา สดับปกรณ์ และอนุโมนทนา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้มี เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ เป็นประธานพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ อาทิ อโนมา  วิจิตรวิกรม, ดร.นุชนาถ  วสุรัตน์, พญ.สุวณี  รักธรรม, สุกัญญา  ประจวบเหมาะ, เบญจรัตน์  จริยธาราสิทธิ์, ประยูร  เหล่าสายเชื้อ, ยุพา  สุภอมรพันธุ์, ดร.ปัญจรัตน์  มังกรกนก, สุชาดา  เกษมทรัพย์,พล.ต.หญิง ดร.อังคณา  สุเมธสิทธิกุล, ผ่องเพ็ญ  อาชาเทวัญ ตลอดจนสมาชิกสมาคม เจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และกราบถวายบังคมพระบรมศพ 

นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ ทอดผ้าบังสุกุล

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการและสมาชิกสมาชิกสมาคม วางพวงมาลาหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ พร้อมคณะกรรมการ อโนมา  วิจิตรวิกรม, ดร.นุชนาถ  วสุรัตน์, พญ.สุวณี  รักธรรม, สุกัญญา  ประจวบเหมาะ,เบญจรัตน์  จริยธาราสิทธิ์,ประยูร  เหล่าสายเชื้อ, ยุพา  สุภอมรพันธุ์, ดร.ปัญจรัตน์  มังกรกนก, สุชาดา  เกษมทรัพย์, พล.ต.หญิง ดร.อังคณา  สุเมธสิทธิกุล และ

ผ่องเพ็ญ  อาชาเทวัญ

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ
โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต


ข้าว Low Carbon จากโครงการนี้ SCBX ได้นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเป็นของขวัญสำหรับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ การใช้ในกิจกรรมองค์กรเพื่อสื่อสารแนวคิดด้านความยั่งยืน ตลอดจนการต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง


นายสุธีพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX กล่าวว่า “SCBX ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม ความร่วมมือกับ NZC ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายไปเชื่อมโยงกับลูกค้าและสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ NZC กล่าวว่า “NZC เชื่อว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานร่วมกับ SCBX ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างทั้งรายได้และผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน”

สำหรับ NZC เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบโมเดลผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม


ความร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกพืชเป็นหลักประมาณ 4.5–5 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรผู้ถือครองทำการเกษตรกว่า 8.7 ล้านรายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SCBX ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับ NZC ในโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้งอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในเวทีโลก

มก.เชิญชวนหนูน้อยร่วมแข่งขัน ‘Nova-X League – ALPHA-I League’ ในงาน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2026

มก.เชิญชวนหนูน้อยร่วมแข่งขัน ‘Nova-X League - ALPHA-I League’ ในงาน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2026

มก.เชิญชวนหนูน้อยร่วมแข่งขัน ‘Nova-X League – ALPHA-I League’ ในงาน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2026

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2026  หนูน้อยวิศวกร อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก’ พัฒนาเยาวชนไทย สู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี โตแก้ว ทองรัตนะ หัวหน้าโครงการ Thailand Robot & Coding Challenge 2026 กล่าวว่า โครงการ “หนูน้อยวิศวกร อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก”เป็นโครงการพัฒนาวิชาการ ภาควิชาวิศวกรรม อุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดการอบรม Fundamental Digital Cobot เพื่อส่งเสริมด้านสติปัญญา  ผ่านการสร้างสิ่งประดิษฐ์”ให้แก่เด็ก อายุ 7-17 ปี ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การวางแผน การลองผิดลองถูก การแก้ปัญหาทางด้านวิศวกรรม ผ่านการลงมือปฎิบัติจริง

ทั้งเป็นการปลูกฝังเด็กที่มีความสามารถและพัฒนาตนเอง เพื่อนําไปสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น จึงจัดทําโครงการ การแข่งขัน Thailand Robot & Coding Challenge 2026

โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทการแข่งขันได้แก่การแข่งขัน RoboG League ด้วยอุปกรณ์ UGOT = AI Education Robot, NOVA-X League ด้วยอุปกรณ์ AGV ที่พัฒนาขึ้น จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ALPHA-I League การแข่งขัน Python & AI Coding League

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ -30 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Website : http://www.iDekTep.com Fanpage: https://www.facebook.com/iDekTep/ ,  LineOA: @046rudrm , คุณปอ 0904974062 , อ.พัชรี 082-456-3289

และจะมีการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ 23-อาทิตย์ที่24 พค 69 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ฉลอง 10 ปี ‘มณีพาวเวอร์ – AE Solar’ ยกระดับมาตรฐานโซลูชันพลังงานสู่ระดับสากล

ฉลอง 10 ปี ‘มณีพาวเวอร์ - AE Solar’ ยกระดับมาตรฐานโซลูชันพลังงานสู่ระดับสากล

ฉลอง 10 ปี ‘มณีพาวเวอร์ – AE Solar’ ยกระดับมาตรฐานโซลูชันพลังงานสู่ระดับสากล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นความท้าทายสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ความไม่แน่นอนของพลังงานรูปแบบเดิม ทำให้องค์กรจำนวนมากเริ่มมองหาแนวทางในการบริหารต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ขณะเดียวกัน กระแสด้านความยั่งยืน (Sustainability) และเป้าหมาย Net Zero ยิ่งเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก

ในบริบทนี้ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็น “กลยุทธ์” ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

บริษัท มณีพาวเวอร์ จำกัด (Manee Power) ผู้พัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรของประเทศไทย เดินหน้าวางตำแหน่งองค์กรในฐานะ Strategic Energy Partner ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว

นายมหพล ฉันทสหวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มณีพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “พลังงานในวันนี้ไม่ใช่เพียงต้นทุนแต่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจ ถ้าบริหารต้นทุนพลังงานได้ดี จะสามารถเพิ่ม margin ลดความเสี่ยง และสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

“Solar ไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าไฟ แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในอนาคต ในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ การติดตั้ง Solar Rooftop มีการรับประกัน All warranty ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมาตรฐานเยอรมัน ซึ่งมากกว่าแบรนด์ทั่วไปถึง 2 เท่า ภาคอุตาหกรรมสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ต่ำกว่า 2 บาท หรือสูงสุด 80%”

กว่า 10 ปีแห่งความเชี่ยวชาญ สู่ผู้นำพลังงานอัจฉริยะ

Manee Power ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมากว่า 10 ปี ภายใต้แนวคิด “Powering Smart & Green Future” และ “Profitable toward Sustainability” สร้างวิสัยทัศน์ที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานอัจฉริยะและความยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมพันธกิจในการพัฒนาและส่งมอบโซลูชันพลังงานที่มีมาตรฐานสากล

เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แล้วกว่า 160 โครงการทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 26 เมกะวัตต์ (MWp) และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 16,000 ตันต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

จากผู้ติดตั้ง สู่ Strategic Energy Solution

Manee Power ยกระดับบทบาทจาก “ผู้ติดตั้ง Solar” ไปสู่ “ผู้ออกแบบโซลูชั่นพลังงานเชิงกลยุทธ์” ให้บริการแบบครบวงจร (End-to-End Energy Expertise) ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่

•             การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) และการวางกลยุทธ์การลงทุน

•             การออกแบบ จัดซื้อ และติดตั้งระบบ (Engineering, Procurement, Construction: EPC) ตามมาตรฐานสากล

•             การจัดหาอุปกรณ์จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น Heckert Solar, SMA, Trina Solar และ Huawei

•             การดูแลและบริหารระบบ (Operation & Maintenance: O&M) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (ESS), Smart Building และระบบควบคุมอัจฉริยะ

เทคโนโลยีระดับโลก มาตรฐานเยอรมัน

ล่าสุด Manee Power ประกาศความร่วมมือกับ AE Solar จากประเทศเยอรมนี โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น Authorized Partner อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อนำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ระดับ Tier 1 มายกระดับมาตรฐานโซลูชั่นพลังงานในประเทศ ให้บริการโซลูชั่นสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุน การออกแบบและติดตั้งระบบ ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานและการดูแลรักษาระบบ ช่วยให้องค์กรสามารถ ควบคุมต้นทุนพลังงานและวางแผนการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดแข็งสำคัญของเทคโนโลยีนี้ คือความสามารถในการทนต่อสภาพอากาศร้อนและชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยท้าทายหลักของประเทศไทย โดยแผงโซลาร์ยังคงสามารถรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ดี แม้ในสภาวะแดดจัดหรืออุณหภูมิสูง แตกต่างจากแผงทั่วไปที่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

ภาครัฐมีการปลดล๊อคครั้งใหญ่เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

ในภาคธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมาตรการช่วยลดหย่อน ภาษีนิติบุคคลโดยสามารถนำค่าอุปกรณ์และการติดตั้งแบตเตอรี่ (BESS) และ Inverter คู่กับโซล่าร์ นับเป็นมูลค่า 12 ล้านบาท /เมกะวัตต์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 50%ของมูลค่าการลงทุนจริง  ทำให้การลงทุนคุ้มค่าภายใน 5 ปี รวมถึงแนวทาง สนับสนุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และการเชื่อมโยงกับระบบยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ภาครัฐได้ลดขั้นตอนติด Solar มากกว่า 1 เมกะวัตต์ ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง4) สามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้าน ESG และกระทรวงมหาดไทยได้ปลดล๊อคการติดตั้งแผง Solar Rooftop โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตดัดแปลงต่อเติมอาคาร    ส่วนภาคครัวเรือน สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการติดตั้ง Solar Rooftop ได้สูงสุด 200,000 บาท

แนวโน้มต้นทุนของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ทั้งด้านนโยบายภาษีของประเทศผู้ผลิต และราคาวัตถุดิบในตลาดโลก ช่วงที่ผ่านมาไตรมาส3 ปี 68 ราคาของ Solar ขึ้นมา 30% และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีก 15% ในไตรมาสที่2 ปี 69 นี้ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนมีความผันผวน ทางเราจึงร่วมมือกับหลายพันธมิตร supply chain จัดจำหน่ายอุปกรณ์มาตรฐาน Tier 1 ในร้านชื่อ TIER1STORE ตั้งอยู่ที่รังสิต (มีศูนย์ Training Center) รองรับทำให้การจัดการได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว    อีกทั้งบริษัทเดินหน้าพัฒนา Smart Energy Ecosystem ที่ผสานการทำงานของระบบ Solar Energy, ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS), Smart Building และระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “Profitable toward Sustainability” เพื่อช่วยคนไทยฝ่าวิกฤตรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero อย่างยั่งยืน คุณมหพล ฉันทสหวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว

ความน่าเชื่อถือจากพันธมิตรและลูกค้าชั้นนำ และผลลัพธ์จริงจากภาคธุรกิจ 

บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เช่น CP, 7-Eleven, AIS, SCG, Toyota และ Continental นอกจากนี้ Manee Power ได้ช่วยลดต้นทุนค่าไฟให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ วงการพลาสติก ยางพารา ชั้นนำ เช่น บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) / บริษัมนารายณ์แพคจำกัด หนึ่งในผู้ผลิตถุวพลาสติกชั้นนำของไทย / โรงงานน้ำเข็ง / ไผ่ทองไอศครีม รวมถึงโครงการ Solar Farm และโครงการภาครัฐ เช่น หน่วยงานราชการและโรงพยาบาล

จากผลลัพธ์ของโครงการ พบว่าสามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 30–70% มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 3 ปี และสามารถสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี  นอกจากนี้ บริษัทยังทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ SME Bank เพื่อให้คำปรึกษาด้านการเงิน และโครงสร้างการลงทุนช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนโครงการได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงทางการเงิน

Manee Power จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการพลังงาน แต่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้องค์กรก้าวสู่อนาคตพลังงาน อย่างมั่นคงและยั่งยืน